บ้านตุลาไทย
23 กรกฎาคม 2014, 12:16:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 88   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขอบฟ้ากว้าง  (อ่าน 246919 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 10 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #45 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2006, 20:38:39 PM »

สวัสดีครับท่านแสนชัย  ยังไม่เคยเห็นตลกคณะนี้เลยครับ ไม่ทราบมีที่มายังไงครับ ยิ้มกว้างๆ

คุณนายหงิงจะให้ไปแข่งกับ"บลูปลาเน็ท" เชียวเรอะ เขาเข้าเวบทีเป็นร้อยเน้อ  เราต้องไต่อันดับโลกไปเรื่อยๆก่อน  คุณนายต้องมาช่วยตั้งก๊วนอย่างที่ว่าก่อนละ อิอิ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2006, 20:42:58 PM »

(ขอต่อนะครับ)

รวมแล้วแยก แยกแล้วรวม เป็นลักษณะเด่นของประวัติศาสตร์แดนดินพม่า

อาณาจักรพุกามคือการรวมแผ่นดินเป็นครั้งแรก  แล้วกองทัพมงโกลก็เข้ามาทำให้องค์เอกภาพนั้นล่มสลาย
เกิดศูนย์อำนาจใหม่ๆขึ้นทดแทนหลายที่
สามพี่น้องไทยใหญ่นำโดยสังขยาตั้งศูนย์อำนาจไทยใหญ่ที่อังวะ(Ava)ใกล้ๆอมรปุระในปัจจุบัน
ถัดลงมาที่ภาคกลางเกิดศูนย์อำนาจของกลุ่มคนพม่าที่ตองอู(Toungoo)
คนมอญนำโดยเวรารุ หรือมะกะโท(พระเจ้าฟ้ารั่ว) สนับสนุนโดยสุโขทัย รุกคืบจากเมาะตะมะเข้ามายึดหงสาวดี(Bago)สร้างศูนย์อำนาจมอญได้อีกครั้ง

เวลาผ่านไปก็เกิดวีรบุรุษเข้ามารวมแผ่นดินได้อีก 
นั่นคือบุเรงนอง(Bayinnuang) แห่งตองอู ปราบได้ทั้งมอญ ไทยใหญ่ ยะไข่ ล้านนา ล้านช้างและกรุงศรีอยุธยา

หมดยุคบุเรงนอง ดินแดนพม่าก็แยกเป็นเสี่ยงๆเหมือนเดิม
มีวีรบุรุษมารวมแผ่นดินได้เป็นครั้งคราวก็แตกอีก

จนถึงยุคพระเจ้าอลองพญารวมแผ่นดินได้ใหม่  เป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า
ราชวงศ์อลองพระมีบทบาทในการยึดเชียงใหม่ และตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สองโดยใช้กำลังเพียงห้าหมื่นคน
มีบทบาทในการตั้งเมืองตะเกิง (Dagon) ชุมชนเล็กๆของมอญให้เป็นหัวเมืองเอกฝ่ายใต้จนกลายเป็นย่างกุ้งในปัจจุบัน   ชื่อเจดีย์ชเวดากองมีที่มาจากชื่อเมืองเดิมนี่เอง
 Shwe=ทอง dagon=ตะเกิง(ตามสำเนียงไทย)
ราชวงศ์นี้ทำสงครามกับอังกฤษยุคล่าเมืองขึ้น จนถูกอังกฤษหาเรื่องยึดได้ทั้งประเทศในปีพ.ศ.2428 ในสมัยพระเจ้าสีป่อ(Thibaw)  โดยมีมัณฑะเลย์เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายในยุคราชอาณาจักร

ครับ  เราก็เดินทางมาถึงมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของพม่ากันแล้ว
แลเห็นกำแพงพระราชวังตั้งเด่นอยู่กลางเมือง


บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2006, 20:48:10 PM »

