บ้านตุลาไทย
26 ตุลาคม 2014, 16:28:18 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไฟใต้ในไทย...ไปทางไหน...ในโลก....ภายใน/ภายนอก บอกทิศทาง?  (อ่าน 59131 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #225 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2007, 08:05:19 AM »

@@"หน่วยข่าวลับ" กับ "หน่วยปล่อยข่าวลือ" ก็คือกันนั้นแหละ
ประเภทชอบหนัง Conspiracy Theory
ชอบปล่อยออกมาทุกวัน
บางวันก็ปล่อยออกมาเป็นน้ำ
บางวันก็ปล่อยออกมาเป็นลม
บางวันก็ปล่อยออกมาเป็นก้อน
แถมมีกลิ่นตุๆด้วย...........อี๋ๆๆๆๆ
ดันไปอยู่บนหน้า "ดา ตอปิโด"
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #226 เมื่อ: 14 มิถุนายน 2007, 22:59:34 PM »

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่... รายงาน
       
       แม้จะไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใดในรัฐบาลออกมายืนยันข้อมูลเรื่องชาวกัมพูชามุสลิมมาเข้าร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในขณะนี้ แต่จากข้อมูลแหล่งข่าวหน่วยงานด้านการข่าวทหารในพื้นที่ ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่กำลังรบของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบส่วนหนึ่งที่ปฏิบัติการอยู่ในภาคใต้ เป็นชาวมุสลิม จากประเทศกัมพูชา
       
       โดยการเคลื่อนไหวของกองกำลังมุสลิม กัมพูชา มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านของประเทศมาเลเซีย ที่มีแผนต้องการเพิ่มจำนวนประชากรมุสลิมในพื้นที่เพื่อเหตุผลทางการเมือง ซึ่งจากการสืบทราบของหน่วยข่าวทหารไทยพบว่าพรรคปาส หรือพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย ซึ่งมีนายอับดุล อาซิส นิก มัต เป็นประธานพรรค ได้มีการจัดตั้งกองกำลังลับขึ้นมาภายใต้ชื่อ “กองกำลังเคเอ็มเอ็ม” หรือ “กรัมปูรัน มูจาฮีดีน มาเลเซีย” ที่ต่อต้านรัฐบาลกลางมาเลเซีย โดยมีนายอับดุล อัดลี นิก มัต บุตรชายคนที่ 3 ของนายอับดุล อา ซิส เป็นผู้บัญชาการกองกำลัง
       
       รายงานข่าวระบุว่ากองกำลังนี้ไม่เคยปฏิบัติการในมาเลเซีย แต่มีการปฏิบัติการทั้งใน อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย และที่ผ่านมาประเทศมหาอำนาจได้กดดันจนรัฐบาล ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในขณะนั้น ทำการจับกุมตัวนายอับดุล อัดลี นิก มัต ได้ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2544 เป็นต้นมา โดยนายอับดุล อัดลี นิก มัส ถูกคุมขังภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน จากข้อมูลยังพบอีกว่านายอับดุล อัดลี นิก มัต มีภรรยาชื่อนางเซเลส โมนิกา ไซเลส เป็นชาวกัมพูชา ภูมิลำเนาเดิมอยู่แนวชายแดนติดกับประเทศไทย
       
       ต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม 2549 นายอับดุล อัดลี นิก มัต ก็ถูกรัฐบาลมาเลเซียปล่อยตัว ซึ่งวันดังกล่าวตรงกับวันที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท๎ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการพอดี และทันทีที่กระแสการปล่อยตัวนายอับดุล อัดลี นิก มัต แพร่กระจายออกไปเพียงไม่กี่วันก็เกิดปฏิบัติการอพยพชาวมุสลิมกัมพูชาหลั่งไหลเข้าประเทศไทย และมาเลเซีย อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันนี้
       
       และข้อมูลซึ่งพบโดยบังเอิญ “ผู้จัดการรายวัน” นำมาเปิดเผยเป็นครั้งแรกเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาสนับสนุนข้อมูลของหน่วยข่าวกรองในพื้นที่ถึงการเคลื่อนไหวของกองกำลังชาวกัมพูชามุสลิมในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลนี้ถูกพบโดยแหล่งข่าวผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวโทรทัศน์สำนักหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สแกนพบการสื่อสารผ่านเครือข่ายวิทยุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ขณะกำลังมีการสั่งการพอดี
       
       แต่ที่น่าแปลกใจคือมีการสั่งการเป็นภาษาเขมร! แทนที่จะเป็นภาษามลายูท้องถิ่น และบังเอิญเหลือเกินที่แหล่งข่าวผู้นี้มีพื้นเพเป็นชาว จ.สุรินทร์ ติดกับประเทศกัมพูชา ฟังและพูดภาษาเขมรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถจับใจความในการสั่งการนี้ได้
       
       “ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นเป็นช่วงประมาณเดือนมีนาคม หรือเมษายน ของปี 2549 ผมพักอยู่ในโรงแรมที่ จ.ปัตตานี บังเอิญช่างภาพเขาเปิดวิทยุสื่อสารทิ้งไว้เพื่อรับฟังเหตุการณ์ทั่วไป ขณะที่เครื่องกำลังสแกนหาคลื่น ก็ปรากฏว่าไปติดเอาคลื่นหนึ่งที่กำลังมีการสื่อสารกันด้วยภาษาเขมร ก็พยายามฟังว่าเขาคุยอะไรกัน เพราะตอนนั้นมีกระแสข่าวชาวเขมรเข้ามาร่วมก่อความไม่สงบด้วย แรกๆ ยังฟังไม่ค่อยชัดเพราะคลื่นไม่ดี
       
       แต่พอปิดทีวีและตั้งใจฟังอีกที ก็พบว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงที่ออกจากเครื่องแม่ข่ายวิทยุสื่อสาร ซึ่งน่าจะตั้งอยู่แถบ อ.ยะหริ่ง กำลังสั่งการให้คนที่อยู่ปลายทางเร่งลงมือปฏิบัติการอะไรบางอย่าง ทั้งกำชับด้วยว่าให้ลงมือเลย ไม่ต้องกลัว แต่ไม่ได้ยินเสียงปลายสาย เพราะเข้าใจว่าเครื่องปลายสายเป็นเครื่องขนาดพกพา จึงไม่ได้ยินเสียง ก็นั่งรอว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
       
       หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีการสื่อสารผ่านทางวิทยุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นคลื่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งเหตุ ว.19 คือมีการยิงถล่มฐานทหารในพื้นที่ ต.ตะโละกะโป อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ผมมั่นใจว่าเป็นฝีมือของกลุ่มที่มีการสั่งการด้วยภาษาเขมรก่อนหน้านี้” แหล่งข่าวระบุ
       
       ข้อมูลนี้เป็นที่ชัดเจนว่ากองกำลังที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชาวกัมพูชาร่วมอยู่ด้วย ทั้งในระดับปฏิบัติการ และระดับผู้สั่งการ และที่น่าสนใจคือเมื่อเร็วๆ นี้ ทหารพรานกองร้อยที่ 1207 กรมทหารพรานที่ 12 พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ได้ทำการตรวจค้นชาวกัมพูชาซึ่งนับถือศาสนาอิสลามที่จะเดินทางไปประเทศมาเลเชียกว่า 20 คน
       
       จากการตรวจค้นดังกล่าวเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบชิ้นส่วนในการประกอบวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่ง และจากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.12 ยืนยันว่า อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถนำมาประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องได้ โดยจะบรรจุดินระเบิดได้ประมาณ 1 ปอนด์ แรงระเบิดมีรัศมีทำลายได้ 100 เมตร และที่สำคัญอุปกรณ์ชุดนี้มีชุด SCR ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการทำระเบิดชนิดแสวงเครื่องได้เป็นอย่างดี สามารถใช้โทรศัพท์มือถือเป็นตัวจุดชนวนระเบิดได้
       
       นอกจากนี้จากข้อมูลของทางการไทยพบว่าช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา มีชาวกัมพูชามุสลิมเดินทางลงไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยโดยผ่านด่านชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีจำนวนเกือบ 2 หมื่นคน โดยแยกเป็น ปี 2548 จำนวน 8,488 คน ปี 2549 จำนวน 7,270 คน และ ปี 2550 จำนวน 2,524 คน รวมทั้งหมด 18,282 คน และจากการตรวจสอบการเดินทางกลับ พบว่าในจำนวนดังกล่าวมีการเดินทางกลับมาเพียง 10% เท่านั้น
       
       ทั้งนี้ พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีรายงานว่ามีชาวกัมพูชามุสลิมเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อทำงานและหายตัวไปจำนวนหลายพันคน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องติดตามว่ากัมพูชามุสลิมกลุ่มนี้หายไปยังส่วนใดของไทย และเกี่ยวข้องอย่างไรกองกำลังเคเอ็มเอ็ม ที่ต่อต้านรัฐบาลมาเลเซีย หรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
       
       รวมทั้งจะต้องได้คำตอบว่ากองกำลังเคเอ็มเอ็ม เข้ามาร่วมจุดไฟเผาปลายด้ามขวานของเราด้วยหรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง เห็นทีจะไม่ง่ายดายนักที่รัฐไทยจะทำให้ไฟกองนี้มอดดับลงได้ในเร็ววัน
บันทึกการเข้า
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #227 เมื่อ: 15 มิถุนายน 2007, 10:05:37 AM »

 เจ๋ง

จากศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้

ทำไมต้องยิงครู-เผาโรงเรียน 
 
มูฮำมัดอายุบ ปาทาน  

 

          หลายฝ่ายกำลังหวาดวิตกว่า วันที่ 15 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสถาปนาสมัชชาประชาชนมลายูปัตตานี จะมีเหตุการณ์
รุนแรงหรือไม่ ?

           ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงรักษาความปลอดภัย กำลังวางแผนเตรียมรับมือสถานการณ์กันอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังมีช่องว่างให้ขบวนการก่อความไม่สงบ ลงมือปฏิบัติการเผาโรงเรียนในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา คืนเดียวเกือบ 20 โรง

           และ 2 วันก่อนหน้านี้ ครูสาวสองคนก็ถูกคนร้ายบุกเข้าไปจ่อยิงเสียชีวิตในโรงเรียนบ้านซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส

           ขณะที่ก่อนหน้านี้ในช่วงปิดภาคเรียน ก็มีการลอบเผาโรงเรียนถี่เกือบทุกวัน ซ้ำบางแห่งยังถูกเผาแล้วเผาอีก อาคารและอุปกรณ์การเรียนเสียหายทั้งหมด ไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้เลยในวันเปิดเทอม

           เป็นที่มาของคำถามคาใจของใครต่อใครว่า "ทำไมคนร้ายต้องเผาโรงเรียน"
           คำตอบ ควรเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจว่า การขับเคี่ยวในสมรภูมิชายแดนใต้นั้น การแย่งชิงมวลชน เป็นปฏิบัติการสำคัญของทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการก่อความไม่สงบ

           สถานการณ์ในขณะนี้เรียกได้ว่า ช่องทางที่ฝ่ายรัฐสามารถเชื่อมโยงกับชาวบ้านหรือชุมชนได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือ โรงเรียน

           ขณะที่กลไกของรัฐอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. ไม่อาจทำหน้าที่ได้เลย ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้เลือกฝ่าย ส่วนใหญ่สงบนิ่งไม่แสดงบทบาท และอีกจำนวนไม่น้อยไม่กล้าอยู่ในพื้นที่

           โรงเรียนจึงเป็นสัญลักษณ์สุดท้ายของอำนาจรัฐที่หลงเหลืออยู่ในชุมชน

           การให้บริการด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ ซึ่งถึงพร้อมทั้งอุปกรณ์การศึกษา เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งบริการอาหารกลางวัน เป็นแรงจูงใจสำคัญให้ชาวบ้านส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ

           หากรัฐได้ทำหน้าที่ดูแลให้สวัสดิการแก่ชุมชนเช่นนี้ต่อไป นั่นเท่ากับทำให้มวลชนเทใจให้การยอมรับอำนาจของรัฐมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการชิงมวลชนให้มาเข้าข้างฝ่ายขบวนการฯ

           และหากมองถึงเหตุผลในเชิงวัฒนธรรมด้วยแล้ว "โรงเรียน" ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อขบวนการฯ เพราะการเรียนการสอน เป็นตัวการทำลายอัตลักษณ์ของ "ชนชาวมลายูมุสลิม" แบบต่อเนื่องและยั่งยืน อาทิกิจกรรมหลักเช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ การกล่าวคำปฏิญานตน ซึ่งล้วนแล้วขัดต่ออุดมการณ์ของขบวนการทั้งสิ้น และหากรวมเนื้อหาในบทเรียนผ่านภาษาไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูอุดมการณ์ชาตินิยมมลายู

             การเผาโรงเรียนและลอบฆ่าครู จึงเป็นปฏิบัติการเพื่อ "ตัดสายสัมพันธ์รัฐและชุมชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งอัตตลักษณ์มลายู"   การสถาปนาความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้กลไกอำนาจรัฐสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชุมชนได้ทำหน้าที่ต่อไป จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในสงครามแย่งชิงมวลชน


http://www.deepsouthwatch.org/index.php?l=content&id=84
บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #228 เมื่อ: 17 มิถุนายน 2007, 07:37:19 AM »

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘ตูแวดานียา ตูแวแมแง’: ไขเบื้องหลังนักศึกษามุสลิมนำม็อบยึดมัสยิด    
 
การชุมนุมหน้ามัสยิดกลาง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ที่มา : ประชาไท/แฟ้มภาพ)

การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนในนาม ‘เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน’ ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เมื่อช่วงวันที่ 30 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2550 เกิดขึ้นท่ามกลาง 2 สถานการณ์ร้อน นั่นคือ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสถานการณ์ยุบพรรคการเมืองใหญ่

การชุมนุมยึดมัสยิดกลางปัตตานี ที่มีนักศึกษาเป็นแกนนำ จึงถูกครหาว่า ถ้าไม่ใช่กลุ่มการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นการจัดตั้งของขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ต่อไปนี้ เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ ‘ตูแวดานียา ตูแวแมแง’ ประธานเครือข่ายพลังนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน ในฐานะแกนนำการชุมนุม ที่จะไข 2 ข้อครหาดังกล่าว

00000

ที่มาของการชุมนุมเป็นอย่างไร มีเหตุผลอะไร

ต้องกลับไปดูเจตนารมณ์และความตั้งใจแรกๆ ของเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน แรกๆ เลยเราไม่ได้ตั้งใจจะมาชุมนุมเหมือนที่เกิดขึ้น คือ ทางเครือข่ายนักศึกษาฯ ซึ่งมีแนวร่วมอยู่กันต่างสถาบัน ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ร่วมกันหารือเพื่อหาทางออกจากความรุนแรง เพราะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนใน 4 – 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงตกลงจะทำโครงการศึกษาและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกัน

ความตั้งใจแรก จะลงมาทำกิจกรรมในรูปแบบการเสวนา โดยเชิญตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ที่รับรู้ปัญหาในพื้นที่ ไม่ว่าสภาทนายความ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย นักเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นักสันติวิธี มาหารือกัน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา และอีกลักษณะหนึ่ง เราจะออกไปเยี่ยมเยียน หาข้อมูลหาข้อเท็จจริงจากชาวบ้าน ที่ประสบปัญหาด้วยตัวเอง

 เมื่อเราลงมาถึง ตัวแทนชาวบ้านที่เราลงมาสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าหลายพื้นที่ด้วยกัน ต่างมารวมตัวกันที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เพื่อร่วมจัดโครงการนี้ด้วย ถึงตอนนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม ตอนแรกผมเข้าใจว่า ผู้เข้าร่วมน่าจะเป็นชาวบ้าน ที่เราเคยไปเยี่ยมเยือน ช่วงนั้น มีการบล็อกจากทหารและตำรวจ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้ามาที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นสถานที่จัดโครงการ

 ประชาชนเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าทราบข่าวกันเร็วได้อย่างไร หลังจากนั้น ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น ที่บาซาลาแป ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ชาวบ้านที่ปอเนาะควนหรัน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ชาวบ้านที่บ้านบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

 สำหรับความรู้สึกที่ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นเป็นความเข้าใจของชาวบ้าน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที

 พอชาวบ้านมาอยู่ในมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีกันจำนวนมาก วันแรกเกือบ 4 – 5 พันคน ทางผมจึงหารือกันว่า จะดำเนินโครงการฯ ตามที่ตั้งไว้ต่อไปหรือเปล่า หรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หลังจากนั้น ตัวแทนของประชาชนแต่ละพื้นที่ ที่ประสบปัญหาได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมมานำเสนอ พร้อมกับขอให้ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้ด้วย

 เรื่องนี้ไม่ได้เตรียมมาก่อนเลย เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจึงเปลี่ยนจากการจัดโครงการศึกษาและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน นั่นคือ เหตุผล

 ที่มีการระบุองค์กรร่วมจัดที่ประกอบด้วยองค์การนักศึกษา 9 แห่ง แต่มีบางองค์กรออกมาปฏิเสธ ตรงนี้จะชี้แจงอย่างไร

องค์กรที่มีการปฏิเสธอย่างชัดเจนคือ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้อเท็จจริงที่เขาออกมาปฏิเสธเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักกับนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะเคยทำงานร่วมกันในองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2549 ซึ่งตอนนั้นนายกองค์การนักศึกษาฯ คนปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นเหรัญญิก ส่วนผมเป็นรองนายกองค์การนักศึกษาฯ คนที่หนึ่ง

ตอนที่ผมจะลงมาทำโครงการได้คุยกับเขาเป็นการส่วนตัวแล้วว่า จะลงมาสัมผัส และมาดูสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ในพื้นที่ เพื่อหาข้อเท็จจริงและใช้เป็นบรรทัดฐานในการหาทางแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต

ผมเข้าใจว่าที่เขาปฏิเสธ เพราะตอนแรกรูปแบบของการทำกิจกรรม อยู่ในโครงการเสวนากับการเยี่ยมเยือน แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการชุมนุม ทำให้กระแสที่ออกมาระบุว่าไปเกี่ยวโยงกับกลุ่มต่างๆ ส่งผลผลกระทบหลายส่วน โดยเฉพาะกระทบต่อความความมั่นคงของชาติ เขาก็เลยปฏิเสธ

