บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:13:20 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จิตวิวัฒน์  (อ่าน 63991 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #75 เมื่อ: 26 มกราคม 2010, 09:48:22 AM »

โลกร้อน เย็นธรรม



โดย พระไพศาล วิสาโล



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551



ธรรมชาติ ทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้แต่น่านน้ำ ผืนป่า และแผ่นดินที่มนุษย์เข้าถึงยาก จรดขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ กำลังอยู่ในอันตราย ทุกวันนี้แทบไม่มีที่ใดบนผืนโลกที่ปลอดพ้นจากสารพิษ แม้แต่ทวีปอาร์กติกก็ยังพบร่องรอยของสารดีดีทีในตัวสัตว์ซึ่งสามารถทำลาย ระบบประสาท กลางมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งไกลจากทวีปนับพัน ๆ ไมล์มีขยะพลาสติกนับหมื่นตันล่องลอย และทำให้สัตว์น้ำจำนวนไม่น้อยต้องตายเพราะกินมันเข้าไปด้วยคิดว่าเป็นอาหาร ขณะที่สัตว์ทั้งใหญ่น้อยต้องสูญพันธุ์เพราะถิ่นที่อยู่ถูกรุกราน

ธรรมชาติทั่วโลกกำลังประสบวิกฤตในสามลักษณะ คือ ๑.การแพร่กระจายของมลภาวะทั้งบนดิน ใต้ดิน ในน้ำ และอากาศ ๒. ความร่อยหรอหรือสูญหายอย่างรวดเร็วของธรรมชาติ ไม่ว่า ชนิดพันธุ์ของพืช สัตว์ ตลอดจนทรัพยากร อาทิ น้ำมัน แร่ธาตุ และป่า ๓. ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ อาทิ น้ำท่วม ฝนแล้ง

ในบรรดาภัยทั้งสามประการนี้ ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเป็นประเด็นที่กำลังมีการพูดถึงมากที่สุด แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้พูดถึงแค่น้ำท่วม ฝนแล้ง หากกำลังวิตกถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ “โลกร้อน” แม้ว่าโลกร้อนเป็นปัญหาที่เราเพิ่งตระหนักเมื่อไม่ถึง ๒๐ ปีมานี้เอง แต่มันกลับกลายเป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดที่สามารถนำมนุษยชาติและสรรพชีวิตใน โลกนี้เข้าสู่ภาวะวิกฤตได้เร็วกว่าภัยสองประการแรกเสียอีก

ไม่เป็นที่สงสัยกันแล้วว่า “โลกร้อน” เป็นวิกฤตที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่นเดียวกับการเกิดมลภาวะและการร่อยหรอสูญหายของทรัพยากรธรรมชาติ มันเป็นวิกฤตที่จะมีผลกระทบกว้างไกลเกินกว่าที่มนุษย์จินตนาการไปถึง เนื่องจากมันส่งผลพร้อมกันทั่วทั้งโลก มิได้กระจายเป็นจุด ๆ อย่างภัยธรรมชาติชนิดอื่น ๆ

ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยเทคโนโลยีนานาชนิด เช่น รถยนต์ที่ไม่ใช้น้ำมัน เครื่องยนต์ที่ประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า รวมทั้งโครงการอัดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้พิภพ แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำได้จริงหรือมีประสิทธิภาพเพียงใด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เทคโนโลยีเหล่านี้ก็เพียงแต่ชะลอปัญหา หรือกลับส่งเสริมให้มนุษย์บริโภคมากขึ้น เช่นเดียวกับรถประหยัดน้ำมัน ที่กลับกระตุ้นให้ผู้คนเดินทางมากขึ้น การบริโภคน้ำมันจึงไม่ได้ลดลงเลย กลับจะมากขึ้นด้วยซ้ำ

รากเหง้าของปัญหาโลกร้อน ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย อยู่ที่ทัศนคติของมนุษย์ในปัจจุบันที่มองเห็นธรรมชาติเป็นเพียงมวลวัตถุที่ มีขึ้นเพื่อปรนเปรอความต้องการของมนุษย์เท่านั้น เราไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่อยู่ได้เพราะธรรมชาติ และดังนั้นจึงพึงสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ ตรงกันข้ามผู้คนกลับเข้าใจว่ามนุษย์คือนายของธรรมชาติ ดังนั้นจึงสามารถทำอย่างไรกับธรรมชาติก็ได้

ทัศนคติอีกประการหนึ่งที่มาควบคู่กันก็คือ การเข้าใจว่าความสุขเกิดจากการครอบครองและบริโภควัตถุ มีมากเสพมากเท่าไรก็จะมีความสุขมากเท่านั้น ชีวิตจะก้าวหน้าเพียงใดก็วัดจากจำนวนและชนิดของรถที่มี ตลอดจนราคาของบ้านและที่ดินในครอบครอง รวมทั้งยอดเงินในบัญชีเงินฝาก ทัศนคติเช่นนี้ทำให้เราแข่งกันเสพและครอบครองวัตถุ โดยมีลัทธิบริโภคนิยมเป็นตัวกระตุ้น และมีเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็นตัวรองรับ แต่ไม่ว่าจะมีมากเสพมากเพียงใด ผู้คนก็ไม่เคยรู้สึกพอเสียที ยังต้องการไม่หยุดหย่อน ผลก็คือเกิดการทำลายธรรมชาติอย่างขนานใหญ่ เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันฟุ้งเฟ้อร่ำรวยที่ไม่เคยมีจุดสิ้นสุด โดยที่ความสุขของผู้คนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ดังเห็นได้จากอัตราการเป็นโรคจิตโรคประสาทและการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

นี้คือทัศนคติหลัก ๆ สองประการที่เป็นรากเหง้าของการทำลายธรรมชาติในปัจจุบัน

ทัศนคติ ดังกล่าวและพฤติกรรมที่สืบเนื่องตามมา ไม่เพียงทำให้ผู้คนเหินห่างหมางเมินหรือแปลกแยกกับธรรมชาติเท่านั้น หากยังทำให้ผู้คนเหินห่างหมางเมินหรือแปลกแยกกับตัวเองด้วย ดังจะเห็นได้ว่าผู้คนทุกวันนี้ทนอยู่กับตัวเองคนเดียวไม่ได้ แต่พยายามหนีตัวเองตลอดเวลา ด้วยการไปขลุกอยู่กับสิ่งเสพ เที่ยวห้าง คุยโทรศัพท์ หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะไปเบียดเบียนธรรมชาติ

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ธรรมชาติแวดล้อมวิกฤตก็เพราะธรรมชาติภายในของผู้คนเสียสมดุล พูดอีกอย่างก็ได้ว่า ความผันผวนปรวนแปรของธรรมชาติแวดล้อมทุกวันนี้เป็นผลมาจากความผันผวนปรวนแปร ของธรรมชาติภายในผู้คน เป็นเพราะผู้คนมีความทุกข์ อ้างว้าง และว่างเปล่าในส่วนลึกของจิตวิญญาณ จึงพยายามหาวัตถุมาเติมเต็ม แต่ไม่ว่าจะแปรธรรมชาติเป็นสิ่งเสพและทรัพย์สินเงินทองมากมายเพียงใด จิตวิญญาณก็ไม่เคยเติมเต็มเสียที

ธรรมชาติแวดล้อมจะไม่มีวันฟื้นฟูได้เลยหากธรรมชาติภายในของผู้คนไม่คืน สู่สมดุลหรือความปกติ ด้วยเหตุนี้ธรรมะจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ธรรมชาติกับธรรมะแยกจากกันไม่ออก หากจะฟื้นฟูธรรมชาติได้ก็จำเป็นต้องฟื้นฟูธรรมในใจของผู้คน นั่นคือทำให้ผู้คนกลับมาตระหนักถึงความเป็นจริงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของ ธรรมชาติ อยู่ได้เพราะธรรมชาติ และดังนั้นจึงควรสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ ขณะเดียวกันธรรมยังช่วยให้เรารู้จักพอ มีชีวิตที่เรียบง่ายได้โดยไม่ต้องฝืนใจ เพราะสามารถเข้าถึงความสุขที่ประณีต

ความสุขอันประณีตนั้นไม่ต้องอาศัยการเสพหรือมีวัตถุ แต่เกิดจากการมีจิตใจที่สงบเย็น จากการทำความดี จากการเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของผู้คนอันเป็นผลจากความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ของเรา รวมทั้งจากความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เราทุกคนย่อมโหยหาความสุข และการที่เราพากันไปแสวงหาความสุขจากวัตถุ ก็เพราะเราไม่รู้จักหรือไม่สามารถเข้าถึงความสุขอันประณีต แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าถึงความสุขอันประณีตได้ ความสุขจากวัตถุจะมีเสน่ห์น้อยลง

ความสุขอันประณีตเกิดจากเข้าถึงธรรม เมื่อเรารู้จักพอ ความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่าย และเมื่อจิตใจมีความสุข ความพอก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ไม่มีความจำเป็นต้องเบียดเบียนธรรมชาติเพื่อปรนเปรอกิเลสหรือสนองความ สุขอย่างหยาบ ๆ อีกต่อไป ทำให้มีชีวิตที่บรรสานสอดคล้องกับธรรมชาติแวดล้อม ใจที่มีธรรมจึงเป็นหลักประกันแห่งการรักษาคุ้มครองธรรมชาติที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามธรรมไม่ได้เกื้อกูลธรรมชาติฝ่ายเดียว ธรรมชาติก็เกื้อกูลธรรมด้วย ผู้ที่มีจิตใจรุ่มร้อน เมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบสงัด จิตใจก็จะสงบเย็นได้เร็ว เกิดกุศลธรรมได้ง่าย และหากหันมามองด้านใน หรือรู้จักบำเพ็ญทางจิต สติ สมาธิ ปัญญาก็จะเจริญงอกงาม ผู้ที่มีใจเปิดกว้าง ย่อมเรียนรู้ธรรมได้มากมายจากธรรมชาติ ไม่ว่าสัจธรรมคือความเป็นจริงของชีวิต เช่น ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง และความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของทุกสิ่งในจักรวาล ใช่แต่เท่านั้นธรรมชาติยังสอนจริยธรรมให้แก่เราได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจากต้นไม้ที่เอื้อเฟื้อสรรพสัตว์ จากแมลงที่อดทนและเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อ จากนกที่โบยบินอย่างอิสระโดยไม่มีทรัพย์สินเป็นภาระ เมื่อมีผู้ถามหลวงปู่มั่นว่าท่านรู้ธรรมได้อย่างไรในเมื่อเรียนหนังสือไม่ มาก ท่านตอบว่า “สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า” และด้วยเหตุผลเดียวกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงแนะให้ผู้มาเยือนสวนโมกข์ หัดฟังต้นไม้และก้อนหินสอนธรรม

ผู้ที่ใฝ่ธรรมหรือหวังความเจริญงอกงามของชีวิตด้านใน จึงควรมีเวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบสงัด ในบรรยากาศเช่นนั้น หากน้อมจิตให้ดี ไม่เพียงเราจะเห็นธรรมจากธรรมชาติแวดล้อมเท่านั้น หากยังจะเห็นธรรมชาติภายในใจเราชัดเจนด้วย ซึ่งนำไปสู่การเห็นสัจธรรมของชีวิตและโลกได้ ทำให้เกิดความสงบและสว่างกระจ่างแจ้งภายใน

อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ธรรมชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย เราไม่ควรที่จะแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติเท่านั้น แม้จะเป็นประโยชน์ทางธรรมก็ตาม หากควรมีน้ำใจเอื้อเฟื้อและตอบแทนคุณ ธรรมชาติด้วย โดยช่วยกันพิทักษ์รักษาธรรมชาติอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า การนำสิ่งของมาหมุนเวียนใช้ใหม่ การส่งเสริมถุงผ้า การคุ้มครองสัตว์และพันธุ์พืช ตลอดจนการรณรงค์ให้ผู้คนตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ข้อที่พึงตระหนักคือ การพิทักษ์รักษาธรรมชาติเป็นงานที่เห็นผลช้า และอาจหยุดยั้งการทำลายไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรท้อแท้หรือคับข้องใจ เพราะถึงอย่างไรนี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง จะว่าไปแล้วจำเป็นมากที่เราควรมองการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะจะช่วยให้เรามีความสงบเย็นในจิตใจได้ ในขณะที่โลกกำลังร้อนไม่หยุด ไม่ควรที่เราจะร้อนรุ่มไปกับผู้คนทั้งโลก หากควรรักษาใจให้สงบเย็นเอาไว้ การทำงานใด ๆ ก็ตาม แม้จะเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ แต่หากเราทำด้วยความทุกข์แล้ว สิ่งนั้นก็อาจกลายเป็นโทษได้ อย่างน้อยก็เป็นโทษแก่เราเอง

ในยามที่โลกกำลังร้อน เราจึงไม่ควรร้อนตามโลก แต่ควรมีธรรมเป็นที่พึ่ง เพื่อให้เรามีพลังในการดำเนินชีวิตและทำประโยชน์แก่โลกได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าโลกจะร้อนเพียงใด แต่ธรรมนั้นร่มเย็นเสมอ เมื่อใดใจถึงธรรม ความสงบเย็นภายในก็เป็นไปได้แม้โลกภายนอกจะร้อนรุ่มเพียงใดก็ตาม  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 มกราคม 2010, 09:50:26 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #76 เมื่อ: 27 มกราคม 2010, 10:08:11 AM »

การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ

โดย วิจักขณ์ พานิช


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 พฤศจิกายน 2547

มี คำภาษาอังกฤษคำหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่ท้าทายของนักการศึกษาในวงการศึกษากระแสหลักและขณะ เดียวกันก็เป็นที่ดึงดูดใจต่อนักการศึกษาทางเลือกในโลกตะวันตก คือคำว่า Contemplative Education ซึ่งประกอบด้วยคำสองคำที่มีความหมายกำกวม ตีความไปได้หลายทิศหลายทาง ถูกนำมารวมกันเพื่ออธิบายความคิดหนึ่งที่ฉีกออกไปจากความหมายเดิมๆ ของการศึกษาที่คนทั่วไปเข้าใจกัน...

contemplative แปลเป็นไทยในการทึกทักเอาเองของผู้เขียนว่า “ที่ใคร่ครวญครุ่นคิดคำนึงด้วยใจโดยแยบคาย” พอตีความไปในทำนองนั้น ทำให้นึกถึงคำบาลีในพุทธศาสนาที่ว่า “โยนิโสมนสิการ” (การพิจารณาโดยแยบคาย) ที่ดูแล้วสองคำจากสองภาษาต่างให้ความหมายอันเดียวกันนั่นเอง

education เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดี แปลเป็นไทยได้ว่า “การศึกษา” เราใช้คำว่าการศึกษากันจนลืมความหมายที่แท้จริงของคำๆ นี้ไป การศึกษากลายเป็นภาพของรั้วโรงเรียน ห้องเรียน ครู นักเรียน เครื่องแบบ ปริญญา อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นภาพที่เรารับเอาระบบการศึกษาจากทางตะวันตกมา ด้วยความเชื่อที่ว่าการศึกษาแบบนั้นจะพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อการพาประเทศไปสู่ความเป็นอารยะ ทัดเทียมเท่าทันประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก แต่ในทางพุทธของเรา คำว่าศึกษาหรือสิกขาหมายถึงกระบวนการเรียนรู้ที่กอปรด้วยความพร้อมพรั่งใน ศีล สมาธิ และปัญญา ไม่แยกขาดออกจากกัน

contemplative education จึงหมายถึง การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ นัยที่ซ่อนอยู่ของคำๆ นี้ มิใช่แสดงถึงรูปแบบของการศึกษา หรือ ระบบการศึกษา แต่เน้นไปที่ “กระบวนการ” คำๆ นี้เหมือนเป็นการจุดประกายความหมายใหม่ ให้เราย้อนกลับไปหาราก คุณค่า และความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ ที่มีผลระยะยาวต่อชีวิตของคนๆ หนึ่งทั้งชีวิต contemplative education สะท้อนให้เห็นกระบวนการ ความเป็นพลวัตไม่หยุดนิ่ง ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ...นำไปสู่การตั้งคำถามอย่างถึงราก ต่อการศึกษาในระบบ ที่ได้จำกัดการเรียนรู้ให้แน่นิ่ง อยู่ในกรอบในขั้นตอน ที่ถูกจัดวางไว้แล้วอย่างตายตัว

มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพของการเรียน รู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนจน คนรวย คนบ้านนอก คนกรุง คนต่างชาติต่างวัฒนธรรม คนทุกคนต่างมีธรรมชาติของจิตแบบเดียวกัน เป็นจิตใจที่สามารถเป็นอิสระจากภาพลวงตาของอัตตาตัวตน ก้าวพ้นสู่การสัมผัสความดี ความงาม และความจริง จนก่อให้เกิดความสุขสงบเย็นอย่างยั่งยืนภายใน

ปัญหาของการศึกษาก็ คือ เรากลับไปเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง พยายามจะผลิตคนเก่งและคนฉลาด ขณะเดียวกันก็ได้ตีตราคนอีกกลุ่มว่าเป็นคนโง่ไม่เอาไหน เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งกันเป็นผู้ชนะ และเหยียบย่ำผู้แพ้ราวกับเขาไม่มีเลือดเนื้อจิตใจ

ทางที่ถูก เราต้องไม่เอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง แต่ต้องเป็นความรู้ทางปัญญาที่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเชื่อมโยงกันในสามภาค คือ ภาคความรู้ ภาควิชาชีพ และภาคจิตวิญญาณ ทั้งนี้ลักษณะของการเชื่อมโยงหาได้เป็นการสร้างสะพานเชื่อมโดยที่ยังมองสามเรื่องแยกขาดออกจากกัน

หาก เราเข้าใจและได้สัมผัสกับกระบวนการการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงความเชื่อมโยงของการเรียนรู้ เพราะความรู้ที่แท้จริงนั้น คือประสบการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการได้รู้จักเพื่อนใหม่ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ที่เราไม่เคยไป การอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม การได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรอบข้าง และเมื่อเราเพิ่มมิติของการใคร่ครวญด้วยใจ เราจะสัมผัสได้ถึงคุณค่าและความงามที่ทำให้จิตใจของเราขยายขึ้น เรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะให้ เรียนรู้ที่จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น อันเป็นผลมาจากอัตตาตัวตนที่ลดลง กระบวนการการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ จึงนำไปสู่ความตั้งใจที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ดำรงชีวิตเพื่อให้เกิดคุณค่าแก่คนรอบข้างอย่างแท้จริง

ในขณะที่ กระบวนการเรียนรู้ในภาคความรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา...เป็นความรู้ที่เกิดจาก ประสบการณ์และกระบวนการมากกว่าการท่องจำจากตำรา เมื่อความรู้ได้แตกยอดงอกงามขึ้นภายในใจจนถึงจุดหนึ่ง เสียงข้างในจะบอกเราให้เข้าใจถึงความหมายของการเรียนรู้ในภาควิชาชีพในแง่ มุมที่ต่างออกไป นั่นคือ...งานหรือการประกอบอาชีพ แท้จริงคือ ผลที่สุกงอมจากการเรียนรู้ เสียงข้างในที่ไม่ถูกทำให้พร่าเลือนด้วยอำนาจของอัตตาจะนำมาซึ่งความตั้งใจ ที่จะทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในด้านที่ตนถนัด เป็นการทำงานด้วยความสนุก ด้วยความรัก ด้วยความดีไปพร้อมๆ กัน เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งก็คือการผุดบังเกิดของความร่ำรวยทางความรู้ของจิตที่ขยายกว้าง

การ เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสิ่งแวดล้อมที่สบาย สถาบันการศึกษาในปัจจุบันโดยมากกลายเป็นที่อบายมิใช่สบาย เพราะเต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อทางวัตถุ เป็นที่บ่มเพาะอัตตา สภาวะความคับแคบของจิต สบายในที่นี้มาจาก สัปปายะ คือสภาพที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้จะเกิดได้ในสิ่งแวดล้อมที่เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ด้านใน ผู้คนรู้จักรดน้ำใจให้คนรอบข้าง ให้ความสำคัญและเอาใจใส่จิตใจของผู้เรียนรู้ในทุกขณะ

