บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:11 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 5 6 [7]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จิตวิวัฒน์  (อ่าน 63989 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #90 เมื่อ: 05 มีนาคม 2010, 08:36:54 AM »

จิตตปัญญาศึกษากับการบ่มเพาะญาณทัศนะ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 22 กันยายน 2550

ใน คอลัมน์จิตวิวัฒน์นี้ ผมยังรู้สึกว่าอยากจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจิตตปัญญาศึกษาอยู่ดี เพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับ สังคมในอนาคตอันใกล้นี้ หลายๆ ท่านพยายามขอให้ช่วย “นิยาม” หรือขอช่วย “ให้คำจำกัดความ” ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านๆ มาหลายๆ ท่านก็อาจจะไปเข้าใจว่า “จิตตปัญญาศึกษา” คือ “การนั่งสมาธิ” หลายๆ แห่ง หลายๆ โรงเรียน หลายๆ หน่วยงานก็จะมีหลักสูตรให้นักเรียนนักศึกษา “ไปเข้าวัดแบบเจ็ดวันเจ็ดคืน” ซึ่งการทำแบบนั้นก็อาจจะ “ทั้งใช่และไม่ใช่” “จิตตปัญญาศึกษา” ในแนวทางที่ผมเข้าใจ

เพราะถ้าจะถามความเห็นของผมเป็นการส่วนตัวอย่าง สั้นที่สุดว่า “อะไร” คือ “ข้อแตกต่าง” สำคัญที่สุดที่ “จิตตปัญญาศึกษา” แตกต่างไปจากระบบการศึกษาทั่วไป

ผมอยากจะขอตอบด้วยคำๆ เดียวว่า “ญาณทัศนะ”

กล่าว คือระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปไม่ได้เน้นหรือนำพาหรือหล่อเลี้ยง หรือเอื้อที่จะทำให้เกิด “การบ่มเพาะญาณทัศนะ” แต่ใน “จิตตปัญญาศึกษา” คือระบบการศึกษาที่เน้นถึงการหล่อเลี้ยงให้ก่อเกิดและนำพา “ญาณทัศนะ” มาใช้

“ญาณ ทัศนะคืออะไร?” ผมคงจะไม่สามารถอธิบายได้โดยละเอียดในบทความชิ้นนี้ แต่ญาณทัศนะเป็นคุณสมบัติเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เหมือนกับเป็น “ความรู้สึกพิเศษ” ที่ปิ๊งแว้บออกมาในสภาวะที่เหมาะสม นักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างก็อาศัย “ญาณทัศนะ” ในการทำงานและค้นพบ “งานชิ้นโบว์แดง” ของตัวเองมาทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่มนุษย์ในปัจจุบัน “ถูกทำให้เชื่อ” เฉพาะเรื่อง “เหตุและผลในเชิงเส้นตรง” เท่านั้น และค่อยๆ ให้ความสำคัญกับ “ญาณทัศนะ” น้อยลงไปเพราะคิดว่าไม่มีเหตุมีผล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว “ญาณทัศนะ” มีเหตุและมีผลแต่เป็นไปในเชิงที่ซับซ้อนและไม่เป็นเส้นตรง เป็นสมการหลายชั้น

ในบทความชิ้นนี้ผมอยากจะเน้นให้เห็นถึง “ความสำคัญ” ของ “ญาณทัศนะ” ที่ระบบการศึกษาทั่วไปได้ละเลย จนทำให้การเรียนรู้ในเรื่องนี้ตกหล่นและขาดหายไป

ถ้าเราจะลองมาดู เรื่อง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของมนุษย์” ของดรายฟัสแอนด์ดรายฟัสที่ได้ทำวิจัยไว้ และพบว่าเราพอจะแบ่ง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้” ออกมาได้เป็นห้าขั้นดังต่อไปนี้คือ

ขั้น แรก เมื่อเราเริ่มเรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็จะเริ่มจากการเป็น “เด็กฝึกงาน” ก่อน เด็กฝึกงานก็จะทำอะไรตามขั้นตามตอน ตามกติกาทุกอย่าง เถรตรง เช่น เมื่อเริ่มเรียนดนตรีเราก็จะเริ่มจากการฝึกทำเสียงเบสิกต่างๆ

ขั้น ที่สอง เป็น “เด็กฝึกงานก้าวหน้า” ก็จะเริ่มพลิกแพลงได้มากขึ้น เริ่มมีสถานการณ์บางอย่างเข้ามาทำให้เราไม่ต้องเถรตรงตามทฤษฎีตามขั้นตอนที่ กำหนด เพราะเราเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เออ ... มันพอจะพลิกแพลงได้บ้างแล้วนะ มันไม่ได้เสียหายอะไรนะ อะไรทำนองนั้น

ขั้นที่สาม เป็น “คนทำงานเป็น” คือเมื่อทำงานไปก็เริ่มสามารถก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์” ในการทำงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ ทั้งสามขั้นที่ว่านี้ก็เป็นเพียง “การเรียนรู้” ที่อาศัยการทำงานเชิง “เหตุและผล” ที่ใช้เพียงสมองซีกซ้ายที่ทำงานเกี่ยวกับตรรกะเหตุผลเท่านั้น

ขั้น ที่สี่ เป็น “คนทำงานเก่ง” ในขั้นตอนนี้จะมีเรื่องราวของ “ญาณทัศนะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ในขั้นที่สี่นี้ คนทำงานเก่งจะเริ่มฝึกฝนตัวเองในการใช้ “ญาณทัศนะ” ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้เมื่อสมองทั้งก้อนสามารถทำงานประสานสอดคล้องกัน

ขั้น ที่ห้า เป็น “เซียน” ซึ่งเป็นขั้นตอนการเรียนรู้สูงสุดของมนุษย์ พัฒนาได้เต็มศักยภาพของมนุษย์ คือ สามารถนำ “ญาณทัศนะ” เข้ามาใช้ได้อย่างจริงจังเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวเอง

และในชีวิตความ เป็นจริงแล้ว มนุษย์สามารถที่จะ “พลิกแพลง” การทำงานของตัวเองไปได้ไกลกว่าการเรียนรู้ในสามขั้นตอนแรกที่เอ่ยถึงมา เบื้องต้นนี้ เช่น นักการตลาดที่เป็นเซียนจริงๆ แม้จะอาศัยข้อมูลเชิงตัวเลข แต่ในช่วงของการตัดสินใจจริงๆ นั้น พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญบนฐานของตัวเลขแต่เพียงอย่างเดียว แต่อาศัย “ความรู้สึกลึกๆ” อะไรบางอย่างและหลายๆ ครั้งการตัดสินใจแบบนั้นดูเหมือนจะ “ขัดแย้ง” กับตัวเลข ขัดแย้งกับเหตุและผลที่ควรจะเป็น

“ความรู้สึกลึกๆ อะไรบางอย่าง” นี่แหละคือ “ญาณทัศนะ”

หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าสองขั้นตอนหลังนั้นเป็นเรื่องของ “ประสบการณ์” ที่ทำงานไปนานๆ ก็สามารถก่อเกิดได้เอง แต่เรื่องราวอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้คนมากมายทำงานมาตลอดชีวิตก็อาจจะทำได้เพียงแค่ “คนทำงานเป็น” หรือขั้นที่สามเท่านั้น ในขณะที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถพัฒนาความสามารถในเรื่องราวบางอย่างได้ ตั้งแต่ยังอายุไม่มาก

หลายๆ คนอาจจะไปเรียกขั้นตอนที่สี่และที่ห้านี้ว่า “เป็นพรสวรรค์”

ผู้ ช่วยทันตแพทย์ผู้หนึ่งยกมือขึ้นทันทีเมื่อผมถามในเวิร์คช็อปครั้งหนึ่งถึง “ประสบการณ์ในการเป็นเซียน” ของผู้เข้าร่วมแต่ละท่านที่ประกอบไปด้วยพยาบาลอาวุโสหลายท่าน ผมก็งงๆ มากว่า “เอ๊ะ หรือว่าน้องผู้ช่วยท่านนี้จะเข้าใจเรื่องที่ผมอธิบายไปผิด” ผู้ช่วยทันตแพทย์ที่เพิ่งทำงานได้สองวันจะมีประสบการณ์อะไรที่อยู่ในขั้นที่ ห้าซึ่งมีญาณทัศนะได้ เธอบอกว่า “เธอมีประสบการณ์เป็นเซียนในเรื่องระนาด” ตอนที่หัดเรียนใหม่ๆ ก็ต้องเรียนตามขั้นตอนต่างๆ ถือไม้ระนาดอย่างไร ตีตรงไหนเป็นเสียงอะไร จนกระทั่งสามารถตีระนาดได้เป็นและตีเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ เธอสามารถตีระนาดได้ตามตัวโน๊ตทุกตัวได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ในระหว่างที่เล่นระนาดไปตามตัวโน๊ตในวันนั้น เธอรู้สึกว่า บางตัวโน๊ตเธอไม่อยากจะเล่นตามตัวโน๊ตที่กำหนดไว้ แต่อยากจะตีเสียงไปตามความรู้สึกและพบว่า “กินใจผู้ฟัง” ได้มากกว่าการเล่นตามตัวโน๊ตแบบทื่อๆ

ในความเป็นจริง “ญาณทัศนะ” เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งหากว่าเราสามารถเข้าใจ เราจะสามารถพัฒนาให้ก่อเกิดขึ้นมาได้จริง ทำซ้ำได้จริง และสามารถทำได้เรียนรู้กันได้ในระบบการศึกษา เช่น ระบบการศึกษาแบบ “จิตตปัญญา” ที่ว่านี้นี่เอง สำหรับผมแล้วปัจจัย “อะไรก็ได้” ที่สามารถเอื้อให้เกิดญาณทัศนะ ล้วนแล้วแต่เป็น “จิตตปัญญาศึกษา” ทั้งสิ้น

และท้ายสุดที่สำคัญที่ไม่อยากจะให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับ “เซียน” ก็คือ เราต้องการให้ผู้คนสัมผัส “ญาณทัศนะ” กันมากๆ และหาหนทางเพื่อการเรียนรู้ “ญาณทัศนะ” กัน แต่ไม่ได้หมายความว่า “เราต้องการให้เกิดความเป็นเลิศ” ในเชิงการแข่งขันนะครับ 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #91 เมื่อ: 14 มีนาคม 2010, 12:38:11 PM »

เล่นกับไฟ

โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 13 มีนาคม 2553

เพื่อนคนหนึ่งคุยกับผมเมื่อไปเชียงดาวว่า เริ่มเข้าใจเข้าถึงวิถีที่ผมดำรงอยู่อย่างสบายๆ ภายใต้ผิวหนังของตัวเอง เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ หมายความว่า เราดำรงอยู่อย่างสบายๆ ในความเป็นเนื้อเป็นตัวของเราเอง ผมนึกถึงคำว่า แรงค์ (rank) ที่ อาร์โนลด์ มินเดล (Arnold Mindell) ใช้ใน Sitting In The Fire และนึกถึงคนในทีมของประชา (หุตานุวัตร) ที่กำลังจะแปลหนังสือเล่มนี้ ผมแปลคำนี้ว่า “ศักดิ์” เพราะมันมีพยางค์เดียวและมีความหมายเข้ากันได้ดีกับที่มินเดลต้องการใช้คำๆ นี้ ผมคิดว่า การดำรงอยู่อย่างสบายๆ ในความเป็นเนื้อเป็นตัวของเราเอง หรือการดำรงอยู่อย่างสบายๆ ในความเป็นตัวของตัวเอง เป็นศักดิ์อย่างหนึ่งในบรรดาศักดิ์หลายๆ อย่างที่คนเราอาจจะมีได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มนตรี ทองเพียร ไปทำเวิร์คชอปให้กับคณะพยาบาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มนตรีเอาศักดิ์อะไรไปทำหรือ? อาจารย์อรสาจัดเวิร์คชอปครั้งนี้ให้กับนักศึกษาปริญญาโท และเชิญคณาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมด้วย ปรากฏว่ามีอาจารย์เข้าร่วมเพียงสามคนเท่านั้น อาจารย์อรสาอาจจะอยากให้มาเข้ากันมากกว่านี้ แต่พอดีมีเวิร์คชอปคล้ายๆ กันที่ศักดิ์ศรีอาจจะเด่นล้ำกว่า เพราะทีมงานอยู่ในสังกัดของมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง และเริ่มมีการกล่าวกันว่า ทีมงานของมูลนิธิสังคมวิวัฒน์นั้น กระบวนกรไม่ค่อยจะมีศักดิ์ด้านหนึ่ง โดยเฉพาะปริญญาบัตรต่างๆ กันเท่าไรนัก

แต่ศักดิ์ไม่ได้มาจากปริญญาบัตรเพียงเรื่องเดียว ศักดิ์อาจจะมาจากประสบการณ์ตรง หรือปัญญาปฏิบัติได้ด้วย พวกผมมีโอกาสดูแลองค์กรหลายแห่งอย่างลึกเข้าไป ไม่ได้เพียงจัดเวิร์คชอปแล้วเสร็จงาน แต่มีโอกาสตามไปเป็นที่ปรึกษา และพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนอีกด้วย เราเห็นว่าหากความรู้ในตำราไม่ได้มีการย่อยซึมซับเข้าไปเป็นปัญญาปฏิบัติที่ มีชีวิตแล้ว ความรู้นั้นๆ จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ยังไม่ต้องพูดกันถึงทฤษฎีการเรียนรู้เลยด้วยซ้ำว่า องค์ความรู้ของโลกล้วนมีรากฐานที่มาจากปัญญาปฏิบัติทั้งสิ้น

และตอนนี้ ทักษะที่สำคัญยิ่ง ทักษะที่เหนือชั้นขึ้นไป อาร์โนลด์ มินเดล และ เอมี มินเดล ภรรยาของเขา เรียกมันว่า เมตาสกิล (metaskill) คือทักษะที่จะจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเดียวกับที่พวกเราทำกันอยู่ในเมืองไทย เวลานี้ จะเรียกชื่อว่า จิตวิวัฒน์ หรือจิตตปัญญาศึกษาก็ตาม แต่พวกเขาเรียกมันว่า โปรเซส เวิร์ค (process work) และเรียกคนทำงานด้านนี้ว่า เวิร์ลเวิร์คเกอร์ (worldworkers) พวกเขาสร้างคำใหม่ๆ ขึ้นมาพอสมควรเลยทีเดียว แต่มีความจำเป็นไหมกับการสร้างคำใหม่ๆ ขึ้นมา ขอให้ท่านพากันใคร่ครวญหาคำตอบดูกันเล่นๆ ก็แล้วกันนะครับ

และคนที่จะทำกระบวนการ (process work) ได้ดี จะต้องพัฒนาตัวเองเป็น เอลเดอร์ (elder) แปลตรงๆ ว่า ‘ผู้อาวุโส’ แต่ประชาแปลว่า ‘สัตบุรุษ’ ซึ่งผมก็ใช้ตามเขาไปก่อน สัตบุรุษนี้คือกระบวนกรหลักที่เป็นเซียนแล้วตามหลักการของเรา แน่นอนครับว่า ศักดิ์ขององค์กรฝึกอบรมสังกัดมหาวิทยาลัยมีชื่อดูเหมือนว่าจะสูงกว่าเราใน ด้าน “วิชาการ”? แต่ในการวัดแบบมินเดล จะวัดอย่างไร ผมจึงถือโอกาสนำการเปรียบเทียบระหว่าง “ผู้นำ” กับ “สัตบุรุษ” ในบท “The Metaskills of Elders” ในหนังสือ Sitting in the Fire มาลงไว้ให้พวกเราได้เปรียบเทียบกันเล่นๆ นะครับ ดังนี้

