บ้านตุลาไทย
24 กันยายน 2014, 09:25:48 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จิตวิวัฒน์  (อ่าน 39289 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 23 ธันวาคม 2006, 17:34:48 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10514

สู่สุขภาวะทางปัญญา

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย พระไพศาล วิสาโล แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



องค์รวมหมายถึงความเป็นหนึ่งอันเกิดจากความเชื่อมโยงอย่างบรรสานสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆ สิ่งที่ตามมาก็คือคุณภาพใหม่ที่พิเศษไปจากคุณภาพขององค์ประกอบย่อยๆ ทั้งหลาย

ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นคุณสมบัติดังกล่าวชัดเจน ได้แก่ ออกซิเจน และไฮโดรเจน ต่างเอื้อต่อการเกิดไฟ แต่เมื่อมารวมกันเป็นน้ำ ก็ได้คุณภาพใหม่ที่สามารถดับไฟได้ หรือแสงเจ็ดสีเมื่อมารวมกันจะได้แสงสีขาว ซึ่งเป็นสีที่พิเศษไปจากสีทั้งเจ็ด

สุขภาพองค์รวมหมายถึงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เป็นสุขภาวะโดยรวมอันเกิดจากสุขภาวะทางกาย จิต และสังคม ซึ่งต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยากที่จะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ หรืออย่างโดดๆ ได้

แนวคิดเรื่องสุขภาพองค์รวม มาจากความคิดพื้นฐานที่ว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นประกอบด้วยกายและใจ ขณะเดียวกันก็มิอาจแยกตัวอยู่โดดๆ ได้ หากยังต้องมีความสัมพันธ์กับผู้คน เริ่มจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องไปจนถึงผู้คนในสังคม ด้วยเหตุนี้ กายและใจจะต้องสัมพันธ์กันด้วยดี ควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ทางสังคม ถึงจะทำให้ชีวิตมีความเจริญงอกงามหรือมีสุขภาพที่ดีได้

การวิจัยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ชี้ว่า มีหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้คน ที่ชัดเจนได้แก่โรคหัวใจ คนที่มักโกรธ เครียดจัด มุ่งมั่นเอาชนะ ไม่ยอมแพ้ มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนที่มีจิตใจผ่อนคลาย

เมื่อปี 2538 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดจำนวนกว่า 1,600 คน พบว่าคนที่ไม่สามารถควบคุมความโกรธได้ มีอัตราการกำเริบของโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่มีอารมณ์สงบและสามารถควบคุมตนเองได้

นอกจากนั้นยังมีการค้นพบว่าการจัดการกับความเครียดที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการตายมากกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก

แม้แต่โรคติดเชื้อ ก็มีอิทธิพลของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ในสกอตแลนด์ มีการพบว่าร้อยละ 65 ของคนที่เป็นวัณโรคเคยประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดจัด ร้อยละ 90 ของเหตุการณ์ณ์ดังกล่าวได้แก่การผิดหวังในความรัก ล้มเหลวในการแต่งงาน เมื่อคนเหล่านี้หายจากโรค ปรากฏว่าคนที่กลับมาเป็นโรคนี้ใหม่ ร้อยละ 75 ประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกข์มาก ส่วนคนที่ไม่เป็นโรคนี้ มีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่ผ่านเหตุการณ์อย่างเดียวกัน

ในขณะที่ความเครียดและความวิตกกังวลมีผลในการก่อโรค ความรู้สึกผ่อนคลาย แช่มชื่นเบาสบาย ไร้วิตกกังวล ก็ย่อมช่วยให้สุขภาพดีขึ้น หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้เร็วขึ้น หรือมีอายุยืน

มีการวิจัยเป็นอันมากที่ยืนยันเรื่องนี้ เมื่อปี 2540 ได้มีการศึกษาผู้มีอายุระหว่าง 55-85 ปีจำนวนกว่า 2,800 คนในอเมริกา พบว่าคนที่รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตนได้มีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่รู้สึกท้อแท้กับชีวิตถึงร้อยละ 60

ส่วนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มองโลกในแง่ดีหรือสามารถจัดการกับความโกรธได้ดีมีแนวโน้มที่จะอยู่ยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่มีความเครียดหรือเก็บกดความโกรธเอาไว้

ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย นั้นทำได้หลายอย่าง วิธีหนึ่งก็คือการสวดมนต์ ในอเมริกาพบว่าในบรรดาผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจนั้น คนที่มีศรัทธาและได้กำลังใจจากศาสนามีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่ไม่ได้สนใจศาสนาถึง 1 ใน 3

ส่วนคนที่ไปวัดสม่ำเสมอก็มีอัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ไปถึงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าจะนำเอาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมสุขภาพมาพิจารณาในการวิจัยแล้วก็ตาม

นอกจากจิตใจที่สงบ ผ่อนคลายแล้ว ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็มีผลต่อสุขภาพมาก เคยมีการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้ง 2 กลุ่มได้รับการศึกษาตามมาตรฐานการแพทย์แผนใหม่ทุกประการ แต่กลุ่มที่หนึ่งนั้นมีการพบปะพูดคุยกันระหว่างคนไข้ และช่วยเหลือกันตามโอกาส โดยทำเช่นนี้สม่ำเสมอสัปดาห์ละ 90 นาที ต่อเนื่องนาน 1 ปี อีกกลุ่มไม่มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม

ปรากฏว่าอัตราการอยู่รอดของกลุ่มแรกมากเป็น 2 เท่าของกลุ่มที่สอง

และยังพบอีกว่าในกลุ่มที่สองนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ไม่มีผู้ป่วยคนใดมีชีวิตรอดเลย

สภาวะจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น มีผลต่อร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้ การรักษาที่เน้นแต่การเยียวยาร่างกายหรืออวัยวะเฉพาะส่วน แต่ไม่สนใจสภาวะจิตใจของผู้ป่วยหรือความสัมพันธ์ที่เขามีกับผู้อื่น ย่อมเป็นได้แค่การรักษา "โรค" แต่มิใช่การรักษา "คน" ซึ่งในที่สุดแล้วก็มิอาจรักษาโรคได้ด้วยซ้ำ หรือถึงรักษาได้ โรคก็กลับมาใหม่ จะในลักษณะเดิมหรือลักษณะใหม่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ในระยะหลังจึงมีการให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตใจและสังคมมากขึ้น

แม้กระทั่งในโรงพยาบาลที่ใช้การแพทย์แผนใหม่ โรงพยาบาลเหล่านี้ถึงแม้จะยังใช้วิธีการรักษาร่างกายเฉพาะจุดเฉพาะส่วนเหมือนเดิม แต่ก็เพิ่มการฟื้นฟูบำบัดจิตใจขึ้นมา

หลายแห่งสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้สวดมนต์ภาวนาตามความเชื่อของตน โดยเปิดห้องสวดมนต์หรือห้องทำสมาธิขึ้นในโรงพยาบาล ไม่ถือว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์อีกต่อไป ผู้บริหารโรงพยาบาลพบว่าวิธีนี้สิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่าการพึ่งพายาและเทคโนโลยีซึ่งมีราคาแพงขึ้นทุกวัน

แม้ว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะยังคงเน้นการรักษาอวัยวะมากกว่าที่จะสนใจเรื่องจิตใจหรือความรู้สึกผูกพันของผู้ป่วยในฐานะมนุษย์

แต่ประสบการณ์ของแพทย์และพยาบาลจำนวนไม่น้อยก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า จิตใจนั้นมีอานุภาพในการเยียวยารักษา

ความเมตตาของหมอและพยาบาลสามารถทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นโดยที่ยังไม่ทันได้ให้ยาเลยด้วยซ้ำ

เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษและอเมริกาเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เคยกล่าวว่า ผลสำเร็จในการบำบัดรักษาของเขานั้นเป็นเพราะบุคลิกและพฤติกรรมของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความรู้ทางการแพทย์ของเขาเลย

นายแพทย์วิลเลียม เฮนรี เวลซ์ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการบุกเบิกการแพทย์แผนใหม่ในอเมริกาได้พูดถึงบิดาของเขา ซึ่งเป็นหมอเหมือนกันว่า "ทันทีที่ท่านเข้าห้องผู้ป่วย คนป่วยจะรู้สึกดีขึ้นทันที บ่อยครั้งมิใช่เพราะการรักษาของท่าน แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของท่านต่างหากที่รักษาผู้ป่วยให้หายได้"

ศรัทธาในแพทย์และความหวังว่าจะหายเมื่อได้พบแพทย์มีผลอย่างมากต่ออาการทางกายของผู้ป่วย แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือบุคลิกที่เปี่ยมด้วยเมตตาของแพทย์และพยาบาล เมตตาจิตนั้นมีพลังอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง

การรักษาด้วยวิธีการที่ต่างไปจากการแพทย์แผนใหม่ อาทิ ชีวจิต ธรรมชาติบำบัด แมคโครไบโอติคส์ หากสามารถเยียวยาผู้ป่วยให้พ้นจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ก็เพราะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาวะจิตใจ และการใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ในการเยียวยารักษา โดยทำไปพร้อมกับการฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกายทั้งระบบ

แม้ว่าวิธีการเหล่านี้จะไม่สามารถอธิบายให้ละเอียดลงไปถึงระดับเซลล์หรือโมเลกุลอย่างที่การแพทย์แผนใหม่ถนัดก็ตาม แต่นั่นก็ไม่สำคัญเพราะชีวิตนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนหรือเครื่องสแกนสมอง

ดังที่พอล ไวส์ นักชีววิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวว่า "ไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ ในระบบของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถอธิบายได้ในระดับโมเลกุล แต่ก็ไม่มีปรากฏการณ์ใดเลยที่อธิบายได้เฉพาะในระดับโมเลกุล"

ความเครียด ความวิตกกังวล ความท้อแท้สิ้นหวัง ในทางพุทธศาสนาจัดว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง คือโรคทางใจ และโรคทางใจนี้มีความหมายรวมไปถึง "ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท"

โรคทางใจเหล่านี้ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความติดยึดที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ปรารถนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน เมื่อไม่ได้ดังใจ จึงเกิดโรคเหล่านี้ขึ้นมา

พูดอีกอย่างคือเป็นโรคที่เกิดจากความยึดมั่นในตัวตน โรคทางใจเหล่านี้ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "โรคทางวิญญาณ"

ในการบำบัดโรคทางใจหรือโรคทางวิญญาณดังกล่าว การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ผ่อนคลาย สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ได้ผลอย่างแท้จริงและยั่งยืน ต้องอาศัยการเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าปัญญา

ปัญญานั้นมีหลายระดับ เริ่มจากการเห็นว่าความเจ็บป่วยนั้นเป็นธรรมดาของชีวิต ความเข้าใจดังกล่าวช่วยให้ยอมรับความเจ็บป่วยได้ โดยใจไม่ทุกข์ทรมานไปกับอาการดังกล่าวมากนัก หรือการเห็นว่าโรคใดๆ ก็ตามไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวต่อโรคนั้น

ความสำเร็จของชีวจิตส่วนหนึ่งอยู่ที่การทำให้ผู้ป่วยเห็นว่ามะเร็งไม่ใช่โรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัว แม้จะเป็นมะเร็งหรือมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย เราก็สามารถมีความสุขได้ และอาจสุขยิ่งกว่าตอนก่อนป่วยด้วยซ้ำ

ปัญญาขั้นที่สูงไปกว่านั้นคือ การเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะยึดมาเป็นตัวตนได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ของเราจริงๆ ปัญญาดังกล่าวช่วยให้ปล่อยวางในร่างกาย และไม่ยึดเอาทุกขเวทนาทางกายมาเป็นของตน

ดังนั้น แม้จะป่วยกายแต่ก็ไม่ป่วยใจ ปัญญาที่ละวางความยึดติดในตัวตนนี้ ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และโปร่งเบา ปลอดพ้นจากความเครียด ความโกรธ ความริษยา ความแข่งดี ความถือตัว เป็นต้น

ปัญญาที่พัฒนาเต็มขั้นย่อมทำให้เป็นอิสระจากโรคทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สุขภาวะหรือสุขภาพที่เกิดจากปัญญาดังกล่าว อาจเรียกว่าสุขภาวะทางปัญญาก็ได้

หน้า 9<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03231249&day=2006/12/23
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 28 มกราคม 2007, 08:07:25 AM »

จิตวิวัฒน์กับวิวัฒนาการทางจิต

28 มกราคม 2550    กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้รับเชิญจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ไปพูดเสวนากับนักศึกษาปริญญาเอกในโครงการของคณะฯ นักศึกษาที่ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษาและ


ครูอาจารย์ของโรงเรียนในที่ต่างๆ โดยมีอาจารย์ของคณะฯ ผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมดร่วมเสวนาด้วย   ประเด็นหนึ่งที่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนเหลือเกินตั้งคำถามก็คือ จิตวิวัฒน์คืออะไร? มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์อย่างไร? รวมทั้งคำถามที่บางคนอยากจะรู้ เป็นต้นว่ากลุ่มจิตวิวัฒน์ประกอบด้วยใครบ้าง  และทำอะไรให้กับสังคมโดยรวมไปบ้างแล้ว?  คำถามคล้ายๆ กันยังมีมาจากผู้อ่านที่ต้องการความกระจ่างในเรื่องนี้ บทความวันนี้ จึงมีเป้าหมายที่จะตอบคำถามเหล่านั้นเพื่อท่านผู้อ่านท่านอื่นที่มีความสนใจ  และผู้เขียนขอชี้แจงเพิ่มเติมประเด็นอื่นๆ   ตามที่ผู้เขียนเข้าใจและคิดว่าสำคัญ  เผื่อว่าผู้อ่านที่เห็นด้วยกับเรื่องจิตวิวัฒน์และวิวัฒนาการของจิตวิญญาณมีส่วนที่สำคัญยิ่งในการแก้ไขปัญหาของสังคม จะได้นำไปขยายเครือข่ายใยเยื่อต่อๆ ไป

กลุ่มจิตวิวัฒน์ก่อตัวขึ้นเมื่อกลางปี  2546 โดยมีหลักการและเหตุผลกับวัตถุประสงค์กว้างๆ ว่า เนื่องจากขณะนี้สังคมกำลังประสบปัญหาที่ก่อวิกฤติในด้านต่างๆ มากมายที่เราทุกคนสามารถจะรู้สึกได้  กลุ่มจิตวิวัฒน์จึงเชื่อว่าการมองหรือการแก้ไขปัญหาและวิกฤติของสังคมโดยรวม - จากภายนอกที่เกิดจากหลักการแยกส่วนกับวัตถุบริโภคนิยมอีกทีแทบว่าเพียงอย่างเดียว - บนความเคยชินบนจิตรู้หรือจิตสำนึกเก่าๆ  ของเรา   จึงอาจไม่ถูกต้องและสอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติของสรรพสิ่งที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวกันหรือเป็นองค์รวม ดังนั้น มนุษย์จำต้องมีจิตสำนึกใหม่  (new consciousness) และมีกระบวนทัศน์ใหม่ทางสังคม (new paradigm) สร้างเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤติและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมในปัจจุบัน  ที่นับวันจะมีมากและรุนแรงยิ่งๆ  ขึ้นในอนาคต  ดังนั้นทางกลุ่มจึงตั้งความหวังความมุ่งหมายว่า - หากประสบผลในทางบวกดังแนวโน้มของกระแสที่กำลังก่อเกิดบ้างแล้วในขณะนี้ - แนวคิดจิตวิวัฒน์ก็อาจขยายเครือข่ายสู่ชุมชนสถาบันทุกภาคส่วนในที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้เร็วขึ้น

กลุ่มจิตวิวัฒน์ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มจำนวน 15 คน รวมพระสงฆ์ 2 รูป แพทย์ 5 คน และนักวิชาการหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิชาต่างๆ - บางคนเป็นราชบัณฑิต - อีก 8 คน ทั้งหมดเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จักดีในด้านการทำงานเพื่อส่วนรวมในด้านหนึ่งด้านใด โดยมีหมอประเวศ วะสี เป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญคนหนึ่งในการจัดตั้งกลุ่มจิตวิวัฒน์ขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการประชุมที่ไม่ได้เป็นสมาชิก แต่จะเข้าร่วมอยู่ในองค์ประชุมจำนวนสามสี่คน การประชุมที่จัดให้มีขึ้นเดือนละหนึ่งครั้งที่มูลนิธิสดศรี - สฤษดิวงศ์ โดยได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ประชุมตัดสินใจที่จะไม่ขยายสมาชิกเพิ่ม เฉพาะกาล เพราะหวังและต้องการสร้างกลุ่มนอกส่วนกลางเพิ่ม  และเพราะการประชุมจิตวิวัฒน์ถูกจัดขึ้นในรูปกึ่ง โบเมียนไดอะล็อก  (bohemian  dialogue) ที่ - โดยทั่วไป - จะมีการกำหนดจำนวนผู้เข้าร่วม เพื่อให้ทุกคนที่ร่วมการประชุมอย่างเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นอิสระและอย่างเต็มที่

คำว่าจิตวิวัฒน์   หมายถึงวิวัฒนาการทางจิตหรือการไหลเลื่อนเคลื่อนที่ไปสู่ความเจริญทางจิต ส่วนคำว่าจิตโดยเฉพาะจิตวิญญาณนั้น กว้างขวางมากและนิยามที่เป็นเอกภาพจริงๆ เป็นไปได้ยาก  เพราะเป็นกระบวนการภายใน หรือเป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจพอจะรู้แต่นิยามให้คนอื่นยอมรับเหมือนๆ กันได้ยาก เพราะว่าเป็นประสบการณ์ภายในที่รับรู้ในจิตใจของแต่ละคน โดยทั่วไปจะรวมกระบวนการภายในทั้งหมด  (mind mentality consciousness psyche spirit ทั้งหมด - ไม่ว่าจะเป็น สติ ความรู้สึก การรับรู้ การรู้และความทรงจำ อารมณ์ ความคิด มโนทัศน์ ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงเรื่องของจิตไร้สำนึก (unconsciousness as consciousness) และจิตวิญญาณ  หรือธรรมจิตของผู้เขียน (spirituality or super-consciousness as cosciousness) คำว่าจิตจึงมีความแตกต่างกันไปขึ้นกับนักจิตวิทยาผู้ศึกษาวิจัยหรือผู้ปฏิบัติที่นำมาใช้นั้นๆ ว่า เป็นที่ยอมรับจากนักคิดนักเขียนนักศึกษาวิชาการรวมทั้งสาธารณชนคนทั่วไปมากหรือน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน เราอาจสามารถพูดรวมๆ กันไปว่าจิตเป็นกระบวนการภายในอันเป็นเรื่องของจิตใจทั้งหมด  ไม่ว่ากระบวนการนั้นเกี่ยวกับการทำงานของสมองหรือไม่อย่างไร?