การเอาใจใส่จิตใจในกระบวนการการเรียนรู้นั้น สามารถทำได้ใน ๓ ลักษณะ คือ

๑. การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) หมายถึง ฟังด้วยหัวใจ ด้วยความตั้งใจ อย่างสัมผัสได้ถึงรายละเอียดของสิ่งที่เราฟังอย่างลึกซึ้งด้วยจิตที่ตั้ง มั่น ในที่นี้ยังหมายถึงการรับรู้ในทางอื่นๆ ด้วย เช่น การมอง การอ่าน การสัมผัส ฯลฯ

๒. การน้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญ (Contemplation) เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการฟังอย่างลึกซึ้ง กอปรกับประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในทางอื่นๆ เมื่อเข้ามาสู่ใจแล้ว มีการน้อมนำมาคิดใคร่ครวญดูอย่างลึกซึ้ง ซึ่งต้องอาศัยความสงบเย็นของจิตใจเป็นพื้นฐาน จากนั้นก็ลองนำไปปฏิบัติเพื่อให้เห็นผลจริง ก็จะเป็นการพอกพูนความรู้เพิ่มขึ้นในอีกระดับหนึ่ง

๓. การเฝ้ามองเห็นตามที่เป็นจริง (Meditation) การปฏิบัติธรรมหรือการภาวนา คือการเฝ้าดูธรรมชาติที่แท้จริงของจิต นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ ความบีบคั้นที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง และสภาวะของการเป็นกระแสแห่งเหตุปัจจัยที่เลื่อนไหลต่อเนื่อง การปฏิบัติภาวนาฝึกสังเกตธรรมชาติของจิต จะทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงจากภายในสู่ภายนอก เห็นความเป็นจริงที่พ้นไปจากอำนาจแห่งตัวตนของตน ที่หาได้มีอยู่จริงตามธรรมชาติ เป็นเพียงการเห็นผิดไปของจิตเพียงเท่านั้น


การ เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่พรั่งพร้อมด้วยศีล สมาธิ อันเป็นบาทฐานของการก่อกำเนิดความรู้ที่ถึงพร้อม นั่นคือปัญญา ที่สามารถมองเห็นสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง เห็นถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยง การเปลี่ยนแปลงไหลเลื่อนไม่หยุดนิ่ง เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ที่จะทำให้เรากลับมาเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ...เป็นการศึกษาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยสายตาแห่งความสดใหม่อยู่เสมอ ผลที่งอกงามภายในจะสุกงอมหอมหวาน ก่อเกิดผลเป็นการงานอันสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์อันกว้างขวางต่อสังคมและผู้คนรอบข้าง
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มกราคม 2010, 07:58:50 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #77 เมื่อ: 31 มกราคม 2010, 08:05:19 AM »

อวตารของเรา



โดย ชลนภา อนุกูล



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 30 มกราคม 2553

“โลกที่เราจากมาไม่มีสีเขียวอีกแล้ว พวกเขาฆ่าแม่ตัวเอง และกำลังทำอย่างนั้นกับที่นี่” - นี้อาจจะเป็นสาสน์ที่ทรงพลังที่สุดจากภาพยนตร์เรื่องอวตาร ตำนานใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้นบนแผ่นฟิล์มในต้นศตวรรษที่ ๒๑

เมื่อหญิงสาวต้องฆ่าเพื่อช่วยชีวิต เธอก็มิได้ยินดีในการฆ่าแม้แต่น้อย และเมื่อชายหนุ่มผู้เป็นศิษย์แสดงให้เห็นถึงการฆ่าที่ปราศจากความกระหายหรือ ละโมบในชีวิต เธอก็ถึงกับเอ่ยปากว่า “เป็นการประหารที่ประณีตหมดจด”

แม้ในการใช้สัตว์เป็นพาหนะ การสร้างความผูกพันด้วยการผูกโยงอวัยวะของกันและกันไว้เพื่อสื่อสารเชื่อม โยงนั้นเป็นมากกว่าการทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเหนืออีกชีวิตหนึ่ง

แม้จะรู้ว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต แต่การสื่อสารพูดคุยระหว่างต้นไม้ กระทั่งข้ามเผ่าพันธุ์ชีวิต ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดสำหรับชาวเนวี

ส่วนตัวละครมนุษย์ของเราในภาพยนตร์นั้นก็คงไม่ต่างจากพวกเราเท่าไหร่นัก ที่มองเห็นแต่ว่า ณ ดวงดาวอันไกลโพ้นที่อุตส่าห์กระเสือกกระสนเดินทางไปจนถึงนั้น มีแร่มูลค่ายิ่งกว่าทองรอให้ขุด และถ้ามีชาวบ้านสร้างบ้านนั่งทับเหมืองนั้นอยู่ ก็แค่ไล่ตะเพิดไปให้พ้นก็เป็นพอ ไหนเลยจะเห็นได้ว่า ชาวบ้านนั้นกำลังปกปักรักษานิเวศน์ชีวาลัย อันเป็นหัวใจแห่งสรรพชีวีและชีวาอาตมันของดาวแพนโดราแห่งนั้น

เราอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกาอย่างอินเดียนแดง ได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ผสานสอดคล้องกับธรรมชาติ และการศิโรราบสยบยอมต่อมารดาบิดาและบรรพบุรุษอันศักดิ์สิทธิ์ – ภาพเหล่านั้นดูเหมือนจะปรากฎให้เห็นชัดเจนขึ้นกับตาด้วยเทคโนโลยีชั้นเลิศใน การถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว

แต่เรื่องราวดังกล่าวในภาพยนตร์เป็นแต่เพียงผลผลิตของจินตนาการเพ้อฝันและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกอันทรงพลังล่ะหรือ?

แนวคิดที่ว่าชีวาลัยอย่างโลก หรือดาวแพนโดรา เป็นสิ่งมีชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ดังที่เจมส์ เลิฟล็อก ได้นำเสนอทฤษฎีกายา ที่ว่าด้วยโลกมีชีวิต ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. ๑๙๖๐ ขณะที่ประจำอยู่ที่องค์การนาซ่า

ทฤษฎีกายาชี้เสนอว่า โลกเป็นระบบที่จัดการตัวเอง สามารถปรับตัวเพื่อให้เกิดสมดุลผ่านกลไกทางชีวภาพ เหมือนกับสิ่งมีชีวิตหนึ่ง เป็นต้นว่า มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มตัวเองทำให้น้ำบนโลกไม่ระเหยไปจนหมด สะท้อนความร้อนออกไปบางส่วนและเก็บไว้บางส่วน ทำให้มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ไม่เหมือนกับดวงจันทร์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางใกล้เคียงกัน

ที่น่าสนใจก็คือ ชั้นบรรยากาศของโลกเกิดขึ้นหลังจากการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต ยิ่งทำให้ดูเหมือนว่า โลกและชีวิตบนโลกนั้นล้วนต่างพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันอยู่ในที

แม้จะถูกโจมตีจากวงการวิทยาศาสตร์อย่างหนัก เพราะดูเหมือนเป็นการลากเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปปนเปื้อนกับความเชื่อทางจิต วิญญาณ แต่อิทธิพลของแนวคิดจากทฤษฎีกายานั้นก็ส่งผลกระทบไปในวงกว้างทีเดียว ดังที่ได้เห็นจากภาพยนตร์เรื่องอวตาร หรือแม้แต่ภาพของต้นไม้พูดได้เดินได้ที่ลุกขึ้นมารื้อเขื่อนในเรื่องลอร์ดออ ฟเดอะริง จิตวิญญาณของแม่โลกในอนิเมชันเรื่องไฟนอลแฟนตาซีของฮอลลีวู้ด และพบได้ทั่วไปจากอนิเมชันจากญี่ปุ่นอย่างเรื่อง อรชุน (Arjuna) หรือ อีวานเกเลียน (Evangelion) เป็นต้น

ส่วนแนวคิดที่ว่าสัตว์และต้นไม้เป็นสิ่งชีวิตที่มีสติปัญญาและสามารถสื่อสาร กันได้ก็เริ่มมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมารองรับกันมากขึ้น ดังเช่นงานของ ศ. อันโธนี เทรวาวัส แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก ซึ่งยืนยันว่า พืชมีเจตจำนง ตัดสินใจได้ คำนวณได้ จำได้ ดังที่สามารถยื่นกิ่งก้านสาขาไปในตำแหน่งที่จะได้รับแสงมากที่สุด รู้ถึงวิธีการคำนวณหาจุดสมดุลของแรงโน้มถ่วงและจุดศูนย์ถ่วง พืชบางชนิด เช่น ยาสูบ เมื่อถูกแมลงกัดเจาะก็จะส่งสารเคมีบางอย่างออกมา ทำให้ลำต้นหนาขึ้น และสามารถส่งข่าวไปยังต้นที่อยู่ใกล้เคียงกันได้ด้วย

ทฤษฎีว่าด้วยความ “ล่มสลาย” ของ จาเร็ด ไดมอนด์ นั้นยืนยันอย่างชัดเจนว่า การทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยมือมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการล่มสลายของ อารยธรรมหรือสังคมหนึ่ง เขายังมีข้อสังเกตอันแหลมคมต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาว่า ในหลายพื้นที่ แทบไม่มีความขัดแย้งระหว่างเผ่าฮูตูกับเผ่าทุตซีเลย แต่กลับมีการสวมรอยฆาตกรรม และแรงผลักดันหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรที่ดิน เนื่องจากประชากรจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพปลูกผักเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยผืน ดินที่ครอบครองกันอยู่เพียงน้อยนิด

และถ้าเราจัดอันดับประเทศยากจนสิบอันดับแรกของโลก กับประเทศที่มีการทำลายสิ่งแวดล้อมสิบอันดับแรกของโลก ดูเหมือนว่ารายชื่อประเทศจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก

และถ้าตระหนักว่า โลกใบนี้มีอายุยืนยาวมากกว่าเซลล์แรกราว ๑ พันล้านปี และอยู่รอดจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้วถึง ๕ ครั้ง กระแสความสนใจสิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน จึงไม่ใช่อะไรเลยนอกเสียจาก “การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวโลกอันมีชีวิตเก่าแก่ นี้”

หากมองตำนานในฐานะภาพสะท้อนจิตวิญญาณภายในของปัจเจกที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับ สรรพสิ่งรอบตัว ดังที่ โจเซฟ แคมป์เบลล์ คุรุผู้ยิ่งใหญ่ด้านปกรณัมได้เสนอไว้ ตำนานของมนุษย์ยุคใหม่ที่แสดงตนผ่านภาพยนตร์ร่วมสมัยเหล่านี้ ก็กำลังก่อรูปสร้างรอยปกรณัมร่วมสมัยที่กำลังก่อตัวขึ้นมาบนโลกทัศน์ของการ มองเห็นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงของความเป็นญาติระหว่างเราและสรรพชีวิตและแร่ ธาตุอื่นๆ บนโลกนี้


อวตารของเราในร่างมนุษย์เห็นจะมีหน้าที่ไม่ต่างกับชาวเนวีแห่งดาวแพนโดราใน แง่ที่ว่า เราต้องกลับไปหาจิตวิญญาณของแม่โลก กำซาบซึ้งถึงสายสัมพันธ์แห่งบรรพบุรุษร่วมกัน และส่งต่อจิตวิญญาณดั้งเดิมต่อให้กับคนรุ่นต่อไป   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #78 เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2010, 08:47:48 AM »

จิตวิญญาณนั้นมีค่า อย่าคิดขาย

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2548

หลังบ้านของยายมีหนองน้ำกว้าง ยายลงหลักปักผักบุ้งไว้แปลงใหญ่ ทั้งเอาใจใส่ดูแลจนมันงามทอดยอดอวบสะพรั่ง

ทุก เช้ายายพายเรือเล็กออกไปเก็บผักบุ้ง ยายเด็ดทุกยอดอย่างมีความสุข มันคือน้ำพักน้ำแรงของยาย ยายเรียงยอดผักค่อย ๆ มัดเป็นกำไม่ให้ช้ำ เมื่อนำผักบุ้งไปขายทั้งหมด มันก็ต่อชีวิตของยาย

โรงเรียนปิดเทอม หลานวัยรุ่น ๓ – ๔ คน มาอยู่กับยาย ทุกเช้าเขาพากันพายเรือไปเก็บผักบุ้ง ดึงทึ้งทั้งก้านแก่และยอดอ่อนอย่างสนุก พอได้เต็มลำเรือก็ขยุ้มมัดลวก ๆ เอาไปกองขายไม่ได้ราคา กอผักบุ้งในหนองน้ำก็เหี่ยวเฉา เงินที่ได้ก็ไม่ถึงมือยาย

ความสุขของยายได้หายไปแล้ว หลานเห็นผักบุ้งเป็นของเล่น แต่สำหรับยาย ผักบุ้งเป็นยิ่งกว่าผัก มันเป็นจิตวิญญาณของยาย

สล่า คำแกะสลักไม้เนื้ออ่อนเป็นรูปสัตว์นานาชนิด สัตว์แต่ละตัวมีสีหน้าท่าทางน่ารักน่าชังเหมือนมีชีวิต สล่าคำเหลาเกลากลึงเต็มฝีมือ ทำเพราะรัก เพลิดเพลินในงาน และใส่จิตวิญญาณลงไป เขาทำงานไปตามกำลังที่มี ผลงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด มีเงินพอใช้ สล่าคำก็มีความสุขพอสมควร

พ่อ ค้ามาซื้องานของสล่าคำไปทำต้นแบบ แล้วก็ทำพิมพ์หล่อออกมาด้วยวัสดุอื่น ผลิตจากโรงงานเป็นร้อยเป็นพัน เขาแบ่งกำไรส่วนน้อยให้สล่าคำ เงินส่วนใหญ่เป็นของพ่อค้านายทุน ตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้น เป็นตุ๊กตาโหล ไร้จิตวิญญาณ ขาดลักษณะเฉพาะตัว สล่าคำมีเงินมากขึ้น แต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจได้หายไปเสียแล้ว

สาวใหญ่เป็นช่างเสริมสวย เธอเบื่อและเซ็งในงานที่ทำจำเจ ทุกวันทำงานซ้ำ ๆ ยืนสระผม เป่า เซ็ทผม กวาดพื้น ซักผ้าขนหนู งานอะไรไม่สร้างสรรค์เลย เธอแต่งผมคนแล้วคนเล่า เหมือนลูกค้าเป็นหุ่น ตัวเธอเองก็ทำงานเหมือนหุ่นเช่นกัน บรรยากาศในร้านดูทึม ๆ และซึม ๆ ร้านเสริมสวยร้านนี้ไม่น่าเข้า ดูไม่มีชีวิตชีวา

จิตวิญญาณของงานบริการคือความยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจและมีความสุขที่ได้พบผู้มาใช้บริการ สร้างสัมพันธภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมสะอาดและบรรยากาศรื่นรมย์สบายใจ

ครูสังคมสอนนักเรียนให้ วาดรูปอย่างมีความสุข นักเรียนได้ฟังเพลง ฝึกคิดจินตนาการ สังเกตสิ่งแวดล้อมและหัดใช้อุปกรณ์อย่างถูกต้อง นักเรียนวาดรูปอย่างรื่นรมย์ ผลงานมีสีสัน ชั้นเรียนมีชีวิตชีวา ครูสังคมมีจิตวิญญาณของความเป็นครู

หมู่บ้านเศรษฐีราคาบ้านหลังละสาม สิบล้าน ทุกบ้านก่อกำแพงสูง ต่างคนต่างอยู่ บ้านติดกันแต่ไม่รู้จักกัน บ้านหนึ่งเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง เพื่อนบ้านเขียนจดหมายไปใส่ตู้รับหนังสือพิมพ์ว่ารำคาญเสียงสุนัขเห่ามาก ถ้าไม่ห้ามสุนัขเห่า เขาจะฟ้องเจ้าหน้าที่เขตให้มาจับสุนัขไป

หมู่ บ้านนี้เหมือนหมู่บ้านร้าง เงียบเหงา เห็นแต่ยามหน้าตาถมึงทึง ขี่จักรยานตรวจตราอยู่นาน ๆ ครั้ง หมู่บ้านเศรษฐีนี้มีราคา แต่ไม่มีจิตวิญญาณของชุมชน

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีบริเวณกว้าง ใหญ่ อาคารสูง สนามกีฬาในร่ม สระน้ำ หอสมุด ฯลฯ พร้อมบริบูรณ์ คณาจารย์มีหน้าที่สอน นักศึกษามีหน้าที่เรียนแล้วสอบให้ได้ ทุกเวลาว่างจะจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ นักศึกษาแต่งเครื่องแบบที่ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใฝ่รู้ ไม่ใฝ่แสวงหาความรู้ คณาจารย์ไม่มีงานวิชาการไม่วิจัย ไม่สนใจที่จะช่วยสร้างสรรค์สถาบันสู่ความเป็นเลิศ ถ้าคณบดีมอบหมายภารกิจ เขาจะถามว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ แทนที่จะถามว่าเราจะช่วยกันทำงานให้ดีได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยนั้นเป็นองค์กรที่ขาดจิตวิญญาณ เป็นองค์กรที่มีอาการป่วย ต้องการสร้างเสริมสุขภาวะของหน่วยงาน

จิต วิญญาณของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบรรยากาศทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ทั้งครูและศิษย์ค้นคว้า เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา จัดการความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ฝึกการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา และมีกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมรวมถึงคุณค่าของบัณฑิตที่มีคุณภาพ

จิต วิญญาณของมหาวิทยาลัย คือการที่สถาบันมีความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้สภาวะแวดล้อม ปัญหาของสังคม และได้ฝึกจิตอาสาสมัคร ในการร่วมพัฒนาชีวิตชาวบ้าน

มหาวิทยาลัย คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ประชาคม ชุมชน ต่างก็ทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีจิตวิญญาณรวมกัน

กลับ มาเรื่องหุ่นอีกครั้ง เมื่อเราได้ดูโขน และหุ่นกระบอก แม้ว่าคนจะสวมหัวโขน หุ่นจะถูกเชิดถูกชัก แต่สีหน้าท่าทางของหุ่นทุกอิริยาบถเคลื่อนไหวตามบทพากย์และเสียงดนตรี คนเชิดหุ่นเขาฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ฝึกฝน พัฒนา ทุ่มเทชีวิตจิตใจลงไปกับการเชิดจนบรรสานสอดคล้องกันระหว่างคนกับหุ่นเป็น หนึ่งเดียว หุ่นจึงไม่เป็นเพียงหุ่น มันมีบทบาท มีจิตวิญญาณ

ต่างจาก คนแท้ ๆ คนเป็น ๆ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่คิด ไม่ตระหนักในบทบาทภารกิจของตน เพียงมีเหยื่อหรืออามิสสินจ้างมาหลอกล่อ เขาก็ยอมเป็นร่างทรงให้มีคนเชิดอยู่ข้างหลัง คนประเภทนี้มีชีวิตแต่เหมือนหุ่น เขาขาดจิตวิญญาณที่สร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง

ใน วงการศึกษาและการเมืองมีข้อเสนอที่ซ้ำซากว่าประเทศของเราต้องมีกระบวนการ ปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่ แต่จะมีความหมายอะไรถ้าการบริหารบ้านเมืองและเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาเป็น เพียงบอกนิยามความหมายของประชาธิปไตยเท่านั้น วิถีการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศการบริหารการศึกษา มิได้เอื้อต่อสิทธิและโอกาสของคนต่างสถานะที่จะสามารถพัฒนาตนไปจนเต็มตาม ศักยภาพของเขา บรรยากาศทางการเมืองยังขาดสามัคคีธรรม นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นผู้นำทางอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ ยังคงมีบรรยากาศของความหวาดระแวงและกลวิธีที่ไม่โปร่งใส มีการยอมสยบต่ออิทธิพลและอำนาจ การปฏิรูปการศึกษาและทางการปฏิรูปการเมืองจึงเห็นผลน้อย เพราะยึดติดอยู่กับเนื้อหาแต่ไม่ลงลึกถึงกระบวนการและเสนอแบบอย่างที่ชัดเจน

