บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:27 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จิตวิวัฒน์  (อ่าน 63990 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 08 กันยายน 2007, 09:55:14 AM »

จิตวิวัฒน์ : ธรรมะจัดสรร - สุดท้ายสังคมไทยก็เริ่มเปลี่ยน   
   

เขียนโดย ประสาน ต่างใจ 

   
เอส. เอ็น. โกเอ็งก้า (S. N. GOENKA) อาจารย์ใหญ่ด้านวิปัสสนาปฏิบัติ ด้วยหลักสติปัฏฐานสูตรที่เชื่อกันว่าได้รับการถ่ายทอดโดยตรงผ่านศิษย์กับอาจารย์ไล่ลงมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล บอกว่า ธรรมะคือธรรมชาติอันเป็นความจริงแท้ การจะเข้าถึงธรรมะได้ก็ด้วยการปฏิบัติอย่างถูกต้องโดยเฉพาะด้วยสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็น

ระยะหลังๆ มานี้ ผู้เขียนคิดว่ามีบางสิ่งบางอย่างได้ก่อกำเนิดขึ้นกับคนไทยและสังคมไทยในวงกว้าง ซึ่งเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คนก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน บางสิ่งบางอย่างที่ว่านั้นได้ค่อยๆ เริ่มก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตแห่งสังคมหรือวัฒนธรรมขึ้นมา และแผ่กระจายเป็นคลื่นหรือกระแสในวงกว้างต่อๆ ไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือ การเริ่มต้นของการตื่นตัวที่เกิดขึ้นจากภายใน การเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของจิตรู้หรือจิตสำนึกสู่จิตใหม่ ที่เราส่วนใหญ่ในสังคมไทยไม่เคยเห็นและประสบมาก่อน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทางจิต (Global Consciousness Change) ที่เป็นไปตามคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องเกิดขึ้นและเป็นไปของมันเอง (Autopoiesis) ท่ามกลางพลังชั่วร้ายและความยากลำบากจากวิกฤติและปัญหานานัปการรอบด้าน การเป็นไปของมันเองตามธรรมชาติของกฎแห่งการจัดองค์กรตนเอง (Self-Organizing Principle) โดยมีกลไกโกลาหลไร้ระเบียบ (Chaos Theory) เป็นเครื่องมือ

เรากำลังพูดกันถึงทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ที่เรียกว่า "พลวัตรที่ไม่เป็นเส้นตรง" (Non - Linear Dynamicity) แต่หากเรามองจากต้นตอที่มาของวิวัฒนาการของสรรพสิ่ง รวมทั้งวิวัฒนาการของมนุษย์ผ่านจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนาสายวัชรยาน เราในฐานะชาวพุทธจะต้องนำกฎแห่งกรรม (ร่วม) ของชีวิต มาปฏิสัมพันธ์แบบร่วมด้วยช่วยกันกับกฎทางวิทยาศาสตร์ที่ว่ามานั้นด้วยอีกกฎหนึ่ง และการเป็นไปเองของโลกและสรรพสิ่ง ของมนุษย์ และสังคมมนุษย์เหล่านี้เอง ทำให้ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นที่มาของวลี "ธรรมะจัดสรร" หรือ "ธรรมชาติจัดสรร" ที่เรามักพูดกัน

จริงๆ แล้วพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจิตและสังคมของมนุษย์โลก ได้เริ่มต้นจากประเทศอุตสาหกรรมทางตะวันตกมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๖๐ - ๑๙๗๐ โดยขบวนการต่อต้านสังคมวัฒนธรรมที่มีมากมายในเวลานั้น รวมทั้งขบวนการฮิปปี้บุปผาชนและนิวเอจ (David Hess: Science in the New Age, 1993) แน่นอนพฤติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงที่ภายใน การมีจิตสำนึกใหม่อันเป็นไปของมันเอง - ทั้งปัจเจกและโดยรวม - ดังที่ผู้เขียนอ้างอิงและได้นำมาเขียนโดยตลอด นั่นคือที่มาของกระบวนทัศน์ใหม่  การปฏิวัติสังคมโลกจากภายนอกสู่ภายใน หรือจากกายสู่จิต - ที่นักคิดนักเขียนเป็นต้นว่า เตยา เดอ ชาดัง (Teilhard de Chardin) , ศรี อรพินโท (Sri Aurobindo) ไล่ลงมาถึง ธอมัส คุห์น (Thomas Kuhn) , พิตทริม โซโรกิน (Pitirim Sorokin) , อัลวิน ท็อฟเลอร์ (Alvin Toffler) ฯลฯ ได้เอามาเขียน และผู้เขียนได้นำมาเขียนเล่าในที่อื่นๆ ไปแล้วหลายครั้ง

และทำไม? การเปลี่ยนแปลงของสังคมของมนุษยชาติถึงได้เริ่มต้นที่ประเทศตะวันตกก่อน? นั่นเป็นเพราะว่ากระแสตะวันตก หรืออารยธรรม "สมัยใหม่" - เศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นคู่แฝดกับอุตสาหกรรมที่ให้การอยู่ดีกินดีและความสุขทางกายภาพที่แสดงออกโดยวัตถุบริโภคนิยม - ล้วนแล้วแต่ก่อกำเนิดขึ้นและชี้นำโดยฝรั่งชนชาติตะวันตก ก่อนที่จะแผ่กระจายเป็นกระแสโลกาภิวัตน์ไปถึงประเทศอื่นๆ ทั่วทั้งโลก รวมทั้งบ้านเรา

หากสังเกตให้ดี เราอาจมองเห็นว่า ทุกวันนี้ คนไทยและสังคมไทย - อย่างน้อยส่วนหนึ่ง - เหมือนกับว่าได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน - อุปมาอุปไมยเหมือนลำดับของโดมีโน หรือก้อนหิมะลูกเล็กๆ ที่กลิ้งตกลงจากภูเขา ที่สภาพจะยืดยาวหรือใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครสามารถหยุดได้ จนกว่ามันจะจบลงเอง หรือเมื่อกองหิมะขนาดใหญ่เท่ากับภูเขาย่อมๆ ได้ตกลงมาถึงพื้นแล้ว - นั่นคือ เราคนไทย ทั้งปัจเจกและโดยรวมส่วนหนึ่ง กำลังเปลี่ยนโลกทัศน์และบริบทว่าด้วย "ความสุข" ของตนเองแทบจะว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือจากวัตถุบริโภคนิยมที่มีเงินกับความร่ำรวยมั่งคั่งเป็นเป้าหมาย มาเป็นความพอเพียงพอดี ประหยัดและเรียบง่าย หลายๆ คน รวมทั้งนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์บางคนก็ดูท่าจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มีการกล่าวขวัญกันว่า "ดัชนีที่ชี้บ่งผลผลิตโดยรวมของประชาชาติ (GNP) มีความสำคัญและเร่งด่วน "น้อยกว่า" ดัชนีชี้บ่งความสุขของประชาชนในชาติ (GNH or Gross National Happiness) "

ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับ คาร์ล จาสเปอร์ (Karl Jasper) ที่พูดว่า"มีแค่สองทางเลือกเท่านั้น คือ หากว่าเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเราจะไม่สูญไป ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางจริยธรรมการเมือง (Moral-Political) ของมนุษย์ เมื่อเราเจริญเติบโต (ทางจิต) สู่ความเป็นอิสระและรู้จักรับผิดชอบ (โลกธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง) เราก็มีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่รอดตลอดไปได้ เพราะการเปลี่ยนแปลง (ทางจิต) ย่อมให้วิธีคิดใหม่แก่เรา"

ฌอง เก็บเซอร์ (Jean Gebser) นักจิตปรัชญาชาวสวิสได้พูดไว้ในเรื่องนี้ว่า "โครงสร้างของจิตใหม่ (New Consciousness) ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบังคับด้วยอำนาจ กฎระเบียบ หรือประเพณี ดังนั้นจึงใช้ความพยายามทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่จะโผล่ออกมาเองหรือเมื่อเรา "ตื่น" ใครก็ตามที่พยายามทำให้ได้ด้วยความคิดสติปัญญา รับรองได้เลยว่าจะต้องล้มเหลวตั้งแต่เริ่มแรก และผลจะเป็นเช่นเดียวกัน หากคิดว่าเพียงแค่ความคิดความปรารถนาจินตนาการ ก็เพียงพอต่อการสร้างให้มัน (จิตใหม่) เกิดขึ้น ... สิ่งที่ต้องทำคือ เราต้องการความรักความเอาใจใส่ มีวิริยะความอดทน และสลัดทิ้งมิจฉาทิฏฐิ ความฝันลมๆ แล้งๆ กับการเรียกร้องอย่างตาบอดทิ้งไป การได้มาของจิตใหม่นั้น เราจะต้องปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความเป็นตัวตนและจากโลก (แห่งโลกียกาม)" (คำพูดในวงเล็บเป็นของผู้เขียน)

แน่นอน การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยและสังคมไทย (ส่วนหนึ่ง) ในวันนี้ - ที่อาจจะก่อความหวังและส่งผลบวกอย่างมหันต์ในวันหน้า - ย่อมต้องมีสาเหตุต้นตอที่มาอย่างน่านำมาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนคิดว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเปลี่ยนโลกทัศน์ชีวทัศน์ - นอกจากตัวกิเลสตัณหาและอวิชชาที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ (Human Nature) - และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด และวิธีคิด หรือจิต วิวัฒน์สู่จิตใหม่ น่าจะมีอย่างน้อยสองสาเหตุหลัก ดังนี้

หนึ่ง ความผันผวนเปลี่ยนแปรของระบบนิเวศระดับโลก ที่ก่อผลกระทบต่อประชาโลกในทุกๆ ประเทศ ความผันผวนดังกล่าวได้ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ที่ทั้งถี่กระชั้นและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราย่อมได้รับทราบกันถ้วนหน้าจากการสื่อสารที่ไร้พรมแดนเช่นปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย ภัยธรรมชาติที่เห็นได้ชัดคือ สึนามิ น้ำท่วม และดินถล่ม ที่เกิดขึ้นในทุกๆ ภาคถึงกว่าสองในสามของประเทศ และความผันผวนของดินน้ำป่าอากาศและฤดูกาล อย่างที่ไม่เคยมีเคยเห็นกันมาก่อน สรุปคือ เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดมากขี้นถี่กระชั้นและรุนแรงขึ้น จากระบบนิเวศโลกที่ล่มสลายไปด้วยความคิด องค์ความรู้ และพฤติกรรมของเราเอง ทำให้เรารู้จักสะท้อนความคิดมาสู่ภายใน ทำให้เราต้องคิดใหม่ที่นำไปสู่การตื่นรู้และการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

สอง วิกฤติที่เกิดจากปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการทหาร ภายใต้กระแสวัตถุบริโภคนิยม - เมื่องานและเงินคือเป้าหมายเพียงประการเดียวของชีวิต - ทำให้เราต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น รบกัน - เอาแต่ตัวกูของกู - ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ กระทั่งระหว่างพวกระหว่างกลุ่มชนในแทบทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรม สรุปคือ เรากำลังคิดว่าวิกฤติปัญหาทั้งหลายแหล่ของมนุษย์ อาจจะเป็นผลมาจากระบบและโครงสร้างของสังคมโลกที่เกิดจากความคิดและองค์ความรู้ของเราเอง ความคิดความสงสัยดั่งว่า ทำให้เรารู้จักสะท้อนวิกฤติปัญหาของสังคมสู่ภายใน ทำให้เราคิดใหม่และมีวิธีคิดใหม่ได้ ดังที่พูดกันว่า "คุณธรรมนำองค์ความรู้ ... ดีสำคัญกว่าเก่ง" ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเอง

 ที่กล่าวมานั้น เป็นผลการวิเคราะห์ของผู้เขียน ซึ่งเป็นสาเหตุ "เฉพาะหน้า" โดยไม่ได้ลงลึกไปถึงรากฐานที่มาของธรรมชาติมนุษย์ - กิเลสตัณหาและอวิชชา - กับเรื่องวิวัฒนาการของจักรวาล โลก ชีวิต และมนุษย์ กับสังคมมนุษย์ รวมทั้งเรื่องวิวัฒนาการทางจิตของมนุษย์ อันเป็นประเด็นของสัจธรรมความจริงแท้ แต่เราคิดว่านั่นคือปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy) ที่แยกออกเป็นเรื่องของศาสนากับวิทยาศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทยในวันนี้ - อย่างน้อย ในส่วนสำคัญที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ระดับผู้นำทางสังคมบางคน - "คุณธรรมจริยธรรมนำสังคม" ซึ่งถูกต้องและถูกจังหวะ เช่นที่หมอประเวศ วะสี เรียกร้องและสะท้อนความคิดอยู่ในขณะนี้ ที่ชี้บ่งสัจธรรมที่เขียนมาตลอดว่า วิวัฒนาการของจักรวาล โลก หรือพลังงานกับสสาร เป็นชีวิตกับมนุษย์กับสังคมมนุษย์ จิตและจิตวิญญาณนั้น แม้ว่าจะมีลำดับและขั้นตอนว่าด้วยวิวัฒนาการของเรื่องนั้นๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อความสมบูรณ์หรือบูรณาการยิ่งๆ ขึ้นทั้งสิ้น โดยดำเนินไปตามกฎธรรมชาติทั้งสองกฎที่ได้กล่าวมาข้างต้น เพียงแต่วิวัฒนาการของแต่ละลำดับ ต่างมีรูปแบบและวิธีการย่อยๆ เฉพาะต่างกันออกไป ส่วนวิวัฒนาการทางจิตระดับสูงหรือระดับจิตวิญญาณ เพื่อให้มนุษยชาติมีจิตใหม่ระดับสูงจึงเป็นคนละเรื่องกับการยกระดับจิต หรือการพัฒนาจิต ที่อาศัยศีล ฉันทะ วิริยะ ธรรมเทศนา การศึกษา และการปฏิบัติตนบนความคิดและสติปัญญาของสมอง (Intelligence)

ในขณะที่วิวัฒนาการทางจิตระดับจิตวิญญานหรือระดับสูง -  จิตเหนือสำนึก หรือระดับผ่านพ้นตัวตน (Transpersonal) - นั้น อาศัยสมาธิ ปัญญา วิปัสสนายะ สมาธิธัสสะ และวิมุตติยา ซึ่งให้ปัญญาคนละระดับกับปัญญาที่ได้จากความคิด ความจำ หรือองค์ความรู้ รวมทั้งความอยากปรารถนาที่บริหารโดยสมอง นั่นคือจิตใหม่ระดับสูงจะมีญาณทัศนะ หรือภาวนามยปัญญาที่ได้มาจากสนามปัญญาอันสากลนอกสมอง นั่นคือธรรมะหรือธรรมชาติจัดสรรที่เป็นไปเองผ่านการปฏิบัติจิต ปฏิบัติสมาธิ ด้วยจิตใหม่ระดับสมองที่ต่อยอดด้วยวิวัฒนาการของจิตที่เป็นไปเองจากที่มานอกสมอง มนุษยชาติจึงมีที่ยืนใหม่ อุดมด้วยปัญญาใหม่และสมกับความเป็นมนุษย์ "สัตว์โลกอันสุดพิเศษ" ที่แท้จริง มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคมโลก (Ecocentric) แทนที่จะเห็นแก่ตัว ทำอะไรเพื่อ "ตัวกูของกู" ดังที่ท่านพุทธทาสชอบพูด (Anthropocentric) และมีแต่หนทางนี้เท่านั้น ที่เผ่าพันธุ์ของมนุษย์จะสามารถอยู่รอด มีวิวัฒนาการทั้งทางกายและทางจิตได้อย่างครบถ้วน ตามเจตนาของจักรวาลได้ตลอดไป


ประสาน ต่างใจ
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐
 
http://review.semsikkha.org/content/view/376/27/
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 08 กันยายน 2007, 12:37:50 PM »

วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10773

สร้างการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)




 
หากพิจารณานวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่มนุษย์คิดค้น/พัฒนาขึ้น และมีผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์โดยทั่วไปอย่างทั่วถึง ที่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของโลกมนุษย์ จะมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่สำคัญสามครั้งคือ การปฏิวัติเทคโนโลยีทางเกษตรกรรม (ยุคเกษตรกรรม) การปฏิวัติเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม (ยุคอุตสาหกรรม) และการปฏิวัติเทคโนโลยีไซเบอร์เนติก (ยุคไซเบอร์) ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านจะแตกต่างกันออกไป โดยระยะเวลาจะสั้นลง แต่รวดเร็วและรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การปฏิวัติเทคโนโลยีด้านการเกษตร เริ่มเมื่อ 11,000 ปีก่อน ส่งผลให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนจากการล่าสัตว์และเร่ร่อนมาเป็นการทำเกษตรกรรม ลงหลักปักฐานทำมาหากินทางเกษตรกรรม จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดชุมชนเมือง มีเมืองใหญ่เป็นศูนย์ตลาดการค้าและบริการต่างๆ เกิดอาชีพและการค้าเฉพาะทางเพิ่มขึ้น วิถีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปมากมาย

การปฏิวัติเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม เริ่มเมื่อประมาณ ปี ค.ศ.1700 เมื่อมีการผลิตเครื่องจักรไอน้ำมาใช้แทนแรงม้า มีการพัฒนาเครื่องจักรเหล่านั้นไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและการขนส่ง มีรถไฟพลังไอน้ำ มีการผลิตไฟฟ้า หลอดไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป ภาพยนตร์ และอีกหลายๆ อย่าง การปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้แผ่ขยายไปทั่วโลก ส่งผลต่อสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และวิถีการดำเนินชีวิตที่หลากหลายของมนุษย์เพิ่มมากขึ้น

การปฏิวัติเทคโนโลยีไซเบอร์เนติก (Cybernetic Technology) เริ่มในปี ค.ศ.1937 เป็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วต่อเนื่อง ในช่วงนี้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่โดยบริษัท IBM จากนั้นมาวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง โทรศัพท์มือถือ และการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก พัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) และ นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต ความคิดความเชื่อ และค่านิยมของมนุษยชาติเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามช่วง ดูเหมือนจะทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น และดูเหมือนมนุษย์จะมีการ "พัฒนา" แบบก้าวกระโดดมากขึ้น

แต่ทำไมโลกจึงเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้ง เรามีสงครามโลกสองครั้ง เรามีสงครามในรูปแบบและลักษณะต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน เช่น สงครามระหว่างประเทศ สงครามภายในประเทศ สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ สงครามระหว่างศาสนา สงครามเศรษฐกิจ สงครามการเมือง สงครามเย็น ...

ทำไมยิ่งพัฒนา ยิ่งมีความทุกข์ ยิ่งมีความขัดแย้ง ยิ่งต้องมีการแข่งขันช่วงชิง

ทำไมยิ่งมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์ยิ่งมีความเครียด อยู่ร้อน นอนทุกข์

ทำไมการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ

การพัฒนาสังคม และการเมืองที่ดำเนินอยู่ จึงไม่สามารถทำให้คนมีความสุข มีความรัก ความเมตตา ไม่สามารถทำให้สังคมเข้มแข็ง อยู่เย็นเป็นสุข ไม่สามารถทำให้สภาพแวดล้อม และธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ขึ้น และที่สำคัญ ไม่สามารถทำให้โลกมีสันติภาพได้

หรือเราต้องหยุดคิด พินิจพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างมีสติและปัญญา เกี่ยวกับทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาที่ไหลไปตามกระแสอย่างขาดสติกันใหม่

โดยเฉพาะระบบการศึกษา แทนที่จะช่วยเตือนสติ สร้างสติ และสร้างปัญญา กลับออกแบบและพัฒนาไปเพื่อรับใช้ทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาตามกระแสหลักดังกล่าวอย่างขาดสติ ขาดจิตสำนึกที่ดีงาม การศึกษาจึงมีแนวโน้มเป็นธุรกิจการศึกษาเพิ่มมากขึ้น

คงถึงเวลาที่ต้องมาสังคายนาระบบการศึกษากันใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างและพัฒนาจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา เพื่อเปลี่ยนทิศทางหรือรหัสการพัฒนา จากที่เน้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ เน้นผลผลิตมวลรวม เน้นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ มาเป็นการเน้นความสุขมวลรวม เน้นสุขภาวะและความมั่นคงองค์รวม (Holistic/integral Well-Being and Stability) ของคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

จากทุกขภาวะในลักษณะที่รีบเร่ง เร่าร้อน แข่งขันเพื่อโค่นล้มเอาชนะ ตามแนวคิดเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม สู่สุขภาวะแบบองค์รวม ที่สงบเย็นเป็นสุข มีความพอประมาณ พอเหมาะพอดี มีเหตุผล มีคุณธรรม คุณงามความดี และปัญญา เป็นฐานของการพัฒนาตามแนวปรัชญาพอเพียงของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

การศึกษาที่พึงประสงค์ควรจะเป็นเช่นไร จึงจะสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ที่พึงประสงค์ดังกล่าว

ก่อนที่จะช่วยกันคิดเพื่อสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา ลองมาช่วยกันพิจารณาการศึกษาที่เป็นอยู่ว่าเป็นไปในลักษณะใด

อาจกล่าวได้ว่า การศึกษากระแสหลักโดยรวมที่ดำเนินอยู่ มีลักษณะที่สอดรับ สนับสนุนแนวทางการพัฒนาแบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่ "ทุ่มถมความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ เพ้อหาความสามารถในการแข่งขัน แย่งชิงกันเป็นหนึ่ง พึ่งพิงอิงติดเทคโนโลยี มีความคับแคบทางความคิด เสพติดความเป็นเลิศ เชิดหน้าใส่ผู้ด้อยผู้น้อยนิด จิตเล็กและมืดมัว เห็นแก่ตัว ไม่กลัวผิด ... ไขว่คว้าไล่ล่าสุดชีวิต ไม่เคยคิดจะเพียงพอ"

การศึกษาที่เป็นอยู่เน้นเพียงให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เข้าใจ และไม่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง จึงมีวิชาการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ในลักษณะของวิธีและขั้นตอน (How To) ที่เป็นระบบในการบริหาร หรือควบคุมการเปลี่ยนแปลง หาวิธีลดหรือป้องกันผลกระทบในทางลบด้วยวิชา การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) สอนให้คนเป็นคนดีด้วยวิชาศีลธรรม ...