การสนทนาการพูดคุยกันในกลุ่มที่เป็นกัลยาณมิตรในเรื่องของจิตที่อาจพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่ลี้ลับที่สุดและยุ่งยากซับซ้อนที่สุดของบรรดาเรื่องทั้งหมดที่มนุษย์มีและศึกษากันในโลก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาความเป็นเอกภาพได้อย่างตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าสมาชิกในกลุ่มจิตวิวัฒน์ทั้งหมดจะมีแนวคิดที่ตรงกันว่า  สังคมโลกซึ่งในที่นี้  สังคมไทย กำลังก้าวไปในทางเสื่อมมากขึ้นและมากขึ้นอย่างน่าวิตก  เราจึงต้องการการคิดใหม่ และวิธีคิดใหม่ๆ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ไปถึงจุดสุดท้าย สังคมเรากำลังต้องการจิตที่ใหญ่กว่าเก่า  ต้องการจิตสำนึกใหม่  กระทั่งในความเห็นของสมาชิกบางคน รวมทั้งผู้เขียน คิดตรงกันว่า สังคมไทยซึ่งก็เป็นหนึ่งหรือเป็นเช่นเดียวกันกับสังคมโลก - ที่นักจิตวิทยาระดับนำชาวตะวันตกส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งเชื่อ - กำลังต้องการวิวัฒนาการของจิตสู่ระดับที่สูงขึ้นไประดับใหม่ที่เป็นกระบวนทัศน์ทางจิตวิญญาณ

แนวคิดของนักคิดนักปรัชญาและนักจิตวิยาระดับนำของโลกแทบว่าจะทุกคนตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น พลาโต โพลตินัส ป็อบเปอร์ นีตส์เซ วิลเลียม เจมส์ มาสลอฟ เตยา เดอ ชาดัง ศรี อรพินโธ พิตทริม โซโรกิน เกบเซอร์ มาจนถึงนักคิดในปัจจุบันเช่น เคน วิลเบอร์  พอล  เรย์  ดเว็น  เอลยิ่น ฯลฯ (บางส่วนได้นำมาอ้างอิงไว้ที่ท้ายของบทความนี้) ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างค่อนข้างเป็นเอกภาพ - ทั้งด้านที่เป็นปัจเจกและทั้งด้านที่เป็นส่วนรวม - ว่าวิวัฒนาการของโลกธรรมชาตินั้น ผ่านตามไล่กันมาเป็นสามกระบวนการที่แม้เชื่อมโยงกันแต่จะโผล่ปรากฏออกมา  (ให้รับรู้)  แยกจากกันคือหนึ่งวิวิฒนาการของสสารวัตถุ สองวิวัฒนาการของชีวิตสู่มนุษย์และสังคมของมนุษย์ และสามวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาณ  โลกเราได้มีวิวัฒนาการผ่านมาแล้วสองกระบวนการ   คือสองนัยแรก  และต่อไปนี้ จะเป็นกระบวนการวิวัฒนาการจากภายใน  สู่ระดับจิตวิญญาณ  (spirituality) และทุกครั้งที่กระบวนการวิวัฒนาการอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือช่วงปรับผ่านนั้น มันมีช่วงว่างของมหาวิกฤติ นั่นคือการแตกและการเรียงตัวใหม่ของทวีป (ที่มีเพียงหนึ่งทวีป เรียกว่าแผ่นดินทั้งหมด Pangaea เมื่อราวๆ 550-600  ล้านปีก่อนที่แทบว่าจะมาพร้อมกับมหาวิกฤติโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด - ที่อาจเรียกว่าเกิดอย่างฉับพลันทันทีในมาตรว่าด้วยความสัมพัทธภาพกับอายุของโลก - ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในทะเล (ล้วนเป็นชีวิตเซลล์เดียว)  เมื่ออยู่ๆ  ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศใกล้โลก (troposphere) ค่อยๆ เพิ่มจนมีระดับใกล้กับปัจจุบัน  (21%) สภาวการณ์แตกสลายตัวของทวีปแพนไกย่า และการเรียงตัวใหม่ และการที่ออกซิเจนมีเพิ่มขึ้นทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า  "บิ๊กแบงทางชีวภาพ"  ขึ้นมาทำให้เกิดการเปลี่ยนยุคสมัยของชีวิตที่ซ่อนตัวมองไม่เห็น   (เพราะเป็นสัตว์เซลล์เดียว)  มาเป็นยุคสมัยของชีวิตที่มองเห็น  (phanerozoic  period)  การเริ่มต้นของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีเวทนาไล่ขึ้นมา จนเป็นมนุษย์และสัตว์โลกหรือชีวิตที่เรารู้จักในปัจจุบัน

และปัจจุบันก็คือ  ช่วงเวลาของรอยต่อระหว่างกระบวนการวิวัฒนาการทางชีวภาพสู่มนุษย์และสังคมของมนุษย์  มาเป็นกระบวนการวิวัฒนาการของจิต (จิตรู้หรือจิตสำนึกที่ต้องอาศัยสมองเป็นหลัก) มาเป็นจิตวิญญาณ (จิตเหนือสำนึกที่อาศัยสนามจิตสากลหรือสนามแควนตัมนอกสมองเป็นผู้บริหาร ดังที่เดวิด โบห์ม และเซอร์จอห์น เอ็คเคิลส์ เชื่อ)

และปัจจุบันก็คือช่วงเวลาสุดพิเศษ  ช่วงรอยต่อระหว่างกระบวนการวิวัฒนาการที่ว่ามานั้น เมื่อสุดพิเศษ  ดังนั้นย่อมจะต้องอาศัยการสนองตอบของเราอย่างสุดพิเศษเช่นเดียวกัน  คือ เราจะบังคับหรือพัฒนาจิตรู้หรือจิตสำนึกแบบเก่าๆ  เดิมๆ  ผ่านสมอง  สรรค์สร้างคุณธรรมจริยธรรมความรักความเมตตาอหิงสา  โดยไม่มีตัวตน ไม่มีอีโก้ ด้วยการคาดหวังว่ากระบวนการวิวัฒนาการกับกระบวนการพัฒนาจิตรู้ผ่านสมองเป็นเรื่องเดียวกันย่อมไม่พอหรืออาจเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าการมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งที่ควรปรารถนา อย่างไรก็ดีเรื่องของศีล ก็เป็นคนละระดับกับเรื่องของวิปัสสนาสมาธิ และยิ่งเป็นเรื่องคนละระดับกับปัญญา - ในที่นี้คือปัญญาที่เป็นสากล หรือภาวนามยปัญญา  สภาวะของผู้ตื่น  ผู้รู้  ผู้เบิกบาน  สภาวะที่ให้การเปลี่ยนแปลง (transformation) ตัวเองอย่างแท้จริง

ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับความคิดของนักคิดนักจิตวิทยาหลายๆ คนว่า มีแต่การสะท้อน - การรู้ที่ได้มาจากการรับรู้จากภายนอกและความคิดความจำที่สมอง  -  สู่ภายในและให้การรู้นั้นๆ เป็นไปของมันเองที่ภายในโดยปราศจากการบังคับของสมอง  นั่นคือญาณหยั่งรู้  หรือญาณทัสสนะ (intuition)   ที่มาเองจากสนามแควนตัมหรือสนามซูเปอร์แควนตัม   (David  Bohm : Wholeness  and  the  Implicate  Order. 1980) ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนรู้ การได้มาก็ด้วยการวิปัสสนาสมาธิเท่านั้น     และสิ่งที่นำมาโดยวิปัสสนาก็จะต้องเป็นสัทธรรมความจริงแท้ เช่นความเป็นจริงของสังสารวัฏ อนิจจัง อนัตตา ความจริงของการเกิดของชีวิตและมนุษย์ก็คือความทุกข์ - ทุกขัง - ซึ่งในระดับบุคคลก็คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และในระดับสังคมโดยรวมก็คือ ความเสื่อม ความแตกสลายหายนะไปไม่ว่าจะด้วยรูปแบบหนึ่งหรือรูปแบบใด

(Ken  Wilber : Sex Ecology spirituality, 1955; Duane Elgin &  Coleen  De Blue : Global Consciousness Change, 1956 Paul H ; Ray & Sherry Anderson : Cultural Creatives, 2000).

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=28/Jan/2550&news_id=137100&cat_id=110805
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์ 2007, 08:09:52 AM »

  มติชนรายวัน   วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10556

เร่งให้ช้า

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



การประชุมจิตวิวัฒน์เดือนมกราคมเปิดศักราชใหม่ปี 2550 นี้ เป็นครั้งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มากที่สุดครั้งหนึ่ง พวกเราได้รับฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรสองกลุ่ม คือ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ร่วมกันผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา และอีกท่านหนึ่งคือ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ทั้งสองโครงการต่างมุ่งสู่การยกระดับจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน หากงานแรกเน้นที่ระบบอุดมศึกษา ส่วนอีกงานนั้นเน้นสร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้นในระบบบริการทางการแพทย์

สมาชิกจิตวิวัฒน์ล้วนแสดงความชื่นชมและให้ความเชื่อมั่นต่อโครงการทั้งสองว่าเป็นงานที่ดี เป็นงานที่งาม จะช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งดีงามและการปฏิวัติทางจิตวิญญาณขึ้นในสังคมได้

หลายท่านยังแสดงความห่วงใยและให้ข้อแนะนำต่อกิจกรรมที่โครงการวางแผนไว้ว่าจะเคลื่อนให้บังเกิดผลต่อสังคมวงกว้าง หรืองานใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด ดังเช่นการจัดทำหลักสูตรและเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท

ทว่าทรรศนะการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของ นพ.ประสาน ต่างใจ ดูจะแตกต่างจากทรรศนะของ อ.เอกวิทย์ ณ ถลาง ราวกับยืนอยู่กันคนละมุม

อ.เอกวิทย์ ท่านเน้นย้ำหลายครั้งว่า สำหรับงานที่ว่าด้วยการพัฒนาและบ่มเพาะชีวิตด้านในแล้วนั้น ทางคณะผู้ทำงานต้อง "คิดนอกกรอบ" เนื่องจากกรอบวิธีคิดทั่วไปที่เราใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารงานนั้นอยู่บนคนละฐานกัน

ที่สำคัญท่านได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่า "ระวังอย่าให้ขยายตัวเร็วเกินไป" พึงระแวดระวังจะเกิดเป็นเพียงปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟาง เหมือนเรื่องดีๆ อื่นๆ ในประเทศไทยที่ถูกจุดประกายขึ้นชั่ววูบและดับลับหายไปในโครงสร้างอำนาจและระบบราชการ

อาจารย์ท่านเปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า "อย่าโตเร็วนัก" คือการรู้จักจำกัดตัวเอง เหมือนดั่งของดีหรือไม้แก่น ไม้เนื้อแข็งอื่นๆ ต้องผ่านการเคี่ยวกรำตนเองจนได้แก่นที่แข็งแรง ต่างจากไม้ที่โตเร็วแต่เปราะและหักโค่นง่าย การทำงานก็เช่นกัน เมื่อไม้ลงรากฝังลึกและมีแก่นแกนเข้มแข็งแล้วจึงขยายดอกออกผลไปสู่บ้านเมืองต่อไป

ส่วนท่านอาจารย์ประสานนั้น ท่านเห็นด้วยกับการผลักดันเรื่องจิตตปัญญาศึกษาอย่างยิ่ง แต่ท่านยืนยันว่าสิ่งที่เราได้เริ่มไว้นั้นคงไม่ทันเสียแล้ว ดังที่เห็นกันว่าวิกฤตสารพัดอุบัติขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งทางสิ่งแวดล้อมและทางสังคม นักวิชาการระดับโลกหลายคน เช่น เจมส์ เลิฟล็อค (ในหนังสือ The Revenge of Gaia) ต่างออกมายอมรับและทำนายถึงความเสียหายใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับโลกในอนาคตอันใกล้ การแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมายาวนานเช่นนี้ไม่อาจทำได้ในเวลาสั้นๆ ดังนั้น งานที่ทำนี้ต้องเร็ว สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นการด่วนคือ ต้องจิตวิวัฒน์อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นโดยเร็วคือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่เพียงการบรรยายการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในชั้นเรียน

ผู้เขียนได้เรียนรู้อย่างมากจากการแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้เอง

ในวงสนทนาดูราวกับการพูดคุยเกิดความแตกต่างระหว่างความคิดของอาจารย์ทั้งสองขึ้น หนึ่งนั้นบอกว่าให้ "ช้า" ทว่าอีกหนึ่งขอให้ "เร็ว" สมาชิกท่านอื่นๆ บ้างแสดงความเห็นคล้อยตาม บ้างก็เห็นค้านแย้ง บางท่านเห็นด้วยว่าควร "เร็ว" บางท่านเห็นด้วยว่าควร "ช้า"

หลังจากเฝ้ามองความคิดตนเองอย่างเนิ่นนาน ได้เกิดคำถามขึ้นในใจ "แต่เอ..เป็นไปได้ไหมว่า "ช้า" ของคนหนึ่งจะเร็วกว่า "เร็ว" ของอีกคนหนึ่ง หรือว่า "ช้า" ของคนหนึ่งก็เท่ากับ "เร็ว" ของอีกคนหนึ่ง?" คำว่าช้ากับคำว่าเร็วในที่นี้นั้นแท้ที่จริงมีความต่างกันสักเพียงไหน จะว่าไปแล้วทั้งสองคำต่างเป็นเพียงภาษาเพื่อใช้สื่อความคิดของอาจารย์ทั้งสอง "ช้า" แค่ไหนของอาจารย์เอกวิทย์จึงจะเท่ากับคำว่า "ช้า" ของอาจารย์ประสานได้ เราผู้ฟังไม่อาจรู้ได้เลย

แน่นอนว่าแม้ภาษาจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ แต่ในขณะเดียวกันภาษายังเป็นข้อจำกัดในการสื่อสารเช่นกัน อาทิ การพูดถึงสภาพหรือภาวะบางอย่างที่ยังไม่มีคำเรียกขานที่เป็นที่เข้าใจหรือยอมรับกัน

การใช้คำว่า "ช้า" หรือ "เร็ว" ที่จัดว่าเป็นคำคู่ตรงข้ามนี้ก็เช่นกัน หากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วย่อมเข้าใจไปได้ว่าคนที่เสนอให้ "ช้า" นั้นย่อมคิดต่างจากคนที่เสนอให้ "เร็ว" เป็นแน่

แต่สิ่งที่ได้รับรู้จากอาจารย์ทั้งสอง คือ ทั้งคู่ต่างมีความเห็นคล้ายคลึงกัน แทบจะไม่แตกต่างกันเลย สำหรับอาจารย์เอกวิทย์แล้ว การ "ไม่โตเร็วนัก" นั้นคือวิธีที่ "เร็วที่สุด" แล้ว หาก "ขยายตัวเร็วเกินไป" ก็จะพาลไม่เกิด ยิ่งแย่ ยิ่งช้าไปใหญ่ ส่วนท่านอาจารย์ประสานก็ไม่ได้ขัดต่อเรื่องการใช้เวลาอย่างเหมาะสม เท่าที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงของคน และสำหรับการเติบโตของงาน เพียงแต่พอท่านหนึ่งใช้คำว่า "ช้า" อีกท่านใช้คำว่า "เร็ว" เราก็อาจรีบกระโดดไปตัดสินว่าอยู่คนละมุม ยืนคนละฝั่งกัน

สิ่งที่จะช่วยให้เราไม่ตกร่องของความคิดแบ่งขั้ว แยกถูก-ผิด ขาว-ดำ ไม่ด่วนจำแนกคุณค่าของเรื่องราวเหตุการณ์ คือ การเฝ้ามองอย่างเนิบช้าและเนิ่นนาน ชวนตัวเองให้ตั้งคำถามต่อสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ถือทุกอย่างเป็นสมมติฐาน ห้อยแขวนการตัดสินเอาไว้ก่อน

นอกจากนี้ ในบรรยากาศของการประชุมจิตวิวัฒน์ที่ดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบนี้ก็ได้เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนได้ละเลียดกับคำพูดของกันและกัน ช่วยให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยง สามารถสร้างพื้นที่ที่รองรับความคิดที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้

กระบวนการคิดใคร่ครวญและตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ตรงหน้า และการใช้เวลากับการเฝ้ามองดูอย่างเนิ่นนาน โดยไม่ตัดสินนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ เป็นภารกิจร่วมกันของมวลมนุษยชาติอันจำต้องเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมกับเนิบช้าเพียงพอต่อการได้ใคร่ครวญและหยั่งรากให้ลงลึกในสังคม

หน้า 9<
 
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03030250&day=2007/02/03&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 16:04:23 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10584

ผุดบังเกิด - การปฏิวัติจากล่างสู่บน

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ชลนภา อนุกูล แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.2000 ก็คือการทดลองเกี่ยวกับราเมือก - สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่คล้ายกับอะมีบา

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นได้ทดลองนำราเมือก ไปไว้ในพื้นที่เขาวงกต เมื่อนำอาหารไปวางที่ปลายทางออกทั้งสองด้าน ราเมือกก็สามารถยืดตัวไปหาแหล่งอาหารทั้งสองจุดได้

และที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งก็คือ เจ้าราเมือก - สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ไม่มีทั้งอวัยวะ ไม่มีทั้งสมอง - สามารถเดินทางไปหาแหล่งอาหารดังกล่าวได้ด้วยระยะทางที่สั้นที่สุด

ปรากฏการณ์คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในสัตว์ที่มีมันสมองเล็กกว่าหัวไม้ขีดไฟอย่างมด

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งศึกษาติดต่อกันมากว่า 15 ปีพบว่า ฝูงมดสามารถคำนวณหาระยะทางที่สั้นที่สุดในการไปถึงแหล่งอาหาร สุสานมดตั้งอยู่ห่างจากรังมากที่สุด และที่เก็บเสบียงอาหารก็ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างรังกับสุสานอย่างพอดิบพอดี

เรารู้ว่าในฝูงมดมีราชินีมด แต่ราชินีมดไม่ได้มีหน้าที่ชี้นิ้วสั่งการ หรือออกคำสั่งแบ่งงานให้มดแต่ละตัวไปทำงาน ราชินีมดมีหน้าที่แต่เพียงวางไข่ มดแต่ละตัวต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปโดยมิได้รอรับคำสั่งจากใคร

การเกิดขึ้นของเมืองก็ดูไม่ต่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสักเท่าไหร่

ทันทีที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองใหม่ ผู้คนต่างก็จัดสรรปันพื้นที่ เกิดเป็นย่านค้าขาย ย่านที่อยู่อาศัย ย่านช่างฝีมือ ย่านบันเทิง ฯลฯ ย่านชุมชนต่างๆ

เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นโดยปราศจากการกำหนดกะเกณฑ์จากใคร

ปรากฏการณ์ที่ "บางสิ่งบางอย่าง" กำเนิดขึ้น และดำเนินไปโดยปราศจากการกำหนดควบคุมนี้ เป็นสิ่งที่อาจเรียกว่า "การผุดบังเกิด" - Emergence

การผุดบังเกิดมักจะใช้อธิบายปรากฏการณ์ซึ่งประกอบด้วยหน่วยย่อยที่มีการปฏิสัมพันธ์กัน โดยการผุดบังเกิดของคุณสมบัติใหม่นั้นขึ้นกับ "ปริมาณของการปฏิสัมพันธ์"

เม็ดทรายจำนวนหลายล้านเม็ดที่ริมทะเลเมื่อมาอยู่รวมกันก็ยังเป็นเม็ดทรายอยู่ดี หรือผู้คนที่อยู่ในรถยนต์ท่ามกลางการจราจรอันหนาแน่นก็มิได้สร้างเมืองบนท้องถนนขึ้นมาได้ - เพราะการเกิดขึ้นของคุณสมบัติใหม่ไม่ขึ้นกับปริมาณของหน่วยย่อยที่มารวมกัน หากขึ้นกับปริมาณของการปฏิสัมพันธ์

เราจะเห็นได้ว่า ระบบที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยจำนวนมากดังตัวอย่างที่นำเสนอมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นราเมือก ฝูงมด เมือง ต่างก็มีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างหน่วยย่อย เปรียบได้กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารปริมาณมหาศาล

ประดามดที่เดินสวนทางกันไปมาต่างสื่อสารกันด้วยกลิ่นของสารที่ปล่อยออกมา เพื่อบอกว่าอาหารอยู่ใกล้หรือไกล ความแตกต่างทางวัยของมดที่เดินผ่านกันก็ทำให้รู้ว่ารังมดนั้นมีอายุเท่าไหร่

การสนทนาพูดคุยระหว่างผู้คนก็เป็นปัจจัยสำคัญในการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารของเมือง เจน จาคอบ ผู้เขียน Death and Living of Great American Cities ย้ำว่าเมืองเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนในเมืองสามารถปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ทางเดินเท้านั้นจึงสำคัญเสียยิ่งกว่าถนนที่ให้รถยนต์วิ่ง และเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงแค่วาดวังลงบนแผนที่ หรือใช้รถแทร็กเตอร์ไถให้เกิดพื้นที่ที่ต้องการ

อินเตอร์เน็ตทำให้ผู้คนทั้งโลกติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลกลาง เกิดกลายเป็นหมู่บ้านโลก และวัฒนธรรมแบบโลกาภิวัตน์ขึ้น การแสดงความคิดเห็นอันหลากหลายผ่านพื้นที่เว็บบล็อกและเว็บไซต์ ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวทางสังคมและการเมืองในปริมาณมาก และด้วยอัตราที่เร็วมหาศาล

เมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารมากจนถึงระดับหนึ่ง เราก็จะพบว่ามีแบบแผนเกิดขึ้น ดังที่มดส่วนใหญ่ก็จะไม่เดินกันเปะปะอีกต่อไป หากใช้เส้นทางหลักเดียวกันในการไปหาอาหาร หรือการที่ย่านชุมชนรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น ดังเช่น ย่านคนจีนแถวเยาวราช ย่านแขกขายผ้าแถวพาหุรัด ย่านนักศึกษาในเขตใกล้มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้คนในเมืองรู้แล้วว่าจะไปหาอะไรได้จากที่ไหน ผู้คนในอินเตอร์เน็ตก็รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลอะไรได้จาก www.google.com รู้ว่าจะดูคลิปวิดีโอที่หาดูที่ไหนไม่ได้ผ่าน www.youtube.com รู้ว่าจะอ่านสารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดของโลกแบบไม่เสียสตางค์ผ่าน www.wikipedia.org เป็นต้น

และแม้จะมีความเป็นแบบแผนเกิดขึ้น ระบบก็ไม่ได้หยุดนิ่งคงที่ หากมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ มีการเรียนรู้ผ่านวงจรป้อนกลับ ที่ก่อให้เกิดการขยายผลขึ้นไปตามลำดับ

ขณะเดียวกัน วงจรป้อนกลับนี้เองก็ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบโดยอ้อม

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผุดบังเกิดในฐานะที่เป็นคำอธิบายต่อสิ่งใหม่ๆ ดีๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอันซับซ้อน ได้ถูกแปรรูปไปสู่การสร้างระบบที่เอื้อต่อการผุดบังเกิด นั่นคือ ระบบที่ประกอบไปด้วยปฏิสัมพันธ์ของหน่วยย่อยจำนวนมาก มีแบบแผนการปฏิสัมพันธ์ มีการเรียนรู้ผ่านวงจรป้อนกลับ และมีการควบคุมโดยอ้อม ดังเช่น

มาร์โค โดริโก ศาสตราจารย์ทางด้านคอมพิวเตอร์ได้นำมาคิดค้นอัลกอริธึม หรือวิธีแก้ปัญหา ที่เรียกว่า Ant Colony Optimization ซึ่งจำลองแบบการปฏิสัมพันธ์ แบบแผนและการเรียนรู้ผ่านวงจรป้อนกลับของฝูงมด และถือว่าเป็นผลงานสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ดาเนียล ลิเบสคินด์ สถาปนิกชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในการออกแบบบูรณะเมืองเบอร์ลินที่ถูกผ่าครึ่งขึ้นมาใหม่หลังการรวมประเทศ ก็เน้นย้ำว่า แทนที่จะสร้างตึกสูงสำหรับสำนักงานขนาดใหญ่ การออกแบบทางเดินเท้าเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะอย่างเช่น วัด ร้านกาแฟ ร้านอาหาร สวนสาธารณะ ต่างหาก ที่เป็นหัวใจหลักของเมืองใหม่ เพราะจะทำให้เกิดชุมชนที่มีชีวิต และกลายเป็นเมืองใหม่ที่มีชีวิตขึ้นได้ในเร็ววัน

เว็บไซต์อย่าง www.slashdot.org ก็ได้คิดระบบที่กำหนดให้ผู้ใช้แต่ละคนช่วยตรวจสอบความคิดเห็นของผู้อื่น นั่นคือ ผู้ใช้ที่แสดงความคิดเห็นแบบเลวก็จะได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือแบบติดลบจากผู้ใช้ในระบบ แทนที่จะรอให้ผู้ดูแลระบบซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวทำหน้าที่กลั่นกรองความคิดเห็นจำนวนนับล้านต่อวัน และได้ก่อให้เกิดชุมชนเว็บบอร์ดที่มีคุณภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สตีเวน จอห์นสัน ผู้เขียน Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities and Software เสนอว่าทฤษฎีผุดบังเกิดน่าจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ดีกว่าทฤษฎีวีรบุรุษและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงกะลาครอบ โดยเหตุที่ทฤษฎีแรกนั้นปฏิเสธพลังขององค์รวม และทฤษฎีหลังไม่อาจอธิบายการเกิดขึ้นของความคิดแบบใหม่ได้