รายการ โทรทัศน์รายการหนึ่งได้ส่งคนไปถามกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานคร ว่ารู้ความสำคัญของวันที่ ๑๔ ตุลาคม หรือไม่ ผลคือผู้ตอบเกือบทั้งหมดมีสีหน้างงงวย มีคำตอบที่น่าขัน เช่น ๑๔ ตุลาคม หมายถึงวันที่ ๑๐ + ๔ เป็นต้น

จิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กำลังจะจางหายไป ใครบ้างในบ้านเมืองนี้รู้สึกเดือดร้อน

กรณี ตัวอย่างที่ยกมาดังกล่าว ช่วยให้พอจะอนุมานได้อย่างกว้าง ๆ ว่า จิตวิญญาณนั้นประกอบด้วยจิตใจ ความรัก ความผูกพัน ความตระหนักและสำนึกในคุณค่า หน้าที่ ความสุขสงบ พอเพียง มีชีวิตชีวา ไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สภาวะของจิตใจเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝน อบรมตนอย่างต่อเนื่องยาวนาน

จิต วิญญาณไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ภูตผีปีศาจ หากแต่เป็นสภาวะของจิตที่ได้ฝึกดีแล้ว มีความประณีต เปี่ยมด้วยความใส่ใจ เข้าใจและร่วมใจกัน เป็นนามธรรมภายในที่สามารถแสดงออกมาทางอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการปฏิบัติภารกิจ ขยายความให้กว้างขึ้นอีก จิตวิญญาณก็เป็นต้นธารของความเมตตากรุณา สุนทรียภาพและความสงบสุขทั้งในส่วนตนและสังคม

แม้ว่าจะพยายามอธิบายเรื่องจิตวิญญาณตามนัยของภาษาและถ้อยคำ แต่จิตมนุษย์นี้ยากที่จะนิยามได้ครอบคลุมครบถ้วน สภาวะมันมีปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มาแปรผันให้จิตวิญญาณของคนและสภาวะของกลุ่มต้องตกต่ำหรือสลายลง

ด้วย เหตุนี้การเสริมสร้างสุขภาพของคนและสังคมจึงต้องคำนึงถึงสุขภาวะทางจิต วิญญาณ ภารกิจหนึ่งคือการฝึกฝนและพัฒนาจิตให้ลดความเห็นแก่ตัว รักเพื่อนมนุษย์ และลดความขัดแย้งด้วยปัญญา

สติสัมปชัญญะ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควบคุมมิให้จิตใจคับแคบและตกต่ำ เป็นปัจจัยที่ยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นจนเป็นอิสระ ก้าวพ้นจากความอยากที่ไร้ขอบเขตและความหวาดกลัว

งานของกลุ่มจิต วิวัฒน์ จึงแสดงความพยายามที่จะเน้นภารกิจในการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ใฝ่ฝันที่จะสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของคนทุกรุ่น ทุกองค์กร เพื่อถักทอความรักและความดีงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

มนุษย์ ทุกคน กลุ่มชนทุกกลุ่มมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ซึ่งรวมกันเป็นจิตวิญญาณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงน่าอัปยศอย่างยิ่งถ้ายอมขายจิตวิญญาณที่สร้างสะสมมายาวนาน

ตัวอย่างในสังคมก็เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ มิใช่หรือ

http://jitwiwat.blogspot.com/search/label/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กุมภาพันธ์ 2010, 07:18:04 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #79 เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2010, 08:03:30 AM »

มหาวิทยาลัยมาม่า



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 15 มีนาคม 2551

ผู้เขียนขออภัยที่นำชื่ออาหารยอดนิยมมาตั้งชื่อบทความนี้ “มาม่า” เป็นได้ทั้งชื่อเฉพาะและชื่อทั่วไป ซึ่งหมายถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อที่จำหน่ายสำหรับผู้ที่ต้องการกิน อาหารอย่างรีบด่วน ปรุงง่าย อร่อย และอิ่มเร็ว แม้ว่าจะมีส่วนประกอบเป็นเส้นหมี่ วุ้นเส้น และมีรสชาติต่างกัน เราก็เรียกว่า มาม่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกัน เหมือนกับที่เรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่า แฟ้บ และเรียกบาล์มทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอย่างน้ำหรือขี้ผึ้งว่า ยาหม่อง

ผู้ บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีจำนวนมากมายมหาศาลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตสนองความต้องการของตลาด จึงต้องใช้ระบบโรงงานที่มีตัวป้อน กระบวนการผลิต และตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตทุกชิ้นอย่างเข้มงวด

การ ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีสูตรที่แน่นอน กำหนดวัตถุดิบส่วนผสม วิธีปรุงอย่างแน่นอนในแต่ละรสชาติ เครื่องจักรในโรงงานมีกลไกที่ช่วยให้ผลิตได้รวดเร็ว ต่อเนื่องตามสายพานทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นก้อนบะหมี่และผงปรุงรส บรรจุหีบห่อสวยงาม ดูน่ากิน ทั้งรสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสผัดขี้เมา ผู้บริโภคได้ลิ้มรสหมูสับ แต่ไม่มีเนื้อหมู รสต้มยำกุ้งไม่มีกุ้ง ถ้าจะให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนจึงต้องเติมไข่ เนื้อสัตว์ และผักเข้าไปด้วย

มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาขั้นอุดมมาเกี่ยวอะไรกับบะหมี่มาม่า ขอตอบว่าผู้เขียนมองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในด้านดีมิใช่ด้านร้าย เพียงแต่อยากเปรียบเทียบระบบและกระบวนการผลิตบัณฑิต ตั้งแต่การคัดเลือกตัวป้อน กระบวนการเรียนการสอน และผลผลิตคือบัณฑิตจำนวนแสนในแต่ละปีนั้น มีคุณภาพและปัญญาหารเพียงใด มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่ลูกค้าทั่วประเทศใฝ่ฝันต้องการ มาครอบครองจริงหรือ?

เมื่อมหาวิทยาลัยใช้วิธีการตามระบบโรงงาน มหาวิทยาลัยจึงต้องมีการคัดเลือกตัวป้อนเข้าสู่ระบบอย่างเข้มงวดสำหรับ มหาวิทยาลัยแบบปิดหรือแบบจำกัดจำนวนรับ ส่วนมหาวิทยาลัยเปิดนั้น แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อให้โอกาสคนส่วนใหญ่ได้เข้าเรียน แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ตัวป้อนเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองทีละขั้น มิฉะนั้นก็ไม่สำเร็จการศึกษา ซึ่งมักจะมีคำกล่าวกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้าง่ายแต่จบยาก

ตัวป้อนของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็คือ แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม และเครื่องชูรสต่างๆ ตามสูตรที่กำหนด ซึ่งก็จะต้องเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพเป็นสำคัญ ส่วนตัวป้อนเข้าสู่ระบบอุดมศึกษานั้น นอกจากทรัพยากรต่างๆ แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียนที่สมัครเข้าเรียน ซึ่งมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยและคณะวิชาที่สังคมวางค่านิยมไว้สูง ก็ยิ่งมีการแข่งขันเหมือนกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

วิธีการสอบเข้า เพื่อคัดเลือกตัวป้อนที่เป็นมนุษย์ จึงสร้างความสุขและความทุกข์อย่างใหญ่หลวง แม้ว่าจะมีการวิจัยศึกษาหาวิธีการที่จะคัดเลือกหลายรูปแบบ เพื่อมิให้เกิดความบีบคั้น ความเครียด พยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นทั่วถึงมากที่สุด แต่ความเป็นมนุษย์มิใช่แป้งสาลีและน้ำมันปาล์ม ตัวป้อนเข้ามหาวิทยาลัยจึงมีความรู้สึก มีความคาดหวัง มีอารมณ์สุขทุกข์ ลุกลามไปถึงพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ปลาบปลื้มลิงโลดใจเมื่อสอบเข้าได้ และเศร้าโศกเมื่อผิดหวัง ตัวเลขและแต้มเฉลี่ยเป็นเสมือนตราประทับที่หน้าผาก ว่าคนนี้เข้าได้และคนนั้นต้องไปหาที่เรียนใหม่

เมื่อขันแข่งแย่งชิง กันเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว กระบวนการพัฒนาให้นิสิตนักศึกษาเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ ยิ่งมีองค์ประกอบ วิธีการ และบริบทที่ซับซ้อนยิ่งนัก สายพานการผลิตไม่เลื่อนไหลรวดเร็วเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากแต่ใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานและเป็นพลวัต

กระบวนการพัฒนาบัณฑิตแตก ต่างจากกระบวนการผลิตในโรงงานอย่างสิ้นเชิง นักเรียนที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เติบโตและพัฒนาได้ไม่เหมือนกัน จนยากที่จะมีหลักสูตรและศาสตร์ที่ดิ่งเดี่ยว แข็งขึงตึงตัว เพียงหนึ่งเดียวมาเปลี่ยนแปลงนิสิตนักศึกษาได้ตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย

ปัจจุบัน จึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการอุดมศึกษา ที่มุ่งพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาหลักสูตรแบบองค์รวม เกิดความคิดเรื่อง humanized educare คือการพัฒนาบัณฑิตให้มีหัวใจเป็นมนุษย์ หลายมหาวิทยาลัยเริ่มศึกษากระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformative learning) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลมกลืนระหว่างความรู้ภายนอกตนกับความรู้ภายในตน หลายสาขาวิชาเริ่มตระหนักว่า การเคี่ยวเข็ญให้นิสิตนักศึกษามีความรู้และเก่งในศาสตร์ของตนอย่างดิ่ง เดี่ยวนั้น ไม่เกิดผลให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและการดำรงชีวิตในสังคม

มหาวิทยาลัย เริ่มปรับเปลี่ยนสาระและกระบวนการเรียนรู้ในหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป จากการที่มีรายวิชาซึ่งใช้เป็นฐานสำหรับต่อยอดในการเรียนวิชาเฉพาะ เช่น คณิตศาสตร์ สถิติเบื้องต้น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมวิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฯลฯ มาเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร วิธีการคิดเชิงวิเคราะห์ การใช้เหตุผล ชีวิตกับธรรมชาติ ความเป็นพลเมืองดี สุนทรียภาพ และการพัฒนาบุคลิกภาพ โดยแทรกค่านิยมทางจิตวิญญาณ (spiritual value) เข้าไปตั้งแต่ชั้นปีที่ ๑ จนถึงปีสุดท้าย

กระบวนการเรียนรู้ ในมหาวิทยาลัยได้เพิ่มความรู้ทางสังคมและการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน มนุษย์และสิ่งแวดล้อม ด้วยความเชื่อว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่หอคอยงาช้างอีกต่อไป แต่เป็นสถาบันหนึ่งของสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่อความเจริญ ความเสี่ยง และความเสื่อมของชุมชนท้องถิ่น การสอนจึงต้องเน้นพลังกลุ่ม การทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือเกื้อกูล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อความสุขและความทุกข์ของประชาชน

เมื่อ มีข่าวว่าบัณฑิตหลายมหาวิทยาลัยฆ่าตัวตาย ข่าวเช่นนี้เกิดบ่อยเสียจนต้องคิดว่า กระบวนการผลิตบัณฑิต มิได้ฝึกให้รู้จักปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี การพัฒนาสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญในมหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ ผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา ส่วนใหญ่ต่างก็เครียด คับข้องใจ และมุ่งแข่งขัน นิสิตนักศึกษาว้าเหว่ เหงาและโดดเดี่ยว ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ระบบการปรึกษาและแนะแนวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม มหาวิทยาลัยเริ่มสนใจกระบวนการกัลยาณมิตรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรและนิสิตนัก ศึกษาได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แนะแนวทางซึ่งกันและกัน ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เส้นทางดำเนินชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ทุกวันนี้ มี “การประชุม” มากเกินไปในมหาวิทยาลัย แต่ขาดแคลนกิจกรรมที่เราจะพบปะพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและปลอดโปร่งโล่งใจ

เมื่อ ตัวป้อนของมหาวิทยาลัยเป็นมนุษย์ สถาบันนี้จึงต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต มีสุขภาวะ และสร้างปัญญาหาร ๔ หมู่ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถ และความดี ให้แก่ผู้ที่จะเป็นบัณฑิตเกิดความรู้ดี คิดดี และทำดี

ชีวิต ของนิสิตนักศึกษามิได้อยู่เพียงในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการเท่านั้น นอกเหนือจากคำบรรยาย ตำรา และโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ เขายังได้สัมผัสกับบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และผู้คนมากมาย บริบทเหล่านี้จะช่วยสร้างลักษณะที่เป็นทั้งคุณและโทษ ถ้าเขาคุ้นชินกับวิธีการเรียน ศึกษาค้นคว้าน้อยๆ แต่ต้องการคะแนนมาก คุ้นชินกับอาคารเรียน ห้องอาหาร ห้องน้ำที่สกปรก คุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง มีเศษขยะทิ้งเกลื่อน และเสียงพูดคุยที่หยาบคาย ตะโกนตะคอกใส่กัน เมื่อเขาเป็นบัณฑิต เขาก็จะเคยตัวที่ต้องหาวิธีทำงานน้อยๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ เคยตัวต่อการผรุสวาทด่าทอ เคยตัวต่อการดำรงชีวิตที่สกปรกทั้งกายและใจ

มหาวิทยาลัยต้องการผลผลิตเช่นนี้หรือ?

จริง อยู่ มหาวิทยาลัยมีประเด็นหลายประการที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ความเป็นเลิศในการแข่งขัน การเข้าถึงความรู้ที่ก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง ความเสมอภาค และเป็นธรรมทางการศึกษา ประสิทธิภาพทางการวิจัยและวิชาการของคณาจารย์ คุณภาพของการเรียนการสอนและคุณภาพของบัณฑิต เป็นต้น แต่ผู้เขียนก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยก้าวพ้นจากระบบคิดอย่างเดิมๆ ก้าวข้ามจากการเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตร ก้าวกระโดดจากการเป็นมหาวิทยาลัยมาม่าไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต สร้างปัญญาและแสงสว่างให้ชีวิตของบัณฑิตทุกคน

ในการบรรยายเรื่อง วัฒนธรรมและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้สรุปเบญจลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งของสังคมว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องสร้างคุณลักษณะของมหาวิทยาลัย ๕ ประการคือ

๑. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง (healthy organization)

๒. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา (learning organization)

๓. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีเสรีภาพทางปัญญา (intellectual organization) คือไม่ตกอยู่ในกับดักของหลักเกณฑ์ที่เป็นกรอบตายตัว ไม่ยอมจำนนต่อความยากและอุปสรรคในการริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์

๔. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีพลัง (smart organization) มีการเสริมพลังทวีคูณอยู่เสมอ ถ้าจะใช้ภาษาทันสมัยก็คือ เท่อย่างมีท่วงท่า...มีเอกลักษณ์และศักยภาพ

๕. มหาวิทยาลัยต้องเป็นองค์กรที่มีชีวิต (living organization) มีความเติบโตงอกงาม ไม่ชะงักงันและเหี่ยวเฉา มีบรรยากาศคึกคักทางวิชาการ เบิกบานด้วยกิจกรรมสัมพันธ์ และเปิดกว้างออกไปสู่สังคมส่วนรวม

ท่าน ระพินทรนาถ ตะกอร์ รัตนกวีชาวอินเดียได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ชื่อ “อาศรมศานตินิเกตัน” เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ เป็น “...สำนักศึกษาที่ประชาชนผู้แตกต่างกันด้วยอารยธรรมและประเพณี ได้เรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกัน...เด็กที่มีสติปัญญาปานกลางหรือต่ำกว่าสามัญ ก็อาจได้รับการอบรมให้เป็นพลเมืองดีงามจนกลายเป็นบุคคลมีประโยชน์ต่อชาติ บ้านเมืองได้...ท่านเห็นว่ามนุษย์เราเปรียบประดุจเมล็ดพืช ถ้าเพาะผิดวิธีก็ไม่งอกงาม แต่ถ้าถูกวิธี คือถูกแก่อัธยาศัย จิตใจ และสติปัญญาแล้ว พืชที่แม้จะมีทีท่าว่าจะไม่แตกดอกออกกอ ก็อาจเจริญเติบโตกลายเป็นไม้มีค่าต่อไปก็ได้...”

ความสดสวยของดอกไม้มิได้เกิดจากการระบายสี

แววขนที่เลื่อมลายระยับยามยูงรำแพนไม่มีใครแต่งแต้ม

ดวงไฟย่อมจุดไม่ติดหากขาดเชื้อเพลิงอยู่ภายใน

ยากนักที่เราจะเติมโอชารสที่เปลือกผลไม้

ใครเล่าจะผลิตบัณฑิตให้เป็นศึกษิตที่สง่างาม

คุณลักษณะทุกอย่างของทุกสิ่ง ทุกคนย่อมฉายออกจากภายในมากกว่าการห่อหุ้มฉาบทาจากภายนอก

นี่ คือบทความที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของความคาดหวังต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัย เป็นการมองภาพรวมของระบบมากกว่า การเจาะจงลงลึกในแต่ละด้าน เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทัดทานมิให้มหาวิทยาลัยเป็นโรงงานผลิต ปริญญาบัตรและจัดการอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์

จะเกิดผลอย่างไรก็แล้วแต่บุญกรรมที่จะกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย  



http://jitwiwat.blogspot.com/2008/03/blog-post_15.html      
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 กุมภาพันธ์ 2010, 08:09:28 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #80 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2010, 08:38:58 AM »

ร่วมกันจุดเทียนสว่างกลางสายฝน



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2551

ใน กระแสข่าวสารจากสื่อทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ช่างเต็มไปด้วยความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ความก้าวร้าวรุนแรง การทะเลาะวิวาทและการต่อสู้กันทางความคิดความเห็น แบ่งฝ่ายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าฝ่ายตนมีความรัก รักชาติ รักแผ่นดิน รักสันติ รักความเป็นธรรม รักประชาชน แต่กิริยาอาการและถ้อยคำที่บอกรักนั้นหยาบคาย ให้ร้ายและร้อนแรงด้วยโทสะ โกรธ เกลียด และอหังการ

ใจของผู้เขียนเจ็บอยู่ลึกๆ เหตุไฉนคนไทยจึงไม่รักกัน

เมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ผู้เขียนได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างสังคมสุขภาวะที่มีหัวใจของความ เป็นมนุษย์ เป็นเวที “เติมหัวใจให้สังคม” จัดโดยเจ้าภาพ ๙ องค์กร ซึ่งทำงานก่อสานพลังทางสังคมอย่างเข้มแข็ง เพื่อลดความทุกข์ สร้างเสริมความสุขในกลุ่มเล็กๆ กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ

วันนั้นผู้ เขียนได้พบโอเอซิสที่ชุ่มชื่นร่มเย็นกลางทะเลทราย เวทีเสวนามิได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่บรรยากาศอบอวลด้วยความรัก ความปรารถนาดีในกลุ่มคนดีๆ ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบ จนถึง ๗๘ ปี มีการนำเสนอกรณีดีงามถึง ๑๐ เรื่อง ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างยิ่งแก่ผู้เข้าประชุม นับตั้งแต่ ครูแอน ครูอาสาสมัครสอนศิลปะในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ครูถั่น จุลนวล จากบ้านหนองเสาธง จังหวัดสงขลา ที่สร้างตำบลสมานฉันท์ และเสนอกระบวนการคัดกรองคนดีในชุมชนเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีของหมู่บ้าน

ผู้ เขียนรู้สึกทึ่งมาก เมื่อนายกพิชัยแห่งหมู่บ้านห้วยดง จังหวัดพิจิตร ทำกระบวนการประกันราคาดอกรัก เพื่อให้คนในตำบลมีรายได้จากดงดอกรักอย่างพอเพียง งานขององค์กรพัฒนาหมู่บ้านโดยเยาวชน (อมย.) ที่ชุมชนอ่าวลึกน้อย วิธีการสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินของบริษัทเอเชียพรีซิชั่น ที่ทำให้คนงานกว่า ๖๐๐ คนมีความสุขและเห็นว่า “โรงงานเป็นมากกว่าที่ทำมาหากิน”