ดูเหมือนการศึกษาในปัจจุบันถูกลดคุณค่าเหลือเพียงการเรียนวิชา แล้วเพิ่มมูลค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มตามระดับวิชา หรือปริญญาที่สูงขึ้น

การศึกษาที่เป็นอยู่ในกระแสหลัก เน้นให้เห็นความสำคัญของการติดตามความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตามทันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทันสมัยมากเท่านั้น

ดูเหมือนการศึกษาถูกลดค่าให้เหลือเพียงการติดตาม แล้วเพิ่มค่าได้ตามความรวดเร็วในการติดตามและปริมาณของสิ่งที่ตามทัน จึงต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี มีการสร้างเครือข่ายที่ทันสมัย เพียงเพื่อตามไล่การเปลี่ยนแปลง ...

การศึกษาที่มีคุณค่าที่แท้จริง ไม่น่าจะเป็นเพียงการวิ่งไล่ตามการเปลี่ยนแปลง เพียงเพื่อให้รู้สึกเสมือนว่าได้ทันสมัย ไม่ตกยุค

ครู อาจารย์ ไม่น่าจะเป็นเพียงเครื่องมือหรือกลไกในการช่วยป้อนหรือชี้ช่องทางแสวงหาข้อมูล ข่าวสารที่ช่วยให้ผู้เรียนดูเหมือนจะทันสมัย หรือเรียกใหม่ว่า "ทันสมัยเสมือน" (Virtual Modernization) ด้วยการให้ข้อมูล ข่าวสารสำเร็จรูปที่หยาบและฉาบฉวยให้ลูกศิษย์

นักเรียน นิสิต นักศึกษา จึงไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องรับข้อมูล ข่าวสารที่ "ทันสมัยเสมือน" ปราศจากการกลั่นกรอง สะท้อนคิด (Reflective Thinking) ทั้งจากผู้สอน และตัวผู้เรียนเอง

การศึกษาที่แท้ จึงมิใช่จำกัดแคบแค่เฉพาะการสอน การบรรยายในห้องเรียน การค้นและคว้าจากห้องสมุดหรือแหล่งข้อมูลที่ทันสมัยรูปแบบต่างๆ แล้วนำมาทำเป็นรายงาน หรือนำมาเสนอและอภิปรายในห้องเรียน

การศึกษาที่แท้ ไม่ใช่การโคลนนิ่ง (Cloning) ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กรอบความคิด ทฤษฎี หรือระเบียบวิธี และโดยเฉพาะไม่ใช่การโคลนนิ่งความคิดความเชื่อของผู้สอนให้กับผู้เรียน

การให้การศึกษาในลักษณะวิ่งไล่ให้ทันการเปลี่ยนแปลง หรือเรียนลัดด้วยการลอก/ถอดแบบหรือโคลนนิ่ง อย่างเก่งก็ได้แค่รู้เท่า แล้วก็ต้องคอยตามการเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้วิ่งไล่ต่อไป

จริงๆ แล้วการคิดและการให้การศึกษาแบบนี้ ยังไงๆ ก็ไม่มีทางทันการเปลี่ยนแปลง เพราะคอยแต่จะไล่ให้ทัน ไม่เคยคิดที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีสติที่จะหยุดคิดและถามตัวเองว่าจะวิ่งไล่การเปลี่ยนแปลงไปทำไม ไล่ให้ทันไปเพื่ออะไร

การจะทันการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การพยายามที่จะไล่ให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือเรียนลัดด้วยการลอกเลียนแบบ เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุด จึงลอกเลียนไม่ได้ การจะทันการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จึงต้อง "รู้เท่าทัน" การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ แค่พยายามจะ "เท่า" หรือ "ไล่ทัน" การเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนผ่านทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ จึงต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา พัฒนาการศึกษาที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน (และผู้สอน) ให้เรียนรู้เพื่อที่จะ "รู้เท่าทัน" การเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง นำไปสู่การเข้าใจ การยอมรับ และเคารพในตนเอง ผู้อื่น วัฒนธรรมที่แตกต่างและหลากหลาย สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เพื่อทำให้

ไม่เป็นคน ยึดติด คิดแคบสั้น

แต่เป็นคน สติมั่น และเข้มแข็ง

มีจิตใหญ่ ใฝ่ดีงาม และแข็งแรง

เพื่อเป็นแหล่ง สร้างเมตตา ปัญญาธรรม

การเปลี่ยนผ่านทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ จึงควรเป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างให้เกิดสังคมคุณภาพ ที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ที่ความดี ความงาม และความจริงเป็นสิ่งเดียวกัน นำให้เกิดสังคมอยู่เย็นเป็นสุข เกิดสันติภาพในโลกได้

เพราะคนมี สันติ ในจิตใจ

มีความรัก เมตตาให้ ไม่หมดสิ้น

สันติภาพ จึงเติบใหญ่ ในแผ่นดิน

สุขสัมพันธ์ ทั่วถิ่น แผ่นดินทอง

มาช่วยกันสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการช่วยกันสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการศึกษา อาจจะเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ด้วยการศึกษาเพื่อสร้างและพัฒนาจิตสำนึกใหม่ในตนเอง

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02080950&day=2007-09-08&sectionid=0130][url]http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02080950&day=2007-09-08&sectionid=0130[/url]
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 29 กันยายน 2007, 12:32:41 PM »


บ้านเมืองจะพ้นวิกฤต เพราะจิตวิวัฒน์ (เท่านั้น)

โดย ประเวศ วะสี แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ในประวัติศาสตร์บ้านเมืองใดบ้านเมืองหนึ่ง อาจมียุคที่ติดขัดใหญ่เป็นช่วงระยะเวลายาวนานหาทางออกไม่ได้ แต่ในที่สุดก็หลุดออกจากความติดขัดใหญ่ๆ หรือวิกฤตการณ์ได้ จึงควรศึกษาว่าบ้านเมืองนั้นๆ ในยุคนั้นๆ มีอำนาจอะไรมาทำให้วิกฤต และทำอย่างไรจึงหลุดออกจากสภาวะวิกฤตได้

จะขอยกตัวอย่างสองประเทศ คือ หนึ่ง อินเดีย ถูกอำนาจจักรวรรดินิยมอันเกรียงไกรของอังกฤษยึดและปกครองประเทศเสมือนเสือขยุ้มเนื้ออยู่นานนับร้อยปี ในยุคล่าอาณานิคม ชาวยุโรปมีเรือรบที่ทำด้วยเหล็กสามารถวิ่งไปได้รอบโลกพร้อมทั้งปืนใหญ่และปืนกล อำนาจยิงของชาวยุโรปนั้นมหาศาลอย่างที่มนุษย์ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่มีอารยธรรมเก่าแก่ใดๆ เช่น อารยธรรม 5,000 ปี ของลุ่มแม่น้ำสินธุหรือลุ่มแม่น้ำฮวงโหจะทานอำนาจยิงอันมหาศาลของชาวยุโรปได้

ที่เมืองอมฤตสระของอินเดีย ประชาชนประท้วงการปกครองของอังกฤษ ถูกทหารอังกฤษใช้ปืนกลยิงตายหมดทุกคน ความพยายามที่จะปลดปล่อยตนเองไปสู่อิสรภาพของคนอินเดียทำอย่างไรๆ ก็ไม่สำเร็จ

อินเดียเกิดมีมหาบุรุษ คือ มหาตมะ คานธี ที่นำชาวอินเดียต่อสู้ด้วยอหิงสธรรม เริ่มแรกไม่มีใครเชื่อว่าขบวนการสันติวิธีจะสู้กับปลายกระบอกปืนได้อย่างไร

การณ์กลับปรากฏว่าความรุนแรงไม่มีอำนาจในการต่อสู้กับความรุนแรงที่ใหญ่กว่า

แต่อหิงสธรรมกลับเอาชนะปลายกระบอกปืนได้ อินเดียได้รับอิสรภาพและหลุดออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ได้

สอง แอฟริกาใต้ คนขาวได้เข้าไปยึดครองแอฟริกาใต้อันเป็นดินแดนของคนผิวสีและใช้นโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกผิวที่เรียกว่า อพาร์ธีด (Apartheid) อย่างรุนแรง

มหาตมะ คานธี เมื่อเป็นทนายความหนุ่มไปว่าความที่แอฟริกาใต้ ก็เคยถูกจับโยนออกจากรถไฟ เพราะเป็นคนผิวสีแต่สะเออะไปนั่งชั้นหนึ่ง

คนพื้นเมืองพยายามต่อสู้เท่าใดๆ ก็ไม่สำเร็จ ถูกฆ่าตายบ้างถูกจำคุกบ้าง เนลสัน แมนเดล่า ผู้นำการต่อสู้คนหนึ่ง เคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และถูกจำคุกถึง 27 ปี ท่ามกลางความกดดันของนานาชาติอย่างไรๆ คนขาวก็ไม่กล้าลงจากอำนาจ เพราะกลัวว่าถ้าลงจากอำนาจแล้วจะถูกคนดำฆ่า

แต่ เนลสัน แมนเดล่า ประกาศแนวทางอหิงสธรรมว่าจะไม่ฆ่าล้างแค้นคนขาว จนกระทั่งคนขาวเชื่อถือไว้วางใจ ยอมลงจากอำนาจ แอฟริกาใต้ก็ได้ปกครองตนเอง คนขาวกับคนดำที่ขับเคี่ยวเข่นฆ่ากันมากว่า 100 ปี ก็สามารถอยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ประเทศหลุดจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เพราะอหิงสธรรม

เนลสัน แมนเดล่า กลายเป็นรัฐบุรุษที่ทั่วโลกให้ความเคารพ

ทั้ง มหาตมะ คานธี และ เนลสัน แมนเดล่า มีจิตใหญ่หรือจิตวิวัฒน์ จึงสามารถใช้อหิงสธรรมเป็นเครื่องมือได้

คนที่มีจิตเล็กอยู่ในระดับของโลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจ จะเป็นอำนาจเงิน หรืออำนาจติดอาวุธ หรืออำนาจรัฐ ย่อมไม่สามารถใช้อหิงสธรรมได้

ในทั้งกรณีอินเดียและแอฟริกาใต้ในที่สุดคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ทั้งคนขาวและคนดำ ต้องมีจิตวิวัฒน์ระดับใดระดับหนึ่งจึงสามารถตกลงยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีได้

ทั่วโลกที่วิกฤตอยู่ด้วยประการต่างๆ ขณะนี้คงจะไม่มีทางออกด้วยระดับจิตต่ำๆ อันประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ

ดังจะเห็นได้ว่าไม่สามารถแก้ความยากจนและความ อยุติธรรมในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิธีการทางเศรษฐกิจ (โลภะ) หรือวิธีการทางสงคราม (โทสะ) ได้ เพราะทั้งสองล้วนเกิดจากโมหะ ความหลงหรือความไม่รู้ ทำให้ทำการโดยใช้อำนาจ จะเป็นอำนาจเงินหรืออำนาจติดอาวุธก็ตาม

มนุษย์ล้วนใช้ "เกียร์อำนาจ" ในการดำเนินการต่างๆ กันมาโดยตลอด "เกียร์อำนาจ" ไม่สามารถพาสังคมมนุษยชาติไปสู่สันติสุขได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ของการพัฒนา จะพัฒนาด้วยระดับจิตต่ำๆ อยู่ในภพภูมิแห่ง โลภะ โทสะ โมหะ ต่อไปไม่สำเร็จแล้ว จำเป็นต้องยกระดับจิตไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น นั่นคือต้องเปลี่ยนจาก "เกียร์อำนาจ" มาเป็น "เกียร์จิตวิวัฒน์"

ประเทศของเราก็พยายามพัฒนากันมาพักใหญ่แล้ว แต่ต้องเรียกว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก เราไม่สามารถแก้ความยากจนและความอยุติธรรมในสังคมได้ ช่องว่างระหว่างคนรวยยิ่งห่างมากขึ้น อันนำไปสู่ปัญหาทางสังคม จิตใจ และการเมืองอย่างไม่มีทางออก เราแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้

การเมืองเรื่องประชาธิปไตยก็ยังล้มลุกคลุกคลาน ใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับแล้วรวมทั้งฉบับปัจจุบันก็ยังมองไม่เห็นแสงว่าแล้วการเมืองจะดีขึ้นได้อย่างไร ทั้งหมดรวมกันเป็นความติดขัดครั้งใหญ่ของประเทศ ไม่รู้ว่าไปพ้นวิกฤตการณ์เรื้อรังได้อย่างไร

สังคมไทยมีวัฒนธรรมอำนาจ คือคิดเชิงอำนาจ พูดเชิงอำนาจ สัมพันธ์เชิงอำนาจ และใช้อำนาจในการดำเนินการต่างๆ เดิมก็ใช้อำนาจรัฐ ต่อมาก็มีอำนาจเงินเข้ามาอีกอย่าง ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและยาก

อำนาจรัฐไม่เคยแก้ปัญหาความยากจนและความอยุติ ธรรมในสังคมได้ แต่มักเป็นตัวสร้างความอยุติธรรมเสียเอง

รัฐไม่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมและจัดการการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนได้

การปฏิวัติรัฐประหารก็ทำกันมาหลายครั้งแล้วก็ไม่ปรากฏว่าแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้

ถ้าดูแบบแผนการออกเสียงเลือกตั้งและประชามติรัฐธรรมนูญ ก็จะเห็นว่าอำนาจรัฐไม่มีน้ำยาต่อการออกเสียงลงคะแนนของประชาชน เมื่อคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เรียกว่ามีอำนาจรัฐและอำนาจเงินสุดสุด แล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ มิหนำซ้ำยังเกิดวิกฤตการณ์ที่มีพระราชกระแสรับสั่งว่า "วิกฤตที่สุดในโลก"

อันที่จริง คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นคนเก่งมาก แต่ในเมื่อระดับจิตยังต่ำอยู่ในภพภูมิของ โลภะ โทสะ โมหะ จึงสูญเสียโอกาสที่จะพาประเทศหลุดออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณทักษิณมีจิตใหญ่ทำนองเดียวกับ มหาตมะ คานธี หรือ เนลสัน แมนเดล่า ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

หลายคนก็อาจจะหัวเราะว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ นี้ก็เป็นเรื่องของคุณทักษิณจะต้องใช้โยนิโสมนสิการเอาเอง คุณทักษิณเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชนะอะไรก็ไม่เท่าชนะตัวเอง

นักการเมืองทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน คงจะไม่มีทางรวยหรือเก่งเท่าคุณทักษิณ ซึ่งก็เห็นแล้วว่า แม้รวยและเก่งขนาดนั้นยังไปไม่รอด ถ้าขาดจิตวิวัฒน์ แล้วจะทำไปแบบนั้นอีกทำไม นักการเมืองที่จิตอยู่ในระดับต่ำในวังวนของเงินและอำนาจ คงจะช่วยบ้านเมืองไม่ได้ มีแต่จะซ้ำเติมให้วิกฤตมากขึ้น หากนักการเมืองเกิดจิตสำนึกใหม่ มีจิตใหญ่ บ้านเมืองจะพ้นจากความติดขัด

คุณทักษิณจะคิดยังไงต่อไปก็ตามที ประเทศไทยจะหลุดจากความติดขัดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้ สังคมไทยยังจะเข้า "เกียร์อำนาจ" ต่อไปเห็นจะไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์แห่งการพัฒนามาเป็น "เกียร์จิตวิวัฒน์"

คนไทยทุกคนจำเป็นต้องหันมามองทรัพยากรอันยิ่งใหญ่ภายในของตน

ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีซ่อนอยู่ในหัวใจ

ทุกคนมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวและมีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ขอให้เราสลัดมายาคติที่ครอบงำอยู่ เกิดจิตสำนึกอันใหญ่หลวงว่าเรามีเกียรติและมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน

ในความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มีแต่ กิน ขี้ ปี้ นอน เยี่ยงสัตว์เท่านั้น แต่เราสามารถมีจิตสูงที่ทำอะไรดีๆ ได้ มีแต่จิตวิวัฒน์เท่านั้นที่จะพาเราออกจากความติดขัดครั้งใหญ่ของบ้านเมืองและของโลกได้

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03290950&day=2007-09-29&sectionid=0130][url]http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03290950&day=2007-09-29&sectionid=0130[/url]
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2007, 04:43:51 AM »

มติชนรายวัน วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10808

[size=180pt]การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่: มาช่วยกันสร้างจิตสำนึกใหม่ ด้วยการทำให้การเมืองไทยใสสะอาด[/size]
คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 
ภายหลังจากรู้ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ได้เห็นปฏิกิริยาของนักการเมือง และกลุ่มการเมือง ที่นักวิชาการหลายท่านเรียกว่านักเลือกตั้งและกลุ่มผลประโยชน์แสดงออกอย่างคึกคักในรูปแบบและลักษณะที่หลากหลาย

มีทั้งเด่นชัด แอบแฝง สงบนิ่ง และสงวนทีท่า

มีทั้งทิ่มแทงท้ารบ ชวนรวมกลุ่ม และกวนให้วุ่น มีทั้งแบ่งค่าย แยกค่าย ตั้งค่าย และรวมคอก (ค่ายเล็กที่เหนียวแน่นในความสัมพันธ์ มารวมแต่ตัว แต่ไม่ร่วมจิตวิญญาณ ในคอกใหม่ที่ใหญ่ขึ้นแต่หลวมความสัมพันธ์ คลึงกันไว้ด้วยผลประโยชน์และอำนาจการต่อรอง)

ปฏิกิริยาที่ปรากฏ ไม่ว่าจะแสดงออกมาในรูปของการกระทำ หรือคำพูด ความคิดหรือความเห็น ส่อแสดงให้เห็นการแฝงเร้นอยู่กับความพยายามที่จะเอาตัวรอด รักษาและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนกลุ่ม

สะท้อนให้เห็นจิตสำนึกทางการเมืองแบบเก่าที่เอาแต่ประโยชน์ส่วนกลุ่ม ส่วนตัว โยนความชั่วให้ผู้อื่น เป็นจิตสำนึกเก่าที่ไม่ได้รับการขัดเกลาให้เกิดจิตสำนึกใหม่ ที่เต็มที่และเต็มใจ ทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด ทำการเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติโดยรวมอย่างแท้จริง

มายากลการเมืองที่ผู้ประกอบอาชีพเป็นนักการเมืองบางคนแสดงออกมา จึงเป็นเพียงภาพลวงตา

คำพูดและพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านั้นจึงเป็นเพียงการแสดงละครตบตาประชาชนและนักการเมืองอาชีพด้วยกัน บางคนแสดงเอง กำกับเอง แต่บางคนและบางกลุ่มแสดงตามบทที่มีผู้กำกับการแสดงอยู่เบื้องหลัง

จึงไม่แปลกที่บางคนบอกว่า พฤติกรรมของนักการเมืองจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำ เห็นแล้ว "ขำกลิ้ง ลิงกับหมา"

แต่สำหรับผู้เขียนนอกจากจะไม่ขำกลิ้งแล้ว ยังขำไม่ออก

ถ้าดูเฉพาะความวุ่นวายและการดิ้นรนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนักการเมืองเหล่านั้น เปรียบเทียบกับความวุ่นวายและการดิ้นรนเพื่อให้บรรลุภารกิจของลิงกับหมาใน "ขำกลิ้ง ลิงกับหมา" ก็พอจะเห็นภาพและเห็นด้วยได้ แต่ถ้าดูสาระและบรรยากาศแล้วเป็นคนละเรื่อง เพราะพฤติกรรมนักการเมืองที่ชิงไหวชิงพริบ วิ่งจับขั้ว ทั้งที่ยังหาหัวไม่ได้ ดูแล้วขำไม่ออก ไม่มีความน่ารักเหมือนหมากับลิงในทีวี ที่แม้จะต่างพันธุ์ แต่พยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นพวก (พรรค) เดียวกันจริงๆ ไม่ต้องคอยช่วงชิงความได้เปรียบ เพื่อแย่งหรือแสวงหาผลประโยชน์ และที่สำคัญไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกทิ้ง หรือถูกแทงข้างหลัง

ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมดในภาพรวม สะท้อนให้เห็นสภาพการเมือง และคุณภาพของนักการเมืองของประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร และมีคุณภาพระดับไหน

สภาพการเมืองของไทยตอนนี้ นอกจากจะขาดความสมานฉันท์ ความรักความเอื้ออาทรต่อกันเหมือนลิงกับหมาแล้ว ยังเต็มไปด้วยการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบกัน ทำให้ขาดความบันเทิงทางอารมณ์และทำร้ายจิตใจอีกด้วย เพราะยิ่งดูยิ่งรู้สึกหดหู่ สู้ดูลิงกับหมาใน "ขำกลิ้ง ลิงกับหมา" ไม่ได้ น่ารัก น่าลุ้น และมีสาระกว่าเยอะ

หรือนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพเหล่านั้นลืมคิดเพราะขาดสติ หรือไม่เคยคิดเพราะขาดปัญญาว่า พฤติกรรมการแสดงออกของตนอาจเป็นตัวแบบที่ไม่ดีต่อความเป็นประชาธิปไตย ต่อคนในชาติ โดยเฉพาะต่อเยาวชนไทย

ยิ่งใกล้กำหนดวันเลือกตั้งเข้ามามากเท่าใด การแข่งขันช่วงชิงคะแนนเสียง ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

การใส่ร้ายป้ายสีทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้คู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ บอบช้ำก็เพิ่มขึ้น

เพื่อช่วยกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ คนไทยทุกคนที่มีสิทธิต้องออกไปใช้สิทธิ เพื่อสร้างความสงบสุขมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ทำไมต้องมีความรุนแรง บอบช้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม

ความเป็นประชาธิปไตยควรจะได้มาจากวิถีประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ใช่ "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยเจรจาก็ใช้บาทากระทืบ แต่พอได้คืบจะเอาศอก ปลิ้นปล้อนกลับกลอกตลอดเวลา..."