ผู้นำทำตามกฏเกณฑ์ที่เยี่ยมยอด ในขณะที่สัตบุรุษเชื่อฟังจิตวิญญาณ

ผู้นำแสวงหาเสียงส่วนใหญ่ ในขณะที่สัตบุรุษยืนอยู่เพื่อคนทุกคน

ผู้นำเห็นปัญหาและพยายามจะยุติมัน ในขณะที่สัตบุรุษเห็นคนก่อปัญหาว่าอาจเป็นครูของเขาได้

ผู้นำพยายามจะซื่อสัตย์ ในขญะที่สัตบุรุษพยายามจะแสดงความจริงในทุกสรรพสิ่ง

ผู้นำประชาธิปไตยสนับสนุนประชาธิปไตย ในขณะที่สัตบุรุษทำเช่นนั้นด้วย แต่เขายังน้อมรับฟังเผด็จการและภูตผี (คำๆ นี้ต้องขออนุญาตแปลภายหลังอีกทีต่างหากออกไป) อีกด้วย

ผู้นำพยายามทำงานให้ดีกว่าเดิมในงานของเขา ในขณะที่สัตบุรุษพยายามขวนขวายหาคนมาพัฒนาตัวเองเป็นสัตบุรุษเช่นเขา

ผู้นำพยายามจะทรงภูมิปัญญา ในขณะที่สัตบุรุษไร้ตัวตน หากแต่คล้อยตามวิถีแห่งธรรมชาติ

ผู้นำต้องการเวลาใคร่ครวญ ในขณะที่สัตบุรุษใช้เพียงชั่วขณะที่จะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้นำรู้ ในขณะที่สัตบุรุษเรียน

ผู้นำพยายามกระทำการ ในขณะที่สัตบุรุษปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไป

ผู้นำต้องการยุทธศาสตร์ ในขณะที่สัตบุรุษศึกษาห้วงขณะ

ผู้นำทำตามแผนงาน ในขณะที่สัตบุรุษค้อมหัวให้แม่นยำที่ไม่เคยรู้เห็นและลี้ลับนำทาง
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #92 เมื่อ: 14 มีนาคม 2010, 13:22:24 PM »

ความเป็นฮีโร่กับวิทยาศาสตร์ใหม่

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 30 กรกฎาคม 2548

ท่าน ผู้อ่านที่ติดตามอ่านงานของวงจิตวิวัฒน์คงจะพอเริ่มเข้าใจบ้างแล้วเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันและวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างควอนตัมฟิสิกส์ ส่วนหนึ่งพวกเราตั้งสมมติฐานกันว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ไปติดกรอบกับความคิดแบบวิทยา ศาสตร์เก่า เช่น การมุ่งควบคุมทุกอย่างด้วยอำนาจ การคาดถึงผลที่แน่นอนชัดเจน การแยกส่วนซอยย่อยเป็นกลไกแบบเครื่องจักร ตามที่ อ.หมอประสาน ต่างใจ ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน และท่านอื่นๆ อีกหลายท่านได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว

การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่กรอบคิด และใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่เหมือนกับที่ อ.หมอประเวศ วะสี พูดถึงคำพูดของไอน์สไตน์เสมอๆ ว่า “No Problem can be solved from the same consciousness that created it” วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่นั้นเป็นตรงกันข้าม ที่พอจะเขียนเป็นหลักใหญ่ๆ ได้ก็คือ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุและปัจจัย เข้าใจความไม่แน่นอนและมองเห็นความเชื่อมโยงของทุกสิ่ง

วิทยาศาสตร์ เก่าไม่ได้ผิด เพียงแต่มีข้อจำกัดที่ไม่ได้มองให้เห็นภาพรวมทั้งหมดเหมือนตาบอดคลำช้างที่ ได้ภาพเป็นส่วนๆ และมองไม่เห็นความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันของส่วนต่างๆ ที่มากไปกว่าความเป็นกลไกแบบเครื่องจักร

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจร่วมกันในเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอาศัยเวลาอีก สักช่วงหนึ่ง แต่ก็จะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางวิวัฒนาการ เหมือนเวลาที่เรานั่งอยู่ริมทะเลแล้วมองดูขอบฟ้า เราทุกคนก็จะมองเห็นว่าขอบฟ้ามันโค้งเพราะเรารู้ว่าโลกกลม แต่ทำไมขอบฟ้าขอบเดียวกันนี้คนที่อยู่ในศตวรรษที่ 14-15 ถึงมองไม่เห็นว่ามันโค้งละ? แต่กลับเห็นขอบฟ้าขอบนี้เป็นเส้นตรง ก็เพราะว่าคนในสมัยนั้นคิดว่าโลกแบนนั่นเอง กว่าที่วิทยาศาสตร์ (แบบเก่า) จะพิสูจน์ตรงนี้ให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ก็ใช้เวลาร่วมร้อยปี ตอนนี้จะให้คนเข้าใจวิทยาศาสตร์แบบใหม่ก็คงไม่ง่ายนัก เพราะมนุษย์เราก็เพิ่งจะค้นพบวิทยาศาสตร์ใหม่นี้มาไม่นานเท่าไรนัก การฝังรากลงลึกในความคิดของความเป็นวิทยาศาสตร์เก่าอยู่ในความคิดของมนุษย์ นานกว่าสามร้อยปีมาแล้ว

ผมคิดว่าจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะ ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และบทความในวันนี้ ผมอยากจะเขียนถึงความแตกต่างที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์เก่า และวิทยาศาสตร์ใหม่ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ ก็คือ “ความเป็นฮีโร่”

วิทยาศาสตร์เก่านั้นจะเชื่อความเป็นฮีโร่ นิยมความเป็นฮีโร่ เพราะภายใต้กรอบคิดแบบนิวตันนั้น (F=ma) การออกแรงมากย่อมเกิดการเคลื่อนที่มาก ออกแรงน้อยย่อมเกิดการเคลื่อนที่น้อย ฮีโร่คือคนที่สามารถออกแรงได้มาก สังคมจึงต้องการฮีโร่เพื่อมาขับเคลื่อนสังคมให้เคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง ต้องการผู้นำที่เข้มแข็งอะไรประมาณนั้น แนวคิดเรื่องนี้ไม่ได้ผิด แต่เป็นความถูกต้องเฉพาะกับวัตถุและมีข้อแม้อีกหนึ่งข้อก็คือ วัตถุชิ้นนั้นจะต้องเป็นวัตถุที่มีความเร็วไม่มากไปกว่าความเร็วของแสงเท่า นั้น ทั้งยังใช้ไม่ได้กับวัตถุเล็กๆ ในระดับอะตอมอีกด้วย

มีข้อสังเกตตรงนี้ว่า “คนและสังคมเป็นสิ่งมีชีวิต” การใช้แนวคิดแบบกลไกนี้กับคนและสังคมจึงอาจจะใช้ไม่ได้ (มั๊ง)

วิทยา ศาสตร์ใหม่โดยเฉพาะทฤษฎีไร้ระเบียบนั้นบอกว่า ในระบบที่มีความไร้ระเบียบนั้นจะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้โดย เกิดจากการเปลี่ยนของจุดเล็กๆ ในระบบ ผ่านวงจรขยาย (Amplify Loop) คล้ายๆ กับเครื่องขยายเสียง เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Butterfly Effect” หรือคำพูดที่ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า “ผีเสื้อขยับปีกที่ปักกิ่งแล้วทำให้เกิดพายุทอร์นาโดที่ฟลอริด้า” ตามแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ใหม่การเปลี่ยนแปลงของระบบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ฮีโร่” แต่จะขึ้นอยู่กับจุดเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นชุมชนแล้วขยายผลตามเหตุตามปัจจัยที่เหมาะสม

ยก ตัวอย่างเช่นกำแพงเบอร์ลินที่พังทลายลงได้ มิใช่เพราะฮีโร่แบบปัจเจก หากแต่เป็นเพราะชุมชนเล็กๆ ในเยอรมันเกิดการรวมตัวกัน กฎหมายที่ให้สิทธิ์เท่าเทียมกันเรื่องผิวสีในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นมาได้ใน ช่วงทศวรรษ 60 ก็มิใช่เพราะฮีโร่ แต่เป็นเพราะผู้หญิงผิวดำบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาตัดสินใจไม่ยอมลุกขึ้นให้ ที่นั่งกับคนขาวบนรถเมล์ในวันหนึ่ง แล้วเกิดการรวมตัวของคนผิวดำจำนวนมากมายที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิและ ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและปรากฏการณ์อื่นๆ ในธรรมชาติล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความจริงในข้อนี้ได้ เป็นอย่างดี

วิทยาศาสตร์ใหม่จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “ฮีโร่” มากไปกว่าการเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม นอกจากนี้ ถ้าเราดูดีๆ การปรากฏตัวของ “ฮีโร่” กลับจะเป็นการรบกวนและอาจจะถึงขั้นทำลายกระบวนการที่ควรจะเป็นไปในระบบตาม ที่ควรจะเป็นไปด้วยซ้ำ เพราะ “ฮีโร่” มักจะใช้อำนาจ เมื่อใช้อำนาจก็ย่อมเกิดความไม่เท่าเทียม รบกวนระบบและยังจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นตามมามากมาย

ปีเตอร์ เซ็งเก (Peter Zenge) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหารงานธุรกิจหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือที่ชื่อ The Fifth Discipline ที่โด่งดังมากร่วมกับโจเซฟ จาวอร์สกี (Joseph Jaworski) ผู้เขียนหนังสือชื่อ Synchronicity และยังเป็นผู้ก่อตั้ง ALF (American Leadership Forum) ที่มีชื่อเสียงมากในสหรัฐอเมริกาและออตโต ชาร์มเมอร์ (Otto Scharmer) กับเบ็ตตี้ ซู ฟาวเวอร์ (Betty Sue Flowers) ทั้งสี่คนนี้ได้ร่วมกันเขียนหนังสือที่น่าสนใจมากๆ เล่มหนึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อกลางปี 2004 นี้เอง ชื่อ Presence ในหนังสือเล่มนี้เขียนว่า “ความเป็นผู้นำแบบฮีโร่” นั้นอาจจะมีความจำเป็นในอดีต ประมาณว่าแบบประเทศจีนเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน แต่อาจจะ “ไม่ใช่” สำหรับยุคสมัยปัจจุบันเสียแล้วและในหน้าที่ 191 ของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า “ความเป็นผู้นำในโลกอนาคตอันใกล้ นี้ควรจะเป็นเรื่องของกลุ่ม สถาบัน ชุมชนหรือเครือข่าย ไม่ใช่ความเป็นผู้นำแบบปัจเจกบุคคลเหมือนกับที่ผ่านๆ มาอีกต่อไป”

ใน มุมมองแบบนี้การก่อเกิด “ความเป็นผู้นำ” จึงไม่ใช่อยู่ที่ “ตัวตน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนใดคนหนึ่ง หากแต่จะอยู่ที่ “พลังงานของกลุ่ม” เป็น “พลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่” ที่พลังงานเหล่านี้สามารถ “ผุดบังเกิด” หรือ “โผล่ปรากฏ” ออกมาได้ก็ต่อเมื่อมี “กระบวนการ” ที่เหมาะสม ได้แก่ การอยู่กับปัจจุบัน การใคร่ครวญร่วมกัน การรับรู้และรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ความเท่าเทียมและการแขวนการตัดสิน

ด้วยความเข้าใจแบบนี้ ความเป็นผู้นำแบบวิทยาศาสตร์ใหม่จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ “ฮีโร่” ในความหมายแบบเก่าที่เข้าใจกันมาตลอด ด้วยความเข้าใจใหม่แบบนี้เราก็จะมองเห็นได้ว่า “ความเป็นผู้นำ” ไม่จำเป็นจะต้องอาศัย “ฮีโร่” (ที่มีแรงมากเพื่อออกแรงมาก) อีกต่อไปหากแต่ต้องการ “ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน” แล้วไว้ใจให้ “สาระสำคัญของความเป็นผู้นำ” ผุดบังเกิดออกมาในเวลาที่เหมาะสม

ผมคิด ว่าพวกเราได้มาถึงยุคที่จะต้องใช้วิทยาศาสตร์ใหม่ให้เหมาะสมกันแล้ว มิเช่นนั้นเราก็คงจะมิอาจแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย ถ้ายังคงมีกรอบคิดแบบเดิมและใช้อำนาจแบบฮีโร่ในสมัยก่อน 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #93 เมื่อ: 14 มีนาคม 2010, 13:25:31 PM »

จิต (ที่) อิสระ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ื 15 ตุลาคม 2548

ท่าน อ.หมอประเวศ วะสี ได้เคยอธิบายอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับ “จิตวิวัฒน์” ว่าคือจิตที่ใหญ่ จิตที่ไม่คับแคบ และอาจารย์เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า “ชีวิตที่มีอิสรภาพหลุดออกไปจากโครงสร้างต่างๆ ที่กดทับเรามากแค่ไหนก็จะยิ่งพบกับความสุขมากเท่านั้นและสามารถเป็นความสุข แบบฉับพลัน (Instant Happiness) ได้อีกด้วย”

ตามความเข้าใจของผม “ความหมายหนึ่ง” ของ “จิตวิวัฒน์” จึงน่าจะหมายถึงการมี “จิตที่เป็นอิสระ” เพื่อชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

ผม คิดว่าคำอธิบายเรื่อง “จิตวิวัฒน์” เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ง่ายนักเพราะเป็นเรื่องของการมองโลกแบบคนละใบ อ.จุมพล พูลภัทรชีวิน ก็ได้พยายามอธิบายความหมายบางอย่างไปบ้างแล้วในบทความชิ้นก่อนๆ ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งผมได้เลือกที่จะลองทำหน้าที่นี้ดู ผมอยากจะลองอธิบายความหมายหนึ่งของ “จิตวิวัฒน์” ว่าอาจจะหมายถึง “จิตที่อิสระ” ดูว่าอาจจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นได้บ้างและผมก็ขอปวารณาตัว ว่าที่เลือกทำหน้าที่นี้ในบทความชิ้นนี้ไม่มีเจตนาอวดดีหรืออวดรู้ว่าผมหรือ กลุ่มจิตวิวัฒน์จะมี “จิตที่อิสระ” มากกว่าคนอื่นๆ หรืออะไรทำนองนั้นแต่เพียงอยากจะลองนำเสนอความคิดเห็นบางมุมเพื่ออธิบายถึง แนวทางที่พวกเรากำลังพยายามกระทำและยังต้องเรียนรู้กันอยู่เท่านั้น

ใน สภาพสังคมปัจจุบัน ดูเผินๆ เหมือนกับว่าพวกเราก็มี “อิสรภาพ” กันดีอยู่แล้ว ใครอยากจะพูดอะไรเขียนอะไรก็ทำได้ในขอบเขต ใครอยากจะทำค้าขายอะไรก็ทำได้ ใครอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ทำได้

แต่ ถ้าพวกเราลองมาตรึกตรองดูกันดีๆ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเราส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันนี้ “ไม่เป็นอิสระ” หรือ “ไม่มีอิสรภาพ” เอาเสียเลย