ผู้เขียนเห็นว่า ความน่าสนใจของทฤษฎีผุดบังเกิดนั้นอยู่ที่การเน้นย้ำความสำคัญของหน่วยย่อย ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยย่อยอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ล้วนเกิดจากการขยับเคลื่อนไหวของหน่วยย่อยเล็กๆ ดังเช่น การชุมนุมของผู้คนธรรมดาหลากหลายฐานะ ชนชั้น และอาชีพ ที่กลางเมืองหลวงของประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี 2548 ก่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่ผู้มีอำนาจพยายามปิดกั้นไว้จากสื่อกลางของรัฐ จนกระเพื่อมไหวออกไปเกือบทุกภาคส่วนของสังคมภายในเวลาเพียงหนึ่งปี และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในท้ายที่สุด

และ - แน่นอนว่าชะตากรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าก็คงไม่ใช่ตัวอย่างสุดท้าย

แนวคิดแบบผุดบังเกิดนั้นถือได้ว่าเป็นคู่ตรงข้ามกับอำนาจนิยม เพราะมีความเชื่อมั่นในเรื่องของปัญญาจากฐานล่าง เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นจากระดับล่างขึ้นมา

สังคมหรือองค์กรที่จะมุ่งหมายจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตนเอง จำต้องเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คนในสังคมหรือองค์กรของตน ระบบตรวจสอบเซ็นเซอร์สติปัญญาของผู้คนโดยผู้มีอำนาจย่อมก่อให้เกิดความรู้องค์รวมที่ลีบเล็ก ผู้นำองค์กรจำต้องเชื่อมั่นไว้วางใจในระบบควบคุมตรวจสอบโดยธรรมชาติจากสมาชิกในสังคม

การปฏิวัติทางการเมือง การศึกษา หรือจิตสำนึกใหม่ ก็เป็นเช่นเดียวกัน หากยังคิดอยู่ในกะลาหรือกระบวนทรรศน์ที่ว่า มีเพียงชนชั้นนำเท่านั้นที่รู้มากกว่าผู้อื่น และพยายามยัดเยียดกะลาให้ผู้อื่น การเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นแต่เพียงเปลือกนอกภายใต้ร่มเงากะลาเดิม เป็นความฉ้อฉล และอยู่ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02030350&show=1&sectionid=0130&day=2007/03/03
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 16:06:14 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10591

ความคืบหน้าของจิตตปัญญาศึกษา[/
u]

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ drwithan@hotmail.com แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ตามที่ท่านผู้อ่านก็คงพอจะได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ "จิตตปัญญาศึกษา" หรือ "การศึกษาด้วยใจที่ใคร่ครวญ" ไปบ้างแล้วว่าจะเป็นเรื่องที่ "มีความสำคัญมาก" ต่อ "ระบบการศึกษาในอนาคตอันใกล้" นี้เพราะ "ความเข้าใจตัวตนด้านใน" ของผู้เรียนนั้นเป็นเรื่องที่ระบบการศึกษาทั่วๆ ไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกระดับตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงปริญญาเอกยังขาดแคลนเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าที่เป็น "รูปธรรม" หนึ่งที่ได้เกิดขึ้นมา "จากการคิดร่วมกัน" ของผู้ใหญ่หลายๆ ท่านโดยเฉพาะท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ท่าน ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ก็คือได้เกิด "ทีมงาน" ที่ร่วมกันทำงาน ร่วมกันศึกษาและวิจัยเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน โดยทีมงานทั้งหมดร่วมสามสิบกว่าท่านนั้นได้ "ลงไม้ลงมือศึกษา" ด้วยตัวเอง นำพาตัวของพวกเขาไปศึกษาร่วมกันในศาสตร์และศิลป์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึง "ความเป็นจิตตปัญญาศึกษา" ในขณะเดียวกันก็มีทีมที่จะทำวิจัยร่วมประกบกับการลงมือศึกษาจริงของทีมงานเหล่านี้ไปด้วย

"ทีมงาน" เหล่านี้ประกอบด้วยการ "ร่วมมือกัน" ของพันธมิตรหลายส่วน ได้แก่ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี, ผศ.นพ.ธนา นิลชัยโกวิทย์, ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา, ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ และคนอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยมหิดล อ.ประภาภัทร นิยม จากอาศรมศิลป์ คุณปรีดา เรืองวิชาธร จากเสมสิกขาลัย ณัฐฬส วังวิญญู จากสถาบันขวัญเมือง คุณจิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร จากสัตยาไส รวมไปถึงอีกหลายท่านจากศูนย์คุณธรรม จากเสถียรธรรมสถาน จากหาดใหญ่ และคนอื่นๆ

ทีมงานเหล่านี้ได้ตกลงกันที่จะทำการศึกษาร่วมกันโดยจัดให้มี "กระบวนการเรียนรู้" ในเรื่องราวต่างๆ ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับ "จิตตปัญญาศึกษา" ทั้งหมดสิบครั้งโดยเริ่มตั้งแต่กลางปี 2549 เป็นต้นมา และเมื่อถึงเดือนมีนาคม 2550 ก็จะประชุมร่วมกันเพื่อ "หาแกนหลัก" หรือ "แก่นแท้ของความเป็นจิตตปัญญาศึกษา" เท่าที่เป็นไปได้ที่คงจะไม่ใช่ "ข้อสรุปตายตัว" ว่าจิตตปัญญาศึกษาจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้นเท่านั้น

และเรื่องราวที่เป็น "รูปธรรมสำคัญ" ที่คาบเกี่ยวไปด้วยกันก็คือ "การร่างหลักสูตร" เพื่อใช้จริงกับนักศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่คิดว่าจะตั้งเป็นหลักสูตรสำหรับนักศึกษาปริญญาโทในเบื้องต้น

ในช่วงวันที่ 21-25 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทีมงานจิตตปัญญาศึกษาได้มาร่วมเรียนรู้กับทางสถาบันขวัญเมืองที่เชียงรายเป็นเวลา 5 วัน

สิ่งที่ได้สัมผัสกับทีมจิตตปัญญาศึกษาทีมนี้ ก็คือ

เป็นทีมที่ "มีความพร้อมมาก" ในเรื่องการเรียนรู้ ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ในแวดวงของการเรียนรู้ด้านใน แต่ก็มีความตั้งใจเปิดใจเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก ทำให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของพวกเราที่เชียงรายในครั้งนั้นเกิดผลขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก

ทีมนี้ได้รวม "ยังเติร์ก" ของระบบการศึกษาเป็นอย่างดี ดังที่ อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้พูดเปรียบเทียบไว้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการ "ส่งมอบคบไฟ" ของคนในรุ่นที่อาวุโสกว่าอย่างท่าน อ.หมอประเวศ อ.สุมน อ.ประภาภัทร ฯลฯ เพื่อมอบหมายให้ "คนรุ่นใหม่" เหล่านี้ได้ทำหน้าที่ "ถือคบไฟ" ต่อไปอย่างก้าวหน้า ถูกทิศถูกทาง และหนักแน่นมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบ "ปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลง" บางอย่างที่เกิดขึ้นกับทีมจิตตปัญญาศึกษานี้ในช่วงเวลา 5 วันที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกันอยู่สองสามประการคือ

หนึ่ง ไม่มากก็น้อย ผู้คนในทีมนี้รู้สึกว่าตัวเองและทีม "ถูกคาดหวัง" จากผู้ใหญ่ (บางท่าน) หรือจากผู้ให้ทุนจากสังคมหรือใครก็ตาม "ค่อนข้างมาก" ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ "ผู้คนในทีมนี้" ได้ "รับรู้ภาระนี้" ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือถ้าผู้คนในทีมได้รับรู้ "ความคาดหวัง" ที่ไม่ว่าจะมาจากอะไรก็ตาม แล้วเขา "แปลผล" ให้เป็น "สิ่งที่ให้คุณค่า" หรือ "สิ่งที่ให้ความสำคัญกับการทำงานในชีวิต" เรื่องราวก็จะเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และมีพลัง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาเหล่านี้ "แปลผล" ไปเป็น "สิ่งที่กดทับหรือภารกิจที่หนักอึ้ง" มันก็อาจจะเหมือนกับเวลาที่นักกีฬาไทยถูกคาดหวังว่าจะได้กี่เหรียญๆ อะไรแบบนั้นกระมัง

ประการที่สอง ทีมนี้เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเรื่อง "ความคิด" ที่เป็นไปอย่างล้ำลึกมาก แต่ความสมดุลเรื่องฐานกายหรือปัญญากายอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิด "พลังชีวิต" ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด "แรงบันดาลใจ" และ "ความมุ่งมั่น" ที่ "สม่ำเสมอเพียงพอ" ในการทำงานและดำเนินชีวิต กิจกรรมที่เพิ่มและเสริมสร้างปัญญากายเพื่อ "เพิ่มพลังชีวิต" จึงมีความหมาย และพบว่าหลายๆ คนได้เริ่มเห็นความสำคัญ และหลายๆ คนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเองในเรื่อง "พลังชีวิต"

สาม ต้องขอพูดอย่างไม่เกรงใจแต่ด้วยความปรารถนาดีว่า ความเป็นทีมของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงเวลาที่พบนั้น ยังเป็นแค่คนมาอยู่ร่วมกันเพื่อเรียนรู้เฉพาะในงานอบรมหรือประชุมกันเพื่อทำงานเท่านั้น แต่ "ความเป็นชุมชน"

ยังไม่ได้ก่อเกิด "มากพอ" ที่จะทำให้เกิด "การเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง"

อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายของเวิร์กช็อปที่พวกเราเรียนรู้ร่วมกัน พบว่าการมาเชียงรายของทีมจิตตปัญญาศึกษาในช่วงนี้ได้ทำให้ "ภาระทางใจ" เรื่อง "ความคาดหวัง" จากหลายๆ ส่วนของทีมนี้ "ลดน้อยลง" และ "แปรสภาพ" เป็นพลังด้านบวก "ไม่น้อยเลย"

หลายๆ ท่านเห็นความสำคัญของ "ปัญญากาย" และยังพบว่าทีมนี้กำลังมีการก่อเกิด "ความเป็นชุมชน" หรือกำลังก่อเกิด "ความเป็นชนเผ่าจิตตปัญญาศึกษา" เพราะเรื่องนี้จะเป็น "หัวใจที่สำคัญที่สุด" ที่จะทำให้ "ทีมจิตตปัญญาศึกษา" นี้อยู่ด้วยกันได้ ทำ "งานที่แท้จริง" ร่วมกันได้สำเร็จ

คำว่า "งานที่แท้จริง" นั้นอาจจะไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า "ทำงานเสร็จ" ไปตามโครงการที่วางไว้กับผู้ให้ทุนเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึง "การทำงานร่วมกันได้แบบร่วมกันจริงๆ" "อยู่ร่วมกันได้" และสามารถ "สร้างคนใหม่ๆ" หรือ "คนรุ่นใหม่" ให้เกิดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ

ให้สมดั่งความตั้งใจของเหล่าผู้อาวุโสที่ได้ "มอบหมายคบไฟ" มาให้กับคนรุ่นนี้ เพื่อจะได้ฉายแสงและส่องทางที่ถูกต้องให้แก่สังคมไทยต่อไป โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็น "ภาระที่หนักอึ้ง" แต่เป็น "ภารกิจที่เต็มใจรับมอบ"

ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้

หน้า 9<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02100350&show=1&sectionid=0130&day=2007/03/10
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 กรกฎาคม 2007, 07:54:31 AM โดย กร » บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 16:08:08 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10598

จินตนาการ


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย จารุพรรณ กุลดิลก แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยตั้งโจทย์ให้กับนักศึกษาและตนเองว่า ในยุคสมัยของเรานี้ มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างไร หากลองจินตนาการถึงสังคมสันติภาพ จะเป็นไปได้ไหม และภาพของสังคมสันติภาพเป็นอย่างไร

นักศึกษาบางคนบอกว่า นึกไม่ออก บางคนบอกว่า นึกออก

ผู้เขียนลองชวนให้จินตนาการต่อไปว่า แล้วจะทำให้เกิดบรรยากาศแบบนั้นได้อย่างไร บางคนบอกว่า ยาก บางคนบอกว่า ง่ายนิดเดียว

หากมนุษย์ร่วมกันใคร่ครวญสักประเดี๋ยวว่า สังคมเรา ประเทศเรา โลกเรา และจักรวาลของเรานั้น มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าร้อยล้านปี มีกระบวนการจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง มีวาระและเจตจำนงที่ซ่อนเร้น น่าพิศวงอย่างยิ่ง

จักรวาลเป็นแหล่งรวมข้อมูล ที่เต็มอิ่มไปด้วยจิตวิญญาณและความคิดเช่นนั้น อยู่อย่างนั้น

สาเหตุในอาการป่วยของมนุษย์และโลกอยู่ตรงนั้น ยารักษาและทางแก้ก็อยู่ตรงนั้น

โลกป่วย เราจึงป่วย ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราป่วย โลกก็ย่อมป่วยไปด้วย

เพียงแต่มนุษย์ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น จึงจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้งระบบ เพราะหากไม่เรียนรู้ ก็จะทุกข์ทรมานร่วมกันอย่างนั้นร่ำไป

บางคนบอกว่าเป็นเรื่องยาก ไม่เข้าใจ นึกไม่ออก

อาจารย์ในกลุ่มจิตวิวัฒน์ย่อมจะกล่าวว่า การรู้สึกว่าไม่เข้าใจนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทั้งนี้เมื่อไม่เข้าใจและนึกไม่ออก ทางแก้ไขคือ การเรียนรู้ให้เข้าใจ ซึ่งก็จะเกิดคำถามอีกว่า แล้วจำเป็นด้วยหรือ?

นักคิดนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมจะตอบว่า จำเป็น เพราะความรู้ที่มีอยู่บนโลกทั้งหมด ยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤตต่างๆ ได้ มนุษย์ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ต่อไป ค้นคว้าร่วมกันต่อไป

ดังนั้น คนเราจึงมีสิทธิในการเรียนรู้อยู่ทุกขณะ โดยเริ่มจากการเรียนรู้ในความผิดพลาด ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์นั้นจะไม่รังเกียจความผิดพลาดแต่อย่างใด เมื่อเห็นความผิดพลาดโตๆ แล้วจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป เพื่อทำให้ความผิดพลาดลดน้อยลง

ในทางพุทธ พระท่านบอกให้เรียนรู้ทุกข์ ชาวพุทธเป็นนักสู้ ความทุกข์อยู่ที่ไหน ต้องเข้าไปเรียนรู้ที่นั่น แล้วจดจำสภาวะไว้ เมื่อนั้นสติจะเกิดขึ้นเอง ความทุกข์และความผิดพลาดจึงเป็นครู มีอยู่ เกิดขึ้น แล้วดับไป เมื่อเรียนรู้ทุกข์ก็จะพบความจริง แล้วบังเกิดอิสรภาพ

ในหนังสือของอาจารย์ประสาน ต่างใจ เรื่อง เอกภาพของชีวิตกับจักรวาล กล่าวว่า "มนุษย์และสรรพชีวิตทั้งหลายในรูปแบบที่เป็นปัจเจกลักษณะ ล้วนอุบัติขึ้นมาจากผลรวมของการโผล่ปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับด้วยกันเช่นนั้น"

หมายความว่า ไม่มีสิ่งใดแยกขาดจากกันเลยแม้สักวินาทีเดียว ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งทางนิเวศ สังคม การเมือง และอารยธรรม ไม่ได้แยกขาดออกจากกันเลย

ดังนั้น ก็ย่อมจะมีนักการเมืองที่เราชอบหรือไม่ชอบปะปนกันไป หรือมีข้อมูลที่เราชอบและไม่ชอบในแต่ละวันให้ได้รับรู้รับฟัง เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย ก็ต้องแก้ไขกันไป

กระทั่งภัยธรรมชาติ โรคระบาด มหันตภัยไฟป่า ไข้หวัดนก สึนามิ เอลนิโญ สงครามและความรุนแรง ล้วนเป็นรูปธรรมของความน่ารันทดอดสูใจ ที่มนุษย์ควรเรียนรู้ และมีความละอายใจร่วมกัน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน

ในขณะนั้นเอง ที่ความหวัง ความรู้สึก และจินตนาการไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้าย่อมจะบังเกิดขึ้นได้ ความทุกข์-ความสุขเกิดขึ้นเป็นจังหวะ เล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ตามลำดับของระบบตั้งแต่เล็กๆ ไปถึงระบบใหญ่ๆ เช่น ระบบจุลินทรีย์ไปถึงระบบจักรวาล หากมนุษย์เรียนรู้และเข้าใจได้ จะเกิดความรู้ที่เป็นประโยชน์ และความสุขอันใหญ่หลวง เมื่อนั้นการตระหนักรู้ถึงหน้าที่ที่พึงกระทำ จะปรากฏขึ้นมาเองในมโนสำนึกของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม

ในยุคสมัยของเรานี้ การจินตนาการถึงแผ่นดินอันอุดมชุ่มชื้น ไม่แห้งแล้ง ไม่แร้นแค้น และมีสันติภาพนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โลกทั้งใบที่เขียวขจีจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราได้อย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรใคร่ครวญและศึกษา เพราะในไม่ช้าโลกภายในจิตใจของเราจะนำพาออกไปสู่โลกภายนอก ผ่านมือของเรา กายของเรา ที่รับหน้าที่ไปได้อย่างเข้าใจ อย่างมีคุณภาพ อย่างเข้าถึงความจริง ที่ทุกสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มั่นอกมั่นใจในการประกอบอาชีพอันสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ในฐานะที่ต่างก็เป็นทรัพยากรของจักรวาลเท่าๆ กัน

หลายสิ่งหลายอย่างในความเป็นมนุษย์นั้น น่าศึกษาอย่างยิ่ง เพราะแม้มนุษย์จะเป็นระบบเล็กๆ ระบบหนึ่ง แต่ก็เป็นตัวแทนของจักรวาลพอๆ กับสิ่งอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่บนโลก ภายในจิตใจมนุษย์นั้นมีธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นความจริงอีกชุดหนึ่งที่ยากแท้หยั่งถึง มีทั้งสิ่งที่รู้ได้และไม่สามารถรู้ได้ โผล่ปรากฏสลับกันตลอดเวลา เขามี เราก็มี ซึ่งจะทำให้เกิดความละอายต่อกัน สงสารกัน เท่าๆ กับศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของกันและกันจริงๆ ตลอดจนเชื่อมั่นได้ว่ามนุษย์สามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ แม้จะเป็นมิตรหรือศัตรู ย่อมจะให้อภัยกัน เมื่อนั้นสันติภาพจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

บางคนบอกว่า ยาก

ผู้เขียนเองนั้นมีความรู้น้อย ได้แต่อ้างครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านแนะนำว่า ให้ใช้ความเพียรในการศึกษา มีจินตนาการเป็นอาหารหล่อเลี้ยง มีสติเป็นเครื่องคุ้มกัน ค่อยๆ เรียนรู้ไป และท่านเน้นย้ำว่าอย่าละความเพียร โดยท่านเหล่านั้นคนแล้วคนเล่า ได้เตรียมเครื่องมือในการเรียนรู้ไว้ให้คนรุ่นเราอย่างมากมายอยู่แล้ว เช่น การเจริญสติ ภาวนา สุนทรียสนทนา และการฟังอย่างลึกซึ้ง เหล่านี้จะทำให้มนุษย์น้อมตัวน้อมใจมาช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขสังคมกันต่อไป จากที่มันไม่ดี ก็ทำให้มันดีได้โดยไม่ต้องทำร้ายหรือฆ่าฟันกัน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่มนุษย์ต้องใช้จินตนาการให้เกิดภาพใหญ่ร่วมกัน ไม่ใช่ภาพของคนใดคนหนึ่งที่เสกสรรค์ปั้นแต่งออกมาอยู่คนเดียว

และเมื่อมนุษย์สามารถวางใจให้เกิดจินตภาพร่วมกับผู้อื่นได้ ก็จะเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมลดทอนภาพใหญ่ของตนเอง และไม่เหนื่อยหน่ายกับการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากความเคยชินเดิมๆ

จากไม่ดีก็ทำให้ดีได้ ดังหนังสือ เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต ของหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่ท่านกล่าวว่า "ทำโต๊ะทำเตียง... เหมือนกับไม้ กว่าจะเอามาทำโต๊ะทำเตียงได้มันยากลำบากก็ช่างมัน มันต้องผ่านตรงนั้น จะเป็นโต๊ะเป็นเตียงได้ก็ต้องผ่านของหยาบๆ มาก่อน เราทั้งหลายก็เช่นกัน เอาแต่ของที่ยังไม่เป็นมาทำให้เป็น ที่ยังไม่งามมาทำให้งาม ที่ยังใช้ไม่ได้มาทำให้ใช้ได้"

โลกแห้งแล้งก็ทำให้ชุ่มชื้นได้ สังคมที่ใช้ไม่ได้ก็ทำให้ใช้ได้ แต่จะทำให้งดงามได้อย่างไร ก็คงเหมือนกับงานออกแบบบ้านของสถาปนิก ที่ย่อมต้องใช้จินตนาการ...

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03170350&show=1&sectionid=0130&day=2007/03/17
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 16:10:29 PM »

มตืชนรายวัน  วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10605

ก่อร่างจากฝันและแรงบันดาลใจ

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



เมื่อครั้งนาโรปะเป็นพระและอาจารย์หนุ่มชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้แห่งนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย วันหนึ่งเขานั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์อย่างตั้งใจ มีหญิงชราผู้หนึ่งเดินถือไม้เท้าผ่านมา หยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเอ่ยถามว่า "ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?"

นาโรปะเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวตอบว่า "อ่านหนังสือธรรมะ"

เธอจึงถามเขาต่อว่า "แล้วท่านอ่านออกไหมล่ะ?"

"แน่นอน ย่อมต้องอ่านออกสิ" นาโรปะตอบ หญิงชราแสดงท่าทางลิงโลดยินดี เต้นไปเต้นมาด้วยความร่าเริง

จากนั้นเธอถามอีกว่า "แล้วท่านเข้าใจที่อ่านไหม?"

นาโรปะหยุดคิดชั่วหนึ่ง พลางนึกในใจว่าเมื่อครู่เพียงเราบอกว่าอ่านออก หญิงชราท่านนี้ยังดีใจขนาดนี้ เราน่าจะบอกว่าเข้าใจ เธอจะได้ดีใจยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ตอบไปว่าใช่

ทันใดนั้นหญิงชราผู้นั้นก็โมโห โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ น้ำหูน้ำตาไหล เธอฟาดไม้เท้าของเธอจนหัก นาโรปะรู้สึกงุนงงจึงถามว่า "ท่านโกรธเกรี้ยวเพราะเหตุใด?" หญิงชราตอบอย่างฉุนเฉียวว่า "เมื่อครู่เราถามท่านว่าอ่านออกไหม เราดีใจที่ท่านพูดคำสัตย์ แต่เมื่อเราถามว่าท่านเข้าใจไหม ท่านกล้ากล่าวเท็จ ตัวท่านยังไม่บรรลุธรรมกลับแอบอ้างว่าเข้าใจ!" ว่าแล้วหญิงชราก็กลายร่างเป็นสายรุ้งหายไปบนท้องฟ้า ส่วนนาโรปะก็เป็นลมล้มพับไป

(จากนั้นนาโรปะก็ออกเดินทางเพื่อหาอาจารย์เพื่อการบรรลุธรรม ในที่สุดก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านทิโลปะ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และได้สำเร็จตามความตั้งใจในเวลาต่อมา)

เรื่องเล่าประวัติของท่านนาโรปะนี้ ได้ฟังมาสองสามครั้งแล้ว ฟังคราใดก็นึกถึงมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา และมหาบัณฑิตหนุ่มสองคนจากสถาบันแห่งนี้ คือ ณัฐฬส วังวิญญู และวิจักขณ์ พานิช ผู้เป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้และนักเขียนฝีมือเยี่ยม

คราวนี้มาได้ยินอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ จาก ดร.ปีเตอร์ เฮิร์ซท (Peter Hurst) อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่ปัจจุบันได้พำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อทำงานร่วมมือกับศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นการเรียนเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความจริงต่างๆ โดยปราศจากอคติ และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมดุล หรือจะเรียกว่าเป็น "การศึกษาในแนวจิตวิวัฒน์" ก็ได้

ดร.ปีเตอร์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นอาจารย์และผู้บริหารที่นาโรปะมาร่วมยี่สิบปี ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์จากหลากหลายแง่มุม ได้อย่างเห็นภาพและมีชีวิตชีวา

เขาเล่าว่า มหาวิทยาลัยนาโรปะไม่ได้เกิดจากการออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับจัดการเรียนการสอนแบบจิตตปัญญาศึกษา โดยคิดว่าต้องสอนวิชานั้นวิชานี้ หากแต่เกิดจากกลุ่มคนผู้สนใจในดนตรี ศิลปะ การปะทะสังสรรค์และสอดประสานกันระหว่างศาสนาภูมิปัญญาตะวันออกและตะวันตก ได้มาเจอกันที่เมืองโบลเดอร์ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1974 ผู้คนได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีและเรียนรู้จากคนอื่น ได้ฟังธรรมะบรรยายจากท่านตรุงปะ (ลามะทิเบตองค์สำคัญและองค์แรกๆ ที่นำพุทธศาสนาเผยแผ่ยังโลกตะวันตก) เกิดความสนุกและความสุข จนไม่อยากให้สิ่งดีๆ ที่เขาค้นพบต้องจบลง จึงช่วยกันจัดเปิดการสอนการอบรมหลักสูตรระยะสั้น เท่าที่มีผู้รู้ผู้มีความสามารถและตามความสนใจของผู้คนที่นั่น

ชั่วข้ามปี สถาบันนาโรปะก็เริ่มมีนักศึกษา โดยพ่วงไปกับอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง อีกหนึ่งปีผ่านไป สถาบันก็เริ่มเปิดหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์ สาขาวิจิตรศิลป์ และศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยา เป็นต้น

ท่านตรุงปะและคณะศิษยานุศิษย์ไม่ได้สร้างมหาวิทยาลัยนาโรปะในกระบวนทัศน์แบบกลไก ที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้าง อันเชื่อว่าต้องออกแบบไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ ในแต่ละกระบวนการ หากแต่ทำไปตามสภาวการณ์และการผุดบังเกิดในขณะนั้นๆ เป็นการใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ

กว่านาโรปะจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองฐานะก็ใช้เวลาอีก 10 ปี เพราะหน่วยงานตรวจรับรองของรัฐที่มาพร้อมกับกรอบระเบียบโครงสร้างแบบเดิมก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรดี คณะกรรมการไม่แน่ใจว่าควรจะรับรองสถาบันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันเริ่มต้นด้วยเงินกู้ห้าพันดอลลาร์เพื่อพิมพ์แผ่นพับและใบปลิว ตั้งอยู่บนโรงแรมที่เช่ามา แทบจะไม่มีห้องสมุด จ่ายเงินเดือนประมาณหนึ่งในแปดของอัตราจ้างทั่วไป ทุกระยะสองสามเดือนก็มักไม่มีเงินพอจ่ายค่าจ้างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ เมื่อกรรมการถามว่าเงินเดือนน้อยขนาดนี้จะพออยู่ได้อย่างไร อาจารย์ที่สถาบันก็ตอบว่า "พวกเราอาศัยนั่งสมาธิกันเยอะ" (ฮา)

อันที่จริงเรื่องเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญและท้าทายต่อการเติบโตของนาโรปะไม่น้อย การเริ่มด้วยเงินอันน้อยนิดก็เป็นการคัดเลือก "ตัวจริง" ในเบื้องต้นแล้ว ดร.ปีเตอร์บอกว่า หากมหาวิทยาลัยมีเงินมากๆ แล้ว อาจารย์ที่สอนก็อาจจะมาสอนด้วยความอหังการมมังการก็เป็นได้ ส่วนท่านตรุงปะถึงกับเปรยว่า ขออย่าให้ใครเอาเงินมากๆ เป็นล้านมาสนับสนุนเราเลย!

ถึงแม้นาโรปะจะมีงบประมาณน้อยมาก ตอนเริ่มต้นถึงขนาดต้องเรี่ยไรจากผู้ที่เข้ามาฟังบรรยายธรรมเป็นรายครั้งเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังมีองค์ประกอบต่างๆ ไม่ครบ แต่เมื่อกรรมการรับรองได้พิจารณานักศึกษาที่เรียน พบว่าแต่ละคนได้เรียนรู้อย่างยิ่ง บางทีมากยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ชั้นนำต่างๆ เสียอีก ผู้คนไม่เพียงแต่ได้พัฒนาตนเอง ยังพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รอบข้าง มีทั้งความรู้และความสุข ไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ด้วย

ในที่สุดสถาบันก็ได้รับการรับรอง ทั้งๆ ที่ชาวนาโรปะก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นไปได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะคณะกรรมการอาจจะเสียดายถ้าสถาบันที่มีแนวคิดที่แหวกแนว กล้าหาญ มีผู้คนที่ทุ่มเทมากเท่านี้จะหายไป แม้ว่าคณะกรรมการจะคิดว่ามันออกจะแปลกผิดแผกจากชาวบ้านและไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม บ้างก็ว่าอาจเป็นเพราะมีผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณจำนวนมาก ได้ไปเยี่ยม ไปสอน และไปอำนวยพรแก่สถานที่และสถาบันนาโรปะ

อันที่จริงสถาบันก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้เอง สาเหตุหลักก็เพื่อจะสื่อสารกับคนภายนอก เพราะเวลาบอกว่าเป็น "สถาบันนาโรปะ" คนก็จะทำหน้างงๆ สงสัย แล้วถามว่าคืออะไร แต่พอบอกว่าเป็น "มหาวิทยาลัยนาโรปะ" คนก็เลิกถามอีก เพราะคิดว่าเขาเข้าใจแล้ว

ดร.ปีเตอร์บอกพวกเราว่า "พวกเขาไม่เข้าใจหรอก แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าคิดเข้าใจเอาได้" ผู้เขียนนั้นไม่ทราบว่าแต่ละคนคิดอย่างไรหรือคิดถึงอะไร แต่ขณะนั้นในหัวมีแต่ตอนที่ อังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี ผู้เขียนเจ้าชายน้อย เล่าในหนังสือว่า หากเขาบอกผู้ใหญ่ว่ามีบ้านแสนสวยหลังหนึ่ง ทำด้วยอิฐสีกุหลาบ มีดอกเจอราเนียมที่หน้าต่าง และนกเขาบนหลังคา ผู้ใหญ่ก็นึกไม่ออก

แต่ถ้าบอกว่ามีบ้านหลังหนึ่งราคาเป็นล้าน พวกผู้ใหญ่จะบอกว่าแหมช่างเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น

ในช่วงท้ายของการพูดคุยกัน คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้สองคำถามว่า ขุมพลังที่ขับเคลื่อนเรื่องจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร?

เราจะต้องมีวิธีเข้าไปหา เข้าไปรู้จัก และดึงมันออกมา คล้ายกับที่นาโรปะใช้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของผู้คนทั้งสถาบันในอดีตได้อย่างไร?

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แล้วรูปแบบหน้าตาขององค์กรที่จะมาเป็นพื้นดินอันอุดม มาทำหน้าที่ดูแลให้กระแสนี้ได้เติบโตงอกงามยิ่งขึ้นนั้นเป็นอย่างไร?

ทำอย่างไรเราจึงจะมีองค์กรที่สนับสนุนกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ไม่เพียงแต่มีความหมาย แต่ยังสนุก เชื่อมโยงกับไฟและพลังชีวิตในตัวแต่ละคน ขนาดที่เรียกว่าฉุดเท่าไหร่ก็หยุดไม่อยู่

เหมือนกับที่ท่านตรุงปะและชาวนาโรปะได้เคยทำมาแล้ว

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03240350&show=1&sectionid=0130&day=2007/03/24
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 16:11:54 PM »

มติชนรายวัน

วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10612

ต้องเข้าใจว่าทำไมไม่เข้าใจกัน


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



เรื่องเล่าที่เก่าแล้วมีอยู่ว่า เหตุเกิดบนทางด่วน รถเก๋งคันงามถูกรถกระบะไล่ตามกระชั้นชิด กดแตรดังลั่นและขับปาดหน้าให้หยุด คนขับรถเก๋งโกรธสุดขีด เมื่อเห็นคนขับรถกระบะวิ่งลงมาเคาะประตูรถ เขาหยิบปืนออกมา แล้วเปิดประตูรถออกไปประจันหน้า พร้อมที่จะสั่งสอนด้วยกระสุนต่อความไร้มารยาทของคนขับรถกระบะ แต่แล้วเขาก็ต้องยกมือไหว้ขอโทษและขอบคุณ เมื่อได้รับการบอกเล่าว่า ประตูรถด้านหลังข้างขวาปิดไม่สนิท เกรงว่าตอนเลี้ยวโค้งเร็วๆ เด็กเล็กที่ยืนอยู่ที่เบาะหลังจะได้รับอันตราย ถ้าประตูรถเปิดออก

คนปรารถนาดีกลับเกือบจะถูกยิงตาย เพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจ ผู้ส่งสารพยายามสื่อข้อความอย่างหนึ่ง ผู้รับสารมีพื้นฐานการคิดและรับความหมายของการสื่อสารไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีอุปสรรคของการสื่อความ เช่น ผู้ส่งและผู้รับสารอยู่ในรถคนละคัน ความเร็วของรถ เสียงแตรที่มักจะถูกตีความในทางลบ และประสบการณ์จากข่าววิวาทกันของคนใจร้อน ทำให้เรื่องที่ดีงามเกือบกลายเป็นเรื่องน่าสลดใจ

ความไม่เข้าใจกันนั้น ทำให้คนต่างกลุ่มต่างมีความลังเล สงสัย ยอมรับไม่ได้ ไม่เชื่อถือ หวาดระแวง จนกลายเป็นความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ที่แย่กว่านั้นก็คือ บางคนไม่เข้าใจแม้แต่ตนเอง คิดอย่างหนึ่ง แต่พูดตรงกันข้าม แล้วก็มาเสียใจภายหลังว่า เรานี้หนอ พูดอะไรออกไป ไม่ควรเลย

สังคมไทยทุกวันนี้มีแต่เรื่องร้อนใจ บางครั้งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ พอให้รู้สึกหงุดหงิด แต่บ่อยครั้งเป็นเหตุการณ์รุนแรง น่าสลดใจ น่ากลัว ผู้คนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเกิดขึ้น ใครเป็นคนทำ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป

ความไม่เข้าใจกัน เกิดขึ้นได้ทั้งโดยธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์ และเกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ที่สร้างเรื่อง บิดเบือน สร้างกลลวง อย่างจงใจ เพื่อเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความประสงค์ดีหรือร้าย

เมื่อคนคนหนึ่งขาดความรู้ ข้อมูล และอยู่ห่างไกลจากศูนย์ข่าวสาร แม้จะได้รับการอธิบาย บอกเล่า ได้รับแจกเอกสารท่วมท้น แต่สาระที่ส่งออกมานั้นอยู่ห่างไกลจากประสบการณ์ในชีวิตของเขา แน่นอนที่สุด เขาย่อมไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ จะให้เขายอมรับหรือตัดสินใจย่อมทำได้ยาก

แต่ละคนล้วนมีความคิด ความเชื่อ ทรรศนะ เป็นของตนเอง หลายคนยึดติดจนยากที่จะปล่อยวาง ความยึดติดเป็นสิ่งขวางกั้นจิตใจที่ต้องเปิดกว้าง ขาดการยอมรับความแตกต่างทางรูปลักษณ์และทางความคิด เกิดการแบ่งแยกว่านั่นเขานี่เรา ถ้าคิดเหมือนเราก็เป็นพวกเรา ถ้าคิดต่อต้านก็ต้องต่อสู้กัน

หลักการพื้นฐานก็เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าคนหนึ่งแสดงความคิดในการแก้ปัญหาตามหลักการหนึ่ง (ถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นหลักการที่ถูกต้องทำนองคลองธรรม) แต่อีกคนหนึ่งแก้ปัญหาอย่างมีนัยแอบแฝง ไม่ตรงไปตรงมา จึงเกิดข้อมูลที่เปิดเผย และข้อมูลที่ซ่อนเร้น บิดเบือน การทำความเข้าใจกันระหว่างคน 2 ประเภทนี้จึงทำได้ยากยิ่ง พูดกันเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ในที่สุดก็วงแตกแยกย้ายกันไป ทิ้งปัญหาค้างไว้ไม่มีการแก้ไข

ย้อนคิดถึงเรื่องมโนธรรมสำนึก คนที่มีจิตเล็กแต่อัตตาตัวตนใหญ่ ย่อมแสวงหาความเด่นและความดังอยู่ตลอดเวลา จิตที่ติดอยู่กับปมเด่นนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายว่าเป็นกิเลสอย่างหนึ่งเรียกว่ามานะ ซึ่งปัจจุบันมีความหมายเพี้ยนไปว่าหมายถึงความเพียร ท่านเน้นว่า มานะไม่ใช่ตัวความเพียร แต่เป็นตัวกระตุ้นให้เพียร ซึ่งถ้านำมาใช้ประกอบกับฉันทะ ก็ส่งเสริมไปในทางดี แต่ถ้านำมาประกอบกับตัณหา ก็กลายเป็นการปลุกเร้าให้ทะยานอยาก คืออยากได้ อยากเด่น อยากเป็น อยากโก้ อยากยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น

คนที่มีปมเด่นเช่นนี้ ย่อมประเมินตนเองสูงกว่าที่เป็นจริง เขาจึงมีความทุกข์ ไม่สมหวังอยู่ตลอดเวลาว่าทำไมตนจึงไม่ได้รับการยกย่อง ขาดการยอมรับ คนที่ถือดีจึงดื้อดึง เข้าใจยาก จำเป็นต้องฝึกคิดวิเคราะห์ตนเอง เชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้อื่น รู้จักละวางและเปิดใจกว้าง เพื่อว่าจะได้อยู่ร่วมกับคนธรรมดาอื่นๆ อย่างเข้าใจกัน

ความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ่อยมาก เมื่อต่างคนก็ยึดประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ สำนวนหนึ่งที่เราใช้พูดกันอยู่เสมอคือ "เมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัย"

เมื่อมีเงินงบประมาณการศึกษาอยู่ก้อนหนึ่ง รัฐมีนโยบายว่าคนมั่งมีต้องจ่าย คนยากไร้เรียนฟรี แค่คิดก็ยุ่งแล้ว เพราะครอบครัวที่มีบ้างไม่มีบ้างก็ต้องการเรียนฟรีเช่นกัน ส่วนมากเชื่อว่าครอบครัวไม่ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก การอธิบายเรื่องนี้ยากมาก ยากที่จะเข้าใจกันว่าใครต้องรับผิดชอบ ต้องจ่าย และทุกคนก็ไม่อยากจ่าย

คนมั่งมีกับคนจนเป็นคนเหมือนกัน มีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ถ้าเอาเรื่องการได้และการเสียประโยชน์มาถกเถียง ยากมากที่จะเข้าใจกัน

กุญแจไขปัญหานี้คือความเมตตา เสียสละ จิตใจที่มุ่งช่วยเหลือเกื้อกูล และคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม

จิตเมตตาต่อกันย่อมทำให้การยื้อแย่งอ่อนโยนลง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายน่าจะ " ฟัง" เหตุผลของกันและกัน

ความไม่เข้าใจกันนี้เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากในบ้านเมืองของเรา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพนักงานเทศกิจกับหาบเร่แผงลอยบนทางเท้า

ครูมัธยมศึกษาไม่เข้าใจวิธีคิดของครูประถมศึกษา

ตำรวจจราจรกับคนขับรถแท็กซี่เป็นคู่ปรับกัน

คนสร้างเขื่อนกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตกลงกันไม่ได้

หรือที่น่าวิตก เป็นเรื่องใหญ่ก็คือความไม่เข้าใจกันระหว่างคนต่างวัฒนธรรม คนต่างสถานะทางเศรษฐกิจ คนล้นโอกาสกับคนด้อยโอกาส

ถ้าใช้เงินและอำนาจเป็นหลักคิด ตัวตนย่อมเป็นใหญ่ จิตใจเป็นเรื่องเล็ก พูดกันอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

เราจึงไม่ต้องไปค้นหาความเข้าใจจากที่ไหน มันอยู่ที่ใจของเราเอง

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงอธิบายวิธีอบรมใจ ไว้ตอนหนึ่งว่า

"... อยู่ด้วยกันมาก ก็ต้องกระทบกระทั่งกันบ้าง ผิดใจกันบ้าง เมื่อเขาไม่ทำตามใจเรา เราก็โกรธ ทำไมไม่คิดว่าเพราะเราไม่ทำตามใจเขาต่างหาก จะให้เขาเอาใจเราข้างเดียว อย่างนี้ไม่ยุติธรรม ควรหาทางกลางเพื่อปรองดองกัน คือเขาหย่อนใจมาให้เราบ้าง เราก็หย่อนใจไปให้เขาบ้าง ทุกฝ่ายไม่เอาแต่ใจของตนข้างเดียว ก็จะไม่โกรธกัน และควรคิดตั้งปรารถนาดีต่อกันด้วยเมตตาจิต..."