เจดีย์จำนวน729องค์แห่งวัดกุโสดอ เชิงเขามัณฑะเลย์
จารึกพระไตรปิฎกให้ผู้คนได้ศึกษาพระธรรม

การท่องเที่ยวในพม่าเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเข้าวัดมากกว่าอย่างอื่น
และการเข้าวัดต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง
การเตรียมรองเท้าแตะบางๆที่ใส่ง่ายถอดง่ายติดตัวไป  จะช่วยให้สะดวกเที่ยวเป็นอย่างมากครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ธันวาคม 2006, 21:21:04 PM โดย bz » บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2006, 20:50:47 PM »

ไม่ไกลจากเมืองมัณฑะเลย์เป็นแหล่งหินอ่อนขนาดใหญ่ของประเทศ
จึงพบงานหัตถกรรมแกะสลักหินอ่อนอยู่ตามชานเมืองหลายต่อหลายร้าน


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ธันวาคม 2006, 22:38:51 PM โดย bz » บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #49 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2006, 20:57:40 PM »

พิธีสรงน้ำพระพักตร์พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปที่ชาวเมืองมัณฑะเลย์เชื่อมั่นศรัทธาในพุทธบารมีเป็นอย่างยิ่ง
พิธีสรงน้ำพระพักตร์กระทำเวลาตีสี่ของทุกวัน
มีชาวเมืองมาร่วมพิธี และปฏิบัติธรรมอย่างเนืองแน่นทุกวันเช่นกัน
เห็นได้ว่าศรัทธาเขามากล้นแค่ไหน
พวกเราต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อจะไปเข้าร่วมพิธีนี้
เสร็จแล้วต้องเดินทางต่อไปอินเลในตอนเช้า

(ใครมีโอกาสมาเยือนวัดนี้ ในตอนกลางวันอย่าลืมแวะไปชมประติมากรรมสัมฤทธิ์ รูปช้างเอราวัณ สิงห์ และทวาลบาล แห่งสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่7  ที่เจ้าสามพระยาไปตีเอามาจากขอม  แล้วพม่าก็ยึดเอาไปตอนเสียกรุงครั้งที่หนึ่งอีกที)



ขอสวัสดีปีใหม่มายังทุกท่านที่ออกเดินทางไปท่องเที่ยวช่วงปีใหม่
ขอให้เที่ยวสนุกปลอดภัย
ส่วนเพื่อนๆที่ยังไม่ได้ไปไหนเดี๋ยวมาสวัสดีปีใหม่กันอีกรอบฮับ ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ธันวาคม 2006, 22:41:30 PM โดย bz » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #50 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 08:05:29 AM »

พระราชวังมัณฑะเลย์เป็นพระราชวังที่เพิ่งฟื้นฟูขึ้นใหม่   ดูไม่ค่อยเนียนเท่าใดนัก  แต่ก็ยังมองเห็นถึงความยิ่งใหญ่
คูคลองรองกำแพงเมืองก็กว้างใหญ่   สมกับเอาไว้ป้องกันศึก  ไม่เหมือนแถวบ้านผม  คูเมืองเล็กนิดเดียว  จนคิดอยู่เสมอว่าจะป้องกันอะไรได้   แต่เขาก็ว่าเมื่อก่อนกว้างอยู่  แต่ถูกถมครึ่งหนึ่งไปเป็นถนนรอบคูเมืองที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้   และถนนก็ถมสูงขึ้นมาทุกที  จนยอดกำแพงสูงไปกว่าถนนไม่มาก