เราอาจจะมีสังคมที่ ให้อิสระทุกอย่างตามขอบเขตที่เหมาะสม แต่คิดดูให้ลึกๆ และลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา “เรามีอิสรภาพจริงหรือ?” หรืออีกนัยหนึ่งเรามี “จิตที่อิสระ” มากพอแล้วหรือยัง เพราะจริงๆ และลึกๆ แล้วเราจะรู้สึกได้ว่าบางทีเราเหมือนกับว่าได้ตก “เป็นทาส” ของอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจและเราก็ปลอบตัวเองว่าเรามีอิสรภาพที่ จะทำอะไรก็ได้

ผมคิดว่า “อิสรภาพด้านใน” จึงเป็นเรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญด้วย เราจะไม่ได้ “อิสรภาพอย่างแท้จริง” ตราบเท่าที่เรายังไม่มี “อิสรภาพด้านใน” หรือ “จิตที่เป็นอิสระ”

คำ ถามที่อยากจะยกมาเพื่อความเข้าใจในประเด็นนี้ก็คือ อยากจะให้ลองสำรวจชีวิตของพวกเราที่ผ่านมาเอาเป็นว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้ ว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้คำถามข้อแรกคือ “ตัวเราได้ทำสิ่งที่อยากทำ” มาก-น้อยแค่ไหน และคำถามข้อที่สองคือ “ตัวเราต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ” มาก-น้อยแค่ไหน

ผมคิดว่าสองคำถามนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ระดับหนึ่งถึง “มีอิสรภาพที่แท้จริงในชีวิต” ของพวกเรา สมมติฐานของผมก็คือว่า หนึ่ง คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ทำสิ่งที่อยากทำ สอง คนส่วนมากกว่านั้นยังต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ

ผมชอบท่อนหนึ่งในหนังสือที่ชื่อ The Earth Path มาก เป็นหนังสือที่เขียนโดย สตาร์ฮอว์ค (Starhawk) ซึ่งเป็นนักสังคมบำบัดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา มีส่วนที่เชื่อมโยงกับเรื่อง “จิตที่เป็นอิสระ” นี้เป็นอย่างดี เธอบอกไว้ว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากมายระหว่างคำว่า “I have to” กับ “I choose to” ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะการที่เราจะเลือกใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมจำเป็นต้อง…….” กับ “ผมเลือกที่จะ…………” จะส่งผลที่ไม่เหมือนกันเลย เป็นต้นว่า

“ผมจำเป็นต้องอดทนทำงานที่ผมต้องทำเพื่อให้ได้เงินมา เลี้ยงครอบครัว” กับ “ผมเลือกที่จะทำงานเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว” สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกัน

“หนูจำเป็นต้องมีมือถือ เพราะเพื่อนเขามีกัน” กับ “หนูเลือกที่จะมีมือถือเพื่อใช้งาน” สองประโยคนี้ให้ความหมายที่แตกต่างกันเพราะมือถือแบบประโยคแรกจะเป็นมือถือ ที่แข่งขันกันราคาสูงแข่งกันทันสมัยแบบถ่ายรูปได้อัดเสียงได้เล่นเพลงได้ แต่มือถือแบบที่สองจะเป็นมือถือที่ใช้ติดต่อสื่อสารจริงเท่านั้น

หรือ แม้แต่เรื่องราวในด้านลบบางอย่างก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของวิธีคิด และอิสรภาพเช่น “หนูจำเป็นต้องแต่งตัวโป๊เพราะใครๆ เขาก็แต่งกันแบบนั้น” กับ “หนูเลือกที่จะแต่งตัวโป๊เพราะอยากจะแต่ง” การกระทำสองอย่างนี้แสดงถึงอิสรภาพด้านในที่แตกต่างกัน

หลายคนต้องทำ งานหนักเพื่อทำมาหากิน ก็จะบอกว่าเขาเหล่านั้นไม่มีทางเลือกถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะไม่มีกิน หลายคนต้องขี้โกงก็บอกว่าเป็นเพราะเขาไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำแบบนั้นก็จะอดตาย บางคนบอกว่า “เราอยู่ในโลกของทุนนิยม เราไม่มีทางเลือก เราต้องเป็นไปตามกระแสโลก”

แบบนี้จะเป็น “จิตที่อิสระ” ได้อย่างไรกัน

เวลา ที่เราใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมจำเป็นต้อง……” หรือ “ดิฉันจำเป็นต้อง……” นั่นหมายความถึงความไม่มีอิสรภาพ ความที่จะต้องตกเป็นทาสของสถานการณ์อะไรบางอย่างที่ช่วยไม่ได้หรือที่มักจะ พูดกันเสมอว่า “ไม่มีทางเลือก” และโดยลึกๆ แล้วนั่นจะหมายความถึงความพยายามที่จะไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โทษสถานการณ์ โทษคนอื่น โทษคนรอบข้างแต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย

ในทาง ตรงกันข้ามเมื่อเราใช้คำขึ้นต้นว่า “ผมเลือกที่จะเป็นอย่างนั้น” หรือ “ดิฉันเลือกที่จะเป็นอย่างนี้” นั่นหมายถึงการให้ความสำคัญกับตัวเอง ให้สิทธิ์ตัวเองในการเลือก มีอิสรภาพในการเลือกและพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำอย่างเต็มที่ หากว่าเกิดเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์ ไม่โยนความผิดไปให้คนอื่น ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษคนรอบข้างว่าทำไม่ดีทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น “เราทุกคนมีอิสระที่จะเลือกได้เสมอ”

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งรู้สึกเบาสบายที่ไหล่ทั้งสองของเรามากขึ้นเท่านั้น เพราะเราไม่ต้องแบกโลกเอาไว้อีกแล้ว เราเพียงทำหน้าที่ของเราตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์และเรารู้ว่าเราเลือกที่จะแบบนั้นและเราจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ เรากระทำอย่างเต็มที่

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมองเห็น โอกาสใหม่ๆ มากมายเกิดขึ้นเท่านั้น เราจะมองเห็นความเป็นไปได้หลายๆ อย่างได้เอง เราจะเข้าใจได้ว่าเราสามารถไว้ใจชีวิตได้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ยิ่งเรามี “อิสรภาพ” มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีการเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่านั้น เราจะมีทางเลือกมากมาย

เพราะแม้แต่ “อิเลกตรอน” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เพียงวัตถุ” ในมุมมองแบบหนึ่งก็สามารถเลือกได้ว่ามันอยากจะเป็นคลื่นหรืออยากจะเป็นอนุภาค

อย่าง ไรก็ตามผู้ที่มี “จิตอิสระ” นี้จะเข้าใจความหมายของ “อิสรภาพ” ว่าไม่ใช่การทำอะไรตามใจตัวฝ่ายเดียวและผมจะขอไม่ลงไปถกเถียงในประเด็นนี้ใน บทความนี้

ต่างๆ เหล่านี้อาจจะเป็นความหมายหนึ่งของ “จิตวิวัฒน์” ที่หลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นจะต้องมี จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นมาในวิวัฒนาการของมนุษย์ ณ เวลานี้

ผมไม่ทราบ ว่า “จิตที่เป็นอิสระ” นี้จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญครั้งนี้ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ “จิตที่เป็นอิสระ” จะสามารถช่วยให้เรารู้สึกมีพลังมีความสดชื่นและมีความสุขมากขึ้นและมองเห็น โอกาสต่างๆ ที่สร้างสรรค์มากมายได้เหมือนอย่างที่ท่านอ.หมอประเวศ วะสีได้กล่าวถึงไว้ในข้างต้นจริงๆ 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #94 เมื่อ: 20 มีนาคม 2010, 08:55:31 AM »

พัฒนาการ ทางจิตตามแนวคิดของศาสตราจารย์โรเบิร์ต คีแกน



โดย ดร.พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์


หนังสือ พิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 20 มีนาคม 2553

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต คีแกน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายว่ามนุษย์มี ๕ ระดับจิต พัฒนาตามวัยจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ โดยแต่ละระดับจิตจะสร้างความหมายและความจริงของเขาขึ้นมาภายในโลกนั้นๆ

คีแกนพบว่าการสร้างความหมายของมนุษย์เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างจิตผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ (subject-object relation) โดย “จิตผู้รู้” หมายถึง โครงสร้างจิตที่ทำหน้าที่เรียบเรียงสิ่งที่ถูกรู้เข้าด้วยกัน เพื่อให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีความหมาย “สิ่งที่ถูกรู้” หมายถึง สิ่งที่ถูกสังเกต ถูกจัดการ ถูกเชื่อมโยง และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ถูกรู้ด้วยกัน เมื่อจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้สัมพันธ์กัน ความหมายและความจริงก็ถูกประกอบสร้าง (constructive) ขึ้น

นอกจากนี้ การสร้างความหมาย/ความจริงของจิต ยังเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างหนึ่งไปยังอีกโครงสร้างหนึ่งตามลำดับพัฒนาการ (developmental) โดยมีกระบวนการพัฒนาจิตที่อธิบายว่า จิตผู้รู้ในระดับหนึ่ง เคลื่อนตัวกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ของจิตผู้รู้ในระดับถัดไป เมื่อจิตเกิดการเคลื่อนตัวแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ก็จะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนเชิง โครงสร้าง เพิ่มความสามารถในการรองรับความซับซ้อนของโลกได้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีจิตวิทยาของคีแกนจึงเรียกว่า จิตวิทยาพัฒนาการ-ประกอบสร้าง (Constructive-Developmental Psychology) ซึ่งทำหน้าที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ ในสองลักษณะคือ ๑) ความสัมพันธ์ระหว่างจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ที่สร้างความหมาย/ความจริงให้ กับมนุษย์แต่ละคน และ ๒) กระบวนการเปลี่ยนแปลงของจิตมนุษย์ (transformation) ที่จิตผู้รู้กลายไปเป็นสิ่งที่ถูกรู้ของจิตผู้รู้ใหม่

ระดับจิตแต่ละขั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ระดับจิตที่หนึ่ง: จิตตามสิ่งเร้า (Impulsive Mind)

เป็นโครงสร้างแรกของความสัมพันธ์ระหว่างจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เกิดขึ้นในช่วงวัยเด็ก โดยที่มีจิตผู้รู้เป็นไปตามสิ่งเร้า (impulse) หรือตามการรับรู้ (perception) ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ และสิ่งที่ถูกรู้ คือการสัมผัสและการเคลื่อนไหวทางกายภาพ กล่าวคือ เด็กสามารถจัดการกับการเคลื่อนไหวทางกายภาพหรือการสัมผัสได้ แต่มีการจัดการไปตามสิ่งเร้าหรือการรับรู้ที่ชักนำไปในขณะนั้นๆ เรามักพบระดับจิตนี้ในเด็กช่วงอายุ ๒-๖ ปี โลกของเขาเป็นโลกแห่งจินตนาการ เช่น เด็กรับรู้ว่าเมฆวิ่งตามเขา เด็กเข้าใจว่าถ้าเขย่าถุงขนมแล้วจะทำให้ขนมเพิ่มมากขึ้น เด็กเข้าใจว่าถ้าเปิดตาเขาแล้วคนอื่นก็จะมองเขาไม่เห็นเช่นกัน น้ำในแก้วทรงสูงเมื่อถูกเทไปยังแก้วทรงเตี้ยทำให้น้ำหดตัวน้อยลง เป็นต้น เด็กซึมซับพฤติกรรมและอารมณ์จากคนใกล้ชิด เช่น ความร่าเริง รอยยิ้ม ความโกรธ ถ้าคนอื่นมีความเห็นต่างไปจากการรับรู้ของเขา เด็กจะเกิดความสับสน งงงวย

ระดับจิตที่สอง: จิตตามใจตน (Imperial Mind)

จิตตามใจตนเกิดเป็นจิตผู้รู้ใหม่ ไปรู้และสัมพันธ์กับจิตตามสิ่งเร้าที่กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ไปแล้ว ณ ระดับนี้ กล่าวคือ จิตตามใจตนสามารถเชื่อมโยงการรับรู้เป็นส่วนๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นมุมมอง (points of view) และสามารถเชื่อมโยงสิ่งเร้าเป็นครั้งๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นความชอบส่วนตัว (preferences) ตัวอย่างเช่น เขาสามารถบอกได้ว่า น้ำในแก้วทรงสูงเมื่อถูกเทไปยังแก้วทรงเตี้ยยังมีปริมาณเท่าเดิม เพราะสามารถเชื่อมโยงการรับรู้ระหว่างน้ำในแก้วทรงเตี้ยกับทรงสูงได้ หรือสามารถบอกได้ว่า ของมีขนาดเท่าเดิมแม้ว่าจะเดินเข้าไปใกล้กับเดินออกมาห่าง นั่นคือ เขาสามารถตระหนักถึงและเชื่อมโยงการรับรู้ต่างเวลาและระยะทางได้

ระดับจิตนี้มักพบในเด็กโตถึงวัยรุ่นตอนต้นช่วงอายุ ๗-๑๒ ปี1 เราจะเห็นได้ว่าเด็กวัยนี้สามารถรับรู้ได้ว่า คนอื่นมีมุมมองและความชอบส่วนตัว แยกต่างหากจากมุมมองและความชอบของเขา เด็กวัยนี้จะเริ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาจะรวมตัวกับพรรคพวกเพื่อนฝูงที่มีมุมมองและความชอบส่วนตัวคล้ายกัน หรือสนับสนุนกัน โลกของเด็กในระดับจิตนี้ มีตัวฉันเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวอย่างความเห็นที่สะท้อนระดับจิตนี้ได้แก่ “ฉันขโมยของคนอื่นได้ ก็เพราะฉันต้องการของชิ้นนั้น แต่คนอื่นจะมาขโมยของฉันไม่ได้ เพราะฉันก็ต้องการมัน” เป็นต้น

ระดับจิตที่สาม: จิตตามสังคม (Socialized Mind)

จิตตามสังคมเป็นจิตผู้รู้ และมีจิตตามใจตนเป็นสิ่งที่ถูกรู้ จิตตามสังคมจะจัดการกับมุมมองและความชอบส่วนตัว ทั้งของตนเองและคนอื่น ให้อยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของสังคม ไม่ว่าสังคมจะมีขนาดเล็กระดับครอบครัว ขนาดปานกลางระดับชุมชน หรือขนาดใหญ่ระดับประเทศ คนระดับจิตนี้สามารถระงับความชอบส่วนตัว เพื่อรักษาประเพณี กติกา ศีลธรรมจรรยา หรือกฎหมายที่สังคมกำหนด ดังนั้นในโลกของคนระดับจิตนี้ คนแต่ละคนจึงมีบทบาทและหน้าที่ภายในสังคม ทุกคนควรพยายามอย่างเต็มความสามารถ เพื่อผดุงคุณงามความดีของการดำรงอยู่ร่วมกันไว้ ด้วยเหตุนี้เอง คนในระดับจิตนี้จึงมักยึดถือบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ และจะใช้บทบาทนั้นในทุกสถานการณ์ เช่น บุคคลที่มีบทบาทเป็นครู ก็จะสวมบทบาทครูทั้งในโรงเรียนและในบ้าน เป็นต้น งานวิจัยพบว่า ร้อยละ ๔๓-๔๖ ของผู้ใหญ่อายุระหว่าง ๑๙-๕๕ ปี มีจิตอยู่ในระดับจิตที่สาม หรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างระดับจิตที่สามกับสี่
ระดับจิตที่สี่: จิตประพันธ์ตน (Self-authoring Mind)