การฝึกเข้าใจคนอื่นนี้เป็นแบบฝึกหัดที่ยากนักหนา เพราะต้องค้นหาให้ได้ว่าความจริงในตัวเขาและตัวเราเป็นอย่างไร บริบทสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด

แบบฝึกที่หนึ่ง คือการฝึกสติ ควบคุมกิริยาให้รู้จักนิ่ง ดูอย่างพิจารณา ฟังอย่างใคร่ครวญรอบด้าน และพูดด้วยปิยวาจา

แบบฝึกที่สอง คือการฝึกคิดอย่างถูกต้องแยบคาย เพื่อค้นหาเหตุผล เงื่อนไข และแนวปฏิบัติตามความเป็นจริง

แบบฝึกที่สาม คือการแสวงหาและการกลั่นกรองใช้ข้อมูล ความรู้ หลักการ มาประกอบการคิดวินิจฉัย เพื่อจิตใจของเราจะได้อ่อนน้อมยอมรับผู้อื่น

ท่ามกลางข่าวสารที่สับสนในสังคมไทยขณะนี้ ผู้เขียนรู้สึกกังวลและห่วงใยอยู่ลึกๆ มองเห็นภาพฝูงชน 2 กลุ่ม ซึ่งภายในแต่ละกลุ่มก็ยังแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ ทุ่มเถียงทุบถองกันอยู่

คน 2 กลุ่มใหญ่นี้ กำลังเดินมาจากฟากฝั่งความคิดที่ตรงกันข้าม มาพบกันที่กลางสะพาน

เบื้องล่างคือแม่น้ำกว้างใหญ่ไหลเชี่ยวกราก คลื่นใต้น้ำปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง

เบื้องบนนั้นเล่าก็กำลังมีพายุพัดกระหน่ำรุนแรง ฝนตกหนัก มีเสียงฟ้าผ่าเป็นระยะๆ

คนทั้ง 2 กลุ่มก็หาได้รู้สึกอะไรไม่ ต่างฝ่ายก็ด่าทอขับไล่อีกฝ่ายหนึ่งให้ถอยออกไป หักล้างกันด้วยอารมณ์

คิดบ้างหรือไม่ว่า เมื่อสะพานพังครืนลงมา ทุกคนก็จะตกจมล้มตายกันหมด ก่อนตายก็คงจะซัดทอดกันว่าใครทำสะพานพัง

ร้องเพลงรักกันไว้เถิดสักร้อยเที่ยวก็ไม่ช่วยอะไร ถ้าเราไม่เข้าใจกัน

ได้โปรดเถิด กรุณาตั้งสติฟังกันสักนิด ใช้ปัญญาตรองสักหน่อย อย่าปล่อยให้บ้านเมืองล่มจมไปต่อหน้าเลย

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02310350&show=1&sectionid=0130&day=2007/03/31
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 กรกฎาคม 2007, 07:55:19 AM โดย กร » บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 07 เมษายน 2007, 11:44:36 AM »

คัดจากมติชนรายวัน  วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10619

ภูมินิเวศภาวนา แสวงหาปัญญาจากแผ่นดิน
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ณัฐฬส วังวิญญู* สถาบันขวัญเมือง แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์



ภูมินิเวศภาวนา เป็นแนวทางการพัฒนาจิตและคุณธรรมที่มาจากพื้นฐานความคิดว่า ทุกชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน สอดประสานเชื่อมโยงกันและกันอย่างแนบแน่น

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีร่างกายที่เป็นธรรมชาติด้วย แต่จิตของเรานั้นมักตีตนให้แปลกแยกออกจากธรรมชาติทั้งภายในและภายนอกตัว โดยอาจหลงคิดไปว่า เราสามารถควบคุมหรือกำหนดทิศทางวิถีทางของร่างกายได้ ให้จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเป็นนายหรือบ่าว เป็นเพียงแต่เหตุปัจจัยของกันและกัน ส่งผลต่อกันและกันอย่างแยกไม่ออก

จิตของเรานั้นเชื่อมโยงกับสถานที่ ผู้คน และผัสสะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวมากเกินกว่าที่เราจะรับรู้ได้ สมองของเราทำงานบันทึกเหตุการณ์หรือสิ่งที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ชีวิตของเราตลอดเวลา

ดังนั้นเราไม่สามารถแยกตัวเรา กายจิตของเราออกจากสิ่งแวดล้อมได้ อย่างเช่น กายจิตที่ดำรงอยู่ในเมืองกับกายจิตที่ดำรงอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรจะต่างกัน เป็นต้น

ตอนนี้ทางตะวันตกมีการศึกษาถึงพลังแห่งการบำบัด เยียวยาและเสริมสร้างพัฒนาการทางจิตใจด้วยการกลับไปพึ่งพาธรรมชาติ ที่เรียกว่า จิตวิทยาเชิงนิเวศ (Ecopsychology) เป็นการกลับไปเรียนรู้จักตัวเองในอ้อมแขนของแผ่นดินและธรรมชาติ

ภูมินิเวศภาวนา เป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้ที่จะระลึกถึงสัมพันธภาพอันเก่าแก่ของมนุษย์กับจักรวาล ซึ่งก็คือตัวเราที่กว้างใหญ่ไพศาลออกไป (Ecological Self) มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาในดินแดนต่างๆ และในรูปแบบวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

แต่ในที่นี้รูปแบบวิธีการที่ผู้เขียนใช้อยู่เป็นสิ่งที่เรียนรู้มาจากรากฐานของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันหรือที่บ้านเราเรียกว่าอินเดียนแดง โดยเรียกในภาษาอังกฤษว่า Vision Quest หรือการแสวงหานิมิตหรือปัญญาจากธรรมชาติ

กล่าวคือธรรมชาติจะช่วยทำให้เรามองเห็นความจริงที่สำคัญ เช่น ช่วยให้เห็นว่าเราเกิดมาเพื่อปฏิบัติภารกิจชีวิต อะไรที่จะช่วยรับใช้ชีวิต สังคมมนุษย์และโลก โดยถือว่าทุกคนล้วนมีภารกิจอันทรงเกียรติที่ติดตัวมาพร้อมกับการเกิด อันพึงกระทำในฐานะของผู้หล่อเลี้ยง ผู้ให้และผู้เยียวยาสังคม เราล้วนมีพรสวรรค์ติดตัวมาเพื่อจะได้ตอบแทนคุณต่อครอบครัวใหญ่ของชีวิตทั้งมวล

ในวิถีดั้งเดิมนั้น ภูมินิเวศภาวนาเป็นการทำพิธีส่งตัวเยาวชนที่กำลังย่างเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ให้ออกไปอยู่กับธรรมชาติเพื่อค้นพบศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง เป็นการค้นหาปัญญา และพรที่แต่ละคนได้รับจากสวรรค์ แผ่นดิน พระเจ้า หรือธรรมชาติ โดยถือว่าทุกคนเกิดมาอย่างมีเป้าประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรับใช้ชีวิต ชุมชน สังคมและโลกในวิถีทางต่างๆ ตามพรหรือของขวัญที่ได้รับ

บุตรธิดาทั้งหลายเมื่อถึงเวลาจะต้องกลับไปดำรงอยู่ร่วมกับพระแม่ธรณีและผืนฟ้าพสุธากว้าง ผ่านความยากลำบากทางกาย บางคนอดอาหารและน้ำหลายวัน เพื่อให้จิตวิญญาณเติบโตและแก่กล้า รับพลังจากธรรมชาติ แล้วจึงกลับคืนสู่ชุมชน

ซึ่งจะทำการต้อนรับและยืนยันความแปรเปลี่ยนอย่างสมเกียรติ

ดังนั้น การเดินทางของเราแต่ละคน แม้ดูว่าเป็นส่วนเสี้ยวที่เล็กน้อย แต่ก็ต้องถือว่า ปฏิบัติการนี้เป็นไปเพื่อมนุษยชาติและธรรมชาติทั้งมวล ความยากลำบากทางกายหรือใจภายในตัวเราทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น ล้วนหมายถึงโอกาสแห่งวิวัฒนาการทางจิตของมนุษยชาติทั้งหมดด้วย

หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็อาจคล้ายคลึงกับการออกบวชของผู้ชาย ซึ่งมีความเชื่อว่าคนที่ยังไม่ได้บวชเป็นคนดิบอยู่ เพราะยังไม่ได้ผ่านพิธีกรรมแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิต (พิธีกรรมอื่นๆ ที่เป็นการสื่อสารและยืนยันการแปรเปลี่ยนสถานะ เช่น งานเลี้ยงวันเกิด การรับปริญญา การแต่งงาน หรือพิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย เป็นต้น)

ส่วนการภาวนาในป่านั้นก็คล้ายกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสายวัดป่า คือให้ธรรมชาติเป็นครูสอนลักษณะความจริงคือ ลักษณะแห่งความเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และความไม่มีตัวตน

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ กระบวนการหรือพิธีกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในการดูแลหล่อเลี้ยงให้สังคมและครอบครัวดีงามนั้น เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวยและไร้ความหมายในทางชุมชนและจิตวิญญาณเอามากๆ

มีเพียงการรับปริญญาที่เป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่เน้นตรงความพร้อมทางเศรษฐกิจหรือทางวัตถุเท่านั้น คือสามารถออกไปทำงานได้ แต่ไม่มีอะไรบ่งชี้ถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตและสังคมในมิติที่ไปพ้นวัตถุเลย

ผู้เขียนคิดว่าเยาวชนยุคนี้โหยหาการยอมรับ ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ได้รับเกียรติจากสังคม น่าเสียดายที่ระบบโรงเรียนสมัยใหม่ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการทดสอบทางความคิด ว่าใครจะผ่านชีวิตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้ดีอย่างไรนั้น หาได้มีมิติของการค้นหาความงอกงามทางจิตไม่ ตราบใดที่มุ่งเน้นไปที่ความเก่ง ความสามารถและความสำเร็จเพียงอย่างเดียว อัตตาก็ยิ่งจะแก่กล้า ความรู้ตัวหรือรู้ตำแหน่งแห่งที่ที่เหมาะสมของตนก็น้อยลงไปด้วย ทั้งเด็กที่เรียนเก่งและไม่เก่งต่างไม่มีที่ทางที่ตัวเองจะยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผยหรือภาคภูมิใจในทางจิตวิญญาณเลย

ดังที่ บิล มอยเยอร์ นักคิดและนักวิทยุโทรทัศน์ชาวอเมริกันได้ตั้งข้อสังเกตว่า

"สังคมยุคใหม่นี้ปราศจากพิธีกรรมที่จะช่วยทำให้เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตัวเป็นส่วนหนึ่งที่มีค่าต่อเผ่าพันธุ์และชุมชน เยาวชนทุกคนต้องการการเกิดอีกครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อจะตระหนักรู้และยอมรับหน้าที่แห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง และละทิ้งชีวิตอันเยาว์วัยไว้เบื้องหลัง" (Bill Moyers,quoted in Cohen,1991,p.45)

จริงๆ แล้ว ชีวิตของผู้ใหญ่ก็ต้องผ่านช่วงแปรเปลี่ยนที่สำคัญๆ และต้องการกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจความหมายของการแปรเปลี่ยนแต่ละครั้งด้วยเช่นกัน พิธีกรรมแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิต (Rite of Passage) สามารถใช้ในวาระต่างๆ เช่น การยอมรับความชราภาพ ความเป็นอนิจจังของสังขาร ความเจ็บป่วยของร่างกายตัวเองหรือคนรัก ในขณะเดียวกันก็น้อมรับบทบาทแห่งการเป็นผู้เฒ่าหรือผู้นำทางจิตวิญญาณหรือปัญญาของเผ่าพันธุ์ หรือวาระแห่งการหย่าร้างเลิกรากับความสัมพันธ์ในอดีต หรือสำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน สามารถใช้เป็นพิธีแห่งการละทิ้งความสามารถในการมีบุตร เพื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตแห่งการแสวงหาด้านในและการให้กำเนิดทางปัญญา หรือวาระแห่งการแปรเปลี่ยนอื่นๆ ที่ช่วยสร้างหมายเหตุสำคัญๆ ของชีวิตไว้

โดยย้ำเตือนถึงการแปรเปลี่ยนแต่ละครั้งที่มีความหมายต่อตนเอง

ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ภูมินิเวศภาวนา เป็นกรรมพิธีหนึ่งที่สามารถสร้างอานิสงส์ได้หลากหลาย (From Preparing for Your Quest,Elizabeth Roberts and Elias Amidon,The Boulder Tnstitule for Nature and the Human Spirit) ได้แก่

1) เป็นการสร้างหลักหมาย หรือหมายเหตุให้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต (Mark life transition)

2) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ฟื้นคืนพลังชีวิต และความศักดิ์สิทธิ์ให้กับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเรากับจิตอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ผืนแผ่นดินและจักรวาล (Renewal and strengthen connection to Earth and Nature)

3) เพื่อแสวงหาความเข้าใจอันลึกซึ้งลงไปในการดำรงชีวิต ผ่านความเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยอาศัยญาณทัสนะจากธรรมชาติที่อาจชี้แนะทิศทางชีวิต (Guidance, deepening understanding,vision,direction in life)

4) เพื่ออุทิศผลบุญอันเกิดจากการภาวนาให้กับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเราเอง และแผ่ไปยังผองเผ่าผู้คนทั้งหลายให้มีความเป็นอยู่ที่ดี พ้นทุกข์ภัยอันตรายทั้งปวง (Dedication to life purpose or to the well-being of people)

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 3-9 มีนาคม 2550 กลุ่มจิตตปัญญาศึกษาได้ร่วมกันเดินทาง เพื่อประกอบการเรียนรู้มิติของความศักดิ์สิทธิ์ ณ นิเวศต้นน้ำ หมู่บ้านสบลาน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เป็นการจาริกสู่ขุนเขาและนิเวศต้นน้ำอันเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ที่นั่น และชีวิตน้อยใหญ่ทั้งหลาย เพื่อช่วยให้เกิดการมองเห็นภูมิปัญญาจากแผ่นดิน

การได้ภาวนาและเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยสร้างหลักหมายแห่งการแปรเปลี่ยนในชีวิตของผู้จาริกแต่ละคน และเป็นโอกาสในการได้สัมผัสชีวิตแบบชนเผ่าที่ยังคงดำรงความดั้งเดิม เรียบง่ายและมีคุณค่า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้มนุษย์เมืองอย่างเราๆ ได้สืบสานความเป็นชนเผ่าของมนุษย์ไว้ในชีวิตชาวเมืองต่อไป

ชุมชนสบลานเป็นขุมพลังชีวิตของความ "ปกติ" ที่อ่อนน้อม อ่อนโยน และกรุณาอย่างไม่ต้องใช้ความพยายาม บางคนที่เคยมาที่นี่แล้วจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและความเป็น "ปกติ" ในวิถีชีวิตของการไม่ทำร้ายไม่ทำลายและพึ่งพาธรรมชาตินั้น อาจเป็นคำตอบเชิงรูปธรรมอันหนึ่งต่อวิกฤตจิตวิญญาณ พลังงานและระบบนิเวศของโลกยุคนี้

เราได้ใช้เวลา 2 วัน ในการอยู่หมู่บ้านและเรียนรู้กับชุมชนที่นั่น แล้วก็เดินทางสู่พื้นที่ธรรมชาติ เพื่อการปฏิบัติภูมินิเวศภาวนา เมื่อแต่ละคนได้ละทิ้งความสะดวกสบายและความคุ้นชินเดิมๆ แล้วตั้งสัจจาธิษฐาน เดินทางเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการแปรเปลี่ยน ที่มีการอดอาหาร กินแต่น้ำเป็นเวลา 2 คืน 1 วัน แล้วกลับออกมาบอกเล่าเรื่องราวที่ธรรมชาติเผยปรากฏ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงของการอยู่วิเวก อย่างมีความหมายในวงล้อมของกัลยาณมิตรที่รับฟังอย่างเกื้อกูล การเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตัวเองและผู้อื่นก็เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น เปลือยเปล่าและถึงรากถึงโคน

เป็นดังปาฏิหาริย์ที่เกิดจากความเรียบง่าย ธรรมดาๆ และจิตที่นอบน้อมต่อภูมิปัญญาของแผ่นดิน

หากคนในยุคใหม่นี้ได้มีโอกาสเดินทางไปด้วยกัน ใช้เวลาอย่างศักดิ์สิทธิ์ โดยให้เวลาแก่การใคร่ครวญถึง วาระชีวิตในปัจจุบัน และค้นหาคำตอบจากจิตนิเวศอันยิ่งใหญ่ก็น่าจะดีไม่น้อย อาจมีสิ่งที่เราอยากสร้างหมายเหตุให้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเองในแต่ละช่วงด้วย เพื่อว่าจิตวิญญาณของเราจะได้ค้นพบและดำรงอยู่ในวิถีทางของการเติบใหญ่และสุกงอมจากด้านในยิ่งๆ ขึ้นไป

ขอบคุณการโอบอุ้มและความความกรุณาของชุมชนสบลาน ของธรรมชาติ สายน้ำและขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ ในการเดินทางที่ผ่านมานี้ ที่แม้ว่าเราจะละทิ้งความสะดวกสบายของชีวิตเมือง เราก็ยังค้นพบความสบายใจอันหฤหรรษ์ ความลี้ลับและมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ ของขุนเขา ป่าใหญ่ และธารน้ำน้อยๆ

อันเป็นพลังให้ชีวิตเราได้ดำเนินต่อไปอย่างเกื้อกูล



*สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สำหรับท่านที่สนใจ สุนทรียสนทนา : สู่ความเป็นผู้นำแห่งองค์กรวิวัฒน์ ครั้งต่อไป วันที่ 11-13 พ.ค.2550

กรุณาติดต่อ Email : nutt2000@loxinfo.co.th หรือ website : www.wongnamcha.com

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01070450&show=1&sectionid=0130&day=2007/04/07
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 14 เมษายน 2007, 08:44:52 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10626

ตรรกะกับเหตุผล ทิ้งหรือไม่ทิ้งก็ไม่ได้

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



มองจากความคิดของนักปรัชญาและนักจิตวิทยาระดับโลกชาวตะวันตกหลายๆ คน ตั้งแต่สมัยกรีกเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นพลาโต้, โพลตินัส, ค้านท์ ไล่มาถึง เตยา เดอ ชาดัง, คาร์ล จุง กระทั่งโกร๊ฟ และเค็น วิลเบอร์ ในปัจจุบัน

ผู้เขียนคิดว่านักคิดผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ "สมัยใหม่" (คงรวมนักวิทยาศาสตร์แทบทั้งหมดในบ้านเรา) มีความเป็นจิตนิยมหรือเชื่อในเรื่องของพระเจ้าไม่มากก็น้อย นั่นคือในรูปแบบหนึ่ง

นักคิด นักปราชญ์เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เรียนมาบนหลักตรรกะและเหตุผล แต่กลับไปเชื่อในเรื่องความไม่มีเหตุผลว่าเป็นความจริงแท้ในอีกด้านหนึ่งด้วย

ที่เกริ่นนำมาทั้งหมดนั้น ผู้เขียนขอย้ำว่า ความหมายของคำว่าจิตนิยมนั้น เป็นการมองปรากฏการณ์ธรรมชาติของวิวัฒนาการมนุษย์ที่สัมพันธ์หรือสัมพัทธ์กับมโนทัศน์หรือวัฒนธรรมในเวลาปัจจุบัน

นั่นคือกระบวนทัศน์เก่าที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะต้องไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สู่กระบวนทัศน์ที่ใหม่กว่าและสูงกว่าตลอดกาล

นอกจากโลกทรรศน์ของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ทุกวันนี้ยังมีนักฟิสิกส์ยุคใหม่จำนวนมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นนักคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นตรรกะอย่างหนึ่ง แต่ก็พากันไม่เชื่อในตรรกะและเหตุผลไปด้วย

เช่น เดวิด ฟิงเกลสไตน์ นักฟิสิกส์ควอนตัมชื่อดังระดับโลก อดีตหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ทฤษฎี สถาบันจอร์เจียเทค และบรรณาธิการวารสารฟิสิกส์ทฤษฎีนานาชาติ เคยพูดว่า "ไอน์สไตน์ทำให้เรา (นักวิทยาศาสตร์) ต้องทิ้งมโนทัศน์ในเรื่องของเวลา นีลส์ บอห์ร ทำให้เราโยนทิ้งความจริง (ทางวิทยาศาสตร์กายภาพที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริงทั้งหมด) ไป เราอยู่กับตรรกะที่ผิดๆ มาตลอดเวลา ต่อไปนี้เราต้องเรียนที่จะอยู่กับความถูกต้องเสียที นั่นคืออยู่กับตรรกะ (ที่ไม่มีเหตุผล) ทางควอนตัม"

คำในวงเล็บเป็นของผู้เขียนที่อาจสรุปต่อได้ว่า ในความเห็นของเดวิด ฟิงเกลสไตน์ (นักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ที่ตอนหลังมาสนใจในพุทธศาสนา) ตรรกะและเหตุผลไม่ควรมีขึ้นมาในโลกตั้งแต่ต้น

สำหรับความเห็นของผู้เขียน ว่าไปแล้วในด้านหนึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากพระธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว...ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติ...โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา...ควรน้อมใส่ตัว...การรู้ที่ได้มาด้วยตนเอง...