เพราะตอนแรกมีข่าวออกมาว่า นักศึกษาที่เป็นแกนนำการชุมนุม ไม่ได้เป็นนักศึกษาตัวจริง ถูกหลอกมา ถูกจัดตั้งมา โดยขบวนการก่อความไม่สงบ ส่งผลให้เขาต้องปฏิเสธ เพราะต้องรักษาภาพของมหาวิทยาลัยไว้ องค์การนักศึกษาเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย แต่ถ้ารูปแบบโครงการยังเหมือนเดิม คิดว่าเขาคงลงมาแน่นอน เพราะวันที่จะเดินทางลงมา เขายังอยู่กับเพื่อนผม

แสดงว่าตอนนั้นเขาเองก็ไม่ทราบว่าจะมีการชุมนุม


ครับ ตอนนั้นมีม็อบพีทีวีด้วย เขาต้องไปจัดเตรียมนำสมาชิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพีทีวี เขาบอกว่าลงมาด้วยกันไม่ได้ แต่จะตามลงมาสมทบทีหลังในวันรุ่งขึ้น พอเขาจะลงมาก็มีข่าวว่า ผู้ชุมนุมเกี่ยวข้องกับนักการเมืองบ้าง ขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง เขาเลยออกมาปฏิเสธ

 แถลงการณ์ฉบับแรกที่ออกมา ระบุว่าการเรียกร้องขอความเป็นธรรม และขอให้รัฐทบทวนการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ มีการหารือกันอย่างไร

ที่มาที่ไปของแถลงการณ์ฉบับแรกในนามเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน เริ่มต้นจากการหารือ ถึงบทบาทหน้าที่ของนักศึกษาที่มีต่อสังคม วันนี้ ปัญหาของสังคมเกิดขึ้นมากมาย ไม่เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เกิดในทุกภาคของประเทศไทย เรากำลังประสบปัญหาความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันและกัน

ตัวแปรสำคัญที่จะเป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน ทำให้รัฐรับรู้ว่าชาวบ้านกำลังเดือดร้อนอย่างไร ชาวบ้านต้องการอะไร ตอนนี้มันร่อยหรอไม่มีกำลัง ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมว่ามาจาก ช่วงหลังๆ มานี้รัฐไม่ค่อยสนับสนุนให้นักศึกษาออกมาแสดงบทบาทเพื่อสังคม รัฐไม่สนับสนุนความคิดที่เป็นอิสระของนักศึกษา ประกอบกับระบบทุนนิยมเข้ามา ทำให้นักศึกษาต้องแข่งขันกัน ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม นั่นคือ ปัญหาของสังคม

ผมเลยหารือกับเพื่อนๆ นักศึกษาในเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนว่า ปัญหาที่เกิดในสังคมตอนนี้ ถ้าเราปล่อยปละละเลย เราไม่ให้ความสนใจ แน่นอนมันจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ยาก เราหารือจนได้ข้อสรุปว่า ถึงเวลาที่พลังนักศึกษาต้องมารับใช้สังคม เราเลยเลือกเหตุการณ์ที่รุนแรงและร้ายแรงที่สุด นั่นคือ เหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่บอกว่าเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องมีสำนึกตรงนี้ เพราะในการเรียกร้องหาความเป็นธรรม มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ที่ใครจะละเมิดมิได้ แต่วันนี้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เราก็เลยต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้

แล้วเรื่องที่เรียกร้องให้ทบทวนเรื่องการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไร


ที่เราบอกภาครัฐให้ทบทวนการปกครองใน 3 – 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เสียใหม่ เพราะเราหาสาเหตุที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ ประชาชนเล่ามาว่า ปัญหามาจากฝีมือทหาร เป็นผู้สร้างสถานการณ์เสียเอง ทหารจึงเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ถ้าจะแก้ปัญหาจริงต้องแก้กันในระดับนโยบาย คือ แก้ตรงผู้มีอำนาจในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ผู้มีอำนาจสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรี ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับนโยบายการปกครองที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งผูกโยงกับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น

 วันนี้ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากมายในพื้นที่ ทางเครือข่ายฯ จึงอยากให้ผู้มีอำนาจ หรือใครก็แล้วแต่ ไม่ว่านายกรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการทหารบก ปรับแผนและนโยบายในการแก้ปัญหา ลองไปทบทวนดู พิจารณาดูว่ามีตรงไหนที่มันไม่สมบูรณ์ ที่ยังไม่ถูกต้อง ข้อเรียกร้องตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกครองแบบพิเศษ วัฒนธรรมพิเศษ หรือการแบ่งแยกดินแดนเลย

 นี่คือจุดยืนของเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน

 การชุมนุมครั้งมันเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สองอย่าง หนึ่ง ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเกิดคำถามม็อบนี้เป็นม็อบจัดตั้งของขบวนการก่อความไม่สงบหรือไม่ สอง สถานการณ์การเมืองกำลังร้อนแรงจากกรณียุบพรรคการเมือง จึงเกิดคำถามว่า การเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบนี้หรือไม่

เราออกมาเพราะต้องการให้รัฐลงมาแก้ปัญหาที่ประชาชนประสบอยู่ หลักการและเหตุผลของเครือข่ายนักศึกษา มีเจตนารมณ์ต้องการรับใช้สังคมจริงๆ ทุกอย่างเราได้เตรียมการไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางของกฎหมายบ้านเมือง เรามีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ ในการชุมนุมเรียกร้องปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วยสันติวิธี

เราเน้นตรงนี้ เพื่อไม่ให้มีการเบี่ยงเบนประเด็น เบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของเรา แต่ผลที่ออกมา กระแสสังคมบอกว่า การเคลื่อนไหวของเราเกี่ยวโยงกับการเมือง เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะวิเคราะห์วิจารณ์กันได้

ช่วงก่อนหน้านี้มีการชุมนุมปิดถนนของชาวบ้านหลายครั้ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นการจัดตั้งของขบวนการก่อความไม่สงบ แต่การชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีครั้งนี้ มีนักศึกษามาจัดกระบวนให้ ก็ยังมีการข้อหาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ที่ผ่านมาที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นไปตามความเข้าใจของประชาชน ผมยังไม่กล้าฟันธง เพราะเรื่องนี้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านไม่ได้นิ่งเฉย เพราะชาวบ้านก็ให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ จึงมีการลุกขึ้นสู้เรียกร้องตามกำลังที่มีอยู่ แต่กลับโดนยัดเยียดข้อหาว่า เป็นแนวร่วม หรือถูกจัดตั้งขากขบวนการก่อความไม่สงบ

นักศึกษาสงสารประชาชน เพราะประชาชนมีความบริสุทธิ์ใจจริงๆ ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่กลับถูกตั้งข้อกล่าวหา เลยคิดว่าประชาชนกำลังเจอทางตัน เราเป็นห่วงว่าจะมีการใช้ความรุนแรงตามมา เพราะหาทางออกแบบสันติวิธีไม่ได้ มันทำให้ประชาชนสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ได้ ผมก็เลยพูดคุยกับเพื่อนนักศึกษาที่มีเจตนารมณ์อยากรับใช้สังคมว่า ถ้าเราปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ ไม่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ช่วยประชาชน เราจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หรือเกิดการจลาจลครั้งใหญ่ได้

มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ชาวมุสลิมไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนในการก่อเหตุรุนแรง 21 กรณี ในขณะที่คนได้รับความเดือดร้อนมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มีชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ทำไมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบเฉพาะกรณีที่เกิดกับมุสลิมเท่านั้น

ตามเจตนารมณ์ของเรา ไม่ได้เลือกปฏิบัติว่าจะให้ความเป็นธรรมกับคนในพื้นที่ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ คือ คนที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ข้อมูลที่เราได้รับ ในนามเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน นำเสนอให้ภาครัฐนำไปหาข้อเท็จจริง และแก้ปัญหา มาจากประชาชนเป็นผู้เสนอให้เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนเข้าไปช่วยเหลือ

 ถ้าประประชาชนที่ไม่ใช่มุสลิม หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มาเสนอผ่านเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน เราก็พร้อมที่จะนำข้อมูลข้อเท็จจริงตรงนั้น นำเสนอให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจริงๆ เข้ามาให้ความเป็นธรรม เราไม่มีเจตนาที่อยากจะเลือกปฏิบัติใดๆ

 คาดหวังกับคณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง 21 กรณีอย่างไร แค่นัดประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 ก็มีคนลาออกแล้ว ขณะที่ตัวแทนฝ่ายรัฐก็ไม่มาร่วมประชุม

ความหวังของผม จะว่าเต็มร้อยก็ไม่เชิง หรือไม่หวังเลยก็ไม่ใช่เหมือนกัน ผมยังมั่นใจว่าในบ้านเมืองของเรา ยังมีคนที่คุณธรรม มีศีลธรรม มีอุดมการณ์อยากรับใช้สังคม ต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ที่ทำให้เกิดข้อขัดข้องในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ซึ่งตั้งขึ้นตามข้อตกลงจากการเจรจาระหว่างเครือข่ายนักศึกษาฯ กับเจ้าหน้าที่รัฐ ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ยังมีความหวาดระแวง ยังไม่เชื่อใจในพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชน

 ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนในอำนาจ จากคำสั่งแต่งตั้งของแม่ทัพภาคที่ 4 เลยส่งส่งผลให้การทำงานของคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่

 ความเป็นไปได้ที่จะบรรลุผลมีมากน้อยแค่ไหน

ตรงนี้คิดว่าการทำงานเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ประเด็นหลักอยู่ที่ความจริงใจในการแก้ปัญหามากกว่า ต้องปราศจากความหวาดระแวง ถ้าในคณะกรรมการฯ เอง หรือเจ้าหน้าที่รัฐเอง ยังหวาดระแวงว่า มีใครอยู่เบื้องหลัง มีใครถูกจัดตั้งมา ผมว่าโอกาสที่จะทำงานให้เกิดความเป็นธรรมจริงๆ ต่อประชาชน คงเป็นไปได้ยาก

 มันต้องทำลายความหวาดระแวงก่อนถึงจะทำงานกันได้

ครับ จากที่ข่าวที่ออกมา ทางภาครัฐ ทางตำรวจออกมาแถลงว่า นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวโยงพัวพันกับนักการเมือง มันไม่ใช่เลย นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ สามารถออกมาเรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้สันติวิธีได้ เรามีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว

ที่มีการระบุว่าการเลือกชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เพราะเป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ เคยผ่านการชุมนุมของประชาชนมาก่อน เมื่อปี 2518 กรณีชาวบ้านถูกทหารฆ่าตายแล้วทิ้งศพที่สะพานกอตอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

มันไม่ใช่การชุมนุม เราต้องกลับไปที่ความตั้งใจแรกของเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน เราต้องการจัดโครงการศึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุผลที่เลือกมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ไม่ได้คิดอะไรสลับซับซ้อนเลย คิดง่ายๆ คือ จะหาสถานที่ตรงไหนที่สมาชิกสามารถเดินทางมาร่วมโครงการนี้ได้สะดวกที่สุด เป็นสถานที่ที่นักศึกษาที่เป็นมุสลิมสามารถประกอบศาสนกิจได้สะดวก ถ้าเป็นที่อื่นนักศึกษาที่มาจากส่วนกลางอาจไม่รู้จัก เราเลือกเพราะความสะดวก ส่วนใครจะวิเคราะห์อย่างไรก็แล้วแต่

 
รูปแบบการจัดชุมนุมเป็นระบบมาก ชาวบ้านเองยังชม ขณะเดียวกันก็มีคนไม่พอใจ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่ จากการปิดถนน

ในส่วนระบบการจัดการ เพื่อนที่อยู่หรือเคนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะไม่แปลกใจเลย เพราะโดยประสบการณ์พวกผมจะทำกิจกรรมที่คลุกคลีอยู่กับคนจำนวนมาก เรามีระบบการจัดการที่บ่มเพาะมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนา การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ พวกผมต่างเคยมีประสบการณ์การทำงานแบบนี้มา ไม่แปลกเลยที่พวกเราสามารถควบคุมมวลชนเป็นหลักพันได้

ผมถามประชาชนว่า ทำไมต้องปิดหน้า เพราะผมเองยังไม่ปิดเลย เขาบอกว่า เพราะไม่ไว้ใจว่าหลังจากชุมนุมเสร็จแล้ว จะมีใครตามเช็คบิลเขาหรือเปล่า เขาต้องระวังตัวไม่ให้เกิดอันตรายกับเขา เพราะบทเรียนที่ผ่านมาของประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐ ถ้าไม่ปิดหน้าแล้วจะถูกตามไปเช็คบิล มีการอุ้ม มีการฆ่า มีการติดตามตัว

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่เดือดร้อนนั้น ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เป็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพค้าขายจริงหรือเปล่า หรือเป็นคำกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ เพื่อดิสเครดิตพวกผม

คงต้องปล่อยให้สังคมพิจารณาเอาเองว่า ใครกันแน่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

มีการกีดกันคนภายนอกไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมหรือไม่


ไม่ได้กีดกัน เพียงแต่ต้องตรวจสอบ เพราะกลัวจะมีการสวมรอย การจัดการชุมนุมจะดูว่าดีหรือไม่ดี หรือจัดการกับคนจำนวนมากได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลักการและวัตถุประสงค์เป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 หลักการ คือ การชุมนุมครั้งนี้ เรายึดสันติวิธี ยึดสันติประชาธรรม การจะทำให้ถึงเป้าหมายของสันติประชาธรรม เราก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน เพราะประชาชนมาเรียกร้องให้เราเป็นระบอกเสียง เรียกร้องความเป็นธรรมให้เขา เพราะฉะนั้น ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ เราไม่อยากให้เกิดการนองเลือด ซึ่งประชาชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แสดงว่าการชุมนุมที่ผ่านมา เราสามารถประสานความร่วมมือ ระหว่างนักศึกษากับประชาชนได้

 แล้วคิดว่าต่อไปมันจะมีผลอะไรต่อตัวเราบ้าง


อย่างน้อย การที่พวกผมออกมารับใช้สังคม ผ่านการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการจุดประกายให้เพื่อนๆ นักศึกษาทั้งหลาย ที่ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ตรงนี้ ได้ทบทวนดูว่าตัวเองรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน ถ้านักศึกษาไม่รับเอาปัญหาสังคมมาเป็นภาระหน้าที่ของตัวเองแล้ว ผมคิดว่าในอนาคตนักศึกษาก็ไม่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้

มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับกลุ่ม P.N.Y.S (ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล) ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เราเป็นสมาชิกกลุ่ม P.N.Y.S โดยปริยาย สมาชิกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หนึ่ง สมาชิกประเภทโครงสร้าง สอง สมาชิกร่วมโครงการ สาม สมาชิกทั่วไปเปิดกว้างไม่จำกัดว่าต้องมีภูมิลำเนาอยู่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ผมมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ก็ต้องเป็นสมาชิกโดยปริยาย โดยปกติถ้ามีกิจกรรมอะไร เราก็ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มอยู่แล้ว

คิดว่าการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นอย่างไร

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ที่ผู้คนเห็นกันชัดเจนก็ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัญหาจริงๆ มันเกิดขึ้นมานานหลายต่อหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายของผมก็มีปัญหาแล้ว เท่าที่ผมศึกษาดู เรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ระหว่างความต้องการของประชาชนในพื้นที่กับนโยบายภาครัฐ ยังมีความขัดแย้งกันอยู่

 ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ หรือประชาชนอยากจะมีทางออก เพื่อแก้ปัญหากันจริงๆ ก็น่าจะแสวงหาจุดร่วมของความต้องการร่วมกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความจริงใจว่า ต้องการแก้ปัญหาจริงๆ หรือเปล่า ตราบใดความจริงใจไม่มี ความหวาดระแวงมันก็จะตามมา

 เมื่อเกิดความหวาดระแวง การหารือกัน การแสวงหาจุดร่วม ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะประชาชนจะคิดว่า เมื่อตัวเองพูดความจริงแล้ว อาจจะไม่ปลอดภัย ตรงนี้จะมีอะไรมารับประกันความปลอดภัยให้เขาได้บ้าง นี่คือ ปัญหาที่ในขณะนี้นี้ ปัญหาชายแดนภาคใต้ แก้ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจริงใจ

 ..................................

หมายเหตุ:

ปัจจุบัน ตูแวดานียา ตูแวแมแง เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ วิชาเอกเคมี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนมัธยมสุไหงโก–ลก จังหวัดนราธิวาส และจบชั้นประถมที่โรงเรียนเทศบาล 4 อำเภอสุไหงโก–ลก เป็นคนอำเภอสุไหงโก–ลก

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8501&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai



 

 
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #229 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2007, 04:38:39 AM »

บ้ากันใหญ่แล้ว...

ฟฟฟฟฟ

ตัดแปะ

ด่วน! สำคัญต่ออนาคตประเทศชาติ (ผ่านร่าง พรบ.อิสลาม)

ผ่านร่าง พรบ.อิสลาม........... ผ่านการแบ่งแยกการปกครอง
เรื่องเดิม

นายนิเดร์ วาบา นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม / ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ได้อาศัยความเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือจาก นายกรัฐมนตรี เสนอการแก้ไข พรบ.บริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ โดยอ้างเหตุผลในการขอแก้ไขดังนี้

๑. พรบ. ปี.๒๕๔๐ ได้ก่อให้เกิดการแตกแยก และสร้างปัญหาให้กับสังคมมุสลิมเป็นอย่างมาก การเลือกตั้งทุกระดับทำให้เกิดการแตกแยกอย่างยากที่จะประสานได้
โดยเนื้อหาสำคัญของ พรบ.ใหม่ คือ ใช้การสรรหาแทนการเลือกตั้ง และการตั้งสภาซูรอ ขึ้นมาเพื่อกำกับการดูแล กิจกรรมทั้งปวง เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและองค์กรอิสลามทุกองค์กรแทนกรมการศาสนา

๒. “หาก พรบ.นี้ผ่าน สังคมมุสลิมเราจะไปสู่ระบบที่โปร่งใส... จะไม่มีใครบีบบังคับเหมือนเมื่อก่อน... จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น มีความคิดความอ่านในการปกครองตนเอง... เราขออำนาจการปกครองตนเอง ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ของบ้านเมือง ให้พี่น้องมุสลิมแก้ไขปัญหากันเอง...”