ณ ระดับจิตที่สี่ จิตประพันธ์ตนเป็นจิตผู้รู้ใหม่ และจิตตามสังคมกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ จิตประพันธ์ตนจะวางระบบการจัดการที่เป็นกลางจากข้อตกลงเฉพาะกลุ่ม สามารถสร้างและปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ นโยบาย และข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ระบบทำงานบรรลุผล มีหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีในการปฏิบัติงาน สามารถประเมินผลงานและกระบวนการทำงานได้อย่างเป็นระบบ การดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคม เกิดจากการเลือกวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับสังคม เขามีสิทธิ์ในการเลือกชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเขาเอง โดยไม่ถูกชี้นำจากสังคม โลกของคนระดับจิตนี้จึงมักมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ เป้าหมาย และการสัมฤทธิ์ผล งานวิจัยพบว่าร้อยละ ๑๘ – ๓๔ ของผู้ใหญ่ระหว่างอายุ ๑๙-๕๕ ปี สร้างความหมายและความจริงตามระดับจิตนี้

ระดับจิตที่ห้า: จิตวิวัฒน์ตน (Self-transforming Mind)

เป็นโครงสร้างจิตที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่งานวิจัยค้นพบใน ปัจจุบัน ณ ระดับจิตนี้ จิตวิวัฒน์ตนเป็นจิตผู้รู้ และจิตประพันธ์ตนเป็นสิ่งที่ถูกรู้ โดยจิตวิวัฒน์ตนจะเชื่อมโยง ประสาน ข้ามกระบวนทัศน์ ข้ามระบบความสัมพันธ์ต่างๆ เนื่องด้วยเล็งเห็นว่า ความชัดเจนจากการวางระบบในบางครั้งอาจกลายเป็นกรอบที่ตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และยากต่อการปรับตัว เมื่อเกิดสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆ ความสามารถในการถักร้อยระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน จะช่วยเปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ใหม่ บางครั้งอาจหมายถึงการวิวัฒน์ไปสู่ระบบความสัมพันธ์ใหม่ โลกของคนในจิตระดับนี้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันคนละระบบ แต่ทั้งหมดต่างก็ร่วมกันสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นทางรอดของสังคม ชุมชน และตนเอง สรรพสิ่งมีความสมบูรณ์และเป็นองค์รวมในตัวมันเอง การจะเข้าใจความสมบูรณ์ได้ อาศัยการวิวัฒน์ตนเองให้สอดคล้องไปกับการวิวัฒน์ของจักรวาลที่เต็มไปด้วย ความย้อนแย้งและสร้างสรรค์ งานศึกษาของคีแกนยังไม่พบหลักฐานว่ามีใครอยู่ที่ระดับจิตห้าอย่างเต็มขั้น พบแต่เพียงหลักฐานบุคคลที่อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านจากระดับจิตที่สี่ถึง ระดับจิตที่ห้ามีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๓ - ๖ ของผู้ใหญ่อายุระหว่าง ๑๙-๕๕ ปี

เมื่อคีแกนวางรากฐานทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ-ประกอบสร้างไว้แล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๒ เขาและลาเฮเพื่อนนักวิจัยของเขา ได้ร่วมกันคิดค้นว่า เขาจะช่วยให้คนเติบโตและเปลี่ยนแปลงระดับจิตได้อย่างไร ยี่สิบกว่าปีของการทดลอง นำมาซึ่งผลลัพธ์อันเป็นที่น่าพอใจ กลายเป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยให้คนปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริง แปรเปลี่ยนจากความตั้งใจอย่างจริงใจ ให้กลายเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้จริง แบบฝึกหัดดังกล่าวเรียกว่า “ภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลง” (Immunity to Change)

เขาพบว่าการพาคนให้พบกับความขัดแย้งที่ดีที่สุด (optimal conflict) ภายในตัวเอง จะช่วยให้คนเติบโตและเปลี่ยนแปลงระดับจิต เหตุผลที่เรียกว่าความขัดแย้งที่ดีที่สุด ก็เพราะว่าความขัดแย้งนั้นทำให้เรา ๑. เกิดความสับสน งงงวย ลังเล กลับไปกลับมา มาอย่างยาวนาน ๒. จนทำให้เรารู้สึกได้ถึงข้อจำกัดของวิธีการรับรู้ของเรา ๓. โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้ชีวิตในบางด้านที่เราใส่ใจ และ ๔. มีเหตุปัจจัยรองรับอย่างเพียงพอ ที่ทำให้เราไม่สามารถหลุดออกจากความขัดแย้งนั้นได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถหลีกหนีหรือปฏิเสธมันได้

ความขัดแย้งที่ดีที่สุดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรายังคงดำรงอยู่ในจิตระดับ หนึ่งๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไประดับถัดไป การมีแบบฝึกหัดที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องฉายแสงเอ็กซเรย์เข้าไปในจิตใจ จนเห็นทะลุปรุโปร่งถึงการทำงานของความขัดแย้งที่ดีที่สุด จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่มีอยู่ออกจากกับดักของความขัด แย้งนั้น

แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำเสมอไป ภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงที่ถูกสร้างขึ้นในตัวมนุษย์ ก็มีเหตุผลของตัวมันเอง ที่ทำให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในโลกได้อย่างสมดุล เพียงแต่เมื่อใดก็ตาม ที่จุดสมดุลนั้นไม่อาจรองรับความซับซ้อนของโลกที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป มนุษย์ก็จำเป็นต้องเคลื่อนตัวไปสู่ความไร้สมดุล เพื่อพบกับจุดสมดุลทางจิตที่รองรับความซับซ้อนใหม่ได้

เอกสารอ้าง อิง: 1. Kegan, R. (1982) The Evolving Self: Problem and Process in Human Development. Cambridge, Mass.: Harvard University Press.; 2. Kegan, R. (1994) In Over Our Head: The Mental Demands of Modern Life. Cambridge, Mass.: Harvard University Press.; 3. Kegan, R. and Lahey, L. (2009) Immunity to Change: How to Overcome it and Unlock the Potential in Yourself and Your Organization. Cambridge, Mass: Harvard University Press.  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 สิงหาคม 2010, 07:35:55 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #95 เมื่อ: 11 เมษายน 2010, 08:47:01 AM »

พายเรือกลางสายฝน



โดย ชลนภา อนุกูล



หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2553

บางครั้ง... เรื่องจริงก็ดูเหมือนนิทาน

บางครั้ง... นิทานก็เหมือนจะเป็นเรื่องจริง

ครั้งหนึ่ง... เหตุเกิดในประเทศแถวยุโรป ในเมืองที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน มีมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยเฉพาะทางที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น สาขาคอมพิวเตอร์

เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในหน่วยวิจัย ซึ่งประกอบด้วยศาสตราจารย์ นักศึกษาปริญญาเอกที่เป็นผู้ช่วยสอน นักศึกษาปริญญาโทที่กำลังทำวิทยานิพนธ์ และนักศึกษาฝึกงาน ราวสิบกว่าคน เมื่อถึงวันหยุด ก็มีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ ให้ไปพายเรือร่วมกัน

พวกนี้เป็นโปรแกรมเมอร์สมองไบรต์ งานของพวกเขาก็คือการนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ และอยู่กับภาษาแปลก-แปลก คุยและสบถอยู่คนเดียวหน้าจอ ไม่ค่อยได้พูดจากับคนที่มีอาการคล้ายกันที่นั่งอยู่ข้าง-ข้าง ได้คุยกันบ้างในการประชุมสัปดาห์ละหน การจัดกิจกรรมนอกสถานที่ ช่วยทำให้พวกเขาได้มาเจอหน้ากัน คุยกันในเรื่องอื่นของชีวิต และได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วย หน่วยวิจัยจะได้มีบุคลากรที่ฉลาด มีมนุษยสัมพันธ์ดี และร่างกายแข็งแรงไง

เมื่อไปถึงท่าเรือ ก็มีเรือรออยู่แล้ว เรือนี้เป็นเรือท้องถิ่น เรียกว่า เรือมังกร ลำตัวของเรือยาวคล้ายเรือยาว เพราะฉะนั้นจะนั่งกันได้หลายคน และช่วยกันพาย เหมือนเรือยาวนั่นแหละ

ต่างคนต่างหยิบเสื้อชูชีพขึ้นมาสวม โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่มีใครทำเท่ห์บอกว่าตัวเองว่ายน้ำแข็ง หรือสละเสื้อชูชีพให้คนอื่นใส่ ก็ประเทศนี้ ชีวิตมีราคาแพง และจำนวนเสื้อก็เตรียมไว้พอดีคนนี่นะ

ใส่เสื้อชูชีพเสร็จ ทุกคนก็ก้าวลงเรือ แบ่งที่นั่งกัน นั่งประจำตำแหน่งหันหน้าไปทางเดียวกันพร้อมพรัก จับพาย รอว่าเมื่อไหร่จะออกเรือเสียที – น่าตื่นเต้น จะได้พายเรือ

สักประเดี๋ยว เจ้าของเรือก็เดินมาที่ท่า เขาปรบมือเรียกชาวคณะขึ้นมาบนบกก่อน อย่าเพิ่งรีบ มีอะไรบางอย่างที่ผมอยากถามพวกคุณ

ทุกคนขมีขมันขึ้นมาจากเรือ เอาล่ะ รีบถามมา จะได้ตอบ จะได้ไปกันเสียที สายแล้ว

เจ้าของเรือถามว่า มีใครเคยพายเรือมังกรแล้วบ้าง

ทุกคนส่ายหน้า

เอาล่ะ งั้นพวกคุณควรจะทราบว่า เมื่อกี๊ พวกคุณนั่งหันหน้าไปผิดทางนะครับ ทีนี้ ลงไปที่เรือได้

เหล่าโปรแกรมเมอร์ที่มั่นใจ กระฉับกระเฉง ว่าง่าย และยอมรับในความไม่รู้ของตน ก็ลงไปบนเรืออีกครั้ง – คราวนี้ นั่งหันหน้าไปทางเดียวกันเหมือนเดิม แต่ในทิศตรงข้ามกับคราวแรก แล้วก็เริ่มพาย

ชั่วโมงแรก อากาศเย็นสบาย สายน้ำราบเรียบ ทิวทัศน์สองข้างทางเขียวไปด้วยต้นไม้และเนินเขาที่ปลูกองุ่นทำไวน์ ทีมพายเรือหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

ชั่วโมงที่สอง อากาศเย็นสบาย แม่น้ำไหลเร็วขึ้นนิดหน่อย ทิวทัศน์ก็ยังเหมือนเดิม ทีมพายเรือก็ยังพายไปคุยกันไป

ชั่วโมงที่สาม ทิวทัศน์ยังเหมือนเดิม เมฆบนฟ้าเริ่มก่อตัวหนาแน่น แล้วก็หยดเป็นเม็ดฝนลงมาเปาะแปะ และก็กลายเป็นเทลงมาแบบเม็ดเบ้อเริ่มเทิ่ม ทีมพายเรือมีแต่เสื้อชูชีพ ไม่มีเสื้อฝน ไม่เห็นใครบอกเลยนี่ ว่าฝนจะตกตอนพายเรือด้วย

อยู่-อยู่ เรือก็แล่นช้าลง – เอ เรือนี่ ไม่ใช่รถ ฝนตก ทำไมถึงแล่นช้าลง หันหลังไป ผู้คนสี่ห้าคนหยุดพายไปแล้ว

เฮ้ เลิกพายทำไม ช่วยกันพายสิ หัวเรือตะโกนถาม

ก็ฝนมันตกนี่ ท้ายเรือตะโกนตอบตามตรรกะ ไม่ได้ขี้เกียจนะ แต่ฝนมันตก ใครเขาพายเรือกลางฝนกัน

เงยหน้ามองบนฟ้า ไม่มีวี่แววว่าฝนจะหยุดภายในห้านาทีหรือสิบห้านาทีเลย เป็นฝนห่าใหญ่จริง-จริง

มองไปด้านหลัง มีแต่น้ำ ขับเลยท่าปล่อยเรือมากว่าชั่วโมงแล้ว จะพายกลับก็คงหลบฝนไม่ได้

มองไปด้านหน้า มีแต่น้ำ ท่าเรือข้างหน้าก็ต้องพายอีกสองชั่วโมง

มองด้านซ้ายด้านขวา มีแต่ต้นองุ่น กับทุ่งหญ้า ไม่มีที่ไหนจะให้ร่มเงาหลบฝนได้เลย

ฝนตกแล้วหยุดพายเรือก็เปียกฝนอยู่ดี เสียงหนึ่งตะโกนบอกแข่งกับสายฝน

พวกเรามีแต่ต้องพายไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้นแหละ ทั้ง-ทั้งที่ฝนตก ตัวเปียก และหนาวสั่นอย่างนี้นี่แหละ อีกเสียงหนึ่งตะโกนเสริม

และแล้ว เหล่าโปรแกรมเมอร์ที่มั่นใจ กระฉับกระเฉง ว่าง่าย ยอมรับในความไม่รู้ของตน และเข้าใจอัลกอริทึมในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของชีวิตเบื้องหน้าขณะนั้น – ก็ช่วยกันพายเรือต่อไป

หลายครั้งในชีวิต... เมื่อนั่งบนเรือลำเดียวกัน หันหน้าไปทางเดียวกัน พวกเราก็อาจหันหน้าไปผิดทาง

หลายครั้งในชีวิต... ความผิดพลาดแก้ไขได้ และไม่มีอะไรต้องเสียหน้าด้วยในการทำสิ่งที่ถูกกว่า


หลายครั้งในชีวิต... อุปสรรคก็เข้ามาหาเหมือนฝนที่สาดซัดเข้ามาทุกทิศทาง ไม่มีเสื้อกันฝน ไม่มีที่หลบฝน มีแต่เสื้อชูชีพ พายที่อยู่ในมือ คนที่นั่งอยู่ในเรือลำเดียวกัน และท่าเรือข้างหน้าที่ต้องไปให้ถึง

หลายครั้งในชีวิต... เรือของพวกเราก็อาจจะแล่นช้าลงไปบ้าง หยุดไปบ้าง เพราะความเข้าใจและตรรกะไม่ตรงกัน เมื่อพูดจากัน สื่อสารกัน เห็นข้อจำกัดในขณะนั้นร่วมกัน ก็ย่อมจะช่วยกันหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการกลับไปสู่เป้าหมายเดิมตั้งแต่แรก – นั้นคือ การไปสู่ท่าเรือเบื้องหน้าให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวไม่น่าอภิรมย์เพียงใด

บางครั้ง... เรื่องจริงก็ดูเหมือนนิทาน

บางครั้ง... นิทานก็เหมือนจะเป็นเรื่องจริง  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 เมษายน 2010, 08:49:02 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #96 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2010, 07:36:40 AM »

