บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2014, 04:55:36 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไฟใต้ในไทย...ไปทางไหน...ในโลก....ภายใน/ภายนอก บอกทิศทาง?  (อ่าน 59809 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #195 เมื่อ: 08 พฤษภาคม 2007, 18:09:28 PM »

ทหารไม่เจรจาม็อบ"อิงคยุทธ" ผู้ว่าฯสั่งสลายผู้ปิดถนนเบตง

คม  ชัด  ลึก
8 พฤษภาคม 2550 17:45 น.
 
ทหารไม่ยอมเจรจากับม็อบหน้าค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี บางส่วนยอมสลายแล้ว เผยรายชื่อ24ผู้ต้องสงสัยชนวนปลุกม็อบถนนสาย 410 ยะลา-เบตง ผู้ว่าฯสั่งสลายภายใน 24 ชม. รองผู้การนราฯออกไอซียูแล้วย้ำทำงานปกป้องชาติ สร้างจตุคามรุ่น“ร่ำรวยยั่งยืน”ช่วยครู3จว.ใต้

(8พค.) เวลา 10.00 น. มีชาวบ้านกว่า 300 คน ทยอยเดินทางมาปิดล้อมหน้าค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่อ.กรงปิยัง จ.ยะลา จำนวน 24 คน ในข้อร่วมกันวางแผนยิงขบวนรถท่านผู้หญิงวิริยะ ชวกุล
................................
.......................

 "อังคณา"ชี้ม็อบใต้ตอกรัฐผิดสัญญา

นางอังคณา นีละไพจิตร  คณะกรรมการศึกษาสอบสวน การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า  สถานการณ์ในขณะนี้เจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องใช้ความอดทนอย่างสูง และแก้ไขสถานการณ์ด้วยวิธีการสันติเท่านั้น เพราะสิ่งที่เกิดมาจากปัญหาบางอย่างซึ่งเกิดจากตัวข้าราชการ และเจ้าหน้าที่บางรายได้ก่อไว้ในช่วงที่ผ่านมาจนทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมแทบไม่หลงเหลือในความรู้สึกชาวบ้านในพื้นที่

 "จากการสัมผัสและพูดคุยกับกลุ่มผุ้ชุมนุมในบันนังสตา และกรงปินัง พบว่าชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และหมายจับตาม พรก.ซึ่งประชาชนมีคำถามฝากไปยังผู้เกี่ยวข้องว่าการจับกุมตัวตาม พรก.นั้นใช้เฉพาะกับคนมลายู และคนมุสลิม3จังหวัดเท่านั้นหรือ"

 คณะกรรมการศึกษาสอบสวน การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวต่อว่า ได้แนะนำชาวบ้านที่รวมตัวกันชุมนุมว่าหากญาติพี่น้องตกเป็นผู้ต้องสงสัย หากไม่มีความผิดทางการก็ปล่อยตัว หรือหากรัฐกล่าวหาว่ามีความผิดก็ต้องสู้และดำเนินไปตามกระบวนการ โดยกระทรวงยุติธรรมมีทนายพร้อมให้ความช่วยเหลือ

 "ชาวบ้านสวนกลับทันทีว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐผิดสัญญากับประชาชนมาแล้วหลายครั้ง จับแล้วก็อ่าว่าจะปล่อยสุดท้ายก็ไม่มาตามสัญญา ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันชาวบ้านเกิดความไม่แน่ใจว่ารัฐจะทยอยปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 24คนเมื่อไหร่ จึงออกมาเคลื่อนไหว"

 นางอังคณา กล่าวต่อว่า กรณีการควบคุมตัวทั้ง 24 ครั้งนี้ รัฐก็ยังไม่มีไม่เปิดเผยว่ามีใครบ้างที่เป็นผู้ต้องหา และกระบวนการดำเนินไปถึงขั้นใด เพราะหากชาวบ้านรู้ว่าคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ควรให้คำแนะนำในการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลต่อไป

   นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะ ประธานชมรมทนายความมุสลิมยะลา วันนี้รัฐจะต้องมีการตั้งชุดเจรจาม็อบชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นคณะทำงานลับ ไม่เปิดเผยตัว เพราะสิ่งสำคัยหลังจากได้พูดคุยและทำความเข้าใจกับม็อบในบันนังสตา กรงปินัง พบว่าชาวบ้านต้องการพูดคุยและเจรจากับคนกลางที่ไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น เนื่องจากเขายังรู้สึกหวาดระแวงอยู่

 "ที่ผ่านมาชาวบ้านจะพยายามติดต่อเพื่อขอพูดคุยกับนางอังคณา นีละไพจิตร หรือพญ.คุณหญิงพรทิพย์ รวมถึงทนายความมุสลิม เพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และเขาพร้อมที่จะเจรจาทุกเรื่องขอเพียงมีคนกลางมารับรองและรับฟังเงื่อนไขรวมถึงข้อเรียกร้องเท่านั้น"นายอดิลัน กล่าว

 ประธานชมรมทนายความมุสลิมยะลา  กล่าวต่อว่า วันนี้มีกระแสข่าวลือสะพัดในพื้นที่ถึงการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรี-เด็กมุสลิม ที่หน้ามัสยิดจาเราะปีแซคละ โดยมีกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนอยู่เบื้องหลัง จึงขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำความเข้าใจสถานการณ์เสียใหม่ว่าวันนี้หากต้องการเรียกศรัทธาความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จากประชาชนชายแดนภาคใต้ จำเป็นจะต้องมีตัวกลางเชื่อมระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ซึ่งไม่ควรผลักมิตรไปเป็นศรัตรู

 "ที่ผ่านมา หมอพรทิพย์ หรือคุณอังคณา รวมทั้งนักกฎหมายมุสลิม ไม่เคยเสนอตัวไปเจรจากับม็อบในพื้นที่ เพราะการใช้วิธีนี้มวลชนจะรู้สึกว่าเราเป็นคนของรัฐ ซึ่งเขาไม่ต้องการ ฉะนั้นทุกครั้งที่ผ่านมาเกิดจากการเรียกร้องของชาวบ้านทั้งสิ้นเพราะเชื่อว่าเรายังเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย"นายอดิลัน กล่าว
..........................................
............................
http://www.komchadluek.net/2007/05/08/a001_114216.php?news_id=114216
 
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #196 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2007, 00:25:27 AM »

การเมือง   - ข่าว
บึ้มทหารจ่อยิง7ศพโจรใต้เหี้ยม/ยอมปล่อย12ผู้ต้องสงสัย/'พัลลภ'ขอลุย

ไทยโพสต์
10 พฤษภาคม 2550    กองบรรณาธิการ

โจรใต้เหี้ยม! ระเบิดรถทหารบนถนนขณะกลับจากฝึกอบรมเยาวชนในพื้นที่ อ.ระแงะ จนพลิกคว่ำแล้วตามจ่อยิงหัวเรียงตัวทีละคนไม่เว้นแม้ตะกายหนีรวม 7 ศพ


ยึดปืนเอ็ม 16  ปืนพก  วิทยุสื่อสาร จากนั้นโปรยตะปูเรือใบก่อนหนีเข้าป่า ขณะที่ม็อบยังกดดันต่อ ผวจ.ยะลาแฉม็อบยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงสลายหวังนำเข้าที่ประชุมโอไอซี  15-16 พ.ค.  เผยปล่อยผู้ต้องหาแล้ว  12 คน คุ้มกันเข้มครูรับเปิดเทอม "สุรยุทธ์" ล่องใต้อีก 13 พ.ค.นี้ "พัลลภ" มาแล้ว นั่งที่ปรึกษา รมน. ลั่นพร้อมลุยไฟใต้ทันที
..................คลิก....................
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=10/May/2550&news_id=142059&cat_id=501
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #197 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2007, 01:59:07 AM »

เรื่องสั้น   
   
 
 
สถานการณ์ภาคใต้ 21 -
sangtien
บทที่ ๒๑ คีย์แมนโทน...แฉวิธีโจรจะยึดเมือง - โดย สอาด จันทร์ดี



............ผมโทรไปหา "คีย์แมนโทน" ซึ่งตอนนี้ ได้แยกย้ายกลับบ้านตั้งแต่ โรงแยกแก๊สก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่ๆ ด้วยเหตุว่าผมยังคงติดต่อกับคีย์แมนโทนเป็นระยะ ทำให้ผมได้ทราบเรื่องราว ความดุเดือดเลือดพล่าน ของพวกโจรปัตตานี พอที่จะประมวลได้

ครั้งหลังสุด ผมยกหูโทรเมื่อวันที่ ๒๘ พศจิกายน ๒๕๔๙ ผมบอกว่า ผมหางานรับเหมาใหม่ที่อำเภอจะนะ ห่างจากที่เดิม ๑๐ กม.ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ซึ่งขณะนี้บริษัทชิโน-ไทย เป็นผู้รับเหมาใหญ่ รับต่อมาจากบริษัทเมรูเบนี (ญี่ปุ่น) มีบริษัทเล็กๆรับเหมาช่วงอีกหลายบริษัท โครงการนี้เป็นโครงการโรงงานไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เขาอยากได้งานทำ จึงรับปากจะรีปไปพบผม

คีย์แมนโทนบอกให้ผมรอพบหน่อย เขาต้องการพบผมเพื่อจะหางานทำ จะไปพบผมที่อำเภอหาดใหญ่ เขาจะมีเวลาช่วงเช้าตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. ถึง ๑๔.๐๐ น แล้วจะรับกลับ

ผมรับปากด้วยความดีใจที่จะได้พบโทน ตั้งใจจะต้องหาคำตอบ และจะต้องหางานให้เขาทำ ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้เขาเกิดเข้าใจผิดว่า ผมอยากรู้เรื่องภาคใต้มากเกินไป

แต่ไม่นาน...หลังจากหนังสือเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่...
ถึงเวลานั้น จะไม่มีอะไรปิดบังอีกแล้ว...เขาต้องรู้ "ตัวจริง" ของผมจนได้

ผมนั่งรออยู่ห้องพัก ขณะนั่งรอ ผมได้เขียนต้นฉบับให้ นสพ. บ้านเมือง อีก ๒ ตอน เป็นเรื่อง "ยะลาวิกฤติ" กับเรื่องประวัติความเป็นมาของโจรปัตตานี แล้วผมก็ส่งให้ "คุณวิเชียร อินจนา" หน.บก.บ้านเมือง

อีกไม่นาน คีย์แมนโทนก็โผล่เข้ามาในห้อง
คีย์แมนโทนถามเรื่องงาน ผมบอกเขาว่า "คุณช้าง" นายช่างคนเดิม ทำงานอยู่โรงไฟฟ้าจะนะ เพิ่งจะลงมือ ถ้าโทนอยากทำงาน จะฝากให้ เขาบอกว่าเขาอยากทำ ผมจึงต่อโทรศัพท์ถึงคุณช้างที่โรงไฟฟ้า ฝากงานให้เขาทำได้โดยไม่ยาก

ผมถือโอกาสนั้นสอบถามเรื่องราวโจรปัตตานี เขาเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบังเหมือนเช่นเคย โดยได้นำความน่ากลัวว่าจะเกิดเหตุรุนแรง...เขาบอกว่าโจรก่อการร้ายได้ส้องสุมกำลังผู้คนเอาไว้ แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กำหนดดีเดย์ก่อนสิ้นปี ๒๕๔๙ หรืออย่างช้า ต้นปี ๒๕๕๐

กลุ่มที่หนึ่ง เป็นหน่วยกล้าตาย จบวิทยายุทธ์มาจากต่างประเทศ ภายใต้การนำของหัวหน้าโจร ใช้ชื่อจัดตั้งว่า "ดอเยาะ" ดอเยาะรับบัญชามาจากสะแปอิง เจ้าของโรงเรียนธรรมวิทยา

คนของดอเยาะส่วนหนึ่ง มาจากอาเจะห์ เป็นนักรบชั้นแนวหน้า

ทั้งสองกองกำลัง มีการเตรียมพร้อมที่จะก่อความไม่สงบขั้นรุนแรง

กสุ่มที่สอง มีหัวหน้าโจรชื่อ "มะแซ อุเซ็ง" ค่าหัว ๕ ล้านบาท มะแซ อุเซ็ง มีอำนาจใหญ่โตมาก ถ้าพวกโจรปัตตานีได้รับชัยชนะ มะแซ อุเซ็ง จะได้รับตำแหน่ง ผบ.ทบ. และจะได้เป็นรัฐมนตรีว่า กระทรวงกลาโหม

กลุ่มที่ ๓ มีหัวหน้ามากมายหลายคน รวบรวมกองกำลังหญิงและเด็กเอาไว้ขึ้นยึดที่ทำการของรัฐ เช่น สถานีตำรวจ สถานีอนามัย โรงพยาบาล สำนักงาน อบต. ที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางจังหวัด ศาล วัด ศาลาประชาคม

มีเป้าหมายจะปิดล้อมค่ายทหาร และตำรวจ บังคับให้ยอมจำนน

โจรจะบุกเข้ายึดพระราชวังทักษิณราชนิเวศน์ แล้วจะใช้เป็นที่ประกาศเอกราช....

คีย์แมนโทนบอกต่อไปว่า ถ้าแผนการต่างๆไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้ โจรปัตตานีจะใช้วิธีก่อกวนทำความเสียหายให้เกิดขึ้นจนทนไม่ไหว การฆ่าตัดคอ เผาดิบ หรือเอามีดเชือดให้เป็นคดีฮือฮา ทำลายความศรัทธาของประชาชนว่า รัฐไม่มีความสามารถทำให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบลงได้ จะทำให้เกิดความกดดันในรูปแบบต่างๆ หนักหน่วงยิ่งขึ้น

มีเรื่องจริงที่โจรทำได้แล้วในวันนี้ (๒๘ พศจิกายน ๒๕๔๙) ได้แก่การยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ โจรสามารถควบคุมมวลชนได้ครบทุกพื่นที่ พวกข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และคนพุทธกลายเป็น "ตุ๊กตาไขลาน" เดินกะย่องกะแย่งเหมือนคนตายทั้งเป็น

เรื่องจริงอีกเรื่อง ได้แก่ ไม่มีใครรู้ว่า "หัวหน้าบงการใหญ่" อยู่เบื้องหลังคือใคร

คีย์แมนโทน บอกว่า ฝ่ายราชการเพ่งเล็งไปที่สะแปอิง โรงเรียนธรรมวิทยา ว่าเป็นหัวหน้าโจร

จะว่าสะแปอิงก็ใช่ เพราะว่าผู้ที่จะถูกเปิดตัวให้เป็นผู้นำสูงสุด ในวันประกาศตั้งรัฐปัตตานี ได้แก่ "สะแปอิง" อย่างแน่นอน สะแปอิง มีฐานะทางสังคมสร้างเอาไว้สูง ฝีก "นักรบ" เอาไว้มาก พวกนักรบของสะแปอิง เป็นนักเรียนนักศึกษาระดับเยาว์วัย สมัยหนึ่งเคยมีภาพหลุดรอดออกมาว่า เป็นภาพฝีกการรบในป่า หนังสืพิมพ์เอาไปลงข่าวฮือฮา

ต่อมาไม่กี่วัน..มีข่าวออกมาจากหน่วยเหนือว่า เป็นภาพนักเรียนแต่งแฟนซี
ไม่ใช่เป็นภาพนักศึกษาฝีกอาวุธ...