ซึ่งสามารถสรุปนัยของการแก้ไข พรบ.อิสลาม ๒๕๔๐ ได้ว่า มีเจตนา แยกคนที่นับถือศาสนาอิสลามออกจากกฎหมายไทย / ออกจากการปกครองของรัฐไทย ดังนั้น การผ่านร่าง พรบ.อิสลาม ก็คือการยอมรับการแบ่งแยกการปกครอง โดยปริยายนั่นเอง โดยคนไทยพุทธก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและคนที่นับถือศาสนาอิสลามก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม

ซึ่งปัญหาที่จะตามมาอีกมาก อาทิ เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือคดีความระหว่างคนต่างศาสนาและต่างเชื้อชาติ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในประเทศไทยแล้ว จะหาข้อยุติไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจากต่างประเทศ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กฎหมายใด เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ เรียกร้องขอการปกครองด้วยขนบธรรมเนียมและประเพณีตนเอง
วาระซ่อนเร้นของร่าง พรบ.การจัดตั้งสภาซูรอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาของพรบ.การจัดตั้ง สภาซูรอ ซึ่งร่างขึ้นโดย คณะกรรมการศาสนา ที่เป็นอิสลาม ๘ คน (รายชื่อดูผนวก) แล้วยิ่งจะพบความไม่ชอบมาพากลหลายๆ ประการ ในมาตรา ๘ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๒๙ ซึ่งส่อนัย

ถึงการให้อำนาจแก่ผู้นำของศาสนาอิสลามในการเข้ามาแทรกแซง / ควบคุมการบริหารราชการของไทย การขยายการศึกษาไปในทิศทางที่รัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ และการดูดซับทรัพยากรของคนทั้งประเทศไปสู่กลุ่มอิสลาม ซึ่งบางส่วนก็ถูกนำไปใช้เพื่อทำลายความเป็นไทยพุทธดังนี้.-

๑. มาตรา ๘ บัญญัติว่า จุฬาราชมนตรี มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษา และเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และได้เพิ่มข้อความในวรรคท้ายว่า “คำปรึกษาความเห็นและข้อวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรีตามความในวรรค ๑ ให้เป็นที่สุด ส่วนราชการและมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตาม”

** แสดงให้เห็นว่าคำปรึกษาหรือความเห็น ของจุฬาราชมนตรีคือคำประกาศิต เป็นที่สุด ใครจะโต้แย้งใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น และบังคับให้ส่วนราชการไทย คือ ทั้ง ศาล(อำนาจตุลาการ), อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ จะต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้ ดังนั้น จุฬาราชมนตรี ก็จะกลายเป็นเจ้าชีวิตของมุสลิมทุกคน และสามารถบังคับข้าราชการไทย ให้ต้องปฏิบัติตามคำปะกาศิตของจุฬาราชมนตรี ในทุกเรื่อง

๒. มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า เมื่อเห็นสมควร กระทรวงศึกษาธิการอาจจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และอิสลามวิทยาลัยประจำจังหวัดขึ้น เพื่อให้การศึกษาและอบรมทางวิชาการศาสนา วิชาการทั่วไปและวิชาชีพได้

**เพียงแค่โรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา ที่เป็นแหล่งเพาะผู้ก่อการร้ายในปัจจุบัน รัฐบาลก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นหากปล่อยให้ขยายขึ้นมาถึงระดับเป็นอิสลามวิทยาลัย และจัดตั้งทุกจังหวัด โดยทั้งผู้เรียน ทั้งครูเป็นมุสลิมทั้งหมดด้วยแล้ว

จะยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบการเรียนการสอน การอบรม ในอิสลามวิทยาลัยเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้โอกาสที่อิสลามวิทยาลัยเหล่านี้ จะกลายเป็นสถาบันบ่มเพาะมุสลิมหัวรุนแรง
ระดับปริญญาตรี โท เอก อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดูดเอาทรัพยากร จากภาษีอากรของชาวพุทธไปหล่อเลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้สูง

๓. มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า “ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษา และเสนอความเห็นเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม
ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการภายในจังหวัด ”

**นี้แสดงให้เห็นว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดสามารถเข้าไปแทรกแซง
สั่งการการทำงานของทุกส่วนราชการในจังหวัด ทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยราชการต่างๆ ได้ทั้งหมด ถ้าสั่งแล้วใครไม่เชื่อ ไม่ปฏิบัติตาม ก็สามารถรายงานไปยัง
จุฬาราชมนตรี ประกาศิตลงมาบังคับได้ทันที ดังเช่นที่ทำสำเร็จมาแล้วอาทิ
๓.๑ ให้สตรีมุสลิมที่เป็นข้าราชการ ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ และสามารถแต่งกายโดยใช้ผ้าคลุมหน้าแบบมุสลิม มาปฏิบัติราชการได้

๓.๒ ให้มีวันหยุดเพิ่มขึ้นคือวันศุกร์สำหรับข้าราชการที่เป็นชาวมุสลิม
แสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิม มาทำงานสัปดาห์ละเพียง ๔ วัน และมีวันหยุด ๓ วัน มากกว่าคนไทยพุทธ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

๓.๓ มีการเสนอให้ใช้ภาษายาวี เป็นภาษาราชการ และข้าราชการชายนุ่งโสร่ง สวมหมวกปากีเยาะ ไปทำงานได้ เป็นต้น

การดูดซับทรัพยากรจากรัฐบาลไทย
การบัญญัติให้จังหวัดที่มีการจัดสร้างมัสยิดตั้งแต่ ๓ มัสยิดขึ้นไป ต้องจัดตั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอย่างน้อย ๙ คนและอย่างมากไม่เกิน ๓๐ คน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการเตรียมการขยายการจัดตั้งมัสยิด ไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างมากมายเช่น จังหวัดหนองคาย, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และจังหวัดสกลนคร โดยเริ่มแรกจะจัดตั้งเป็นบาลาเซาะคือมัสยิดเล็กๆ ตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล แล้วหลอกให้เด็กตามหมู่บ้านที่ยากจนมาเข้ารับการอบรม ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพื่อปูพื้นฐานก่อนจะส่งเด็กเหล่านี้ ไปเข้าเรียนต่อในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียน

สอนศาสนาเอกชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องให้เงินอุดหนุน ตามกฎกระทรวง
มาตรา ๑๕(๒) สำหรับเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถม หัวละ ๘,๐๐๐ บาท ระดับมัธยม หัวละ ๑๐,๐๐๐ บาทซึ่งเงินเหล่านี้ก็คือภาษีอากรของคนไทย ที่นับถือศาสนาพุทธ ๙๔ % เป็นส่วนใหญ่ ต้องแบกภาระภาษีไปหล่อเลี้ยงเด็กนักเรียนมุสลิม ซึ่งนักเรียนที่เข้ารับการเรียนด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่ จะกลายมาเป็นแนวร่วมที่กลับมาทำร้ายคนไทยพุทธ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ ตำรวจ/ทหาร และชาวบ้านธรรมดา เพื่อกดดันให้ออกจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ยังพบว่าในปัจจุบัน กลุ่มก่อเหตุยังมีวิธีการดึงดูดงบประมาณ
ของคนทั้งประเทศโดยการ

เผาโรงเรียนสามัญของทางราชการโดยอ้างว่าโรงเรียนคนไทย สอนให้นับถือวัตถุเป็นศาสดา นับถือเงินตราเป็นพระเจ้า ต้องเผาให้หมดสิ้น แต่เบื้องหลัง

ก็คือต้องการให้เด็กไม่มีที่เรียน แล้วหันไปเข้าโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน เพื่อให้ได้เงินชดเชย ๘,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อคน นั้นเอง ทั้งนี้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ที่สามารถหาเด็กมาเข้าเรียนได้ จะได้รับ ๑,๐๐๐ บาท ต่อนักเรียน ๑ คน นอกจากนั้นในโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนหลายแห่งที่มีแต่รายชื่อนักเรียน แต่ไม่มีนักเรียนจริง ดังเช่นที่โรงเรียนในเขตอำเภอสายบุรี ๑๐ กว่าแห่ง มีรายชื่อขอเบิกเงินแต่ไม่มีนักเรียน
โรงเรียนดารุสลามในอำเภอระแงะ มีนักเรียน ๔,๐๐๐ กว่าคน ที่มีชื่อเบิกเงิน แต่มีนักเรียนจริงไม่ครบจำนวน โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา มียอดนักเรียน ๖,๐๐๐ กว่าคน แต่มีนักเรียนจริง....... คน อีกทั้งยังเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้ายอีกด้วย

ซึ่งด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้เจ้าของสถานศึกษาเหล่านี้มีเงินไปสนับสนุน ขบวนการก่อการร้ายเพิ่มขึ้น

-----------------------------------------------------

ผนวก.

พระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาซูรอ
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจัดตั้งโดย คมช. และได้รับคัดเลือกให้เป็น คณะกรรมาธิการศาสนา จำนวน ๑๑ คน ดังนี้.-

๑. นายกีรติ บุญเจือ คริสต์
๒. นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ พุทธ
๓. นายเสถียรพงษ์ วรรณปก พุทธ
๔. นายวินัย สะมะอุน อิสลาม
๕. นายแว ดือ รมแม มะมิงจิ อิสลาม
๖. นายดำรง สุมาลยศักดิ์ อิสลาม
๗. นายแวมาฮาดี แวดาโอะ อิสลาม
๘. นายอับดุลเราะแม เจะแซ อิสลาม
๙. นายอับดุล รอซัค อาลี อิสลาม
๑๐. นายอิสมาแอล อาลี อิสลาม
๑๑. นายอิสมา ลลุตปี จะปากียา อิสลาม


คณะกรรมการที่นับถือศาสนาอิสลาม ทั้ง ๘ คน ได้เตรียมจัดร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาซูรอ สำหรับใช้บริหารองค์กรอิสลาม และเตรียมเสนอเข้าพิจารณาในสภา
นิติบัญญัติแห่งชาติ และจะออกมามีผลบังคับใช้ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐


-------------------------------------------------------


--------------------------------------------------------------------------------


ผมขอให้พวกเราชาวพุทธช่วยกันเผยแพร่ให้ชาวพุทธทุกๆท่านได้ทราบและเรียกร้องให้ยุติการแก้ไข พรบ.นี้โดยทันทีครับ และพวกเราควรทำทุกวิถีทางเพื่อให้ยุติการแก้ไข พรบ.นี้กันครับ

ไม่เช่นนั้นอีกไม่นาน พระพุทธศาสนา อาจจะหมดไปจากแผ่นดินไทยนี้

พวกเราชาวพุทธต้องต่อสู้และปกป้องพระพุทธศาสนากันด้วยชีวิตนะครับ พวกเราไม่ควรกลัวครับ

ทุกๆคนก็ต้องตายหมดละครับ แต่เราเลือกได้ว่าจะตายเพื่ออะไรครับ อะไรคือสิ่งที่ควรทำ เพื่อพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นบุญใหญ่ในชีวิตนี้ครับ

เพื่อชาติ เพื่อพระศาสนา เพื่อพระมหากษัตริย์

พวกเราย่อมพลีชีพได้ใช่ไหมครับ

ขอบคุณครับ

http://www.pantip.com/cafe/constitution/topic/Z5515428/Z5515428.html

แจ้งลบข้อความ
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #230 เมื่อ: 01 กรกฎาคม 2007, 15:23:50 PM »

รวบแกนนำอาร์เคเคพร้อมสมุนอีก53คนพร้อมของกลาง

คัดจาก   คม  ชัด  ลึก
1 กรกฎาคม 2550 13:46 น.

นราธิวาส วัยรุ่น 4-5 คนขี่จักรยานยนต์แบกน้ำมันบุกเผาโรงเรียนที่เจาะไอร้องวอด แถมบึ้มบ้านพัก ตร.เย้ย "เสรีพิศุทธ์" ลงพื้นที่ กองกำลังกรมทหารพรานที่ 41 จำนวน 8 กองร้อยร่วมตรึงพื้นที่ทุกตารางนิ้วตามแผนยุทธการบันนังสตา หวังล่าตัวโต๊ะอิหม่ามผู้อยู่เบื้องหลังเหตุสังหาร "ยา บาเจาะ"

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ท.รุ่งโรจน์ อนันตโท ผบ.ฉก.31 ร.ต.อ.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง สว.นปพ.ฉก.2 ร.อ.สุพจน์ ทรงประดิษฐ์ ฝอ.3 ทหารพรานที่ 45 และเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมสนธิกำลังกว่า 300 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้น 3 พื้นที่เป้าหมายใหญ่ในหมู่บ้านยานิง หมู่ 2 ต.จวบ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านว่ามีกลุ่มสมาชิกแนวร่วมอาร์เคเคเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี และ อ.เจาะไอร้อง และแฝงตัวมาร่วมชุมนุมในพื้นที่ โดยบุกจู่โจมตรวจค้นแบบปูพรมพร้อมกัน

 ทั้งนี้ หลังใช้เวลาในการจู่โจมตรวจค้นประมาณ 6 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 54 คน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ นายมูหามัด เจ๊ะแม อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 2 บ้านยานิง ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ผู้ต้องหาตามหมายจับอาญา ก่อความไม่สงบหลายพื้นที่และเป็นแกนนำหลักของกลุ่มสมาชิกอาร์เคเค ซึ่งรับผิดชอบเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ จ.นราธิวาส พร้อมของกลางจำนวนมากในบ้านของผู้ต้องสงสัย ซึ่งได้แก่ อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 11 มม.พร้อมกระสุน 6 นัด จำนวน 1 กระบอก ยาปฏิชีวนะ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เสื้อกางเกงลายพรางทหาร รองเท้าบู๊ท สายไฟฟ้า นาฬิกาข้อมือแบบดิจิทัล มีดสปาต้า โทรศัพท์มือถือพร้อมซิมการ์ด แผ่นซีดีปลุกระดม และเอกสารภาษายาวีและอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิดอีกหลายรายการ

 ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับและผู้ต้องสงสัยทั้งหมด มาตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ก่อนที่จะควบคุมตัวส่งศูนย์ซักถามค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เพื่อสอบสวนขยายผลถึงเครือข่ายต่อไป และยังมั่นใจว่าก่อนจะสลายการเข้าจู่โจม คาดว่าจะสามารถจับกุมเพิ่มได้อีกหลายราย

เผาโรงเรียนที่นราฯ วอด

 เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งล่าสุดคือการเผาโรงเรียนครั้งนี้ เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ร.ต.ท.ประพันธ์ อินทรไชย ร้อยเวร สภ.อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านไอสะเตียร์ หมู่ 3 ต.บูกิต จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผกก.สภ.อ.เจาะไอร้อง และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารจำนวนหนึ่ง เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับหน่วยบรรเทาสาธารณภัยของ อบต.จวบ

 เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ไปถึงจุดเกิดเหตุ พบไฟกำลังลุกไหม้อาคารเรียนไม้ชั้นเดียว ซึ่งมี 6 ห้องเรียน ได้แก่ห้อง ป.1/1 ห้อง ป.1/2 ห้อง ป.2/1 ห้อง ป.2/2 ห้อง ป.3/1 และห้อง ป.3/2 จึงรีบช่วยกันฉีดน้ำสกัดกั้นต้นเพลิง เกรงจะลุกลามไปยังอาคารเรียนข้างเคียง โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบลง และเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุในเบื้องต้น พบคราบน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนหนึ่งติดอยู่ที่บริเวณซากฝาผนังของห้องเรียนชั้น ป.3/2 จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ

เผยคนลงมือเป็นวัยรุ่น

  สอบสวนชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ มีชาวบ้านหลายคนเห็นกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัยประมาณ 4-5 คน ขี่รถจักยานยนต์ ถือแกลลอนน้ำมันพลาสติกขนาด 5 ลิตร ขี่วนเวียนมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนบ้านไอสะเตียร์ แล้วจอดรถจักรยานยนต์ที่บริเวณริมรั้วด้านหลังของตัวอาคาร ก่อนจะงัดหน้าต่างของห้องเรียนชั้น ป.3/2 ปีนเข้าไปแล้วใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เตรียมมา ราดฝาผนังและกองหนังสือบนโต๊ะครูหน้าชั้นเรียน แล้วจุดไฟเผา

 หลังจากไฟไหม้ วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้หลบหนีโดยโปรยตะปูเรือใบตามถนน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่มาช่วยดับไฟ แต่ชาวบ้านพบเห็นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาทำการเก็บกวาด ก่อนที่จะร่วมเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่เพลิงกำลังไหม้อาคารเรียนจนหมดทั้งหลังแล้ว

 ส่วนสาเหตุเผาโรงเรียนครั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีเพื่อสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ และหวังตอบโต้เจ้าหน้าที่ที่บุกจับกุมผู้ต้องสงสัยป่วนใต้ได้หลายรายในพื้นที่

บึ้มบ้านพักตำรวจรับ "เสรีพิศุทธ์"

 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ต.ท.เฉลิม ยิ่งคง สารวัตเวร สภ.อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดขึ้นหลังบ้านพักเลขที่ 37-39/1 เขตเทศบาล ต.มะรือโบตก อ.รือเสาะ จึงรายงานให้ พ.ต.อ.มาโนช อนันต์ฤทธิกุล ผกก.สภ.อ.ระแงะ ทราบ พร้อมแจ้งประสานไปยัง พ.ต.ท.สุกิจ ขำมาก สว.นปพ.จ นราธิวาส หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด "เหยี่ยวดง" จัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ

 พบอยู่บริเวณในคูน้ำหลังบ้านพักดังกล่าว ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลเยื้องสถานีรถไฟมะรือโบตก และเป็นบ้านพักของ ด.ต.ปรีชา สุขขาว อายุ 52 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานีตำรวจยุทธศาสตร์ ต.มะรือโบตก สังกัด สภ.อ.ระแงะ ซึ่งกำลังยืนรอเจ้าหน้าที่ สภาพเปรอะเปื้อนด้วยโคลนดินตามใบหน้าและลำตัว แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่แรงระเบิดทำให้โคลนดินในคูนำกระจายตามบริเวณต้นกล้วยและต้นไม้ รวมถึงผนังฝาบ้านเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณ และจากการตรวจสอบในรัศมี 15 เมตร พบชิ้นส่วนประกอบ เศษท่อพีวี เชื้อปะทุ เหล็กเส้นตัด เศษโทรศัพท์มือถือ ปุ๋ยแอมโมเนียไนเตรท จึงเก็บเป็นหลักฐาน