เล่น



โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู

หนังสือ พิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2553



เช้าวันที่สามของเวิร์คชอปการจัดการความรู้ครั้งที่หก ผมตื่นมาแต่ตีสี่ มีคำว่า “เล่น” ผุดพรายขึ้นมาในใจ นึกถึงคำว่า “เล่น” ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก แล้วมาใคร่ครวญต่อว่า หรือว่า แม้แต่ผู้ใหญ่คำว่า “เล่น” ก็ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน หรือเปล่า เหมือนเมื่อไรก็ตามที่เรายังเล่นได้อยู่ เราก็ยังคงสามารถรักษาความเป็น “เด็กน้อย” คือมนุษย์บริสุทธิ์ ที่ยังไม่ได้ถูกละเมิด ถูกรังแก ถูกทำให้กลัว ถูกทำให้เสียความเป็นเด็ก หรือความเป็นมนุษย์อันบริสุทธิ์นั้นไป

นึกถึงอุปสรรคสี่ประการกับการที่ไม่สามารถเข้าสู่แดนฝัน ในวิถีแห่งการเป็นพ่อมดแม่มด (shaman) ซึ่งยกมาจากถ้อยคำของดอนฮวน พ่อมดในเม็กซิโก ที่ คาร์ลอส คาสตาเนด้า ไปศึกษาร่ำเรียนด้วย ดอนฮวนกล่าวถึงอุปสรรคสี่ประการดังกล่าวคือ clear, fear, power and old age แปลเป็นไทยหมายถึง หนึ่ง การต้องการความชัดเจน สอง ความกลัว สาม อำนาจ สี่ ความชรา


พอเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราก็ชราภาพ เข้าสู่ความรู้สึกนึกคิดแบบว่า “รู้แล้ว” ทุกอย่างต้องการความชัดเจนหมด เราไม่กล้าก้าวล่วงไปสู่ดินแดนที่ขมุกขมัว ดินแดนแห่งความไม่รู้ เราเริ่มสร้างฟาร์มหล่อเลี้ยงความกลัวและความวิตกกังวลทั้งหลาย ดังนั้น เราก็ต้องใช้อำนาจ และจะกักขังตัวเองไว้ใน “ความรู้” หรือโลกแคบๆ ของสิ่งที่เรารู้แล้ว เราไม่สามารถก้าวล่วงไปสู่มิติใหม่ๆ ที่ลึกกว่า เราไม่กล้ารับรู้สิ่งใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ ที่เข้ามา เราจะรับอะไรเข้ามาก็ต่อเมื่ออธิบายด้วยความรู้เดิมได้ ด้วยกระบวนทัศน์เดิมได้ “อำนาจ” คือโล่กำบัง ที่เราจะไม่ได้ต้องเผชิญกับความเป็นจริง ที่ต้องการจะบอกเราว่า ความรู้ที่เรามีอยู่มันใช้ไม่ได้แล้ว มันตกยุค มันเป็นกระบวนทัศน์เก่า ที่จะตายไปกับยุคสมัยของเรา

ด้วยความชัดเจนแบบเดิมๆ เราจึงมองไม่เห็นสิ่งแปลกใหม่ ความสดใหม่ของชีวิตจึงจืดจางลง หรี่ดับลงไปในจิตสำนึกของเรา และแล้ว โลกทั้งใบก็แคบลง และมีแต่ความน่าเบื่อ งานกลายเป็นภารกิจอันหนักหนาสาหัส ที่ต้องแบกหาม และเหนื่อยหน่าย อะไรที่อยู่นอกเหนือกระบวนทัศน์ที่เรามี กรอบคิด มุมมอง มิติที่เราดำรงอยู่ ก็คือสิ่งที่ไม่มีอยู่ เป็นไปไม่ได้ บ้าบอคอแตก มันจึงกลับกลายเป็นการท้าทายของคนรุ่นใหม่ที่ไร้สาระ จำเราต้องใช้อำนาจทุกทางที่จะขวางมันเอาไว้ แล้วเราก็เครียดเคร่งและเริ่มป่วยด้วยอาการต่างๆ จากความชราภาพทางจิต กลายมาเป็นความชราภาพทางกาย แล้วเราก็ยิ่งใช้อำนาจมากขึ้น เพื่อจะรักษาความเป็นผู้นำเอาไว้ แม้ว่าสิ่งที่เราเป็นจะไม่สอดคล้องกับยุคสมัยแล้วก็ตาม

ข้างต้นนี้เป็นการบรรยายให้เห็นภาพการทำงานของอุปสรรคสี่ประการ ที่อาจจะเข้ามาทำงานในตัวเรา เมื่อเราหลวมตัว ยอมไหลล่วงไปกับความแก่ชรา โดยที่ความแก่ชราไม่จำต้องมีมาเมื่อเราอายุมาก มันอาจจะมาได้แม้เรามีอายุเพียงยี่สิบสามสิบปีก็ตาม

มิเชล โปลันยี กล่าวว่า เราจดจำใบหน้าผู้คนเป็นจำนวนมากได้อย่างไร มหัศจรรย์มาก สมองทำอะไรได้หลายอย่าง อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามันทำได้อย่างไร และโดยที่เราก็ไม่ต้องมีความชัดเจนอะไรเลย

อาร์โนลด์ มินเดล บอกว่าหากเราไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ เข้าไปในแดนฝัน และให้ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปในจิตนำพาเรา ให้มันเย้ายวน เชิญชวนเราไปในหนทางของมัน เมื่อเราหรี่ตาให้ภาพที่เห็นเลือนลางลง และให้เดินตามทิศทางอันสิ่งที่เชื้อเชิญเราจะนำพาเราไป

ครับ เรามีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเรา เราเปรียบเหมือนกระจกเงาแห่งจักรวาล จะกลัวอะไรกันเล่า หากเราดำเนินไปตามเสียงกระซิบแรกที่บอกเรา พาร์คเกอร์ เจ. พาลม์เมอร์ บอกว่า เสียงนี้คือครูภายใน เกอเธ่บอกว่า เราต้องเฝ้าดูอย่างเนิ่นนานซึ่งสิ่งที่เรากำลังศึกษา จนกระทั่ง มันก่อเกิดอวัยวะใหม่แห่งจิตขึ้นมาในตัวตนของเรา สิ่งที่เราศึกษานั้น จึงจะกลับกลายมาเป็นความรู้ได้ ผมเติมต่อตรงนี้ว่า หากเราตัดสินอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีความอดทนที่จะเฝ้ารอได้เลย ไม่มีความอดทนที่จะดำรงอยู่ร่วมกับความไม่รู้ ความขมุกขมัวได้เลย เราย่อมไม่อาจก้าวล่วงไปสู่ความรู้ใหม่ๆ ได้

เด็กๆ กล้าเล่น กล้าเข้าไปพัวพันกับความไม่รู้ หรือหากเราที่มีอายุมากขึ้น แต่ยังหล่อเลี้ยงความเป็นเด็กไว้ได้ บางที เราอาจจะไม่แก่ชรา ไม่กลัว ไม่บ้าอำนาจ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ และจึงไม่ต้องยึดเกาะกับความรู้ มุมมอง มิติเก่าๆ ไว้อย่างหนาแน่น เด็กคนนั้นในตัวเรา หรือเราในเด็กคนนั้น บางที เขาอาจจะมีความสดใหม่ สุขสดชื่น ไหลเลื่อน เคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง กับโลก กล้าหาญผ่านเปลี่ยน (brave new world) โลกใบนี้ได้บ้าง

อาร์โนลด์ มินเดล แยกระดับการรับรู้โลกเป็นสามระดับตามความลุ่มลึกที่เราจะหยั่งเข้าไปในจิต ไร้สำนึก ระดับแรกก็คือ consensus reality หรือ CR เป็นโลกความเป็นไปปกติธรรมดาประจำวัน อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือโลกสมมติ หากมองจากมุมมองของการจัดการความรู้ มันเป็น explicit knowledge หรือความรู้ที่สำแดงปรากฏออกมาได้ ระดับ ที่สอง ลึกลงไปกว่านั้น คือแดนฝัน หรือ non consensus reality or dreamland เป็นความรู้แฝงเร้นที่ยังไม่ปรากฏเป็นถ้อยคำ ไม่เป็นอะไรชัดๆ ที่อธิบายออกมาได้ ผมนึกถึง ศิลปะ ปัญญาปฏิบัติ อารมณ์ความรู้สึก เรื่องของหัวใจ ระดับที่สาม ลึกลงไปกว่านั้น ก็คือ “ที่มา” หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือวิถีแห่งเต๋า ถ้าหากเปรียบเปรยให้การรับรู้ระดับแรกเป็นดอกผล ระดับที่สองคือลำต้นและกิ่งก้าน ระดับที่สามก็คือราก

หากกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โลกสมมติคือเสียงสังคม คือโลกที่ถูกจำกัดความอย่างแน่นอนตายตัว โลกที่เรากับเขาแยกออกจากกัน โลกที่ถือเป็นจริงเป็นจัง มีดีชั่ว มีถูกผิด เราจะแบกหามอย่างเอาเป็นเอาตาย โลกที่ไม่อาจพลิกแพลงผันแปรได้ เป็นดินแดนของจิตสำนึก เป็นคลื่นเบต้าในคลื่นสมอง ส่วนแดนฝัน หรือโลกก่อนสมมติ โลกที่ยังไม่มีการสรุปอะไรลงตัวลงไป ยังไม่ปรากฏเป็นถ้อยคำ ยังไม่มีคำอธิบาย โลกที่ลองผิดลองถูก โลกที่อะไรต่ออะไรยังผันแปรเปลี่ยนแปลงได้ เราเขาไม่ได้แยกออกจากกัน เราต่างดำรงอยู่ในกันและกัน เราอยู่ในเขา เขาอยู่ในเรา เป็นโลกที่ยังไม่มีการแบ่งแยกเหลืองออกจากแดง อำมาตย์ออกจากไพร่ ในโลกที่ทุกคนต่างเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โลกที่ความเป็นไปได้หลากหลายดำรงอยู่ โลกแห่งความหวัง โลกของเด็กที่มีจินตนาการ ยืดหยุ่นผันแปร ขมุกขมัว จึงอาจกลับกลายและกลายร่างแปรเปลี่ยนได้อเนกอนันต์

ส่วนที่ลึกลงไประดับที่สาม เป็นราก เป็นที่มา เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งจิต ก่อนก่อเกิดเป็นอะไรต่ออะไร เป็นจิตเดิมแท้ เป็นแสงใสกระจ่าง หากเราเข้าไปในแดนฝันได้ โดยฝึกฝนตัวเองให้ช้าลง สามารถดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะได้อย่างผ่อนคลาย ลดความจริงจังในโลกสมมติลงไปบ้าง เราเริ่มเห็นความเป็นไปได้ เราจะสามารถสัมผัสได้กับธาราแห่งความไม่รู้ หรือเต๋า หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หากเราเปิดใจ ไหลเลื่อนไป ตรงนั้น เราจะพบ “ครูภายใน” “เด็กน้อย” “จิตเดิมแท้” เราจะพบทาง พบวิถีแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ มันไม่มีทางตัน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งมหัศจรรย์ ความสุขความเบาสบายจึงก่อเกิด

อาร์โนลด์ มินเดล เป็นผู้ก่อตั้งจิตบำบัดสำนัก process oriented psychology (จิตวิทยากระบวนการ) งานของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แต่ปัจเจกบุคคลเท่านั้น งานของเขารวมถึง worldwork ที่พร้อมจะทำงานเยียวยาความป่วยไข้ทางสังคม ผมกำลังศึกษางานของเขาซึ่งกว้างขวางและลุ่มลึกมาก อย่างน้อยก็ในระดับทฤษฎี และคิดว่าจะได้เขียนเรื่องราวของเขาอีกมากขึ้นต่อๆ ไป 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #97 เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2010, 06:37:16 AM »

เราจะ เปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร



โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ


หนังสือ พิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2553

เป้าหมายแท้จริงของมนุษย์คือ เรียนรู้ความจริงที่แท้ของโลกและตัวเอง เดี๋ยวนี้เราคิดว่าเรารู้แล้วว่าเพื่ออะไร? คือเราสงสัยว่า แท้ที่จริงมนุษย์ต้องการเรียนรู้ความจริง เพราะเราปรารถนาจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของจักรวาล ซึ่งมีเพียงเป้าหมายเดียวคือวิวัฒนาการ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นจักรวาล ต้องมีวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น และเดี๋ยวนี้ นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาหลายต่อหลายคนเชื่อว่าวิวัฒนาการสำหรับมนุษย์ นั้น เป็นวิวัฒนาการของกายและจิต วิวัฒนาการทางกายภาพนั้นมองเห็นได้ จึงเป็นการง่ายที่คนทั่วไปจะเชื่อหรือเข้าใจ แต่วิวัฒนาการของจิตนั้นมองไม่เห็นจึงเชื่อหรือเข้าใจยาก

สรุปง่ายๆ มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เรียนรู้ความจริงไปเรื่อยๆ ประวัติศาสตร์กับวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและอารยธรรมบอกเราเช่นนั้น วิวัฒนาการและเรียนรู้เพื่ออะไรหรือ? ก็เพื่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์น่ะสิ! วิวัฒนาการของกายนั้นเรารู้ว่าแทบจะจบสิ้นสมบูรณ์ เมื่อเราเรียนรู้การเรียงลำดับของพันธุกรรมหมดสิ้นแล้ว แต่วิวัฒนาการทางจิต (จิตสำนึกใหม่ที่บริหารที่สมองซึ่งจะมีใหม่…และมีใหม่...ไปเรื่อยๆ) นั้น ยังห่างไกลจากคำว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์นัก

กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเองของมนุษย์ในวันข้างหน้าจึง “จำเป็น” ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันเป็นการบริหารของสมองต่อจิตไร้สำนึก (ทั้งโดยรวมหรือจิตจักรวาล กับปัจเจกหรือบารมี) ให้เป็นจิตสำนึก ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ของสมอง เช่น ประสาทวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันที่ศึกษาวิจัยการโยงใยระหว่างกันของเซลล์สมอง (wiring) ซึ่งไม่เคยเป็นเส้นตรงเลย แต่เป็นสามมิติทั่วทิศทั่วทาง และกระบวนการโยงใยของเซลล์สมอง (ที่จะใหม่ตลอดเวลา) ก็คือการสร้างจิตสำนึกใหม่ตลอดเวลานั่นเอง


แต่สังคมของมนุษย์ให้ความจริงทางโลกทางสังคมผิดๆ และผิดทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ฯลฯ ดังได้พูดมาแล้วหลายครั้งหลายหน เราจึงต้องเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย นอกจากตัวเอง ตามที่หลายๆ คนกำลังทำอยู่ คือหันไปเข้าวัด ทั้งๆ ที่บางคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการปลี่ยนไปทำไม? หรือกระบวนทัศน์ใหม่คืออะไร? รู้แต่ว่าต้องเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของตนและสังคม เพราะโลกกำลังจะพัง? และการเปลี่ยนแปลงทั้งสองนั้นจำต้องเปลี่ยนที่จิต