ผู้ เขียนได้ฟังคุณอ้อม เทพธิดาสีขาวที่ทำงานรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์มาตั้งแต่โรงพยาบาลเริ่มต้น โครงการ เป็นการทำงานหนัก สู้งานด้วยรักและอดทนอย่างยิ่งยวด ผจญกับสภาพของผู้ป่วยที่สังคมรังเกียจ และตนเองก็ถูกรังเกียจจากผู้คนรอบข้างเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดมาทำให้เธอท้อถอย

เมืองไทยมีแพทย์และพยาบาลดีๆ แบบคุณอ้อมอยู่มากมาย

ผู้ เขียนได้เห็นการเปิดโอกาสให้คนที่สนใจทำภาพยนตร์สั้น มาสร้างและแบ่งปันผลงานแลกเปลี่ยนกันในเรื่องแผนที่ความดี ซึ่งนิตยสารไบโอสโคปได้ทำกิจกรรมเป็นผลสำเร็จ กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ได้ฟังผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทำงานช่วยเหลือ แบ่งปันอย่างจริงใจในโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนมะเร็งระยะสุดท้าย

น้อง ปุ๋ย เยาวชนจากกาฬสินธุ์ เล่าถึงการเรียนรู้จากครอบครัวและงานอาสาสมัครในชุมชน กรณีสุดท้ายคือโครงการของโรงเรียนชลบุรีสุขบท ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนให้หยุดการฆ่าหมาจรจัด ด้วยกิจกรรมรักสัตว์ รักสังคม โครงการนี้มิใช่เกิดผลดีต่อชีวิตหมาเท่านั้น แต่นักเรียนและอาจารย์ที่ปรึกษาได้พัฒนาคุณธรรมของตนเอง โรงเรียนและวัดกลายเป็นศูนย์กลางของความรักและความรู้ เกิดคุณค่าทั้งแก่ชีวิตหมาและชีวิตคน

ตลอดเวลา ๓ ชั่วโมงครึ่ง ที่ผู้ร่วมเสวนาได้ดูวีดิทัศน์ ฟังเรื่องราวดีๆ อย่างมีความสุข รับประทานของว่าง ดื่มกาแฟ และได้รับความรู้จากนิทรรศการตามมุมต่างๆ นั้น คุณนิรมล เมธีสุวกุล (คุณนก) ทำหน้าที่พิธีกรอย่างเชี่ยวชาญ เสียสละ อดทน อดรับประทานขนม ไม่ได้เข้าห้องน้ำ เธอดำเนินรายการตั้งแต่ต้นจนจบภาคเช้า ด้วยวิธีการที่เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส ปราศจากกิริยาที่ปรุงแต่ง ทำให้ทุกคนมีความสุข ผู้เขียนจึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ คุณนกทำงานด้วยรักในงานที่ทำ

ประเทศไทยยังมีคนดีอยู่มากมาย มีกิจกรรมดีๆ อย่างหลากหลายเต็มแผ่นดิน

มี คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำงานหนักอยู่เงียบๆ ต่อสู้อุปสรรคอย่างอดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ดังที่ครูแอนบอกว่า เป็น “การจุดเทียนกลางสายฝน”

แน่ นอน คนที่จุดเทียนกลางสายฝนต้องพากเพียรอดทนต่อการจุดไฟต่อไส้เทียนที่เปียกชื้น มือที่ป้องลมย่อมร้อนเมื่อถูกเปลวเทียนกระทบและร่างกายก็เปียกปอน แต่เมื่อมีความรักและความหวัง เทียนก็สว่างขึ้นได้ และฝนก็หายไปในที่สุด

ความ ฉ้อฉลและการแข่งขันช่วงชิงกันในบ้านเมืองของเราขณะนี้ เปรียบเหมือนลมฝนที่ซัดกระหน่ำลงมาทุกแห่งหน เมื่อน้ำท่วม ไฟดับ ต้นไม้โค่นล้มขวางทางระเกะระกะ การจราจรติดขัด รถประจำทางไม่วิ่ง ฯลฯ คนที่เอาตัวรอดต่างก็รีบหลบเข้าบ้าน ปิดประตู ในขณะที่คนยากไร้เอาตัวไม่รอด ต้องยืนเปียกฝนอยู่ตามที่จอดรถประจำทาง หวาดกลัว หิว และสิ้นหวัง ชาวไร่ชาวนาขายผลิตผลได้ราคาต่ำ ขาดทุน เป็นหนี้สิน ซื้อหวยเพื่อซื้อความหวังที่ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะมีลาภลอยมาถึงมือ

ผู้ คนหลายกลุ่มทั่วประเทศห่วงใยและอาสาคลายทุกข์เพื่อนร่วมชาติด้วยวิธีการที่ สร้างความร่วมมือ เสริมพลังกันและกัน เสริมความสุขและความหวังให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรกของบทความนี้

อะไรดลใจให้คนอาสามุ่งทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น คำตอบคือ ความรัก

ความรักคืออะไร

ความ รักเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ ประณีต ละเอียดอ่อน มีผู้ให้และมีผู้รับ เป็นความรักซึ่งกันและกัน

ความรักเกิดขึ้นในจิตใจ สะสม เพิ่มพูน และถ่ายทอดได้

ความรักแตกต่างจากอารมณ์ใคร่ ซึ่งเป็นความดึงดูดและความคลั่งไคล้ทางร่างกาย

ความรักเกิดจากหัวใจสู่หัวใจ เป็นความงามที่จับใจ และเป็นคุณสมบัติแท้จริงของจิตวิญญาณ

ความรักเกิดขึ้นเงียบๆ ในความคิด จิตสำนึก เริ่มจากความเมตตา อยากแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างจริงใจที่จะลดความทุกข์ของผู้อื่น

ความรักช่วยกระตุ้นพลังแรงแข็งขันที่จะบากบั่นทำงานอาสาสมัครโดยไม่หวังผลตอบแทน

ในความรักจึงมีความเสียสละ มีความเบิกบานแจ่มใส มีความสุขที่เกิดจากจิตใจที่นิ่งและสงบ

ความรักนั้นยิ่งลดความเห็นแก่ตัว ยิ่งเพิ่มความรักผู้อื่น

ความรักจึงเป็นต้นธารของคำหลายคำ เช่น ความสามัคคี สมานฉันท์ การเห็นคุณค่า ความกรุณา การให้อภัย


ก่อน จบบทความนี้ ผู้เขียนขอยกข้อความจากปกหลังของหนังสือ “เพื่อรักและประจักษ์ปัญญาธรรมชาติ” ซึ่งศิษย์รักของผู้เขียน (ศึกษิต เทพศึกษา) ได้เรียบเรียงจากความคิดและประสบการณ์ของ
โดโรธี แม็คเคลน ไว้ว่า

    “แก่นของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายคือความรัก
    วัฒนธรรมย่อยทั้งหลาย คือความรักที่แสดงออกมาในลักษณะเฉพาะตน
    เพื่อเพิ่มความงามให้แก่องค์รวมแห่งชีวิต
    เหมือนดอกไม้หลากชนิดหลากสีสัน
    ที่ต่างเพิ่มความงามให้แก่สวนดอกไม้ของโลก”


ใน อุทยานแห่งสยาม จะมีพฤกษานานาพรรณที่แตกต่างกันทั้งสี กลิ่น และรูป จึงไม่แปลกที่คนในสังคมแต่ละกลุ่มจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเรารู้จักคิดทางบวก ก็จะเห็นความงามของความแตกต่างกันเหล่านั้น

ขอแต่เพียงมีความรัก ไม่หลงตนเอง ถ้าเป็นพวกฉันทุกอย่างถูกหมด ถ้าไม่ใช่พวกฉันทุกอย่างเลวหมด

ขอแต่เพียงเรามาเติมใจให้กัน ช่วยเหลือแบ่งปันให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์

เพื่อแต่ละคนจะมีความสุขอย่างยั่งยืน   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #81 เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์ 2010, 09:26:25 AM »

3S วิวัฒน์จิต: สู่การตื่นรู้ท่ามกลางโลกอันซับซ้อน



โดย ดร.พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553

การตื่นรู้ในยุคปัจจุบันที่สังคมมีความซับซ้อนมากมายนั้น จำต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการวิวัฒน์จิตให้ใหญ่ขึ้น และด้วยเหตุที่จิตใจมีอาณาเขตกว้างขวาง กินพื้นที่หลายพรมแดน ผู้เขียนจึงขอแนะนำพรมแดนภายในจิตใจสามพรมแดนใหญ่ๆ ที่เรียกว่า “3S” ซึ่งการเรียนรู้พรมแดนทั้งสามที่มีอยู่แล้วในจิตใจเราแต่ละคน อาจช่วยวิวัฒน์จิตให้ตื่นรู้เท่าทันกับโลกอันซับซ้อนในยุคนี้ได้บ้างไม่มาก ก็น้อย

พรมแดนแรกคือ สภาวะจิต (State) หากเปรียบเทียบกับภูมิทัศน์ทางกายภาพ ก็เหมือนเป็นมหาสมุทร เป็นพรมแดนที่มีลักษณะไม่คงที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เปรียบดั่งคลื่นในมหาสมุทร บางขณะก็เงียบสงบ บางขณะก็บ้าคลั่ง ไม่มีความเป็นเส้นตรง อยู่เหนือความเข้าใจด้วยเหตุผล หรือตรรกะใดๆ แต่ปรากฎให้รับทราบได้เป็นความจริงชั่วคราว สภาวะจิตที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ สภาวะตื่น สภาวะหลับฝัน สภาวะหลับลึกไม่ฝัน สภาวะสมาธิ สภาวะเลื่อนไหล (flow) เป็นต้น สภาวะเหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ “ความชั่วคราว” ที่สามารถรับรู้ได้ในปัจจุบันขณะ

พรมแดนที่สองคือ ระดับจิต (Stage) เปรียบดั่งผืนแผ่นดิน ที่มีทั้งที่ราบลุ่มไปจนถึงภูเขาสูงชัน ระดับจิตก็เปรียบได้กับระดับความสูงต่ำของผืนแผ่นดิน มนุษย์จะมีลักษณะการเพิ่มระดับจิตเป็นไปตามลำดับขั้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป ก้าวกระโดดไม่ได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมี “ความถาวร” โดยสัมพัทธ์กับสภาวะจิต วงวิชาการจิตวิทยาตะวันตกค้นพบว่า มนุษย์มีโครงสร้างทางจิตที่พัฒนาซับซ้อนขึ้นนับตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตาย ข้อค้นพบเหล่านี้ปรากฎในทฤษฎีโครงสร้างจิตของเพียเจต์ (Jean Piaget) โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg) และคีแกน (Robert Kegan) เป็นต้น หากยกตัวอย่างในระบบของคีแกน มนุษย์มี ๕ ระดับจิต ที่มีพัฒนาการตามลำดับคือ ๑. ช่วงแรกเกิดคือ “จิตตามสิ่งเร้า” (Impulsive Mind) ๒. ช่วงวัยแรกรุ่นคือ “จิตตามใจตน” (Imperial Mind) ๓. ช่วงผู้ใหญ่ตอนต้นคือ “จิตตามสังคม” (Socialized Mind) ๔. ช่วงวัยกลางคนคือ “จิตประพันธ์ตน” (Self-authoring Mind) และ ๕. ช่วงสูงวัยคือ “จิตวิวัฒน์ตน” (Self-transforming Mind) ด้วยเหตุที่จิตมีโครงสร้าง การเปลี่ยนระดับจิตขึ้นลงจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก และอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง

พรมแดนที่สามคือ เงา (Shadow) เปรียบดั่งพรมแดนลี้ลับที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปสำรวจ เป็นพรมแดนที่ไม่ได้อยู่ภายในการรับรู้ของจิตสำนึก แต่ยังคงมีอยู่ในจิตไร้สำนึก เงามักจะโผล่หรือหลุดออกมาตอนเราเผลอไม่รู้ตัว ได้แก่ การหัวเราะกลบเกลื่อนความอับอายบางอย่างในใจ การโยนความผิดไปที่คนอื่น ทั้งที่จริงเราเองก็เป็นสิ่งนั้น การพลั้งปากพูดคำที่ไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้น แม้ว่าดูเผินๆ เราอาจจะเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเราลองสืบค้นไป จะพบว่ามีอะไรทำงานอยู่ในจิตไร้สำนึกเวลาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ หลายต่อหลายครั้งที่พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้คนต้องจบชีวิตการแต่งงาน หันเข้าหายาเสพติด หรือไม่ก็ก่อความรุนแรงขึ้นในสังคม เบื้องหลังของเรื่องเล็กๆ ที่ถูกขยายให้กลายเป็นเรื่องใหญ่นั้น ผู้เขียนเชื่อว่ามีเงาเป็นมูลเหตุแทบทั้งสิ้น เงาเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันในวัฒนธรรม ครอบครัว จากรุ่นสู่รุ่น จะว่าไปแล้ว ก็คล้ายกับเวรกรรม ที่ถ่ายทอดกันจากจิตสู่จิต ในขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะตัวส่วนบุคคลอยู่ในที ด้วยเหตุนี้บุคคลจึงมีโอกาสเลือกว่าจะส่งต่อกรรมนี้ไปยังลูกหลานรุ่นต่อไป หรือไม่

พรมแดนทั้งสามมีอยู่แล้วภายในจิตใจของทุกคน อันที่จริงความสัมพันธ์ของมันมีลักษณะ “ไร้พรมแดน” เสียด้วยซ้ำ กล่าวคือ แต่ละพรมแดนต่างมีอิทธิพลถึงกัน ถ่ายทอดข้อมูลข้ามไปมาอยู่เสมอๆ

ตัวอย่างเช่น ในเส้นทางการเติบโตทางจิต ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม ทั้งความคิด ความรู้สึก หรือศีลธรรม เรามักจะทิ้งอะไรบางอย่างไป เช่น ทิ้งความอ่อนแอ ทิ้งความขี้เล่น หรือทิ้งความสนุกสนาน เป็นต้น เคยได้ยินหรือไม่ว่า ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่เสียอะไรไป ชีวิตเราที่เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน เรายอมแลกอะไรบางอย่างไป เพื่อที่ว่าเราจะได้เติบโต แต่บางอย่างที่แลกไปนั้น อาจเป็นบางส่วนเสี้ยวของตัวตนที่เราเฉือนมันออกไป และนั่นก็จะกลายเป็น “เงา” ที่คอยตามหลอกหลอนมาในภายหลัง ว่ากันว่า ช่วงครึ่งแรกของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงของการเติบโตเพื่อเผชิญกับโลก จะเป็นช่วงแห่งการสะสมเงา ในขณะที่ช่วงครึ่งหลังของชีวิต จะเป็นช่วงแห่งการกลับมาของเงา แม้ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของชีวิตจึงเกี่ยวข้องอย่างมากกับการรู้จักและทำ งานกับเงา

บางครั้งการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ ก็อาจแลกมาด้วยการสูญเสียตัวตนบางอย่างไปเช่นกัน และเงาที่เกิดขึ้นระหว่างทางการปฏิบัติจะย้อนกลับมาสร้างความยุ่งยากให้กับ เราในภายหลัง เคยได้ยินหรือไม่ว่า นักปฏิบัติบางคนเมื่อปฏิบัติไปก็พบว่า ตนเองบรรลุธรรมขั้นนี้ๆ แล้ว ทั้งที่จริงเป็นเพียงวิปัสสนูกิเลสที่มาหลอกเอา หรือในทางคริสต์ศาสนามีช่วงเปลี่ยนผ่านทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า “ค่ำคืนอันมืดมิด” (Dark Night) ถ้าในภาษาพุทธบ้านเราก็อาจเรียกว่าเป็นช่วง “พับเสื่อกลับบ้าน” ช่วงค่ำคืนเช่นนี้เองที่เงาอาจเข้ามาครอบงำ และทำให้นักปฏิบัติ “เพี้ยน” ไปได้ เริ่มเรี่ยไรเงินทอง มีเรื่องชู้สาว หรือเรื่องอำนาจบาตรใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง เงิน เซ็กส์ และอำนาจเป็นสิ่งที่เงามักเข้าไปจับ และเมื่อผูกเข้ากับเรื่องทางจิตวิญญาณแล้ว มันช่างเป็นเวรกรรมที่เรามักพบเห็นกันอยู่เนืองๆ ในสังคมไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะจิตกับระดับจิตก็มีประเด็นที่น่าสนใจเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเราประสบกับสภาวะการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นภายในจิต ใจ แล้วเราจำเป็นต้องสื่อสารบอกกล่าวให้กับสังคมรับรู้ถึงความหมายและความสำคัญ ของมัน เราจะสามารถให้ความหมายได้ตามระดับจิตที่เรากำลังเป็นอยู่เท่านั้น และหลายต่อหลายครั้งที่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเดียวกัน กลับถูกตีความหมายไปต่างๆ นานา จนทำให้ “ตัวประสบการณ์” ขาดเอกภาพในการตีความ และดูเหมือนขาดความน่าเชื่อถือ ผู้เขียนลองตั้งคำถามท้าทายว่า จำเป็นหรือที่การตีความต้องมี “เอกภาพ” ในขณะเดียวกัน เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ตัวประสบการณ์นั้นมีความจริงแท้และน่าเชื่อถือได้ สำหรับผู้เขียนแล้ว หากการปฏิบัติทางจิตวิญญาณดำเนินไปตามหลักที่ถูกต้องแล้ว ผลการปฏิบัติย่อมไม่แตกต่างกัน พบกับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่มีความจริงแท้เช่นเดียวกัน หากแต่การตีความเป็นอีกเรื่องที่อาศัยระดับจิตที่แตกต่างหลากหลายในการสร้าง ความหมายที่มากกว่าหนึ่งขึ้นไป

การตื่นรู้ในยุคนี้จึงมีความกว้างขวางและลึกซึ้งกว่าการตื่นรู้ในยุคไหนๆ การเรียนรู้และเข้าใจพรมแดนทั้งสาม และความเข้าใจถึงลักษณะ “ไร้พรมแดน” จะช่วยให้เราตื่นรู้อย่าง “ก้าวข้ามและหลอมรวม” กล่าวคือ ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และหลอมรวมเอาแก่นสำคัญทั้งหมดของการตื่นรู้ ที่มนุษย์แต่ละยุคสมัยได้ค้นพบกันมา เพื่อที่ว่าการตื่นรู้ในยุคนี้ จะสามารถรองรับและทานทนต่อความซับซ้อนทางสังคมที่มากขึ้นได้

ชีวิตของเรานั้นเป็นองค์รวมโดยตัวมันเอง การฝึก 3S เป็นการฝึกที่เข้าไปสัมผัสกับพรมแดนต่างๆ ทีละส่วน เพื่อให้เราได้รับข้อมูลจากแต่ละส่วน แล้วนำมาบูรณาการเข้าหากันเป็นองค์รวม โดยไม่ได้พยายามหักล้างกัน แต่อนุญาตให้ข้อมูลไหลข้ามพรมแดนกัน แลกเปลี่ยน และถักทอจนเป็นผืนเดียวกัน จนเกิด “ปิ๊งแว้บ” เป็นปัญญาบูรณาการ

ดังนั้นฐานที่รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนนี้ได้ ก็คือการฝึกฝนตนเองอย่างรอบด้าน ทั้งการฝึกสภาวะ ฝึกระดับจิต และฝึกทำงานกับเงา (ฝึก 3S)

การฝึกสภาวะจิต การฝึกที่คนไทยรู้จักกันดีได้แก่ การฝึกสมถะและวิปัสสนา กล่าวอย่างย่อ สมถะคือการฝึกสภาวะสมาธิ จนจิตตั้งมั่น สงบนิ่ง และเป็นหนึ่งเดียว วิปัสสนาคือ การเห็นตามการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสภาวะต่างๆ หลวงพ่อพุธ (ฐานิโย) เคยกล่าวไว้ว่า “สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด” ท่านกล่าวตรงไปยังลักษณะการเกิดขึ้นเองของสภาวะโดยไม่ได้บังคับ หรือคิดฟุ้งเอา การฝึกทั้งสองแนวทางอาศัยสติเป็นฐาน สติที่แท้เกิดขึ้นเอง บังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่อาศัยว่าจำสภาวะได้ จึงมีสติ