ความเป็นธรรมในสังคม ก็น่าจะเกิดจากความมีคุณธรรมของคนในสังคม เกิดจากการช่วยกันสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ความรุนแรง

ทำไมความสามัคคี ความปรองดอง ความสมานฉันท์ จึงไม่เริ่มต้นด้วยความเป็นกัลยาณมิตร คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน

ทำไมโซ่ข้อกลาง ทางสายกลางจึงไม่ดำเนินตามแนวทางมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)

ทำไมไม่มาช่วยกันสร้างจิตสำนึกใหม่ทางการเมือง ด้วยการช่วยกันคิด ช่วยกันพูด ช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาดเพื่อประเทศชาติและประโยชน์สุขของประชาชนโดยรวมอย่างแท้จริง

มาชวนและช่วยกันก้าวข้ามประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ส่วนกลุ่ม เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมที่ใหญ่กว่าคือประเทศชาติและประชาชนทุกหมู่เหล่าในแผ่นดิน แผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่เติบโต ที่อยู่อาศัย เพื่อจะได้มีที่ตายอย่างสงบสุข สมสถานะและศักดิ์ศรีความเป็นคนของแผ่นดิน

นักการเมืองไทย พรรคการเมืองไทย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองใหม่ ต้องมีจิตใหญ่ มีใจให้ประเทศชาติ ด้วยการช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด

นักการเมืองไทย พรรคการเมืองไทยต้องไม่ซื้อเสียง ไม่โกงกิน จะได้ไม่สิ้นชาติ ไม่สิ้นความเป็นคนไทย

ตื่นเถิดนักการเมืองไทย อย่ามัว หลับใหล ลุ่มหลง

มีสติ ใช้ปัญญา กล้าชูธง ต้องมั่นคง คุณธรรม การทำดี

คนไทย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองใหม่ ต้องมีจิตใหญ่ มีใจให้ประเทศชาติ ด้วยการช่วยกันทำการเมืองไทยให้ใสสะอาด มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ออกไปใช้สิทธิเลือกสรรคนดี มีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำงานเพื่อชาติ เพื่อประชาชน

คนดีต้องไม่ให้เสียง เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณ เพราะประโยชน์สุขของประเทศชาติยิ่งใหญ่กว่าการทดแทนบุญคุณส่วนตัว

คนดีต้องไม่ยอมมอบเสียง เพียงเพราะมีความรักใคร่หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะเรื่องประชาธิปไตยใหญ่กว่าเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว

เรื่องของประเทศชาติ ยิ่งยิ่งใหญ่กว่า สำคัญกว่า และศักดิ์สิทธิ์กว่าการตอบแทนบุญคุณ และความความสัมพันธ์ส่วนตัว

คนไทยต้องไม่ขายเสียง ต้องไปใช้สิทธิ ต้องดูแล รักษา และพัฒนาชาติ ด้วยคุณธรรมและปัญญา

ตื่นเถิด ปวงชน คนไทย อย่ามัว หลับใหล ลุ่มหลง

มีสติ ใช้ปัญญา กล้าชูธง ต้องมั่นคง คุณธรรม การทำดี

ออกมาช่วยกันรณรงค์ ช่วยกันพัฒนาชาติ ช่วยกันทำให้การเมืองไทยใสสะอาด และเมื่อถึงเวลาไปลงคะแนนเสียง ช่วยกันออกไปเลือกคนดี มีจิตวิวัฒน์เข้าไปพัฒนาชาติ ไม่เลือกคนจิตวิบัติเข้าไปทำลายชาติ

คนดีไม่ขายเสียง...คนดีไม่ให้เสียง...คนดีไม่มอบเสียง

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02131050&day=2007-10-13&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2007, 04:48:24 AM »

,9b=oikp;yo  วันที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10801

โลกร้อน-ใช่ว่าไม่เคยมี แต่ครั้งนี้อันตราย

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ผู้เขียนเป็นแพทย์ จึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์มาบ้าง โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน แต่เนื่องจากไปเรียนต่อทางด้านพยาธิวิทยาที่อเมริกา จึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพมากเป็นพิเศษ เพราะวิชาพยาธิวิทยาไม่ได้เรียนด้านการรักษา-นอกจากวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐาน

แพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาคนป่วยจะต้องอาศัยการฝึกฝนหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง ทั้งยังต้องอาศัยทักษะและศิลปะว่าด้วยจิตวิทยาพร้อมๆ กันไปด้วย

ในขณะที่พยาธิวิทยาจะเรียนหนักไปทางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสภาวะผิดปกติ และความเป็นมาของโรค โดยเน้นที่การวินิจฉัยสุดท้ายของเซลล์เนื้อเยื่อและระบบอวัยวะด้วยการผ่าศพผู้ตายจากโรคต่างๆ

ที่พูดมายาวก็เพื่อให้สาธารณชนโดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์สายตรงรู้ว่า พยาธิแพทย์ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นการวิจัยเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์สายตรงทั้งหลายทั้งปวง

ดังนั้น เรื่องของโลกร้อนจึงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนสามารถแสดงความเห็นเชิงวิทยาศาสตร์ได้

ประเด็นก็คือ ผู้เขียนที่ติดตามเขียนเรื่องของโลกร้อนมานานกว่า 15 ปี ค่อนข้างมีความเห็นที่ตรงไปตรงมาผิดไปจากนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ บ้าง

เมื่อหลายวันก่อน หลานๆ มาเยี่ยมเพราะไม่ค่อยสบาย โดยเริ่มที่เป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาๆ เพียงแต่ว่ามันเป็นนานเกินกว่า 50 วัน เพราะไม่ได้พักผ่อนจริงๆ เลย หลานชายคนหนึ่งที่มีอายุเพิ่งจะ 19 ปี กำลังเรียนวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเรียนค่อนข้างดีมากๆ

บ่ายวันนั้นแดดจ้าและร้อนมาก ทั้งยังไม่ค่อยหายดี เราจึงมีเวลาคุยกันไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงเวลาจะสั้น แต่เราก็ได้พูดกันถึงสภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อว่านักเรียนที่เรียนสาขาวิทยาศาสตร์สายตรงในมหาวิทยาลัยทุกคนต้องสนใจเป็นพิเศษมากกว่านักวิชาการปัญญาชนคนทั่วไป เพราะต้องหาสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนจนผิดปกติว่าเกิดจากอะไรอื่นได้บ้าง นอกจากความมักง่ายเอาแต่ได้ของมนุษย์ตามที่พูดๆ กัน

อีกประการหนึ่ง เพราะว่าสำหรับเด็กในวัยนี้ ในไม่ช้าไม่นาน ทุกคนจะต้องได้รับผลกระทบจากผลพวงของสภาวะโลกร้อนในรูปแบบต่างๆ ด้วยตัวเองทั้งนั้น

ดาวเคราะห์โลกที่เกิดตามมาหลังจากมีดวงอาทิตย์ได้ไม่นานเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน โดยเริ่มต้นมีวิวัฒนาการของชีวิตขึ้นมาเมื่อราวๆ 3,800 ล้านปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์คลาสสิคที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยก่อนปี 1980-1985 แทบทั้งหมดหรือทั้งหมดก็ว่าได้ ล้วนเรียนมาว่า ชีวิตมีขึ้นมาในโลกได้โดยความบังเอิญ เพราะสิ่งแวดล้อมบนผิวโลกมีความเหมาะสมที่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตสามารถมีวิวัฒนาการขึ้นมาได้

ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะยอมรับใน ทฤษฎีอสุจิสากล (Panspermia Theory) ที่ว่า มีสารอินทรีย์แห่งชีวิต เช่น กรดอะมิโน หรือกระทั่งโมเลกุลของไวรัส ตกลงมาจากฟากฟ้า ด้วยการอาศัยมากับอุกกาบาต นั่นทำให้เรานึกถึงเรื่องของ อาภัสราพรหมซึ่งมีแสงในตัวเอง ที่จุติลงมากินง้วนดินบนโลก ในอัคคัญสูตรของพุทธศาสนาเรา

และหากเป็นเช่นนั้นจริง มันก็จะไม่มีเรื่องของความบังเอิญอีก แต่น่าจะเป็นไปได้ว่า การสรรค์สร้างวิวัฒนาการทั้งหมดของโลกและจักรวาลเป็นไปตามรูปแบบของพิมพ์เขียว ดังที่ พอล เดวีส์ ไมเคิล โปแลงยี เซอร์ เฟรด ฮอยด์ และใครต่อใครคิด รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์สายตรงด้วย

สําหรับบ้านเรานั้น ตอนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าโลกร้อนขึ้นมาก และเกิดจากฝีมือของเราเอง เพราะความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม ที่เพียงสิบปีกว่าก่อน พวกนักวิทยาศาสตร์สายสังคมโดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองส่วนมากพยายามปฏิเสธคอเป็นเอ็นว่า ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน โลกมันร้อนหรือเย็นเป็นน้ำแข็งของมันเอง คนไม่เกี่ยว

แต่วันนี้คงไม่มีใครดันทุรังไม่เชื่ออีก เมื่อนักวิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คนของไอพีซีซี (The Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ก็สรุปเช่นนั้นอย่างเป็นเอกภาพ เมื่อโลกร้อนขึ้นกว่าเก่ามาก แถมแดดก็ร้อนไปตามอายุของดวงอาทิตย์ที่แก่ตัวลงทุกๆ วัน ผิวของน้ำในทะเลในมหาสมุทรก็จะร้อนตามไปด้วย และจะระเหยเป็นเมฆที่ก่อฝนก่อพายุรุนแรงจนทำให้น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มที่โน่นที่นี่บ่อยๆ

ตอนนี้และวันนี้ ไม่ว่าใครในโลกไม่เฉพาะที่บ้านเราก็ประสบกับสภาวะโลกร้อนจากภาวะเรือนกระจก ที่มีสาเหตุมาจากการพัฒนาสู่ความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานของเงินกับระบบเศรษฐกิจเสรี ใครก็ตามที่หน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับความโลภและความโลภตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะมองเห็น เพราะมัวแต่หวังลมๆ แล้งๆ ว่า ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม

ก็ขอบอกที่นี่และวันนี้ว่า หากเราไม่เลิกแสวงหาเงินและระบบเศรษฐกิจการตลาดเสรีทั่วโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้หมดภายในสองหรือสามปีนี้

ระหว่างนี้ ไม่ว่าเราจะสามารถหาพลังงานทดแทนอย่างไร หรือปลูกป่าอีกปีละกี่ล้านไร่-ซึ่งเราควรและต้องทำมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน อย่างน้อยก็ควรพิจารณาสิ่งที่ผู้เขียนได้พูดได้เขียนแม้ที่คอลัมน์นี้มานานกว่า 15 ปี-มาถึงวันนี้ อะไรๆ ก็สายเกินไปจนสุดจะช่วย แม้แต่จะผ่อนหนักเป็นเบาอย่างไรได้

ดังที่ ปีเตอร์ รัสเซลล์ นักฟิสิกส์จากเคมบริดจ์ กล่าวว่า มันเป็นกรรมร่วมของโลกและเผ่าพันธุ์ ที่ต้องผ่านบทเรียนอันสุดเจ็บปวดในครั้งนี้ ที่เราส่วนน้อยนิดผู้สามารถอยู่รอดจากมหันตภัยธรรมชาติที่ต้องเกิดกับเราทั้งโลกในไม่ช้านี้ จะต้องนำไปสะท้อนอย่างล้ำลึกและต่อเนื่องที่ภายใน และหนทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยได้

หากเราย้อนกลับไปมองเรื่องของฟิสิกส์ปฐพีวิทยาของโลกกายภาพในอดีต โลกเราเคยปรากฏมีสภาวะโลกร้อนที่คล้ายคลึงกับสภาพที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นอีกในวันนี้พรุ่งนี้มาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้ง สำหรับผู้เขียน ล้วนมีความหมายที่อาจใช้อธิบายจักรวาลที่มีแผนการสร้างสรรค์ไว้ล่วงหน้า

สภาวะโลกร้อนครั้งหลังสุดที่เหมือนๆ กับคราวนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงรอยต่อระหว่างปลายยุคพาลีโอซีน (Paleocene) กับอีโอซีน (Eocene)-เมื่อราวๆ 55 ล้านปีมาแล้ว ช่วงเวลาที่ต้นตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเริ่มปรากฏขึ้นมาในโลกเป็นครั้งแรก จากการที่อยู่ๆ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนถึง 0.3-3.0 ล้านล้านตัน (terraton) ถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศโลก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ก๊าซเรือนกระจกอยู่ๆ ก็พรวดพราดถูกปล่อยออกมาจากไหนและอย่างไรนั้น แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์

บ้างก็ว่ามาจากการปล่อยของก๊าซมีเทนที่ฝังตัวอยู่ในผลึกน้ำแข็งใต้ท้องมหาสมุทรใกล้ๆ ขั้วโลกเหนือ

บ้างก็ว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออีกเหมือนกัน การระเบิดทำให้ก๊าซคาร์บอนใต้ดินถูกปล่อยออกมา (Nature, Jun. 2004)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่เคยเชื่อหรือยอมรับเรื่องความบังเอิญหรืออุบัติเหตุ

เพราะเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับโลกกับจักรวาลรวมทั้งกับมนุษย์แต่ละคนหรือสังคมแต่ละสังคม ล้วนมีแผนหรือพิมพ์เขียวเขียนไว้ล่วงหน้าทั้งนั้น นั่นประกอบด้วยสองกลไกที่แยกกันทำ คือ กรรมร่วมของเผ่าพันธุ์หนึ่ง กับทฤษฎีการจัดองค์กรให้กับตัวเองดังที่เคยอธิบายไปแล้วหลายครั้ง

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบระหว่างกัน ตอนนี้เราได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกไปเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็ราวๆ ครึ่งล้านล้านตัน หรือราวๆ 0.5 terraton ซึ่งอยู่ในขอบเขตสูงกว่าระดับต่ำที่สุดของสภาวะโลกร้อนเมื่อ 55 ล้านปีก่อน

งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้จากหลายมหาวิทยาลัยชี้บ่งว่า เมื่อ 55 ล้านปีก่อน

อุณหภูมิเฉลี่ยในแถบอบอุ่นของโลก เช่นที่ยุโรปสูงขึ้นไปกว่าปกติถึง 8 องศาเซลเซียส

ในขณะที่บริเวณแถบร้อนเช่นบ้านเรา สูงขึ้นไปกว่าปกติเพียง 5 องศาเซลเซียส แต่ก็สูงพอที่จะทำให้ป่าฝนเขตร้อนกลายเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆ สลับกับทะเลทรายไปทั้งหมด (Hadley Center 2004) และโลกอาจจะต้องใช้เวลาราวๆ 1-2 แสนปี ในการรักษาความป่วยเจ็บเป็นไข้สูงให้กับตัวเอง

ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องใช้เวลานานกว่าจะสูญสลาย แม้เมื่อ 55 ล้านปีก่อนอาจเริ่มด้วยก๊าซมีเทน แต่มีเทนก็ย่อมถูกออกซิไดซ์เป็นก๊าซคาร์บอนกับละอองน้ำวันยังค่ำ

ส่วนเรื่องของน้ำท่วมโลกที่พูดๆ กันนั้น เป็นเพียงการเปรียบเปรย เพราะน้ำคงจะไม่มีทางท่วมโลก ท่วมแผ่นดิน รวมทั้งภูเขา เหมือนหนังเรื่อง Waterworld จริงๆ แล้วการที่น้ำทะเลจะสูงมากกว่า 80-90 เมตร คงเป็นได้ยาก เพราะนั่นหมายถึงน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาต้องละลายกลายเป็นน้ำไปแทบทั้งหมด แต่เป็นไปได้มากที่ระดับน้ำทะเลจะสูงกว่าระดับปัจจุบันขึ้นไปถึง 20-40 เมตร ภายใน 30 ปีข้างหน้า ตามที่ เจมส์ ลัฟล็อค ยืนยันว่าน่าจะเกิดมากกว่าไม่เกิด

แล้วเราคนไทยโดยเฉพาะคนภาคกลางจะไปอยู่กันที่ไหนในเวลานั้น?