แส่ดงให้เห็นว่า "ไส้ศึก" ทำงานสกัดกั้นเพื่อปกป้องพวกเขาอย่างได้ผล

อย่างไรก็ตาม มนต์ขลังที่จะได้ใครมาเป็นผู้นำของประเทศที่แท้จริงนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ตอนนั้น จะมีหัวหน้าใหญ๋ "เบอร์ซาตู ชื้อ ดร.วัน กาเดร์" จากกัวลาลัมเปอร์ รวมทั้งหัวหน้าใหญ่จาก ซ่าอุดิอาระเบีย หรือ กลุ่มประเทศอาหรับทั้งหมด หรือต่อไปถึงหัวหน้าใหญ่ในประเทศสวีเดน อเมริกา และ ยูโรป จะพากันลงมติว่า จะลือกใครมาเป็น
" สุลต่านองค์แรก"

รัชทายาทราชวงค์ที่แท้จริงของเชื้อสายสุลต่าน...ถูกเก็บเอาไว้ในความลี้ลับ
เขาลือกันว่าประดาแกนนำต่างๆ รู้กันแล้วว่าเป็นใคร

คีย์แมนโทนบอกว่า ในเบื้องต้นนี้ ขั้นตอนที่สำคัญคือ กำลังอยู่ในข่วงของการเตรียมยึดเมืองให้เป็นที่เปิดเผย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะยึดอย่างไร จึงจะทำให้เป็นที่เปิดเผยได้

สถานการณ์ในเวลานี้ จึงอยู่ในทาง ๒ ปัญหา
ปัญหาที่หนึ่ง - ขณะนี้โจรยึดอำนาจรัฐได้แล้วเกือบหมด แต่ยังไม่มีทางประกาศเปิดเผยได้
ปัญหาที่สอง - โจรกำลังวางแผนขั้นแตกหัก หาทาง "ยึดเมือง" แล้วประกาศแก่ชาวโลกได้

คีย์แมนโทนบอกว่า พวกแกนนำเขาคิดหาหนทางใน ๒ ปัญหานี้อยู่ อันหมายถึงประชาชน ยังคงไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะเป็นอิสลามอยู่ในกลุ่มแนวร่วมของโจรปัตตานี สักษณะเช่นนี้แหละ ที่แสดงว่าโจรยึดเมืองได้แล้ว แต่เป็นที่รู้กันในหมู่ประชาชนเท่านั้น ยังไม่ได้ประกาศให้ชาวโลกรู้ พวกเขากำลังหาหนทางประกาศอยู่

โทนบอกว่าเขาสงสารและรู้สึกเห็นใจคนพุทธ แต่จะทำอย่างไรได้ มันใหญ่โตเกินไปที่คนอย่างเขาจะออกความเห็น

ผมเดินลงมาส่งคีย์แมนโทนที่ลานจอดรถ เขาขับรถออกไปด้วยท่าทางสดชื่นแจ่มใส ไม่มีแววรับทุกช์อะไรเลย ตรงกันข้ามกับชาวหาดใหญ่ทั้งหลาย พากันตกอยู่ในอาการขรึมซึมเศร้าฝังลึก บางคนบอกกับผมว่า ชีวิตไม่ปลอดภัย ถ้าโจรปัตตานีได้ ๓ จังหวัด มันจะกระทบร้ายแรงถึง ๕ - ๖ จังหวัด

ภุเก็ต เกาะสมุย เกาะสาหร่าย เกาะลันตา...หรือเกาะตะรุเตา ฉิบหายหมด

อ่าวไทย หรืออันดามัน...เสร็จมัน..

ผมบอกกับชาวหาดใหญ่ที่รักกันว่า...เป็นไปไม่ได้

ชาวหาดใหญ่ตอกกลับผมว่า...รัฐบาลก็พุดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันกำลังจะเป็นไป

เมือได้ยินเช่นนั้น ผมเงียบอึ้งเลย...

บทที่ ๒๒ โฉมหน้าผู้บงการซ่อนอยู่ ในองค์การศาสนา..โดย สอาด จันทร์ดี


ในที่สุด...โจรปัตตานีก็ได้รับความสำเร็จ ในการทำให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยากว่า เจ้าภาพของการต่อสู้ "คือ องค์กรศาสนาอิสลาม" โดยเฉพาะได้แก่ องค์กรศาสนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลัก (เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า องค์การอิสลามในกรุงเทพมหานคร ไม่มบทบาทในการต่อสู้) ทำให้โฟกัสลงไปได้ว่า
ผู้นำศาสนา และผู้สอนศาสนาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม

วิธีการของโจรปัตตานี จะอ้างอยู่ ๒ ประการ
๑) อ้างว่าประเทศไทย ปกครองปัตตานีด้วยความไม่เป็นธรรม กดขึ่ข่มเหง
๒) รัฐบาลไทยข่มเหงรังแกอิสลาม...!!

โจรปัตตานี ได้อาศัย ๒ ประเด็นนี้ เป็นสาเหตุหลักก่อให้เกิดความขัดแย้ง ถ้าก่อปัญหาไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการ "ทำร้าย" หรือไม่ก็อาศัยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ออกเอกสารกล่าวหา ทำให้สังคมมุสลิมปั่นป่วน เพราะชาวบ้านได้รับฟังแต่เรื่องที่ไม่จริง

โจรปัตตานีสามารถสร้างผู้นำทางศาสนารวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นหัวหน้าในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฎิบัติการตามคำสั่ง และยังสามารถทำให้ห้วหน้าแต่ละคนมีความดูดดื่ม เลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเป็นนักรบของพระเจ้า เป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลาม

แล้วก็สร้างให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด

โจรปัตตานี ได้ใช้วิธีหลายรูปแบบ อบรมบ่มนิสัย สร้างนักรบ สร้างความกล้าหาญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการอบรม จะยินยอมพร้อมใจ มอบตัวเองเข้าไปรับใช้ โดยไม่ได้นึกแม้แต่นิดว่าแผ่นดินที่อ้างว่าจะปลดปล่อยให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้านั้น ที่แท้ก็คือจังหวัดปัตตานีที่เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยตั้งแตไหนแต่ไรมา

โจรปัตตานีบิดเบือนข้อเท็จจริง ปลอมประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อว่าปัตตานีและอีกหลายจังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของมลายู แต่ต้องเสียดินแดนให้ไทยเพราะอังกฤษเข้ามารุกราน แล้วอังกฤษก็แบ่งส่วนนี้ให้ประเทศไทยยึดครอง

เมื่อประเทศมลายูทั้งหมดได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ประเทศไทยไม่ยอมให้เอกราชแก่ปัตตานีแม้เพียงตารางนิ้วเดียว

สิ่งเหล่านี้คือการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ความจริงในประวัติศาสตร์นั้น ปัตตานีและอีกหลายจังหวัดในแหลมมลายู เป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยกรูงครีอยุธยา เช่น ไทรบุรี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ก็ยังมีหมู่บ้านไทยตั้งอยู่ในรัฐกลันตัน รัฐเปอร์สิส และเมืองอะโรสตาร์ หมู่บ้านบางหมู่บ้าน ยังมีชื่อไทย เช่น หมู่บ้านนาคา คนไทยในประเทศมาเลเซียพูดไทยสำเนียงกรุงเทพฯยังไงยังงั้น เหมือนคนบางกอก - ไม่มีเพี้ยน (ผู้เขียนไปเยื่ยมชมหมู่บ้านเหล่านี้มาหลายครั้ง)

ประเทศไทยตะหากเสียดินแดนให้อังกฤษ เมื่ออังกฤษปล่อยมลายูให้ได้รับเอกราช แทนที่ประเทศไทยจะได้ดินแดนคืน กลับสูญเสียไปเลยรวมแล้ว ๕ จังหวัด เช่น จังหวัดปีนัง เป็นต้น

ดินแดนปัตตานี เป็นของประเทศไทยตั้งแต่โบราณกาล แต่เนื่องด้วยคนมลายูได้อพยพเข้ามามาก กอรปกับนับถือศาสนาอิสลาม จึงอ้างไปส่งเดชว่า ไทยปกครองปัตตานีมายาวนาน ไม่ยอมให้เอกราช

เรื่องง่ายๆ ในประวัติศาสตร์โดยแท้ แต่กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ถูกโจรปัตตานีแหกตา เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ ตั้งแต่เมือ ๕๐๐ ปี ก่อนถึงปัจจุบัน ยังไม่เลิก

วิธีการที่พวกโจรเอามาใช้อย่างได้ผลนั้น เรื่องคือการ "บิดเบือน" แล้วก็สร้างสิ่งที่บิดเปือนให้น่าเชื่อถือว่า เป็นเรื่องจริง โจรปัตตานีได้อาศัยสถาบันของศาสนา แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ "องค์อัลเลาะห์" มาเรียกร้องความสามัคคึจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นอิสลามด้วยกัน

พี่น้องอิสลามผู้บริสทธิ์ตกเป็นเหยื่อของโจรอิสลาม ขยายวงกว้างออกไปทุกที

โจรปัตตานีชี้ให้เห็นว่า การปกครองที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติที่แท้จริง ต้องเป็นรัฐอิสลามเท่านั้น ผู้นำของประเทศ ต้องใช้หลักการของพระศาสนาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อปัตตานีได้รับการปลดปล่อย คณะกรรมการจะทำการเลือกเฟ้นอย่างสำคัญที่สุด เพื่อจะสรรหาผู้นำของประเทศ

รู้กันในหมู่ชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส ว่ามีทางสองแพร่งที่จะต้องเลือกเดินในอนาคต แพร่งที่หนึ่ง ผู้นำสูงสุดเลือกมาจากสายสุลต่านเก่า หรือ/แพร่งที่สอง เลือกมาจากผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม หรือจะได้รับการสถาปนาเป็นสุลต่านองค์แรก

วันนี้ ถ้าอยากดูโฉมหน้าของผู้บงการ กับโฉมหน้าใครถูกจองตัวให้เป็นประธานประเทศ จะไม่เหมือน...คนที "บงการ" กับคนทึ่จะมาเป็น "สุลต่าน" ไม่ได้เกี่ยวกัน คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือสุลต่าน ไม่ได้ร่วมบัญชาการรบ แต่ได้ทำหน้าที่ในระดับสากล

คนที่บัญชาการ ก็บัญชาการรบ ทำหน้าที่ "รบ" เป็นการจำเพาะ
โฉมหน้าของผู้บงการ ที่คนไทยอยากรู้ว่าเป็นใคร(?)นั้น ถ้าต้องการรู้จริงๆ ก็ไม่เกินบ่ากว่าแรงที่จะรู้ได้ ซึ่งผู้สันทัดกรณีได้บอกวิธีการดูเอาไว้ ดังนี้

๑. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ "อับดุลกาเดร์" ว่ามีใครเป็นคนสายนี้?
๒. ดูได้จากสายเลือดคนใดคนหนึ่งของ "หะยีสุหลง" ว่ามีใครเป็นลูกเต้า เหล่ากอ?

สรุปแล้วมีอยู่ ๒ สายเท่านั้น ดูได้ไม่ยากเลย ดูแล้วจะร้อง "อ๋อ" คนนี้เอง ทีนี้...ถ้าอยากรู้ให้ชัด ก็ต้องค้นหาว่า "ใคร"...คือสายเลือดของ"อับดุลกาเดร์"...? และใครคือสายเลือดของ "หะยีสุหลง" ? คนใดคนหนึ่งใน "ต้นตระกูล" นักสู้ดังกล่าวนี้ คือจอมบงการอย่างแน่นอน และถ้าจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็ต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า ทั้งอับดุลกาเดร์(พ.ศ. ๒๔๔๐) เรื่องราวเมื่อ ๑๐๙ ปีก่อน และหะยีสุหลง อับดุบกาเดร์ (พ.ศ. ๒๔๙๔) เรื่องราวเมื่อ ๕๕ ปีผ่าน เป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่

เมื่อวิเคราะห์อย่างนี้ ก็จะเหลือ "ผู้บงการ" อยู่หนึ่งเดียว
ขณะนี้มีบัญชีรายชื่อผู้บงการอยู่หลายคน เช่น มะแซ อุเซ็ง (ค่าหัว ๕ ล้านบาท)
สะแปอิง ผู้โด่งดังจากโรงเรียนธรรมวิทยา และ ดร.วัน กาเดร์ หัวหน้าขบวนการ
" เบอร์ซาตู" ตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย

ไม่มีใครรู้ว่า ดร.วัน กาเดร์ เป็นลูกหลานใคร แต่การที่เขาก้าวขึ้นมาเป็น "แม่ทัพใหญ่" ควบคุมทุกขบวนการเอาไว้ในคอลโทรล ชื่อขบวนการของเขา ไม่ใช่เขาตั้งเอง แต่เขาได้จับเอาองค์กรจัดตั้ง ๒๓ องค์กร เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จึงเรียก เบอร์ซาตู โดยไม่มีคำว่า "พูโล" พ่วงท้ายเลย
เบอร์ หมายถึง "อับดับที่..."
ซาตู..หมายถึง "หนึ่ง"

ผู้สันทัดกรณ๊เอง ก็ไม่อาจวิเคราะห์ฐานะของ ดร.วัน กาเดร์ ได้ แต่น่าจะเชื่อว่า นายคนนี้คือกระเป๋าเงิน "หนึ่งหมื่นล้าน" ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู สร้างกองทัพพระเจ้าให้เติบโตขึ้นมา นอกจากจะเป็นกระเป๋าเงินแล้ว เขายังเป็นที่ยอมรับของนักการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะคือ ท่านอดีต นายกฯ มหาเธร์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโฉมหน้าของจอมบงการ จะยังไม่ชัดก็ตาม ภาพได้ปรากฎชัดออกมาว่า องค์กรศาสนาอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือเจ้าภาพตัวจริง!!

โจรปัตตานีเองมีความจงใจทีจะให้เจ้าภาพตัวจริง คือสถาบันอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรปัตตานีสามารถชูเอาศาสนาขึ้นมาเป็นจอมทัพ โดยพยายาม "ปั้นกรอบ" ให้เป็นภาระหน้าที่ของชาวอิสลามใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น เป็นการปกป้องอิสลามจากส่วนกลางไม่ให้ได้รับผลกระทบ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ได้อาศัย "พลังอิสลาม" เป็นทฤษฏีชี้นำไปในตัวเสร็จ
พร้อมกันนี้ ก็ได้ป้องกันมิให้อิสลามจากส่วนกลาง เช้ามามีบทบาทร่วมโดยเฉพาะในความเชื่อที่ว่า ถ้าได้รัฐปัตตานีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นท่านจูฬาราชมนตรี หรืออิสลามคณะใดก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชาติที่ตั้งขึ้นใหม่ในโลก

พวกเขาคิดการไกลชนาดนั้น ผมพยายามที่จะกระเทาะเปลือกให้เห็นใบหน้าจอมบงการ คือใคร ซึ่งตอนนี้ท่านอ่านออกได้เองแล้วว่า "คนนั้นกับคนนี้" คือจอมบงการ แม้ว่าโจรปัตตานีจะหาทางให้ ศาสนาอิสลาม เป็นเจ้าภาพที่แท้จริง แต่โจมบงการที่แท้จริงมิใช่ศาสนา แต่เป็นคนที่มีพละกำลัง อำนาจ
คน-คนนั้นเคยเป็นถึงรัฐมนตรี เคยเป็นนักการเมืองใหญ่
เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของกบฎปัตตานี
แล้ววันนี้...เขาบงการต่อ...ในขณะที่รัฐบาลบอกว่า ไม่รู้ว่าเป็นใคร จนถึงไข่แดงแล้วคลี่ให้ดูว่า ไฟใต้...ใครบงการ ? เมื่อท่านอ่านจบ โปรดจำขื่อเอาไว้...โจรปัตตานีพวกนี้ ป้วนเ**ยนอยูในแวดวงการต่อสู้ อยู่ไม่ไกลจากตัวท่านดอกครับ

นี้คือทีวีวงจรปิด ที่สามารถฉายภาพดูได้...แต่รัฐบาลไม่ยอมฉาย...มันถึงได้มืดยังไงล่ะ

บทที่1 ไม่เกินปี 2551 ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดน

ผมขออนุญาตเขียนบทความวิเคราะห์สถานะการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้างนะครับ

ขออ้างอิงข้อมูลจากท่านสอาด จันทร์ดี ซึ่งมีความใกล้เคียงกับที่ผมเคยวิเคราะห์ด้วยตนเองมาก่อนหน้านั้น(ปลายปี 2547) และผมได้ติดตามอ่านบทความของท่านสอาด จันทร์ดีมาทุกตอนเลย ได้ประโยชน์มากๆอย่างเหลือล้น และมีความน่าจะเป็นดังที่ท่านเขียนมานั้น 80-90 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนเชียงใหม่เคยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาบ้างแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับที่ท่านเขียน แต่ผมเข้าใจในความประสงค์ของโจรใต้ตรงกันกับที่ท่านเขียนก็คือ พวกมันมีเป้าหมายเดียวธงอันเดียวเท่านั้นคือแบ่งแยกดินแดน (ใครที่คิดจะสมานฉันท์กับมันนั้นถือได้ว่าหน่อมแน่มมากๆ) และผมก็คิดได้ถึงกลยุทธ์ที่โจรใต้จะนำมาใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผมก็คิดเอาเองได้เกือบทุกข้อที่ท่านเขียน ที่คิดไม่ถึงก็คือ กลยุทธ์ที่ 5 และ 15 ผมไม่เคยคิดว่าพวกนี้เป็นโจรกระจอกเลย พวกนี้อดทนมานะพยายามสูงมากๆ