บทความต่างๆ ที่ผู้เขียนเอามาเขียนซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น เรื่องตะวันตกตะวันออก เรื่องสิทธิมนุษยชนกับความก้าวหน้า ฯลฯ หรือเรื่องดิน มนุษย์ ฟ้า ย่อมมีเหตุผล เพื่อท้าทายท่านผู้อ่านว่าเนื้อหาสาระของเรื่องที่เขียนนั้นมีเหตุผลหรือ ไม่? เห็นด้วยหรือไม่? และถ้าหากเห็นด้วยแล้ว เราควรทำอย่างไร? และสำหรับบทความนี้ หากเห็นด้วยแล้ว เราควรเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของตัวเองโดยด่วนหรือไม่? เป็นต้นว่า เราสมควรจะคิดว่าจิต – ตามที่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลายต่อหลายคน เช่น จอร์จ วอลด์ เซอร์อาร์เธอร์ เอ็ดติงตัน เซอร์เจมส์ จีนส์ – หรือเห็นว่าจิต (consciousness) มาก่อนและสำคัญกว่าวัตถุ (matter) หรือไม่? หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนานั้น สำคัญกว่าวิทยาศาสตร์ (กายภาพ) หรือไม่? และถ้าหากว่าเราได้คิดอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ศาสนาทั้งมาก่อน (ไม่ใช่ด้วยเวลานะครับ) และสำคัญกว่าวัตถุแล้วไซร้ เราจะต้องคิดเช่นนั้น ทั้งโดยปัจเจกบุคคลและทั้งมนุษยชาติ เป็นสังคม ชุมชน ประเทศชาติโดยรวม

แต่เรา – โดยเฉพาะคนไทยส่วนใหญ่มากๆๆ ที่ปากอย่างใจอย่าง – ไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย เราส่วนใหญ่มากๆๆ ดูเหมือนจะเชื่อพุทธศาสนากันแต่ปาก

ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาผู้รักษาตราประทับราชสำนักของพระเจ้าเจมส์ที่สาม แห่งราชวงศ์อังกฤษ เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่งไม่จำเพาะในอังกฤษแต่ทั้งยุโรปเลย ฟรานซิส เบคอน คงจะเกลียดหรือกลัวธรรมชาติมาก เพราะเขียนหนังสือเชิงเรียกร้องให้มนุษย์ ซึ่งเขาคิดว่าไม่ใช่ธรรมชาติ – จะต้องเอาชนะธรรมชาติให้ได้ – และจากความมุ่งมั่นประกอบกับอิทธิพลของเขา ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่าคงมีนักวิชาการและปัญญาชนจำนวนไม่น้อยพลอยเชื่อตามไป ด้วย และความคิดของเขามีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างโลกทัศน์วัตถุนิยมแทนธรรมชาติ นิยมให้กับนักวิชาการและปัญญาชนเมื่อกว่าสี่ร้อยปีมาแล้ว ที่ค่อยๆ แพร่เป็นวงกว้างขึ้นจนกระจายไปทั่วยุโรป อย่าลืมว่า ฟรานซิส เบคอน มีอายุแก่กว่า ไอแซค นิวตัน ไม่กี่ปี เรียกว่าเป็นคนรุ่นเดียวกันก็ได้ ฉะนั้น โลกทัศน์ของ ฟรานซิส เบคอน อาจพูดได้ว่า ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือเป็นวิทยาศาสตร์แยกส่วนที่พิสูจน์ได้ ทั้งหมดในสมัยนั้น ด้วยกฎแห่งการเคลื่อนที่ของนิวตัน เพราะร่างกายสามารถแยกย่อยต่อไปให้เล็กละเอียด เช่น สสารวัตถุได้

ในสมัยนั้นก็เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมในสมัยนี้ รวมทั้งนักเทคโนโลยีส่วนใหญ่มากๆๆ ของประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาใหม่ๆ ที่มักเห็นว่าอะไรๆ เป็นวัตถุทั้งนั้น แม้ว่าเรามีฟิสิกส์ใหม่แล้ว มีแควนตัมแมคคานิกแล้ว มีซุปเปอร์สตริงธีออรีแล้ว เราก็ยังคิดว่าองค์ความรู้ใหม่เหล่านี้เป็นแค่สิ่งสวยๆ งามๆ หรือแปลกดี แต่ไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิงสำหรับมนุษย์และสังคมกับโลกที่หยาบใหญ่ โดยมีน้อยคนเหลือเกินที่คิดว่านั่นคือกฎการทำงานของธรรมชาติที่แท้จริง คนเหล่านี้ ทั้งๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และปัญญาชน รวมทั้งสาธารณชนคนทั่วไปส่วนหนึ่ง ถึงได้เป็นวัตถุนิยมกันแทบจะหมดทั่วทั้งโลก รวมถึงไทยเราที่หลงใหลในเทคโนโลยีทั้งประเทศ...อนิจจัง...อนิจจา

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่รู้ว่าองค์ความรู้เก่าหรือวิทยาศาสตร์กายภาพที่ใช้กันมาตั้งกว่า ๔๐๐ ปีนั้น ส่วนใหญ่ใช้อธิบายธรรมชาติที่ละเอียดสุดจริงๆ ไม่ได้เลย เราทำได้หรืออธิบายได้แต่เพียงหยาบๆ หรือระดับโลกหรือระดับวัตถุ เพื่อนำธรรมชาติของโลกมาใช้งาน เท่านั้น คือเราส่วนใหญ่จะรู้แต่เทคโนโลยี แต่เราจะต้องเรียนและรู้ธรรมชาติทั้งหมด ถึงระดับจักรวาลจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดทั้งสิ้นเลย

สาเหตุที่ไม่ได้กระทำเช่นนั้นมีอยู่สามประการคือ หนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่า เราทั้งรักและกลัวธรรมชาติระดับบน หรือจิตจักรวาล หรือเทวดาพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว รักและกลัวการให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งก็คือที่มาของกรรมนั่นเอง สอง เราเชื่อตา หู ของตัวเองว่าให้ความจริงที่แท้ โดยไม่แยแสสนใจว่าสัตว์อื่นใด จะเห็นหรือได้ยินเหมือนกับเราเปี๊ยบหรือไม่ สาม ด้วยอิทธิพลของ ฟรานซิส เบคอน และ ไอแซค นิวตัน หรือวิทยาศาสตร์ (เฉยๆ ในสมัยนั้น) ที่พิสูจน์ได้เบ็ดเสร็จว่าตรงกันเป๊ะกับข้อสองอันเป็นของมนุษย์เราแท้ๆ หากว่าเราไม่เชื่อตัวเราเอง (self and ego) แล้วจะให้เชื่อใครที่ไหน?

ทั้งสามข้อคือสาเหตุที่เราส่วนใหญ่มากๆๆ พากันยอมรับและกลายเป็นสามัญสำนึก และยิ่งเรามีเทคโนโลยีที่เอามาใช้ได้จริง ในระดับที่หยาบ-ในระดับโลกแห่งวัตถุ เราเลยยิ่งลืมเลือนความหยาบกระด้างของมันไปโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เรามีแควนตัมฟิสิกส์ใหม่ๆ แล้ว แต่เราส่วนใหญ่ยังคิดว่าแค่เป็นทฤษฎีที่แปลก เอามาใช้ไม่ได้ สำหรับมนุษย์แล้ว ธรรมชาติมีประโยชน์เพียงอย่างเดียว คือเป็นขี้ข้ารับใช้ที่ไม่มีคุณค่าและความหมายโดยสิ้นเชิง กว่ามนุษย์จะรู้ตัวว่าธรรมชาติระดับล่างที่เรามองเห็น กับธรรมชาติระดับบนที่มองไม่เห็น คือหนึ่งเดียวที่เราไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ เพราะว่าทั้งหมดคือจิตจักรวาล และคือธรรมะของพุทธศาสนาก็สายเกินไป ดังที่เราส่วนใหญ่ที่ยิ่งยากไร้หรืออยู่ในประเทศด้อยพัฒนายิ่งประสบอยู่ใน ทุกวันนี้

โดยเหตุผลและประสบการณ์เท่าที่ตาเห็น หูได้ยิน ที่มนุษย์ทุกคนมีมาตั้งแต่ต้น ปรัชญาธรรมชาติของกรีกจึงบอกมานาน ตั้งแต่ก่อนจะมีคริสต์ศาสนาเสียอีกว่า ความจริงมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น เป็นดั่งที่ตาเห็นหูได้ยินนั่นแหละ เดโมคริตัสบอกมากว่า ๒,๓๐๐ ปีแล้วว่า โลกมีแต่วัตถุเท่านั้น และสสารประกอบเป็นวัตถุที่เล็กละเอียดที่สุด หรืออะตอมจะไม่มีทางแยกต่อไปได้อีก ตรงกันข้ามกับปรัชญาของอินเดียโบราณรวมทั้งลัทธิพระเวทที่มีมาก่อนชาวกรี กนานนักหนา แม้ในทางพุทธศาสนาเองที่มาทีหลัง ยังบอกว่าอะตอมหรือปรมาณูนั้นยังแยกย่อยออกไปได้อีกเรียกว่า “จุลปรมาณู” แถมยังให้ประมาณการที่ไล่ต่อไปถึงสูญตาหรือความว่าง (void or absolute space) ที่ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย แต่เป็นความว่างที่เต็มไปด้วยความเต็ม ที่เต็มไปด้วยพลังงาน ซึ่งเป็นพลังงานจิต (ญานะปราณ) ที่แยกออกมาจากจิตจักรวาลไม่ได้ (ดู Universe unconscious continuum ของ คาร์ล จุง, Bardo Thodal ของ W. Evan-Wentz, Hidden Dimension ของ B. Alan Wallace, The 2007 Shift Report, Evidences of a World Transformation)

ฝรั่งตะวันตกอยู่ในห้วงของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเฉพาะนักวิชาการ ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักฟิสิกส์ และนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงแทบจะทุกคนกระมัง? จำนวนไม่น้อยได้หันมาทางตะวันออก ทำสมาธิ แสวงหา “คุณค่า” ใหม่ๆ ของชีวิต แสวงหาความรักเมตตาให้อภัย ใจกว้าง กับความโอบอ้อมอารี เกิดองค์กร สถาบันและศูนย์ต่างๆ เพื่อการเจริญงอกงามของประสบการณ์ภายในและการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในหน้าฝน เช่น ศูนย์บูรณาการปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลง ศูนย์การทำสมาธิชุมชน ศูนย์ฉันเองค้นพบฯลฯ ซึ่งศูนย์ต่างๆ เหล่านี้จะเน้นการเปลี่ยนแปลงที่จิตก่อนแล้วถึงจะมาที่พฤติกรรม

เรา - ในบ้านเราคงจะรอคอยการเปลี่ยนแปลงสังคมของเรา และการเปลี่ยนแปลงของตัวเองแต่ละคนไม่ไหว ทั้งๆ ที่หลายคนเหลือเกินที่หันหน้าเข้าหาวัด เข้าหาศาสนา เข้าสู่การปฏิบัติจิตและสมาธิ โดยไม่รู้เป้าหมายจริงๆ หรือพาให้ตัวเองรอดคนเดียว เป็นปัจเจกพุทธที่แม้จะประเสริฐแต่ยังขาดโดยรวมซึ่งคือเป้าหมายของจักรวาล เราจึงควรมุ่งแก้ไขอวิชชาก่อน หาปัญญา (ปัญญาวิมุตติ) ก่อนแล้วแก้ไขราคะ (เจโตวิมุตติ) ที่ง่ายกว่า 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #98 เมื่อ: 07 สิงหาคม 2010, 07:35:17 AM »

http://www.jitwiwat.blogspot.com/  

เพื่อนที่หายไปในเฟซบุ๊ก

โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2553

“ประเทศอะไรมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่สามของโลก?”

หากมีใครถาม อย่าเผลอตอบว่า “สหรัฐอเมริกา” (รองจากจีนและอินเดีย) เชียวนะครับ และก็อย่าได้ไปเปิดหาจากแผนที่เลย เพราะมันอยู่ในโลกเสมือน ในอินเทอร์เน็ต

ประเทศที่ว่านี้เป็นประเทศเกิดใหม่ที่ชื่อ “เฟซบุ๊ก” (facebook) ครับ คนไทยเรียกสั้นๆ ว่า เอฟบี (fb) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) แม้จะเพิ่งตั้งมา ๗ ปี แต่ก็โตไวมาก ในช่วง ๑๕ เดือนที่ผ่านมา มีประชากรเพิ่มขึ้น ๘ คน ทุกๆ วินาที และเมื่อไม่กี่วันมานี้ เฟซบุ๊กก็เพิ่งประกาศว่าประชากรหรือสมาชิกทะลุหลัก ๕๐๐ ล้านคนแล้ว (เป็นชาวไทย ๔.๒ ล้านคน)

จำนวนครึ่งหนึ่งในนั้นเข้าเว็บของเฟซบุ๊กทุกวัน เพื่อไปอ่าน ไปเขียนข้อความ ตอบจดหมาย รวมถึงเล่นเกมที่มีให้เลือกมากมาย บ้างก็ปลูกผัก (ฟาร์มวิลล์ – ๘๓ ล้านคน) เปิดร้านอาหาร (คาเฟ่เวิลด์ – ๓๐ ล้านคน) เล่นไพ่ (เทกซัสฯ – ๒๗ ล้านคน) เลี้ยงปลา (แฮปปี้อะควอเรียม – ๒๖ ล้านคน) ตั้งแก๊งมาเฟีย หาลูกน้อง สะสมอาวุธ (มาเฟียวอร์ – ๒๕ ล้านคน) ฯลฯ

รวมกันแล้วเดือนหนึ่งๆ มีผู้คนเข้าไปใช้เวลาในเว็บแห่งนี้ ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ นาที (เจ็ดแสนล้านนาที) หรือราว ๑๒,๐๐๐ ล้านชั่วโมงทำงาน (man-hour) เลยทีเดียว

ข้อมูลหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือค่าเฉลี่ยจำนวน “เพื่อน” ของสมาชิกในเฟซบุ๊กที่มีอยู่ราว ๑๓๐ คน เมื่อเทียบเคียงไปยังข้อสรุปการวิจัยของ โรบิน ดันบาร์ นักชีววิทยาวิวัฒนาการและนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตกลุ่มไพรเมต (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มลิงและมนุษย์) เขาศึกษาขนาดและความสามารถของสมองโดยเฉพาะส่วนนีโอคอร์เทกซ์ (สมองส่วนนอก ควบคุมการรับรู้ อารมณ์ ความคิด) และพบว่าศักยภาพของสมองนั้นมีผลต่อจำนวนตัว (ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน) ที่สิ่งมีชีวิตแต่ละตัวจะสามารถสร้างและดูแลความสัมพันธ์ทางสังคมที่มั่นคง ด้วยได้ ในกรณีของมนุษย์แล้ว พบว่ามีค่าโดยประมาณที่ ๑๕๐ เผอิญใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยจำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊กใช่ไหมครับ?