ภูที่เห็นหลังแนวคูเมืองจากรูปพระราชวังมัณฑะเลย์คงเป็นดอยที่เขาใช้ขึ้นไปดูวิวตัวเมืองและ sunset
ไปเมืองพม่าไม่ว่าที่ไหน  แม้แต่ริมฝั่งอิระวดี และที่พุกามที่ต้องปีนเจดีย์ขึ้นไปดู (ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังให้ปีนกันหรือเปล่าหรือนั่งบอลลูนกันแล้ว) ก็คือโปรแกรมไปชม sunset   จนต้องแซวว่าทำไมไม่จัดไปดู sunrise มั่ง
แต่ที่ต้องตื่นก่อน sunrise คือการไปชมพิธีล้างหน้าพระมหามุณี  ที่ทำกันทุกวันทุกปีมาหลายร้อยปี  จนหน้าของพระองค์ผ่องใสอย่างนั้น
เขาว่านี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อของท้องถิ่น (ผี) กับศาสนาพุทธที่ผสมกลมกลืนกัน
เช้ามาต้องมาล้างหน้าแปรงฟันให้ผีบรรพบุรุษว่างั้นเหอะ

คุยเรื่องเมืองพม่านี่เรื่องยาว
แล้วจะหารูปและเรื่องมาแจมด้วย  แต่เป็นรูปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้วนะครับ  เอามาเปรียบเทียบดูว่าเมียนมาร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้วบ้าง

แต่ก็แปลกเหมือนกันนะครับ   ประเทศที่ถูกด่าที่สุดเรื่องเผด็จการทหาร  การปิดประเทศและการกดขี่  กลับมีของเดิมที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชมกันอยู่มาก
เรื่องถอดรองเท้าเข้าวัดนั่นก็เรื่องหนึ่ง  ไม่ว่าเจ้าใหญ่นายโตแค่ไหนก็ต้องถอด
ไม่เหมือนสยามประเทศที่ปากว่าตาขยิบ

แล้วก็ประเทศที่ว่าประชาธิปไตยมากๆ  เปิดมากๆ
เปิดไปเปิดมาก็กลับไม่มีอะไรจะโชว์เขาแล้วเหมือนกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม 2006, 08:07:58 AM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #51 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 08:29:22 AM »

อันเรื่องของตลกผู้กล้าแห่งมัณฑะเลย์ก็มีอยู่ว่า

การแสดงครั้งหนึ่งที่มีชื่อว่า "ใครใหญ่กว่ากัน"
ตลกคนที่หนึ่ง : "ข้านี้แหละใหญ่สุด  เพราะวัวของข้าตัวใหญ่มาก"
ตลกคนที่สองเกทับว่า "วัวของข้าสิใหญ่กว่า  เพราะมันยืนคร่อมภูเขาได้ทั้งลูก  เวลามันก้มมากินหญ้า  มันจะก้มไปกินหญ้าถึงอีกหมู่บ้านหนึ่งเลยทีเดียว"

ตลกคนแรกอมยิ้มแล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นหลบไปเลย  วัวของเจ้าตัวแค่นั้นก็แค่เอามาผูกไว้กับเสาบ้านของข้าเท่านั้น   เพราะบ้านของข้าใหญ่ขนาดที่เด็กตกมาจากหลังคา  กว่าจะตกถึงพื้นก็กลายเป็นคนแก่เสียแล้ว"

ตลกคนที่สองไม่ยอมแพ้ต่อปากว่า "บ้านแค่นั้น  ลุงของข้าคงเข้าไปอยู่ในบ้านของเจ้าได้แน่ๆ   เพราะลุงของข้าตัวใหญ่ขนาดที่คนย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์สามารถมองเห็นได้ในเวลาเดียวกันเลย"

ได้ยินดังนั้นตลกคนแรกจึงหัวเราะก่อนโต้กลับไปวา  "ถ้าอย่างนั้นลุงของเจ้าคงแต่งงานกับป้าของข้าได้   เพราะเพียงแค่ป้าของข้ายกเข่าขึ้นมา   เข่าก็จะกระแทกท้องฟ้าดังตึง ตึง  เหมือนกับเสียงฟ้าร้องยังไงล่ะ....
แล้วป้าของข้ายังมีงอบใบหนึ่งที่ใส่แล้วสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนให้กับประชาชนทั่วประเทศพม่าได้เลย"