นั่นคือ ปัญญาเหนือปัญญาและทรรศนะ (wisdom and vision) ที่นักปฏิบัติทางจิตหรือสมาธิในคริสต์ศาสนา เช่น ลอเร็นซ์ ฟรีแมน หรือจอห์น เมน บอกว่าองค์ความรู้สูงสุดนั้น (real knowledge or gnosis) หากมนุษย์เราหวังจะได้มา ต้องทิ้งตรรกะและเหตุผลไปเสียก่อน (unknowing of the known)

เราในอดีตตั้งแต่ 4,000-5,000 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่เริ่มมีประวัติศาสตร์ตราบจนปัจจุบัน แทบทุกคนจะมีความอวดดีอหังการ์หรืออีโก้โดยไม่รู้ตัว จากการมองตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (anthropocentric)

ดังที่แสดงออกโดยปโตเลมี (Ptolemy"s conceit) ที่นักจิตวิทยาและนักเทววิทยาบอกว่า มนุษย์เราต่างมีและแสดงออกอยู่ทุกวินาที นั่นคือ ช่วงเวลาที่เราตื่นทางจิตจากการหลับลึก (magic) และหลับใหลมาอยู่กับนิยายปรัมปรา (mythic) ประหนึ่งความงมงายจากจิตใต้สำนึก (sub-consciousness) มาสู่จิตระดับใหม่หรือจิตสำนึกแห่งอัตตาตัวตน (self-consciousness) ที่มีขึ้นเมื่อร่วม 150 ชั่วคนก่อน และอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

จิตสำนึกแห่งอัตตาอหังการ์ที่ตั้งบนการรับรู้ตามที่ตาเห็น (หรือเวทนาที่ประสาทสัมผัสบอกเรา) นั้นคือตรรกะที่เกิดจากตากับการเห็น (vision-logic) ของเค็น วิลเบอร์ ด้วยระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยชั่วคนเช่นนั้น

คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงไม่รู้หรือลืมเลือนไปหมดสิ้น และคิดว่าอัตตาตัวตนที่พัฒนาเป็นความเห็นแก่ตัวและกิเลสตัณหาต่างๆ นานา รวมทั้งความอวดดีที่มองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แล้วคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (human nature) ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่ต้น ดังนั้น จึงแก้ไขไม่ได้นั้น เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้เขียนได้ชี้ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์กับโบราณคดีศึกษามาตลอดเวลาว่า การมองตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือไม้บรรทัดวัดธรรมชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันนี้เอง ที่พัฒนาขี้นมาเป็นตรรกะและเหตุผลที่เราใช้วัดโลกหรือสิ่งอื่นๆ มาจนถึงวันนี้ โดยคิดว่าสิ่งอื่นๆ ไม่สำคัญและไม่แยแสว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ เขาจะเห็นด้วยหรือไม่ และตรรกะและเหตุผลที่ไม่สมบูรณ์และไม่จริงแท้เช่นนี้เอง ที่เรานำมาเป็นรากฐานของวิธีคิดและมโนทัศน์ของเรา เป็นรากฐานของระบบการศึกษาและสังคมของเรามาตลอด

ตราบใดที่เรายังคงทัศนคติที่ยึดถือตรรกะและเหตุผลเข้าข้างตนเองอยู่อย่างนี้ สัทธรรมความจริงแท้ย่อมจะหวนกลับมาแก้ไขความผิดพลาด การเสียสมดุลหรือเสียลักษณะธรรมชาติการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งของจักรวาลลงไป ที่เกิดจากความอวดดีอหังการ์ของมนุษย์เรา ไม่อย่างหนึ่งอย่างใดในเร็ววันนี้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังคิดว่าแม้ตรรกะและเหตุผลจะไม่จริงหรือไม่สมบูรณ์ หรือเป็นเรื่องของมนุษย์ สำหรับมนุษย์ และเพื่อมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว แต่เราจะโยนทิ้งไปทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วตรรกะ เช่น ภาษาและคณิตศาสตร์ การวิพากษ์หรือการวิเคราะห์สังเคราะห์โลกและธรรมชาติรอบตัวบนเหตุผลนั้น เป็นผลผลิตของวิวัฒนาการของจิตจากระดับหนึ่งไล่สูงขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง

ในที่นี้จากจิตแห่งความหลับลึกและหลับใหลประหนึ่งเป็นความงมงายของจิตใต้สำนึก (sub-consciousness) ไปสู่ระดับจิตรู้ตัวตนที่มีแต่ในมนุษย์เท่านั้น โดยมี "สถานที่" หรือ "ที่ว่าง" ในสมองที่เหมาะสมกับการบริหารสามารถเอื้อให้จิตมีวิวัฒนาการได้ต่อไป (สำหรับมนุษย์เท่านั้น) นั่นคือ วิวัฒนาการของจิตที่มนุษย์เรามีอยู่ในปัจจุบัน ใช้แยกอัตตาตัวตนออกจากธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง (vision-logic) สร้างทวิลักษณ์แห่งความเป็นสอง (dualism) เพื่อปลดปล่อยความจริงสูงสุดที่ถูกกักขังด้วยจิตใต้สำนึกและความหลับใหลงมงายให้เป็นอิสระ

ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยตรรกะและเหตุผล อันเป็นเรื่องสำคัญกับวิวัฒนาการของจิต ซึ่งจิตแห่งอัตตาตัวตน (self-consciousness) มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น อย่าลืมว่า จิตรู้แห่งความมีอัตตาอหังการ์ที่มาจากการบริหารใน "ที่ว่าง" ของสมอง พร้อมกับศักยภาพของความเป็นไปได้อันหลากหลายของการมองเห็นโลกและธรรมชาติด้วยตรรกะและเหตุผลนั้น ย่อมเป็นระดับจิตที่อยู่กว่าและเป็นอิสระกว่าจิตที่ถูกกักขังและหลับใหลอยู่กับความงมงายของตำนานโบราณ (mythic)

นอกจากนี้ ด้วยจิตอิสระที่เป็นไปเองจากการดิ้นรนหรือวิวัฒนาการที่ "เนื้อใน" ภายในจิต แม้ว่าจะยังมีอุปทานปรุงแต่งด้วยปัจจัยจากภายนอกอยู่บ้าง กระนั้น จิตสำนึกแห่งตัวตนและเหตุผลก็ยังเป็นจิตที่อยู่ในระดับสูงกว่าเดิมอยู่ดี ที่เอื้อต่อการวิวัฒนาการต่อไปได้

นั้นคือ การ "ตื่น" อีกครั้งจากระดับจิตแห่งอัตตาตัวตนสู่ระดับจิตเหนือสำนึก (super-consciousness) ความจริงสูงสุด เมื่อสปิริต (Spirit) ได้ค้นพบสปิริต หรือเมื่อจิตแห่งพุทธะค้นพบนิพพานได้ในภายหลัง ทั้งนี้ สุดแล้วแต่ว่าเรา โดยผ่านศาสนาต่างๆ จะแปลคำว่าสปิริต หนึ่งที่ให้ความหลากหลายว่าอย่างไร

ในความคิดของผู้เขียน การอุบัติขึ้นของจักรวาล โลก และสรรพสิ่ง ที่รวมชีวิต มนุษย์กับสังคมของมนุษย์ จิตและจิตวิญญาณ เป็นห่วงโซ่ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ดังที่นักคิดทั้งหลายในอดีตโดยเฉพาะพลาโต้เรียกว่า ห่วงโซ่ของการมีขึ้นของสรรพสิ่ง (the great chain of being) ซึ่งมาจาก "หนึ่ง" ที่มีหนึ่งเดียว (The One) แล้วเดินทางสู่ความหลากหลาย (The Many) ที่เกิดจากการเปรียบเทียบระหว่างกันและกัน ระหว่างภาพลักษณ์ของความเป็นสอง (dualism) โดยมีเป้าหมายสุดท้ายเพียงประการเดียว นั่นคือ เพื่อให้สรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในทางศาสนาเรียนรู้และค้นพบธรรมะหรือสัทธรรมความจริงสูงสุด หรือเพื่อให้สปิริตได้ค้นพบสปิริต

การเดินทางเพื่อเรียนรู้ผ่านกระบวนการธรรมชาติที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า วิวัฒนาการ ที่มีสองกระบวนการคือ

หนึ่ง วิวัฒนาการทางชีววิทยาหรือทางกายภาพผ่านรูปกายของมนุษย์

และ สอง วิวัฒนาการทางจิตวิทยาผ่านจิตของมนุษย์ (ที่บริหารโดยสมอง) นั่นคือหน้าที่ทั้งหมดของมนุษย์เรา

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เราอาจพอมองเห็นได้ว่า แม้ตรรกะและเหตุผลจะเป็นเรื่องของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว ทั้งยังเป็นผลผลิตของระดับจิตแห่งอัตตาอหังการ์ที่ได้มาจากทวิลักษณ์ของความเป็นสอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ตรรกะและเหตุผลสำคัญหรือไม่สำคัญชนิดที่มนุษย์เราจะโยนทิ้งหรือไม่โยนทิ้งไปเสียทั้งหมด อย่างที่เดวิด ฟิงเกลสไตน์ กล่าวไว้ ผู้เขียนคิดว่าการเจริญเติบโตหรือวิวัฒนาการของโลกของจักรวาล เพื่อให้มนุษย์แต่ละคนหรือมนุษย์โดยรวมเรียนรู้สัทธรรมความจริงสูงสุดนั้น แต่ละขั้นตอนของวิวัฒนาการที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ล้วนมีความหมายและความสำคัญในตัวเองอย่างขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปไม่ได้ แต่ละขั้นตอนนั้นๆ ล้วนมีความหมายจำเพาะและความถูกต้องแตกต่างกัน

ซึ่งสองประเด็นที่กล่าวมานั้นไม่เหมือนกัน ความจำเพาะเป็นลักษณะหรือคุณสมบัติ "เนื้อใน" ของแต่ละขั้นตอนของวิวัฒนาการของจิตจักรวาลที่อยู่ในแต่ละสรรพสิ่งรวมทั้งในมนุษย์แต่ละคน เป็นปัจเจกที่ต้องคลี่ขยายหรือ "โผล่ปรากฏ" ออกมา ในขณะที่ความถูกต้องเป็นการตรวจวัดหรือเปรียบเทียบระหว่างกันของภาพที่ปรากฏของจิตวิวัฒนาการของสังคมโดยรวม โดยมีช่วงเวลานั้นๆ เป็นสิ่งกำหนด

ความจำเพาะเป็นเรื่อง "เนื้อใน" ที่ภายใน การคลี่ขยายรูปลักษณ์ของสปิริต (ของจิตวิวัฒนาการ) ของมนุษย์แต่ละคน ในขณะที่ความถูกต้องชอบธรรมหรือความยุติธรรม (legitimacy) แม้จะเป็นเรื่องของภายใน แต่ก็เป็นเรื่องของจิตแห่งสังคมโดยรวม

เมื่อมองกันจากจุดยืนที่ต่างกัน ด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนกัน เรื่องของตรรกะและเหตุผลที่ไม่ควรเป็นประเด็นเพราะเป็นธรรมชาติของวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ จึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมา จากการมองบนประเด็นของวิวัฒนาการทางกายภาพระหว่างปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวม มาเป็นตรรกะและเหตุผลด้วยการเปรียบเทียบระหว่างกัน

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02140450&day=2007/04/14&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 01 กรกฎาคม 2007, 07:53:33 AM »

 มตืชนรายวัน
  วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10682

เป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน 9 มิถุนายน 2550



นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับเราสาธารณชนคนทั่วไปทั้งหลายในปัจจุบันซึ่งหลงมัวเมาไปกับวิทยาศาสตร์ (เก่าหรือกายภาพ) ที่นำโดยนิวตัน กาลิเลโอ ชาร์ลส์ ดาร์วิน และซิกมันด์ ฟรอยด์

โดยเชื่อว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์เก่าที่ว่านั้น (ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์) เป็นความจริงทั้งหมด

เช่น เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ที่ประกาศว่าธรรมชาติของชีวิต "คือการอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงกว่า" แต่เพียงประการเดียว

หรือ ออกัสเต คอมเต้ (Auguste Comte - ผู้นิยามวิชาสังคมวิทยายุคปัจจุบัน) ที่กล่าวว่า โลกและประวัติศาสตร์ของศาสนาได้จบลงไปแล้ว นับแต่มนุษยชาติได้ค้นพบวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ให้ความจริงสุดท้าย กับให้อนาคตแก่มนุษยชาติ

ในความเห็นของผู้เขียน ความคิดเช่นนั้นชี้บ่งอีโก้หรืออัตตาอหังการของเรา ให้มองมนุษย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล (anthropocentric) ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างยิ่งในการสร้างโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่ผิด ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ว่ามานี้ - เชื่อแต่วิทยาศาสตร์โดยโยนทิ้งศาสนา - สร้างความพินาศหายนะให้กับสังคมโลกและระบบนิเวศธรรมชาติของโลก ก่อวิกฤตปัญหานานัปการดังที่เรากำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน

แท้ที่จริงแล้วสำหรับผู้เขียน ศาสนาทุกๆ ศาสนา - ที่มาก่อนวิทยาศาสตร์นานนักหนา - ให้ความจริงแท้ที่สมบูรณ์อย่างยิ่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากไล่กลับไปแล้ว อาจถึงช่วงเวลาที่โลกเราเริ่มมีประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ด้วยซ้ำ

เพียงแต่ลัทธิความเชื่อและศาสนาต่างๆ เหล่านั้นมีมาก่อนที่มนุษย์จะมีวิวัฒนาการของตรรกะและเหตุผล ทำให้เรา - ส่วนใหญ่ มากๆ - อยู่กับความเชื่อศรัทธาเพียงอย่างเดียวประหนึ่งว่าเป็นคนตาบอด

สุดท้ายเมื่อไม่มีเวลาคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งและปฏิบัติศาสนาอย่างที่ควร จึงงมงายอยู่กับกระพี้เปลือกนอกของศาสนาและนับถือว่านั่นคือแก่นแท้

ทำให้ในเวลาต่อมา เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น พระหรือนักบวชอันเป็นตัวแทนของศาสนา - ที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเช่นมนุษย์ธรรมดาๆ ทั้งหลาย - ที่มีธรรมชาติของความเป็นตัวตนและเห็นแก่ตัวมากขึ้นไปตามวิวัฒนาการทางจิตสู่อัตตาอหังการ ผู้หาประโยชน์ใส่ตนบนความไม่รู้หรือไม่มีเวลา และบนความเชื่อศรัทธาของประชาชน

ปัญหาอันเกิดจากวิกฤตศรัทธาจึงเริ่มเกิดขึ้นและมีมากขึ้น จนทำให้ประชาชนไม่สามารถแยกแยะแก่นแท้ของศาสนาออกจากตัวบุคคล โลกจึงก้าวสู่ยุคแห่งความมืดบอดทางปัญญา กระทั่งถึงเวลารุ่งอรุณฟ้าสางทางตรรกะและเหตุผลดังที่เรารู้เราเรียนกัน

ด้วยความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนคิดว่า ศาสนาทุกๆ ศาสนาอาจมีรูปแบบและวิธีการที่เน้นเนื้อหาสาระคำสอนขององค์พระศาสดาผู้ประกาศศาสนานั้นๆ แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะมีคุณสมบัติหรือลักษณะที่ศาสนิกนั้นๆ คิดว่า ศาสนาของตนแตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆ อย่างไร?

ผู้เขียนกลับเชื่อว่า ทุกศาสนามีเเก่นที่ชี้บ่งสัทธรรมความจริงอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายที่เหมือนกันหรือเป็นเช่นเดียวกัน โดยไม่มีตรงไหนที่ใดผิดเพี้ยนออกไปจากกันหรือแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย

และที่กล่าวมานั้น ไมใช่เป็นเพราะผู้เขียนเชื่อว่าทุกศาสนามีเป้าหมายเพื่อสอนให้คนเป็นคนดี อยู่ในศีลอยู่ในธรรม และมีวิถีชีวิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมจริยธรรมความดีงาม - อันเป็นสากล - เท่านั้น

แต่ผู้เขียนคิดว่า เป้าหมายสุดท้ายของทุกศาสนากับเป้าหมายสุดท้ายของการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ - เรามาอยู่ที่นี่ทำไม? - นั้นเป็นเป้าหมายอันเดียวกัน นั่นคือเพื่อตอบว่าสัทธรรมความจริงแท้หรือความจริงสูงสุดคืออะไร?

ซึ่งในความคิดของผู้เขียน เป้าหมายของศาสนาหรือเป้าหมายของมนุษย์ชาตินั้นเป็นไปเพื่อให้ความรู้สูงสุด (gnosis) หรือการเรียนรู้ที่มาและที่ไปของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาล รวมทั้งชีวิตและมนุษย์ว่าเป็นมาอย่างไร? สัทธรรมความจริงอันสูงสุด (The Absolute or The Ultimate) ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าแต่ละศาสนานั้นๆ และเราจะเรียกสิ่งสูงสุดนี้ว่าอย่างไร? พระเจ้าในชื่อต่างๆ หรือเต๋า หรือนิพพาน หรืออะไร? สิ่งสูงสุดที่ทั้งเป็นหนึ่งและทั้งเป็นทั้งหมด (The One and The Many) ที่มาจากความว่าง (The Void) ด้วยกันทั้งสิ้น

จริงๆ แล้วนั่นคือองค์ความรู้สูงสุดที่มนุษยชาติแสวงหามาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เมื่อมนุษย์คนแรกเกิดมีขึ้นมาในโลก - ผลิตผลของวิวัฒนาการธรรมชาติของจักรวาลผ่านห่วงโซ่ของสรรพสิ่งที่รวมชีวิตและมนุษย์ (the great chain of being) - แล้วมองไปรอบๆ ตัว ทั้งแหงนมองดูท้องฟ้าด้วยความพิศวงงงงวยประหม่ากลัว แท้ที่จริงแล้วที่มาของปรัชญาธรรมชาติและที่มาของวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมาล้วนแล้วแต่พัฒนาขึ้นมาด้วยการสะท้อนทางตรรกะ (logic or philosophic reflection) หรือมีขึ้นมาเพื่อหาคำตอบต่อความจริงอันสูงสุดที่ว่านั้นทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่ามนุษย์เราใช้ตรรกะของการสะท้อนแตกต่างกันออกไป

นั่นคือ สำหรับผู้เขียนแล้ว เป้าหมายสุดท้ายขององค์ความรู้ทั้งหลายแหล่ที่มนุษย์เรามีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าที่มีมาในอดีต หรือที่มีอยู่ในวันนี้ หรือจะมีในวันหน้าและวันไหนๆ ล้วนแล้วแต่มีที่มาเบื้องต้นที่เดียวกัน และมีเป้าหมายสุดท้ายอย่างเดียวกัน คือหาคำตอบสุดท้ายให้กับมนุษยชาติว่า สัทธรรมความจริงสูงสุดหรือธรรมชาติสูงสุดคือสิ่งใด? เป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์ชาติคืออะไร?

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อตอบคำถามว่า - เรามาอยู่ที่นี่ทำไม? - ที่สุดท้ายแล้วเรามนุษย์ทุกผู้ทุกคนก็จะรับรู้ความจริงที่ว่านั้นด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในอดีดตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ศาสดา อรหันต์ นะบี โยคี อรัญวาสี จำนวนมาก ต่างรับรู้หรือรู้คำตอบที่มีหนึ่งเดียวจากเส้นทางภายในมาตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อนทั้งนั้น ที่ต่อมาบ้างก็ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นศาสนา

ในขณะที่นักปรัชญาจำนวนมากในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยกรีกไล่ขึ้นมา พยายามใช้ตรรกะและเหตุผลบนสติปัญญา (intelligence) จากสมอง การครุ่นคิด ที่บางครั้ง ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของจิตใจ (หรือด้วยสมาธิ) อย่างไม่รู้สึกตัว เพื่อวิเคระห์และสังเคราะห์คำถามและคำตอบต่อความจริงสูงสุดที่ว่านั้นกันอย่างไม่หยุดยั้ง

ตั้งแต่วันนั้นตราบถึงวันนี้ การเดินทางด้วยเส้นทางภายในบางครั้ง รวมทั้งการเดินทางด้วยเส้นทางภายนอกจากสติปัญญาของสมองบนตรรกะและเหตุผลในบางครั้งที่ว่านั่นเอง ทำให้นักปรัชญาแต่ละคนกลายเป็นอัจฉริยะหรือไม่อัจฉริยะ มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป นักปรัชญาที่บางครั้งได้องค์ความรู้จากสมาธิ กับบ่อยครั้งกว่าที่ได้ความรู้จากเหตุผล หรือภายในกับภายนอกบวกกัน ได้ทำให้สัทธรรมความจริงอันสูงสุดที่มีเพียงหนึ่งเดียว มีความแตกต่างกันเป็นหลากหลาย จวบจนกระทั่ง ณ บัดนี้

นักคิดนักปรัชญาที่ก่อนหน้านั้นเป็นนักเทววิทยาผู้หนึ่ง ที่หลายๆ คนรวมทั้งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นผู้ที่อธิบายที่มากับเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ หรือสัทธรรมความจริงอันสูงสุดได้อย่างกระจ่างชัด คือ จอร์จ วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) มหาปราชญ์คนหนึ่งที่ถามและตอบเช่นที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างบนตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 19 และต่อมา ศรีอรพินโธได้สาธยายไว้แทบจะเหมือนกัน แม้ในรายละเอียดของส่วนที่สำคัญ

จริงๆ แล้ว ผู้เขียนคิดว่าเฮเกลอาจได้ความคิดส่วนหนึ่งจากญาณทัสสนะ การครุ่นคิดอย่างใจจดใจจ่อหรือการทำใจให้อยู่กับสมาธิอย่างไม่รู้สึกตัว

สิ่งที่เฮเกลได้มาจากญาณทัสสนะเช่นนั้น ในส่วนสำคัญถึงเหมือนกับที่ศรีอรพินโธ หรือผู้หนึ่งผู้ใด รวมทั้งอริยสงฆ์ที่เป็นพระป่าหรืออรัญวาสี เช่น หลวงปู่ดูลย์ (อตุโล) หรือหลวงปู่มั่น (ภูริทัตโต) ได้จากการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิเป็นเวลายาวนาน

นั่นคือ สัทธรรมความจริงที่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นพุทธะ เป็นจิตเดิมแท้ที่มาจากความว่าง (หลวงปู่ดูลย์) - ขามาและขากลับ ที่พลาโต้เรียกว่า ขาลง (descent) และขาขึ้น (ascent)

- ขามาคือจิตหนึ่ง (The One) ที่ให้ความหลากหลาย (The Many) แห่งสังสารวัฏ

และขากลับคือ จากความหลากหลายกลับสู่ความเป็นหนึ่งแห่งพระนิพพาน

เพียงแต่เฮเกลจะเรียกจิตหนึ่งว่า ความจริงสุดท้าย (The Absolute) ที่เป็นสิ่งเดียวกับพระเจ้าสูงสุด (spirit)

สำหรับเฮเกลแล้ว องค์ความรู้สูงสุดหรือเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาตินั้น ไม่ได้มีข้อจำกัด และมนุษย์เราทุกคนสามารถแสวงหาได้ด้วยตนเองหรือเป็นปรากฏการณ์ที่ประสบด้วยตนเอง เพราะเฮเกลคิดว่าเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ - โดยเหตุผล (ทางโลก) ส่วนหนึ่ง - ก็คือองค์ความรู้ความจริง เมื่อพระเจ้าสูงสุดที่ว่านั้น (ที่อยู่กับเราทุกคน) แสวงหาและค้นพบตัวเอง

นั่นคือการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางของมนุษย์ที่มีสามขั้นตอน คือจากความหลับใหลงมงายของจิตใต้สำนึก (sub-consciousness) สู่การตื่นของอัตตาตัวตน (self- consciousness) แล้วตื่นผ่านพ้นตัวตน (transcend) ต่อไปสู่จิตเหนือสำนึก (super-consciousness) ซึ่งสำหรับผู้เขียน นั้นคือระดับธรรมจิต (spirituality) อันเป็นเส้นทางสู่นิพพาน

และนั่นก็เป็นเนื้อหาสาระของการเดินทางสู่เป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติที่แท้จริงของศรีอรพินโธที่กล่าวว่า จิตของมนุษย์ชาติเดินทางผ่านจาก "การรู้ตัวทางกายแบบผิวเผิน (superficial bodily awareness หรือ sub-consciousness) สู่ระดับจิตรู้ตัวตนและอีโก้ (self-conscious) เมื่ออหังการเข้าใจว่าความผิวเผินของรูปกายคือความเป็นเอกภาพสุดท้าย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมนุษยชาติยังต้องเดินทางเพื่อผ่านพ้นอัตตาตัวตนนั้น สู่จิตเหนือสำนึก (super-consciousness) เป็นเอกภาพกับจักรวาล

หรือเราอาจพูดได้ว่า วิวัฒนาการของจิตหรือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด คือการตื่นและการเปลี่ยนแปลงของจิต ของสปิริต กลับสู่สปิริต สุดแล้วแต่ว่าแต่ละศาสนาจะแปลคำสปิริต (spirit) ว่าอย่างไร?