ตัวเลข ๑๕๐ นี้หมายความว่าในเชิงทฤษฎีแล้ว ตามข้อจำกัดของสมองของเรา ทำให้แต่ละคนจะมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ประมาณ ๑๕๐ คน โดยที่เรายังคงรู้จักแต่ละคน รู้ว่าแต่ละคนเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ อย่างไร และยังรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ได้ (แต่ถ้าจำนวนมากขึ้นกว่านั้นก็ต้องการกฎหรือระเบียบที่มากขึ้น)

แต่ในยุคสมัยของเฟซบุ๊กที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและ รวบรัดบนอินเทอร์เน็ตนี้ล่ะครับ? เรายังมีความแน่ใจแค่ไหนว่าจะยังคงสามารถดูแลรักษาความสัมพันธ์ให้มีคุณภาพ ได้ดีเท่าเดิม ศักยภาพของสมองให้เรามีความสัมพันธ์ในโลกความเป็นจริงได้กับ ๑๕๐ คน แต่ในความเป็นจริงเราดูแลได้สักเท่าใด

แม้ค่าเฉลี่ยของเพื่อนในเฟซบุ๊กอยู่ที่ ๑๓๐ คน แต่ในความเป็นจริงแล้วจำนวน “เพื่อน” ในเฟซบุ๊กของเรานั้นก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น สมาชิกจิตวิวัฒน์บางท่านมีเพื่อนเกิน ๕,๐๐๐ คนแล้ว (แม้ยังห่างไกลจากนักร้องอย่าง เลดี้กาก้า ที่มี “เพื่อน” ทั่วโลก ๑๔ ล้านคน) มันง่ายมากเลยที่จะมีเพื่อนใหม่ๆ มีเพื่อนมากๆ ในเฟซบุ๊ก ง่ายที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่

เพราะสิ่งที่เราต้องทำเพื่อสร้างความเป็น “เพื่อน” ในเฟซบุ๊ก ช่างสะดวกง่ายดายเพียงแค่กดคลิกเมาส์ขอ แล้วรอเขาตอบกลับ (ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางคนพร้อมเป็นเพื่อนมาก กดขอปุ๊บ ได้เป็นปั๊บ ... แหม ช่างทันใจจริงๆ!) ถึงแม้เราไม่กระตือรือร้นค้นหาชื่อเพื่อขอเพิ่มจำนวนเพื่อน เฟซบุ๊กก็จะคอยแนะนำเราอยู่เสมอว่าผู้ใช้คนไหนน่าสนใจให้เราไปพิจารณาขอเป็น เพื่อนบ้าง ส่วนจะเลิกคบกันยิ่งง่าย คลิกยกเลิกไปเลย ไม่ต้องขอ

ศักยภาพของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เรามีเพื่อนในเฟซบุ๊ก ในโลกเสมือนเพิ่มขึ้น แต่ในโลกของความเป็นจริงที่เราต้องใช้ชีวิตและใช้เวลาอยู่จริงล่ะครับ? เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? เพื่อนที่หมายถึงทุกคนซึ่งเรามีความสัมพันธ์ด้วยนะครับ ใช่ว่าเพียงคนคอเดียวกัน แต่รวมไปถึงคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน และทุกคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยในโลกใบนี้

ที่สำคัญ คุณภาพของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้เล่า เป็นอย่างไรกันบ้าง?

พ่อ แม่ สามี/ภรรยา ญาติผู้ใหญ่ ลูกหลาน คนในครอบครัวของเรา บุคคลสำคัญเหล่านี้ที่เป็นเพื่อนอันมีฐานะเป็นกัลยาณมิตรผู้ช่วยเหลือ เกื้อกูลเราบนเส้นทางจิตวิญญาณ เรากำลังมีความสัมพันธ์กับเขาอย่างไรบ้าง เป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพหรือไม่? เพื่อนเหล่านี้ถูกเราปล่อยทิ้งละเลยไว้ในขณะที่เราไปอัพโหลดรูป-อัพเด ทสถานะ-ปลูกผัก-เลี้ยงปลา-ล่าสัตว์ในโลกเสมือนหรือเปล่า

หรือว่าเราใช้เฟซบุ๊ก (และอินเทอร์เน็ต) เป็นที่หลบจากความสัมพันธ์ยากๆ ในชีวิตจริง เราใช้เวลาในเฟซบุ๊กให้มากเพื่อหลีกเลี่ยงมาเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่ ยากกว่าในชีวิตจริงหรือเปล่า?

โลกเรากำลังต้องการการปฏิรูป/ปฏิวัติที่ใหญ่ที่สุด คือ การปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเป็นทางออกเดียวของมนุษยชาติ และช่องทางหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ การหวนกลับมาเยียวยา ฟื้นฟู และดูแลความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดของเราเอง


ไม่ว่าเราจะฝึกปฏิบัติเจริญสติหรือทำงานเสียสละแก่ส่วนรวมเพื่อลดละอัตตา อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงๆ เราก็ยังจะอดหัวเสีย เครียดและจี๊ดได้ง่ายๆ และบ่อยๆ ก็เพราะคนใกล้ตัวนี่เอง ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน หลายครั้งโจทย์ที่ยากยิ่งในชีวิตของเราก็กลับเป็นคนที่เรารักหรือคนที่รัก เราอย่างยิ่ง บ้างก็เป็นพ่อแม่ของเราเอง บ้างก็เป็นคู่ที่เราเลือกมาเอง หรือลูกที่เราเลี้ยงมาเองกับมือ แต่ถึงกระนั้นคนที่เราเลือก คนที่เราเลี้ยงมา ก็ยังไม่วายทำให้เราหัวเสียได้ทั้งวัน และนอกจากในบ้าน เราก็ยังพบว่ามันเกิดขึ้นง่ายและบ่อยครั้งมากกับคนที่ทำงานด้วย

เราอาจอดทนกับกริยาท่าทางของคนแปลกหน้าได้นาน แต่แค่คนในครอบครัวพูดอะไรไม่เข้าหูแค่คำเดียวก็อาจทำให้เราโมโหหรือเสียใจ ไปครึ่งค่อนวันได้

คำพูดสวยหรูที่ว่า “ดูแลคนใกล้ชิดดั่งอาคันตุกะ” จึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต ในยามปรกติก็ว่าดูแลยากแล้ว ในยามที่เราเกิดอาการเซ็งกับสิ่งที่คนเหล่านี้ทำ พูด หรือเป็น การดูแลคนใกล้ชิดที่ว่านี้ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย

แต่ความสัมพันธ์กับคนที่รักเรา กับคนที่เรารัก กับคนในครอบครัว ความสัมพันธ์ใกล้ตัวเราที่ว่ายากและถูกละเลยมองข้ามเหล่านี้เอง หากได้รับการเยียวยาและหล่อเลี้ยงจึงจะกลับกลายเป็นพลังและเป็นประตูที่พา เราไปสู่ชีวิตที่เต็มพร้อม ให้เราได้มีชีวิตที่ไม่เพียงแต่ “อยู่รอด” แต่ยัง “อยู่ร่วม” และ “อยู่อย่างมีความหมาย” ด้วย

สิ่งที่กลุ่มจิตวิวัฒน์คุยกันหลายครั้งก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องขององค์ความ รู้ที่ใช้ในการเยียวยาความสัมพันธ์ที่แตกหักเสียหาย หรือดูแลความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียสนทนา (Dialogue) การสนทนากับเสียงภายใน (Voice Dialogue) การสื่อสารด้วยความกรุณา (Compassionate or Non-violent Communication) หรือ นิเวศภาวนา (Vision Quest – Eco Quest)


เครื่องมือและความรู้เหล่านี้ทำให้การมีชีวิตอยู่นั้นมีความหมายมากขึ้น


การไปอบรมเรียนทักษะความรู้ใดๆ สำหรับใช้ชีวิตหรือในการทำงานก็ตาม ถ้าไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความสัมพันธ์นี้ได้ก็ยากจะประสบผล จากประสบการณ์ของผู้เขียน ในการอบรมหลายครั้ง ผู้เข้าร่วมอบรมจะรู้สึกว่า ความรู้นี้เป็นสิ่งที่ใช่ และรู้สึกเชื่อมโยงกับเนื้อหา ก็ต่อเมื่อเขาพบหรือสัมผัสว่าสิ่งที่อบรมไปจะทำให้ความสัมพันธ์ที่เขาให้ ความสำคัญนั้นมันดีขึ้นและกลับมามีความหมายต่อชีวิตเขาได้

เรื่องเล็กๆ ง่ายๆ อย่างความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แข็งแรง ย่อมเป็นดั่งต้นทุนให้เราและครอบครัวสามารถรับมือกับวิกฤตที่อยู่เบื้องหน้า เราได้ดีขึ้น

ยุคของอินเทอร์เน็ตที่มีข่าวสารข้อมูลไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วจึงไม่ได้มี แค่พื้นที่บันเทิงในเฟซบุ๊กเท่านั้น อินเทอร์เน็ตยังสร้างพื้นที่และให้โอกาสดีแก่มนุษยชาติอย่างมาก ที่เปิดให้เราได้เข้าถึงเครื่องมือความรู้ต่างๆ ที่เราสามารถเอามาใช้ในการดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้ได้

ผู้เขียนไม่ได้บอกให้ไปยกเลิกสมาชิกของเฟซบุ๊ก หรือเลิกเล่น แต่เชิญชวนว่าอย่าปล่อยให้เฟซบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ มาครอบงำปิดกั้นเราจากความจริงที่ว่าโลกเรานี้ช่างซับซ้อน การดูแลความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ต้องใช้ใจ ใช้เวลา ใช้พลัง และทำให้เราต้องเลิกใช้ตัวเราเองเป็นศูนย์กลางในการมองและตัดสินโลก

ดูแลเพื่อนบนเฟซบุ๊กของเราก็ไม่เสียหายอะไร แต่อยากให้เราได้ดูแลความสัมพันธ์กับเพื่อนที่บ้านของเราด้วย
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 สิงหาคม 2010, 07:37:01 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #99 เมื่อ: 11 กันยายน 2010, 08:14:27 AM »

ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิวัฒน์ (๘)
สู่องค์กรจัดการความดี

พระไพศาล วิสาโล

 

ได้กล่าวในบทที่แล้วว่า องค์กรที่ดีนอกจากเป็นองค์กรที่ฉลาดในบริหารบุคคลและจัดการความรู้แล้ว ยังต้องฉลาดในบริหารจัดการความดี มิใช่เพื่อเป็นพลังในการสร้างประโยชน์แก่องค์กรและส่วนรวมเท่านั้น แต่เพื่อสร้างความสุขและพัฒนาจิตของคนในหน่วยงานด้วย ซึ่งในท้ายที่สุดย่อมกลับมาเป็นประโยชน์แก่องค์กรนั้นเอง

องค์กรสามารถเสริมสร้างพลังแห่งความดีในหมู่ผู้ทำงานด้วยกิจกรรมต่อไปนี้

๑.ชักชวนผู้คนแบ่งปันความดีที่เคยทำหรือประสบมา รวมทั้งการเอาชนะใจตนเอง

คนเราเมื่อได้ฟังเรื่องราวการทำความดีของใครก็ตามย่อมเกิดแรงบันดาลใจอยากทำ ความดีด้วย ราวกับว่าเรื่องราวของเขาได้เสริมสร้างความใฝ่ดีในใจเราให้เบ่งบาน ใช่แต่เท่านั้น การได้ฟังความดีของเพื่อนร่วมงาน หรือสิ่งดี ๆ ที่เขาภาคภูมิใจที่ได้ทำ ยังช่วยให้เรารู้จักเขาดีขึ้นหลายคนยอมรับว่าไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนของตนจะ มีน้ำใจดีเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกันก็เฉพาะการทำงาน จึงเห็นแต่ด้านเดียวของเขาเท่านั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นด้านที่เราไม่สู้พอใจด้วยซ้ำ

๒.เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความทุกข์ในชีวิต

เรามักรู้จักเพื่อนร่วมงานแต่เฉพาะเรื่องงานการเท่านั้น แต่แทบไม่รู้จักชีวิตส่วนตัวของเขาเลย ทั้ง ๆ ที่เรื่องส่วนตัวของเขานั้นส่งผลต่องานด้วย บางคนมาสายเป็นประจำโดยหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะอะไร จึงเอาแต่ตำหนิเขา แต่หากมีโอกาสแลกเปลี่ยนความทุกข์กันก็จะรู้ว่าที่เขามาสายเพราะต้องดูแลแม่ ที่พิการหรือพ่อที่เป็นอัลไซเมอร์ กิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้เข้าใจกันและเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น และส่งเสริมให้ผู้คนทำความดีต่อกันมากขึ้น

๓.ชื่นชมซึ่งกันและกัน ให้กำลังใจกัน

ความใฝ่ดีในใจเราจะมีพลังขึ้นมาเมื่อได้รับกำลังใจหรือการชื่นชมจากผู้อื่น แต่ในหน่วยงานส่วนใหญ่การชื่นชมกันมักจะเกิดขึ้นน้อย มีแต่การตำหนิกัน จนผู้คนมองเห็นกันแต่ในแง่ลบ การมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้คนชื่นชมกัน นอกจากจะเป็นกำลังใจให้ผู้คนอยากทำความดี และช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพในองค์กรแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนให้ผู้คนรู้จักมองในแง่บวก ซึ่งทำให้เห็นผู้อื่น(รวมทั้งตัวเอง)อย่างรอบด้านมากขึ้น

๔.ทำงานร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน

ระยะห่างมักเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจกัน และเมื่อไม่เข้าใจกัน ก็มักมองเห็นแต่ด้านลบยิ่งเห็นแต่ด้านลบ ก็ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์ในทางลบต่อกันมากขึ้น ทำให้เกิดแรงผลักซึ่งและกัน ทำให้เกิดระยะห่างทางความรู้สึกยิ่งกว่าเดิม ในทางตรงข้ามการมีโอกาสมาทำงานใกล้ชิดกัน วางแผนร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน ทำให้มีความใกล้ชิดกันและเข้าใจกันมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสรับรู้สุขทุกข์ของกันและกัน ก็จะยิ่งเป็นกำลังใจให้กัน

๕.ร่วมกันทำสาธารณประโยชน์ เกื้อกูลผู้อื่น

นอกจากการทำงานประจำแล้ว องค์กรควรส่งเสริมให้ผู้คนทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การช่วยเหลือผู้ที่ลำบากยากแค้น กิจกรรมดังกล่าว นอกจากเป็นการส่งเสริมสัมพันธภาพภายในองค์กรแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างพลังแห่งความดีในใจของผู้คนด้วย เพราะการช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขย่อมทำให้เกิดความสุขแก่ผู้กระทำด้วย ยิ่งได้สัมผัสผู้ที่ทุกข์ลำเค็ญ ก็ยิ่งเห็นว่าความทุกข์ของตนนั้นเล็กน้อยมาก กิจกรรมเหล่านี้เมื่อทำเสร็จแล้วควรมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จะช่วยให้เกิดแง่คิดดี ๆ แก่ผู้ร่วมกิจกรรมด้วย

๖.ส่งเสริมให้มีการพัฒนาชีวิตด้านใน

การพัฒนาชีวิตด้านใน หมายถึง การส่งเสริมให้เกิดการรู้เท่าทันตนเอง รู้จักปล่อยวาง สามารถเข้าถึงความสงบเย็นหรือความสุขประณีตภายใน นอกจากจะอาศัยสมาธิภาวนาแล้ว ยังสามารถทำได้ในอีกหลายรูปแบบ กิจกรรมดังกล่าวช่วยให้ผู้คนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น มีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาและนำพลังฝ่ายบวกออกมาเพื่อการสร้างสรรค์องค์กรและส่วนรวมได้ดีขึ้น

๗.สร้างบรรยากาศให้งานเป็นเรื่องสนุกและเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้

งานสามารถทำให้เป็นเรื่องสนุก สร้างสรรค์ และส่งเสริมการเรียนรู้ได้ หากมีทัศนคติที่ถูกต้องและอยู่ภายใต้บรรยากาศที่เอื้ออำนวย เช่น บรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือกัน มากกว่าที่จะแข่งขันกัน ส่งเสริมให้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน มีการรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งคำชื่นชมและคำแนะนำ เป็นต้น บรรยากาศเช่นนี้จะทำให้งานมีส่วนช่วยฝึกฝนพัฒนาตนไปด้วย มิใช่เป็นแค่อาชีพอย่างหนึ่งเท่านั้น