แค่นี้ก็เป็นเหตุให้คณะตลกที่สมาชิกสามคนต้องสูญเสียอิสรภาพไปเป็นเวลากว่า 5 ปี

เหตุเพราะ "งอบ" ที่กล่าวถึงเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเอ็นแอลดีของนางอองซานซูจี
และตลกครั้งนี้เล่นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2539  ที่บ้านของนางอองซานซูจี  ใจกลางกรุงย่างกุ้ง
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #52 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 08:39:47 AM »

"ปาปาเลย์" เป็นชื่อของคณะตลกหนวดงามสามพี่น้องตามชื่อของพี่ชายคนโตที่เป็นหัวหน้าคณะ

บ้านเกิดของพวกเขาอยู่ที่มัณฑะเลย์ ภาคกลางของพม่า  ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะการเต้นรำพื้นบ้าน   ครอบครัวของพวกเขาเป็นตลกพื้นบ้านมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ   ปัจจุบันเป็นรุ่นที่สาม  มีสมาชิกเกือบ 30 ชีวิต  นอกจากพี่น้องสามคนตัวเอกแล้ว  ภรรยาและเครือญาติของพวกเขายังทำหน้าที่เป็นนักเต้นรำ  นักดนตรี ตลอดจนผู้ดูแลเวที

เล่นมาตั้งแต่อายุ 15  ต่อเนื่องมาตอนนี้ก็กว่า 30 ปีแล้ว

ลักษณะการแสดงจะผสมผสานระหว่างการแสดงพื้นบ้านสองรูปแบบหลักๆ คือ "การแสดงเอเงี้ยนปอย"(A-nyeint pwe) และการเต้นรำนัท (Nat) 

การแสดงเอเงี้ยนปอย เป็นการแสดงในรูปแบบละครเวทีผสมผสานกับการเต้นรำดนตรี  การร้องอุปรากรหรือโอเปร่า  รวมถึงมุขตลกเสียดสีเหตุการณ์การเมืองหรือชีวิตประจำวัน   ส่วนการเต้นรำเทพเจ้าจะใส่เครื่องแต่งกายเป็นเทพองค์ต่างๆที่ชาวพม่านับถือและออกมาร่ายรำด้วยท่าเต้นต่างๆ กัน

ในอดีตคณะแสดงจะตระเวณไปตามหมู่บ้านที่มีเจ้าภาพติดต่อมา  ไม่ว่างานบวช งานแต่ง งานศพ หรืองานรื่นเริงใดๆ   เจ้าภาพจะเป็นผู้ว่าจ้างและสร้างเวทีขึ้นที่หน้าบ้าน  และเปิดให้คนในชุมชนเข้ามาร่วมชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย    เพราะเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สู่กันและกัน   

เนื้อหาการแสดงจะสอดคล้องกับรูปแบบงานของเจ้าภาพและสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น   การแสดงของคณะตลกจึงกลายเป็นผู้ที่นำข่าวสารไปสู่ชุมชนที่ข่าวสารยังเข้าไม่ถึงดี

(ข้อมูลจาก "สาละวินโพสต์  โดย ธันวา สิริเมธี ฉบับ 16 ส.ค. -30 ก.ย.)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #53 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 13:09:17 PM »

หลังงานแสดงในวันนั้น 3 วัน (หลังวันครบรอบวันเอกราชแห่งชาติที่จัดขึ้นที่บ้านอองซานซูจี)   วันที่ 7 ม.ค. 39  เที่ยงคืนของวันนั้นพวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมากกว่า 20 คน บุกเข้ามาล้อมบ้านพร้อมกับจับไปที่สำนักงานข่าวกรอง