หลังจากที่อ่านบทความของท่านสอาด จันทร์ดี ในเรื่องกลยุทธ์ที่ 15 แล้ว ผมมานั่งวิเคราะห์แล้วพบว่า กลยุทธ์ที่ 15 หากถูกนำมาใช้จริงๆ คิดว่าภายในปีนี้แหละ(2550)คงต้องถูกนำมาใช้แน่นอน และตอนนั้นต้องเกิดการรบกับรัฐบาลไทยเป็นแน่แท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีวิธีแก้ไขใดๆได้อีกแล้ว เหตุการณ์นองเลือดกระจายทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเกิดขึ้นตามมา

หลังจากนั้นชาวอิสลามทั่วโลกจะเรียกร้องให้ UN ออกมาจัดการกับปัญหานี้ และ UN คงไม่อาจจะปฏิเสธได้ เหตุการณ์ก็จะนำไปสู่สถานการณ์เช่นเดียวกันกับติมอร์ตะวันออก คือ รัฐบาลไทยต้องถอนทหารออกไปจากเขตพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ UN จะจัดส่งกองกำลังทหารจากชาติที่เป็นกลางมาควบคุมดูแลแทน

ขั้นตอนต่อไปก็คือ UN จะจัดให้มีการทำประชามติสอบถามประชาชนในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่อง การขอประกาศแยกตัวอิสระ ซึ่งหากผลประชามติออกมาว่า ต้องการ ทาง UN ก็จะดำเนินการสอบถามประชามติอีกครั้งถึงชื่อที่จะใช้เรียกประเทศของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และดำเนินการประกาศให้ชาวโลกรับรู้โดยทั่วกันว่า จะมีประเทศที่เกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 ประเทศชื่อ.....?...... ขั้นตอนนี้คาดว่าใช้เวลาจนเสร็จสิ้นกระบวนการไม่เกินปี 2551

ติดตามบทที่ 2 ป้องกันก่อนแก้ไขโดย อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง
 
http://www.thaipoem.com/forever/ipage/story8147.html
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #198 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2007, 12:15:09 PM »

 โกรธ โกรธ โกรธ

มุสลิมหัวสมัยใหม่ ที่พึ่งสุดท้ายของการต่อต้านก่อการร้าย
6 พฤษภาคม 2550 21:51 น.
รัฐทั่วโลกกำลังแพ้สงครามก่อการร้าย รบไปก็เปลืองเลือดตนเอง เพื่อนฝูงตีกรรเชียงหนี แต่ละประเทศที่ประสบปัญหาต้องหาทางพึ่งตนเองในแนวทางที่ต่างจากอเมริกา แนวโน้มแบบนี้สวนทางกับแนวคิดอิสลามเคร่งจารีตที่เพิ่มมากขึ้นทุกที อย่างไรก็ตาม ความหวังที่เหลือเพียงเล็กน้อยในการต่อต้านการก่อการร้ายนั้นอยู่ที่ชาวมุสลิมเอง

 การวีโต้ร่างงบประมาณทางทหารของสภาคองเกรสนั้นเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่จะอำลาการเมืองในปีหน้าพร้อมกับการไม่ได้ชื่อว่าพ่ายสงคราม แต่ไม่ว่าอเมริกาจะถอนออกจากอิรักตุลาคมปีนี้ตามความต้องการของคองเกรส หรือจะอยู่ต่อไปก่อน โอกาสชนะของอเมริกามีไม่มากนักและคาดว่าใครก็ตามที่ขึ้นมาแทนบุชก็คงต้องสั่งถอนทหารอยู่ดี

 การไม่เอาด้วยของมหาชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานไปยืนล่อเป้าตายฟรีในดินแดนที่ห่างไกล เมื่อกระแสนี้กดทับหนักหน่วงขึ้น ผู้ที่มีอิทธิพลในสังคมก็ต้องคล้อยตามมุ่งหน้าไปกดดันผู้มีอำนาจตัดสินใจต่ออีกที พลเมืองอเมริกันทำเช่นนั้นได้เพราะมีนักการเมืองเป็นกระบอกเสียง ต่างจากพลเมืองไทยที่กล้ำกลืนน้ำตามองดูลูกทหารหลานครูต้องล้มตายรายวันเพื่อสนองยุทธศาสตร์ที่ไม่ยืนอยู่บนความจริงของผู้สั่งการ

 ในอีกขั้วหนึ่งของโลก กระแสมุสลิมเคร่งจารีตกำลังเติบโตและกระจายตัว มุสลิมที่เกลียดอเมริกันชังยิวที่ถูกมองว่ากำลังเล่นงานอิสลามนั้นมีเพิ่มขึ้น การคลุมหน้าและการไม่ใส่ใจความรู้อื่นนอกจากศาสนานั้นกำลังกลายเป็นวิถีปฏิบัติประจำ บางคนเลยไกลไปถึงการพึงใจในการใช้วิธีรุนแรงตอบโต้ฝรั่งและพันธมิตรโดยไม่เลือกฝีมือ หรืออย่างน้อยก็วางเฉยในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เมื่อผสมความไม่ร่วมมือของชาวมุสลิมเข้ากับการเลี่ยงงานหนักไปรับงานเบาของพันธมิตรแล้ว อเมริกากำลังโดดเดี่ยวจริงๆ หรือนี่ใกล้จะเป็นจุดจบของการใช้แนวทางใช้หิงสาตอบโต้หิงสา

 แสงสว่างอาจส่งสัญญาณมาจากตุรกี ที่ซึ่งมุสลิมหัวสมัยใหม่ไม่ต่ำกว่าล้านคนเดินขบวนเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนประท้วงไม่เอาอิสลามรัฐ  ตุรกีต้องเป็นชาติสมัยใหม่ที่ผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลก ไม่ใช่ชาติล้าหลังคลั่งแต่ความเชื่อเหนือประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน  ที่อื่นๆ ในโลกกำลังรอให้ชาวมุสลิมนิยมแนวทางสายกลาง รักสงบ รักเพื่อนต่างศาสนาและทันสมัยออกมาแสดงพลังเหมือนกับชาวเติร์ก นี่คือการแสดงความรับผิดชอบต่อมนุษยชาติ ทั้งยังเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อพวกที่กำลังจะยึดความรุนแรงเป็นสรณะ ดูท่าว่าวิธีที่ต้องให้มุสลิมด้วยกันเองปลดแก้ปมก่อการร้ายนั้นน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จเสียแล้ว

 รัฐบาลไทยคงหวังเช่นนี้อยู่เหมือนกันจึงประกาศจะแสวงหาแนวทางนิรโทษกรรมผู้ก่อความไม่สงบชนิดที่ไม่ร้ายแรงนักออกมา ทั้งนี้เพื่อหวังให้ชาวบ้านมุสลิมหันมาร่วมมือกับทางการมากขึ้นตามยุทธศาสตร์สมานฉันท์ ไอเดียนี้ไม่เลวหรอกถ้าไม่คำนึงว่าแนวทางลูกนั้นยังมองไม่ออกว่าจะกำหนดออกมาอย่างไรไม่ให้ข้าราชการและสุจริตชนในพื้นที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ต้องยอมรับว่าราษฎรมุสลิมในจังหวัดชายแดนนั้นยังไม่เหมือนกับราษฎรเติร์กที่ปลูกฝังลัทธิชาตินิยมเติร์กและแนวทางรัฐโลกิยะกันมานาน ดังนั้นหากไม่ปลูกฝังลัทธิชาตินิยมไทยและลัทธิบริโภคนิยมเพื่อหวังสร้างมุสลิมสมัยใหม่ให้ได้ก็เป็นอันหวังยาก 

 ส่วนที่จะให้เหมือนกับนโยบาย 66/23 ก็ยากเข้าไปใหญ่ เพราะอันนั้นใช้ไม้อ่อนเปิดทางออกให้ผู้หลงผิดตอนที่คอมมิวนิสต์กำลังอ่อนแรง ขืนอ่อนข้อให้ผู้ก่อความไม่สงบในยามที่พวกเขายังแข็งแกร่งเช่นนี้ ใครเล่าที่จะดูอ่อนแอ แล้วใครเล่าที่จะฮึกเหิมได้ใจ
 
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

จัดตั้งหน่วยรบแบบกองโจรจีนคอมมูนิสต์..ปิดชายแดนมาเลย์....ห้ามปิดหน้า.....ติดอาวุธไทยพุทธ....ขณะเดียวกันมุสลิมไทยที่ไม่คิดจะแบ่งแยกในจังหวัดภูมิภาคอื่นๆ ต้อง..ออกเคลื่อนไหวกดดันในเวทีสากลอิสลาม....ว่าประเทศไทยไม่มีการกดขี่ทางศาสนา....เข้มงวดมุสลิมต่างชาติและมุสลิมสองสัญชาติ.....แปลกจริงมุสลิมและผู้คนทั้งประเทศต่างดูดายดูพวกบ้าคลั่งลัทธิฆ่าคนตายแล้วเอาม๊อบที่เป็นพวกชายฉกรรจ์ปิดหน้ามาหลอกว่าเป็นหญิง......ซ้ำซากอยู่ได้......บอกว่าหากมีการชุมนุมทำนองนี้ให้ปิดล้อมยิงด้วยแก๊สหัวเราะ-ยาสลบ....เปิดหน้า...ถ่ายรูปเช็คประวัติ......ดูว่า....มัมุสลิมต่างชาติปลอมปนเข้ามารึไม่....มีมุสลิมสองสัญชาติ-ไม่ปรากฎสัญชาติ....ในสัดส่วนเท่าไร....

จนภรรยาตำรวจที่เสียชีวิตประกาศสู้แล้ว.....สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย...แล้วจะนั่งงอมืองอตีนอยู่ทำไม?

พวกหอกหักจำปีเหี่ยว-ยังน่งผ้าถุงพ่นประโยค...สมานฉันท์ขณะที่กำลังพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีทางการทหารอยู่ได้ยังไง
เห็นด้วยกะบทความตอนที่นิรโทษสกรัม...นั้น...พรรคคอมฯไทยเป็นรองทางการทหาร-ไม่มีหลังพิง-ถูกตัดความช่วยเหลือจากสากล....จะสมานฉันท์ต้องสร้างเงื่อนไขความเหนือกว่าทางยุทธวิธี.....ใอ้ฉิบหาย..นี่แพ้ทางปืนทางตีนมันแล้ว...ยังพ่นประโยคสมานฉันท์ ให้ชาวบ้านเป็นเป้านิ่งให้พวกกากเดนมนุษย์ใช้ความคลั่งลัทธิศาสนาสอยร่วงๆๆๆๆๆ


 โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

(จะให้)พลเมืองไทย(ต้อง)กล้ำกลืนน้ำตามองดูลูกทหารหลานครูต้องล้มตายรายวันเพื่อสนองยุทธศาสตร์ที่ไม่ยืนอยู่บนความจริงของผู้สั่งการ ......ไปอีกนานเท่าไร...หรือจนกว่าไทยพุทธไทยมุสลิมจะหมดไปจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้.....ฮืม?? ถ้าอย่างนั้น บิ๊กๆๆๆๆในกองทัพไทยและใน สตช./น่าจะลาออกและหรือไม่ก็หันมานุ่งกระโปรงนุ่งผ้าถุง.....เขียนคิ้วทาปาก....กันซะให้รู้แล้วรู้รอด......ใอ้พวกสันดานเอ้ย.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พฤษภาคม 2007, 07:52:05 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #199 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2007, 15:13:55 PM »

เปิดใจ “มูหามะ แวกาจิ” ผู้ลงมือบั่นศีรษะ ‘ลุงจวน’ – “ถ้าไม่ทำสักวันเขาก็จะทำร้ายผมและครอบครัว” 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2550 11:57 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
เยาวชนในพื้นที่ ตกเป็นกลุ่มที่ผู้ก่อการหวังดึงเข้าร่วมเข้ามาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง

 

 

 

 

 
 
 
  ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา มีเยาวชนในพื้นที่มากมายทั้งชายและหญิงที่ถูกกลุ่มก่อความไม่สงบ โฆษณาชวนเชื่อชักจูงเข้าร่วมกับขบวนการ ทั้งด้วยความเต็มใจ และจำยอม
       
       “มูหามะ แวกาจิ” คือหนึ่งในเยาวชนที่ตกอยู่ในสภาพนั้น การ “ซูเปาะ” หรือการสาบาน คือหนึ่งในพิธีกรรมที่ขบวนการนำมาผูกมัดเยาวชนเหล่านี้ไว้ไม่ให้แพร่งพรายความลับ และเป็นตัวบังคับให้เยาวชนเหล่านี้กลายเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม การซูเปาะเป็นพันธนาการให้เขาต้องตกอยู่ในอาณัติของกลุ่มผู้ก่อการตลอดไป และต่อไปนี้คือคำสารภาพของเขาที่ยอมรับกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำเราได้รับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่งท่ามกลางเปลวไฟแห่งความรุนแรงที่ยังคงไม่ดับมอดลง
       
       มูหามะ เล่าว่า จากการที่เขาไว้ใจเพื่อนตั้งแต่เรียนมาทำให้เขาต้องไปทำซูเปาะ โดยการชักชวนของเพื่อคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนคนนั้นเรียนอยู่ในชั้นเรียนเดียวกันตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลาย จนจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 ซึ่งตั้งแต่แรกมูหามะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เค้าให้ซูเปาะในครั้งนั้น ทำเพื่ออะไร และสิ่งที่เขาทำตามคำพูด 10 ประการนั้นคืออะไร
       
       “แต่พอนานๆ เข้าผมจึงเข้าใจในสิ่งที่เค้าให้ผมซูเปาะ เพราะจากการที่ผมไปตามนัด เกือบจะครบตามที่เค้าได้นัดให้ผมไป ผมจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ผมได้ซูเปาะคงจะเกี่ยวกับเรื่องของรัฐปัตตานี จากนั้นเค้าก็ได้อธิบายเรื่องของรัฐปัตตานีอยู่หลายครั้ง และได้กำชับให้ทุกคนทำตามในสิ่งที่เค้าได้ให้ผมซูเปาะทั้ง 10 ประการ หลังจากที่ผมฟังเค้าอธิบายอยู่หลายเดือน เค้าก็ได้นัดให้คนอื่นมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแทนผม คนที่มาแทนก็ได้กำชับผมและพวกอีกเช่นเคยในสิ่งที่ผมและพวกได้ทำซูเปาะมาทั้ง 10 ประการ และได้สั่งให้ผมไปชวนคนมาเพิ่ม โดยการให้ผมและพวกบอกประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานีให้คนอื่นฟังต่อ แต่ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ให้เพื่อนคนอื่นฟัง เพราะผมพูดเรื่องแบบนี้ไม่เก่ง”
       
       มูหามะ เล่าอีกว่า จากนั้นเขาได้พบกับคนวงในคนที่ 2 และกลุ่มผู้ก่อการ ได้ให้เขาหัดพูดเกี่ยวกับเรื่องของรัฐปัตตานี เขาอยู่กับเพื่อนคนคนนี้ เพื่อนคนนี้มักจะเคร่งครัดเรื่อง 10 ประการที่มูหามะได้ซูเปาะมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากนั้นกลุ่มผู้ก่อการก็ได้ให้มูหามะ และพวกได้รู้จักกับอีกคน คือ คนที่ 3 ที่จะมาคอยทำหน้าที่แทนจากคนก่อน คนที่ 3 จะคอยถามเรื่องของบัญญัติ 10 ประการ และจะคอยสอนเขาและพวกเพื่อนๆ ให้ออกกำลังกาย มาถึงตอนนี้กลุ่มผู้ก่อการจาก 4 คน เหลือ 3 คน และคนที่ 3 จะสั่งให้เขาไปวิ่งตามสวนสมเด็จฯ และจะบอกสถานที่ที่จะให้เขาและพวกไป คนคนนี้จะสอนเขาในเรื่องการออกกำลังกาย 10 ท่า จะคอยบอกสถานที่ที่จะให้เขาและพวกไปที่ที่เค้าได้นัดหมายอีกครั้ง เพื่อจะทดสอบดูว่าใครคนไหนทำแต่ละท่าได้กี่ครั้ง
       