ก็เห็นมีแต่นักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ยังคงดันทุรังคิดในเชิงอนุรักษนิยม โดยคาดหวังว่ามนุษย์และสังคมประเทศชาติอาจสามารถรู้ตัวได้ทันและเลิกคิดที่จะแข่งขันกัน

ดังนั้น จึงคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่มนุษยชาติโดยรวมจะหวนกลับมาร่วมมือกันลดการเผาผลาญฟอสซิลคาร์บอนลงอย่างฉับพลันทันที (drastic world-wide reduction) ทำให้อุณหภูมิโลกที่คาดว่าจะสูงมากในปลายศตวรรษนี้อาจจะลดลงมาสูงเพียง 2 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้เรื่องของน้ำท่วมโลกเป็นไปได้ยาก เพราะอย่างดีระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้นบ้าง ก็คงแค่ไม่เกิน 30 เซน ติเมตร (Tom Wigley and G.A. Meehl, Science, Mar. 2005)

แต่ก็เห็นได้ชัดว่า นักอุตุนิยมทั้งสองคนนั้น ไม่ได้นำเรื่องของสภาวะโลกในปัจจุบันที่กำลังอยู่ในช่วงของการย้อนกลับไปมาของความร้อนที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ (positive feedbacks) ไม่ว่าจะเป็นความร้อนจากสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้น้ำแข็งในที่ต่างๆ เช่น จากขั้วโลกเหนือหรือยอดเขาสูงละลาย หรือป่าไม้ที่ช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือความร้อนจากการพัฒนาที่อยู่อาศัย เช่น เครื่องทำความเย็น และจากซีเอฟซีที่ยังคงมีใช้อยู่บ้าง

และที่สำคัญที่สุดที่รายงานดังกล่าวไม่ได้นำมาคิดเลยคือ ระบบนิเวศของป่าฝนเขตร้อนกับระบบนิเวศของสาหร่ายโฟโตแพลงตอนสีเขียวที่ลดน้อยลงมากเมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ

พืชพันธุ์ไม้สีเขียวพวกนี้ทำหน้าที่ดูดซับ หรือปั๊ม (pump) ก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศอันเป็นกลไกธรรมชาติที่สุดสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องสูญเสียไป ทำให้เกิดฟีดแบ๊คกลับไปกลับมาจนอุณหภูมิสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ผู้เขียนเชื่ออย่างมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กายภาพในเรื่องของแรงที่กระทำไปย่อมจะก่อแรงสะท้อนที่เท่ากันตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน

ยิ่งกว่านั้น ผู้เขียนยังรู้ว่า โดยอภิปรัชญาที่ต่อยอดบนแควน ตัมเมคานิกส์ซึ่งไม่มีตรรกะเลย แต่ได้รับการยอมรับกันโดยนักฟิสิกส์ระดับนำจำนวนมากของโลก ทำให้พวกเขาเหล่านั้นรวมทั้งผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรในโลก ในจักรวาล ที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีคุณค่าและความหมาย หรือมีเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็น ชี้วัดหรือคาดคิดด้วยสติปัญญาหรือสุตมยปัญญาไม่ได้

เราจึงเชื่อว่า เมื่อมองไม่เห็นและคิดไม่ถึงด้วยตรรกะและเหตุผลของตนแล้ว สิ่งนั้นปรากฏการณ์นั้นก็จะต้องไม่มี หรือ "บังเอิญ" มีขึ้นมาอย่างไร้สิ้นซึ่งความหมาย

เพราะฉะนั้น ในความรู้ความเห็นของผู้เขียน อุกกาบาตขนาดยักษ์ที่ตกลงมาชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนจนทำให้ไดโนเสาร์ต้องตายไปทั้งหมด จะต้องมีความหมายหรือมีความสัมพันธ์กับวิวัฒนาการของชีวิตที่ไล่สูงขึ้นไปกว่านั้น

สภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเมื่อ ๕๕ ล้านปีในยุคอีโอซีน ที่ทำให้โลกร้อนอยู่นานร่วมๆ 2 แสนปี จนชีวิตอยู่แทบไม่ได้ นอกจากพื้นดินบริเวณใกล้ๆ ขั้วโลก ดังที่ปรากฏร่องรอยวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือแมมมอลชี้บ่งว่า เป็นแผนแม่แบบพิมพ์เขียวของจักรวาลที่แผ้วถางเพื่อให้ชีวิตที่อยู่สูงกว่าสามารถมีวิวัฒนาการขึ้นมาได้

ในความเห็นส่วนตัวเช่นเดียวกัน สภาพโลกร้อนเกิน 5 องศา จะทำให้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ไม่ได้ในไม่กี่สิบปีข้างหน้า นอกจากแผ่นดินใกล้ๆ ขั้วโลก เช่น กรีนแลนด์-ที่อาจใช้เวลา 1 แสนปีกว่าที่ก๊าซคาร์บอนจะสูญสลายไปหมด-และช่วงเวลาต่อไปจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติสามารถวิวัฒนาการต่อไปได้

และคราวนี้ไม่ว่าเราจะเหลือน้อยสักปานใด จะไม่ใช่เรื่องของรูปกายที่วิวัฒนาการจบไปแล้ว แต่จะเป็นวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ ที่สำหรับผู้เขียน เส้นทางดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายของจักรวาล

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01061050&day=2007-10-06&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2007, 07:18:16 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10815

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า "องค์กร"

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ณัฐฬส วังวิญญู สถาบันขวัญเมือง แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ก็จะมีเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้รับมือกับสภาวการณ์ของโลกที่แปรเปลี่ยนอยู่อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีทางการบริหารจัดการทั้งหลายที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปตามเป้าหมาย ได้ถูกนำมาใช้ ติดตั้ง ปฏิบัติการ ลงทุนลงแรงในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งทางกายภาพและสายปฏิบัติงานในองค์กร โดยสิ่งที่ยากยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงคนที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ "เลือก" จะทำตามหรือขัดขืนการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

มาร์กาเร็ต วีทเลย์ คุรุด้านการบริหารงานในวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือของเธอ ชื่อ Finding Our Way ที่กำลังจะมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยเร็วๆ นี้ว่า "ในช่วงทศวรรษ 1990 งานสำรวจหลายชิ้นได้รายงานผลความล้มเหลวหลายครั้งของความพยายามเปลี่ยนแปลงองค์กร

บรรดาซีอีโอตอบการสำรวจว่า ความพยายามเปลี่ยนแปลงองค์กรจำนวนมากถึงร้อยละ 75 ไม่ให้ผลอย่างที่หวังไว้

นอกจากความพยายามเปลี่ยนแปลงจะไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการแล้ว กลับยังสร้างผลกระทบที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทุกครั้งไป ในที่สุดผู้นำต้องจัดการกับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าผลงานที่ควรจะเกิดตามแผน

แทนที่ผู้นำจะได้เชยชมผลดีจากการปรับระบบการผลิต กลับต้องมาจัดการกับความเป็นปรปักษ์และสัมพันธภาพที่เสื่อมลงอันเกิดจากการปรับเปลี่ยนใหม่นั้น

หรือแทนที่จะภาคภูมิใจกับประสิทธิภาพที่ได้รับจากการปรับโครงสร้าง ผู้นำกลับพบว่าพนักงานที่เหลืออยู่กลายเป็นคนหมดไฟและขาดขวัญกำลังใจ

แทนที่ได้รับความชื่นชมจากราคาหุ้นที่สูงขึ้นหลังจากการควบรวมกิจการ ผู้นำกลับต้องโหมแรงช่วยพนักงานให้กลับมาทำงานด้วยกันได้อย่างสันติ"

จากการทำงานให้ความช่วยเหลือกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการสั่งการและควบคุมนั้น ต่างไปจากการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการเห็นความจำเป็นหรือเห็นคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ไม่มีใครชอบการถูกสั่งให้เปลี่ยน แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงเมื่อรู้ว่าจะช่วยให้ตัวเองหรือผู้คนในองค์กรหรือในครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น

หากเรามององค์กรด้วยมุมมองแบบกลไก (Mechanistic view) การปรับเปลี่ยนนั้นก็ทำได้ตามการออกแบบของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้นำ แล้วประกาศใช้จากบนลงล่าง แต่ถ้าเรามององค์กรว่าเป็นสิ่งมีชีวิต (Living Organism) ที่มีมนุษย์เป็นหน่วยย่อยที่มีการรับรู้ (Perception) และการเลือก (Choice) เป็นของตัวเอง

สิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสมัครใจหรือเลือกได้นั้นคือ การรับรู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง โดยที่การเห็นหรือการรับรู้นี้จำต้องได้รับการพัฒนาร่วมกัน เนื่องจากไม่มีใครสามารถมองเห็นระบบที่ซับซ้อนทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตัวคนเดียว หากต้องพัฒนาการเรียนรู้จากมุมมอง สถานภาพ และปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่อาศัยระยะเวลา

ในช่วงกลางปีที่ผ่านผู้เขียนได้มีโอกาสจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับโรงพยาบาลคลองหลวง ปทุมธานี ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานที่สนใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อก่อให้เกิดความสุขในการทำงาน ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและคุณภาพการบริการ ผู้เข้าร่วมมีหลายระดับ ทั้งแพทย์ พยาบาล ลูกจ้างชั่วคราวและประจำ อายุตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ไปจนถึงห้าสิบปลายๆ ส่วนมากเป็นผู้หญิง ซึ่งมีบุตรแล้วประมาณ 1/3 ของผู้หญิงทั้งหมด

เมื่อลองประเมินด้วยความรู้สึกและสายตาว่ากระบวนการที่จัดไปได้ผลอย่างไรบ้าง ก็ต้องนับว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจทุกครั้ง เมื่อเทียบกับเงื่อนไขของผู้เข้าร่วม

เช่น ผู้เข้าร่วมมาครบและอยู่พักเต็มเวลาเป็นจำนวนมาก แต่ผู้เขียนคิดว่าเหตุปัจจัยของการเรียนรู้น่าจะมีหลายแบบ และสนใจที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยให้แตกต่างและหลากหลายอย่างเหมาะสมกับระดับการรับรู้โลกของผู้เรียน ตามพื้นฐานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้เรียน เพื่อจะได้ไม่ยึดติดกับกระบวนการเรียนรู้ชุดเดิมที่อาจใช้ได้ผลดีมากกับผู้เข้าร่วม 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เพราะอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกลางถึงน้อยนั้น อาจอยู่ในระดับจิตรับรู้ที่ต้องการชุดภาษาหรือกระบวนการที่จำเพาะเหมาะสมต่างหากออกไป

หากเราเปิดใจกว้างอย่างไม่ตัดสินว่าผู้เข้าร่วมที่ไม่เรียนรู้หรือเรียนรู้ได้น้อยจำนวนนี้เป็นพวก "บัวใต้น้ำ" การจะสืบค้นถึงระดับจิตรับรู้ของเขาและลำดับวิวัฒนาการในการเรียนรู้จะเกิดขึ้น

เพื่อว่าเราจะได้แสวงหาเครื่องมือที่เหมาะสมกับคนเฉพาะกลุ่มได้อย่างไม่ยึดติดกับเครื่องมือหรือกระบวนการเรียนรู้ชุดเดียว

ข้อสังเกตประการที่สอง ผู้เข้าร่วมที่อยู่ในลำดับชั้นล่างสุดของสายงานหรือสายบังคับบัญชามีแนวโน้มที่จะ "เงียบ" ความเป็นตัวของตัวเองยังแสดงออกมาน้อยมาก ด้วยอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยอย่างเพียงพอที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา

อาจเป็นเพราะนี่เป็นบรรยากาศหลักในวีถีการทำงาน คือมีหน้าที่รับคำสั่งอย่างเดียว ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองไม่สลักสำคัญอะไร จึงมีแนวโน้มที่จะเกาะกลุ่มสื่อสารในหมู่เดียวกัน หรือกับคนในระดับเดียวกัน หรือที่รู้สึกสนิทสนมและปลอดภัย ไว้วางใจได้

นี่อาจเป็นผลพวงของโครงสร้างในสังคม ทั้งในองค์กรและนอกองค์กรหรือสังคมที่ใหญ่ออกไป เมื่อมีการจัดลำดับชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะโดยระดับการศึกษา หรือวิชาชีพ (Professionalism) ก็ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการสร้างสัมพันธภาพทางสังคม (Social connection) ที่ความรู้และประสบการณ์ชีวิตได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเลื่อนไหล (Informational Flow)

ด่านแรกนี้ต้องอาศัยกระบวนการเยียวยา ฟื้นฟู และเยียวยาอัตตาที่ป่วยไข้นี้ให้กลับคืนความปกติ เพื่อให้กลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพหรือลำดับชั้นไหนขององค์กร เพราะไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้ก็จะดำรงอยู่ต่อไปในลักษณะของการปิดกั้น สร้างเกาะกำแพงขวางกั้นโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง (Empowerment and restoration of damaged ego)

และเมื่อเราเริ่มเยียวยาคนเหล่านี้ให้เริ่มรู้สึกดีและภูมิใจในคุณค่าของตัวเองได้แล้ว ก็จะรู้สึกปลอดภัยอย่างเพียงพอในการที่จะเปิดรับและเปิดใจเรียนรู้จากผู้อื่นได้

จากนั้นการใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงนามธรรม (Abstract thinking) ของคนต่างระดับกันทำให้เห็นว่าความซับซ้อนในการตีความและการให้ความหมายนั้นต่างกัน เช่น หากให้ออกไปเดินชมสวน บางคนจะกลับมาพร้อมกับความรู้สึก "ดีและผ่อนคลาย ชอบจัง" และไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นอีก (ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร)

แต่อีกคนอาจบอกว่า "ได้ค้นพบว่าธรรมชาตินั้นทำให้ให้ย้อนระลึกถึงตัวเองเมื่อยังไม่มีความเครียด งอกงามเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลอย่างไร้ความพยายาม และเต็มไปด้วยความเป็นเช่นนั้นเอง"

การตีความในสิ่งแวดล้อมหรือประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่ในระดับจิตรับรู้ (Stage) ที่ต่างกันนี้ อาจช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกันและกัน หากเปิดใจยอมรับฟังกันและกันอย่างไม่แบ่งแยก แต่ในกรณีที่สัมพันธภาพยังไม่เชื่อมโยง การเรียนรู้ระหว่างกันอาจเกิดขึ้นได้น้อย หรือไม่เกิดเลยก็เป็นได้

ในองค์กรที่ผู้คนต่างเอาตัวรอด (ระดับจิตร่วมต้นๆ) ก็มีหลายแบบ แบบหดตัว ปิดเงียบ แบ่งแยก ต้องการให้แงะออกมาจากมุมมืดหรือจากบาดแผลภายใน จะเป็นงานขั้นฟื้นฟู บางคนก็เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วแบบพลิกฝ่ามือ จากเอาตัวรอดมาเป็นเอาให้องค์กรรอด (We survive) ก็มี

แต่ผู้เขียนเห็นว่าอย่างไรก็ต้องผ่านขั้นแรกก่อน คือความรู้สึกว่ารักตัวเอง "ตัวฉันมีอยู่ และมีค่าด้วย น่าภูมิใจด้วย แม้ว่าฉันไม่ได้จบการศึกษาสูง" (ระดับการศึกษาทำให้คนตัดสินตัวเองไม่น้อย) คนรักตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเมื่อเปรียบตัวเองกับสังคม ยังรักตัวเองได้อยู่หรือไม่ สัมพันธภาพของฉันเองกับสังคมนั้นเป็นอย่างไร ฉันมีอะไรที่มีความหมายหรือคุณค่าต่อองค์กรหรือไม่

เมื่อได้ลองเล่นกิจกรรมบาโรมิเตอร์ คือให้เดินไปมาตามเสกลวัดความรู้สึกของตัวเอง พอเป็นคำถามว่า รู้สึกว่าชีวิตมีค่าและมีความหมาย ก็เดินออกมากันหมดทั้ง 31 ชีวิต พอสัมภาษณ์ก็มักบอกว่ามีความหมายกับพ่อแม่เสียส่วนใหญ่ มีไม่กี่คนบอกว่ามีความหมายต่อสังคมและโลก

นี่เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ ตราบใดที่คนยังไม่สามารถเห็นอำนาจของตัวเองในการสร้างโลกหรือสังคมอันพึ่งปรารถนา ก็จะตั้งหน้าตั้งตารอคอยชีวิตที่ดี องค์กรที่ดีจากใครสักคนที่ไม่ใช่เรา แต่หากเห็นสังคมในตัวเอง เห็นตัวเองว่าเป็นสังคมแล้ว ผู้คนก็จะเห็นศักยภาพที่ตัวเองจะสร้างสรรค์ชีวิตทั้งหมดร่วมกัน

จึงกลับมาที่เรื่องศรัทธาหรือเจตจำนง (พื้นฐานชีวิตที่นำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคม) หรือ Open Will ที่ ออตโต้ ชาร์มเมอร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ Theory U ของเขา ที่เราจำต้องช่วยกันหล่อเลี้ยงในตัวเองและในองค์กรที่จะวิวัฒนาการไปสู่คุณภาพใหม่ได้นั้น จะผ่านการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้คนในองค์กรในระดับที่เป็นกรอบคิด คุณค่า อารมณ์ความรู้สึกและเจตจำนงที่จะเลือกชีวิตของตัวเอง

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/news_detial.php?s_tag=01act02201050&day=2007-10-20&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2007, 15:20:13 PM »

มติชนรายวน วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10822

"อุดมการณ์" ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สุมน อมรวิวัฒน์ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน 27 ตุลาคม 2550

ในช่วงเวลาที่มีความแปรผันและความสับสนวุ่นวายทางการเมือง ขณะนี้เราได้เห็นความพยายามของคนหลายจำพวก ทั้งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการระดับเซียน นักการเมืองรุ่นเก่าแก่ นักการเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มการเมืองหัวก้าวหน้า กลุ่มปกป้องรักษาประชาธิปไตย ผู้คนสารพัดกลุ่มต่างก็พากันตั้งพรรคตั้งประชาคม รวบรวมไพร่พลเป็นกลุ่มใหญ่ ยึดโยงกันไว้ด้วยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทางความสำนึกในบุญคุณ ทางอำนาจเงิน และที่กล้าพูดออกมาก็คือ ทุกคนมาอยู่ร่วมกันเพราะร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

น่าประหลาดใจ ที่ได้เห็นคนหมู่หนึ่งมารวมตัวกันเพราะอุดมการณ์ตรงกัน แค่เพียง 3 วัน 7 วัน ก็ไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กันได้เสียแล้ว กลุ่มคนที่เคยยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยจนกล้าต่อสู้แบบเอาชีวิตเข้าแลก บัดนี้ เขาก็ยังมีชีวิตอยู่และร่วมหัวจมท้ายกับคนที่ยกย่องเผด็จการ

ผู้เขียนไม่อยากให้บทความจิตวิวัฒน์ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก ความประสงค์ที่แท้จริงก็คือ การค้นหาคำตอบว่า อุดมการณ์คืออะไรในแง่ของชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

พิจารณาจากพระโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งมองในด้านหนึ่งจัดได้ว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในวันมาฆบูชา แก่พระสงฆ์สาวก 1,250 รูป ที่มาเฝ้าพระองค์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พระโอวาทปาฏิโมกข์ถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วยอุดมการณ์ หลักการคำสอน และวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในพระธรรมวินัย

พระคาถาบทแรกใน 3 บท ของพระโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นอุดมการณ์สูงสุดของชีวิต ว่าด้วยขันติ (ความอดทน) และนิพพาน

นิพพานไม่ใช่การเสพสุขบนสวรรค์ และผู้ที่จะเข้าถึงอุดมการณ์อันเป็นจุดหมายสูงสุด ก็สามารถบรรลุได้ในชาตินี้ ไม่จำเป็นต้องตายก่อนจึงจะไปสู่นิพพาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม สรุปได้ว่า นิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดในชาตินี้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่จำกัดชนชั้นหญิงชาย เป็นภาวะที่มนุษย์สามารถประจักษ์แจ้งได้ ถ้าเพียรพยายาม ทำตัวให้พร้อมพอ ก็ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ชาวพุทธที่ต้องการบรรลุอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา จึงต้องละเว้นความชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม และฝึกพัฒนาจิตให้ผ่องใส จนเกิดภาวะทางปัญญา (คือวิชชา) ภาวะทางจิตที่หลุดพ้น เป็นอิสระ (วิมุตติ) และภาวะทางความประพฤติในการดำเนินชีวิต (กรุณา) ที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้พ้นทุกข์

ผู้เขียนเชื่อว่า การบำเพ็ญเพียรดับกิเลสให้ลดลงจนดับไม่เหลือนั้น เกิดผลที่ดับแล้วสว่าง เป็นความกระจ่างแจ้งที่จิตใจ ปลอดโปร่ง ใสสะอาด มีความสุขสงบประณีตอยู่ภายในตน

อุดมการณ์ไม่ใช่จุดหมายที่เกิดขึ้นและบรรลุถึงได้โดยง่าย ไม่มีใครที่ประกาศอุดมการณ์ขึ้นมาจากการประดิษฐ์ถ้อยคำอันเลิศหรู แล้วเคลือบแฝงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้อามิสหลอกล่อให้ผู้คนเป็นเหยื่อได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ในระดับบุคคล อุดมการณ์เริ่มต้นด้วยความคิดความเชื่อในหลักการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นความคิดที่มีแบบแผน เป็นระบบ ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจ หรือสิ่งเร้า ทั้งที่เป็นภาพบวกและภาพลบ

อุดมการณ์เริ่มต้นจากฐานความรู้และความคิด เกิดความตระหนักในความเสื่อมและความเสี่ยงของชีวิต ความตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ความตระหนักและศรัทธาต่อการสร้างสันติสุขต่อส่วนรวม ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งมวล

จากความตระหนักนั้น บุคคลได้ใช้ปัญญาตริตรองอย่างลึกซึ้ง เกิดความตั้งใจ เกิดจิตสำนึกที่จะทำงานอย่างพากเพียร อดทนในวิถีทางที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เพื่อให้ความคิดความเชื่อที่ถูกต้องนั้นสำเร็จดังประสงค์ กล้าต่อสู้อย่างเข้มแข็งแม้จะถูกต่อต้าน ขัดแย้ง ก็ไม่ยอมท้อถอย

บนเส้นทางแห่งการสร้างสมอุดมการณ์ ย่อมมีผู้มองเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดกลุ่มคนที่คิดดี มีสัมมาทิฐิตรงกัน เกิดเป็นอุดมการณ์ของสังคมที่เป็นปณิธานร่วมกัน ทุกคนมีจิตอาสา เสียสละ มุ่งทำงานเพื่อส่วนรวม เสริมพลังกัน ช่วยเหลือประคับประคองกัน เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายสูงสุดอย่างเดียวกัน

กลุ่มคนร่วมอุดมการณ์ที่แท้จริง จึงมีจิตสำนึกร่วม พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคม ของมาตุภูมิ

กลุ่มคนที่มารวมกันโดยมุ่งหมายเพื่อจะเอา กอบโกยมาเป็นของตัว เพื่อประโยชน์ส่วนตัว กลุ่มคนนั้นมีอุดมการณ์จอมปลอม

เส้นทางไปสู่อุดมการณ์นั้นยาวไกล ต้องพากเพียรทำงานร่วมกันเป็นเวลายาวนาน อุดมการณ์จึงมิใช่เป็นเพียงความหวังหรือความใฝ่ฝัน แต่เป็นความคิดที่ใคร่ครวญแล้ว จิตใจตั้งมั่นแล้ว ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว มุ่งหน้าทำงานร่วมกันไปจนกว่าจะบรรลุจุดหมาย

แม้ว่ารายการอะคาเดมี แฟนเทเชีย จะจบไปแล้วถึง 4 ฤดูกาล แต่แฟนคลับทั้งหลายคงจะจำเนื้อเพลงที่ AF ทั้งหลายร้องร่วมกันมานานถึง 4 ปีได้ สร้อยเพลงนั้นได้บอกถึงความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวนับพันนับหมื่นว่า ชีวิตของเขาต้องการอะไร

จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า

จะไปไขว่คว้าเอามาเหมือนใจฝัน

จะไปให้ถึงปลายทางในวันนั้น

จะเป็นคนดังที่เด่นในแสงไฟ

ผู้เขียนเชื่อว่า ความใฝ่ฝันดังกล่าวไม่ใช่อุดมการณ์ หากแต่เป็นจุดหมายใกล้ๆ ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง มิช้ามินานก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะความเด่นความดังเป็นเพียงภาพมายา เงินทองที่ท่วมท้นมา ถ้าใช้อย่างขาดสติก็จะสูญหายไป ทั้งนี้เพราะขาดภาวะของวิชชา ภาวะทางจิตอิสระ และภาวะทางการุณยธรรม ดังกล่าวแล้วข้างต้น

พุทธทาสภิกขุได้เขียน "มรดกที่ขอฝากไว้" กล่าวถึงปณิธาน 3 ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคนถือเป็นหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ

1. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ

2. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม

3. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา

ในมรดกข้อสุดท้าย ท่านพุทธทาสภิกขุได้ประกาศอุดมการณ์ว่า "...ธรรมิกสังคมนิยมเป็นหัวใจของพุทธธรรม หรือของศาสนาทุกศาสนาอย่างที่ไม่มีใครมอง ลัทธินี้มุ่งประโยชน์ร่วมกัน ทั้งของฝ่ายนายทุนและของฝ่ายกรรมกร, และของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน และแม้แต่ต้นไม้ต้นไร่ โดยถือเอาหลักแห่งการเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เป็นหลักพื้นฐาน..."

พระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านปัญญานันทภิกขุ) มีอุดมการณ์ส่วนตัวของท่าน และได้ประกาศสั่งสอนพุทธบริษัทตลอดมาว่า "...งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน ทำงานให้สนุก มีความสุขอยู่กับงาน ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำเพื่อให้ ไม่ใช่ทำเพื่อเอา..."

พระคุณเจ้าได้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีพุทธบริษัทจำนวนมากปฏิบัติธรรมตามอุดมการณ์ของท่าน

ยังมีฆราวาสจำนวนมากที่ประกาศอุดมการณ์ของชีวิตและการงาน มีผู้ศรัทธาจงรักภักดีเข้าร่วมอุดมการณ์เต็มแผ่นดิน ซึ่งผู้เขียนจะไม่ยกตัวอย่างในบทความนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจะสามารถระบุนามได้ นับแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จนถึงประชาชนชาวบ้านในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย

อุดมการณ์จึงมิได้เกิดขึ้นเฉพาะทางการเมืองการปกครองเท่านั้น อุดมการณ์ในชีวิตทั้งที่เป็นของแต่ละบุคคลและกลุ่มมวลชน เป็นอุดมการณ์ร่วม ซึ่งทำให้สังคมมีความเป็นปึกแผ่น มั่นคง สงบสุข เสมอภาค มีความสำคัญยิ่งกว่า

คนมีอุดมการณ์ในชีวิตไม่จำเป็นต้องเรืองอำนาจ เขาอาจเป็นคนเล็กๆ แต่มีจิตใจยิ่งใหญ่ ทำงานไปเงียบๆ เกิดผลงานต่อส่วนรวมยิ่งใหญ่ไพศาล

ผู้เขียนกล้ายืนยันความคิดนี้ เพราะมีพยานที่ประจักษ์ชัดจากหนุ่มสาวที่เคยเป็นศิษย์

เมื่อเขาเหล่านั้นยังเยาว์ เขาเป็นขบถหัวรุนแรงที่รังเกียจการใช้อำนาจเผด็จการ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งชายหญิงก็ร่วมกันอาสาทำงานตามอุดมการณ์ของเขา ต้องเจ็บปวดพ่ายแพ้ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม หนุ่มสาวกลุ่มนี้กลับเข้ามาเรียนต่อจนจบ หลังจากนั้นก็ทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อความอยู่รอดของสังคมไทยตลอดมา จนบัดนี้เขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้นำในวงการเล็กๆ

อุดมการณ์ของหนุ่มสาวเหล่านี้เกิดขึ้น ก่อสานเป็นรูปธรรม ยังคงอยู่เป็นงานต่อ เนื่อง และสร้างสรรค์แบบอย่างแก่เยาวชนรุ่นต่อไป ผู้เขียนรักและประทับใจอย่างยิ่ง และเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้

คนกร้านโลกทั้งหลายที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกแอบวางแผนอยู่เบื้องหลัง และออกหน้าประกาศอุดมการณ์ชั่วคราวกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โปรดตรวจสอบตนเองว่ามีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมืองจริงหรือไม่

โปรดอย่าอ้างอุดมการณ์บนฐานอำนาจและเงินตรากันเลย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำที่พูดกันพล่อยๆ

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02271050&day=2007-10-27&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2007, 06:05:43 AM »

วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10829

ทำแค่ใช่... ไม่ต้องมาก

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



จดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ของสถาบันโนเอติกซายน์ (Institute of Noetic Sciences) เดือนตุลาคมนี้ มีการแนะนำให้สมาชิกไปดูคลิปวีดิทัศน์ของ แมรีแอนน์ วิลเลียมสัน นักอบรมชั้นนำคนหนึ่งของโลก เธอเขียนหนังสือขายดีติดอันดับหนึ่งของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์หลายเล่ม และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันให้มีการจัดตั้งกระทรวงสันติภาพในประเทศสหรัฐอเมริกา

ในคลิปวิดีโอหนึ่งนาทีนั้น แมรีแอนน์เชิญชวนกึ่งท้าทายให้ผู้ดูร่วมเป็นหนึ่งในประชากรสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ เธออ้างถึงงานวิจัยของนักสังคมศาสตร์ที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมโลกหลายครั้งเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มีผู้ที่เชื่อ ต้องการ และเปลี่ยนแปลงก่อนเพียงจำนวนหนึ่ง

โดยยกตัวอย่างการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของสตรีในอังกฤษ และการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศสหรัฐอเมริกาจากอังกฤษ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนไม่ต้องมีผู้ต่อสู้เรียกร้องถึงครึ่งหนึ่งของประชากร แต่มีจำนวนที่ "เพียงพอ" โดยเธอบอกว่าเพียงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อเรื่อง มวลวิกฤต (Critical Mass) ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางสังคมศาสตร์พลวัต อธิบายถึงการมีอยู่ของโมเมนตัมของระบบสังคมที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองและขยายเพิ่มได้

ขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ เช่น ในเมืองใหญ่ หากมีคนคนหนึ่งหยุด แล้วแหงนมองดูท้องฟ้า คนอื่นๆ รอบข้างก็จะยังคงเดินไปเรื่อยๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หากมีคนหยุดสักสามสี่คน อาจจะมีบางคนที่สงสัย หันกลับมาดูพวกที่ดูฟ้า แล้วอาจเดินต่อ แต่เมื่อมีคนจำนวนมากพอแหงนหน้าดูท้องฟ้า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่มากนักในกรณีนี้ (ขึ้นกับหลายปัจจัย) เช่น ประมาณหกถึงเจ็ดคนเท่านั้น คนอื่นๆ ก็จะหยุดแล้วแหงนหน้ามองดูเหมือนกัน จำนวนนี้แหละ เรียกว่า มวลวิกฤต

เอาเป็นว่าคุณแมรีแอนน์ เธอท้าให้คนที่เปิดดูคลิปเปลี่ยนแปลงตนเองเสีย จะได้เพิ่มจำนวนผู้เปลี่ยนแปลงไปให้ถึงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ครับ

เธอบอกว่าหากตัวเราเองยังไม่เปลี่ยนแปลงก่อน ก็อย่าไปอ้างเลยว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากจะเพิ่มเติมว่า อันที่จริงแล้วเราไม่ต้องรอถึงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์หรอก (ซึ่งสำหรับประชากรโลก ณ วันนี้ สัดส่วน 11 เปอร์เซ็นต์ของหกพันหกร้อยสามสิบกว่าล้านคน ก็ตกราวๆ เจ็ดร้อยสามสิบล้านคน) เพราะจิตของเราแต่ละคนที่เข้าถึงความจริง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้

ในมนุษย์จำนวนหกพันหกร้อยสามสิบกว่าล้านชีวิตนี้ แต่ละคนก็ล้วนแต่มีจิตที่คิดสร้างโลกขึ้นมา มีประสบการณ์และสร้างการดำรงอยู่ของตัวตนเราในโลกทางกายภาพนี้ทั้งสิ้น

โลกนั้นดำรงอยู่ในจิตของเรา และเราแต่ละคนต่างเลือกว่าจะมีประสบการณ์ต่อมันอย่างไร สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำ ล้วนก่อประกอบขึ้นเป็นโลกทางกายภาพตามแบบที่เราอยากจะมีประสบการณ์

เราจึงอาศัยอยู่ในโลกแห่งมายาการ ความรู้สึกที่เรามีต่อวัตถุทุกชนิดล้วนเป็นความรู้สึกที่เรามีต่อความสัมพันธ์ของสนามหรือคลื่นพลังงาน เป็นความรู้สึกที่จิตเราแปลผลตีความขึ้นมา และด้วยเหตุที่เราล้วนมีประสบการณ์ต่อมายาการนี้ร่วมกัน เราก็มักคิดตีขลุมเหมาเอาว่าเรานั้นอยู่บนโลกใบเดียวกัน เราเลือกที่จะเชื่อว่าโลกมีอยู่นอกเหนือจากการสร้างของเรา แต่แท้จริงแล้ว โลกนั้นมันอยู่ในจิตของเราเอง

ความพยายามใดๆ ที่เรากระทำเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจเป็นความพยายามที่เปลืองแรง ไปจนถึงขั้นสูญเปล่า เพราะเป็นการไปแก้ไขปรับเปลี่ยนโลกทางกายภาพที่เราต่างสร้างขึ้นและให้ความหมายตีความแตกต่างกัน ในเมื่อโลกเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในใจของเราเองแล้ว

การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ควรเริ่มต้นจากตัวเรา เริ่มขึ้นในใจตัวเอง

ตัวอย่างเช่น เรื่องสันติภาพ สันติภาพนั้นมิได้เข้าถึงได้ด้วยการพยายามสร้างให้สันติภาพเกิดขึ้นในโลก หากแต่สันติภาพที่แท้จริงนั้นเข้าถึงได้ผ่านการตระหนักรู้ว่าสันติภาพนั้นมีอยู่แล้ว อยู่ในโลกของคนทุกคน และเส้นทางการเข้าถึงนั้นมีการเดินทางเข้าสู่ด้านในตนเองเป็นบาทฐานสำคัญ

หากหญิงหรือชายใดได้มีสันติในเรือนใจแล้ว ทุกสิ่งที่เธอหรือเขาทำออกมาไม่ว่าด้วยกายหรือวาจาย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำย่อมถูกกระทำด้วยสันติวิธี (นั่นย่อมรวมถึงการพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกด้วย)

อีกทั้งสันติภาพนั้นมิได้เข้าถึงได้ด้วยการพยายามไปเปลี่ยนคนอื่น ความพยายามอันบริสุทธิ์ใจในการสร้างงาน สร้างกิจกรรม สร้างโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมสันติภาพเป็นความพยายามอันน่าชื่นชม หากแต่ต้องชวนผู้คิดและดำเนินการโครงการเหล่านั้นได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเข้าถึงสันติภาพภายในตนแล้วหรือยัง หรืออย่างน้อยได้ใช้งานเป็นโอกาสในการเดินทาง ฝึกฝน และเรียนรู้ในการเข้าถึงสันติภาพที่แท้จริงหรือไม่ เพราะหากโลกภายในไม่มีสันติภาพแล้ว กิจกรรมต่างๆ ก็เป็นเพียงความพยายามอันไปไม่ถึงดวงดาว เป็นกิจกรรมที่ได้แต่รูปแบบ ขาดหัวใจ สาระ หรือจิตวิญญาณของสันติภาพ

โจทย์ของคนทำงานเรื่องสันติภาพหรือสมานฉันท์ รวมทั้งงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงยกระดับสังคมไปสู่การมีจิตใหญ่ ดังเช่น จิตวิวัฒน์ จิตตปัญญาศึกษา พัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ตลอดจนสุขภาวะทางจิตวิญญาณ/ทางปัญญา จึงมีหลายชั้น หนึ่งคือต้องทำการบ้านกับตนเองก่อน หนึ่งคืองานและชีวิตของคนทำงานควรเป็นบทพิสูจน์ของการเดินทางเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับเรื่องที่ทำในทุกระดับ ในทุกมิติ

และอีกหนึ่งที่สำคัญคือต้องพยายามสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่า เป้าหมายภายในนั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเป้าหมายภายนอก เราไม่สามารถทำงานเรื่องจิตวิวัฒน์โดยไม่ใช้กระบวนการจิตวิวัฒน์ได้

โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ให้ทุน ความตั้งใจที่อยากจะให้เรื่องดีงามแพร่ขยายกระจายไปทั่วแผ่นดินนั้นก็เป็นกุศลเจตนาที่ควรยกย่อง ทว่าจะต้องไม่กระทำอย่างผิวเผินเหมือนกับผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากที่สุดในราคาต่ำสุดและใช้เวลาสั้นที่สุด

ความท้าทายอยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตเป็นเรื่องของความปกติ เป็นเรื่องความสมดุลของการพัฒนาทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ ผสมผสานงาน ครอบครัว และสังคมอย่างพอดี และให้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรมในทุกขณะจิต

ต้องเข้าใจว่าความคาดหวังและคำถามที่ว่า "เปลี่ยนได้กี่คนแล้ว" เพื่อจะได้ถึง 11% เสียทีนั้น ต้องเริ่มนับหนึ่งจากตนเองก่อนเสมอ

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03031150&day=2007-11-03&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน 2007, 20:10:17 PM »

เสาร์ที่ 3 เดือนพฤศจิกายน พศ. 2550 ค้นหาข่าว   มติชนออนไลน์ 
 
ม.มหิดลรับน.ศ. หลักสูตร 'จิตตปัญญาศึกษา' 
 คอลัมน์ ค็อกเทลหลักสูตร

ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education Center) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดหลักสูตรใหม่ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตตปัญญาศึกษาและการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

หลักสูตรนี้เกิดจากแนวคิดของผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่คิดว่าควรจะต้องจัดการเรียนการสอนเป็นแม่แบบในระดับอุดมศึกษา มีการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (ความหมายหนึ่งของจิตตปัญญาศึกษา) ผ่านประสบการณ์ หรือการจัดกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลง ฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องสมดุล ด้วยความรักความเมตตา ซึ่งจะสร้างเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า และมีความสุขในทุกระดับ โดยหลักสูตรนี้ได้รับการพัฒนาจากผู้ทรงคุณวุฒิเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาทั้งใน และต่างประเทศ

บัณฑิตจากหลักสูตรนี้ จะเชี่ยวชาญในการพัฒนาศักยภาพด้านใน มีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของตนเอง องค์กร ชุมชน และสังคม ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เปิดรับสมัครนักศึกษาตั้งแต่บัดนี้ถึง 1 ธันวาคม 2550 เริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 มีทุนสนับสนุนบางส่วนจากมหาวิทยาลัย

สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โทร.0-2441-0602 ต่อ 1508, 08-5331-9482-3

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=9387&catid=3
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2007, 06:30:38 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10836

ว่าด้วยเรื่อง"หยุดการเรียนรู้"

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิดสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



วันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งคุยกับ ณัฐฬส วังวิญญู หลานชาย เรื่อง Evolve Your Brain ซึ่งเขียนโดย โจ ดิสเปนซ่า (Joe Dispenza) บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ ดิสเปนซ่าได้แยกแยะการทำงานของสมองซีกซ้ายซีกขวาไว้อย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าเด็กจะใช้สมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองที่แสวงหาสิ่งใหม่ การเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง แต่สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นสมองของผู้ใหญ่ จะสรุป แล้วอยู่กับความรู้เก่า ความรู้เดิม

ก่อนอื่น เราต้องไม่ลืมว่าการรับรู้โลกของอายตนะ (senses) ต่างๆ ในสมองชั้นต้น การประมวลผลในสมองชั้นกลาง และส่งไปยังสมองซีกขวานั้น สมองซีกขวาจะเป็นความรู้แฝงเร้น (tacit หรือ implicit) เป็นศิลปะ เป็นปัญญาเชิงปฏิบัติ ซึ่งเมื่อถูกแปลความแล้วด้วยสมองซีกซ้าย จะเป็นความรู้เปิดเผย (explicit) เป็นตัวบทหรือเป็นทฤษฎีขึ้นมา

ที่สำคัญ ในหนังสือเล่มดังกล่าวของดิสเปนซ่า เขาได้เขียนถึงเรื่องการเริ่ม "หยุดการเรียนรู้" ของผู้ใหญ่ ณ วัยประมาณยี่สิบตอนปลายและสามสิบตอนต้น กล่าวคือเมื่อคนเราเริ่มจะรู้สึกว่าตัวเองเห็นโลกมามาก มีประสบการณ์มาหลากหลายแล้ว และเริ่ม "ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก"

ดิสเปนซ่าได้เขียนไว้ในบทก่อนหน้าของหนังสือแล้วว่า "ความรู้สึกคือความทรงจำของประสบการณ์" กล่าวคือมนุษย์จะจดจำประสบการณ์โดยผ่านความรู้สึก ความรู้สึกเป็นตัวจัดการ จัดแจง และจัดระเบียบประสบการณ์ ความจำ ตลอดจนความคิดที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผ่านมาในชีวิตหรือผ่านวัยมา เขาบอกว่า "ทุกความคิดจะมีความรู้สึกกำกับอยู่" ตรงนี้ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงความหมายที่แท้จริงของหนึ่งในขันธ์ห้า นั่นคือ "สังขาร" ว่าสังขารคือการปรุงแต่ง คือความคิดที่ปนอยู่ในความรู้สึก หรือความรู้สึกที่ปนอยู่ในความคิดแล้วอย่างแยกไม่ออกและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นอะไรกลางๆ ที่สมองใช้ในการจัดระเบียบ จัดหมวดหมู่เพื่อจะนำกลับมาใช้งานได้ และเฉดสีของอารมณ์ความรู้สึกนี้เองที่จะช่วยในการจัดระเบียบความทรงจำแห่งประสบการณ์

รวมทั้งความคิดและความจำได้หมายรู้ต่างๆ ของมนุษย์

เมื่อเชื่อมโยงกับหนังสือว่าด้วยการทำงานของสมองอีกเล่มหนึ่งของ โจเซฟ ชิลตัน เพียซ เรื่อง From Magical Child to Magical Teen ซึ่งพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความสำคัญมากกว่า คือ สมองชั้นล่างๆ หรือสมองสัตว์เลื้อยคลาน และสมองชั้นกลาง จะเรียนรู้ร่วมกับสมองชั้นนอกด้วย "วิถีของการทำซ้ำ" จนกระทั่งชำนิชำนาญ แล้วจะจดจำสิ่งเหล่านั้นเอาไว้อย่างเป็นอัตโนมัติ

เมื่อเราคุ้นเคยกับการทำอะไรแล้ว ต่อไป เราก็อาจทำสิ่งนั้นกิจกรรมนั้นได้อย่างเป็นอัตโนมัติ อย่างเป็นกลไก อย่างเป็นเครื่องจักร

โดยต้องเข้าใจว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของมนุษย์ที่จะดำรงชีวิตอยู่รอดในโลก และชุดอัตโนมัติเหล่านี้ จะถูกบันทึกไว้อย่างพร้อมนำกลับมาใช้ได้ตลอดเวลา

ความรู้ที่ว่านี้เมื่อเพิ่มเติมด้วยการค้นคว้าของดิสเปนซ่าเข้าไป จะกล่าวได้ว่า "ทุกชุดอัตโนมัติเหล่านี้ล้วนมีอารมณ์ความรู้สึกกำกับอยู่ด้วย"

เช่น มีคนเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องการเดินทางว่า เวลาเราเดินทางไปไหน ไปหาใครหรือไปท่องเที่ยว ขาไปและขากลับจะเกิดความรู้สึกแตกต่างกัน โดยเฉพาะความรู้สึกในเรื่องของเวลา คือขาไปจะยาวนานกว่าขากลับ

หากลองกลับมาที่ข้อคิดของเพียซซึ่งเป็นนักค้นคว้าประมวลความรู้ทางสมองอย่างเอกอุอีกครั้งหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์จะทำซ้ำกับการเรียนรู้หนึ่งใด จนกระทั่งเป็นนายงานของเรื่องนั้นๆ แล้วจึงจะผ่องถ่ายไปเก็บไว้ในแบบกลไกอัตโนมัติ คือ สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเป็นอัตโนมัติในเวลาต่อมา