 จากการสอบปากคำ ด.ต.ปรีชา เบื้องต้นทราบว่า ในยามว่าง ด.ต.ปรีชาจะมานั่งพักผ่อนหลังบ้านพักเป็นประจำทุกวัน และด้านหลังบ้านพักเป็นสนามฟุตบอล ซึ่งในช่วงเย็นจะมีกลุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้านมาเตะฟุตบอลทุกวัน โดยก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้นำวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในท่อพีวีซี น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม นำมาซุกไว้ใต้แผ่นไม้กระดานแผ่นเดียวว่างพาดลักษณะใช้เป็นสะพานข้ามคูน้ำชั่วคราว และขณะที่ ด.ต.ปรีชา กำลังเดินไปมาหลังบ้านพัก คนร้ายก็กดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว โชคดีที่สะเก็ดระเบิดกระจายหมุดลงในคูน้ำ จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

 ส่วนสาเหตุเชื่อว่าคนร้ายมุงสร้างสถานการณ์ป่วนใต้ เพื่อแสดงศักยภาพในช่วงที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.ลงพื้นที่อย่างลับๆ เพื่อมอบนโยบายดับไฟใต้ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อ.ตากใบ และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

วางวัตถุต้องสงสัยบนถนนสายยะลา-เบตง

 ส่วนที่ จ.ยะลา เวลา 05.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.ท.จุมพล เปรมศิริ รอง ผกก.(ป) สภ.อ.เบตง จ.ยะลา พร้อมกำลังตำรวจในพื้นที่รวมทั้งทหารและฝ่ายปกครองกว่า 150 นาย ลงตรวจสอบจุดเกิดเหตุหลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าบนถนนสายยะลา-เบตง มีต้นไม้ใหญ่ขวางถนน และยังมีวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ริมถนน ทำให้รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้

 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานไปยังหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบ โดยจุดแรกที่บริเวณบ้าน กม.29 หมู่ 1 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง บริเวณตลาดนัดพบกล่องต้องสงสัยวางอยู่ริมถนน 2 กล่อง จึงยิงทำลาย ตรวจสอบภายในพบเป็นก้อนอิฐ และห่างไปประมาณ 2 กม. คนร้ายได้โรยตะปูเรือใบ ส่วนพื้นที่บ้าน กม.30 หมู่ 1 ต.อัยเยอร์เวง มีต้นไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นขวางถนน และเศษแก้วเกลื่อนถนนแต่ไม่พบวัตถุอันตราย เจ้าหน้าที่ช่วยกันนำต้นไม้ออกและเปิดการจราจรได้ตามปกติ ส่วนบริเวณบ้าน กม.34 และ กม.35 พบป้ายผ้าเขียนภาษามลายูเป็นป้ายปลุกระดมโดยมีใจความว่าชาวมลายูลุกขึ้นมาจับปืนต่อสู้กับรัฐ

 หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองได้ออกลาดตระเวนเส้นทางยะลา-เบตง พร้อมแจ้งให้หน่วยงานข้างเคียงให้เตรียมพร้อม เนื่องจากเป็นสิ่งบอกเหตุอาจเกิดเหตุร้ายในพื้นที่อีกได้ โดยหน่วยข่าวความมั่นคงได้แจ้งเตือนให้หน่วยราชการทุกหน่วย ทุกองค์กรรวมทั้งภาคธุรกิจของเอกชน เพิ่มความระมัดระวังเนื่องจากหน่วยข่าวกรองของหน่วยงานความมั่นคงใน จ.ยะลา ได้รับรายงานว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ฝ่ายตรงข้ามมีแผนการที่จะก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่ของ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยพุ่งเป้าไปที่ย่านชุมชน บ้านพักอาศัยของคนไทยพุทธ

 ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.ยะลา จากการติดตามข่าวสารของหน่วยข่าวพบว่าฝ่ายตรงข้ามวางแผนที่จะเข้ามาก่อเหตุในเขตเทศบาลนครยะลา โดยมีเป้าหมายที่สถานบันเทิง โดยมีการวางแผนกันในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ บ้านตือเบาะ ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา โดยมีการวางตัวผู้ลงมือเป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะโดยทำทีเป็นขับขี่เข้ามาเที่ยว หากเจ้าหน้าที่เผลอก็จะฉวยโอกาสนำระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยโทรมือถือขว้างเข้าใส่ตัวอาคาร แล้วพวกที่เหลือก็จะจุดระเบิดแบบเดียวกับที่เคยก่อเหตุอย่างที่ผ่านมานอกจากคำเตือนหรือข่าวบอกเหตุให้ระมัดระวังแล้ว
 
http://www.komchadluek.net/2007/07/01/a001_125167.php?news_id=125167
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #231 เมื่อ: 01 กรกฎาคม 2007, 16:37:33 PM »

อารยธรรมที่เป็นปรปักษ์กัน – แนวความคิดที่ไม่ลงตัว       
แก้ไขโดย ทอทหาร     
วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ.2549 


             ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของเรา ๆ ท่าน ๆ นั้นคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าทุก ๆ คนมีโอกาสที่จะเผชิญกับความขัดแย้ง โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับ บุคคลต่อบุคคล ไปจนถึง ระดับรัฐต่อรัฐ การทำความเข้าใจในความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสมควรที่จะทำการศึกษา ทั้งนี้เพราะการทราบสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งจะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหาอันจะนำไปสู่แนวทางในการยุติความขัดแย้งในสุด อย่างไรก็ดีกระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อกระแสโลกาภิวัฒน์ นั้นได้ส่งผลกระทบกับสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ในวงกว้าง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในระดับใดนั้นมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งหมายความว่าการยุติความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องยากมากตามมา หรืออีกนัยหนึ่งนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนั้นไม่สามารถจะมองเพียงมิติเดียวในการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

                สำหรับแนวคิดของสาเหตุของความขัดแย้งในโลกสมัยใหม่นั้น แซมมวล พี. ฮันทิงตัน ได้นำเสนอบทความในปี ค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) ที่ชื่อ “The Clash of Civilization?” ในวารสาร Foreign Affaire (Samuel P. Huntington, The Clash of Civilization, New York; Summer, Vol.72 Issue: 3, Start Page: 22-49) ซึ่งเป็นวารสารสำคัญของรัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยบทความ ฯ ได้กล่าวถึงทิศทางและรูปแบบของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเกิดมาจากความต่างกันของอารยธรรม



                ดังนั้นเมื่อมีการนำเสนอแนวคิดที่ว่าอารยธรรมกลายมาเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง การทำความเข้าใจในอารยธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คำว่าอารยธรรมจะมาจากคำศัพท์ในภาษาอังกฤษคือ Civilization ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินที่ว่า CIVITAS ที่มีความหมายโดยรวมว่าสภาพแห่งเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เรื่องที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบอันดีงามของสังคม เป็นสังคมที่ตั้งอยู่ บนพื้นฐานของศีลธรรม ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และเป็นสังคมแห่งสันติสุข ส่วนความหมายของคำว่า อารยธรรม นั้นในระบบเครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า อารยธรรม – ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี และคำว่าอารยธรรมนี้เพิ่มมีการบัญญัติใช้มาไม่นานนักคาดว่าน่าจะเป็นช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ในยุคแรก ๆ ของคำว่าอารยธรรมนั้นเราจะใช้คำว่า “ศิวิไลซ์” ซึ่งเป็นคำทับศัพท์มาจากคำว่า “Civilize” และในภาษาอังกฤษเองเพิ่งมีการบัญญัติศัพท์ “Civilize/Civilization” ในช่วงศตวรรษที่ 18 (ที่มาจาก http://wikipedia.org)



                นอกเหนือจากคำว่าอารยธรรมที่ต้องทำความเข้าใจแล้วคำศัพท์อีกคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันและสอดคล้องกันคือคำว่า วัฒนธรรม (Cultural) ในระบบเครือข่ายพจนานุกรม ราชบัณฑิตสถานได้ให้คำนิยามของวัฒนธรรมว่า “สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะ วิถีของหมู่คณะ ใน พ.ร.บ.วัฒนธรรม พ.ศ. 2485 หมายถึงลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศิลธรรมอันดีของประชาชน ทางวิทยากร หมายถึง พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกตน” และ ธิดา สาระยา (ธิดา สาระยา, อารยธรรมไทย, เมืองโบราณ, กรุงเทพฯ, 2539 หน้า 29) ได้กล่าวว่า อารยธรรมและวัฒนธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน
 