       “หลังจากนั้นเกือบเดือน เค้าก็ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับคนที่ 4 คนที่ 4 เป็นคนที่จะบอกให้ผมและพวกหมั่นออกกำลังกายตามท่าทั้ง 10 ท่าที่ได้รู้มา ผมอยู่กับเค้าได้ 1-2 เดือน เค้าก็ได้บอกให้ผมเตรียมตัวที่จะไปฝึกขั้นสุดท้าย ก็คือหลักสูตรปอเนาะ ตอนนั้นผมเหลืออยู่ แค่ 2 คนกับเพื่อนที่ได้ชวนผมซูเปาะ ผมไปฝึกได้ 7 วัน ครูฝึกก็ได้บอกให้ผมกลับก่อน เพราะที่บ้านไม่เจอหน้าหลายวัน ที่บ้านจะไม่ไว้ใจและห่วงมาก ผมกลับมาอยู่บ้านหลายเดือน ครูฝึกก็ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับมะรอปี เค้าบอกว่าอยู่บ้านห้วยเงาะ มะรอปีจะคอยเป็นผู้สั่งการผม และเค้าก็ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับ “ยา บ้านควน” ผมก็ทำงานอยู่กับยา ตามคำสั่งของมะรอปี”
       
       หลังจากอยู่กับมะรอปี มะรอปีก็แนะนำให้มูหามะ รู้จักกับเด็กที่บ้านอีกคนชื่อ สุกรี และมะรอปี จะสั่งให้มูหามะทำงานกับสุกรีต่อ หลังจากเขาอยู่กับมะรอปี (คนที่จะคอยสั่งผมเขาเวลานั้น) มะรอปีก็ได้แนะนำให้ได้รู้จักกับฮารง (อุสตาซมุ) เพื่อที่จะคอยสั่งการเขาต่อ
       
       “ผมอยู่กับฮารง 2-3 เดือน ฮารงไม่ได้สั่งผมให้ทำอะไร ผมก็ได้ข่าวว่าฮารงได้เสียชีวิตที่บ้านควนลาแม จากนั้นมะรอปีก็ได้นัดให้ผมได้รู้จักกับคนที่จะคอยสั่งผมต่อจากฮารง ก็คือเปาะจิ เขาบอกว่าเขาอยู่ที่ปรัง ผมอยู่กับเปาะจิเขาได้ให้ผมรู้จักกับเพื่อนอีก 3 คน คือ ดิง, ซาเฮะ และยากี จากบ้านควนผมทำงานตอนอยู่กับเปาะจิ คือตัดหัวของลุงจวน และเผาโรงยางที่นาประดู่”
       
       มูหามะ เล่าว่า ความรู้สึกของเขาตั้งแต่เริ่มซูเปาะ และได้รู้ว่าซูเปาะเพื่ออะไร เขาก็เริ่มนึกและคิดว่าจะหลุดจากคำว่าซูเปาะได้อย่างไร “แต่นานเข้าผมก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปทุกที ไม่รู้ว่าจะปรึกษาใครดี สิ่งที่ผมกระทำแต่ละครั้งก็ไม่คิดอยากจะทำ แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะผมติดที่ได้ซูเปาะตั้งแต่แรก”
       
       “ถ้าผมไม่ทำ ผมกลัวว่าสักวันเค้าอาจทำร้ายผม และทำร้ายพ่อ แม่ พี่ น้อง และญาติๆ ของผมอีก จนทำให้ผมต้องทำตามคำสั่งที่เค้าได้สั่งผมตลอดเวลา และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกของคนที่คอยสั่งผมเป็นใครบ้าง ผมก็คิดตลอดเวลาว่าสิ่งที่ผมได้ทำอยู่ผิด แต่การที่ผมไปซูเปาะทำให้ผมจะต้องทำตามคำสั่งของเค้าอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้สิ่งที่เค้าได้สั่งผมมานั้นมันจะร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม” มูหามะ กล่าว
 
 
  ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา

พวกไทยมุสลิมที่เปป็นผู้ใหญ่.....โดยเฉพาะพวกนักการเมืองในภาคใต้.....น่าไม่อายกันบ้างรึไง.....ว่าจะช่วยเยาวชนไทยมุสลิมอย่างนี้ได้ยังไง.....ฮืม??...ใอ้พวกหน้าม๋า...ใช้เด็กเป็นเครื่องมือง....ปลดปล่อยรัฐปาตานี...ทุด.....รัฐอย่างนี้ใครจะตั้งตัวเป็นสุรต่าน??? หน้าไม่มียางกันบ้างเลยนะนี่.....
 
 
 
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #200 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2007, 08:08:38 AM »

จะสังเวยอีกกี่ศพ

บทนำมติชน



เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งสำหรับทหารหาญของชาติ 7 นาย นำโดย พ.ต.วีระพล แย้มอำพล ผู้บังคับการกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี ชุดช่วยราชการ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่สังเวยให้กับขบวนการก่อการร้ายที่ใช้วิธีกดชนวนระเบิดที่ลอบฝังดินไว้ริมถนนขณะนั่งรถยนต์ฟอร์ดออกปฏิบัติการทางจิตวิทยาในพื้นที่ ต.บองอถึงบ้านลาแป หมู่ 4.ต.บองอ เมื่อรถพลิกค่ำ คนร้ายได้ตามไปยิงทหารที่บาดเจ็บจนเสียชีวิตแล้วยึดเอาอาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกายทหารทั้ง 7 นายหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ความเสียใจมิได้เกิดกับครอบครัวและญาติมิตรของผู้พลีชีพเพื่อชาติทั้ง 7 นายนี้เท่านั้น แต่เกิดกับคนไทยที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยและความสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคน

นับวันความรุนแรงใน 3-4 จังหวัดชายแดนใต้จะปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความอุกอาจของขบวนการก่อการร้ายที่ปฏิบัติการเหิมเกริมขึ้นตามลำดับ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารจะระมัดระวังตัวเพียงใดแต่ก็ยังไม่รอดเงื้อมมือของผู้ที่คอยลอบทำร้ายได้ แต่ดูเหมือนว่านโยบายและมาตรการที่ภาครัฐจะรับมือให้เห็นผลยังคืบคลานไปอย่างล่าช้า ข่าวที่ว่าภาครัฐจะจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพรานลงไปเสริมให้มากขึ้นก็ดี การวางกำลังตามเส้นทางเป็นระยะๆ เพื่อคุ้มครองประชาชนก็ดี การเอาจริงกับผู้ก่อเหตุก็ดี เป็นแค่เพียงกระแสข่าวที่ยังไม่ปรากฏผลในทางปฏิบัติอันจะทำให้ขบวนการก่อการร้ายลดน้อยลงแต่ประการใด ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนต่างมีความรู้สึก เหมือนๆ กันว่ากำลังตกอยู่ความเสี่ยง ไม่รู้ว่าตนเองจะตกเป็นเหยื่อในวันไหน อย่างไร

คำถามที่ดังมานานแล้วจากคนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติการใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วแต่คล้ายกับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาจะไม่ได้ยิน นั่นคือ เมื่อไรภาครัฐจะเอาจริงเอาจังและปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจากการเป็นฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุกเสียที นโยบายทางการเมืองและการทหาร-ตำรวจควรจะเกิดประสิทธิภาพ เพื่อลดความรุนแรงและลดความสูญเสียที่เกิดกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริสุทธิ์ พร้อมกันนั้นๆ ก็ดึงมวลชนมายืนอยู่ข้างภาครัฐ ในฐานะที่ภาครัฐมีสรรพกำลังอยู่พร้อม ทั้งเงินประมาณ กฎหมาย บุคลากร

และอำนาจต่างๆ แต่น่าเสียใจที่ภาครัฐ ตั้งแต่ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ยังไม่มีการขยับอะไรที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้เลย ทำให้ขบวนการก่อการร้ายกำเริบเสิบสานและย่ามใจในการก่อเหตุอยู่ทุกวี่ทุกวัน

การชุมนุมประท้วงของผู้คนเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดยใช้ผ้าปิดหน้าปิดตาเพื่อพรางตัวเองนั้น นับวันจะขยายวงออกไปมากขึ้นทุกทีและเป็นการยากในการเข้าจัดการอย่างสันติ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองต้องใช้ความละมุนละม่อมกับคนเหล่านี้ เพราะหากผิดพลาดอะไรไปก็จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่สร้างปัญหาใหญ่ที่แก้ยากขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเช่นนี้ของกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเลียนแบบกัน จะปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ไม่ได้ การปิดหน้าปิดตาผู้ชุมนุมเพื่อมิให้รู้ว่าเป็นใครนั้น ถ้ากระทำเป็นไปด้วยเหตุผลและมีความชอบธรรมย่อมเป็นที่เข้าใจและได้รับความเห็นใจจากคนไทยทั้งมวล แต่สิ่งที่ทำกันอยู่ได้สร้างความคับแค้นใจ และไม่พอใจให้กับคนไทยมากกว่า หากปล่อยไว้ก็เท่ากับอำนาจรัฐกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง ดังนั้น หนทางใดที่จะรับมือเพื่อนำไปสู่การยอมรับในการใช้สิทธิชุมนุมโดยปกติให้ได้ก็ต้องกระทำ จะยอมให้ปิดหน้าไปเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

ถึงเวลาเสียทีที่ภาครัฐจะถือเอาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระสำคัญของชาติที่จะต้องทุ่มเทสติปัญญา และความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ มีแผนและต้องติดตามประเมินผลอย่างจริงๆ จังๆ จะถือว่าชายแดนใต้อยู่ไกลจากกรุงเทพฯไม่ได้อีกแล้ว หรือจะคิดว่าภาครัฐมีงานอื่นที่ต้องแก้ไขปัญหามากกว่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำไปตามลำพังก็ไม่ได้เช่นกัน

ภาครัฐในปัจจุบันถือว่ามีความเป็นเอกภาพสูงที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ ควรที่รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปราบปราม ฝ่ายปกครองจะร่วมมือกันอย่างสุดชีวิตเพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยไปกับความโหดร้ายแม้เพียงศพเดียวก็มีคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้

หน้า 2<

 โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ

กว่าจะผลิตนายทหาร-นายตำรวจได้คน ไม่รุกินภาษีประชาชนไปเท่าไหร่.....นี่ไม่นับประชาชนคนธรรมดา ที่กว่าจะเลี้ยงลูกโตขึ้นมาแต่ละคน.....


........... จะยอมให้ปิดหน้าไปเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง



.....เพิ่งสำเหนียกกันรึว่าไม่ถูกต้อง.....ทำเป็นอ้างว่าปิดหน้าสตรีกันคนเห็นหน้าก่อกำหนัด....ที่แท้เป็นวัฒนธรรมปิดหน้าเพื่อกระทำการชั่วช้า.....นี่ไม่ใช่ศาสนาหรอก..แค่บลัทธิอุบาทก์ที่เชื้อสายชนชั้นปกครองรัฐปาตานีที่สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปแล้วใช้หลอกเด็กหลอกเยาวชนไปตายเพื่อที่ตัวเองจะกลับมาเป็นชนชั้นปกครองกดขี่ไพร่ทาสได้คือเก่า.....ใอ้พวกผู้ใหญ่ที่เป็นมุสลิมทั่วประเทศโดยเฉพาะพวกมุสลิมในพรรคประชาธิปัตย์..วาดะ-ความหวังใหม่/-ทรท...(จึงสมควรยุบเว้นวรรคให้หมด...นี่มีตะกวดการเมืองใน ทรท. ที่ได้เป็น รมต. แต่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหาร เตรียมกระดิกเท้ารอดตัว-ความจริงน่าจะรวม ใอ้พวกมีตำแหน่งใน ครม. และใอ้พวกที่เป็น สส. เสียด้วย....) ทนดูดายกันอยู่ได้ไงเนี่ย..ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรกันบ้รางเลยรึ....รึใครบางคนบางกล่มกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมขึ้นเป็นสุรต่านและข้าราชการบริพารราชวงค์ปาตานี......อยู่......
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #201 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2007, 19:23:45 PM »

คัดจากข่าวสด

อำนาจรัฐหมดท่าดับไฟใต้ สั่นคลอน คมช.-รัฐบาล (ผ่าประเด็นร้อน) 
 
 
 
นับเป็นการสูญเสียทหารหาญที่สละชีพเพื่อชาติไปอีก 7 นาย และเป็นการหยามอำนาจรัฐคือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)และรัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่าซ้ำซากอีกครั้งเมื่อโจรการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลอบวางระเบิดรถบรรทุกทหารหน่วยรบพิเศษ ขณะกำลังกลับจากปฏิบัติภารกิจจนรถพังยับทั้งคัน จากนั้นโจรชั่วกลัวบรรดาทหารหาญที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดจะไม่ตายจริง จึงจ่อยิงทหารที่ได้รับบาดเจ็บที่หัวอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตทีละคนจนตายเรียบรวม 7 ศพ แล้วยึดอาวุธปืนของทางการไปอีกเกือบ 10 กระบอก โดยเหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นบนถนนสายบ้านลาแป หมู่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ขณะที่โจรชั่วก่อเหตุลอบระเบิดทหารหน่วยรบพิเศษตายไป 7 ศพ แนวร่วมโจรซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ 2 หมู่บ้านของ อ.ธารโต จ.ยะลา ก็ก่อม็อบที่ได้รับการจัดตั้งมาเป็นอย่างดีโดยมีสตรีคลุมหน้าเป็นเกาะกำบังทำการปิดถนนที่มุ่งสู่ อ.เบตง จนการคมนาคมกลายเป็นอัมพาตสร้าง ความเดือดร้อนแก่ประชาชนไปทั่ว โดยฝ่ายผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย 24 คนที่ฝ่ายตำรวจและทหารควบคุมตัวไว้สอบปากคำเนื่องจากมีพยายานหลักฐานชี้ว่าเป็นโจรที่ออกอาละวาดก่อเหตุร้ายในช่วงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ม็อบชาวบ้านซึ่งเชื่อว่าเป็นแนวร่วมโจรยกกำลังนับพันบุกเข้าปิดล้อมค่ายอิงคยุทธบริหารซึ่งเป็นค่ายทหารใหญ่ตั้งอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว 24 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกต้องกุม โดยม็อบที่มีกลุ่มสตรีคลุมหน้าเป็นเกราะกำบังส่วนภายในม็อบล้วนเป็นผู้ชายปิดหน้าปิดตาจนส่อพิรุธโดยม็อบเหล่านี้มีการใช้รถปิกอัพมาส่งและมารับจำนวน 50-60 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังต้องมีสถานะที่ไม่ธรรมดาแน่

การยกกำลังปิดล้อมค่ายอิงคยุทธบริหารนับว่าเป็นการหยามศักดิ์ศรีกองทัพไทยอย่างแรงเพราะไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ว่า ชาวบ้านยกกำลังมาปิดล้อมค่ายทหารขนาดใหญ่ แห่งนี้เพื่อเรียกร้องกดดัน ขณะที่ทหารตกเป็นฝ่ายตั้งรับและอ่อนข้อยอมตามข้อเรียกร้องทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผล

ทั้ง คมช.และรัฐบาลยังคงยึดสูตรสำเร็จนั่นคือ แนวทางดับไฟใต้ด้วยสันติวิธี และอ่อนข้อถึงกับยอมตามใจตามข้อเรียกร้องของฝ่ายโจรและแนวร่วมโจรทุกอย่าง โดยไม่แยกปลาอันหมายถึงโจรก่อการร้ายและน้ำอันหมายถึงมวลชนที่บริสุทธิ์

 ทั้งนี้ เหตุผลที่คมช.และรัฐบาลยอมอ่อนข้อให้กับแนวร่วมที่ออกมาเคลื่อนไหวแทนโจร โดยไม่ยอมใช้กำลังเข้าคลี่คลายปัญหาก็เนื่องจากเกรงว่าจะตกหลุมพรางที่ฝ่ายโจรวางกับดักไว้ โดยพยายามที่จะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐทำการปราบปรามเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องต่อสู้ในเวทีสากลเพื่อแบ่งแยกดินแดน