ดังเราจะสังเกตเห็นได้ว่า หลายกิจกรรมในชีวิตของเราล้วนดำเนินไปอย่างเป็นอัตโนมัติ ซึ่งผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "อัตโนมัติที่หลับใหล" เพราะเราทำไปอย่างเป็นกลไก ทำไปอย่างเป็นเครื่องจักร ทำอย่างไม่ได้ตื่นรู้

แล้วเมื่อถามว่ามีอัตโนมัติอย่าง "ตื่นรู้" ได้ไหม

ผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้ อย่างเช่นเวลาเรารำมวยจีน หรือเดินจงกรม หากเราตื่นรู้ มันจะเป็น "อัตโนมัติที่ตื่นรู้"

แต่ชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ดำเนินไปใน "อัตโนมัติที่หลับใหล" โดยเฉพาะคนอายุอานามเลยวัยสามสิบขึ้นไป ยิ่งสี่สิบห้าสิบยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเรามักจะคิดว่า ตัวเองรู้แล้ว รู้งานแล้ว รู้เรื่องราวในวิชาชีพตนเองดีแล้ว รู้ประสบการณ์ รู้ชีวิตแล้ว จึงปล่อยชีวิตโดยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดให้เป็นไปอย่าง "อัตโนมัติที่หลับใหล"

กลับมาถึงตอนสำคัญของหนังสือ Evolve Your Brain ดิสเปนซ่าบอกว่า ในวัยยี่สิบตอนปลาย และสามสิบตอนต้น เราเริ่มเคลื่อนย้ายท่าทีของชีวิตจากการแสวงหา เรียนรู้ มาเป็นลงหลักปักฐาน เริ่มสร้างบ้านสร้างรถ เลี้ยงลูก ส่งลูกเรียนหนังสือ

กล่าวคือชีวิตได้ปรับเข้าสู่การเอาชีวิตรอด หาความมั่นคงปลอดภัยให้กับครอบครัว เป็นการเคลื่อนย้ายออกมาจากวิถีชีวิตแห่งการเรียนรู้ ไปสู่วิถีชีวิตแห่งการสร้างความมั่งคงปลอดภัยให้กับครอบครัว

และเราอาจจะสรุปไปแล้วโดยไม่รู้ตัวว่า ประสบการณ์ทั้งหมดที่อาจจะมีได้ในโลกนี้ "ฉันรู้แล้ว" และตรงนี้เองที่มนุษย์ "หยุดการเรียนรู้"

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแยกแยะให้ออกระหว่างการเรียนรู้ กับการดาวน์โหลด "ความรู้เดิม" ที่ผู้เขียนมักเรียกว่าเป็น "เทปม้วนเก่า" มาใช้ คือ เรามักจะใช้ความรู้เก่า วิธีเก่า ในการประมวลผลหรือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ และเรามักจะมองปัญหาต่างๆ จากมุมมองเดิมๆ

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหาหนึ่งใดได้ จากมุมมองที่เป็นตัวสร้างปัญหาขึ้นมา แม้การจะเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนมุมมองนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจำต้องออกจาก "อัตโนมัติที่หลับใหล" ต้องออกจากการ "ดาวน์โหลด" เราจึงอาจจะมีมุมมองที่สด มีชีวิต และสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ และเมื่อนั้น การเรียนรู้จึงจะไม่หยุดอยู่กับที่อีกต่อไป

ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า ชีวิตของท่านนั้น นอกจากดาว์นโหลดความรู้เดิม วิธีคิดเดิม มุมมองเดิมไปวันๆ แล้ว ท่านได้มีโอกาสมองโลกจากมุมมองใหม่บ้างหรือไม่?

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03101150&day=2007-11-10&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2007, 18:10:33 PM »

มติชนรายวันวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10843

กระตุ้นต่อมจิตสำนึกใหม่ : ภาวะโลกร้อนกับชะตาคนไทย

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Change) มีผลกระทบโดยตรงต่อสรรพสิ่งในโลก และโดยเฉพาะมนุษย์

เพราะสรรพสิ่งล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน

เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด

เมื่ออุณหภูมิของโลกถัวเฉลี่ยค่อยๆ ร้อนขึ้น มนุษย์ได้เห็นสัญญาณเตือนภัย (Harbingers) ที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ วิกฤตการณ์น้ำท่วมฉับพลัน โคลนถล่ม ไฟไหม้ป่า พายุบ้า...ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดขึ้นเหล่านี้ มีแนวโน้มจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงขั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์เอง

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นภาวะที่มนุษย์และโดยเฉพาะคนไทยจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จริงหรือไม่

ลองมาพิจารณาสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ดู

มีการพูดถึงภาวะโลกร้อนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระดับโลกกันมากขึ้นโดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลที่เกิดจากโลกร้อน ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จะมีผลทำให้เมืองหลายเมืองทั่วโลกจมหายไปในอนาคตที่ไม่ไกลเกินรอ

มีการค้นพบว่า การแข็งตัวของน้ำแข็งขั้วโลกช้าลง แต่ละลายเร็วขึ้น ส่อสัญญาณอันตรายต่อหมีและสัตว์ขั้วโลก

ความสูงของเทือกเขาหิมาลัยลดลงทุกปีเพราะหิมะที่ปกคลุมยอดภูเขาละลาย อุณหภูมิเฉลี่ยของบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ประเทศภูฏาน และประเทศเนปาลสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ชี้ให้เห็นถึงปัญหาโลกร้อนว่าได้เข้าสู่ขั้นวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ เฉพาะที่ทวีปเอเชียมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่มีสาเหตุมาจากการร้อนขึ้นของโลกปีละประมาณ 1 แสน 7 หมื่นคน ปัญหานี้จะทวีเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีดำเนินชีวิตโดยรวมหากไม่มีการเตรียมการที่ดีพอ

ภัยธรรมชาติ หากเกิดขึ้น ยิ่งรุนแรงหรือเกิดบ่อยเท่าไหร่ ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง ที่ต้องพึ่งธรรมชาติก็จะยิ่งลำบาก เพราะขาดรายได้ สูญเสียที่ทำกิน เป็นหนี้สิน กลายเป็นปัญหาของรัฐบาล กระทบกับระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนโดยทั่วไป

เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด

สำหรับประเทศไทย หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำท่วมรุนแรงและนานขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกหลักของประเทศเช่นในภาคกลาง ประกอบกับมีความแห้งแล้งต่อเนื่องในบางพื้นที่เช่นในภาคอีสาน ประเทศไทยจะยังคงเป็นอู่ข้าวอู่อาหารหลักของโลกได้หรือไม่

สัญญาณเตือนภัยสำหรับประเทศไทยมีมากมายพอควรที่นักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารวบรวมไว้

พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน บริเวณกรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา กำลังประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะอย่างรุนแรง บ่อกุ้งและบ้านถูกน้ำทะเลรุกเข้ามาในพื้นที่เหล่านี้ตั้งแต่ 500 เมตร ถึง 2 กิโลเมตร

บางพื้นที่พื้นดินชายฝั่งทะเลสูญหายไป เช่นที่ชายทะเลบางขุนเทียน พื้นดินจมหายไปปีละประมาณ 12 เมตร จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 5 จังหวัดตอนบน ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะทาง 106.5 กิโลเมตร ถูกน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วกว่า 13,700 ไร่

เฉพาะที่ชายทะเลบางขุนเทียน ชุมชนคลองประมงกว่า 100 หลังคาเรือน ซึ่งเคยอยู่ห่างจากชายทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร ปัจจุบันต้องถอยร่นประตูระบายน้ำ เพื่อใช้เลี้ยงกุ้งมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งการย้ายประตูระบายน้ำแต่ละครั้งต้องลงทุนนับแสนบาท บางพื้นที่เคยมีแนวป่าชายเลนหนาแน่น มีต้นแสมหลายไร่ แต่ปัจจุบันถูกน้ำทะเลซัดกัดเซาะอย่างรุนแรง ขุดรากถอนโคนต้นแสมจนหมด น้ำทะเลรุกเข้ามาในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการลงทุนนำหินมาถมเป็นเขื่อนกันคลื่นกัดเซาะ แต่น้ำทะเลก็ยังทะลักท่วมที่ดินเข้ามา 200-500 เมตร ทำให้ต้องมีหนี้สินมากขึ้น บางครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีน้ำถึง 3 ครั้ง

วัดหงส์ทอง ตำบลสองคลอง ซึ่งมีโบสถ์อยู่กลางน้ำ เดิมทีที่ดินของวัดในโฉนดระบุว่ามีเนื้อที่ 21 ไร่ แต่ปัจจุบันถูกน้ำทะเลกัดเซาะเหลืออยู่เพียง 8 ไร่เท่านั้น

ที่ชลบุรี ก็พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2549 ระดับน้ำทะเลในจังหวัดชลบุรีเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณศาลาชายทะเลรวมใจ ในเขต อ.เมือง จ.ชลบุรี ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปกติเป็นอันมาก

ที่ภาคเหนือประสบกับปัญหาฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดเป็นเวลานาน ส่งผลให้ดินบนภูเขาถล่มลงมาปิดเส้นทางคมนาคมหลายๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านหลายพันครัวเรือนไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับพื้นที่ภายนอกได้ บ้านเรือนหลายแห่งหายไปกับสายน้ำ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เด็กๆ หลายคนไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องด้วยเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ประชาชนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นระยะๆ

ในแง่ของสุขภาพอนามัย สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น เช่นโรคระบบทางเดินหายใจ ไอ หอบ โรคภูมิแพ้ เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก อันเนื่องมาจากความแห้งแล้ง เกิดไฟป่า ทำให้มีควันไฟปกคลุมไปทั่ว บางพื้นที่ก็เกิดภาวะทุพโภชนาการเพราะมีความแห้งแล้งยาวนาน เป็นโรคขาดอาหารและน้ำ ผู้คนต้องอพยพหนีความลำบากเข้ามาหางานทำในเมือง

บางพื้นที่มีน้ำท่วมใหญ่ ก็มีปัญหาโรคฉี่หนู โรคน้ำกัดเท้า ท้องเดินท้องเสีย และโรคที่มากับน้ำอื่นๆ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ควรจะต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนควรร่วมมือศึกษา วิจัย เพื่อรวบรวมองค์ความรู้อย่างเป็นระบบครบถ้วนเท่าที่มี แล้วเผยแพร่ข้อมูลและผลกระทบที่เป็นไปได้ให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจ มีการคาดการณ์แนวโน้มและภาพอนาคตที่เป็นไปได้ของโลกและสังคมไทย ที่เกิดจากภาวะโลกร้อน มิใช่เพื่อทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เพื่อให้ตื่นตัวและตระหนักถึงอนาคตที่ตนเองมีส่วนร่วมสร้าง ร่วมทำลาย

มิใช่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพียงเพื่อการเตรียมตัวเผชิญ หรือหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เพื่อร่วมสร้างอนาคตร่วมกันอย่างมีสติ มีปัญญา และมีความรับผิดชอบต่อโลก ต่อประเทศ ต่อตนเองและสรรพสิ่ง

เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด

การเริ่มต้นวันนี้ ถึงแม้ว่าค่อนข้างจะช้า ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มต้น เพราะไม่มีโอกาสจะได้เริ่ม ขอให้วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของเวลาที่แต่ละคนมีเหลืออยู่ คิดและทำสิ่งดีๆ ให้กับโลก สังคมไทย ครอบครัว ตนเอง และสรรพสิ่ง เพื่อผ่อนคลายและพ้นภัยจากภาวะโลกร้อน เพื่อสร้างโลกที่สวยงาม สังคมดีมีสันติธรรม คนมีความสุข

ได้เห็นและชื่นชมความงามที่หลากหลายของธรรมชาติ มีอากาศที่บริสุทธิ์สำหรับหายใจ มีน้ำที่ใสสะอาด สำหรับดื่ม มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับทุกชีวิตอย่างพอเพียง บนโลกใบเดียวกันนี้

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมรณรงค์สร้างจิตสำนึกใหม่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่ห้องประชุม 405 ตึก 3 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 4 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00-17.00 น. ฟรี

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02171150&day=2007-11-17&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2007, 04:37:08 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10850

เกิด-ดับ เกิด-ดับ ฯลฯ... สำคัญที่ช่วงระหว่าง


คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ในวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ว่าด้วยความซับซ้อนที่มีลักษณะเป็นพลวัตของการโผล่ปรากฏ (emergent) แล้วเคลื่อนที่ไปเป็นวัฏจักร หรือไม่เป็นเส้นตรง (non-linear dynamics) สู่ความล่มสลายเพื่อการโผล่ปรากฏของสิ่งใหม่วงจรใหม่นั้น ยังเป็นบริบทที่สำคัญที่สุดต่อวิวัฒนาการของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาล - รวมทั้งวิวัฒนาการของชีวิต ของมนุษย์ และสังคมของมนุษย์

ด้วยกลไกของทฤษฎีโกลาหลไร้ระเบียบ - ทุกวันนี้ นับได้ว่าเป็นหัวใจของความเข้าใจวิวัฒนาการธรรมชาติที่เราทุกคนต่างล้วนซึมซับรับทราบกันเป็นอย่างดี

นั่นคือระบบแห่งการจัดองค์กรตัวเองที่เป็นไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีเหตุผลและตรรกียะที่เราจะนำมาใช้เพื่ออธิบายมันอย่างสมบูรณ์ได้ แม้ว่าเราอาจทำความเข้าใจวิวัฒนาการของชีวิตในระดับย่อยทางด้านชีวเคมีได้ส่วนหนึ่ง โดยอาศัยทฤษฎีว่าด้วยการกระจายสารเคมี (dissipative theory) ของ อิลยา ปริโกจิน (Ilya Prigogine) ที่นำหลักของการเกิดอะโตรปี (atrophy) มาทำความเข้าใจ

แต่เราไม่สามารถหาสิ่งที่กำหนดหรือควบคุมให้กระบวนการจัดองค์กรตัวเองทำเช่นนั้นได้ เราจึงต้องนำเอาพระเจ้าหรือธรรมะที่พระพุทธเจ้าหมายถึงธรรมชาติในระดับต่างๆ หรือ "ตถาตา" ความเป็นไปเช่นนั้นเองมาใช้อธิบาย

ซึ่งจะว่าไปแล้วนั่นคือพื้นฐานของพระไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต - ทั้งรูปและนาม หรือกายและจิต กับสิ่งทั้งหลายในวัฏสงสาร - กับความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน หรืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป ฯลฯ อันเป็นสัทธรรมความจริงแท้ที่เป็นสากล โดยมีการไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกันกับทั้งหมดอยู่ในช่วงระหว่างการเกิด - ดับนั้นๆ

เด็ดดอกไม้จึงต้องสะเทือนไปถึงดวงดาวจริงๆ

สุดแล้วแต่ว่า "ช่วงระหว่าง" ที่อยู่หลังการเกิดและอยู่หน้าการดับของสิ่งที่กำลังเกิด - ดับนั้นๆ จะเป็นอะไรหรือสิ่งใด และสิ่งนั้นๆ มีความหยาบและละเอียดอย่างไร

โดยที่ "ช่วงระหว่าง" ก็คือรากเหง้าของสภาวะโลกแห่งกาย โลกียกามหรือสังสารวัฏในทางศาสนา หรือโลกสามมิติบวกหนึ่งมิติของที่ว่างกับเวลา (รวมเป็นสี่มิติ) ในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือโลกแห่งกายและจิตรู้ โลกที่มนุษย์และมวลชีวิตทั้งหลายทั้งปวงอยู่กับมันในขณะนี้

ดังนั้น พื้นฐานของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของโลกและจักรวาลที่มีอยู่ทั้งหมด จากละเอียดที่สุด เช่น สสารระดับอนุภาค อาทิ อิเล็กตรอน กระทั่ง ควาร์ก (quark) หรือชีวิตที่เล็กละเอียดจนมองไม่เห็น เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือว่าใหญ่เท่าช้างหรือปลาวาฬ กระทั่งใหญ่กว่านั้นคือภูเขา ดวงจันทร์ หรือโลกกายภาพทั้งโลกเอง ต่างล้วนต้องผ่านกระบวนการเกิด - ดับ หรือผ่านการเกิดที่กำลังรอคอยการดับลงไปมาทั้งนั้นเหมือนๆ กัน เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่นอิเล็กตรอนนั้นจะเกิดขึ้นและดับไปถึง 10 ยกกำลัง 22 ครั้งต่อวินาที

ซึ่งอาจจะตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพียงดีดนิ้วหรือกะพริบตาหนึ่งครั้งจะมีจำนวนของอนุปรมาณูที่ต้องเกิด - ดับๆ ไปถึงพันๆ เท่าของล้านๆๆ ครั้ง

ในขณะที่เชลล์เม็ดเลือดจะเกิด - ดับไปภายใน 120 วัน

หรือมนุษย์จะมีอายุหรือเกิด - ตายไปภายใน 100 ปีเป็นอย่างมาก

ในขณะที่ภูเขาใหญ่ เช่น ภูเขาหิมาลัย อาจดำรงอยู่ได้นับล้านๆ ปี

สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เช่น โลกกายภาพอาจจะดำรงอยู่ได้อีกหลายพันล้านปี แต่ทั้งหมดจะต้องมีการเกิด - ดับเป็นเนื้อหาสาระอย่างเดียวกันทั้งนั้น และช่วงระหว่างของการเกิด - ดับของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะของมนุษย์แต่ละคนที่สัมพันธ์กับโลกและจักรวาลแห่งรูปกายนั้นเอง ที่เราจะต้องเรียนรู้ให้ได้อย่างแจ่มกระจ่าง หาไม่แล้ว จะเป็นปัญหาหรือสร้างปัญหาอย่างที่เราท่านกำลังประสบและรับรู้กันอยู่ในทุกวันนี้

สิ่งที่ทำให้มนุษย์ (และสังคมของมนุษย์) เกิดปัญหาหรือสร้างแต่ปัญหา เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้สัทธรรมความจริงแท้หรือปรมัตถสัจจะ หากรู้แต่สมมุติสัจจะด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึก (วิญญาณขันธ์) รู้เพียงเรื่องของรูปกายหรือสสารวัตถุ แล้วสรุปว่านั้นคือความจริงแท้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่รูปกายทั้งหมดเป็นความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

เมื่อรู้แต่เพียงเช่นนั้น มนุษย์เราจึงอยู่กับอวิชชาที่คิดว่าเป็นวิชชา และสร้างแต่ปัญหาซ้อนปัญหาขึ้นมาตามวันและเวลาที่ผ่านไป จนกระทั่งเมื่อเริ่มจะรู้สึกตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายไปพอแรง

ชีวิตสัตว์โลกที่มีความรู้สึกทุกชีวิต รวมทั้งมนุษย์แต่ละคนล้วนเกิดขึ้นมาอย่างมีความหมาย และจะต้องประกอบขึ้นด้วยนาม-รูป หรือจิต-กาย เสมอไป ไม่มีทางแยกออกจากกันได้

ดังนั้น การที่มนุษย์แยกกายหรือรูปออกจากจิตหรือนามด้วยอวิชชาในช่วงหลังการเกิด คือช่วงระหว่างการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลง รอคอยการดับและการเกิดใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งเดิม แต่ยังคงแบกพลังงานที่กระทำไว้ในขณะเดิมเอาไว้ - โดยมีความเชื่อที่ยึดมั่นว่ามนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลายมีแต่รูปหรือกายเท่านั้น จึงผิดไปจากธรรมชาติ

ส่วนจิตรู้หรือจิตสำนึกที่คิดว่าเป็นเพียงผลผลิตของกาย (สมอง) ดังที่นักประสาทวิทยาศาสตร์เชื่อ (Epiphenomenon) ทำให้ความเชื่อความยึดมั่นดังกล่าวกลายมาเป็นองค์ความรู้หรือวิทยาศาสตร์ "สมัยใหม่" ที่เราท่านอยู่กับมันในวันนี้ นั่นคือรากเหง้าของความล่มสลายทั้งปวงที่กำลังเริ่มต้นเกิดขึ้นกับมนุษยชาติในปัจจุบัน

อยากจะเน้นให้เราเข้าใจกันอย่างเป็นเอกภาพว่า เท่าที่ผู้เขียนรู้และเข้าใจ ในทางพุทธศาสนานั้น การไม่รู้ความจริงแท้หรืออวิชชานั้น เป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เราส่วนใหญ่รู้และเข้าใจ

อวิชชาในความหมายของพุทธศาสนานั้นจะหมายถึงความไม่รู้หรือไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากว่าเราพิจารณาปฏิจจสมุปบาทให้ถ่องแท้ จะเข้าใจดีว่าคำว่าอวิชชาคืออะไร?