การตื่นและเปลี่ยนแปลงทางจิต หรือวิวัฒนาการทางจิตที่มีสามขั้นตอนใหญ่ (หรือแปดขั้นตอนย่อยหรือระดับที่นักจิตวิทยาและนักคิดส่วนใหญ่ เช่น เค็น วิลเบอร์ อธิบาย) เราจึงต้องเดินทางเพื่อผ่านพ้นจิตแต่ละระดับเพื่อผ่านไปสู่จิตอีกระดับ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นชี้บ่งอย่างชัดแจ้งว่า - สำหรับผู้เขียนแล้ว - เป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติก็คือ การเดินทางเพื่อเรียนรู้สัทธรรมสูงสุด และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับองค์ความรู้สูงสุดอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของแต่ละศาสนาและทุกๆ ศาสนามาตั้งแต่หลายพันปีก่อน และตราบใดที่มนุษย์เรายังไม่เรียนรู้หรือรับรู้ความจริงได้ทั้งหมด มนุษยชาติก็จะสิ้นสุดลงไปไม่ได้

มนุษย์เราจะต้องดำรงอยู่ต่อไปเพื่อเป้าหมายนั้น - ไม่ว่าตัวตนอหังการและอวิชชาจะคร่าชีวิตมนุษย์ไปสักเท่าไรก็ตาม - เพียงแต่ว่าเพราะจิตในระดับที่เรามีอยู่ในวันนี้ อัตตาตัวตนที่ทำให้เราส่วนใหญ่กลัวตาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ตราบใดที่เรายังว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อสปิริตยังไม่ค้นพบกับสปิริตและรวมกันเป็นเอกภาพ ไม่ว่าใครก็ไม่ตาย (ทางจิต) ไปจริงๆ

สำหรับผู้เขียนที่เข้าใจพุทธศาสนาจากคำอธิบายของหลวงปู่ดูลย์ที่เชื่อว่าเป็นอรหันต์ จิตดั้งเดิมและพระนิพพานคือพุทธะ คือความว่าง (The Void) ซึ่งเป็นสาระของที่มาและที่ไปของสรรพสิ่งและสัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ในทุกๆ ศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน

หน้า 9
 
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02090650&show=1&sectionid=0130&day=2007/06/09
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 01 กรกฎาคม 2007, 08:00:42 AM »

มติขนรายวัน
วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10689

มหกรรมกระบวนกร

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) NewConsciousness@thainhf.org asia@sorrayut.com



หากเปรียบเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว หรือเซี่ยงไฮ้ ว่ามีความเป็น "มหานคร" คือ เป็นนานาชาติ เป็นสากล มีตัวอย่าง ตัวเอก หรือตัวแทนจากวัฒนธรรมต่างๆ อยู่ ไม่ว่าเรื่องเล่า ความเชื่อ ความฝัน แรงบันดาลใจที่มาพร้อมกับผู้คนที่อยู่อาศัย ขุดทอง หรือท่องเที่ยวอยู่ที่นั่น

จากมุมมองเดียวกัน ผู้เขียนนึกเองขำๆ ว่างานใหญ่อย่าง "มหกรรมกระบวนกร" ที่สถาบันขวัญเมืองจัดมาเป็นครั้งที่ 6 แล้วนั้น มีความเป็น "มหานคร" ไม่ต่างกัน เพราะมีคุณลักษณะของความเป็นนานาชาติ สากล แถมยังมีตัวแทนของหลายวัฒนธรรม ทั้งยังมีเรื่องเล่า วัฒนธรรม ความฝัน และแรงบันดาลใจ อันหลากหลายอย่างยิ่งของคนที่มาร่วมงานเหมือนกัน

งานมหกรรมกระบวนกรที่กล่าวถึงนี้ เป็นการประชุมกระบวนกร (facilitator) จากทั่วทุกภาคในไทยและหลายครั้งก็มีมวลมิตรจากประเทศอื่นด้วย กระบวนกรในที่นี้คือผู้จัดกระบวนการเพื่อการพัฒนาชีวิตด้านใน การเรียนรู้เพื่อให้เกิดสำนึกใหม่ และการเปิดมุมมองใหม่ต่อโลกและชีวิต การมาประชุมร่วมกันนี้ได้รับการเอื้อเฟื้ออนุเคราะห์สถานที่ จัดกิจกรรมและกระบวนการโดยสถาบันขวัญเมืองในฐานะเจ้าภาพและเจ้าบ้าน

แรกเริ่มเดิมทีมหกรรมกระบวนกรนั้นเป็นเสมือนเวทีพบปะกันของผู้ที่เคยผ่านการฝึกอบรม หรือเคยได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในตัวกับเหล่ากระบวนกรของสถาบันขวัญเมืองมา ทั้งจากการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ หรือจากการร่วมสนทนาในเวทีสุนทรียสนทนาต่างวาระโอกาส

แต่มหกรรมกระบวนกรได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับในระยะเวลาอันสั้น สู่เวทีเรียนรู้ร่วม นำเครื่องมือ วิธีการและพิธีกรรม ตลอดจนประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอจากการทำงานและในชีวิตประจำวัน มาแลกเปลี่ยนสนทนาเล่าสู่กันฟัง ก่อให้เกิดการยกระดับความรู้ของทั้งกลุ่มแบบยกแผง มหกรรมกระบวนกรในครั้งหลังๆ จึงมีความไม่ธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ ใช่เป็นเพียงงานชุมนุมศิษย์เก่า หรือเป็นแค่พื้นที่การประชุมพบปะทั่วไปไม่

เหตุการณ์อันเป็นปรากฏการณ์แห่งวงการฝึกอบรมและพัฒนานี้พาให้นึกถึงวรรณกรรมเลื่องชื่อเรื่องหนึ่งของกิมย้ง ภาพที่เกิดชัดในใจ คือ เวทีชุมนุมจอมยุทธ์จากทั่วพื้นพิภพ จากหลากหลายสำนักค่ายฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น คงท้ง คุนลุ้น ง้อไบ๊ หรือแม้แต่หลวงจีนจากเส้าหลิน ต่างมารวมกัน ณ สถานที่เดียวกัน ณ สำนักบู๊ตึ๊ง เพื่ออวยพรวันเกิดครบรอบร้อยปีของปรมาจารย์เตียซำฮงเจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง ขณะที่มหกรรมกระบวนกรนี้คลาคล่ำไปด้วยชาวยุทธ์กระบวนกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่

ยิ่งมหกรรมกระบวนกรคราวล่าสุดนี้ให้เผอิญตรงกันกับวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู บรรยากาศเลยกระเดียดเฉียดไปทางงานแซยิดเตียซำฮงเข้าไปใหญ่

ตัวละครในเรื่องของกิมย้งยังมีสีสันน่าสนใจในเชิงอุปมา ไม่ว่าจะเป็น มังกรเสื้อม่วง อินทรีคิ้วขาว ราชสีห์ขนทอง และค้างคาวปีกเขียว ส่วนมหกรรมกระบวนกรที่จังหวัดเชียงรายนี้เล่าก็กอปรไปด้วยกระบวนกรมากหลายแบบ เมื่อใช้แนวคิดคุณลักษณะคนตามแบบสัตว์ 4 ทิศของชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือหรือชาวอินเดียนแดงมามองผู้เข้าร่วมแต่ละคนแล้ว จึงได้เห็นทั้ง หนูผู้ compromise กระทิงนัก action หมีจอม detail และอินทรีเจ้า project

แต่เอาเข้าจริงๆ แทนที่จะเป็นมหากาพย์ของกิมย้ง มีการประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก เสาะหาดาบฆ่ามังกรเพื่อขึ้นครองเป็นเจ้ายุทธภพ กลับกลายเป็นสงครามข้ามแกแล็กซี่ เป็น Star Wars ของลุงจอร์จ ลูคัส กวัดแกว่งไลท์เซเบอร์ สว่างวูบๆ วาบๆ แทน

เพราะตลอดงานมีแต่อ้างอิงถึงพล็อตและตัวละครในภาพยนตร์ซีรีส์ทั้ง 6 ตอน โดยเฉพาะภาคท้ายๆ ของงานมหกรรมมีหัวเรื่องหลัก "วิถีแห่งโยดา" ที่ว่ากระบวนกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ หรือกระบวนกรในแนวทางจิตวิวัฒน์นั้น จะทำหน้าที่บ่มเพาะสร้างอัศวินเจไดรุ่นใหม่ ให้เป็นผู้ที่เข้าใจ เข้าถึง และเป็นหนึ่งเดียวกับ "พลัง" ได้อย่างไร

เล่นเอาคนที่ยังไม่เคยดูต้องขอตัวช่วย ขอคำอธิบายเป็นระยะๆ ว่า โยดา อนาคิน ดาร์ธเวเดอร์ และลุค สกายวอล์กเกอร์ คือใคร ร้อนถึงคอหนังทั้งหลายต้องเปิดวงเล็กอธิบายคร่าวๆ ว่า ในโลกของสตาร์วอร์สนั้น เหล่าอัศวินเจไดคือผู้ที่ฝึกฝนตนเอง เพื่อจะเข้าถึง "พลัง" (The Force) ซึ่งเป็นสนามพลังอันไม่สิ้นสุดสร้างโดยสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในจักรวาล ที่เหล่าผู้ฝึกจิตมาดีแล้วสามารถนำมาใช้ได้

พลังนี้สามารถนำมาใช้ได้ในรูปแบบของเทเลพาธี (อ่านใจ) ไซโคไคเนซิส (เคลื่อนย้ายวัตถุ) พยากรณ์อนาคต รวมถึงเพิ่มศักยภาพทางกายของผู้ใช้ได้อีกด้วย ดังที่ลุคใช้ในการยิงถล่มเดธสตาร์ในภาคแรกสุด

แต่สิ่งที่เหล่าเจไดต้องระวังอย่างยิ่ง คือ ไม่ให้ตนเองตกไปสู่ด้านมืดของพลัง (Dark side of the Force) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ หากเกิดความหลง บ้าอำนาจ ไม่นำความรู้ความสามารถนั้นมาใช้เพื่อประโยชน์ตนเอง หรือเกิดจากตนไม่สามารถจัดการกับความโกรธ ความเกลียด หรือความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจได้

ช่างประจวบเหมาะบังเอิญเหลือเกินที่ได้คุยกับ ดร.ปีเตอร์ เฮิร์ทซ์ ถึงเรื่องพลังเบญจพุทธคุณทั้งห้า (The Five Wisdom Energies) ของพุทธสายวัชรยาน อันได้แก่ พลังวัชระ (Vajra) รัตนะ (Ratna) ปัทมะ (Padma) กรรมะ (Karma) และพุทธะ (Buddha) ที่สัมพันธ์กับคุณลักษณะอันประเสริฐ 5 ประการของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ คือ ปัญญาเฉียบคม (แทนด้วยสีน้ำเงิน) เอื้อเฟื้ออันอุเบกขา (สีเหลือง) การรับรู้อันลุ่มลึกละเอียดอ่อน (สีแดง) ความมุ่งมั่นในการกระทำอันเด็ดขาด (สีเขียว) และความสุขุมเปิดกว้างรับการเติบโต (สีขาว) ตามลำดับ

อันที่จริงผู้เขียนก็ได้สนใจและเคยศึกษาเรื่อง ปัญญาห้าสี นี้มาก่อนหน้าอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เคยโยงมาเกี่ยวข้องกับสตาร์วอร์สแต่อย่างใด เมื่อครั้นได้ยินปีเตอร์ พูดออกเสียงพลังแห่งพระโพธิสัตว์อมิตาภะ (ปัทมะ) ว่า พัด-ม่า (Padma) แล้วทำให้ถึงบางอ้อทันทีว่า ท่าทางคุณลุงลูคัสคงมีเจตนาจงใจตั้งชื่อหญิงงามที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ดึงดูดให้ต้องตาต้องใจ น่าเข้าใกล้ (อันเป็นลักษณะของพลังปัทมะ) ว่า แพดเม่ (Padme)

ขณะเดียวกัน เธอคือผู้เป็นต้นเหตุนำพามาซึ่งความโกรธ-เกลียด-กลัวการสูญเสียคนรักของอนาคิน ถึงขนาดที่ทำให้เขาตกไปอยู่ในด้านมืดของพลัง เห็นได้ชัดถึงการทำงานของสมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ที่ควบคุมอารมณ์ดังกล่าว จึงให้นามสกุลแก่ตัวละครนี้ว่า อมิดาลา (Amidala)

ท่านอาจารย์ประเวศเคยเรียกปรากฏการณ์ที่มนุษย์ขาดสติ ถูกชุดอารมณ์ลบเข้าครอบงำ สมองส่วนดังกล่าวทำงานหนัก ปิดกั้นการทำงานของสมองส่วนอื่น ทำเอาเห็นช้างตัวเท่าหมู ว่า "ตกบ่วงอมิกดาลา" พอโยงกับสตาร์วอร์สแล้วก็คงเรียกว่า "ตกบ่วงอมิดาลา" ได้เหมือนกัน

หลังจากที่อนาคินยินยอมพร้อมใจขายวิญญาณให้แก่ฝ่ายจักรวรรดิ กลายเป็นดาร์ธ เวเดอร์ จักรภพก็เดือดร้อนมากขึ้นไปอีกทุกหย่อมหญ้า ทำให้เหล่าอัศวินเจไดต้องฝึกฝนและเรียนรู้อย่างหนักเพื่อนำสมดุลกลับมาสู่พลัง (Bring balance to the Force) และสันติภาพมาสู่โลกและจักรวาล

อันเป็นโจทย์เดียวกันกับเหล่ากระบวนกรที่มาประชุมกันในงานมหกรรม

สิ่งที่น่าตื่นเต้น น่าทึ่ง และชวนติดตามของมหกรรมกระบวนกร ยิ่งกว่าสตาร์วอร์สทุกภาครวมกัน ก็คือ การได้เห็นอัศวินเจไดและโยดาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริง ลอง (จาก) ผิด ลอง (จน) ถูก ฝึกฝนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบริบทที่หลากหลาย ทั้งภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน สถานบริการสาธารณสุข สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ไปถึงระดับครอบครัวและปัจเจกชนคนรักอิสระ

และที่สำคัญที่สุดคือ สตาร์วอร์สทำมา 6 ภาคก็ยุติลง ส่วนงานมหกรรมกระบวนกรจัดมา 6 ครั้งแล้ว มหากาพย์การเดินทางจากจิตตื่นรู้ สู่การยกระดับจิตร่วม (Collective Consciousness Stage) เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง ...

(เชิญร่วมสร้างสรรค์โลกใบใหม่ได้ที่ "วงน้ำชา" www.wongnamcha.com)

หน้า 9<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02160650&show=1&sectionid=0130&day=2007/06/16
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2007, 06:52:51 AM »

 มติชนรายวัน  วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10710

พัฒนาครูที่จิต เพื่อศิษย์งอกงามที่ใจ

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้พบกับเพื่อน 3 คน ซึ่งเป็นแกนนำของกลุ่มขวัญเมือง เชียงราย มีการทบทวนการทำงานและการเรียนรู้เรื่องพัฒนาจิตในประเด็น 7 ขวบปีของสุนทรียสนทนา

ผู้เขียนฟังการพูดคุยด้วยความรู้สึกตื่นรู้และเบิกบาน เป็นช่วงเวลาที่ปลุกให้ฉุกคิดว่าการฝึกฝนตนเองร่วมกับกัลยาณมิตรนั้น ทำให้ชีวิตสงบสุขและมีความหมาย ความคิดหนึ่งฉายวาบขึ้นมา ว่าตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา หลักสูตร วิธีการสอนและการฝึกอบรม เหตุใดจึงมิได้เกิดผลต่อผู้เรียนสมดังใจ มันมีกรอบทฤษฎีทางการศึกษามาครอบงำและกักขังจินตนาการของผู้เขียนหรือไม่ ทำให้ไม่กล้าทำลายรั้วของความคุ้นชิน ออกไปสู่ความนอกคอก

หรือว่า ความนอกคอกนั้นเป็นเรื่องผิดบาปอย่างยิ่ง?

หรือว่า ความคิดของเราควรจะผสมกลมกลืนกันระหว่างพื้นฐานหลักการที่เป็นกรอบ กับการริเริ่มออกนอกกรอบ เพื่อแสวงหาปัญญาใหม่ที่ใช้ฐานความรู้และจินตนาการ

วงการแพทยศาสตร์ศึกษา กำลังเริ่มตื่นตัวปฏิรูปหลักสูตรแพทยศาสตร์ครั้งใหม่ เพื่อสร้างและผลิตแพทย์ที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ คือ Humanized Health Care

ผู้เขียนคิดเชื่อมโยงมาสู่หลักสูตรฝึกหัดครู ของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ กรอบของหลักสูตรนั้นคงที่แน่นอนมาไม่น้อยกว่า 5 ทศวรรษ ว่าต้องประกอบด้วย 4 หมวดวิชา คือ หมวดการศึกษาทั่วไป หมวดวิชาการ หมวดวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือกเสรี

ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไปนั้น ก็ยังมีสูตรว่าต้องครอบคลุมสาระทางมนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์

นอกจากนั้น การฝึกหัดครู ยังมีเกณฑ์มาตรฐานที่สำคัญอีก 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการผลิต และมาตรฐานบัณฑิต กรอบและเกณฑ์เหล่านี้มุ่งไปสู่คุณภาพและสมรรถภาพทางวิชาการที่สามารถวัดและประเมินได้ ด้วยการทดสอบและแบบประเมิน ซึ่งจะคิดสรุปออกมาเป็นตัวอักษรและตัวเลข แต่สิ่งที่ไม่สามารถรับประกันได้ด้วยวิธีใดๆ ก็คือหลักสูตรการฝึกหัดครู (หรือจะเรียกว่า "การผลิตครู" ก็แล้วแต่) นั้นได้สร้างหัวใจของความเป็นครูมากน้อยเพียงใด

กรอบและเกณฑ์ดังกล่าว จะไม่สามารถครอบงำการพัฒนาหลักสูตรฝึกหัดครูได้ ถ้าผู้พัฒนาหลักสูตรก้าวพ้นจากความคุ้นชินเดิมๆ และก้าวออกมาสู่การออกแบบสาระและกระบวนการเรียนรู้ใหม่

ก้าวพ้นออกจากวิธีการทาบกิ่ง ซึ่งเป็นวิธีทางลัด เอาความรู้จากภายนอกมาทาบ และฉาบทาสมองของนิสิตนักศึกษา ให้เขาเติบโตตามกิ่งตอนที่เอามาทาบติด ดอกผลที่เกิดจึงไม่ใช่เนื้อในและสายพันธุ์ของตนเอง

คนทำสวนจะเปลี่ยนวิธีคิดได้หรือไม่ แสวงหาวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ให้นิสิตนักศึกษาได้รับการพัฒนาจากภายในตน ค้นหาจิตสำนึก ความรู้สึก ความสามารถ ความถนัดที่ตนเองมี

มหาวิทยาลัยเปรียบดุจอุทยานแห่งปัญญา ที่คณาจารย์เป็นเสมือนคนทำสวน ที่จะเตรียมดิน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ จัดแสงสว่าง รดน้ำ พรวนดิน กำจัดศัตรูพืช เพื่อให้นิสิตนักศึกษา คือไม้ดอกอันงดงามได้เติบโตจากภายใน งอกงาม แตกกิ่งก้าน ผลิดอกสวยสดสมบูรณ์

เป็นการพัฒนาเติบโตจากภายในตนของนิสิตนักศึกษา ผลิบานออกมาผสมกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมและความรู้ภายนอก สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับตนอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง

กระบวนการเรียนการสอนในสถาบันฝึกหัดครู จึงมิใช่การถ่ายทอดทฤษฎี เนื้อหา และฝึกฝนประสบการณ์ที่จะไปถ่ายทอดบทเรียนให้แก่นักเรียนอีกต่อหนึ่ง แต่จะต้องเริ่มกล่อมเกลาจิตใจ อารมณ์ บุคลิกภาพ และการรู้จักผิดชอบชั่วดี ควบคู่กันไปตลอดหลักสูตรการศึกษา

นิสิตฝึกหัดครูใช้เวลามากเหลือเกินในการเรียนเนื้อหาวิชาที่เป็นตัวบท (text) แต่มีโอกาสน้อยในการที่จะได้ศึกษาบริบท (context) ซึ่งจะทำให้การเรียนมีสีสันและชีวิตชีวา นำไปสู่กระบวนการที่อาจารย์และศิษย์จะได้โต้ตอบ สนทนา ฝึกหัด ฝึกฝน แก้ปัญหาในกรณีศึกษาที่ต้องขบคิด เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจตนเองและเพื่อนร่วมชะตากรรม

การถักทอเส้นใยของความเมตตาในหัวใจครู คือการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย ให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสออกจากห้องบรรยายไปสร้างความสัมพันธ์กับเด็กและผู้คนทุกช่วงวัย หลายสถานภาพ

- แต่งเรื่องสั้นๆ ไปอ่านให้เด็กๆ ฟัง

- ทำจุลสาร แผ่นพับเล็กๆ ให้ความรู้ที่น่าสนใจ ส่งไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลน

- อ่านนิทานอัดเทปให้โรงเรียนคนตาบอด

- เยี่ยมผู้ป่วยพักฟื้นและคนชรา

- อาสาช่วยสอนตามความต้องการของโรงเรียนวันอาทิตย์

- ช่วยงานในห้องสมุดประชาชนและศูนย์การเรียนรู้

ฯลฯ

ส่วนการพัฒนาความรู้คู่กับคุณธรรมและสุนทรียภาพ อาจใช้สูตรง่ายๆ คือ นิสิตมีเวลาเรียนอย่างผ่อนคลายทางด้านดนตรี ศิลปะ พละ และการพัฒนาจิต (MAPS : music, art, physical and spiritual development)