การฝึกระดับจิต อาศัยการสืบค้นตนเองไปจนถึงสมมติฐานใหญ่ที่ยึดถืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือข้อสรุปที่เรามักมีให้ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว สมมติฐานใหญ่เปรียบเสมือนธรรมนูญชีวิตที่เรากำหนดใช้กับตัวเอง เป็นปกติอยู่เองที่เวลาสืบค้นจนเจอธรรมนูญชีวิตแล้ว เราจะสะท้านสะเทือน เพราะหลายต่อหลายครั้งเราเองอาจจะไม่อยากเชื่อเลยว่า เราได้ยึดถือสมมติฐานนี้มาโดยตลอด และหลายต่อหลายครั้งที่สมมติฐานเหล่านี้อาจจะไม่ตรงต่อความเป็นจริงที่ปราก ฎอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ภายใต้สมมติฐานใหญ่ เรามักมีปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ด่วนสรุปตัดสินอย่างรวดเร็วต่อเรื่องที่ปรากฎตรงหน้าว่าเป็นอย่างนั้นอย่าง นี้ ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้ประการหนึ่ง คือการสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการด่วนสรุป การทึกทักเอา ความผิดหวัง เป็นต้น เมื่อพบกับปฏิกิริยาบางอย่างนี้ในตัวเรา ลองสืบค้นต่อไปว่า เราเชื่ออะไร เรามองโลกอย่างไร อาจเขียนออกมาเป็นประโยคหรือวลีเช่น “โลกนี้มีแต่สีขาว ไม่มีที่อยู่ให้กับสีดำ” “ไม่ควรมีใครรังเกียจฉันแม้แต่คนเดียว” “ผู้ชนะคือผู้ที่อยู่รอดเสมอ” “เกิดมาทั้งทีก็ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า” “ฉันเท่านั้นที่รู้ทุกอย่าง คนอื่นไม่มีทางรู้ได้เท่าฉัน” เป็นต้น เมื่อสามารถสะท้อนสมมติฐานใหญ่เหล่านี้ออกมาได้ จากนั้นจึงเป็นการทดสอบสมมติฐานว่าจริงเท็จประการใด ซึ่งมีวิธีทดสอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้เพื่อนช่วยบอกว่าเขาสังเกตเห็นอะไรในตัวเรา การสังเกตพฤติกรรมซ้ำๆ ของตนเอง การสังเกตแบบแผนทางความคิดของตนเอง ตลอดจนการสังเกตท่าทีที่เรามีต่อผู้อื่น เป็นต้น จนสามารถทำให้สมมติฐานใหญ่นั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ไม่เข้ามาครอบงำเราได้อีกต่อไป

การฝึกทำงานกับเงา ด้วยการสังเกตในชีวิตประจำวันว่า เราหงุดหงิดรำคาญใจ หรือหลงใหลไปกับอะไรมากเป็นพิเศษ พูดในภาษาวัยรุ่นหน่อยก็ได้ว่า เรา “จี๊ด” “ปี๊ด” หรือ “ปลื้ม” ไปกับอะไร เราพึงตระหนักว่า มันอาจเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับเงา วิธีที่ง่ายที่สุด (แต่อาจยอมรับยากที่สุด) คือ เราเกลียดอะไร สิ่งนั้นก็คือเงาของเรา สิ่งนั้นก็คือตัวตนที่เราไม่เอา ทิ้ง หรือเก็บกดมันเอาไว้ในจิตไร้สำนึก นอกจากสิ่งที่ “ปี๊ด” แล้ว เราอาจสังเกตจากการพลั้งปาก เผลอลงมือทำอะไรที่เราไม่คาดคิด เผลออ่านอะไรผิดๆ หรือเผลอได้ยินอะไรผิดๆ เป็นต้น สิ่งที่เผลอเหล่านี้เราอาจคิดว่า เป็นเรื่องเล่นๆ ตลกๆ แต่ลองพิจารณาดูให้ดี มันเกี่ยวข้องอะไรกับเงาที่เราเกลียดหรือไม่ การสังเกตเงายังมีอีกหลากหลายวิธี เช่น การสังเกตการกล่าวโทษผู้อื่นของตัวเรา การสังเกตความฝันซ้ำๆ หรือความฝันที่ทำให้เราหัวใจเต้นแรง การสังเกตท่าทีตีตลกกลบเกลื่อน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่ช่วยให้เรา “พบกับเงา” ที่อยู่ในมุมมืดของจิตใจ เมื่อพบแล้วก็มีโอกาสที่จะ “คืนรักให้กับเงา” ได้ด้วยกระบวนการทำงานกับเงา (ซึ่งต้องขออภัยที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด เพราะจะใช้เนื้อที่อีกมาก)

ข้อมูลที่ได้รับจากการฝึกทั้งสามพรมแดน จะทำให้มีโอกาสเข้าใจตนเอง เข้าใจคนอื่น เข้าใจโลกมากขึ้น เป็นหนทางแห่งการตื่นรู้ในยุคปัจจุบันที่ก้าวข้ามและหลอมรวมภูมิปัญญาในยุค ต่างๆ ของมนุษย์ จิตที่รับข้อมูลอย่างรอบด้านนั้นเองจะเป็นผู้บูรณาการ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งในการดำรงอยู่กับโลก สามารถนำพาให้เราเผชิญกับความซับซ้อนของโลกได้อย่างเหมาะสม และสมบูรณ์ คือ สม อันแปลว่า พอดี และบูรณ อันแปลว่า เต็มรอบ ขอเพียงเราหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างเต็มรอบพอดี อย่างน้อยก็ 3S ในช่วงชีวิตที่เรายังมีแรงฝึกกันได้ และจิตยังคงวิวัฒน์อยู่ การตื่นรู้เท่าทันโลกอันซับซ้อนก็จะบังเกิดขึ้นแก่ตัวท่านเอง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #82 เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์ 2010, 10:00:57 AM »

เติบโตตามแผนที่หัวใจ

โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 1 กันยายน 2550

ภาพข่าวเล็กๆ หน้า ๕ ของหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ สะดุดตาและกระทบใจผู้เขียนอย่างแรง

ภาพ นั้นเป็นงานแสดงเพ็ตแฟชั่นวีคที่นิวยอร์ค ซึ่งนางแบบแต่งชุดไทยงดงาม สวมชฎาอลังการ อุ้มสุนัขพุดเดิลแต่งตัวเฉิดฉาย สวมปะวะหล่ำกำไลแพรวพราว ที่ดูขัดตาเป็นอย่างยิ่งคือสุนัขตัวนั้นสวมชฎาหน้าตาบ้องแบ๊ว

จริง อยู่ งานแฟชั่นสัตว์เลี้ยงนี้เน้นการออกแบบความคิดการแต่งตัวให้สัตว์เลี้ยง จะออกแบบให้สุนัขใส่เสื้อถักด้วยทองคำทั้งตัวประดับสร้อยเพชรเจ็ดล้าน ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่การนำชฎาทรงเครื่องเต็มยศมาสวมให้สุนัขนั้น ใช้สมองส่วนใดคิด

สมัยนี้วงการต่างๆ เน้นการคิดนอกกรอบ ทั้งนี้เพื่อแหวกวงล้อมของฐานคิดแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม ผู้เขียนเห็นว่า การรู้จักคิดใหม่ทำใหม่เป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องคิดถึงกาลเทศะ พื้นฐานทางวัฒนธรรม แสดงรสนิยมดีและเป็นไปในทางสร้างสรรค์

การปลูก ฝังความคิดและจิตใจที่ละเอียดประณีต รู้จักคิดและทำสิ่งที่ควรนั้น ส่วนหนึ่งเป็นภารกิจของสถานศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา และอีกส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้จากสังคม สื่อมวลชน และสิ่งแวดล้อม

น่า เสียดายที่กระบวนการเรียนรู้ในสถานศึกษานั้น เน้นกลุ่มสาระของหลักสูตรเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้ปกครองและนักเรียนรู้สึกเดือดร้อนมาก เมื่อต้องสอบความสามารถทางศิลปะ ดนตรี และกีฬา ยิ่งกิจกรรมอาสาสมัคร ซึ่งจะกล่อมเกลาจิตใจให้ลดความเห็นแก่ตัวและเพิ่มความรักผู้อื่นด้วยแล้ว หาได้มีความสำคัญอันใดเลยกับการที่จะเป็นปัญญาชน

เมื่อดนตรี ศิลปะ กีฬา และจิตใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกทอดทิ้ง จึงพอจะทำนายได้ว่า คนไทยรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไป จะขาดความละเอียดประณีต จิตใจหยาบกระด้าง ทำและสร้างสิ่งใด เอาง่ายเข้าว่า เสร็จเร็ว เตะตา กระตุ้นอารมณ์ คนที่สุภาพ อ่อนโยน มารยาทดี จะเสียเปรียบในการดำเนินชีวิต คนที่ขาดวินัย ก้าวร้าว หยาบกระด้าง จะได้ชัยชนะในทุกสนามแข่งขัน

ถ้าไม่อยากให้ สังคมไทยเต็มไปด้วยการขับเคี่ยว แข่งขัน ล้มล้างกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าไม่อยากเห็นคนที่จบปริญญาเอกทำร้ายคู่ครองอย่างโหดเหี้ยม ผู้ดีในละครโทรทัศน์มีกิริยาวาจาหยาบคายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนละคร ฯลฯ เราอาจจะต้องคิดถึงการอบรมปลูกฝังความประณีตอ่อนโยนในจิตใจของผู้คนในสังคม ไทย ก่อนที่จะสายเกินไป

บทความจิตวิวัฒน์ครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้เสนอการพัฒนาจิตใจและความประณีตอ่อนโยน ตามแผนที่หัวใจ (MAPS : music, art, play or physical and spiritual development) บทความนี้ ผู้เขียนขอขยายความเส้นทางการเรียนรู้ตามแผนที่หัวใจ ที่วงการศึกษาทุกระดับต้องจัดอย่างถูกต้องและจริงจัง

ดนตรี ศิลปะ การเล่น การพัฒนากายและจิต เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เน้นการฝึกฝนอบรมและเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง จุดประสงค์ของการเรียนรู้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้เรียนเป็นศิลปิน เป็นนักกีฬา หรือเป็นนักพรตนักบวช แต่เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการ การถ่ายทอดความคิด การสร้างวินัยในตนเองระหว่างฝึกฝน และกล่อมเกลาจริตกิริยาให้อ่อนโยน ละเอียดประณีต เข้าถึงความงามความดีของชีวิต

การเรียนรู้ตามเส้นทาง แผนที่หัวใจ เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เคลื่อนไหว แจ่มใส และมีความสุข ดนตรีมีท่วงทำนองและจังหวะที่พาเพลิน ปลุกเร้า กล่อมเกลาอารมณ์ให้เบิกบาน ช่วยพัฒนาความจำและทักษะภาษา เมื่อนำมาสัมพันธ์กับท่วงท่าเคลื่อนไหว ที่สำนวนไทยเรียกว่า ร้องรำทำเพลง ก็เกิดจินตนาการ และซึมซับคุณค่าที่งดงามของการบรรเลงดนตรี

ดนตรีมิได้แยกกันสิ้น เชิงจากศิลปะ เพราะต่างก็ประสานอยู่ในกันและกัน เพียงแต่เครื่องมือและวิธีการแสดง ถ่ายทอดความคิดจินตนาการแตกต่างกัน ศิลปะมีหลายรูปแบบ เท่าที่ได้เรียนรู้กันแพร่หลาย คือ วิจิตรศิลป์ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ฯลฯ และที่เด็กๆ เรียนกันอยู่ เช่น งานวาดภาพ งานปั้น งานออกแบบ และงานประดิษฐ์ ดนตรีและศิลปะ ช่วยพัฒนาการรับรู้เชิงสุนทรีย์และเป็นพื้นฐานการมีรสนิยมดี

กีฬา การเล่น การออกกำลังกาย นอกจากเป็นการสร้างเสริมสุขภาพทางกายแล้ว ยังฝึกความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว กระตุ้นและพัฒนาสมอง สร้างระเบียบวินัยในตนเอง ขยัน-อดทน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ดังนั้น สังคมจึงให้อภัยลำบาก เมื่อพบว่านักกีฬาชกต่อยกันในสนามแข่งขัน

ดนตรี ศิลปะ กีฬา และการปลูกฝังคุณธรรม มีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนาจิตใจ ช่วยพัฒนาสมอง จิตสำนึก สุนทรียภาพ และบุคลิกภาพ

แพทย์ หญิงพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ กล่าวว่า ศิลปะ เป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่เกิดจากความรู้สึกร่วม และการสัมผัสรับรู้ ซึ่งช่วยถักทอเส้นใยประสาทให้เชื่อมโยงกันแข็งแรง เชื่อมโยงโลกภายในตัวตนของเรากับโลกภายนอก แล้วเกิดความสัมพันธ์กันเป็นงานศิลปะ

คุณภัทราวดี มีชูธน อธิบายว่า เด็กและเยาวชนมีพลังงานเหลือมาก ศิลปะ ดนตรี และการเล่น ช่วยให้เขาได้แสดงออก สร้างความภาคภูมิใจ และสามารถตัดสินใจได้ว่าอะไรดี อะไรงาม รู้จักผิดชอบชั่วดี

ปัจจุบัน นักการศึกษาทั้งไทยและเทศ ต่างก็เน้นวิธีการจัดกิจกรรมเล่นปนเรียน (play and learn) ทั้งนี้ต้องจัดให้เหมาะกับวัย ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนด้วย

เส้นทางการเรียนรู้ตามแผนที่หัวใจ (MAPS) แทรกซึมอยู่ได้ทุกสาระเนื้อหาทางวิชาการและวิชาชีพ หรืออาจจะไม่เป็นวิชาอะไรเลย เป็นการเรียนด้วยใจรัก

MAPS เป็นยารักษาโรคใจได้หลายอาการ แก้โรคใจร้อน โรคใจหยาบ ด้วยการกล่อมเกลาจิตและอามรณ์ให้เย็น ละเอียดอ่อน ประณีต

MAPS ช่วยแก้นิสัยมักง่าย ช่วยดัดนิสัยคนที่ทำอะไรอย่างขอไปที เพราะการเข้าถึงสุนทรียรสต้องตั้งใจ พากเพียร ฝึกฝน จึงจะซาบซึ้ง ควบคุมจิตใจของตนเองได้

MAPS ช่วยดับอารมณ์ฟุ้งซ่าน ก่อเกิดสมาธิ มีใจจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำ เกิดความสงบทั้งใจและกาย

MAPS มีความเป็นสากล แต่ก็เชื่อมโยงรากฐานทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ การแสดงออกและการถ่ายทอดความคิดจินตนาการ จึงต้องมีรสนิยมดี คำนึงถึงศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์ ไม่คลั่งสมัยนิยมจนลืมรากเหง้าของตนเอง

ความงาม ความดี และความจริง จึงควรเชื่อมโยงผสมผสานกันอย่างสมดุล

เมื่อ เราเคาะระฆัง แม้จะหยุดเคาะแล้ว เสียงกังวานก็ยังอยู่อีกชั่วครู่ กิจกรรมตามเส้นทาง MAPS ก็เช่นกัน แม้จะทำหรือปฏิบัติไปแล้ว ความงดงาม ความเข้มแข็ง ความประทับใจก็ยังคงอยู่ เมื่อฝึกทำซ้ำๆ ก็จะตกผลึกสะสมเป็นความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ


เมื่อเยาวชนใน สถานศึกษาขาดโอกาสที่จะสัมผัสกับความงาม และไม่เคยลิ้มรสความประณีตกลมกลืนอย่างผ่อนคลาย แต่ละวันเขาได้พบเห็นแต่ศิลปะเชิงพาณิชย์ ความบันเทิงที่โฉ่งฉ่างสุกเอาเผากิน ได้ยินแต่เสียงด่าทอด้วยความก้าวร้าวหยาบกระด้าง เป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่รวดเร็วและรุนแรง คนรุ่นใหม่จึงเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น และรับเอามาเป็นลีลาชีวิต เน้นราคา ไม่คิดถึงคุณค่า น่าเสียดาย

ผู้ที่รับการศึกษาทั้งในระบบและจากการ เรียนรู้ทางสังคม จึงมิได้ดูจากปริญญาหรือวุฒิบัตร ว่าเป็นผู้มีการศึกษา แต่จะดูจากความเป็น “ศึกษิต” ซึ่ง พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงบัญญัติไว้และอธิบายว่า ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ คือ (๑) ใช้ภาษาได้ดีและถูกต้อง (๒) ประพฤติดี มรรยาทดี (๓) รสนิยมดี (๔) คิดตรึกตรองได้ถ่องแท้ (๕) เจริญกาย เจริญปัญญา แสวงหาความรู้ และ (๖) แปลความคิดเป็นการกระทำได้สำเร็จ

ที่ผู้เขียนติดใจมาก คือคำอธิบายข้อที่ว่า “รสนิยมดี” ซึ่ง น.ม.ส. ทรงแปลจากคำว่า good taste เปรียบเทียบคน ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมี กุสุมรส และอีกกลุ่มหนึ่งมี สถุลรส (bad taste)

MAPS ช่วยกล่อมเกลาให้คนเติบโตขึ้นและสร้างสรรค์งานอย่างกุสุมรส คือประณีต นุ่ม นวลเนียน เหมือนกลีบดอกไม้

เมื่อโลกมีเสียงดนตรี ทั้งที่เป็นศัพท์สำเนียงจากธรรมชาติและการบรรเลง

เมื่ออารมณ์ของคนแช่มชื่นด้วยเส้นสายลวดลายและสีสัน

เมื่อมนุษย์ได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แสดงออกด้วยการละเล่น

เมื่อจิตของทุกคนได้รับการฝึกฝนให้บรรเทาร้อนผ่อนเย็น

ผู้คนก็จะมีกุสุมรส นิยมความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน

เป็นรสชื่นชุ่มฉ่ำของชีวิต สด สะอาด สมดุล

เป็นความงอกงาม เติบโตในเส้นทาง แม้จะเลี้ยวลดก็ไม่มีวันหลง

เมื่อจิตมุ่งไปตามทิศของแผนที่หัวใจ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #83 เมื่อ: 01 มีนาคม 2010, 09:01:57 AM »

ช่วยกันดูแลความคิดของตัวเราเอง





โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 27 กุมภาพันธ์ 2553

“ความคิด” ของมนุษย์เป็นพลังงานชนิดหนึ่งครับ

นักชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ รูเพิร์ต เชลเดรก ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า

“สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีสนามของพลังงานร่วมกันอยู่” ที่เขาเรียกว่า “Morphic Resonance Field”

“สนามพลังของความคิดที่ร่วมกัน” นี้ ก็เหมือนกับที่มนุษย์ใช้บรรยากาศร่วมกัน เมื่อโลกร้อนขึ้นทุกคนก็จะถูกกระทบเช่นเดียวกันหมด ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

เชลเดรกได้สังเกตพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย และเขารายงานว่ามีปรากฏการณ์ต่างๆ มากมายที่สนับสนุนสมมติฐานเรื่อง “สนามพลังร่วม” ที่ว่านี้ ตัวอย่างเช่น

เมื่อหลายร้อยปีก่อน ไร่นาในอังกฤษถูกวัวควายเดินย่ำจนเสียหาย ชาวนาก็เลยขุดร่องกั้นและวางแผ่นเหล็กเป็นช่องที่ใหญ่พอให้สัตว์เท้ากีบ อย่างวัวควายเดินเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถเดินผ่านได้ เพราะเมื่อฝูงวัวควายเดินเข้าไป กีบเท้าจะหลุดติดเข้าไปในช่องเหล็กที่ว่านี้ แผ่นเหล็กที่ว่านี้เรียกว่า “แคทเทิ้ลกริด” (Cattle Grid)

ปรากฏว่าในเวลาต่อมาวัวควายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เคยไปเที่ยวหรือไปดูงานในเกาะอังกฤษ เมื่อเห็นแผ่นแคทเทิ้ลกริดวางอยู่ วัวควายเหล่านี้จะเดินหนีไปเลย แถมคนอเมริกันยังหัวใส ไม่ต้องเสียเวลาทำแคทเทิ้ลกริดจริงๆ เพียงระบายสีบนพื้นให้เหมือนภาพของแคทเทิ้ลกริดเท่านั้น บรรดาวัวควายก็จะเดินเลี่ยงไปไม่ยอมเหยียบในพื้นที่ที่ระบายสีแบบนั้นอีก ด้วย

ครั้งหนึ่งเมื่อนกชนิดหนึ่งในเมืองหนึ่งของอังกฤษ เรียนรู้ที่จะเจาะปากขวดนมวัวที่คนรีดนมวัวนำมาส่งและวางไว้หน้าบ้านในตอน เช้าได้ ก็ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ระบาดไปทั่วยุโรป ทั้งๆ ที่นกชนิดนี้เป็นนกเล็กๆ ที่ไม่สามารถบินไปไหนไกลๆ ได้

ในส่วนของมนุษย์ เราพบว่ามนุษย์ในแต่ละส่วนของโลกสามารถมีความคิดที่เหมือนๆ กันได้ ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นไม่ได้มีการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยเลย เช่น มนุษย์ในแต่ละซีกโลกเริ่มรู้จักการเกษตรในเวลาไล่ๆ กัน ประดิษฐ์อักษรขึ้นมาใช้ในเวลาไล่ๆ กัน

หรือแม้แต่ “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” ของ ชาร์ล ดาร์วิน ก็มีหลักฐานว่า ในปีเดียวกัน มีนักชีววิทยาชาวมาเลเซียก็พูดถึงทฤษฎีในทำนองที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ ชาร์ล ดาร์วิน ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ค้นพบ เพียงเพราะเขารายงานเร็วกว่า แต่ประเด็นก็คือ “ทำไมมนุษย์ในแต่ละซีกโลกถึงคิดถึงเรื่องราวเดียวกันได้ในเวลาใกล้เคียง กัน?”