ความจริงที่หมายถึงนั้น โดยความหมายที่แท้จริงแล้วจะเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่เราได้รับมาจากประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า คือ หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส รวมทั้งความจำได้หมายรู้จากประสาทสัมผัสภายนอกในอดีตที่ผ่านไปแล้ว

ดังนั้น อวิชชาในที่นี้จึงหมายถึงความไม่มีหรือความไร้ซึ่งปัญญา ปัญญาอันเป็นภาวนามยปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติจิตหรือสมาธิ

ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องของความจริงไม่ว่าในที่ใด ย่อมหมายถึงสัทธรรมความจริงแท้หรือภาวนามยปัญญา ไม่ได้หมายถึงปัญญาการวิเคราะห์วิจารณ์โดยสติปัญญา หรือเชาวน์ปัญญาแบบที่ได้อ่านหรือฟังผู้อื่นมา หรือกระทั่งวิเคราะห์ด้วยสติปัญญานั้นๆ (สุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา)

ดังนั้น โยนิโสมนสิการจึงมีสองระดับเสมอ คือ โลกียะโยนิโสมนสิการ การวิเคราะห์ด้วยสติปัญญาหรือเชาวน์ปัญญาธรรมดาๆ (intelligence) กับโลกุตระโยนิโสมนสิการ (wisdom or spiritual intelligence)

ตัวอย่างเช่น ในกาลามสูตร การที่พระพุทธองค์สอนว่าอย่าปลงใจเชื่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้ง 10 ข้อจนกว่าเราจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาคิดและวิเคราะห์ค้นหาจนเข้าใจ - ข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่จริง เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลอย่างไร - ด้วยตนเอง

ในที่นี้ การนำมาคิดและวิเคราะห์จนเข้าใจด้วยตนเองนั้น ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ คือ โยนิโสมนสิการที่มีสองระดับดังกล่าว

ดังนั้น การปลงใจเชื่อในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเราจึงต้องวิเคราะห์ทั้งสองระดับ คือทั้งความจริงทางโลก และหากเป็นไปได้ ทั้งความจริงที่เป็นปรมัตถ์

นอกจากนี้ จากการค้นคว้าหาอ่านจากหนังสือมากมายโดยนักเขียนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ โดยเฉพาะนักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยา ผู้เขียนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า จักรวาลนั้นเดิมทีก่อนที่จะมีบิ๊ก-แบ็ง พลังงานจิตปฐมภูมิหรือจิตหนึ่ง (หรือพระจิตของพระเจ้า) ที่มาจากศักยภาพของความเต็ม หรือความว่างทางแควนตัม หรือสุญญตา (quantum vacuum ซึ่งมี zero-point energy) นี้เอง ที่เป็นต้นตอของนามและรูปหรือจิตกับกายที่ให้ความเป็นทั้งหมดแก่โลกและจักรวาล (เฉพาะกับจักรวาลนี้ เนื่องด้วยจักรวาลเองมีจำนวนเป็นอนันต์)

จักรวาลนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นจักรวาลแห่งจิต หรือจักรวาลแห่งสัทธรรม หรือจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ก็ได้

นั่นคือต่างมีสภาวะไม่เที่ยงแท้หรือดำเนินไปโดยมีการเกิด - ดับ เกิด - ดับ เรื่อยๆ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของพลังงานปฐมภูมิ ที่สำหรับในโลกแห่งกายหรือจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "อนุปรมาณู" ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้แก่อนุภาคทั้งหมด เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ฯลฯ รวมทั้งควาร์ก เพียงแตกต่างกันที่มวล หรือประจุไฟฟ้า หรือพลังงานที่ตนมีหรือถืออยู่เท่านั้น แต่จะมีการเกิด - ดับ เกิด - ดับ ฯลฯ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ละเอียดน้อยกว่าหรือหยาบกว่า หรือใหญ่เท่าสัตว์โลกและมนุษย์ หรือมหึมา เช่น ดวงจันทร์ โลก หรือดวงอาทิตย์ ไล่ต่อไปกระทั่งกาแล็กซี่ มหากาแล็กซี่ กระทั่งตัวจักรวาลเอง

ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้น ต่างก็อยู่กับสภาพเกิด - ดับ เกิด - ดับ เช่นเดียวกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่การเกิดและการดับ ช้าหรือเร็ว ช้ามากๆ หรือเร็วมากๆ หรือจะช้าอย่างยิ่ง โดยที่มีช่วงระหว่างการเกิดก่อนที่จะมีการดับแต่ละครั้งยาวนานนับเป็นร้อยเป็นพันล้านปี ทั้งนี้ ขึ้นกับความใหญ่โตของมวลและสภาพทางด้านกายภาพอื่นๆ ของสิ่งนั้นๆ

อย่างไรก็ดี สิ่งใดที่มีความหยาบใหญ่กว่า "อนุปรมาณู" หรืออนุภาค สิ่งนั้นๆ ในรายละเอียดจะประกอบขึ้นด้วยอนุภาค หรืออนุปรมาณูจำนวนน้อยหรือมากเป็นเนื้อใน เกิดไล่ขึ้นไปตามลำดับ จากอนุภาคเป็นอะตอม จากอะตอมเป็นโมเลกุล เป็นเซลล์ เป็นอวัยวะต่างๆ ที่รวมเป็นชีวิตนั้นๆ ทุกๆ สิ่งมีการเกิด - ดับ เกิด - ดับ ฯลฯ ไล่ขึ้นไปตามลำดับ อนุภาคก็เช่นนั้น สสารวัตถุก็เช่นนั้น

และชีวิตก็จะต้องเป็นไปเช่นนั้น

ฉะนั้นเอง สำหรับมนุษย์กับสังคมแล้ว มนุษย์แต่ละคนจึงมีแต่ "ช่วงระหว่าง" เท่านั้นที่สำคัญอย่างที่สุด เพราะมนุษย์เกิดขึ้นในโลกนี้ด้วยความหมายหรือมีหน้าที่

มนุษย์นั้นได้มีวิวัฒนาการผ่านสิ่งต่างๆ มาแล้วอย่างสูงยิ่ง โดยเฉพาะวิวัฒนาการทางกายภาพที่ผู้เขียนเชื่อว่าวิวัฒนาการของรูปกาย (เพื่อให้จิตหรือนามที่อยู่ภายในสามารถวิวัฒนาการสูงยิ่งตามไปด้วย) ได้จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ยังรอคอยวิวัฒนาการทางจิตที่ยังไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ตามไปด้วย

ช่วงระหว่างการเกิด - ดับของมนุษย์แต่ละคนพร้อมทั้งมนุษยชาติโดยรวมทั้งสังคมและเผ่าพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราเกิดมาเพื่อเดินทางและเรียนรู้ตลอดเวลาด้วยรูปกายของเรา

เราได้เรียนรู้โลกแห่งกายมาหมดสิ้นแล้ว แต่ในเรื่องของจิตภายใน เราเพิ่งผ่านครึ่งทางมาเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น

เรายังต้องเดินทางอีกยาวไกลจึงจะสามารถมีจิตวิวัฒน์สูงขึ้นไปได้ ซึ่งเราต้องผ่านการทดสอบที่สำคัญปิ่มว่าเสี่ยงกับการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์จากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น

ช่วงระหว่างการเกิด - ดับของมนุษย์แต่ละคน - รวมทั้งสังคมโดยรวมจากระดับจิตแต่ละระดับ - จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยประการนี้เอง

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02241150&day=2007-11-24&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 01 ธันวาคม 2007, 07:04:37 AM »

มติชนรายวันวันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10857

ความหมายของความสุข

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย จารุพรรณ กุลดิลก แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศภูฏาน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจทราบแล้วว่าประเทศภูฏานเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่อง "ความสุข" ประเทศนี้มีดัชนีชี้วัดความสุข (Gross National Happiness) อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเมื่อผู้เขียนได้พูดคุยกับคนภูฏาน ต่างก็พูดตรงกันว่าเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาคือ ความสุข และหากสังเกตการใช้ชีวิตของคนภูฏาน จะพบว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และด้วยสาเหตุนี้เอง อาจทำให้พวกเขาเข้าใจตนเองและเข้าถึงความต้องการของชีวิตได้อย่างตรงไปตรงมา

ดังนั้น เมื่อทุกคนในประเทศมีเป้าหมายร่วมกันคือ ความสุข ภารกิจหลักของประชาชนก็คือ การนิยามว่า ความสุข คืออะไร และทำอย่างไรจะทำให้ชีวิตมีความสุข

ในฐานะที่คนภูฏานนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ดังนั้น คำสอนของศาสนาจึงเข้าไปสู่วิถีชีวิตของคนภูฏานในทุกรูปแบบ

สังเกตจากการที่ทุกบ้าน ทุกอาคารสถาน จะมีสัญลักษณ์ที่เป็นคำสอนของศาสนาพุทธอยู่ทั่วไปหมด หันไปทางไหนก็จะพบกับสัญลักษณ์ทางศาสนาในมุมต่างๆ

ดังนั้น ผู้เขียนจึงเชื่อว่า การนิยามความหมายของคำว่า ความสุขของคนภูฏาน ย่อมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับคำสอนทางศาสนานั่นเอง

ประเทศภูฏานได้รับการขนานนามว่าเป็นอารยธรรมสุดท้ายของโลก (ที่ยังไม่เป็นวัตถุนิยม) ท่ามกลางหุบเขา และธรรมชาติอันงดงาม ประเทศภูฏานสามารถอนุรักษ์สภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

และดูเหมือนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศนี้ แม้จะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจด้านการโรงแรม ต่างก็มีจิตสำนึกที่จะธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิม

แทนที่จะบ่อนทำลายแบบ "ที่ดินฉันเรื่องของฉัน" โดยการสร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่เข้าพวกกับใครโดยรอบเลย แต่การสร้างบ้านเรือนหรือสถานที่ต่างๆ ในประเทศภูฏานนั้น เป็นไปอย่างมีแบบแผน อย่างเข้าใจสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และเข้าใจชุมชน โดยที่ชาวบ้านธรรมดา หรือชาวนานั้น สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ ในแบบที่เป็นศิลปะดั้งเดิม ที่คนภูฏานภาคภูมิใจ

บ้านเรือนมีรูปทรงสวยงาม ประดับประดาด้วยไม้ โดยเฉพาะประตูหน้าต่างทาสีสวยงาม มีรายละเอียดปลีกย่อยที่พิถีพิถัน นอกจากนั้นยังคงทนแข็งแรง บางหลังสร้างขึ้นมาจากดิน แต่สามารถอยู่ได้หลายร้อยปีเลยที

ผู้เขียนไม่ทราบว่า รัฐบาลภูฏานดูแลเรื่องนี้อย่างไร แต่ที่แน่นอนคือ การสร้างบ้านไม่ได้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองในชีวิตของคนภูฏานเลย และเมื่อทุกคนมีบ้าน ก็ย่อมมีความมั่นคงในชีวิต สามารถสร้างครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลายรุ่นอยู่ในบ้านหลังเดียว

คนภูฏานเป็นคนมีน้ำใจงาม ผู้เขียนมีโอกาสขอเยี่ยมชมบ้านของชาวนา พวกเขาให้การต้อนรับคนไทยเป็นอย่างดี พาไปเยี่ยมชมห้องต่างๆ อย่างเปิดเผย แม้ห้องต่างๆ จะมอมแมมตามการใช้งาน แต่ห้องพระได้รับการจัดไว้อย่างประณีต เพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคนในครอบครัว

ผู้เขียนไม่แปลกใจว่าทำไมประชาชนภูฏานจึงมีความสุข ถึงแม้รายได้ต่อหัวของประเทศจะต่ำ แต่ความมั่นคงในชีวิตประชาชนนั้นสูงมากเลยทีเดียว

นั่นเอง ทำให้พวกเขามีความมั่นใจ เพราะเข้าใจตนเอง เข้าใจชีวิตว่าต้องการอะไร ไม่ต้องอับอายในความยากจนที่ถูกนิยามด้วยประเทศอื่น เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต้องเดินสู่เส้นทางของการแสวงหาความสุขที่แท้จริงเช่นกัน

ดังนั้น คนภูฏานโดยทั่วไปจึงไม่ค่อยรู้สึกอยากจะไปแข่งขันกับใคร เพราะชีวิตค่อนข้างพอเพียงแล้ว รุ่นลูกรุ่นหลานก็สามารถส่งเข้าโรงเรียนได้หมด เด็กชาย เด็กหญิงสามารถบวชเรียนเป็นสามเณร หรือสามเณรีได้

ฆราวาสกับพระมีชีวิตที่ใกล้ชิดกันมาก สถานที่ราชการและวัดก็อยู่ที่เดียวกัน เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมรัฐสภา โบสถ์พระก็อยู่ในรั้วเดียวกันนั่นเอง

ทำให้รู้สึกว่าการทำงานกับความศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ถูกแบ่งแยกออกจากกัน อย่างน้อยคนทำงานย่อมจะต้องมีจิตสำนึกในชีวิตประจำวันที่ซื่อสัตย์สุจริตไม่มากก็น้อย

ผู้เขียนรู้สึกว่า มนุษย์ที่ล้วนแสวงหาสัจธรรมในชีวิตนั้น ย่อมจะต้องมีความพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น สภาพภายในจิตใจของผู้ที่อยู่บนเส้นทางของความเพียร อย่างเช่น ชาวบ้านภูฏานนั้น จึงจะฉายออกมาทางกายภาพ ที่แทรกปรัชญา หรือสัญลักษณ์ทางศาสนาตามสถานที่ต่างๆ เพื่อการศึกษาเรียนรู้ ไว้เตือนสติเตือนใจ แม้ศาสนาพุทธจะเน้นเรื่องความว่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ว่างเปล่าแบบไม่มีอะไรเลย หากแต่ว่างจากกิเลส ว่างจากตัวตน

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าบ้านเรือนจะว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจ จะเห็นได้ว่าชาวบ้านภูฏานจึงมีความเป็นตัวตนน้อยมาก เด็กนักเรียนมาพูดคุย ร้องเพลง เต้นระบำให้ชาวต่างชาติอย่างพวกเราดูอย่างเป็นมิตร

พระภูฏานนำขนมปังมามอบให้พวกเรารับประทานเล่นอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นคณะคนไทยนั่งประชุมกันในวัดของท่าน

ความมีน้ำใจยังคงมีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนภูฏานอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้เขียนก็ยังเชื่อว่าในประเทศไทยนั้น คงหลงเหลือธรรมชาติความดีนี้อยู่บ้าง ถ้าไม่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวงที่เป็นโรคร้ายแทรกซึมมากับโลกของวัตถุนิยมเสียก่อน

การเยือนประเทศภูฏานครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนได้เห็นว่า ความสุขเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้ออีกต่อไป เพียงแต่จะยอมเปิดใจมองเห็นหรือไม่เท่านั้น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สังคม และโลก บางครั้งการมีชีวิตอยู่อาจจะต้องเหลือบมองเพื่อนบ้านของเราบ้างว่าอยู่กันอย่างไร และจะดูแลกันอย่างไร

หลายครั้งที่ผู้เขียนอดนึกย้อนกลับมาประเทศไทยไม่ได้ว่า จะเป็นอย่างไรหนอ หากบ้านเมืองเราโดยทั่วไป จะมีสถาปัตยกรรมที่เข้าใจความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาจิตใจ เข้าใจสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม โดยไม่แปลกแยกออกจากธรรมชาติ และชาวบ้านธรรมดาก็สามารถมีบ้านในลักษณะนั้น ที่เป็นศิลปะแบบไทยๆ เป็นของตนเองได้ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับการมีชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สังคม และประเทศ

คงเป็นการบ้านสำหรับผู้บริหารบ้านเมือง ว่าจะนำพาสังคมไทยให้พบกับความสุขอย่างไร ต้องถามว่าจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านจิตใจให้กับเพื่อนร่วมโลกได้หรือยัง หรือจะวิ่งตามประเทศอื่นที่มีความทุกข์อย่างนี้ตลอดไป ซึ่งถ้าหากจะเริ่มวันนี้คงไม่สาย

โดยก่อนอื่น คงจะต้องมาร่วมนิยามกันว่า ความสุขที่แท้จริง คืออะไร...

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03011250&day=2007-12-01&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 08 ธันวาคม 2007, 06:06:50 AM »

มติชนรายวัน  วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10864

ประสาทเทววิทยา (Neurotheology)

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย นพ.ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน 9 ธันวาคม 2550



เท่าที่สังเกต ผู้เขียนรู้สึกว่าสาธารณชนคนทั่วไปส่วนใหญ่ในบ้านเรา เพิ่งจะรู้และตระหนักในเรื่องของโลกร้อน "อย่างแท้จริง" เมื่อเพียงไม่นานมานี้เอง

มิหนำซ้ำจากการสำรวจโพลเมื่อไม่กี่วันก่อนยังพบว่าคนไทยร่วมครึ่งหนึ่งเชื่อว่าสภาพโลกร้อนเกิดจากธรรมชาติของลมฟ้าอากาศที่เป็นไปเอง แม้ว่าอีกครึ่งหนึ่งจะเชื่อว่าเกิดจากฝีมือของมนุษย์กับการพัฒนา

กระนั้นผลพวงของความคิดเห็นหรือความเชื่อของประชาชนในกลุ่มแรก ย่อมชี้บ่งความเป็นประชาธิปไตยที่เราส่วนใหญ่คิดว่าถูกต้องชอบธรรม และมองทุกสิ่งออกไปข้างนอก จึงเห็นธรรมชาติประหนึ่งมีความเสถียรและคงที่ตลอดเวลา พูดง่ายๆ คือประชาชนคนไทยดูเหมือนจะเชื่อประวัติศาสตร์กับประสบการณ์อันเป็นสามัญสำนึกของตัวเอง เท่าๆ กับเชื่อในวิทยาศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคน (มากกว่า 2,500 คน จาก 122 ประเทศ ของคณะทำงานติดตามสภาพอากาศไอพีซีซี (IPCC: Intergovernmental Panel on Climate Change) ของสหประชาชาติที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เช่นนั้น

นั่นคือตัวอย่างหรือเหตุผลที่ชี้ว่า ในความเห็นส่วนตัว คนไทยอย่างน้อยราวๆ ครึ่งหนึ่งยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่ของโลกรู้ เราส่วนหนึ่งจึงยังไม่ตื่นและเปลี่ยนแปลง

ซึ่งเมื่อเวลานั้น เมื่อภัยธรรมชาตินานัปการมาถึง เราจึงอาจตื่นตระหนกหรือแม้แต่จะคิดปรับตัวเองไม่ทัน ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

หลายคนในกลุ่มจิตวิวัฒน์เชื่อว่า สังคมโลกจำต้องและกำลังเปลี่ยนแปลงเช่นในอดีตที่เคยเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน จากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม ตอนนี้เรากำลังจะเปลี่ยนอีก

แต่ครั้งนี้กระบวนทัศน์ใหม่จะเป็นกระบวนทัศน์ทางจิต ดังที่นักวิทยาศาสตร์ทางจิตทุกคนพูดไว้เหมือนๆ กัน

เพราะมีแต่การเปลี่ยนแปลงทางจิตเท่านั้นที่จะช่วยชาวโลกให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติได้ และขณะนี้โลกตะวันตกก็กำลังเคลื่อนไปในทางนั้นมากขึ้นทุกๆ วัน

ดังเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ซึ่งหลายๆ คนคงไม่อยากจะเชื่อ แต่จะเชื่อหรือไม่ ให้ไปถามกันเอาเอง เพราะทั้งหมดนี้ผู้เขียนได้มาจากรายงานของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตในปีนี้เอง (The 2007 Report : Evidence of a World Transforming)

ปัจจุบันนี้ เรามีวิทยาศาสตร์สาขาใหม่ที่แยกออกมาจากงานวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ศึกษาประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรมปฏิบัติศาสนา ชื่อ "ประสาทเทววิทยา"

อันเป็นคำสมาสของคำว่า "ประสาทส่วนกลาง" โดยเฉพาะสมอง กับคำว่า "เทววิทยา หรือ ศาสนศาสตร์" ซึ่งแน่ใจว่าประเทศไทยยังไม่มี

วิชาดังกล่าวใช้วิธีการของประสาทวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัยเรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะจิตของผู้ทำสมาธิ และกำลังมีประสบการณ์ที่ผู้เขียนเรียกว่า "ความรู้เร้นลับ" (Mysticism) หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า "นิพพานชิมลอง" หรือ ภังคะ หรือ ซาโตริ ในญี่ปุ่น

ซึ่งสำหรับศาสนาที่มีพระเจ้า เช่น คริสต์ศาสนา จะเรียกว่า "ประสบการณ์พระเจ้า" (God experiences or GE) และด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เช่น การศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของสมอง (EEG) การศึกษาปริมาณการไหลเวียนของเลือดที่ไปสมอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านแควนตัมฟิสิกส์ จากการสร้างภาพเหมือน (Imaging) ของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะสมอง เช่น สเป็คต์ หรือ เพ็ตแสกน (SPECT or PET scan)

ทำให้นักประสาทวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์เรื่องของสภาวะจิตซึ่งเป็นประสบการณ์ภายใน (Subjective) ซึ่งเกิดขึ้นที่สมองหรือกับสมอง ให้เป็นเรื่องภายนอก (Objective) ที่เราอาจรับรู้ได้อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง พอที่จะทำให้เข้าใจเรื่องของจิตและจิตวิญญาณในเชิงวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น แม้ว่าจะยังห่างไกลจากการรับรู้ความจริงแท้ หรือรู้เรื่องจิตวิญญาณสูงสุด หรือพระจิตของพระเจ้าอีกมาก

ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์คงจะไม่มีทางหาจิตได้พบอย่างเป็นรูปธรรม สามารถมองเห็น ชี้วัด สัมผัสจิตหรือจิตวิญญาณได้ ไม่ว่าเมื่อใดและอย่างไร

ความจริงก็คือ ทั้งเรื่องของจิต (Conscious ness) และจิตวิญญาณ (Spirituality) กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษยชาติมาตั้งแต่เมื่อมีมนุษย์คนแรกเกิดขึ้นมาในโลกจนปัจจุบันรวมถึงในอนาคต ตราบเท่าที่โลกยังคงมีมนุษย์อยู่

ที่กล่าวมานั้นยิ่งเป็นความจริงมากขึ้นในปัจจุบัน เมื่อเรื่องของจิตวิญญาณและพระเจ้าที่เคยถูกปฏิเสธจากวิทยาศาสตร์มานานนับร้อยๆ ปี กลับได้รับการสนับสนุนโดยหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างแทบไม่มีข้อสงสัย โดยเฉพาะฟิสิกส์ใหม่ และจักรวาลวิทยาใหม่ หรือจักรวาลแควนตัม

ทำให้ความเป็นไปได้ของการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณสูงสุดที่เรียกหาต่างกันไปในศาสนาต่างๆ มีความเป็นไปได้มากขึ้น ทั้งที่ในช่วงเวลาหนึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความงมงาย

ประสบการณ์พระเจ้านั้น กระทรวงสาธารณสุขของอเมริกา (NIH) บอกว่า มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดได้ยาก เพราะจากการสำรวจพบว่า ผู้ใหญ่ชาวอเมริ กันจำนวนถึงหนึ่งในสามเคยมีประสบการณ์ที่ว่านั้น เอ็นไอเอชได้นิยามคำว่าประสบการณ์พระเจ้าไว้กว้างๆ ว่า ประหนึ่งเป็นสภาวะจิตที่เปลี่ยนไปจนทำให้ผู้มีประสบการณ์ดังกล่าวรู้สึกว่าตัวเองเกิดความปีติสุขขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสมือนว่าได้สัมผัสกับพระเจ้า เทพ เทวดาในระหว่างการทำสมาธิ สวดมนต์ โยคะ หรือการร่ายรำของซูฟิสม์ รวมทั้งการออกกำลังด้วยการหายใจแรงๆ หรือใช้ยา ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงที่สมองของผู้ที่มีความรู้สึกหรือผู้มีประสบการณ์พระเจ้านั้น มีส่วนในการก่อให้เกิดความเครียดได้เหมือนกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ การมีสมองส่วนหน้าและส่วนขมับ (Enlarged frontal and temporal lobes) โตกว่าปกติดังที่พบในคนบางคน มีส่วนสำคัญต่อการเกิดขึ้นของทั้งสองกรณี คือ ให้ประสบการณ์พระเจ้าก็ได้ หรืออาจก่อความเครียดให้กับผู้ที่มีสมองเช่นนั้นได้เท่าๆ กัน

ในวารสารประสาทวิทยาศาสตร์ นายแพทย์ แอนดรูว์ นิวเบิร์ก และสหาย จากมหาวิทยา ลัยเพนซิลวาเนีย ได้ใช้การสแกน (SPECT scan) สร้างภาพเสมือนจริงของสมองเพื่อศึกษากลุ่มพุทธบริษัทชาวทิเบตในขณะทำสมาธิ และกลุ่มแม่ชีนิกายฟรานซิสกันระหว่างการสวดมนต์อย่างลึก (Andrew Newberg, et al: "Cerebral Blood Flow During Meditative Prayer"; Perceptual and Motor Skills, 97 Oct. 2003)

ภาพสแกนได้แสดงให้เห็นว่า มีการทำงานเพิ่มขึ้นของสมองที่บริเวณก่อนสมองส่วนหน้า (Pre-frontal lobe) ทั้งสองข้าง ซึ่งเข้ากันได้กับความตั้งใจทำจิตให้แน่วแน่

แต่ขณะเดียวกัน กลีบพาไรอีตัล (Parietal lobe) ที่อยู่ถัดขึ้นไปจากสมองส่วนหน้าจะลดทำงานลงกว่าปกติ

กลีบพาไรอีตัลนั้น เชื่อกันว่าทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับที่ว่างและเวลา และการปรับที่อยู่ของเราเข้ากับที่ว่างและเวลา โดยกลีบพาไรอีตัลข้างซ้ายมีหน้าที่รับรู้ความรู้สึกของร่างกายว่า ตั้งต้นและจบลงที่ไหน

การที่กลีบพาไรอีตัลข้างซ้ายลดการทำงานลงจะสอดคล้องกับความรู้สึกที่มีการกล่าวไว้ในพุทธศาสนา ถึงความไม่มีที่สิ้นสุดของรูปกายที่เชื่อมโยงอย่างแยกจากกันไม่ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล

ส่วนพาไรอีตัลข้างขวามีหน้าที่บอกให้รู้ว่าเรากับที่ว่างสัมพันธ์กันอย่างไร และการที่พาไรอีตัลข้างขวาลดทำงานลงทำให้เรารับรู้ว่าที่ว่างอวกาศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของผู้ปฏิบัติสมาธิ โดย ไมเคิล เพอร์ซิงเกอร์ (Michael Persinger) จิตแพทย์ชาวดัตช์ แห่งมหาวิทยาลัยลอเรนเชียล แคนาดา (Laurentian University) จนถึงระดับสภาวะจิตมีความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล (Cosmic bliss) ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับประสบการณ์พระเจ้าที่กล่าวมาแล้ว พบการเปลี่ยนแปลงคลื่นสมองแบบเดียวกับที่ได้จากโรคลมบ้าหมูชักเกิดขึ้นเฉพาะที่กลีบขมับของสมอง (Temporal lobe epilepsy)

โดยผู้ที่กำลังมีประสบการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลในขณะนั้น ไม่มีอาการชักหรือมีกล้ามเนื้อกระตุกเลย ซึ่งเมื่อเพอร์ซิงเกอร์ใช้แท่งแม่เหล็กที่มีโวลเตจต่ำแนบกับบริเวณขมับของผู้ที่อยู่ในสมาธิก็พบว่า ผู้นั้นมีประสบการณ์เร้นลับ (mystical experiences) โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยทำสมาธิและเคยมีสภาวะจิตหรือประสบการณ์เช่นนั้นมาก่อน

ดีน แฮมเมอร์ (Dean Hammer) แห่งหน่วยวิจัยยีน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พยายามค้นหายีนที่บริหาร หรือให้สภาวะจิตวิญญาณ หรือยีนพระเจ้า (Spirituality gene or God gene) เขาพบว่า วีเอ็มเอที-2 (Vesicular monoamine transporter 2) ที่มีหน้าที่ขนส่งเอ็นไซม์ซีโรโตนิน โดปามีน กับนอร์แอดรินาลีน คือ สารเคมีที่สำคัญตัวหนึ่งในจำนวนสามตัว (วีเอ็มเอที-2 กับอีกสองตัวที่ทำหน้าที่ขนส่งเอ็นไซม์หรือฮอร์โมนของสมอง - จากจำนวนสารที่เรารู้แล้วกว่า 100 ตัว)

ซึ่งสามตัวที่ว่านี้คือ สารเคมีที่ทำหน้าที่ประหนึ่งยีนแห่งจิตวิญญาณ หรือยีนพระเจ้า

ที่น่าสนใจคือ สารเคมีทั้งสามตัวดังกล่าว พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับจิตอารมณ์คล้ายๆ กับคนเสพยาบางชนิด เช่น โคเคน กัญชา รวมทั้งยาแอลเอสดี หรือให้อาการคล้ายโรคจิตบางชนิด หรือให้อาการคล้ายยาที่ใช้รักษาโรคจิต

เพราะฉะนั้น คนที่ใช้ยาเสพติดหรือคนที่กำลังจะเปลี่ยนสภาวะจิตสู่ระดับจิตวิญญาณจึงสามารถเปลี่ยนแปลงระดับจิตให้สูงขึ้นไปก็ได้ ในขณะที่บางคนอาจเป็นโรคจิตจริงๆ ก็ได้

กวันนี้ มีนักวิจัยทางด้านประสาทเทววิทยาหรือประสาทศาสนศาสตร์ที่ได้พยายามตรวจวัดสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เร้นลับ หรือพฤติกรรมเหนือธรรมชาติ เช่น การถอดจิต หรือมีปฏิกิริยากับสิ่งเหนือ ธรรมชาติอื่นๆ เช่น กับผู้ที่ได้ตายไปแล้ว

ริค สตรัสแมน (Rick Strassman: Human psychopharmacology of N,N-dimethyltryptamine; Behavioral Brain Research, 73, Dec. 1995) ได้วิจัยหาค่าของสารเคมีไดเม็ททิลทริปตามีน (DMT) ที่เป็นสารชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในพืชอายาฮูอัสก้า (Ayahuasca) ที่คนทรงชาวอินเดียนแดงแถบลุ่มน้ำอเมซอนใช้ก่อนมีความสามารถเหนือธรรมชาติหรือประสบการณ์เร้นลับ หมอสตรัสแมนพบว่าในบางกรณีสารเคมีดีเอ็มทีจะถูกผลิตออกมาจากต่อมไพเนียล และมีความสัมพันธ์กับสภาวะเหนือธรรมชาติ หรือประสบการณ์ความรู้เร้นลับที่กล่าวมานั้น

การวิจัยประสาทเทววิทยาได้สร้างคำถามที่น่าสนใจขึ้นมาหลายๆ คำถาม

ยกตัวอย่าง สเป็คต์สแกนสามารถให้คำตอบที่แม่นยำสม่ำเสมอสอดคล้องกับหน้าที่และการทำงานของส่วนต่างๆ ของสมอง

เหมือนกับว่าเวลานี้เรามีเครื่องมือชี้วัดหรือประเมินผลการทำงานของจิต และประสบการณ์ภายในของผู้ทำสมาธิอย่างล้ำลึกได้

อย่างไรก็ดี การพบคำตอบเช่นนั้นก็ยังอธิบายความจริงแท้ นิพพาน เต๋า หรือจิตวิญญาณสูงสุด หรือพระเจ้าได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เพราะเราไม่สามารถตอบได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่สมองนั้น เป็นผลของการรับรู้ภายในของผู้ทำสมาธินั้นๆ หรือว่าสมองทำของมันเอง?

พูดง่ายๆ คือ มีผู้ใดอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ ที่ให้การรับรู้ที่ว่านั้นแก่เรา?

หรือทั้งหมดเป็นผลของกระบวนการจัดองค์กรตนเองของสมอง? หรือว่าตอบคำถามที่ว่าจิตอยู่ที่ไหน?

นอกสมองหรือในสมอง?

จิตวิญญาณสูงสุดหรือพระเจ้ามีจริงหรือไม่?

ดังนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่า เราและวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ประสบการณ์ภายในได้ทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม อย่างดีที่เราสามารถตอบได้ก็ด้วยการใช้เมตาฟิสิกส์ไปต่อยอดบนฟิสิกส์ใหม่ (ที่รวมแควนตัม เมคานิกส์ และทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์) ใช้ปัญญาหรือปรัชญามาต่อยอดบนวิทยาศาสตร์ใหม่อีกที นั่นคือจริงๆ แล้ว ประสบการณ์ภายในที่ได้จากการปฏิบัติจิตปฏิบัติศาสนา กับประสบการณ์ภายนอกที่ได้มาจากสูตรหรือสมการคณิตศาสตร์กับได้จากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ต่างก็ให้ความจริงหนึ่งเดียวกัน ความจริงที่ไม่ว่าแต่ละศาสนาจะเรียกว่าอะไร?

ทุกวันนี้เช่นเดียวกัน องค์การอาหารและยาของอเมริกาที่เคยห้ามยานี้สารเคมีนั้นที่เกี่ยวข้องกับจิต (ที่ไร้หลักฐานข้อพิสูจน์ในด้านของกายวัตถุ) เป็น ต้นว่า ยา หรือสารเคมี หรือสมุนไพร แม้เพื่อการวิจัย

แต่ตอนนี้ ได้เปิดกว้างในการใช้สารต่างๆ เหล่านั้นเพื่อการศึกษาและวิจัยแล้ว ซึ่งในไม่ช้าไม่นาน ไทยเราย่อมจะต้องทำตามอเมริกาไปด้วย เพราะดูเหมือนกับว่า ถ้าอเมริกาทำหรือไม่ต่อต้านแล้ว เราจะต้องทำตามไปด้วยหรือถูกไปทั้งหมด

อเมริกาในขณะนี้ ดูไปแล้วเหมือนกับยุโรป ในต้นยุคฟื้นฟูความรู้และศิลปะ (The Age of Renaissance) ที่ในทางวิชาการกำลังเริ่ม "ตื่น" เริ่มเปลี่ยนแปลง

เพราะทางการยอมให้มหาวิทยาลัยและสถาบัน วิจัยต่างๆ สามารถศึกษาสารเคมีที่เอฟดีเอไม่เคยอนุญาตมาเป็นเวลานาน เช่น ไซโลไซบิน แอลเอสดี กัญชา โคเคน ฯลฯ

หน้า 9
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act01081250&day=2007-12-08&sectionid=0130
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 15 ธันวาคม 2007, 12:59:20 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10871

ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันในองค์กร

คอลัมน์ จิตวิวัฒน์

โดย พญ.รัตนา พันธ์พานิช rpanpani@mail.med.cmu.ac.th แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


จริงหรือ ที่ว่าคนในองค์กรส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันสักเท่าไร ต่างคนต่างอยู่ ขอทำให้ดีที่สุดในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบก็พอ ไม่อยากรับผิดชอบร่วมกับใคร ไม่ต้องการรับผิดชอบงานมากขึ้น เพราะทุกวันนี้งานก็ท่วมหัวจนเอาตัวแทบจะไม่รอดอยู่แล้ว

ความที่ระบบการทำงานของเราในปัจจุบันเป็นวิถีปฏิบัติที่พัฒนามาจากวัฒนธรรมของชาติตะวันตก ซึ่งออกแบบให้มีการขีดเส้นหรือตีกรอบกั้นระหว่างกันและกัน โดยการกำหนดโครงสร้าง หน่วยงาน บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ทำให้เกิดเส้นแบ่งอย่างชัดเจน การสร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างกันและกันจึงเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก

เมื่อใดก็ตามที่มีสถานการณ์บางอย่างที่อาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ผู้คนจะรู้สึกหวาดวิตกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เส้นแบ่งเขตแดนที่มีอยู่นั้น จึงอาจกลายร่างเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย

ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ให้ความสำคัญกับจำนวนหรือปริมาณงานที่แต่ละบุคคลได้ทำ มากกว่าการให้คุณค่าของการทำงานร่วมกัน ด้วยการวัดหรือประเมินผลสำเร็จของทีมหรือของหน่วยงาน จึงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละคนพยายามดูแลรักษาพื้นที่เฉพาะของตัวเอง มากกว่าที่จะอยากไปทำงานเชื่อมโยงกับคนอื่น ขอทำงานตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description) เท่านั้นเป็นพอ

แต่หากคนส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ และไม่มีการใส่ใจแก้ไข นานวันเข้าน่ากลัวว่าจะส่งผลเป็นความด้อยประสิทธิภาพขององค์กรในที่สุด

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบปะผู้คนระหว่างการทำงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้ผู้เขียนได้พบว่า ทัศนคติที่กล่าวมานั้นมีอยู่ทั่วไปในองค์กร บ่อยครั้งที่จะเราได้ยินคำตอบว่า "ผมไม่เกี่ยวนะ" "อันนี้ไม่ใช่เรื่องของผม" แล้วการสนทนาก็จำต้องสิ้นสุดลง

เมื่อไม่นานมานี้ มีตัวอย่างที่ได้เรียนรู้จากผู้บริหารอาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการปรับปรุงระบบงานอย่างหนึ่งให้เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เนื่องจากเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยที่แต่ละคนจะมีเขตแดนของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำงาน แต่การที่จะให้มาคิดร่วมกัน ทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นว่า ขอให้บอกมาว่าจะทำอะไร แล้วก็จบกันไป สุดท้ายงานนี้จึงต้องทำเป็นโครงการ โดยว่าจ้างผู้ประสานงานในระยะแรก และรอเวลาที่พร้อมจะนำเข้าสู่ระบบงานปกติ

อาจเป็นไปได้ว่า การที่เรากำหนดกรอบการทำงานหรือมีเกณฑ์ปฏิบัติที่ตายตัวให้กับคนในองค์กร ทำให้เขาไม่กล้าที่จะคิดหรือทำอะไรนอกกรอบ แม้จะรับรู้และเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถึงเขาจะยังคงเป็นคนทำงานที่รับผิดชอบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ขอให้เขาได้อยู่ภายในเขตแดนของตนเองที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น

ดังนั้น สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพองค์กรก็คือ การที่เราสามารถทำให้แต่ละคนก้าวออกมานอกเส้นแบ่งเขตแดน และติดต่อเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้เพื่อการทำงานร่วมกัน

มาร์กาเร็ต วีทเลย์ (Margaret Wheatley) กล่าวไว้ในหนังสือ Finding Our Way บทที่ว่าด้วยระบบงานแบบเชื่อมโยงสัมพันธ์กันว่า องค์กรจะต้องเข้าใจและยอมรับในความจริงสองข้อ

ข้อแรกคือ ไม่มีงานใดๆ ที่จะมีเพียงเหตุปัจจัยเดียวที่ส่งผลหรือสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในระบบงานไม่ควรจะมีการกล่าวโทษหรือยกย่องใครคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาสิ่งที่เห็นกันอยู่ในองค์กรทั่วๆ ไป เราค่อนข้างคุ้นเคยกับระบบที่ใครบางคนจะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุหากงานนั้นล้มเหลว หรือใครคนใดคนหนึ่งจะกลายเป็นฮีโร่หากงานนั้นประสบความสำเร็จ เพราะเราลืมนึกถึงความจริงข้อนี้ไปว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลรวมจากการทำงานของหลายฝ่าย และในความสำเร็จหรือความล้มเหลวนั้นมีหลายคนหรือหลายหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลัง

ความจริงข้อที่สองคือ หากพยายามทำสิ่งใดให้ชัดแจ้ง ก็ยิ่งจะทำให้สิ่งนั้นเลือนลางมากขึ้น นั่นคือ ในการออกแบบระบบงาน ถ้าเราพยายามที่จะลงรายละเอียดข้อกำหนดต่างๆ มากเกินจำเป็น จะทำให้ระบบยุ่งยากซับซ้อน และเชื่อเถอะว่า ไม่มีเพื่อนร่วมงานคนใดอยากเผชิญกับสิ่งที่ยุ่งยากและทำให้สับสน ดังนั้น ในการพัฒนาคุณภาพองค์กร เราจะต้องใส่ใจกับการออกแบบระบบและวิธีการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดบนความเรียบง่าย เพื่อเราจะได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นสุข

เมื่อเรายอมรับความจริงที่ว่า เราต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ความสำเร็จของหน่วยงานหนึ่ง มักจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของหน่วยงานอื่นด้วยเสมอ แล้วทำไมเราไม่มองหาวิธีการเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ให้เกิดเป็นความสัมพันธ์อันใหม่ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมายในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าเดิม

ผู้เขียนขอเรียกร้องให้พวกเราช่วยกันเสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ การทบทวน การยอมรับฟังซึ่งกันและกัน และการให้คุณค่ากับผู้คนที่มีมุมมองต่างจากเรา

แต่น่าเสียดายที่ว่า เรามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานที่เราบอกว่าสำคัญ และให้เวลาน้อยเหลือเกินกับการทบทวนหรือสรุปบทเรียนที่ผ่านมา

แน่นอนว่าการมีความคิดเห็นที่แตกต่าง บางครั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม แต่อยากจะเชื้อเชิญให้ทดลองดู ลองฟังกันอย่างตั้งใจ ฟังเพื่อจะได้เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่เราเห็นแตกต่างกัน ฟังอย่างไม่ตัดสิน ฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฟังด้วยหัวใจ เพื่อให้รับรู้ได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของคนพูด ได้รับรู้ถึงความเชื่อหรือวิธีคิดของคนอื่น หลังจากนั้นจึงทบทวนดูว่าเราได้เรียนรู้อะไรหรือไม่ ถ้าฟังแล้วยังบอกกับตัวเองว่าไม่เห็นด้วยอยู่ดี ก็อาจถือโอกาสนั้นทบทวนความคิดและความเชื่อของตัวเองไปด้วย ถึงแม้จะไม่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นพูด

แต่ผู้เขียนเชื่อว่าผลที่จะเกิดขึ้นจากการฟังกันและกันคือ ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น โดยที่ความแตกต่างทางความคิดไม่ควรจะแบ่งแยกเราออกจากกัน

หน้า 9

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act02151250&day=2007-12-15&sectionid=0130
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!