พวกเขาถูกสอบสวนโดยถูกบังคับให้นั่งเก้าอี้ทรงสูง  ขาไม่ถึงพื้นและต้องถูกไฟส่องหน้าทั้งคืน   พวกเขาต้องคอยตอบคำถามวนไปเวียนมาว่าได้แสดงมุขตลกอะไรไปบ้าง   และเป็นอย่างนี้เป็นเวลาสองอาทิตย์ก่อนถูกส่งเข้าเรือนจำมัณฑะเลย์และถูกตัดสินจำคุก 7 ปี  ข้อหาทำให้รัฐบาลเสื่อมเสียชื่อเสียง

ระหว่างการพิจารณาคดี  อองซาน ซูจีและผู้นำของพรรคเอ็นแอลดีพยายามเดินทางมาให้ปากคำ  แต่ขบวนรถไฟถูกสกัดกลางทาง   และแยกโบกี้ที่เธอนั่งออกไปจากขบวนโดยเจ้าหน้าที่อ้างเหตุผลว่าโบกี้ที่เธอนั่งนั้นเสีย   ไม่สามารถเดินทางไปร่วมกับโบกี้อื่นๆ ได้

ปีนั้นเป็นปีแรกที่รัฐบาลทหารพม่าเพิ่งเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ย   ซูจีจึงเหน็บแนมรัฐบาลทหารว่า "ปีนี้เป็นปีการท่องเที่ยว   รัฐบาลน่าจะซ่อมโบกี้รถไฟนี้ให้ดีนะ   ไม่อย่างนั้นคงใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ได้"

จากนั้นพี่ชายคนโตสองคนที่ถูกจับถูกส่งอย่างลับๆ ไปยังค่ายผู้ใช้แรงงานหนักที่รัฐคะฉิ่นทางเหนือ   เป็นที่กักกันสำหรับนักโทษคดีอุฉกรรจ์   และไม่เคยมีนักโทษการเมืองคนไหนถูกส่งไปที่นั่นมาก่อน  (ส่วนใหญ่นักโทษการเมืองจะถูกขังที่คุกอินเส่งในย่างกุ้ง)   พวกเขาถูกย้ายตอนกลางคืนทางรถไฟ  โดยเจ้าหน้าที่ใช้หมวกคลุมหน้าและล่ามโซ่ที่ขาทั้งสองสองข้างตลอดการเดินทาง

ที่ค่ายนั้นพวกเขาต้องถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนหนักอึ้ง  ในขณะที่นักโทษอุฉกรรจ์รายอื่นกลับไม่ถูกพันธนาการใดๆ   เขาต้องยกด้ามขวานอันหนักอึ้งเพื่อกระเทาะหินสำหรับสร้างถนน  ขณะที่ขาทั้งสองข้างถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน   ตกกลางคืนต้องนอนบนพื้นปูนในห้องขังเดี่ยว

เมื่อภรรยาสืบทราบว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนก็เดินทางไปเยี่ยม   แต่สภาพของสามีในวันนั้นเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะจำไม่ได้

"ผมต้องตะโกนเรียกภรรยาตัวเองที่เดินผ่านหน้าผมไปโดยไม่หันมามอง  พอเธอหันมาก็ทำหน้าตกใจเพราะผิวหนังดำเกรียมแดดและผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก   ตามลำตัวเต็มไปด้วยยุงและแมลงกัด"   ปาปาเลย์ทบทวนความทางจำในวันนั้น

"เวลาไม่สบายพวกเราต้องหายาสมุนไพรมารักษากันเอง   บางครั้งเวลาทำงานกระเทาะหินจะถูกเศษหินกระเด็นใส่จนเป็นแผล  ทางเรือนจำก็ไม่มียาให้  พวกเราต้องนอนบนพื้นใต้หลังคาที่มีรูรั่ว   ถูกยุงและแมลงกัด  เป็นทั้งโรคผิวหนังและมาเลเรีย   ผมเป็นมาเลเรียมาหลายครั้ง  และมองเห็นเพื่อนนักโทษตายทุกๆ สองถึงห้าวัน"