ถ้ามองตามสมมติฐานของ รูเพิร์ต เชลเดรก นี้ มนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็น่าจะมี “สนามพลังร่วม” อยู่ด้วยกันกับมนุษย์ทั้งหกพันกว่าล้านคนบนโลกใบนี้

หมายความว่า ในขณะที่เรากำลังคิดอะไรอยู่ จะถูกบันทึกเข้าไปในสนามพลังร่วมของมนุษย์ และความคิดที่วิ่งอยู่ในหัวเราส่วนหนึ่งก็มาจากสนามพลังที่ว่านี้ด้วย

หรือหมายความว่า “ความคิดใดๆ” ของท่านผู้อ่านแต่ละท่านในขณะนี้ กำลังมี “ผลกระทบ” กับ “สนามพลังร่วมของมนุษย์” และ “กลับกันในทำนองเดียวกันด้วย”

เอ็กฮาร์ท โทลล์ (Ekhart Tolle) ผู้เขียนหนังสือขายดีที่ชื่อ The Power of Now และ The New Earth บอกไว้ว่า “พวกเราทุกคนควรจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความคิดที่อยู่ในหัวของเราว่า เราจะต้องไม่ยอมปล่อยให้ตัวเราทำให้โลกใบนี้ต้องปนเปื้อนไปด้วยความคิดด้าน ลบต่างๆ ของเราเอง”

คำสอนในพุทธศาสนา ท่านก็สอนให้เรา “คิดดีพูดดีทำดี” อยู่เสมอๆ ท่านติช นัท ฮันห์ พระชาวเวียดนามก็พูดถึงเรื่องทำนองนี้เสมอว่า เราจะต้องรับผิดชอบต่อ “สิ่งที่เราคิด” พูดและทำ

คือคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า โอเค เรื่องการพูดการกระทำที่ไม่ดีนั้นส่งผลกระทบในเชิงลบได้ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า “การคิด” คือเพียงแค่คิดจะมีผลกระทบมากมายขนาดนั้นได้จริงๆ เชียวหรือ?

ท่านผู้อ่านอาจจะลองนึกภาพเรื่องนี้เป็นแบบเดียวกันกับที่โรงงานอุตสาหกรรม หรือรถยนต์ทำให้บรรยากาศส่วนรวมปนเปื้อนไปด้วยก๊าซพิษ ฉันใดฉันนั้นเลยครับ

“บ่อพลัง” หรือ “สนามพลังของความคิด” ที่เป็น “ของส่วนรวม” นั้น สามารถ “ส่งผลกระทบ” ถึงมนุษย์ทุกๆ คน ไม่เว้นเราๆ ท่านๆ เลยครับ

วิธีการที่ดีก็คือ เราจะต้องฝึก “การรับรู้” ของเราให้ “ฉับไว” อยู่เสมอ

เราต้อง “รู้ทันความคิด” ที่กำลังก่อเกิดก่อตัวอยู่ในหัวสมองของเรา

“ความคิดด้านลบ” จะเกิดได้ยากขึ้น ถ้าเรา “รู้ตัวรู้ทัน”

และหากว่าเรายังสามารถ “ดำรงการรู้ตัวรู้ทันให้ยาวขึ้นอีก” แม้จะมีความคิดด้านลบผลุบขึ้นมาบ้าง พลังงานของความคิดด้านลบที่มีการรู้ตัวเกาะติดอยู่นี้ จะไม่รุนแรงมากเท่าความคิดด้านลบที่พลุ่งพล่านฟุ้งซ่านแบบม้าพยศ


ผมรู้สึกเห็นด้วยกับ เอ็กฮาร์ท โทลล์ เป็นอย่างยิ่งว่า บางทีแล้วสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง “หน้าที่สำคัญพื้นฐาน” ของเขาก็คือ “การรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่” นั่นเอง

“รับผิดชอบ” เหมือนกับที่เราจะไม่สร้างควันพิษให้กับชั้นบรรยากาศ “รับผิดชอบ” เหมือนกับที่เราจะพยายามรณรงค์ประหยัดพลังงานเพื่อลดภาวะโลกร้อน เหมือนกับที่เราจะดูแลสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราให้ดีให้สะอาด ไม่ทิ้งขยะให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน เหมือนกับที่เราจะดูแลคนใกล้ชิดของเราหรือดูแลร่างกายของเราเองให้สะอาดอยู่ เสมอ

“ความคิด” ของมนุษย์นั้นเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง “ความคิดที่ไม่ดี-ด้านลบต่างๆ” ก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังงานที่ทำให้ “สนามพลังส่วนรวม” ปนเปื้อน

ถ้าเราอยากให้โลกใบนี้ดีขึ้นจริงๆ เราต้องเริ่มด้วยการ “รับผิดชอบ” ต่อ “สิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ในหัวของเรา” นั่นเอง


คำอธิบายด้วยสมมติฐานเรื่อง “สนามพลังร่วม” ของ รูเพิร์ต เชลเดรก ในบทความนี้คงพอจะช่วยให้เกิดเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ได้บ้างกระมังครับ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 มีนาคม 2010, 09:19:03 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #84 เมื่อ: 03 มีนาคม 2010, 08:51:51 AM »

ปณิธานครู-ปณิธานแพทย์



โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 12 กันยายน 2552

การประชุมจิตวิวัฒน์ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความสุขอิ่มเอมและเกิดกำลังใจเกิดแรงบันดาล ใจเพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

คุณครูวิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ผู้เขียนหนังสือที่ดีมากๆ ชื่อว่า โรงเรียนนอกกะลา เป็นผู้จุดชนวนความสุขและความหวังให้กับวงจิตวิวัฒน์ในวันนั้น ผ่านการแนะนำของคุณหมอสมชาย ธรรมสารโสภณ จากโรงพยาบาลกระสัง

ในระหว่างที่รอจะเข้าห้องประชุม ผมพลิกๆ อ่านดูหน้าแรกของหนังสือ โรงเรียนนอกกะลา เล่มนี้ พบข้อความที่จะทำให้คนอ่านต้องสะดุ้งและเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า เรื่องราวของโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร และเป็นไปได้อย่างไร ครูวิเชียรเขียนไว้ว่า

โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการสอบ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน เป็นโรงเรียนที่ไม่มีการอบรมหน้าเสาธง เป็นโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก และเป็นโรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข

ครูวิเชียรค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวมากมาย ว่าลำปลายมาศพัฒนาสามารถเป็นไปได้ตามที่ได้เขียนไว้อย่างไร

คุณครูเล่าได้ครอบคลุมทุกๆ ด้านของการศึกษาในความหมายของลำปลายมาศพัฒนา การเล่นและเรียนรู้ของเด็กในยามเช้าก่อนเข้าห้องเรียน ซึ่งครูวิเชียรถือว่ามีความสำคัญมากเหมือนกับเป็นการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย ของเด็ก เมื่อเข้าห้องเรียนแล้ว จะมีวิธีการเตรียมเด็กให้พร้อมกับบทเรียนด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อครูเห็นว่าเด็กพร้อมแล้วจึงจะเข้าสู่บทเรียนแบบสั้นๆ ใช้เวลาพูดไม่นานเกินไป จากนั้นก็กลับไปให้เด็กได้ทำกิจกรรมตามแผนการเรียนที่เด็กๆ ได้ช่วยกันวางเอาไว้ตั้งแต่แรก

การใช้เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ เป็นเรื่องเด่นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น การบอกความรู้สึกกันตรงๆ ระหว่างครูกับนักเรียน หรือครูกับครู การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่บ้าน และชุมชน

การให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ผู้ปกครองทุกคนต้องมาสอนในโรงเรียนอย่างน้อยหนึ่งวิชา จะเป็นอะไรก็ได้

ผมนั่งฟังคุณครูวิเชียรเล่าด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เรื่องราวทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการ เรียนรู้สำหรับเด็ก ซึ่งเป็นไปในแนวเดียวกันและสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องสมองและวิทยาศาสตร์ใน กระบวนทัศน์ใหม่ที่หลายคนในกลุ่มจิตวิวัฒน์กำลังดำเนินการอยู่ และกำลังค่อยๆ เผยตัวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องหนึ่งที่สะดุดใจผมมากคือ “ปณิธานห้าข้อของครู” ที่คุณครูวิเชียรใช้สำหรับคุณครูทุกคนในโรงเรียน

คุณครูวิเชียรเล่าว่า การรับสมัครคุณครูใหม่ให้มาสอนที่โรงเรียนไม่ยากเลย เพราะมีคนมาสมัครเยอะมาก แต่เมื่อรับเข้ามาแล้วกว่าที่จะฝึกหัดให้คุณครูใหม่ “รู้สึกร่วม” กับ “ปณิธาน” ของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนานั้นเป็นเรื่องยากที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นปีขึ้นไป กว่าที่คุณครูใหม่จะดื่มด่ำกับการเรียนการสอนที่แปลกใหม่แบบนี้ คุณครูเลยมี “ปณิธานห้าข้อ” ไว้สำหรับคุณครูเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน


หนึ่ง ตอนเป็นเด็กต้องการอย่างไรก็ให้ปฏิบัติอย่างนั้นกับเด็ก

สอง รักเด็กทุกคน ให้เกียรติ หาข้อดีของเขาและสร้างเสริมส่วนนี้

สาม ไม่ปล่อยให้เด็กล้มเหลวแม้แต่คนเดียว

สี่ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป ถามตัวเองเสมอว่าทำให้ดีกว่านี้อีกได้หรือไม่

ห้า ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไปทำอาชีพอื่น


เพราะ “ปณิธานห้าข้อ” ของครูวิเชียร ทำให้ผมนึกได้ขึ้นมาทันทีว่า เป็นเรื่องเดียวกันในระบบสาธารณสุขได้เลย เพียงปรับคำพูดบางคำก็จะกลายเป็น “ปณิธานห้าข้อสำหรับแพทย์พยาบาล” ได้

ข้อที่หนึ่ง ผมเห็นว่าสามารถใช้ความรู้สึกข้อนี้ เป็นแนวทางหลักในการดูแลรักษาคนไข้ได้เป็นอย่างดี ตอนที่เราเป็นคนไข้ ต้องการให้แพทย์พยาบาลปฏิบัติกับเราอย่างไร ก็ให้ปฏิบัติแบบนั้นกับคนไข้

ข้อสอง เป็นหัวใจหลักของสุขภาพแบบองค์รวมเลยทีเดียว คือรักและให้เกียรติคนไข้ มุ่งพัฒนาและสร้างเสริมสุขภาวะของคนไข้มากกว่าที่จะมัวแต่รอรักษาโรค การจะเข้าถึงความลึกในระบบสุขภาพให้ได้นั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องให้ความสำคัญกับ “สุขภาวะกำเนิด” (Salutogenesis) ซึ่งเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในตัวคนไข้ด้วย ไม่ใช่สนใจแค่ “พยาธิกำเนิด” (Pathogenesis) หรือมุ่งรักษาโรคอย่างเดียว

ข้อสาม ถ้าแปลงเฉยๆ จะกลายเป็นเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะคำว่า “ล้มเหลว” ในปณิธานของครูวิเชียรที่ใช้กับระบบการศึกษา อาจจะต้องปรับแต่งเล็กน้อยในระบบสุขภาพ เพราะความเข้าใจทั่วไปสำหรับสาธารณสุขคำว่าล้มเหลวหมายถึง “การเสียชีวิต”

ความหมายในข้อนี้จึงน่าจะหมายถึง ให้ศรัทธาในตัวคนไข้เสมอ ไม่ทอดทิ้งคนไข้แม้ว่าเขาจะดื้อดึงในเรื่องของสุขภาพของเขาสักแค่ไหนก็ตาม คนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่างก็มีความคิดทัศนคติมีตัวตนเป็นของเขาเอง การจะเข้าใจคนไข้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายในบางบริบทและบางสถานการณ์ แต่ “ความระลึก” ถึงปณิธานข้อนี้พอจะช่วยเตือนให้เราสามารถรักคนไข้ได้ง่ายขึ้น

ข้อที่สี่ ผมชอบคำถามของคุณครูวิเชียรที่ให้ถามตัวเองว่า เราจะทำดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ก็สามารถเป็นตัวช่วยให้ “ทะลุกรอบ” อะไรบางอย่างได้ นักเรียนของคุณครูวิเชียรหลายคนมีเรื่องราวที่บ้าน บางคนไม่มีพ่อ บางคนอยู่กับยาย มีปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง ซึ่งทั้งหมดจะมีผลต่อครูและโรงเรียน เฉกเช่นเดียวกันกับคนไข้ที่มาโรงพยาบาล ปัญหาบางอย่างแพทย์และพยาบาลอาจจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยคำถามนี้อาจจะสามารถช่วยให้ “ใครบางคน” “ทำอะไรที่แตกต่าง” ได้

ห้า ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ไปทำอาชีพอื่น

ในความเป็น “องค์รวม” นั้น เรื่องราวของส่วนหนึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงเรื่องราวของส่วนอื่นๆ ในระบบ นั่นหมายความว่า “ปณิธานครูห้าข้อนี้” ยังสามารถปรับให้เป็น “ปณิธานของทุกๆ อาชีพ” ได้ เช่น “ปณิธานนักการเมือง” “ปณิธานนักธุรกิจ” “ปณิธานตำรวจทหาร” ฯลฯ

งานที่คุณครูวิเชียรทำไว้ที่ลำปลายมาศพัฒนา จึงสามารถเป็นตัวอย่างของชุดความเข้าใจที่สำคัญให้กับการพัฒนาในระบบอื่นๆ ทุกๆ ระบบได้เป็นอย่างดียิ่ง

................................

จากลิ้งค์นี้---->http://jitwiwat.blogspot.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%91%E0%B8%92%E0%B9%8C   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มีนาคม 2010, 09:08:34 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #85 เมื่อ: 03 มีนาคม 2010, 09:00:47 AM »

ความรู้ที่มาจากอนาคต
โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 28 กุมภาพันธ์ 2552

ใน การสัมมนาหรืออบรมทั่วๆ ไปนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมักจะคิดว่า เพียงเข้าไปนั่งฟังผู้บรรยายก็จะได้รับความรู้จากการสัมมนาครั้งนั้นๆ แล้ว หรืออย่างน้อยๆ ที่สุดก็เข้าไปเซ็นชื่อรับเอกสารประกอบคำบรรยาย แล้วบางท่านก็อาจจะ “กระโดด” การประชุมไปเที่ยวเล่นหรือไปทำธุระอย่างอื่น ประชุมกันประมาณนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการได้มาซึ่ง “ความรู้”

ผมชอบใจที่ ออตโต ชาร์มเมอร์ ผู้เขียนหนังสือ “ทฤษฎีตัวยู” ได้พูดถึงเรื่องราวของ “ความรู้” ไว้อย่างน่าสนใจมาก ชาร์มเมอร์ได้แบ่งความรู้ออกเป็นสองแบบเท่านั้น คือ “ความรู้ที่มาจากอดีต” กับ “ความรู้ที่มาจากอนาคต”

“ความรู้” ที่ได้มาจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากการบรรยายหรือจากการอ่านหนังสือ รวมถึงท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความชิ้นนี้ของผมก็ตาม กำลังอยู่กับ “ความรู้ในอดีต” ทั้งสิ้น อาจจะเรียกว่าเป็น “ความรู้มือสอง” หรือ “ความรู้มือสามมือสี่มือห้ามือหก” ก็ได้

ส่วนความรู้อีกแบบนั้น เป็นความรู้แบบที่เราปิ๊งขึ้นมาเอง เป็นความรู้ “ที่ก่อเกิดขึ้นมาใหม่” ชาร์มเมอร์เรียกว่า เป็น “ความรู้ที่มาจากอนาคต” เพราะจะต้องถึงเวลานั้นจริงๆ เราถึงจะคิดขึ้นมาได้ เป็น “ความรู้มือหนึ่ง” หรือผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ความรู้ไพรมารี่” (Primary Knowledge)

ความรู้ชนิดนี้จะเป็นความรู้ที่มีความยั่งยืน คนที่คิดจะรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาได้อย่างแท้จริง และไม่มีวันลืมความรู้ชนิดนี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อเสียงโด่งดังทั้งหลายที่คิดค้นทฤษฎีหรือสิ่งประดิษฐ์ ต่างๆ ขึ้นมาเอื้อประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ ต่างก็ใช้ “ความรู้ที่มาจากอนาคต” นี้เองทั้งสิ้น

แต่คนส่วนใหญ่มักจะ “ไม่ได้ไว้วางใจตัวเอง” มากเพียงพอที่จะเชื่อว่า “ตัวเองมีความรู้ชนิดนี้” ได้ และประเด็นสำคัญของบทความชิ้นนี้ก็คือ ผมอยากจะเรียนว่า “ความรู้ที่มาจากอนาคต” นี้ สามารถสร้างขึ้นมาได้เสมอๆ และต่อเนื่องไม่รู้จบ

วิธีการแรก คือการสร้างจากความรู้ในอดีต หรือเรียนรู้จากความรู้มือสอง ซึ่งเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ ตัวอย่างเช่น การไปนั่งฟังบรรยาย ถ้าเราสนใจกับการรับฟังและเรียนรู้อย่างแท้จริง เราก็ “อาจจะ” ก่อเกิดความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาในตัวเรา เช่น คำพูดบางคำของผู้บรรยาย “อาจจะ” มาโดนใจเรา ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ

ถ้าเรามั่นใจและลองเชื่อ “ความรู้ที่เกิดใหม่” นี้ ก็นับได้ว่าความรู้มือสองที่ได้ยินได้ฟังมานั้นได้กลับมา “ก่อรูป” ในตัวเรากลายมาเป็นความรู้แบบไพรมารี่ได้ ตัวอย่างเช่น พยาบาลคนหนึ่งเมื่อเรียนวิชาแทงน้ำเกลือไปสักพักหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอาศัยความรู้แบบมือสองมือสามจากอาจารย์ของเธอก่อน ในจังหวะนี้เธอมีทางเลือกสองทางคือ เลือกที่จะเลียนแบบความรู้มือสองมือสามที่ได้รับมาไปตลอดชีวิต หรือเมื่อเธอฝึกฝนไปเรื่อยๆ หรือให้ความสนใจในเรื่องการแทงน้ำเกลืออย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเธอก็จะ “ก่อเกิดทักษะ” การแทงน้ำเกลือบางอย่างที่เป็น “วิธีการของเธอเอง” เป็นสไตล์ของเธอเองที่ไม่เหมือนใคร