 อย่างไรก็ตาม คมช.และรัฐบาลต้องเข้าใจว่าไม่มีใครปฏิเสธแนวทางสันติวิธีเพื่อดับไฟใต้ แต่แนวทางสันติวิธีต้องอยู่บนหลักการที่ว่าต้องแยกปลาออกจากน้ำด้วย และต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมตามสถานการณ์โดยคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้แนวร่วมที่เป็นตัวแทนของโจรออกมาเรียกร้อง ทำผิดกฎหมายตามใจชอบเพื่อลองของท้าทายอำนาจรัฐอยู่ร่ำไป โดยที่อำนาจรัฐได้แต่ถ่างตารอดูโจรและแนวร่วมฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ตายเป็นใบไม้ร่วงไม่เว้นแต่ละวัน

 อีกทั้งสถานการณ์ขณะนี้บรรดาประเทศมุสลิมทั้งหลาย หรือแม้แต่องค์กรมุสลิมสากล(โอไอซี) ก็ควรเข้าใจในพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์และไร้อุดมการณ์แห่งศาสนามุสลิมของขบวนการโจรก่อการร้ายของไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนบริสุทธิ์ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับพฤติกรรมอันโหดเหี้ยมของโจรชั่วกว่า 2,000 ศพ ตลอดช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา นับเป็นหลักฐานและคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ถึงเวลาแล้วที่ทางการไทยควรจะมีความชอบธรรมในการรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์และปกป้องรักษาความมั่นคงของประเทศ

 สถานการณ์ทุกวันนี้ชาวบ้านร้านถิ่นอึดอัดต่อความไร้ประสิทธิภาพของคมช.และรัฐบาล มากขี้นทุกขณะ และมีเสียงพูดกันเซ็งแซ่ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกแบ่งแยกดินแดนไปเรียบร้อยแล้ว เพราะอำนาจรัฐไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

 และอาจจะเป็นเพราะรู้ตัวว่ากำลังพายเรือในอ่างล้มเหลวในการดับไฟใต้จึงมีการดึง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นนายทหารแนวลุยแบบดุดันกลับมามีบทบาทในการดับไฟใต้ในฐานะที่ปรึกษา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน.โดยตำแหน่ง ทั้งนี้ภารกิจของ พล.อ.พัลลภ เป็นสิ่งที่จะต้องจับตาเป็นอย่างยิ่งเพราะเคยฝากผลงานอันลือลั่นมาแล้วกรณีสั่งกำลังทหารถล่มมัสยิดกรือเซะจนมีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบคน จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฟก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้ลุกโชนมาจนทุกวันนี้

 เพราะฉะนั้นคงต้องรอดูผลงานของคมช.และรัฐบาลอีกครั้งว่า จะสามารถดับไฟใต้ได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งหากยังปล่อยให้ชายแดนใต้ยังเป็นดินแดนแห่งมิคสัญญี ปัญหาไฟใต้จะลามกลายเป็นประเด็นผสมโรงทางการเมืองที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นและสั่นคลอนเสถียรภาพของคมช.และรัฐบาลในที่สุด

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ความเห็น

ประเด็นการจบกุมที่เป็นชนวนให้เกิดการปิดถนนเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนใหม่  การจับกุมอย่างเหวี่ยงแหจะยิ่งทำให้สงครามขยายตัว  ต้องทำให้เขตแดงหดดัวและใช้ยุทธวิธีทางทหารที่จะเซฟชีวิตทหารที่ดีกว่านี้  งานมวลชนในเขตที่อิทธิพลผู้ก่อการยังมีไม่มากต้องมีความเข้มข้นมากขึ้น  ถ้าจัดวางกำลังดี ๆ และค่อย ๆ ลดอิทธิพลของผู้ก่อการในเขตรอบนอก  การประกาศกฎอัยการศึกควรจำกัดวงพื้นที่ที่อิทธิพลของผู้ก่อการมีอยู่สูง  และเสริมงานพัฒนาเข้าไปในเขตรอบนอกให้มากขึ้น  เพื่อดึงมวลชนมาเข้ากับฝ่ายรัฐ  การเอาสายเหยี่ยวกลับไปบัญชาการอีกอาจจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงอีกก็ได้
 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 พฤษภาคม 2007, 19:27:24 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #202 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2007, 08:41:03 AM »

"พัลลภ ปิ่นมณี" คมช.รุกหรือตั้งรับ

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

โดย การ์ตอง



ทันทีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า กอ.รมน. ภารกิจแรกที่เคลื่อนไหวคือเดินทางไปจังหวัดยะลา มีเป้าหมายอย่างเป็นทางการว่าเพื่อพูดคุยกับมวลชนในพื้นที่

และนี่เองที่ทำให้ภาพเหตุการณ์ที่ พล.อ.พัลลภสั่งบุกมัสยิดกรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ทำให้ตัวเขาถูกสั่งย้ายจากพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ทันที ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองเป็นพวกที่ชอบใช้ความรุนแรง

ผลสะเทือนจากการสังหารหมู่ที่กรือเซะที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยคน กลายเป็นประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ส่งผลสะเทือนในทุกด้านอย่างยาวนานมาถึงวันนี้

นโยบายของรัฐบาลถูกหลายปัจจัยบังคับให้ต้องเดินในแนวทางประนีประนอมอย่างถึงที่สุด แต่ที่สุดแล้วไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้เกิดความหวังในด้านดีขึ้น ยิ่งประนีประนอมดูเหมือนว่าจะยิ่งส่งเสริมให้เหตุการณ์รุนแรง ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในชีวิตของประชาชน หรือแม้กระทั่งข้าราชการ แม้แต่ทหารผู้ทำหน้าที่

นาทีนี้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ถูกส่งกลับไปอีกแล้วในฐานะที่ปรึกษา กรอ.มน.

นโยบายประนีประนอมอยู่ระหว่างถูกปรับเปลี่ยนหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องจับตาคำตอบอย่างไม่กะพริบ

เป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี คนเดียวกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สั่งปลดจากรอง ผอ.กอรม. หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ระบุว่ามีการเตรียมการลอบวางระเบิดนายกรัฐมนตรีกลางกรุง

และตำรวจยืนยันหลักฐานบางประการที่ทำให้สงสัยว่า พล.อ.พัลลภมีส่วนรู้เห็น

ที่ลึกไปกว่านั้นคือ เมื่อตอนที่พันธมิตรประชาธิปไตย เดินขบวนขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น พล.อ.พัลลภผู้นี้ที่ส่งกำลังคุ้มครองผู้นำพันธมิตรประชาธิปไตย

ในฐานะนักรบที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน พล.อ.พัลลภแสดงท่าทีเหมือนว่า ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งหน้าที่เป็นสาระสำคัญของชีวิต

ชั่วโมงนี้นักรบผู้กรำสงครามมาทั้งชีวิต กลับมาแล้ว ด้วยคำสั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. ในฐานะ ผอ.กรอ.มน. มอบหมายภารกิจให้ปฏิบัติการด้านมวลชน

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เข้มขึ้น ทั้งในด้านประเด็นขัดแย้ง ช่วงเวลาที่กระชับเข้ามาถึงห้วงแตกหัก

กระแสข่าวเรื่องม็อบถูกจัดตั้งจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน เป็นความกังวลของ คมช.กับรัฐบาลที่จะควบคุมสถานการณ์

การจัดการปัญหามวลชนทั้งหมดนี้ ตกเป็นภาระที่ พล.อ.พัลลภต้องแบกรับ

การประท้วงของกลุ่มชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดการใช้กำลังรุนแรง ขณะที่ผู้ก่อการร้ายเข่นฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เว้นแต่ละวัน และนับวันยิ่งรุนแรง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มวลชนในพื้นที่เหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ปกป้องผู้สังหารเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ ปิดล้อมถนนเรียกร้องสารพัด

ในขณะที่มวลชนในภูมิภาคเริ่มแสดงแรงกดดันทางการเมือง คุกคามสถานะของรัฐบาลและ คมช.อย่างเข้มข้น

ย่อมน่าสนใจอย่างยิ่งว่า การแต่งตั้ง "นักรบสายเหยี่ยว" อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มารับภาระคลี่คลายสถานการณ์ สะท้อนทิศทางนโยบายการจัดการต่อมวลชนของรัฐบาลและ คมช.อย่างไร

เรื่องนี้ย่อมมีนัยยะสำคัญจุดความสนใจอย่างสูงยิ่ง

ภาพของ พล.อ.พัลลภย่อมสะท้อนให้เห็นแนวโน้มบางประการที่เพิ่มความตึงเครียด

ซึ่งหวังแต่เพียงว่าหลังความตึงเครียด ทุกอย่างจะสดใสเหมือน "ฟ้าหลังฝน"

หน้า 4<

 โกรธ โกรธ โกรธ


การประท้วงของกลุ่มชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดการใช้กำลังรุนแรง ขณะที่ผู้ก่อการร้ายเข่นฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เว้นแต่ละวัน และนับวันยิ่งรุนแรง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มวลชนในพื้นที่เหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ปกป้องผู้สังหารเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ ปิดล้อมถนนเรียกร้องสารพัด

ในขณะที่มวลชนในภูมิภาคเริ่มแสดงแรงกดดันทางการเมือง คุกคามสถานะของรัฐบาลและ คมช.อย่างเข้มข้น

ย่อมน่าสนใจอย่างยิ่งว่า การแต่งตั้ง "นักรบสายเหยี่ยว" อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มารับภาระคลี่คลายสถานการณ์ สะท้อนทิศทางนโยบายการจัดการต่อมวลชนของรัฐบาลและ คมช.อย่างไร

 โกรธ โกรธ โกรธ

ต่อผู้ก่อการใช้สายเยี่ยวต่อคนที่สวามิภักดิ์ใช้นกพิราบ..ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน....


 โกรธ โกรธ โกรธ

การประท้วงของกลุ่มชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดการใช้กำลังรุนแรง ขณะที่ผู้ก่อการร้ายเข่นฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เว้นแต่ละวัน และนับวันยิ่งรุนแรง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่มวลชนในพื้นที่เหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ปกป้องผู้สังหารเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ ปิดล้อมถนนเรียกร้องสารพัด

 โกรธ โกรธ โกรธ

ปิดล้อม....เปิดหน้า......ทำประวัติ.......ดูสัดส่วนที่คลุมหน้าว่าผู้ชายร้อยละเท่าไร....ถือกี่สัญชาติ.....มาจากไหน.....ฮืมฮืม
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #203 เมื่อ: 13 พฤษภาคม 2007, 12:14:23 PM »

"ไทย-มาเลย์"ดัน.. "มาตรฐานฮาลาลระดับโลก"

โดย จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ

 
 



(ภาพซ้าย) ดะโต๊ะ เสรี อับดุลลาห์ อาเหม็ด บาดาวี

(ภาพขวา) วินัย ดะห์ลัน

 
เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะผู้บริหารของศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Halal Industry Devalopment Corporation (HDC) และ World Halal Forum (WHF) ในงาน World Halal Forum 2007 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตามคำชักชวนของ นายวินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ

เป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง นายวินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทย์ฮาลาล จุฬาฯ นายสวาป เผ่าปาทาน กรรมการสถาบันมาตรฐานอาหารฮาลาลแห่งประเทศไทย ดะโต๊ะ จามิล บิดิน หัวหน้าผู้บริหาร HDC และนายนอร์ดิน อับดัลลาห์ ผู้อำนวยการ WHF โดยมี ดะโต๊ะ เสรี อับดุลลาห์ อาเหม็ด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะที่สักขีพยานฝ่ายไทย ได้แก่ นายสวนิต คงสิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปิยวัชร นิยมฤกษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายเกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดีจุฬาฯ นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

โดยมีผู้เข้าร่วมงานจาก 38 ประเทศ กว่า 800 คน ถือเป็นงานช้างจริงๆ

บันทึกความเข้าใจมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยการพัฒนามาตรฐานฮาลาล เพิ่มขีดความสามารถด้านบุคลากรและศักยภาพ รวมทั้ง ความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮาลาลตามที่รัฐบาลมอบหมาย ซึ่งรวมถึงกิจกรรมภายใต้กรอบความร่วมมือเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย คืออินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย หรือ Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (IMT-GT)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่องค์กรสำคัญในการตรวจสอบรับรองและพัฒนาฮาลาลของมาเลเซีย เสนอขอทำบันทึกความเข้าใจกับฝ่ายไทย แสดงให้เห็นว่าไทยแม้จะไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับชาวมุสลิม และได้รับการยอมรับในเวทีสากล ทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในแกนกลางของการพัฒนาและการกำหนดมาตรฐานฮาลาลร่วม
ตึกแฝด

 


นอกจากนี้ ในการเปิดงาน World Halal Forum 2007 นายกฯ บาดาวี ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า การลงนามครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกฝ่าย เพื่อพัฒนาศักยภาพกิจกรรมด้านการวิจัยและการพัฒนา รวมถึง สร้างมาตรฐานอาหารฮาลาลให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก ที่สำคัญยังช่วยขจัดปัญหาสำคัญ และหาข้อยุติร่วมกันได้ โดยที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้ง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลสู่อีกระดับของความร่วมมือ และนำไปสู่ความสำเร็จในระดับโลก

ส่วนประโยชน์ที่ไทยจะได้รับนั้น นายวินัยมองว่า "ที่เห็นชัดๆ คือ 1.มาเลเซียทำในสเกลรัฐบาล ส่วนไทยทำในสเกลของมหาวิทยาลัย 2.มาเลเซียเป็นแหล่งทุน แต่ไทยไม่ใช่ และมาเลเซียพร้อมจะให้ทุนวิจัย และ 3.ผมเป็นประธาน IMT-GT ใน 14 จังหวัดภาคใต้ จึงดึงมาเลเซียมาช่วยได้ ขณะที่มาเลเซียประกาศเป็นผู้นำด้านฮาลาล และเดินหน้า 3 ด้าน คือเทคโนโลยีสารสนเทศ การเงิน และวิทย์ฮาลาล โดยมาเลเซียทำข้อตกลงกับบริษัทข้ามชาติเรื่องไอซีที และการเงิน ส่วนวิทย์ฮาลาลทำกับศูนย์วิทย์ฮาลาลของจุฬาฯ"

"กลับไปครั้งนี้ ต้องกระตุ้นรัฐบาลไทย เพราะไทยยังไม่ไปไหน 10 ปีก่อนพูดเรื่องรับรอง ไม่รับรอง เวลานี้ก็พูดเรื่องเดิม แต่มาเลเซียไปถึงระดับการค้าโลก เน้นสร้างเครือข่ายระดับโลก และวิทย์ฮาลาล ฯลฯ"

ปัจจุบันไทยมีมูลค่าสินค้าส่งออก 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น ภาคการส่งออกอาหาร 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 10% ซึ่งสัดส่วนลดลง จึงจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ทดแทน ก็คือตลาดฮาลาล มีมูลค่ามหาศาล เพราะทั่วโลกมีชาวมุสลิมไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านคน ใน 50 ประเทศ บวกกับไทยมีนโยบายที่จะเป็นครัวของโลก ตลาดฮาลาลส่วนใหญ่ในขณะนี้ สหภาพยุโรป หรืออียู สหรัฐ และออสเตรเลีย ครองอยู่ โดยไทยส่งออกฮาลาลในปัจจุบันเพียง 0.18% ส่วนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่งออกรวมกันไม่ถึง 1% ดังนั้น ถ้าจะแข่งขันในตลาดฮาลาล ก็จะต้องพัฒนาคุณภาพ วางระบบการพัฒนาเทคโนโลยี เน้นสร้างคุณค่า และเน้นวิจัย

"ที่นายกฯ บาดาวี มองความร่วมมือโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานฮาลาลให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลกนั้น เป็นไปได้ แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เห็นประโยชน์ร่วมกัน และสร้างเครือข่าย เหล่านี้คือสิ่งที่ WHF ต้องทำ คือมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพราะไม่ได้ทำเพื่อแข่งขัน"