แม้จะลำบากถึงเพียงนั้น  แต่เขาก็ยังมองโลกในแง่ดี
"เวลาผมทำงานหนักๆ  ผมจะร้องเพลงไปด้วย   ผมเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่าผมจะต้องไม่ตายในคุก  สักวันหนึ่งผมจะได้มีชีวิตรอดกลับไปเล่นข้างนอกอีก"
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #54 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 13:29:34 PM »

ส่วนทางลูมอว์น้องชายคนเล็กที่รอดพ้นจากการถูกจับพร้อมพี่ชาย   คณะตลกจึงขาดนักแสดงนำไปถึงสองคน  และยังถูกสั่งห้ามไม่ให้แสดงในที่สาธารณะ   ลูมอว์ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการขายบุหรี่ให้นักท่องเที่ยว   และเริ่มฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

แต่สายเลือดศิลปินยังไม่หมดไป   เขายอมเสี่ยงเปิดการแสดงอีกครั้งสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ   โดยดัดแปลงชั้นล่างของเรือนแถวห้องหนึ่งกลางกรุงมัณฑะเลย์เป็นที่แสดง   โดยใช้ไม้กระดานสูงจากพื้นราวหนึ่งคืบเป็นเวที  มีเก้าอี้พลาสติกสีแดงให้คนดูนั่ง   

ครั้งนี้เขาใช้ข้ออ้างว่า  "เป็นการแสดงในบ้านพัก"  มิใช้ "ที่สาธารณะ"  และแสดงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชม   เขาจึงไม่ได้ทำผิดกฏหมาบแต่อย่างใด   รัฐบาลทหารจึงทำอะไรไม่ได้ถนัด  ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ

ในทุกค่ำคืนของการแสดง  น้องชายคนเล็กได้ใช้ไหวพริบบอกเล่าเรื่องราวของพี่ชายอีกสองคนที่ถูกจับกุมตัวให้แก่บรรดานักท่องเที่ยวได้รับทราบ   เรื่องราวของพวกเขาจึงได้รับการเผยแพร่ไปยังสื่อต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ   ส่งผลให้กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในพม่าและในต่างประเทศมีการรณรงค์ให้ปลดปล่อยพวกเขา   ดังเช่น การรวมตัวของคณะตลกหนวดชื่อดังในหลายประเทศ   รวมทั้งจากเจ้าผลิตภัณฑ์ bodyshop   ที่เรียกร้องให้ประชาชนจากหลายประเทศพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนภาพถ่ายใบหน้าของตลกหนวดทั้งสองคน   เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว

จากการกดดันดังกล่าวพวกเขาจึงได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดเดิมหนึ่งปีครึ่ง  จากที่กำหนดไว้ 7 ปี 

เช้าวันที่ 13 ก.ค. 2544  ครอบครัวได้รับแจ้งจากทางเรือนจำว่าตลกสองพี่น้องกำลังจะได้รับการปล่อยตัวในอีกสองวันข้างหน้า   ในเช้าวันที่ 15 ก.ค.  ก่อนปาปาเลย์จะเดินทางกลับมาถึงบ้าน  นอกจากบรรดา "แฟนคลับ" มารอต้อนรับจนแน่นถนนหน้าบ้านแล้ว   ยังมี "หน่วยข่าวกรอง" เจ้าเก่ามาตั้งกล้องวิดีโอบันทึกภาพติดตามการเคลื่อนไหวอยู่บนระเบียงบ้านฝั่งตรงข้ามด้วยเช่นกัน

เย็นวันนั้นนักท่องเที่ยวอิตาลีกลุ่มใหญ่ประมาณ 20 คน  เดินทางมาพบ  และขอให้สามพี่น้องกลับมาแสดงให้พวกเขาชมในวันรุ่งขึ้น