ผู้เขียนได้เคยทำนายไว้หลายปีก่อนแล้ว ว่านับวันการศึกษาจะไม่ใช่การเรียนหนังสือในโรงเรียนเท่านั้น แต่ต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ก้าวออกไปสู่สังคมที่สับสนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน นิสิตของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ก็จะต้องได้รับการกล่อมเกลาภายในจิตสำนึกและความตื่นรู้เท่าทัน เพื่อสามารถรับมือกับกระแสสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาตลอดเวลาด้วย

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จึงไม่น่าจะเป็นการฝึกสอนในสถานศึกษาเท่านั้น

ผู้เขียนได้ทำงานร่วมกับครูดีๆ จำนวนมาก ยืนยันได้ว่า การสอนที่ดีจริงของครูนั้น เกิดขึ้นจากจิตสำนึกและความตระหนักภายในตนของครูเอง วิธีการสอนที่ดีมากๆ ไม่เหมือนกับที่ครูเคยทำเมื่อเวลาฝึกสอน บรรยากาศ สื่อการสอน และส่วนประกอบต่างๆ เป็นความคิดและฝีมือของครูโดยแท้

ครูสอนดี เพราะครูตั้งใจ และครูเข้าใจนักเรียน

ครูสอนดี เพราะมีกัลยาณมิตร และเป็นกัลยาณมิตร

ครูสอนดี เพราะครูมีศรัทธาต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ชีวิตของเด็ก และครูเองมีหัวใจของความเป็นมนุษย์

ผู้เขียนหวังที่จะให้บัณฑิตที่จบจากสถาบันฝึกหัดครูมีจิตใจที่อ่อนโยน ลดความเห็นแก่ตัว รักเมตตาลูกศิษย์ ถนอมและพัฒนาชีวิตอันอ่อนเยาว์ให้งอกงาม นี่คืออานิสงส์ที่เด็กและเยาวชนไทยจะได้รับจากครู

ขอจบบทความด้วยการแปลบทกวีของ กาเบรียล มิสตรัล กวีชาวชิลี ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ดังนี้

o เราสำนึกความผิดมามากครั้ง

ความพลาดพลั้งพานพบมาหลายหน

แต่บาปอันมหันตโทษของผู้คน

คือทิ้งเด็กต้องผจญความเดียวดาย

อีกเมินผ่านธารทองของชีวิต

ทุกสิ่งสิทธิ์ปรารถนาวิญญาณ์หมาย

เราอาจคอยเวลาเฝ้าท้าทาย

แต่เด็กสายเกินนักจักรอไว้

ทุกเวลาก่อร่างและเลือดเนื้อ

จิตสำนึกโอบเอื้อเพื่อเติบใหญ่

สำหรับเด็กมิอาจรอ "วันต่อไป"

ชื่อเด็กไซร้แม่นมั่นคือ "วันนี้"

หน้า 9<
 
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02070750&show=1&sectionid=0130&day=2007/07/07
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กรกฎาคม 2007, 06:55:59 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2007, 17:32:29 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10731

ปลูกให้เป็นป่า มองนิเวศป่าสู่หัวใจตัวเอง

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ชลนภา อนุกูล แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



เมื่อครั้งที่ยังเด็กคิดว่าในกระบวนวิชาทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด นิเวศวิทยาถือเป็นวิชาที่มีความงามมาก เนื่องจากให้ภาพที่ชัดเจนของระบบธรรมชาติ มีความซับซ้อนอันเรียบง่าย และมีองค์ประกอบร่วมจำนวนมากมายมหาศาล ระบบนิเวศเล็กๆ เปรียบได้กับโลกใบย่อย ซึ่งทุกสิ่งในโลกใบน้อยล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

ครั้นเมื่อครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายหลักของอิทัปปัจจยตา หรือความเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว นิเวศวิทยาก็เป็นภาพอุปมาของอิทัปปัจจยตานั่นเอง

การออกแบบระบบที่สมบูรณ์พร้อมไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่เคยเลี้ยงปลาในตู้กระจกคงตระหนักดีว่า การจัดระบบนิเวศในตู้ปลาให้สมดุล หรือออกแบบระบบนิเวศแบบปิด ซึ่งไม่ต้องให้อาหาร เปลี่ยนต้นไม้ หรือเปลี่ยนปลาอีก เป็นเรื่องค่อนข้างยาก และสำหรับระบบนิเวศที่ถูกทำลายไปแล้ว การจะฟื้นฟูกลับมาให้เหมือนเดิมก็เป็นเรื่องต้องลงแรงลงทุนอยู่มากโขทีเดียว

แล้วการฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าที่ถูกทำลายล่ะ? เราจะโคลนนิ่งระบบนิเวศของป่าให้กลับคืนมาได้อย่างไร?

กิจกรรมปลูกป่าโดยทั่วไปมักจะเป็นการนำอาสาสมัครไปปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่กำหนด กล้าไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เศรษฐกิจได้มาจากสถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้ เมื่อนำกล้าไม้ไปปลูกลงดินหมด อาสาสมัครก็เดินทางกลับ การอยู่หรือตายของกล้าไม้หลังจากนั้นกลายเป็นเรื่องของบุญของกรรม

คำถามก็คือ - การปลูกป่าง่ายเพียงนี้ล่ะหรือ?

ในเมื่อกระบวนทัศน์แบบองค์รวมมิได้หมายถึงผลรวมของส่วนประกอบทั้งหมด ผลรวมของจำนวนต้นไม้ที่ปลูกก็คงมิใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นป่าเช่นเดียวกัน

หากมองป่าอย่างเป็นระบบนิเวศ ป่าย่อมประกอบด้วยต้นไม้และสัตว์หลากหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์แบบอิงอาศัยกัน และหากมีชุมชนอยู่ติดกับป่า ระบบนิเวศย่อมหมายรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับชุมชนอีกด้วย

FORRU หรือหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วยผู้คนกลุ่มเล็กๆ ทำงานต่อเนื่องกันมาสิบกว่าปี ได้เสนอแนะแนวคิดการปลูกป่าแบบองค์รวมที่น่าสนใจไว้ว่า

1.ก่อนปลูก ดูว่าไม้เดิมมีต้นอะไรบ้าง พันธุ์ไม้หลักคืออะไร มีสัตว์ใดอาศัยอยู่บ้าง จะช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ได้อย่างไร

2.เมื่อเลือกพันธุ์ไม้หลักได้แล้ว จะวางแผนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่มีระยะเวลางอกแตกต่างกัน ให้งอกออกมาพร้อมกัน เพื่อนำกล้าไม้ไปปลูกทันต้นฤดูฝน อย่างไรบ้าง

3.เมื่อปลูกแล้ว จะเชื้อเชิญให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าปลูกมาช่วยดูแลรักษากล้าไม้ที่ยังไม่แข็งแรงได้อย่างไร

การปลูกป่าแบบนี้จึงเป็นไปในลักษณะ "ทำน้อย ได้มาก" เพราะเป็นการทำงานที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด หากเริ่มจากการอิงธรรมชาติ ดูพื้นที่ ดูชุมชน และโยงไปถึงการให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ผ่านเครือข่ายอาสาสมัคร ดังเช่นเครือข่ายจิตอาสา เป็นต้น

ป่าปลูกที่บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จึงมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างเร็ว มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าเดิม นั่นคือ มีต้นไม้หลากชนิดขึ้น มีสัตว์มากมายเข้ามาอยู่อาศัย และเริ่มเชื่อมโยงผืนป่าเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เข้าหากัน ชุมชนชาวบ้านก็สามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้มากขึ้น ชาวจิตอาสาที่โดยมากเป็นคนเมืองกรุงก็ได้เรียนรู้ทักษะการมองเห็นความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวม และโยงกำลังจากฐานกายสู่ฐานใจและความคิดได้อย่างเป็นระบบ

แม้ว่าความมหัศจรรย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ในข้ามวัน แต่ก็ทำให้เห็นได้ว่าการฟื้นคืนระบบนิเวศให้กับป่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ถ้าเรามีทรรศนะที่ถูกต้องในการมองเห็นเครือข่ายความเชื่อมโยงอันซับซ้อน และมีความอดทนเพียงพอในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีสัมมาทิฐิ

กระบวนทัศน์การปลูกป่าแบบองค์รวมดังกล่าวนั้นเป็นคู่ตรงข้ามกับการทำสวนสำเร็จรูปในเมืองใหญ่ ที่ใช้วิธีขุดเอาไม้ใหญ่จากป่ามาปลูกเป็นสวนในบ้านตัวเอง และคงเป็นคู่ตรงข้ามกับวัฒนธรรมมักง่ายที่หวังผลอะไรเร็วๆ อีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า ร่ำรวยโดยไม่ต้องทำงานหนัก มีผลงานนำเสนอปีต่อปีโดยไม่สนใจการสร้างคนทำงานที่มีคุณภาพ ผลิตกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญสวยๆ โดยไม่สนใจกระบวนการ และแม้กระทั่งการพัฒนาจิตก็ยังต้องหาหนทางอันลัดสั้นที่สุด และถูกที่สุด

แต่การปลูกป่าต้องใช้ทั้งเวลา ต้องใช้ทั้งความอดทน มีศรัทธา มีวิริยะ อุตสาหะ - เรื่องอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน

คนเมืองอย่างพวกเรา อาจจะหาโอกาสไปปลูกป่าหรือปลูกต้นไม้ได้ยาก แต่ถ้าหากเรามองเห็นสายโซ่ความสัมพันธ์ในวิถีชีวิตของเราที่โยงไปสู่ป่าได้ ดังเช่น การเห็นต้นไม้ที่ถูกแปรรูปมาทำเป็นกระดาษ ในหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารรายเดือน รายสัปดาห์ ในกระดาษเช็ดปาก ในกระดาษชำระ ในผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูป

หรือเห็นพื้นที่ป่าที่หายไปเพื่อทำพื้นที่เกษตรกรรมหรือปศุสัตว์ ในร้านกาแฟ ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ในร้านอาหารที่ทำจากสัตว์ปีกบางร้าน ฯลฯ

เพียงเท่านี้ เราก็อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากขึ้น แต่คิดให้ละเอียดขึ้น แล้วเราจะสัมพันธ์กับต้นไม้ สัตว์ป่า ชาวบ้านที่อยู่ไกลออกไป ความกรุณาในใจเราจะแผ่กว้างออกไปแม้ยังสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ไปถึงแม้ยังผู้ที่เราไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นหน้า แล้วเราจะสัมพันธ์กับโลกได้จริงๆ

What is the use of Life,

That full of care,

If there is no place,

To stand and stare.

กวีนิรนาม

จิตวิวัฒน์คงไปไหนไม่ได้หรอก หากไม่มีอากาศดี-ดีไว้หายใจ - โลกกระซิบบอกดังๆ

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03280750&show=1&sectionid=0130&day=2007/07/28
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 04 สิงหาคม 2007, 06:59:21 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10738

ปฏิวัติด้วยความงาม


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



"หน้าที่ของศิลปะที่แท้จริงคือ การยกระดับสุนทรียภาพของมนุษย์ ส่งเสริมให้ชีวิตมีความพูนสุข และมีความเพลิดเพลิน เวลาที่ชมดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ต้นเมเปิลในฤดูใบไม้ร่วง ชมทัศนียภาพแห่งทะเล ภูเขา คนที่มีจิตแห่งศิลป์แล้ว เมื่อได้ชมจะเกิดความเพลิดเพลินอย่างสุดพรรณนา"

โมกิจิ โอกาดะ (5 ก.ย. 2491)

ท่านผู้อ่านเคยมีความรู้สึกว่าเรากลับมาที่เดิม ที่ไม่ใช่ที่เดิม ไหม? เหมือนกับเราเข้าใจอะไรบางอย่างที่เคยได้ยิน รู้เรื่อง หรือเข้าใจมาแล้ว แต่ได้กลับมาเข้าใจมันมากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่ดูๆ ไปเราก็เหมือนจะไม่ได้เรียนอะไรใหม่

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนได้มีประสบการณ์เรียนรู้แบบเกลียวพลวัต (spiral dynamic) นี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นประเด็นที่เป็นเรื่องหลักของกลุ่มจิตวิวัฒน์เลยก็ว่าได้

ว่ากันว่าในสมัยแอกเซียล เอจ (Axial Age) ราว 2,200-2,800 ปีที่แล้ว คุณค่าที่นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโลก พามนุษย์ไปสู่ระดับจิต (Stage of Consciousness) ที่สูงขึ้น คือ เรื่องความดี ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของศาสนา ก่อเกิดเป็นชุดความเชื่อ ลัทธิ และศาสนาหลักๆ ของโลกจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ อิสลาม ลัทธิขงจื๊อ และอื่นๆ

เมื่อเข้ามาสู่ช่วง 300-400 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่ในยุคของเหตุผลนิยม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์เราเข้าใจโลกและธรรมชาติจากมิติทางกายภาพยิ่งขึ้นอีกมาก ก่อให้เกิดความเจริญทางวัตถุ ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันทางกายภาพและทางโลกเสมือนดิจิตอลอย่างง่ายดาย

ดังที่ โธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ บอกไว้อย่างชัดเจนในหนังสือ ใครว่าโลกแบน (The World Is Flat)

แต่ดูราวกับว่า ณ เวลานี้ โลกกำลังต้องการพลังขับเคลื่อนทางอารยธรรมและวิวัฒนาการอย่างใหม่ เพราะถึงแม้เส้นทางการพัฒนาการทางจิตวิญญาณผ่านความดีและความจริง อาจจะเหมาะกับกาละและเทศะในอดีต และอาจพาผู้คนข้ามทะเลทุกข์ไปได้บ้าง แต่ในวิถีการดำเนินชีวิตและโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นคำตอบที่เพียงพออีกต่อไป บ่อยครั้งที่เราพบว่าองค์กรจัดตั้งและโครงสร้างอำนาจที่ยึดโยงกับคุณค่าเหล่านี้กลับเป็นปัญหามากกว่าเป็นคำตอบ

หรือว่าโลกต้องการองค์ประกอบสำคัญอื่น องค์ประกอบสุดท้าย ซึ่งจะทำให้การก่อประกอบโลกทางจิตวิญญาณที่สมบูรณ์เป็นจริงขึ้นมาได้ แล้วองค์ประกอบที่ว่านั้นคืออะไร?

เป็นไปได้หรือไม่ว่า คำตอบบางส่วนอาจอยู่ในประเด็นที่เป็นสายใยความเชื่อมโยงบางๆ ซึ่งร้อยบทสนทนาของสมาชิกจิตวิวัฒน์ในหลายๆ ครั้ง (หรือทุกๆ ครั้ง?) เข้าด้วยกัน

หนึ่งในบรรดาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและนักปฏิบัติภาวนาคนแรกๆ ที่กลุ่มจิตวิวัฒน์ได้มีโอกาสร่วมฟังและเรียนรู้ด้วย คือ อาจารย์กรินทร์ กลิ่นขจร อาจารย์หนุ่มจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งมาถ่ายทอดนำเสนอเรื่อง "วะบิ-ซะบิ" ว่าด้วยความงาม

ต่อเนื่องจากนั้นจนปัจจุบัน กลุ่มก็ยังได้รับเกียรติร่วมเรียนรู้เรื่องราวจากผู้รู้อีกหลายท่าน อาทิ

o สุนทรียสนทนา โดย สถาบันขวัญเมือง ว่าด้วยความงดงามจากการสื่อสารและรับฟังการอย่างลึกซึ้ง

o สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน โดย กลุ่มภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม พบกับความง่ายงามในการเจริญสติ

o การเดินทางสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ โดย อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ความงามจากการเดินเท้าแสวงหาความหมายของชีวิต

o ศิลปะแห่งจิตวิญญาณ โดย พระอำนาจ โอภาโส การถ่ายทอดธรรมะและธรรมชาติผ่านภาพวาด

o ความเงียบกับความงาม โดย สมาคมหรี่เสียงกรุงเทพฯ ในความเงียบไม่ได้เป็นความว่างเปล่า แต่มีความงามเกิดขึ้น

ยิ่งทบทวนย้อนกลับไป ยิ่งเห็นว่าหัวเรื่องสนทนาหลายต่อหลายครั้ง มีประเด็นที่เรียงร้อยทุกครั้งนั้นไว้ คือ ความงาม

โดยความงามเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะร่วมกันหลายอย่าง เช่น เป็นความงามจากการได้เห็นสรรพสิ่งหรือสถานการณ์ตามสภาพจริง โดยปราศจากการปรุงแต่ง ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับแนวความคิดที่ท่านโมกิจิ โอกาดะ (2425-2498) ปรมาจารย์ผู้คิดค้นงานสำคัญ อาทิ การชำระล้างแบบโอกาดะ เกษตรธรรมชาติ อาหารธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมซึ่งมีพลังแห่งต้นกำเนิดของธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ท่านโอกาดะได้เคยกล่าวไว้ว่า

"ความนึกคิดเชิงรวม...จะทำให้รับข้อมูลตามสภาพจริงของเรื่องนั้นไม่ได้ ถ้าพูดให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ เสาเหล็กดังกล่าวเปรียบเสมือนแว่นที่มีสี โดยนัยนี้ การที่จะรับสภาพจริงของเรื่องต่างๆ ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ต้องตั้งมั่นอยู่ในตนเอง ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพที่จะถูกเสาเหล็กอันเป็นความนึกคิดเชิงรวมมารบกวนแม้เพียงเล็กน้อย...สภาพดังกล่าวนั้น ไม่มีทั้งอดีตและอนาคต ไม่ใช่สิ เป็นตัวของตัวเราเองในปัจจุบันที่มีสติ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ในกรณีที่มองเรื่องต่างๆ ด้วยสติของเรา อันดับแรกจะต้องเป็นการมองตามสภาพจริงที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนอื่นในฐานะที่เป็นมนุษย์ การมองสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องนั้นไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้วนอกจากวิธีนี้" (28 ก.ย. 2485)

อาจจะจริงว่า เราคงไม่สามารถออกจากพันธนาการของโครงสร้างบริโภคนิยมได้ ถ้าเราไม่สามารถชื่นชม และเข้าถึงความงามผ่านดอกไม้ธรรมดาเพียงไม่กี่ดอก

"ถ้าเป็นไปได้จะใช้ดอกไม้ให้น้อยที่สุด นี่เป็นแบบฉบับของข้าพเจ้า จริงๆ แล้ว ข้าพเจ้าจะใช้ดอกไม้น้อยมาก ปกติที่ใช้กัน 1 ส่วน แต่ข้าพเจ้าจะแบ่งใช้ได้ 3 ส่วน การที่ไม่ใช้ดอกไม้และกิ่งที่ไม่จำเป็นจะได้ผลดีมาก ดังนั้น จึงมีบางคนบอกว่าดอกไม้น้อยเกินไป แต่ก็ไม่เป็นไร การใช้ดอกไม้หลายชนิดผสมกันนั้น ไม่น่าสนใจ ควรที่จะจัดเหมือนกับวาดภาพด้วยดอกไม้" (17 มี.ค. 2497)

อาจจะจริงว่า เราคงไม่สามารถออกจากพันธนาการของโครงสร้างทุนนิยมได้ ถ้าเราไม่สามารถชื่นชม และเข้าถึงความงามผ่านดอกไม้ราคาถูกๆ หาได้ตามฤดูกาลที่ปลูกได้เอง

"ดอกไม้จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลทั้ง 4 ตามหลักการแล้วการจัดดอกไม้ที่มีมากในตอนนั้นดีที่สุด เป็นธรรมชาติ...ใช้ดอกไม้ในฤดูกาลนั้นดีที่สุด" (16 มี.ค. 2496)

"การซื้อของนอกฤดูด้วยเงินราคาแพงนั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลา" (17 มี.ค. 2496)

และอาจจะจริงว่า กุญแจสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้คนที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งในระบบที่หมุนเร็วและเร่งขึ้นทุกวันนั้น ได้เห็นคุณค่าของการได้ลองหยุดและลองช้าลงบ้าง ว่าถ้าเขาหัดและเรียนรู้ที่จะลดความเร่งรีบลง เขาก็อาจจะเข้าถึงความงาม ซึ่งนำไปสู่ความจริงและความดีในที่สุด

"สุดยอดแห่งศิลปะนั้นไม่ใช่การแสดงออกตามธรรมชาติ แต่เป็นการแสดงความจริง ความดีและความงามทางบุคลิกภาพ...ศิลปะเป็นสิ่งที่พึงแสดงออกซึ่งสุดยอดแห่งความงาม ซึ่งก็มีทั้งสูงและต่ำ ศิลปะชั้นสูงสุดนั้นกอปรด้วยทั้งความจริงและความดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสูงส่งของวิญญาณมนุษย์" (20 พ.ค. 2492)

ผู้เขียนและเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาได้มีโอกาสเข้าร่วมเรียนรู้การจัดดอกไม้ "อิเคบานาของโมกิจิ โอกาดะ" กับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (www.MOAthai.com) ที่มีวัตถุประสงค์การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง พัฒนาคุณภาพชีวิต และยกระดับพลังชีวิตของตนเองให้สูงขึ้นด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้ได้พอเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กรินทร์ และผู้รู้อีกหลายท่านนำเสนอมากขึ้นบ้าง

อีกทั้งยังได้สัมผัสกับความจริงอย่างยิ่งอีกประการ คือ เส้นทางการปฏิวัติด้วยความงามนั้น ก็เหมือนกับการปฏิวัติทางจิตวิญญาณอื่นๆ คือ ต้องผ่านการเดินทาง ผ่านการมีประสบการณ์ตรงกับความงาม

และยินยอมให้ความงามนั้น หรือความจริงอันเปลือยเปล่านั้น เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรา ณ จุดที่เป็นรากฐานที่สุดด้วยตัวเราเอง :-)

หน้า 9<

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03040850&show=1&sectionid=0130&day=2007/08/04
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
หน้า: [1] 2 3 ... 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!