ส่วนที่จะเชิญมาเลเซียมาช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้โดยใช้ฮาลาลนั้น นายวินัยเล่าว่า "DHC ทำงานภายใต้รัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งนายกฯ บาดาวีก็พูดว่าถ้าปัญหาภาคใต้ไม่จบ มาเลเซียก็เดือดร้อน และการที่นายกฯ บาดาวีมาร่วมงานครั้งนี้ ก็แสดงถึงความจริงใจกับไทย หลังจากนี้มาเลเซียจะเอาคนสำคัญเข้าไปเจรจาที่กระทรวงต่างประเทศ และขอเยี่ยมศูนย์วิทย์ฮาลาล จุฬาฯ เพื่อคุยเรื่องอบรม และวิจัย"

"ผมเสนอว่าจะทำฮาลาลต้องสร้างเครือข่ายแข่งกับระบบ ISO ไม่ใช่ทำฮาลาลแข่งกันเอง โดยทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ยึดประโยชน์ และผู้บริโภคไปด้วยกัน ซึ่งมาตรฐานมีหลักการคือ ง่าย สั้น กระชับ ทุกคนเข้าใจ ปฏิบัติได้ โดยนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพ และต้องตรวจสอบได้ ดังนั้น Internation Halal Integrity (IHI) ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมฮาลาลจากทั่วโลก ต้องสร้างเครือข่าย เพราะสิ่งที่ศูนย์วิทย์ฮาลาลของจุฬาฯ ทำเป็นรูปธรรม คือสร้างเครือข่าย นอกจากนี้ ยังมีระบบ และเทคนิคต่างๆ ซึ่งเราเปิดเผยหมด"

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ฮาลาลของไทยไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรนั้น ผู้อำนวยศูนย์วิทย์ฮาลาลบอกว่า "เพราะรัฐบาลไทยไม่เห็นความสำคัญ ถ้ารัฐบาลจับประเด็นได้ก็จะเป็นช่องทาง แต่ถามว่าขณะนี้เห็นทางออกนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การที่คนในรัฐบาลมาร่วมงานครั้งนี้ ก็จะนำสู่ระดับนโยบาย รวมถึง สื่อ จึงต้องเอาสื่อไปให้เห็นว่าคนทั่วโลกเขายอมรับศูนย์วิทย์ฮาลาลของไทยแค่ไหน"

"ขณะนี้การนำไปสู่การปฏิบัติ และการสนับสนุนไม่ชัดเจน มีการผูกขาด องค์กรศาสนาไม่ได้รับการสนับสนุน ให้ความรู้ทางวิชาการ เป็นปัญหาโลกแตก รัฐบาลก็ไม่กล้าแตะ ทำให้ปัญหาวนอยู่กับที่ ทั้งที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเป็นตัวกลาง สร้างความมั่นใจให้องค์กรศาสนาว่าจะเข้าไปช่วยจริงๆ และประโยชน์ตกอยู่กับส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียก็เข้าไปจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หมด รัฐบาลไทยก็ต้องทำในลักษณะเดียวกัน"

นายวินัยยังทิ้งท้ายด้วยว่า "ถ้าจะทำให้วิทย์ฮาลาลของไทยไปไกลกว่านี้ ต้องเจรจากับรัฐบาล เพราะขณะนี้มีปัญหาเรื่องการสนับสนุน ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลทำโครงสร้างภาพฮาลาลของประเทศให้เป็นที่ยอมรับให้ได้"

ขณะที่ ดะโต๊ะ จามิล บิดิน มองว่าปัจจุบันมาตรฐานฮาลาลมีมากมาย ดังนั้น อุตสาหกรรมฮาลาลควรทำงานร่วมกันเพื่อหามาตรฐานร่วม โดยมี IHI เป็นแกนหลัก

"เวลานี้ฮาลาลมีหลายมาตรฐานมาก ทำให้สับสน ผลิตภัณฑ์ฮาลาลต้องทำขึ้นภายใต้เงื่อนไขของหลักทางศาสนา มีคุณภาพ และสะอาดปลอดภัย ต้องโปรโมตให้ประเทศนอกกลุ่มตระหนักถึงเงื่อนไขเหล่านั้น การตั้ง IHI ทำให้มีองค์กรกลางที่จะออกใบรับรอง เพื่อไม่ให้สับสน การกำหนดมาตรฐานจะช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมฮาลาลเติบโต และพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทางศาสนา แต่เป็นเรื่องของธุรกิจไปแล้ว เพราะอุตสาหกรรมมีมูลค่าถึง 5.7 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว และสูงถึง 50% ต่อปี"

พร้อมกับทิ้งท้ายถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียว่า "ไทยก้าวหน้าอย่างมากด้านการวิจัยและพัฒนา มีผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่ส่งออกไปต่างประเทศมาก ขณะที่มาเลเซียมีจุดแข็งเรื่ององค์ความรู้ ซึ่งผมไม่อยากให้มองว่าเป็นคู่แข่ง หรือจะเป็นฮาลาล ฮับ แข่งกัน แต่น่าจะมาร่วมกันในลักษณะของพันธมิตรทางยุทธศาสตร์"


 โกรธ โกรธ โกรธ

เรียกร้องรัฐมาเลย์-อย่าเป็นเพื่อนบ้านจางไล...ปากว่าตาขยิบ...ให้ที่พักพิงคนสองสัญชาติพวกลัทธิผีห่าซาตาน....ที่เข้ามาก่อการในไทย!

หึหึหึ......นายกฯ บาดาวีก็พูดว่าถ้าปัญหาภาคใต้ไม่จบ มาเลเซียก็เดือดร้อน และการที่นายกฯ บาดาวีมาร่วมงานครั้งนี้ ก็แสดงถึงความจริงใจกับไทย ......จริงใจแต่ปากกะจริงใจอย่างแท้จริงน่ะ.....๕นไทยแยกออกวุ้ย..ไม่ได้โง่ไปหมดทั้งประเทศดอกท่านบาดาหวี่....

คมช./รัดทะบาน.....ทำปฏิกิริยากะรัดทะบานมาเลย์เป็นทางการเพื่อยุติไฟใต้......พรรคประชาธิปัตย์/ถ้าถูกยุบ-ก็พรรคอะไรที่จะตั้งขึ้นใหม่น่ะ...ที่รวมนักการเมืองของพื้นที่ภาคใต้ก็เดินหน้าทำปฏิกิริยากะพรรคฝ่ายค้าน...กะมหาโด่เด่.....แบ่งงานกันทำเพื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมือง......อย่าเก่งแต่ทำเรื่องสามานย์จางไลให้ประเทศวอดวายกันอยู่......เหี่ยวย่นกันปานนี้แล้วยังต้องให้ประชาชนคนตัวเล็กๆ สั่งสอนอีกรึ....(ฮา)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2007, 12:22:44 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #204 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2007, 12:16:57 PM »

ระวัง! อีกสามเดือนเสียดินแดนสามจังหวัด
 
โดย หมายเหตุผู้จัดการ 13 พฤษภาคม 2550 18:19 น.
 
 
 
.
       เราเคยเตือนมาโดยลำดับแล้วว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรม ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่มันเป็นสงครามชนิดใหม่ คือสงครามประชากรที่อาศัยเชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เป็นธงนำทางการเมือง
       
       เป็นสงครามที่มีเป้าหมายขับไล่คนไทยเชื้อสายอื่นออกจากพื้นที่ และก่อตั้งรัฐใหม่ขึ้นมา โดยอาจครอบคลุมไปถึงพื้นที่ตอนเหนือของมาเลเซียด้วย
       
       แต่ทว่าหามีใครสนใจหรือยอมรับไม่ ยังคงใช้มาตรการปราบปรามอาชญากรรมธรรมดาเข้ารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังคิดแต่การสืบสวนสอบสวนออกหมายจับข้าศึก ซึ่งไม่เคยจับใครมาลงโทษได้ และไม่มีผลต่อการหยุดยั้งสถานการณ์เลย
       
       เราฟันธงไว้อีกครั้งหนึ่งว่าการใช้มาตรการในการรับมือกับอาชญากรรมคือสืบสวน สอบสวน จับกุม คุมขัง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ รังแต่จะเพิ่มแนวร่วมให้กับข้าศึก และเร่งสถานการณ์ให้เร็วขึ้น
       
       เพราะว่ากระบวนการรับมือกับอาชญากรรมนั้นมีโอกาสผิดพลาดได้มาก มีโอกาสจับกุมผู้บริสุทธิ์ได้มาก และเกิดผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ต่อต้านรัฐและเข้าร่วมกับข้าศึก
       
       รัฐบาลเต่ายังคงใช้มาตรการนี้ในการรับมือกับสถานการณ์ นี่เป็นด้านที่หนึ่ง
       
       เพราะมันเป็นสงคราม ในสนามรบย่อมไม่มีการสมานฉันท์ ยิ่งการใช้นโยบายปูผ้าขาวกราบวิงวอนต่อข้าศึกเป็นเรื่องน่าขัน และถูกเย้ยหยันไปทั่วทั้งโลก เพราะชาวโลกทั้งปวงย่อมรู้ดีว่าในสนามรบนั้นไม่มีธรรมะในสงคราม มีแต่ต้องหยุดยั้งข้าศึกให้ได้เท่านั้น
       
       รัฐบาลเต่ายังคงเพ้อพร่ำแต่เรื่องสมานฉันท์ ซึ่งผิดพลาดล้มเหลวอย่างร้ายแรง ไม่ว่าในทางการเมืองหรือในทางการทหาร
       
       ในทางการเมือง การสมานฉันท์กับโจรเป็นไปไม่ได้ วันนี้ก็ให้ผลแล้วว่าทำให้โจรฮึกเหิมลำพองและดำเนินการอย่างเปิดเผยในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงขนาดข่มขู่ด้วยการวางระเบิดถึงรั้วพระราชวังอยู่แล้ว
       
       ในทางการทหาร ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ก็ยังใช้มาตรการเก่าเก็บคือวางกำลังไว้ในค่าย แล้วส่งกำลังออกไปลาดตระเวน ซึ่งสหรัฐฯ ที่เป็นแม่แบบในวิธีการนี้ก็ได้ให้ข้อสรุปเมื่อสี่เดือนก่อนแล้วว่ารูปแบบดังกล่าวมีแต่ความพ่ายแพ้ ไม่สามารถตอบสนองต่อพัฒนาการทางยุทธวิธีที่เปลี่ยนรูปโฉมไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
       
       แต่รัฐบาลเต่าก็ไม่รู้ไม่ชี้ไม่ประสีประสา ไม่ติดตามข่าวสาร ไม่ปรับปรุงการทำงาน ยังคงใช้วิธีการซึ่งทำให้ชีวิตทหารตำรวจและประชาชนจำนวนมากต้องตกเป็นเป้าในการถูกเข่นฆ่าสังหารไม่เว้นแต่ละวัน นี่เป็นอีกด้านหนึ่ง
       
       เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว คือขั้นสุดท้ายที่จะเสียดินแดนหรือจะรักษาดินแดนของเราเอาไว้ได้หรือไม่
       
       เราฟันธงว่าถ้ารัฐบาลเต่ายังทำเหมือนอย่างเคย คือไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจและไม่ปริปากยอมรับผิดว่านโยบายปูผ้าขาวกราบโจรล้มเหลว และแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้ว แต่นี้ไปอีกราว 3 เดือนสถานการณ์เสียดินแดนจะมีความชัดเจนจนทุกคนจะสามารถเห็นได้อย่างแน่นอน
       
       เราประกาศ ณ บัดนี้ว่านโยบายปูผ้าขาวกราบโจรและนโยบายสมานฉันท์กับโจรเป็นความผิดพลาดล้มเหลวที่ทำให้เกิดหายนะครั้งใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมืองอย่างแน่นอน
       
       ในทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกำลังถูกท้าทายและกำลังถูกกระบวนการโค่นล้มด้วยระบอบใหม่ที่ประกาศและเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งโดยระบอบใหม่ที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยของปวงประชามหาชน” ดังที่คุณคำนูณ สิทธิสมาน ได้นำพยานหลักฐานมาเปิดเผยให้ได้รู้เห็นกันทางรายการยามเฝ้าแผ่นดินเมื่อคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 แล้ว
       
       หากรัฐบาลเต่ายังอยู่ต่อไป เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดแรงเหวี่ยงที่คนจำนวนมากจะเข้าร่วมและทอดทิ้งความนิยมศรัทธาในระบอบเดิม และเมื่อนั้นการสถาปนาระบอบการปกครองใหม่ในประเทศก็จะเกิดขึ้น
       
       ในทางด้านสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลเต่าไม่ยอมรับผิดชอบใด ๆ โบ้ยความผิดไปให้กับ คมช. ทั้งสิ้น ในขณะที่ คมช.เองก็ไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ไม่มีทรัพยากรบุคคลและงบประมาณอยู่ในมือ และไม่สามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เกื้อกูลในเรื่องนี้ได้เลย
       
       เมื่อผสมกับความล้มเหลวของนโยบายปูผ้าขาวกราบโจรแล้ว สถานการณ์จะทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว
       
       ล่าสุดนี้ ข้าศึกได้เพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มเขตปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง ใช้กำลังทหารจรยุทธ์เข้าโจมตีทหารหน่วยรบพิเศษจนเสียชีวิตถึง 7 นายในเวลาแค่พริบตาเดียว
       
       เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจสะเทือนขวัญของประชาชนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลแต่ไม่เคยปริปากรับผิดชอบเลยแม้แต่คำเดียว ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ราวกับว่าไม่มีรัฐบาลอยู่ในประเทศนี้แล้ว
       
       อย่างนี้ยังจะทู้ซี้อยู่ในอำนาจไปทำไม รีบลาออกไปเปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือเข้ามาแก้ไขปัญหาจะไม่ดีกว่าหรือ
       
       นอกจากนั้นยังมีปฏิบัติการที่เรียกว่าซ้อมรบหรือวอร์มอัพในการปิดล้อมพื้นที่ถึง 3 พื้นที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ
       
       หนึ่ง ปิดล้อมค่ายอิงคยุทธ์ซึ่งเป็นค่ายทหารหลักของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จังหวัดปัตตานี และปิดล้อมเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมง เป็นการซักซ้อมใหญ่ครั้งแรก
       
       สอง ปิดล้อมอำเภอเบตงจนประชาชนทั้งอำเภอเบตงขาดแคลนน้ำมันและก๊าซหุงต้ม กระทั่งอาหาร จนต้องเดินอ้อมผ่านแดนเข้าไปในมาเลเซียเพื่อซื้อสิ่งของจำเป็น
       
       สาม จากนั้นก็ปิดล้อมอำเภอตากใบ ทำให้เกิดความลำบากยากเข็ญแก่ประชาชนในพื้นที่โดยทั่วไป
       
       ปฏิบัติการปิดล้อมดังกล่าวได้ใช้มวลชนสตรีคลุมหน้าและเด็กคลุมหน้า รวมทั้งใช้ร่มกางกั้น โดยที่ฝ่ายรัฐไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ลุล่วงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
       
       เราอยากชี้ข้อสังเกตการแต่งกายของสตรีคลุมหน้าว่าหาได้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามแต่ประการใดไม่ เพราะในศาสนาอิสลามนั้น การคลุมหน้าของสตรีไม่ว่ารูปแบบใด แม้กระทั่งคลุมหน้าแบบฮีญาฟก็ยังต้องเปิดหน้าเป็นรูปวงเดือนหรือวงพระจันทร์
       
       แต่พวกคลุมหน้าเหล่านั้นได้ใช้ผ้าดำอีกผืนหนึ่งปิดตั้งแต่ใต้ตาลงมา หากสังเกตดูให้ดีก็เหมือนกับการใช้ผ้าคลุมหน้าในอัฟกานิสถาน
       
       แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความเข้าใจให้ถูกต้องว่าคนเหล่านั้นมิใช่สตรีหรือประชาชนธรรมดาอีกแล้ว แต่เป็นหน่วยปฏิบัติงานหรือแนวร่วมของข้าศึก ที่ถูกใช้ให้ปฏิบัติการในทางปิดล้อม โดยอาศัยความไม่เข้าใจเรื่องศาสนาและสิทธิมนุษยชนบังหน้า
       