เมื่อข่าวล่วงรู้ไปถึงหน่วยข่าวกรอง ปาปาเลย์จึงถูกเรียกตัวไปและให้ลงชื่อรับรองว่าจะไม่กลับมาแสดงอีก  ปาปาเลย์แกล้งถามกลับไปว่า  "รัฐบาลเปิดการท่องเที่ยวเพื่อต้องการเก็บเงินจากนักท่องเที่ย   แต่พอนักท่องเที่ยวมาถึงและอยากดูการแสดง   รัฐบาลกลับไม่อนุญาต  แล้วจึงเอาอย่างไรกันแน่   ผมเซ็นชื่อให้ก็ได้ไม่มีปัญหา"  ว่าแล้วก็เซ็นชื่อและกลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดี

ตกกลางคืนหน่วยข่าวกรองมาเฝ้าติดตามปาปาเลย์เหมือนเช่นเคย   คืนนี้ปาปาเลย์ไม่ได้แต่งหน้าแต่งตัวเหมือนกับนักแสดงคนอื่นๆ   พอนักท่องเที่ยวมาถึงก็โวยวายทำไมปาปาเลย์ไม่แสดงด้วย   เขาจึงบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้แสดง    บรรดานักท่องเที่ยวจึงแสดงความไม่พอใจเจ้าหน้าที่อย่างมาก   

หลังจากนั้นปาปาเลย์ปล่อยให้น้องชายคนเล็กแสดงเพียงลำพังส่วนเขานั่งรวมกับกลุ่มผู้ชม   พอการแสดงเริ่มต้นปาปาเลย์จึงแก้เผ็ดเจ้าหน้าที่ด้วยการยักย้ายท่าทางท่ามกลางกลุ่มผู้ชม  และร่วมเล่นตลกจากทางด้านล่างของเวที   ทำเอาเจ้าพากันนั่งมองตาปริบๆ  ไม่รู้จะทำอย่างไรได้   ส่วนนักท่องเที่ยวต่างปรบมือให้กับไหวพริบปฏิภาณของเขา

นับจากวันนั้น  ปาปาเลย์เริ่มรู้ว่าเขามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอำนาจต่องรองกับหน่วยข่าวกรอง  เพราะรัฐบาลต้องการเงินจากนักท่องเที่ยว   และนักท่องเที่ยวที่มาถึงกรุงมัณฑะเลย์ก็ต้องการชมการแสดงของเขา   
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3921


ดูรายละเอียด
« ตอบ #55 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 13:41:54 PM »

"หน่วยข่าวกรองเรียกผมไปตักเตือน 3 ครั้ง  บอกว่าถ้าเสียดสีรัฐบาลอีกก็จะจับเข้าคุก   ผมเลยบอกว่า  ถ้าอยากให้ผมเลิกเล่นก็จับผมเข้าคุกแทนก็แล้วกัน   แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่กล้าจับผม   เพราะมีสื่อต่างประเทศและองค์กรต่างๆ จับตาดูอยู่   พวกเราจึงเป็นเสมือนเผือกร้อนที่พวกเขาไม่กล้าแตะ"

เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง  อองซาน ซูจี ก่อนหน้าที่ขบวนรถของเธอจะถูกโจมตีที่เมืองเดพายินเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2545   ก็ได้แวะมาชมการแสดงของพวกเขาที่กรุงมัณฑะเลย์ในคืนหนึ่ง    ในวันนั้นคณะตลำได้กลับมาแสดงเป็นภาษาพม่าอีกครั้งในรอบหลายปี   มีผู้ชมหลายพันคนแน่นขนัดทั่วถนนสาย 39 ใจกลางมัณฑะเลย์