กิจกรรมทั้ง ๗ ประการสัมพันธ์กับลักษณะขององค์กร กล่าวคือจะเกิดขึ้นได้ง่ายและเป็นไปด้วยดีภายใต้องค์กรที่เน้นความสัมพันธ์ แนวนอนมากกว่าแนวตั้ง เป็นองค์กรที่มีการจัดลำดับชั้นทางอำนาจไม่ซับซ้อน ผู้คนมีสถานภาพไม่ต่างกันมากนัก พูดอีกนัยหนึ่งคือเป็นลักษณะเครือข่ายมากกว่าปิรามิด เน้นความร่วมมือ ไม่ส่งเสริมการแข่งขัน และที่สำคัญคือไม่ตั้งอยู่บนความคิดแบบอำนาจนิยม ซึ่งหมายถึงการใช้วิธีสั่งการจากบนลงล่าง แทนที่จะเป็นการปรึกษาหารือร่วมกัน หรือใช้เหตุผลเป็นหลัก นอกจากนั้นยังควรเป็นองค์กรที่ไม่เอาผลประโยชน์ทางวัตถุ หรือผลงานสำเร็จรูปเป็นตัวตั้ง หรือเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงความสุขของคนทำงานด้วยและผลทางนามธรรมที่เกิดแก่ส่วนรวมด้วย ประการสุดท้ายคือควรเป็นแบบอย่างของการร่วมงานกับองค์กรอื่น ไม่มุ่งประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง จนลืมประโยชน์ของส่วนรวม



สรุป

“ขับเคลื่อนชีวิตด้วยจิตวิวัฒน์” ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนที่ ๘ นี้ หากสรุปอย่างสั้น ๆ ก็คือ ชีวิตนั้นขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีความสุขก็เพราะ “จิตวิวัฒน์” คือการพัฒนาจิตอันได้แก่มโนธรรมและโพธิจิต (หรือความใฝ่ดีและจิตที่ว่างเปล่าจากความยึดถืออัตตา)ให้เจริญงอกงาม ชีวิตที่พัฒนาเพราะจิตวิวัฒน์ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรให้รุดหน้าไปได้ ขณะเดียวกันองค์กรที่พัฒนาแล้วย่อมส่งผลให้เกิดการเสริมสร้างจิตวิวัฒน์และพัฒนาชีวิต กลายเป็นวัฏจักรแห่งความดีงาม (ดังภาพข้างล่าง)

ชีวิตเป็นเสมือนยานหรือพาหนะ จะขับเคลื่อนได้ต้องมีจุดหมาย เส้นทาง และพลังขับเคลื่อน สำหรับชีวิตที่ดีงามนั้น จุดหมายก็คือ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และการบรรลุถึงคุณค่าสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ หรือได้รับประโยชน์สูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ ส่วนเส้นทาง คือ วิถีชีวิตและการทำงาน เราควรใช้วิถีชีวิตและการงานเป็นหนทางแห่งการพัฒนาตนและช่วยเหลือส่วนรวม ทั้งนี้โดยมีพลังขับเคลื่อน คือความดีและความเข้าใจ หรือกรุณาและปัญญา หากองค์กรสามารถเอื้ออำนวยให้เหตุปัจจัย ๓ ประการเกิดขึ้นได้ จะเป็นองค์กรที่สำเร็จและสร้างสุขแก่ผู้คนได้เป็นอย่างดี 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #100 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2010, 07:39:49 AM »

ก้าวข้ามความสูญเสียที่ปวดร้าวสู่การให้ที่ยิ่งใหญ่

โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน


หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553

เมื่อไม่นานมานี้ “หมอนุ้ย” ลูกศิษย์ที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่งบทความ “ส่งต่อ (ด้วย) หัวใจ” ที่เขียนโดยคุณวรรณวนัช มาให้อ่าน เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของคุณพ่อท่านหนึ่งที่ต้องสูญเสียลูกชายที่กำลังจะจบ เป็นเภสัชกรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยโรคหัวใจเต้นผิดปกติมาตั้งแต่ กำเนิด ผมอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เห็นใจ เข้าใจ และภูมิใจในตัวคุณพ่อท่านนี้มาก เพราะผมก็เคยมีประสบการณ์ความสูญเสียที่คล้ายคลึงกัน

เรื่องย่อๆ คือ คุณพ่อต้องพาลูกชายเข้าโรงพยาบาลหลังจากเกิดได้เพียงสองวัน เพราะมีอาการตัวเขียวมากเวลาร้องไห้และหายใจคล้ายหอบ จากการตรวจของแพทย์พบว่าลิ้นหัวใจของลูกปิดไม่สนิท ทำให้หัวใจบีบตัวผิดปกติ จังหวะการเต้นของหัวใจจึงผิดปกติไปด้วย แพทย์อธิบายว่า ถ้ารักษาโดยการผ่าตัด จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ที่สำคัญคือโอกาสรอดน้อยมาก คุณพ่อตอนนั้นอายุแค่ยี่สิบเอ็ด ฐานะยังไม่มั่นคง จึงต้องรักษาด้วยการใช้ยา ลูกต้องอยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณห้าเดือน และต้องรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่องอีกห้าปี ตามด้วยการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โชคดีที่ผลการตรวจสุขภาพพบว่าปกติดี ลูกจึงดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปหลังจากนั้นอีกสิบกว่าปี

ที่น่าสนใจคือคุณพ่อต้องเลี้ยงลูกชายคนนี้ตั้งแต่อายุหกขวบกับลูกชายคนที่ สองอีกหนึ่งคน เพราะภรรยาเสียชีวิต คุณพ่อเล่าว่าลูกชายเป็นคนขยัน ตอนเรียนอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ปี ๕ เขาจะศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลทำรายงาน และมีความตั้งใจที่จะเป็นอาจารย์

เมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ตอนนั้นลูกชายอายุ ๒๐ ปี มาบอกให้ทราบว่าเขาได้ทำบัตรบริจาคอวัยวะและขอให้คุณพ่อเซ็นชื่อหลังบัตร เพื่อรับทราบ

คุณพ่อเล่าให้คุณวรรณวนัชฟังว่า “ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ลูกเริ่มมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติครั้งละห้านาทีบ้าง สิบนาทีบ้าง ซึ่งแต่ละครั้งค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันเต้นแรงเหมือนกับจะทะลุออกมา วางมือลงไปนี่รู้สึกว่าหัวใจมันกระแทกมือเลย แต่ลูกดูแลตัวเองดี กินยาสม่ำแสมอ ไปหาหมอตรงตามนัด จึงคิดกันว่าไม่เป็นไร”

แต่ในที่สุด เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คุณพ่อต้องไปเยี่ยมลูกชายที่โรงพยาบาลกลาง ลูกชายอยู่ในห้องฉุกเฉิน ไม่หายใจ ต้องปั๊มหัวใจมาประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว คุณพ่อต้องขอร้องให้แพทย์ปั๊มหัวใจต่อจนเกือบสองชั่วโมง ชีพจรจึงกลับขึ้นมา แต่เป็นได้แค่ให้รู้ว่าลูกยังอยู่เท่านั้น

สองวันหลังจากลูกชายถูกย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ คุณพ่อก็ตัดสินใจนำบัตรบริจาคร่างกายไปยื่นให้โรงพยาบาล ในตอนนี้ คุณวรรณวนัชบันทึกไว้ว่า

“วันนั้นผมทำอะไรให้ลูกไม่ได้อีกแล้วนอกจากทำในสิ่งที่เขาตั้งใจ แต่กว่าจะผ่านเกณฑ์ผู้บริจาคซึ่งมีกฎว่าต้องรอเวลาอย่างน้อยที่สุดหกชั่วโมง เพื่อยืนยันภาวะสมองตายได้นั้นยากมาก เนื่องจากภาวะสมองตายมาหลายวันแล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องให้ยาเยอะมากเพื่อพยุงอวัยวะให้ผ่านเกณฑ์ผู้บริจาคได้ ผมผ่านช่วงเวลานั้นโดยคิดถึงสิ่งที่ลูกสอนผมเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย คิดว่ามีอีกหลายคนและหลายครอบครัวจะได้มีความสุขจากความตั้งใจดีของลูก และผมไม่อยากให้สิ่งสุดท้ายที่ลูกฝากไว้สูญเปล่า”

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบว่า ดวงตาสองข้าง ลิ้นหัวใจสองลิ้น ปอด ตับ และไตที่ลูกบริจาค สามารถนำไปช่วยผู้ป่วยซึ่งรอความหวังจากการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอยู่ได้ถึง ๗ คน

คุณพ่อท่านนี้ได้พูดถึงลูกชายด้วยความภาคภูมิใจว่า

“ผมอยากบอกลูกว่าชาตินี้ที่อยู่กับพ่อ แม้จะสั้น แต่เราก็มีความสุขด้วยกันอย่างเต็มเปี่ยม ความภูมิใจที่ลูกทิ้งไว้ให้ พ่อจะเก็บไว้ตลอดไป และดีใจที่ลูกเกิดมาเป็นลูกพ่อ”

ขอขอบคุณคุณวรรณวนัชที่นำเรื่องดีๆ มาถ่ายทอด ขอบคุณคุณพ่อ (คุณโสมนัส แซ่ลิ้ม) และลูกชาย (คุณอรรถพล) ที่ให้แง่คิดและให้สติกับผมและผู้อ่านอีกหลายท่าน

เราควรจะไปบริจาคอวัยวะ ดวงตา และร่างกายของเรากับโรงพยาบาลให้มากๆ นะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตและรอความหวังอยู่

มาร่วมกันเปลี่ยนความสูญเสียที่ปวดร้าวเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่

อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงการสูญเสียที่ปวดร้าวของครอบครัวผมเอง ผมต้องสูญเสีย "ลูกดร๊อบ (Drop)" ลูกชายที่น่ารักไป ด้วยความเสียใจและภูมิใจในการเกิดมาของลูก ลูกชายตัวน้อยเกิดมาพร้อมกับรูรั่วที่หัวใจสามรู แถมมีปัญหาที่ลิ้นหัวใจด้วย ผมจำคำศัพท์ทางการแพทย์ที่เพื่อนหมอที่ทำคลอดให้บอกไม่ได้ แต่รู้ว่าลูกมีความผิดปกติที่มีความเสี่ยงสูง ผมรับรู้ว่าลูกต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ในลักษณะที่เห็นความพ่ายแพ้อยู่ข้างหน้า นอกจากจะช่วยตัวเองไม่ได้เพราะเพิ่งเกิด ยังต้องพึ่งผู้อื่น พึ่งความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ไม่ต้องห่วงเรื่องความช่วยเหลือของพ่อแม่เพราะทุ่มเทเกินร้อย หมอที่เป็นเพื่อนบอกว่า ความรู้และเทคโนโลยี ณ ขณะนั้น (เมื่อประมาณเกือบ ๒๐ ปีก่อน) ยังไม่ดีพอ ถ้าจะผ่าตัดรักษาเลย มีโอกาสรอดสูงสุดแค่ร้อยละ ๑๕ - ๒๐ ถ้ารอไปอีกสิบ ยี่สิบปี จะมีโอกาสรอดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณร้อยละ ๕๐

ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความสิ้นหวัง เสียใจ และความหวังของครอบครัวของผม คงคล้ายๆ กับครอบครัวของคุณโสมนัส ผมก็ไม่รู้จะบรรยายความสูญเสียครั้งนั้นให้ชัดเจนได้อย่างไร รู้แต่ว่าคนที่ไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยตนเอง จะอธิบายอย่างไรก็คงไม่เข้าใจสภาวะและความรู้สึกโดยรวมได้ทั้งหมด ลูกที่น่ารักน่าสงสารอยู่กับเราได้ไม่กี่เดือนก็จากเราไป แต่เด็กชายตัวน้อยที่ชื่อว่า "คุรุรัฐ พูลภัทรชีวิน" ก็ได้มีโอกาสทำหน้าที่สมกับชื่อ ทำสิ่งที่ดีให้กับวงการแพทย์ (นํ้าตาผมซึมออกมา ตอนที่เขียน) เพราะพ่อแม่ตัดสินใจมอบร่างกายของลูกน้อยที่น่ารัก รวมถึงชีวิตจิตใจของครอบครัวให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกได้เป็นครู เป็นอาจารย์แพทย์โดยที่ไม่ได้จบแพทย์ ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ ลูกมีเพียงประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ปกติ เพียงไม่กี่เดือน แต่ลูกก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูเต็มรูปแบบทุกอณูของร่างกาย ลูกสอนโดยไม่ต้องพูด ไม่ต้องบรรยาย ไม่มีอุปกรณ์ประกอบการสอน เพราะร่างกายของลูกคืออุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด ลูกสอนโดยไม่มีการเตรียมตัวหรือวางแผนล่วงหน้า แต่ลูกสอนด้วยความสงบนิ่ง มอบร่างกายและอวัยวะให้กับลูกศิษย์ได้ศึกษา ลูกทำหน้าที่ครู (โดยมิได้เป็นผู้กระทำ) ได้ดีกว่า อาจารย์ ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน ผู้เป็นพ่อหลายเท่านัก พ่อภูมิใจในตัวลูกมากจริงๆ ลูกรักของพ่อ...

บ่อยครั้งที่ผมนั่งอยู่คนเดียวคิดถึงลูก และสิ่งที่ลูกสอนผม...มีอยู่วันหนึ่งที่ผมแต่งกลอน คุยกับลูก สองต่อสอง กลอนนี้ชื่อว่า "เพื่อลูกรัก...ด้วยความคิดถึงและขอบคุณ"
บัดเดี๋ยวดัง หง่างเหง่ง บรรเลงแว่ว
อุแว้แล้ว ขวัญตา ขวัญใจพ่อ
ช่างน่ารัก น่าถนอม น่าเคลียคลอ
พ่อสุดหล่อ พ่อสุดปลื้ม จนลืมนอน

บัดเดี๋ยวดัง หง่างเหง่ง วังเวงแว่ว
เจ็บป่วยแล้ว ลูกรัก จงพักผ่อน
กินยานะ ลูกรัก แล้วพักนอน
นอนเถิดนอน ลูกนอน นอนเถิดนอน

บัดเดี๋ยวดัง หง่างเหง่ง วังเวงแว่ว
สิ้นเสียแล้ว ลูกพ่อ รอพ่อก่อน
ลูกหนีพ่อ พ่อทุกข์ และอาทร
รอพ่อก่อน ลูกพ่อ พ่ออยากนอน

บัดเดี๋ยวดัง หง่างเหง่ง บรรเลงแว่ว
เข้าถึงแล้ว สัจธรรม ซึ่งคำสอน
อนิจจัง ทุกขัง นั้นแน่นอน
ศพลูกสอน เตือนพ่อ กงล้อชีวิต...

I'll be right here waiting for you, my dear son.

ขอเชิญชวนให้ผู้อ่านบริจาคอวัยวะ ดวงตา เลือดและร่างกายให้กับสภากาชาดไทยหรือโรงพยาบาลนะครับ

มาร่วมมือ รวมใจกัน ก้าวข้ามความสูญเสียที่ปวดร้าวสู่การให้ที่ยิ่งใหญ่... 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 5 6 [7]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!