       แต่ฝ่ายรัฐไม่เคยชี้แจงทำความเข้าใจ กระทั่งไม่เข้าใจว่าปรากฏการณ์นั้นคืออะไร จึงไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้ และเกิดพฤติกรรมยอมจำนนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
       
       หากรัฐได้ชี้แจงทำความเข้าใจว่าปฏิบัติการเช่นนั้นเป็นปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์ต่อข้าศึก เป็นปฏิบัติการตามแผนการของข้าศึก รัฐย่อมมีความชอบธรรมที่จะเข้าสลายหรือจัดการอย่างเด็ดขาดได้
       
       ต้องย้ำว่าต้องให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนจึงจะใช้ปฏิบัติการที่เด็ดขาดได้
       
       วันนี้ข้าศึกฮึกเหิมลำพองขยายการปฏิบัติงานอย่างกว้างขวาง ทั้งทางการทหารและทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลเต่ายังไม่รับผิดชอบและยังคงปฏิบัติในรูปแบบที่ก่อให้เกิดความพ่ายแพ้ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตทหารและความสูญเสียของชาติเลย
       
       เราขอบอกให้พี่น้องร่วมชาติทั้งปวงได้รับรู้ทั่วกันว่าในเวลาอีกราวสามเดือนข้างหน้าจะมีปฏิบัติการขนาดใหญ่ โดยมุ่งต่อผลดังต่อไปนี้
       
       ประการแรก จะมีการสังหารมนุษย์จำนวนมากเพื่อให้ได้ตัวเลขคนตายครบ 1,000 คนในปี 2550 เพื่อก่อเงื่อนไขให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงและลงประชามติให้แยกดินแดนแบบติมอร์ตะวันออก
       
       ประการที่สอง จะมีการตัดเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟ ทางถนน และทางอากาศ ที่เชื่อมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับตอนบนออกจากกัน และปิดล้อมสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในลักษณะเคลื่อนไหวประชาชาติทั่วด้าน และขับไล่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนชาวไทยเชื้อสายอื่นออกจากพื้นที่
       
       มันคือสัญญาณการเสียดินแดนที่ชัดเจน หลังจากที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และการสูญเสียเขาพระวิหาร
       
       จึงขอให้พี่น้องร่วมชาติได้เตรียมจิตใจรับความสูญเสียดังกล่าวไว้ล่วงหน้าได้แล้ว! นี่คือผลงานที่จะเป็นมหาอมตะในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยในน้ำมือของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
       
       หากรอถึงวันนั้น แม้จะลาออกตามที่เคยพูดไว้ ก็เอาแผ่นดินกลับคืนไม่ได้แล้ว!


 ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา

เออ....ก็น่าคิดนะ...ฝ่ายหนึ่งใช้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของ..."สงคราม"
อีกฝ่ายใช้ยุทธวิธี......"คดีอาญา".......ใช้การดำเนินการตามกระบวนกฎหมาย......เปิดช่องโหว่มากมาย...[ช่องโหว่ที่เห็นๆ...แน่ๆ ก็คือ ใอ้พวกขบถมลายูมุสลิม(ไทย-มลสายู-เขมร-อาเจะห์ ฮืม) บังคับชาวบ้านมาชุมนุมกดดันแล้วมันก็คลุมหน้าปลอมตัวอยู่ในกล่มชาวบ้านด้วยเรียกร้องให้ปล่อนตัวผูต้องสงสัย..]


แล้วคิดฝ่ายไหน....จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ.......ฮืม?


ขขขขขขขขขขขขขขขขขข

แต่พวกคลุมหน้าเหล่านั้นได้ใช้ผ้าดำอีกผืนหนึ่งปิดตั้งแต่ใต้ตาลงมา หากสังเกตดูให้ดีก็เหมือนกับการใช้ผ้าคลุมหน้าในอัฟกานิสถาน
       
       แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความเข้าใจให้ถูกต้องว่าคนเหล่านั้นมิใช่สตรีหรือประชาชนธรรมดาอีกแล้ว แต่เป็นหน่วยปฏิบัติงานหรือแนวร่วมของข้าศึก ที่ถูกใช้ให้ปฏิบัติการในทางปิดล้อม โดยอาศัยความไม่เข้าใจเรื่องศาสนาและสิทธิมนุษยชนบังหน้า
       
ขขขขขขขขขขขขขขขขขข
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พฤษภาคม 2007, 12:27:56 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #205 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2007, 12:33:30 PM »

สถานการณ์ใต้ยกระดับเป็นสงครามมานานแล้ว........หากพิจาณาตามปัญหาพื้นฐานที่สะสมมาแต่กาลอดีต  ไม่ว่าใครก็ตามหากยกเรื่องแบ่งดินแดน  ทั้งพุทธ  และอิสลามล้วนแย่งชิงเขามาทั้งสิ้นจากผู้คนในท้องถิ่นเดิมที่มีอำนาจสิทธิขาดในการปกครองตนเอง  มิใช่ผู้ใต้ปกครองของใคร

ความต้องการเป็นอิสระ......มีอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย  แล้วไม่ใช่สงครามประกาศความเป็นอิสระได้อย่างไร

ฝ่ายหนึ่งประกาศความเป็นอิสระที่จะปกครองผู้อื่นให้เป็นไปตามใจตน นี่ตัวเองเป็นคนในปกครองเค้านะ.....คงเป็นคำพูดที่อ่อนหวานที่สุด  แต่หน่อมแน้มเป็นบ้า......

กับอีกฝ่ายหนึ่งเขอเป็นอิสระจากการเป็นผู้ถูกปกครองเช่นนั้น  ขอสิทธิปกครองตนเอง  เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ"....

ไอ้ที่ไม่สันติ  เพราะ...... "ความหลงตน" ....... ของแต่ละฝ่ายมาช่วงชิงการนำ  ฮืม ตกใจ ฮืม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พฤษภาคม 2007, 12:36:43 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #206 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2007, 13:37:26 PM »

จะมีกองทัพไทย...ไว้ทำหอกอะไร.....เพราะไม่มีดินแดนให้ต้องรักษา.....ใครคิดแบ่งๆ ใครคิดแยกๆ และ...เราเป็นราชอณาจักรทั้งแผ่นดินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.(ไม่ได้หมายเราเป็นอย่างนี้มาแต่อ้อนแต่ออก ก็ต่อสู้พัฒนาวิวัฒนาการกันมา....)......และโลกนี้ยังอยู่ในยุคของการมีประเทศที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่มีอาณาเขตแน่นอน.......ใครจะรอไร้พรมแดนต้องตายไปแล้วไปเกิดในอนาคต(ถ้าได้เกิดนะ-แล้วจะได้เกิดเป็นคนอีกอ๊ะป่าวล่ะ?).....เพราะฉะนั้นผู้คนในยุคนี้ต้องรักษาดินแขนเขตขัณฑสีมา......ไม่งั้น..ก็คงไม่มีผูร่วมพัฒนาชาติไทยมากเท่าทุกวันนี้..เราก็คงเดินเหมือนขะแมร์เอากองทัพไอ้น้องเวียดบวกใอ้น้องลาวบวกใอ้น้องขะแมร์...ตีปลดปล่อยประเทศไทยอย่างน้อยก็ตัด 16 จังหวัดภาคอีสาณ?ฮืม??......แต่เราไม่เอากันไม่ใช่รึ?......ด้วยเห็นแก่ประเทศชาติ.....ก็จึงยอมเป็นสิ่ง "ชำรุดทางประวัติศาสตร์".......กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย.....มะ?ฮืม./ให้มาถูกใอ้ชนชั้นปกครองไทยหลอกลวงอยู่เหมือนเดิม-หลอกว่าจะให้โน่นให้นี่แล้วมันก็ไม่ให้...ฮืม?...(อันนี้ฉันหมายถึงทั้งขบวน....โดยภาพรวม...ไม่ได้พูดถึงรายกรณีเฉพาะกิจเฉพาะตัว......ฮืม??)


 ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา

“พัลลภ” รับชายแดนใต้คุมไม่ได้ 300 หมู่บ้าน - เพิ่มกำลังตรึงทั่ว พท.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2550 12:07 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

 
 
 
  “พัลลภ” รับหน้าที่ดูแลงานมวลชนทั่วประเทศรับมือสารพัดม็อบเดือน พ.ค.นี้ เชื่อม็อบลิ่วล้ออำนาจเก่าจิ๊บจ๊อย ขณะเดียวกันยอมรับสถานการณ์ชายแดนใต้น่าห่วงมีพื้นที่สีแดงคุมไม่ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 300 หมู่บ้าน
       
       วันนี้ (14 พ.ค.) พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษาผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวในรายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยอมรับว่าขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมความสงบในพื้นที่จำนวนร้อยละ 5 คือประมาณ 300 หมู่บ้านจากจำนวนทั้งหมดกว่า 1 หมื่นหมู่บ้าน
       
       พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถให้ความคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ชาวบ้านได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่สามารถทำงานมวลชนได้เต็มที่ เพราะกลุ่มมวลชนไม่กล้าให้ความร่วมมือกับทางการ เพราะเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย ซึ่งแนวทางแก้ไขต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรึงพื้นที่ โดยล่าสุดทาง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้เพิ่มกำลังทหารพรานอีก 30 กองร้อย ขณะเดียวกันจะมีการเร่งจัดตั้งชุดคุ้มครองหมู่บ้านโดยมีทหารเข้าไปร่วม
       
       ที่ปรึกษา ผอ.รมน.ยังกล่าวอีกว่า แนวทางการต่อสู้ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เหมือนกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่มีอุดมการณ์เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐซึ่งมุ่งเน้นทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ไม่แตะต้องชาวบ้าน แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเน้นไปที่กลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับรัฐ ซึ่งจะสถิติ 3 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตนับพันคน ส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมมากกว่าไทยพุทธ
       
       อย่างไรก็ตาม พล.อ.พัลลภ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากในตอนนี้เพราะส่วนหนึ่งเพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจในช่วงที่มีการประชุมกลุ่มประเทศมุสลิม (ไอไอซี) ที่ประเทศปากีสถาน เพื่อต้องการยกระดับการต่อสู้ให้เป็นปัญหาสากล เชื่อว่าหลังจากผ่านช่วงนี้ไปสถานการณ์น่าจะเบาลง ซึ่งจะต้องใช้ความอดทนไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้
       
       พล.อ.พัลลภ ยังเปิดเผยอีกว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้ดูแลงานทางด้านมวลชนทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปจัดตั้งเอาไว้หลายหน่วยงานในรูปแบบชุมชนเข้มแข็ง สันตินิมิตรในจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น
       
       ส่วนที่จะมีการชุมนุมเพื่อต่อต้าน คมช.ในเดือนพฤษภาคมนั้น ที่ปรึกษา ผอ.รมน.เชื่อว่าคงไม่มีอะไร เพราะกลุ่มที่ชุมนุมไม่มาด้วยอุดมการณ์คงมีจำนวนไม่มาก แต่เจ้าหน้าที่จะใช้ความอดทนต่อการยั่วยุ ไม่ให้เกิดบานปลาย
       
       /0110

จจจจจ
ส่วนใหญ่เป็นไทยมุสลิมมากกว่าไทยพุทธ

หึหึหึ

ต้องดูอัตราส่วน....ไทยไหนตายมากกว่ากัน....
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 พฤษภาคม 2007, 13:42:25 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #207 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2007, 07:07:13 AM »

หรือว่าอยากจะเห็นไทยเสียเมือง?

โดย วสิษฐ เดชกุญชร



ไม่จำเป็นต้องมีการแถลงข่าวหรือออกแถลงการณ์อะไรเลย เพียงแต่อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าววิทยุโทรทัศน์ ใครๆ ก็คงรู้ด้วยกันทั้งนั้นว่า สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ ร้ายแรงและน่าวิตกอย่างยิ่ง

เมื่อวันพุธที่ 9 พฤษภาคมที่แล้ว ทหารจากกองบัญชาการสงครามพิเศษ 7 นาย ถูกคนร้ายลอบวางกับระเบิดขณะที่กำลังเดินทางกลับจากภารกิจ ทำให้ตายหมดทั้ง 7 คน และต่อมาอีกเพียงวันเดียว ตำรวจภูธร 2 นาย ก็ถูกคนร้ายจู่โจมเข้าขว้างระเบิดและระดมยิงทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในป้อมหลังที่กำบัง

เหตุร้ายทั้งสองครั้งเกิดในท้องที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ป้อมตำรวจที่ถูกโจมตีนั้นตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตันหยงมัส และเหตุร้ายทั้งสองรายเกิดขึ้นเวลากลางวันแสกๆ

ที่น่าสังเกตก็คือ ความอุกอาจและทารุณของคนร้าย ภายหลังจากที่ทหารทั้ง 7 นาย ถูกระเบิดแล้ว บางคนได้รับบาดเจ็บและยังไม่ตาย คนร้ายได้ออกจากที่ซุ่มแล้วเข้าไปใช้ปืนจ่อหัวยิงซ้ำจนตายทั้งหมด ส่วนตำรวจ 2 นาย ที่ถูกโจมตีที่ตันหยงมัส ได้รับบาดเจ็บและยังไม่ตาย คนร้ายก็จุดไฟเผาป้อมให้ไฟคลอกจนตาย

เหตุร้ายทั้งสองครั้งแสดงว่า คนร้ายมีการเตรียมการหรือวางแผนไว้เป็นอันดี การวางระเบิดทหารรบพิเศษนั้น กระทำโดยขุดหลุมไว้ก่อนในถนนเพื่อวางระเบิด และคอยจนกระทั่งรถยนต์กระบะบรรทุกของทหารผ่านไปถึง จึงจุดชนวนระเบิด ส่วนในการโจมตีตำรวจที่ตันหยงมัสนั้น คนร้ายขับรถเข้าไปดูลาดเลาใกล้ๆ จนเห็นว่าเจ้าหน้าที่เผลอตัวหรือหละหลวมแล้วจึงจู่โจมเข้าโจมตี และตำรวจไม่ทันมีโอกาสต่อสู้

ที่ควรตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยก็คือ ทั้งทหารและตำรวจคงจะไม่รู้หรือสงสัยมาก่อนเลยว่า มีความเคลื่อนไหวของคนร้ายในบริเวณที่เกิดเหตุ แสดงว่าการข่าวกรองของเจ้าหน้าที่ใช้ไม่ได้ คนร้ายสามารถวางแผนและเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ราษฎรในบริเวณที่เกิดเหตุไม่รู้หรือรู้ก็ไม่กล้าบอกให้เจ้าหน้าที่ทราบ

ในระยะหลังนี้ การปฏิบัติการของคนร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นรายวัน จำนวนราษฎรและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ราษฎรหลายคนถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดทารุณ เช่นถูกฆ่าแล้วยังถูกตัดคอด้วย ไม่ต้องสงสัยว่าการฆ่าเช่นนี้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อให้ผู้ที่ยังอยู่เกิดความหวาดกลัว จะได้ยอมอยู่ใต้อิทธิพลของคนร้าย เพราะ ฉะนั้นผู้ที่ยังอยู่จึงยอมจำนนและยอมทำตามบัญชาของคนร้าย ตัวอย่างก็คือเมื่อมีผู้ต้องสงสัยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมคราวใด คราวนั้นผู้หญิงและเด็กก็ถูกบังคับ และต้องยอมออกไปชุมนุมประท้วงเรียกร้องและกดดันให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย

ผลกระทบอย่างอื่นที่เกิดแล้วและยังเกิดตามมาอย่างต่อเนื่องก็คือ ประชาชนกลัว ไม่อยากอยู่และประกอบอาชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปอีก มีผู้ย้ายออกไปอยู่ในจังหวัดอื่นแล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนธุรกิจการค้าก็ซบเซาลง เพราะผู้ประกอบธุรกิจไม่กล้าจะลงทุนหรือดำเนินธุรกิจต่อไป

พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแล้วกล่าวอีกว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลจะแก้ด้วยสันติวิธีและสมานฉันท์ โดยเน้นความสามัคคีของคนในชาติ แต่บัดนี้ คำถามที่ได้ยินหนาหูและถี่ขึ้นก็คือ เมื่อคนร้ายแสดงให้เห็นว่า มันป่าเถื่อนโหดเหี้ยม ไม่เคารพทั้งกฎหมายและศีลธรรม ไม่ต้องการสันติวิธี สมานฉันท์และสามัคคี รัฐบาลจะทำอย่างไร