ทุกวันนี้พวกเขายังเปิดการแสดงอยู่ทุกค่ำคืนตั้งแต่สองทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม   พวกเขายังปล่อยมุขเสียดสีรัฐบาลอย่างเต็มที่    หากจะกล่าวถึงหน่วยข่าวกรองพม่าก็จะเรียกว่าเคจีบี    แต่หากจะพูดถึงนางอองซานซูจี  พวกเขาก็จะกล่าวชื่นชมอย่างเปิดเผยโดยไม่หวาดกลัวการถูกจับกุม

ตลกหนวดทั้งสามพี่น้องกล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้พวกเขากล้าหาญท้าทายอำนาจเผด็จการมาจนถึงวันนี้ได้ก็คือ  "พวกเราเชื่อมั่นว่า  ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย  และการพูดความจริงต้องอาศัยความกล้าหาญเพื่อเอาชนะความหวาดกลัว"

ทุกวันนี้พวกเขายังเปิดการแสดงอยู่ทุกค่ำคืนที่ถนนสาย 39  ตัดกับถนนสาย 80 และ 81 

หากไปมัณฑะเลย์ในโอกาสต่อไปอย่าลืมหาโอกาสไปแวะเยี่ยมชมพวกเขาด้วยนะครับ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #56 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2006, 23:01:58 PM »

ขอบคุณคร้าบท่านแสนชัยสำหรับข้อมูลที่น่าสนใจ ยิ้มกว้างๆ
ใต้ภูเขาน้ำแข็งแห่งแดนดินพม่ายังมีอะไรซุกซ่อนอยู่อีกมาก

ปีหน้าฟ้าใหม่ผมคงจะเข้ามาว่ากันต่อ
ขออนุญาตไปเที่ยวก่อนคร้าบ
ขอสวัสดีปีใหม่2550มายังทุกท่าน
ขอให้โชคดีมีชัยโดยทั่วหน้า ยิ้มกว้างๆ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มกราคม 2007, 00:21:43 AM โดย bz » บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #57 เมื่อ: 07 มกราคม 2007, 10:49:17 AM »

การท่องเที่ยวในพม่าครั้งนี้ผมมีไฮไลท์ในใจสองแห่ง
แห่งแรกคือความยิ่งใหญ่ของพุกาม
ส่วนอีกแห่งคือความงามแห่งชีวิตชาวน้ำที่ทะเลสาบอินเล นี่เอง   

อินเล อยู่ที่ไหน
ลองนึกภาพสามเหลี่ยมหน้าจั่วดู
ให้มัณฑะเลย์อยู่มุมบน  พุกามอยู่มุมล่างซ้ายมือ    อินเลก็จะอยู่มุมล่างขวามือ
หรือนึกภาพว่าเรากำลังยืนอยู่กลางเมืองแม่ฮ่องสอน
หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีกสัก180กม.ก็จะถึงอินเล
ทะเลสาปน้ำจืดแห่งนี้อยู่ในรัฐฉานครับ

อินเลไปได้หลายวิธี นั่งรถ  นั่งรถไฟ หรือนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินเฮโฮ
ทุกวิธีต้องนั่งรถมาที่เมืองยวงชเว แล้วต่อเรือหางยาว เข้าอินเลอีกที

ภาพชีวิตระหว่างนั่งเรือเที่ยว
ชาวบ้านพายเรือด้วยเท้ากลับจากหาปลา

บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #58 เมื่อ: 07 มกราคม 2007, 10:52:28 AM »

เด็กๆพายเรือไปโรงเรียน

บันทึกการเข้า
bz
Hero Member
*****
กระทู้: 1201


ดูรายละเอียด
« ตอบ #59 เมื่อ: 07 มกราคม 2007, 10:59:41 AM »

ที่นี่เป็นสังคมชาวน้ำ  ทุกครัวเรือนล้วนใช้เรือในกิจวัตรประจำวัน
เป็นอีกโลกหนึ่งที่แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก

ความงามแห่งชีวิตที่อินเลนั้น
พม่ารักษาได้ดียิ่งกว่าหลวงพระบางของลาว

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 88   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!