สิ่งที่เกิดใหม่นี้ก็นับได้ว่าเป็น “ความรู้แบบไพรมารี่” หรือ “ความรู้ที่มาจากอนาคต” ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วิธีการแรกที่เรียนรู้การสร้างความรู้จากความรู้มือสองมือสามนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรามีความตั้งอกตั้งใจสนใจกับเรื่องราว นั้นๆ จริงๆ ออกจะต้องใช้ “ความพยายามสูง” ในการเข้าไปได้มาซึ่ง “ความรู้ไพรมารี่” จาก “ความรู้มือสอง” เหล่านั้น คนส่วนใหญ่จึงเลือกเพียงแค่ “เลียนแบบความรู้เก่าๆ เหล่านั้น”

ออตโต ชาร์มเมอร์ เสนอวิธีการ “สร้างความรู้ไพรมารี่” ในอีกรูปแบบที่น่าสนใจมากในทฤษฎีตัวยูของเขา ชาร์มเมอร์เชื่อว่า “ความรู้แบบไพรมารี่หรือความรู้ที่มาจากอนาคต” นั้น สามารถสร้างขึ้นด้วยการเริ่มฝึกฝน “ทักษะ” ง่ายๆ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เราอยู่แล้ว ด้วยการ “ช้าลง” และลองกล้าที่จะหยุดการใช้ความรู้เก่า

ชุดความรู้เก่าแบบเดิมๆ ก็เปรียบเหมือนกับการเดินทางจากจุด ก. ไปยังจุด ข. ระยะทางที่รวดเร็วที่สุดก็คือ “เส้นตรง” จาก ก. ไปยัง ข. ความรู้ที่รวดเร็วแบบนี้เป็นความรู้เก่าๆ ที่เก็บเอาไว้ในสมองของเรา และออกมาเป็นอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรใหม่

หากว่าเราจะลองยืดระยะระหว่าง ก. ถึง ข. ให้ยาวขึ้น เราอาจจะได้ “อะไรใหม่ๆ” เพราะเป็นเส้นทางใหม่ และเมื่อหน่วงระยะ ก. ถึง ข. ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ กลายเป็น “ตัวยู” ในภาษาอังกฤษ

ซึ่งถ้าเราดูตัวอักษรยู ในภาษาอังกฤษ เราจะเห็นได้ว่า ตัวยูจะประกอบด้วย “ขาลง” “ก้นตัวยู” และ “ขาขึ้น” ของตัวยู ที่ “ก้นตัวยู” หรือ ที่ซึ่ง “ความรู้ในอนาคตจะปรากฏ” เราต้องนำพาตัวเราลงไปตาม “ขาลง” ของตัวยู เพื่อที่จะเดินทางไปถึง “ก้นตัวยู”

น่าสนใจมากครับว่า ขาลงของตัวยูจะเริ่มต้นด้วย “การฝึกทักษะการสังเกต” และ “รับรู้” สิ่งที่เห็นสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง โดยที่ยังไม่ด่วนตัดสินว่าเรื่องราวจะดีจะเลวจะถูกจะผิด


เมื่อใจของเรา “นิ่งพอ” และ “เริ่มเปิดหัวใจออก” เราจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างเป็นเนื้อเนียนเนื้อเดียวกัน เรากับสรรพสิ่งรอบตัวนั้นเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน “การรับรู้” ของเราแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น “ความรู้สึกที่ใสกระจ่าง” ต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา

และเมื่อสภาวะดำเนินไปถึง “ก้นตัวยู” ได้ ณ ที่ตรงนั้น ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้กรุณาช่วยแปลความหมายว่าเป็น “มหาสติแห่งการดำรงอยู่” ของเราก็จะค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “สิ่งที่เป็นไปได้” ในอนาคตอันใกล้นั้นได้เอง ณ ตรงก้นตัวยูนี้เองที่ “ความรู้แบบไพรมารี่” สามารถ “ก่อเกิดขึ้นได้เอง” จากอนาคตที่อยู่ตรงข้างหน้าของเรานั่นเอง

ในวงจิตวิวัฒน์ครั้งหนึ่ง ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ เคยนำคลิบวิดีโอเรื่อง “Shift” ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขององค์ความรู้ต่างๆ ในโลกปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำให้ความสำคัญของ “วิธีการ” หา “ความรู้ที่มาจากอนาคต” จะไปรอความรู้มือสองมือสาม ย่อมไม่ทันการณ์แล้ว

“การช้าลงบ้าง” เพื่อมองหา “ความรู้มือหนึ่ง” แบบนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะสามารถช่วยให้เราสามารถก้าวทัน “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว” เหล่านั้นได้กระมังครับ 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #86 เมื่อ: 03 มีนาคม 2010, 09:05:11 AM »

ความขัดแย้งในมุมมองของชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 9 พฤษภาคม 2552

วิทยา ศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่นั้นเริ่มจากควอนตัมฟิสิกส์และความเข้าใจในเชิง อภิปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พัฒนาไปสู่ชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่ รวมไปถึงเคมีกระบวนทัศน์ใหม่

ในบรรดาข้อมูลที่เกี่ยวกับชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่นั้น มีหนังสือที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Earth Dance ผู้เขียนซึ่งเป็นนักชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่ที่ชื่อ อลิซาเบท ซาห์ตอริส ได้เขียนถึงข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย

โดยหลักๆ ก็คือ “ความเชื่อมโยง” ของทุกสิ่งมีชีวิต และน่าสนใจมากที่รากศัพท์ของคำว่า “ศาสนา” มาจากภาษาละตินว่า “re-ligio” ซึ่งแปลว่า “reconnect” คือ “การเชื่อมต่อใหม่”

ดังนั้น “ศาสนา” ที่หากแปลโดยรากศัพท์ จึงหมายความถึงการเชื่อมต่อใหม่เข้ากับรากของมนุษย์เข้ากับแหล่งกำเนิดของ มนุษย์ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการกลับมาสู่การทำความเข้าใจภายในตัวเรา จิตใจของเรา ทำความเข้าใจถึงความหมายของการเกิดมาของเรา อลิซาเบท ซาห์ตอริส ได้ตั้งสมมติฐานขึ้นเรื่องหนึ่งว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า การทำความเข้าใจกับรากเหง้า (ธรรมชาติ) ของมนุษย์นั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดอยู่ต่อไปได้ในสายของ วิวัฒนาการ

ท่านพุทธทาสเองก็พูดเสมอว่า ศาสนาคือการศึกษาความเป็น “ธรรมชาติ” ของสรรพสิ่ง ศาสนาคือความเป็นธรรมชาติ และความเป็นธรรมชาติก็คือศาสนา

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนช่วยให้วิทยาศาสตร์ใหม่นั้นมีความนอบน้อม ถ่อมตน อ่อนโยน เชื่อมโยงและให้ “ความเคารพ” กับธรรมชาติ

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบวิทยา ศาสตร์เก่า ที่มุ่งเอาชนะธรรมชาติ มุ่งควบคุมทุกสรรพสิ่ง มองข้ามความสำคัญของจิตใจ ไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็นแต่กลับลืม “รับความรู้สึกลึกๆ” ที่ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องสัมผัสได้หากให้ความใส่ใจ สนใจ หรือ “ใจใส” เพียงพอ

มองในแง่วิวัฒนาการของมนุษยชาติ มนุษย์ที่เป็นโฮโมซาเปียน คือมีลำตัวตั้งตรงจริงๆ นั้น เพิ่งจะมีมาเพียงไม่กี่หมื่นปี เมื่อ ๘,๐๐๐ ปีก่อนเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำกันอยู่เลย พวกเราเพิ่งจะรู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงชีพเมื่อ ๗,๐๐๐ ปีก่อน เพิ่งจะมีการประดิษฐ์อักษรที่เขียนได้เมื่อ ๓,๕๐๐ ปีนี้เอง พวกเราก็มีอายุเฉลี่ยกันเพียงประมาณ ๗๐ ปี ตัวเลขต่างๆ เหล่านี้ดูเผินๆ แล้วอาจจะไม่เห็นภาพอะไรชัด

แต่ถ้าเราลองเขียนตัวเลขเหล่านี้ในกระดาษแล้วลองเทียบกับอายุของจักรวาล (๑๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี) เทียบกับอายุของโลกใบนี้ (๔,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี) เทียบกับอายุของแบคทีเรียที่มีมาตั้งแต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีก่อน และก็ยังมีอยู่ไม่สูญพันธุ์ไปจนกระทั่งปัจจุบัน เราน่าจะเห็นมิติอะไรบางอย่างได้นะ

และถ้ามองด้วยมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ใหม่ ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า “โลกมีชีวิต” (Gaia Theory) มนุษย์อาจจะเป็นเพียงแค่ “การทดลอง” อย่างหนึ่งของโลกหรือของจักรวาล เหมือนกับที่เคยทดลองกับไดโนเสาร์มาแล้ว (๑๖๐,๐๐๐,๐๐๐ ปีก่อน) เป็นการทดลองใหม่ล่าสุดของจักรวาลว่า พวกเราจะไปกันรอดหรือไม่

เมื่อหลายพันปีก่อน เรามี “ศาสนา” (หลายศาสนา) เป็นเครื่องค้ำจุนโลก เพื่อให้คลี่คลายไปจาก “ความขัดแย้งต่างๆ” แต่มนุษย์ก็มักจะตกไปเป็นทาสของเครื่องมือที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มนุษย์ขัดแย้งกันมากขึ้น ทำลายล้างกันด้วยเรื่องชาติพันธุ์และศาสนาตามที่เราเห็นอยู่ในประวัติศาสตร์

นอกจากนั้น ปัจจุบันพวกเรายังติดกับดักครั้งสำคัญของความเป็นขอบเขต แต่โชคดีที่ดูเหมือนเราจะมี “วิทยาศาสตร์ใหม่” มา ผมคิดว่าวิทยาศาสตร์ใหม่นี้ก็คงไม่ต่างไปจากศาสนาที่ “ธรรมชาติ” มอบให้มาเพื่อเป็นแนวทางในการพาตัวให้รอด ก่อนที่จะสูญสิ้นไปหรือหลุดออกไปจากวงจรวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้

ดูจากอายุของโลกและจักรวาล ความเป็น “มนุษยชาติ” ของเราเป็นเพียงแค่ “จุดเล็กๆ” ของช่วงเวลาที่ยาวนานมหาศาล

ทำไมเราไม่หันกลับมา “เรียนรู้” วิธีการอยู่รอดของแบคทีเรียว่า เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นอยู่รอดได้อย่างไรมาเป็นเวลาร่วมครึ่งอายุของโลก หรือเราควรจะเลียนแบบไดโนเสาร์ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันและสูญพันธุ์ไปใน ที่สุด

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่ผ่านมาโดยตลอดก็คือ “สงครามและความขัดแย้ง” ระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังนี้ “ความขัดแย้ง” ได้พัฒนามาเป็นความขัดแย้งของคนในชาติพันธุ์เดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ

นักชีววิทยาพบว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาทั้งหมด มนุษย์เราได้กลายเป็นแชมป์ในการทำลายสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ไปเป็นจำนวนมากมายถึงวันละหลายร้อยสายพันธุ์ และตอนนี้มนุษย์กำลังจะทำลายสายพันธุ์เดียวกันอีกไม่รู้จบ

ทำไมเราไม่ทดลองถอยออกไปไกลๆ แบบว่าออกไปนอกโลกไกลๆ แล้วลองมองเข้ามาดูโลกใบนี้ มองดูพฤติกรรมความขัดแย้งของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในชาติเดียวกันหรือความขัดแย้งในเรื่องของชาติพันธุ์และศาสนา

เมื่อเราถอยออกไปนอกโลก เมื่อเรามองเห็นโลกทั้งใบ ในขณะเดียวกันกับที่มองเห็นพฤติกรรมทั้งหมดของเรา และลองนึกถึงประวัติความเป็นมาทั้งหมดของโลกใบนี้ตั้งแต่เกิดขึ้นมาเมื่อสี่ พันกว่าล้านปีก่อนโน้น

เราเห็นอะไรกันบ้าง? เรารู้สึกอย่างไรกันบ้าง?

โลกทั้งใบนั้นมีตรงไหนบ้างที่บอกว่า เป็นประเทศนั้นประเทศนี้

มีจุดไหนของโลกบ้างที่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว หากว่าส่วนอื่นๆ ถูกทำลายล้างไป

ลองดูดีๆ แล้วคุณจะเห็นอะไรบางอย่าง แล้วคุณอาจจะมานึกขำหรือนึกเสียใจว่า พวกเราทะเลาะกันไปทำไม

ถ้าเจ้าแบคทีเรียทั้งหลายหัวเราะได้ พวกมันคงนั่งหัวเราะกันจนท้องแข็งแล้วว่า มนุษย์ที่มีมันสมองก้อนใหญ่ วิวัฒนาการมาไกลกว่าพวกมันมากแล้ว แต่กลับจะกำลังทำลายล้างกันเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #87 เมื่อ: 04 มีนาคม 2010, 08:18:21 AM »

สี่ระดับของการต่อสู้



โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 7 มิถุนายน 2551

ใน ระยะหลังนี้ผมพบว่า ความเข้าใจเรื่อง “สี่ระดับ” ของเรื่องราวต่างๆ ในทฤษฎียู (Theory U) ของออตโต ชาร์มเมอร์ นั้นมีประโยชน์มาก ทั้งในการอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจและในการนำไปใช้ปฏิบัติจริง

ผม ได้เขียนถึง “สี่ระดับ” ของ “การฟัง” (การฟังที่ใช้วิธีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว, การฟังเพื่อจับผิด, การฟังอย่างเปิดหัวใจ และการฟังไปถึง "ความหมายที่แท้จริง") มาแล้วในคอลัมน์ “จับจิตด้วยใจ” มติชนรายวัน ๙ มีนาคม ๒๕๕๑

ใน บทความนี้ผมอยากจะเขียนถึง “สี่ระดับ” ของ “การต่อสู้” ซึ่งจริงๆ แล้ว ชาร์มเมอร์ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้นะครับ แต่ผมไปอ่านเจอในหนังสือไอคิโดที่ชื่อ Aikido and the Dynamic Sphere ได้เขียนถึง “จริยธรรม” ของการต่อสู้ที่แบ่งออกเป็นสี่แบบ และพบว่าตรงกันกับเรื่องสี่ระดับนี้อย่างน่าสนใจมากและน่าจะสามารถนำมา ประยุกต์ใช้งานได้

ผมคิดว่าความเข้าใจเรื่องนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับคนไทยในยามที่ประเทศชาติบ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

ในระดับที่หนึ่งของการแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องของการตอบกลับอย่างรวดเร็ว (Reacting)

คือการดาวน์โหลด (Downloading) เพื่อนำข้อมูลเก่ามาใช้แบบอัตโนมัติ ไม่มีการคิดใหม่ ไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่

ใน แง่ของการต่อสู้นั้น เราจะพยายามแยกแยะมองมิตรและศัตรูแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ประมาณว่า “ถ้าไม่ใช่พวกฉันก็เป็นศัตรูของฉัน” จริยธรรมในระดับที่หนึ่งนี้ เราจะเข้าไปไล่ล่าโจมตีคนที่เราคิดว่าเป็นศัตรูของเราเลย เข้าไปทำร้ายเลยหรือฆ่าให้ตายกันไปเลย เพราะคิดว่าโจมตีก่อนได้เปรียบ ทำลายล้างไปก่อน เราจะได้อยู่รอด เราเลือกที่จะใช้ “ความกลัว” เป็นที่ตั้ง เป็นฐานในการกระทำการต่างๆ ของเรา

ระดับที่สอง เป็นระดับของการที่ออกแบบใหม่ (Redesigning)

พยายาม หาหนทางใหม่ๆ แต่ยังเป็นกรอบคิดแบบเดียวกันกับระดับที่หนึ่ง คือ ยังแยกแยะมิตรและศัตรูอย่างชัดเจน และพยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการทำให้เห็นว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรูให้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

อาจจะมีการทดสอบมิตรว่าจะคิดแบบเดียวกันกับเราหรือไม่ ถ้ามิตรไม่คิดเหมือนเราตามที่เราได้ทดสอบ มิตรคนนั้นก็จะต้องกลายไปเป็นศัตรู

จริยธรรม ของการต่อสู้ในระดับที่สองนี้ เราจะไม่โจมตีฝ่ายตรงข้ามก่อน แต่จะหาหนทางในการแยกแยะความเป็นมิตรความเป็นศัตรูให้ชัดเจน หาหนทางใหม่ๆ ในการยั่วยุให้ฝ่ายตรงกันข้ามโกรธ

เมื่อเกิดการต่อสู้ขึ้นก็จะมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง

ระดับที่สาม เป็นระดับของ “กรอบคิดใหม่” (Reframing)

เป็น ระดับสำคัญที่เราเริ่ม “มองเห็น” ว่า “ไม่มีมิตรไม่มีศัตรู” มีแต่ “เพื่อนมนุษย์” เริ่มมองเห็น “ความเป็นคนอื่น” ในตัวเรา เรื่องราวที่เราเคยด่าเคยว่าคนอื่นนั้นบางทีเราเองก็ทำเหมือนเขานั่นแหละ

เรา เริ่มมองเห็นแล้วว่าการโจมตีก่อนนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เป็นการทำลาย เป็นการสร้างศัตรูมากกว่าการที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน การต่อสู้ในระดับนี้เราเริ่มเข้าใจคู่ต่อสู้หรือศัตรูของเรามากขึ้น เราเลือกที่จะ “ไม่โจมตีก่อน” แต่เราจะยังคงป้องกันตัวเอง แต่ในระดับนี้บางครั้งการป้องกันตัวเองของเราก็ไปทำร้ายคู่ต่อสู้ของเราถึง แก่ชีวิต โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเรายังควบคุมพลังงานของเราได้ไม่ดีเพียงพอ

ระดับที่สี่ เป็นระดับของ “การก่อเกิดตัวตนใหม่” ของเรา (Regenerating)

ใน ระดับนี้เรากับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน การต่อสู้ในระดับนี้ เราจะเป็นฝ่ายเฝ้าดู สังเกต ตั้งรับ เราจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีคู่ต่อสู้ของเราก่อน ในไอคิโดมีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ก็คือ “Protect the attacker” คือเราจะปกป้องดูแลผู้ที่มาโจมตีเราไม่ให้เขาบาดเจ็บได้อย่างไร

และนี่คือจริยธรรมระดับลึกที่สุดของศิลปะการต่อสู้

การ ต่อสู้ในระดับที่สี่ “มีความเป็นไปได้” ที่จะเกิดขึ้น และได้เกิดขึ้นแล้ว ในศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอคิโด คาราเต้ ไท้ฉีฉวน หรือแม้แต่มวยไทยของเรา ผู้โจมตีจะถูกปลดอาวุธโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ


ถึง ตรงนี้ ผมอยากจะให้เราลองย้อนมาดูตัวเรานะครับ ความเป็นจริงมีอยู่ว่า “ความขัดแย้ง” เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตมนุษย์ ในทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ไม่สถานที่ใดก็สถานที่หนึ่ง

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่มีความขัดแย้งในชีวิตนี้

แต่คำถามก็คือ “เราเลือกที่จะ ‘จัดการดูแลความขัดแย้ง’ เหล่านั้นอย่างไร?”

“เราใช้ระดับไหนของศิลปะการต่อสู้ในการจัดการดูแลความขัดแย้งเหล่านั้น?”

มนุษย์ ส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกเรื่องในระดับที่หนึ่งและสอง แต่ความเข้าใจเรื่อง “สี่ระดับ” แบบนี้จะช่วยทำให้มองเห็นว่า “เรายังมีหนทาง” และ “เรายังมีทางเลือก” ที่จะใช้ “ระดับการแก้ไขปัญหา” ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม

“การฟังสี่ระดับ” ที่เคยเขียนไปแล้วก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพว่า แค่เรื่องง่ายๆ อย่างการฟัง คนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ระดับที่หนึ่งและระดับที่สองอยู่ โดยรวมๆ ก็คือ “ยังไม่ฟังกันจริงๆ ด้วยหัวใจ”

เรื่องที่เขียนนี้ ผมยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องอุดมคติ

เป็น เรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ สามารถปฏิบัติได้จริง ถ้า “เรามองเห็น” และ “เราเลือก” ผมเชื่อว่าไม่เคยมี “เหยื่อของสถานการณ์” นะครับ มีแต่ว่าเราเลือกที่จะเป็นอย่างนั้นเท่านั้นจริงๆ ต่างหาก 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #88 เมื่อ: 04 มีนาคม 2010, 08:22:01 AM »

คุณคือใครและคุณกำลังทำอะไร?



โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 30 สิงหาคม 2551

คำถามสั้นๆ ง่ายๆ สองคำถามที่ผมอ่านเจอในหนังสือของ โจแอนนา มาซี เมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็นคำถามที่สะดุดใจผมมาก และเมื่อได้ลองนำไปใช้ในเวิร์คชอปตามที่ โจแอนนา มาซี ได้เขียนแนะนำเอาไว้ ผมก็พบว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสค้นหา ตัวเองได้เป็นอย่างดี

“คุณคือใคร?” (Who are you?) และ “คุณกำลังทำอะไร?” (What are you doing?) หลังจากนั้นผมก็เพิ่งมาอ่านพบในภายหลังว่า คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่นักคิดนักปรัชญาใหญ่ๆ มักจะเลือกใช้เลือกถามเพื่อให้ผู้คนเกิดการใคร่ครวญที่สำคัญในชีวิต

ผมได้มีโอกาสนำกิจกรรม “คุณคือใคร” นี้ไปใช้ในเวิร์คชอปหลายครั้งหลายหนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา และได้มีการปรับแต่งประยุกต์หลายเรื่องเข้ามาในกิจกรรมนี้ เช่น จะต้องสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมและต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ถาม กับผู้ตอบเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการเก้อเขินขึ้น และทำให้คำถามคำตอบไม่ได้ “ลงลึก” ลงไปอย่างแท้จริง และบางครั้งกลับกลายเป็นการเล่นสนุกไร้สาระไปเสียอีก เช่น บางคนอาจจะตอบแบบกวนๆ ไปว่าผมเป็นซุปเปอร์แมน ผมเป็นตุ๊ด ฯลฯ อะไรแบบนั้นไปเสีย

เมื่อหลายปีก่อนในวงจิตวิวัฒน์ ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี คุณเดวิด สปิลเลน ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ “ทฤษฎีตัวยู” ซึ่งในตอนนั้นหนังสือ ทฤษฎียู ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ยังไม่ได้จัดพิมพ์ออกมา เขาเพียงเขียนบางส่วนของทฤษฎีนี้ร่วมกับ ปีเตอร์ เซงเก้ โจเซฟ จาวอสกี้ และ เบตตี้ ชูว์ ในหนังสือที่ชื่อว่า Presence

ในช่วงเดือนมิถุนายนปี ๒๕๕๐ เมื่อหนังสือใหม่เล่มใหญ่ที่ชื่อ Theory U ของ อ็อตโต ชาร์มเมอร์ ได้ปรากฏออกมาสู่ท้องตลาด ซึ่ง คุณหมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล ที่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่สั่งหนังสือเล่มนี้มาอ่านและนำมาเผยแพร่เพื่อใช้ในเวิร์คชอป

โดยช่วงเวลาที่ผ่านมาคุณหมอวรวุฒิได้นำทฤษฎียูนี้มาใช้ในงานด้านสาธารณ สุขอย่างจริงๆ จังๆ และแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ทฤษฎีนี้สามารถช่วยนำพาให้บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เรียนรู้จากการ สัมผัสประสบการณ์ตรงว่า “แก่นหรือความหมายที่แท้จริง” ของการทำงานด้านสาธารณสุขคืออะไร และเป็นทฤษฎีที่ง่ายมากในการนำพาให้ผู้คนได้ “สัมผัส” กับ “จิตใหม่” หรือ “กรอบคิดใหม่”

และผมก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่า ที่ก้นตัวยูนั้น ชาร์มเมอร์เองได้เขียนกำกับเป็นคำถามไว้ว่า “คุณคือใครและคุณกำลังทำอะไร?” เช่นเดียวกัน การที่ชาร์มเมอร์เลือกตั้งคำถามนี้ “ที่ก้นตัวยู” หมายความว่า น่าจะมีกระบวนการอะไรบางอย่างที่จะช่วย “นำพา” ให้ผู้คนได้ค่อยๆ ดำดิ่งเดินทางเข้าไปภายในตัวเองตามขาลงของตัวยูเสียก่อนที่จะได้มีโอกาสได้ ใคร่ครวญกับคำถามนี้อย่างลึกซึ้งที่ก้นตัวยู

ผมเห็นด้วยกับประเด็นนี้เป็นอย่างมาก เพราะหากว่าอยู่ดีๆ จะให้ท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ตอบคำถามนี้ว่า “คุณเป็นใคร?” ท่านอาจจะงงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบไปทำไม ตอบไปแล้วจะได้อะไร อย่าว่าแต่ท่านผู้อ่านเลยครับ ประสบการณ์ในเวิร์คชอปที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายสิบคนนั้น บางครั้งหลายๆ ท่านเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถ “ดำดิ่ง” ลงไปในตัวเองได้ลึกพอ หรืออยู่ในโลกของเหตุผล ก็จะยังคง “งงงวย” กับคำถามนี้ได้เช่นเดียวกัน

ในเวิร์คชอปครั้งหนึ่งที่พวกเราได้มีโอกาสทำให้กับโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง มีคนขับรถท่านหนึ่งยกมือขึ้นถามหลังจากที่ได้ทดลองตอบคำถามนี้ไปด้วยตัวเอง แล้ว “ผมยังไม่เข้าใจครับว่า เราจะตอบคำถามนี้ไปทำไม? ในเมื่อผมก็เป็นคนขับรถ ผมก็แค่ขับรถ ผมยังไม่รู้สึกว่างานของผมจะมีความหมายอะไรมากไปกว่าการขับรถส่งคนไข้ ส่งเจ้าหน้าที่?”

คุณหมอวรวุฒิตอบคำถามของคนขับรถท่านนี้ได้ดีมากๆ ครับ โดยบอกว่า “งานทุกอย่างมีความหมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ความหมายแก่งานของเราอย่างไร ถ้าเราเป็นคนขับรถและให้ความหมายกับงานของเราเพียงแค่การขับรถ เราก็อาจจะไม่รู้สึกพิเศษอะไร และเราก็จะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเราลองให้ความหมายการขับรถของเราว่า เราเป็นผู้นำพาความปลอดภัยให้กับผู้คนที่นั่งอยู่ในรถยนต์ของเรา ชีวิตทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นใครยิ่งใหญ่แค่ไหนก็อยู่ในมือเรา ตัวเราเป็นผู้นำพาให้ผู้คนเหล่านี้ไปถึงที่หมายที่เขาต้องการอย่างปลอดภัย เราส่งคนไข้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนให้สามารถได้รับการดูแลรักษาได้ ทันท่วงที เราส่งลูกกลับสู่อ้อมกอดของแม่ เราส่งพ่อให้กลับไปสู่ลูก เราส่งผู้คนให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ทุกคนขึ้นอยู่กับสองมือที่จับพวงมาลัยของเรา ต่อเมื่อเราสามารถมองงานของเรา ซึ่งในกรณีนี้คือการขับรถเป็นงานที่มีความหมายแบบนี้ได้เท่านั้น เราจึงจะเห็นความแตกต่างได้ว่า งานของเรา “มีความหมาย” และไม่ได้ต่ำต้อยไปกว่างานอื่นๆ ในระบบเลย”

หลังจากนั้น ผมก็สังเกตเห็นสีหน้าของคนขับรถท่านนี้ว่า ดวงตาของเขาเป็นประกายสดใส เขาตะโกนออกมาด้วยความลิงโลดยินดีว่า “ผู้รู้แล้ว ผมเข้าใจแล้ว”

ผมรู้สึกว่า ไม่เพียงแต่คนขับรถท่านนี้เท่านั้นที่ดูเหมือนจะ “ทะลุทะลวง” อะไรบางอย่างภายในตัวตนของเขา ผู้เข้าร่วมท่านอื่นๆ ก็อาจจะพลอยเกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างไปด้วย หน้าที่ของพยาบาลคนหนึ่งในตึกผู้ป่วยก็อาจจะไม่ใช่แค่การเช็ดตัวคนไข้ จ่ายยาฉีดยาหรือแทงน้ำเกลือให้กลับคนไข้ แต่เป็นการดูแลคนไข้ทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งจิตใจ ให้เขาสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ หน้าที่ของพยาบาลทำคลอดก็อาจจะไม่ใช่แค่ดึงให้เด็กออกมาจากมดลูกของแม่ แต่เป็นการช่วยหล่อเลี้ยงให้ชีวิตใหม่ดำรงอยู่ได้และสามารถผูกพันกับผู้เป็น แม่และอื่นๆ

คำถามสองข้อนี้แม้จะดูเหมือน “ธรรมดาๆ” เสียเหลือเกิน แต่ผมก็พบว่าเป็นคำถามที่จะช่วยให้เรา “ฝังแน่น” อยู่กับ “เป้าหมายแห่งการมีชีวิตอยู่” ของตัวเราได้อย่างไม่สั่นคลอนง่าย

และต่อเมื่อเราเข้าใจว่า “เราเป็นใคร” และเข้าใจถึง “ความหมายแห่งงานของเรา” แล้วเท่านั้น งานจึงจะไม่ใช่ “เครื่องตัดรอนพลังงานในชีวิตเรา” อีกต่อไป แต่จะสามารถเป็น “แหล่งพลังงาน” เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงตัวเรา หล่อเลี้ยงหัวใจของเราให้ชุ่มฉ่ำอิ่มเอิบ และทำให้เรามีโอกาสมองเห็นมุมมองใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

และงานแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราเกิดรู้สึกที่มั่นคงอย่างแท้จริง เหมือนกับที่ชาร์มเมอร์ใช้คำว่า “Connect to the Source” ที่ตำแหน่งก้นตัวยูนั่นเอง

ถึงตรงนี้แล้วใครจะสามารถ “Connect to the Source” ได้หรือไม่อย่างไร ก็คงจะต้องแล้วแต่ “กรรมเวร” แล้วกระมังครับ? 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #89 เมื่อ: 05 มีนาคม 2010, 08:29:17 AM »

เพราะอะไรคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 12 มกราคม 2551

“We don’t see things the way they are, we see things the way we are.”

The Talmud

สมอง ของมนุษย์นั้นทำงานซับซ้อนมาก แต่ทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขและความมีประสิทธิภาพประสิทธิผลของ มนุษย์ทั้งสิ้น การศึกษาทำความเข้าใจการทำงานของสมองจึงมีประโยชน์มาก ในการที่จะทำให้เรา “เข้าใจ” หรือ “เข้าใกล้ความจริง” มากขึ้นเรื่อยๆ

ใน สมองมนุษย์นั้นประกอบด้วยเซลล์จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนล้านเซลล์ (๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐) และจากการศึกษาวิจัยการทำงานของสมอง นักวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่พบว่า ในเซลล์สมองจำนวนมากมายถึงแสนล้านเซลล์นั้นจะทำงานเชื่อมโยงถึงกันเป็น กลุ่มๆ และการเชื่อมโยงกันของเซลล์สมองกลุ่มต่างๆ เหล่านี้เอง เมื่อเชื่อมหากันแล้วก็จะเป็นที่ “เก็บชุดข้อมูล” ต่างๆ เอาไว้ตามประสบการณ์ของมนุษย์แต่ละคนนั้นๆ

ถ้าจะลองคำนวณตามหลัก คณิตศาสตร์ “จำนวนของชุดข้อมูล” เหล่านี้ในสมองจะประมาณเท่ากับ สองยกกำลังด้วยจำนวนเซลล์สมองที่มีอยู่นั่นเอง ดังนั้น เราจะพบได้ว่ามีจำนวนของ “ชุดข้อมูล” ในสมองมากมายเกินกว่าที่จะนับได้จริงๆ แต่ทั้งหมดสามารถเก็บไว้ได้ในสมอง

“ชุด ข้อมูล” เหล่านี้ ฮัมบูโต มาตูราน่า นักชีววิทยากระบวนทัศน์ใหม่เรียกว่า “Structurally Determined” หมายความว่า เมื่อได้รับสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อมภายนอก สมองก็จะ “รับรู้” และ “มีปฏิกิริยาตอบรับ” ต่อสิ่งเร้าที่ได้รับเข้ามา โดย “เสิร์ช” เข้าไปค้นหา “โครงสร้างของชุดข้อมูล” ที่เหมาะสมซึ่งเก็บเอาไว้ในสมองที่เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างกันของเซลล์ สมองต่างๆ

พูดง่ายๆ “ชุดข้อมูล” ทั้งหมดก็คือ “ประสบการณ์” ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในอดีตของมนุษย์คนนั้นนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเคยเรียนรู้เก็บไว้ว่า “การขับรถฝ่าไฟแดง” เป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่ควรทำ สมองเราก็จะมี “ชุดข้อมูล” ว่าด้วยการขับรถฝ่าไฟแดงเก็บไว้เป็น “Structurally Determined” อยู่ในหัวของเรา วันหนึ่งเมื่อเราเห็นคนขับรถฝ่าไฟแดงปุ๊บ สมองก็จะใช้ชุดข้อมูลที่เก็บไว้นี้ออกมามีปฏิกิริยาทำให้เราโกรธ ไม่พอใจว่า ทำไมเขาทำแบบนั้น ค่อนข้างทันทีแบบเป็นอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

ด้วย ความตั้งใจของการออกแบบเพื่อที่จะให้มนุษย์สามารถมีประสิทธิภาพในการทำงาน ได้อย่างรวดเร็ว “ชุดข้อมูล” ที่เป็น “โครงสร้างภายใน” เหล่านี้ได้ถูกเลือกให้ทำงานอย่างเป็นอัตโนมัติรวดเร็ว จนเราไม่ทันตั้งตัว แต่ทีนี้ปัญหาก็คือ “ความเร็ว” เหล่านี้ทำให้เรา “ไม่ได้ใช้ชุดข้อมูลใหม่ๆ” เลย แต่เราถูกบังคับให้เลือกใช้ชุดข้อมูลเดิมๆ โดยไม่รู้ตัว

ต่อเมื่อ “เราสามารถรู้สึก” ถึง “ผลของชุดข้อมูล” ที่มีอยู่เดิมได้ว่ามีผลอย่างไรต่อร่างกายแล้วเท่านั้น สมองจึงจะสามารถเรียนรู้ว่า เออ...ปฏิกิริยาแบบนี้มันส่งผลดีหรือไม่ดีต่อร่างกาย เช่น ถ้าทำให้เราโกรธ เราก็ต้องรับรู้ว่า เออ...กำลังโกรธนะ ใจมันเต้นรัว มันหูอื้อ มันอึดอัด ฯลฯ

ต่อเมื่อ “รับรู้” ผลที่เกิดขึ้นได้แบบนี้เท่านั้น เราจึงจะสามารถ “มีโอกาส” “สร้างชุดข้อมูล” ชุดใหม่ให้เกิดขึ้นแทน “ชุดข้อมูลชุดเก่า” ที่ใช้มาเดิมๆ ตลอดชีวิตได้

และนี่เองก็คือจุดเริ่มต้นของ “การเรียนรู้” เพื่อความผาสุกของตัวมนุษย์คนนั้นๆ

อย่าง ไรก็ตาม ผมคิดว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุด” เรื่องหนึ่งของคนในยุคปัจจุบันก็คือ “การไม่รับรู้” เมื่อ “ไม่รับรู้” คือ “ไม่รู้สึก” กับเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นตรงหน้า สมองก็เลยใช้แต่ “ชุดข้อมูลชุดเดิม” หรือ “โครงสร้างภายในอันเก่า” ที่ใช้มาตลอด จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้ที่จะสร้าง “สายใยของเซลล์สมอง” ชุดใหม่ที่จะถูกถักทอเป็น “Structurally Determined” ชุดใหม่ เมื่อไม่สามารถ “รับรู้” เรื่องใหม่ได้ ก็ย่อม “มองไม่เห็น” ว่า “เกิดอะไรขึ้น” โดยเฉพาะกับประสบการณ์เดิมๆ

คุณหมอแมททิว บัดด์ เขียนเล่าไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า ในตอนที่เขาทำงานกับองค์การอนามัยโลก เพื่อรณรงค์ให้ไข้ทรพิษหมดไปจากโลกนี้ เขาเข้าไปทำการปลูกวัคซีนให้กับชนเผ่าต่างๆ ในประเทศแถบแอฟริกา เวลาเข้าไปนั้นก็จะต้องผูกมิตรกับหัวหน้าชนเผ่าเสียก่อน เขาคิดว่าวิธีการผูกมิตรที่ดีก็คือ การใช้กล้องโพลารอยด์ถ่ายรูปหัวหน้าชนเผ่าแล้วมอบให้เป็นของขวัญก่อนที่จะทำ การปลูกฝีให้กับเด็กๆ ในชนเผ่านั้น ปรากฏว่าเมื่อเขาถ่ายรูปให้หัวหน้าชนเผ่าหนึ่ง หัวหน้าชนเผ่าคนนั้นมองดูรูปของตัวเองในรูปแล้วก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร สีหน้าบูดบึ้งพร้อมกับส่งรูปแผ่นนั้นกลับมาให้เขา “หัวหน้าชนเผ่าไม่สามารถมองเห็นว่ารูปในแผ่นโพลารอยด์นั้นคือรูปตัวของเขา เอง” เขาส่งรูปกลับไปให้ หัวหน้าชนเผ่าก็ส่ายหัวไม่เข้าใจและส่งรูปกลับมาสองสามครั้ง สถานการณ์เริ่มจะตึงเครียด จนกระทั่งล่ามต้องพาหัวหน้าชนเผ่าคนนั้นไปที่ลำธาร ให้เขามองตัวเองในน้ำแล้วเปรียบเทียบกับรูปบนแผ่นโพลารอยด์ หัวหน้าชนเผ่าถึงได้โห่ร้องด้วยความแตกตื่นยินดีและมองเห็นตัวเขาเองใน กระดาษโพลารอยด์แผ่นนั้น

“การไม่รับรู้” แบบนี้ มาตูราน่าเรียกว่า “Cognitive Blindness” ซึ่งหมายความว่า “พวกเราทุกคน” รวมทั้งผมและท่านผู้อ่านในขณะนี้ด้วย ต่างก็มีความ “มืดบอด” นี้ต่อ “อะไรก็ตาม” ที่ไม่ตรงกับ “โครงสร้างภายใน” ของเรา เราไม่มีทางและไม่มีวันเข้าใจ “สิ่งที่ไม่ตรงกับ” “โครงสร้างภายใน” ของเรา เหมือนกับหัวหน้าชนเผ่าคนนั้นที่รูปในโพลารอยด์ไม่ตรงกับ “โครงสร้างภายใน” ของเขา

นี่คือ “สาเหตุ” ที่ทำให้ “คนเราคิดไม่เหมือนกัน” เพราะเราแต่ละคนมี “โครงสร้างภายใน” หรือ “Structurally Determined” ที่แตกต่างกันนั่นเอง คนที่ชอบคุณทักษิณกับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณก็เพราะมี “โครงสร้างภายใน” อันนี้ที่แตกต่างกันอยู่ในสมองนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด

วิธีการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่ “ความพยายาม” ที่จะไปรู้เรื่องราว หรือให้ข้อมูลใดๆ หรือพยายามไปเปลี่ยนแปลงใคร หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม แต่วิธีการแก้ปัญหาจะอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องฝึกฝน “การรับรู้” ว่า “มีชุดข้อมูลใดที่ถูกเลือก” และ ณ เวลานั้น “เรารู้สึกอย่างไร?” เราต้องฝึกฝน “ทักษะการรับรู้” ให้มากขึ้นต่างหาก

เพราะถ้าเรา “รับรู้” ได้ เราก็จะ “เปิดโอกาส” ให้สมองได้ “เลือก” ที่จะใช้ “โครงสร้างภายใน” ที่แตกต่างไปจากเดิม อย่าลืมว่าเรามี “ชุดข้อมูล” มากมายเป็นจำนวนถึงสองยกกำลังจำนวนของเซลล์สมองที่มีอยู่ในหัวเราให้เลือก

แน่ นอนว่า “การฝึกการรับรู้” “ต้องอาศัยเวลา” แต่อย่างน้อยความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ก็พอจะช่วยให้เราเข้าใจได้บ้างว่า “ทำไมคนเราถึงคิดไม่เหมือนกัน” 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!