ผมอยากจะถามด้วยว่าเรา คนไทยที่ไม่ใช่รัฐบาล จะทำอย่างไร

ประมาณปี 2500-2526 เมืองไทยเคยเผชิญกับการคุกคามของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ หรือ ผกค. ซึ่งใช้กลวิธีก่อให้เกิดความหวาดกลัว (terrorism) แบบเดียวกับที่คนร้ายกำลังใช้อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ สมัยนั้นสถานการณ์ก็ร้ายแรงและน่าวิตกเช่นเดียวกัน ผกค.อ้างว่า สามารถรุกคืบหน้าจน "ปลดปล่อย" ประเทศไทยไปได้แล้วถึงครึ่งประเทศ จะจริงหรือเท็จก็ตาม ที่แน่นอนก็คือ มีผู้เสียชีวิตทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ไปเป็นจำนวนหลายพันคน

และที่คล้ายๆ กันก็คือ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังต่อสู้ได้รับบาดเจ็บและตายกันอยู่เรื่อยๆ นั้น คนไทยในส่วนอื่นๆ ของประเทศไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ยังระเริง สนุกสนาน จับจ่ายใช้สอยเพื่อสุขส่วนตัวต่อไปตามปกติ

ครั้งนั้น เคราะห์ของเมืองไทยยังดีหนักหนา ที่มหาอำนาจในค่ายคอมมิวนิสต์คือ จีนกับสหภาพโซเวียตทะเลาะกันและเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ ต่างฝ่ายต่างเลิกสนับสนุน ผกค. คอมมิวนิสต์จึงยุติการคุกคาม กลายเป็นประวัติศาสตร์ไป และเมืองไทยจึงมิได้ถูก "ปลดปล่อย"

คราวนี้ บรรยากาศก็ไม่ต่างกัน ขณะที่ชาวบ้าน ทหาร และตำรวจกำลังเจ็บและตายกันเป็นรายวันอยู่ ในส่วนอื่นๆ ของเมืองไทยก็ยังรื่นเริง สนุกสนาน ไม่เชื่อก็ขอให้ดูเทศกาลสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านไปก็ได้ หรือจะออกไปดูสถานบันเทิงทั้งหลายในคืนนี้ ในจังหวัดใดก็ได้

ไม่มีใครรู้หรือถึงรู้ก็ไม่เดือดร้อน ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังมีสงครามอยู่ แม้เมื่อไม่กี่วันมานี้ ศัตรูจะเพิ่งแสดงให้เห็นว่า สามารถจะตัดอำเภอเบตงออกไปจากประเทศไทยก็ได้ ด้วยการปิดถนนมิให้ใครเดินทางไปที่อำเภอนั้น

ถ้ายอมรับว่าเป็นสงคราม เราจะต้องทำอะไรที่ให้สอดคล้องกับภาวะสงครามยิ่งกว่านี้

ขณะที่เจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และตำรวจกำลังทำหน้าที่ของตนอยู่นี้ ผู้บังคับบัญชาเป็นพวกแรกที่ควรจะแสดงให้เขาเห็นว่า นายตระหนักในภารกิจอันหนักหนาและเสี่ยงตายของเขา ผู้บังคับบัญชาควรหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่านายกำลังหลงระเริง แสวงแต่ความสุขส่วนตัว และทิ้งให้เขาเผชิญกับอันตรายแต่ลำพัง

ในวันหยุดราชการแทนที่จะพาครอบครัวไปเที่ยวซื้อของต่างประเทศ นายควรจะใช้เวลาว่างลงไปใต้ เยี่ยมให้ขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ ให้เขารู้สึกว่านายคิดถึงและเป็นห่วง

ในขณะเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาก็ควรจะเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนคนไทยอื่นๆ (รวมทั้งที่เป็นมุสลิม) ให้แสดงตัวและออกมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แต่ด้วยปาก โดยเฉพาะคนไทยมุสลิมระดับผู้นำนั้น ควรจะหมั่นผลัดกันออกไปเยี่ยมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อบรมชี้แจงให้เขาเข้าใจคำสอนที่ถูกต้องของอิสลาม และให้เขารู้ว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์ เช่นผู้หญิงและเด็กขัดต่อคำสอนของอิสลาม

องค์กรและกลุ่มพลังที่ไม่ใช่ของรัฐจะต้องถือเป็นภาระหน้าที่ของตนด้วย ที่จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า (ในจังหวัดชายแดนภาคใต้) และคัดค้านประณามการละเมิดกฎหมายและศีลธรรมของคนร้าย เช่นการปิดถนน และการกระทำทารุณกรรมกับผู้บริสุทธิ์

ถ้ายอมรับว่าเมืองไทยกำลังเผชิญกับสงคราม ทั้งแนวหลังและแนวหน้าจะต้องประสานการต่อสู้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องไม่ปล่อยให้แนวหน้ารบ แต่แนวหลังร้องรำทำเพลง สนุก สนานรื่นเริงเหมือนไม่มีภัย

นึกว่าโจรมันจะกลับใจและหยุดฆ่าเอง หรือว่าอยากจะเห็นไทยเสียเมือง?

หน้า 6<

 โกรธ โกรธ
จะแน่ใจได้ไง....ว่า.....คราวนั้นผู้หญิงและเด็กก็ถูกบังคับ และต้องยอมออกไปชุมนุมประท้วงเรียกร้องและกดดันให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัย.......ทำโดยสมัครใจ.....ฮืม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 พฤษภาคม 2007, 07:13:32 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #208 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2007, 12:14:44 PM »

จับแล้วแกนนำม็อบหญิงสะบ้าย้อย   
 
คัดจาก  ประชาไท

พ.ต.อ.สมพงษ์ ขอนแก่น รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 เปิดเผยว่า เวลา 10.00 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2550 ที่กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร ค่ายสิรินทร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี จะมีการประชุมจัดกำลังพลใหม่ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยจะมีนายทหารจากกองทัพภาคที่ 1, 3 และ 4 เข้าร่วม ในส่วนของตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยเฉพาะกิจที่ 4 รับผิดชอบอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จะมีทหารจากกองทัพภาค 3 เข้ามาดูแลแทนตำรวจตระเวนชายแดน สำหรับกำลังทหารที่ลงมา จะเป็นระดับผู้บังคับบัญชาพร้อมกองกำลังทหารราบ โดยจะเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับกำลังตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ทั้งนี้ ในการประชุมจะมีการจัดแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจนระหว่างตำรวจตระเวนชายแดนกับทหาร เพื่อป้องกันความสับสน สำหรับตนคิดว่าควรให้ตำรวจตะเวนชายแดนเข้าไปดูแลเฉพาะอำเภอจะนะกับนาทวี ส่วนอีก 2 อำเภอให้ทหารเข้าไปดูแล

 
พ.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับการเข้าตรวจค้นพื้นที่บ้านควนหรันและบ้านโคกหญ้าคา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เจ้าหน้าที่ได้เชิญชาวบ้านไปยังศูนย์วิวัฒน์สันติ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานีทั้งหมด 9 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 3 คน แต่ปล่อยตัวไปแล้ว 2 คน ส่วนผู้หญิงอีก 1 คน เป็นแกนนำการชุมนุม ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ คนร้ายยิงนักเรียนปอเนาะอิสลาฮุดีน บ้านควนหรัน ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์วิวัฒน์สันติ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เพื่อซักถามภายใน 7 วัน หากได้ข้อมูลเร็ว ก็ปล่อยตัวเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 7 วัน

 
“สำหรับผู้ชายที่ถูกควบคุมตัวอีก 6 คน ในจำนวนนี้รับสารภาพแล้ว 1 คนว่า เป็นคนดูต้นทางขณะเกิดเหตุยิงนายยูโซ๊ะ เจ๊ะสือมัน สายของตำรวจตระเวนชายแดน เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2550” พ.ต.อ.สมพงษ์ กล่าว

 
พ.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า ในวันที่กำลังเข้าไปตรวจค้นนั้น ตำรวจจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า ได้เข้าไปเก็บเนื้อเยื่อของคนที่อยู่ในปอเนาะอิสลาฮุดดีน เพื่อนำไปตรวจดีเอ็นเอ นำไปเปรียบเทียบว่าตรงกับดีเอ็นเอของคนร้ายหรือไม่

 
นายอับดุลเลาะห์ หะยีเจะเลาะห์ โต๊ะครูเจ้าของปอเนาะดังกล่าว เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงมาแล้ว 2 คน เหลืออีก 1 คน ส่วนผู้ชายยังไม่ได้ปล่อยตัวออกมา โดยทราบจากญาติที่มาแจ้งให้ตนทราบ ขณะนี้ยังไม่มีการชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวชาวบ้านดังกล่าว

 
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 26/5/2550 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8211&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #209 เมื่อ: 26 พฤษภาคม 2007, 16:32:38 PM »

ขนลูกเมียไปพำนักที่ด่านชายแดนไทยมาเลย์.....และให้ประธาน คมช. ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่ ยะลา.....รวมทั้งให้ขนลูกเมียทั้งสามทั้งสี่ครัว....ไปตั้งรกรากที่นั่น.....บางทีอาจจะแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนถภาคใต้ได้.....

 โกรธ โกรธ โกรธ

ภัยของการยอมอ่อนข้อให้โจร
13 พฤษภาคม 2550 22:45 น.
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 7 รายชื่อ สำหรับทำเนียบวีรบุรุษของชาติ ที่อีกไม่นานชื่อของพวกเขาก็จะถูกลืมเลือน มีแต่เพียงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเท่านั้น ที่ยังจดจำความเสียสละขั้นสูงสุดที่พวกเขามีต่อมาตุภูมิไทย ชีวิตของพวกเขาตายอย่างชายชาติทหารนั้น เป็นเรื่องภาคภูมิน่ายกย่อง แต่มันไม่คุ้มกันเลยเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงอย่างไม่ควรเป็น

 ผู้ก่อการร้ายมุสลิมภาคใต้เข้มแข็งขึ้นทุกที โดยไม่สนว่าทางการยังคงไม่ลงรอยกันเองว่าเป็นพวกไหนแน่ แต่ไม่ว่าพวกนี้จะเป็นแค่วัยรุ่นหลงผิด หรือกองโจรจัดตั้งบ้าแบ่งแยกดินแดน หรือถึงขั้นคลั่งศาสนา อะไรก็ตาม การสังหารทหารตายทีเดียว 7 ศพ และการบงการม็อบปิดถนนเป็นสัปดาห์ได้นั้น ต้องแสดงว่า พวกนี้ใช้การนิรโทษกรรม หรือสมานฉันท์ไม่ได้เด็ดขาด แล้วขืนยังใช้วิธีจัดการแบบเอาทหารไปล่อเป้า กับมุ่งแต่สมานฉันท์โดยไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนหัวจิตหัวใจของลูกน้องและชาวบ้าน แล้วมันจะถูกหรือ

 ขณะที่ทหาร ตำรวจชั้นปฏิบัติการ ต้องลงไปเสี่ยงภัยภายใต้เงื่อนไขตั้งรับเป็นหลัก ข้าราชการ ชาวบ้าน และพระสงฆ์ ต้องอยู่กันไปแบบระวังตัวเอาเองแล้วกันนั้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกรุงเทพฯ ยังไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์สมานฉันท์ ยึดแนวทางการต่อสู้ทางจิตวิทยาเป็นหลัก กลัวการกระเทือนภาพลักษณ์ในต่างประเทศ ผลก็คือ ผู้ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ทางใต้และชาวบ้าน ต้องล้มตายลงด้วยดีกรีที่น่ากลัวขึ้น สิ่งที่รัฐบาลต้องการก็จะล้มเหลวไปเสียทุกอย่าง ทั้งความสมานฉันท์ ทั้งมวลชน หรือทั้งการสกัดท่อน้ำเลี้ยงโจรโพ้นทะเล

 การแสดงความใจกว้างให้แก่โจรนั้น ไม่ใช่แนวทางเอื้ออารีในสายตาของโจร กลับกลายเป็นการแสดงความอ่อนแอให้พวกมันฮึกเหิมได้ใจ เล่นงานหนักมือขึ้น ขณะที่ฝ่ายเรากลัวไปเรื่อยเปื่อยว่า หากสลายม็อบด้วยกำลังแล้ว โจรจะเอาเรื่องนี้ไปตีเป็นประเด็นใหญ่ทั่วโลก ไทยจะโดนยำจากพวกมหามิตรชาติตะวันตก ที่จะฉกกัดเรื่องสิทธิมนุษยชน อีกทั้งจะโดนมุสลิมต่างแดนร่วมประณาม หรืออาจประกาศจีฮัดส่งกำลังพลและอาวุธมาช่วยเล่นงานไทยหนักมือขึ้น จนไทยอาจต้องสูญเสียดินแดนสามจังหวัดชายแดนไปหากโดนยูเอ็นเข้าแทรกแซง

 นี่คือ สถานการณ์เลวร้ายสุดๆ หรือเวิร์สเคสซีนาริโอ ที่มันอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ทำไมไม่มองบ้างเล่าว่า ถ้าเราโชว์ว่ากฎหมายย่อมต้องเป็นกฎหมาย ไม่ถูกใครคลุมหน้ามาปู้ยี่ปู้ยำเอาได้ แล้วความสงบต้องกลับมา ชาติตะวันตกจะเล่นงานเราเรื่องสิทธิมนุษยชนบ้างก็แค่เหน็บหยอก ตราบใดที่ไทยกับฝรั่งยังมีผลประโยชน์ญาติดีกันอยู่ ใครจะไปฆ่าไก่ที่ออกไข่เป็นทอง สำหรับองค์การโอไอซีนั้นก็อย่าไปกลัวมาก เชื่อข้อมูลข่าวกรองยุทธศาสตร์เถอะว่า องค์การนี้ไม่มีอิทธิพลข้ามชาติสักเท่าไรหรอก เป็นแค่เวทีที่ชาติเล็กอย่างมาเลเซีย พยายามโชว์กึ๋นเท่านั้น

 แต่ถ้าเราเล่นบทอ่อนอย่างนี้สิเรื่องใหญ่ หากโจรและแนวร่วมจะทำอะไรก็ได้โดยที่ฝ่ายเราได้แต่กลืนเลือดตัวเองอยู่เช่นนี้ ไม่มีหรอกครับที่มันจะประกาศเลิกแล้วพอแล้ว มีแต่ได้คืบเอาศอก เจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้านจะตายเจ็บมากขึ้น นำไปสู่ความแตกแยกพังภินท์ของความเชื่อถือกันเองของแต่ละกลุ่มในชาติ จำนวนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิเสธมาทำงานในภาคใต้จะมีมากขึ้น มวลชนพุทธเห็นว่า รัฐปกป้องตนเองไม่ได้ก็คงต้องจับอาวุธขึ้นสู้ด้วยตนเอง ชนิดที่ใครจะควบคุมได้ เพราะพวกเขาทำไปในทางลับด้วยความแค้น ส่วนมวลชนมุสลิมก็ใช่ว่าจะมาเข้าข้างรัฐ จำต้องยอมตามคำสั่งโจรต่อไป เพราะโจรครองพื้นที่ไว้ได้เสียแล้ว สงครามศาสนาที่พยายามเลี่ยงก็คงต้องเกิดขึ้นสักวัน ที่สำคัญต่อความมั่นคงของผู้กำหนดนโยบาย ก็คือ ความไม่ศรัทธาที่ผู้น้อยมีต่อผู้ใหญ่นั้น เป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญที่ทำให้นโยบายและการสั่งการอะไรนั้นถูกละเลยในทางปฏิบัติ
 
 ตกใจ ตกใจ ตกใจ

ไอ้พวกจางไล...แก้ปัญหากันไม่ได้สักที....ให้ลูกเมียพวกเมิ-งไปตายกันบ้าง....

ทหารไปล่อเป้า กับมุ่งแต่สมานฉันท์โดยไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนหัวจิตหัวใจของลูกน้องและชาวบ้าน แล้วมันจะถูกหรือ .......เอาลูกเมียพวกเมิ-งน่ะ ไปสมานฉันท์....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 พฤษภาคม 2007, 16:34:50 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 12 13 [14] 15 16 ... 19   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!