               ถึงแม้คำจำกัดความของอารยธรรมจะเป็นไปในทิศทางบวกโดยรวม แต่ภาพเชิงลบก็ยังคงเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในอารยธรรมต่าง ๆ เช่น พัฒนาการต่าง ๆ ของอารยธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ก่อให้เกิดการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงไม่สัมพันธ์กับธรรมชาติสร้างทรัพยากรเหล่านั้นกับคืนมา รวมไปถึงการคุกคามมนุษยชาติ เช่น ความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างทางอารยธรรม และนำไปสู่การทำลายล้างกันอย่างรุนแรง หรือการก้าวล่วงล้ำความเป็นมนุษยชาติ เช่น การตัดต่อพันธุกรรม หรือ การละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาควบคู่กับความเจริญงอกงามของอารยธรรม
 
               ด้วยความเจริญงอกงามของวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบนี้เอง ทำให้นักวิชาการหลายท่านเริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลกระทบที่เกิดจากอารยธรรม โดยแนวคิดในลักษณะนี้ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก คือ แนวคิดของ ฮันทิงตัน (ibid.) ที่ได้กล่าวมาในข้างต้น และยิ่งได้รับการอ้างอิงถึงมากยิ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 (พ.ศ.2544) ที่กลุ่มอัลกออิดะห์ ทำการก่อวินาศกรรมในสหรัฐ ฯ โดยครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพันคน ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของสหรัฐ ฯ และมีการตั้งกระทรวงรักษาความมั่นคงภายใน (Homeland Security Department) ตามมา

               แนวความคิดของ ฮันทิงตัน ในเรื่องของ อารยธรรมที่เป็นปรปักษ์กัน (The Clash of Civilizations) นั้น ฮันทิงตัน มีความเชื่อว่า

“It is my hypothesis that the fundamental source of conflict in this new world will not be primarily ideological or primarily economic. The great divisions among humankind and the dominating source of conflict will be cultural. Nation states will remain the most powerful actors in world affairs, but the principal conflicts of global politics will occur between nations and groups of different civilizations. The clash of civilizations will dominate global politics. The fault lines between civilizations will be the battle lines of the future. (Huntington, 1993, P.22)”

หรือจะถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ใจความโดยรวมว่า

รากฐานของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจาก อุดมการณ์ หรือ เศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งระหว่างมนุษยชาตินั้นจะเกิดมาจากวัฒนธรรม มนุษยชาติจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มตามอารยธรรม รัฐ-ชาติ (Nation-states) จะยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความขัดแย้งของการเมืองในระดับโลกจะเกิดขึ้นระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศที่มีความแตกต่างกันทางอารยธรรม โดยอารยธรรมที่เป็นปรปักษ์กันนี้จะเป็นตัวแสดงสำคัญในการเมืองระดับโลก เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอารยธรรมที่แตกต่างกันจะนำไปสู่การสู้รบกันด้วยสงครามในอนาคต”

                ในมุมมองของ ฮันทิงตัน ได้แบ่งอารยะธรรมทั่งโลกออกเป็น 7 – 8 กลุ่ม อย่างไรก็ตามการแบ่งของ ฮันทิงตัน อาจจะแบ่งตามมุมมองที่อาจจะขาดความชัดเจน เช่น นักวิชาการบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยที่ยกระดับแอฟริกันเป็นอารยธรรม เพราะบนความเป็นจริง แอฟริกันนั้นประกอบไปด้วยหลายอารยธรรมที่อยู่ภายใน หรือ ยุโรปและสหรัฐ ฯ บนความเป็นจริงจะมีความแตกต่างทางอารยธรรมการรวมอารยธรรมยุโรปและสหรัฐ ฯ เข้าด้วยกันก็อาจจะเป็นการแบ่งที่หยาบเกินไป  สำหรับแนวคิดการแบ่งอารยธรรมของ ฮันทิงตัน อารยธรรมที่สำคัญจะประกอบไปด้วย


                * อารยธรรมตะวันตก (West)
                * อารยธรรมขงจื้อ (Confucian)
                * อารยธรรมญี่ปุ่น (Japanese)
                * อารยธรรมอิสลาม (Islamic)
                * อารยธรรมฮินดู (Hindu)
                * อารยธรรมสลาฟ-ออร์ธอดอกซ์ (Slavic-Orthodox)
                * อารยธรรมลาติน-อเมริกา (Latin-America)
                * อารยธรรมแอฟริกัน (African)

                ฮันทิงตัน ยังเชื่ออีกว่า การแพร่กระจายของวัฒนธรรมและค่านิยมแบบตะวันตก รวมถึงกระแสประชาธิปไตย ยังคงมีต่อไป และยังคงยัดเยียดให้กับอารยธรรมอื่น ๆ ให้รับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไปในฐานะสิ่งที่เป็นสากลนิยม ส่วนอารยธรรมของกลุ่มประเทศ Sinic (จีน เวียดนาม สิงค์โปร์ ไต้หวัน และ ชุมชนชาวเอเชียที่มีอยู่ทั่งโลก) จะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่ออารยธรรมตะวันตกในระยะยาว นอกจากนี้มีแนวโน้มที่สูงที่อารยธรรรมอิสลามจะมีความสัมพันธ์ที่ดีมีผลประโยชน์ร่วมกันกับอารยธรรมขงจื้อ (จีน) และ ฮันทิงตัน ยังเชื่ออีกว่าความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมที่จะทวีความรูนแรงนั้นคือ อารยธรรมอิสลาม กับอารยธรรมที่ไม่ใช่อิสลาม
 
               ฮันทิงตัน ยังได้เสนอแนวความคิดที่เรียกว่า “Torn Country” ซึ่งเป็นประเทศที่พยายามจะฉีกตัวเองจากอารยธรรมดั้งเดิมของตนเอง เข้าไปเป็นสมาชิกของอารยธรรมอื่น ความพยายามของหลายประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีความทันสมัย (Modernization) ซึ่งจะต้องผันประเทศตนเองให้มีวัฒนธรรมอย่างตะวันตก (Western Culture) เช่น ประเทศตุรกี ที่มีพื้นฐานมาจากปรเทศอิสลาม โดยพยายามปรับประเทศตนเองให้มีความทันสมัยด้วยการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นแบบตะวันตก หันมาใช้อักษรลาติน เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้ (NATO) และ พยายามที่จะเข้าเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรป แต่การที่จะทำให้ประเทศของตนเองกลายเป็น Torn Country ได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบรองรับ 3 ประการคือ (1) สถานภาพการเมืองและสถานภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (2) ภาคประชาชนจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และ (3) ประเทศที่เป็นประเทศในอารยธรรมใหม่ที่จะย้ายเข้าไปจะต้องยอมรับ



                ถึงแม้แนวความคิดของ ฮันทิงตัน จะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายจากนักวิชาการหลายท่าน แต่ก็มีนักวิชาการอีกหลายท่านไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วยกับความคิดของ ฮันทิงตัน เช่น มีการมองว่าการแบ่งกลุ่มประเทศตามอารยธรรมนั้นอาจจะขาดรายละเอียดภายในแต่ละอารยธรรมเช่น ในโลกของชาวมุสลิมเองก็ยังแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหรับ (Arabs) เปอร์เซียน (Persian) เติร์ก (Turks) ปากาสถาน (Pakistans) อินโดนีเซียน (Indonesians) เป็นต้น โดยที่ชาวมุสลิมแต่ละประเทศก็จะมีมุมมองและทัศนคติที่ต่างกัน หรือ นักวิชาการบางคนก็มองว่าการแบ่งของ ฮันทิงตัน นั้นมีความตายตัวเกินไปขาดความอ่อนตัว และลืมความจริงที่ว่า ปัจจุบันอารยธรรมต่าง ๆ มีการผสมผสานกันจนบางครั้งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน การกำหนดเส้นแบ่งจึงเป็นเรื่องที่ยากที่จะระบุลงไป
 
               อย่างไรก็ดีถึงแม้แนวความคิดของ ฮันทิงตัน จะได้รับการโต้แย้งจากนักวิชาการหลายคน แต่แนวความคิดของ ฮันทิงตัน กลับมีอิทธิพลต่อมุมมองและสร้างแนวความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น จอห์น แอกนิว (John Agnew) ได้นำเอาแนวความคิดของ ฮันทิงตัน ไปเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดแนวคิด ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สมัยใหม่ ในหนังสือชื่อ “Geopolitics Re-visioning World Politics” (John Agnew, “Geopolitics Re-visioning World Politics, second edition, Routledge, 2003) โดย จอห์น ฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นั้นเกิดมาจากสถานการณ์สำคัญ 3 สถานการณ์คือ (1) การเกิดขึ้นของ เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และ การดำเนินการข้ามชาติ (Transnational) (2) ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรม (Clash of Civilizations) และ (3) การก้าวเข้าสู่มหาอำนาจชาติเดียวของสหรัฐ ฯ (US Unipolarity)



                นอกจากนี้แนวคิดของ ฮันทิงตัน ยังมีอิทธิพลต่อแนวคิดให้กับนักวิชาการอีกหลายคน เช่น แจ็ค เอ. โกลด์สโตน (Jack A. Goldstone) ได้นำเสนอบทความเรื่อง “States, Terrorists, and the Clash of Civilizations” ในปีพ.ศ. 2545 (Jack A. Goldstone, States, Terrorists, and the Clash of Civilizations, in September 11: Context and Consequences. Craig Calhoun, Paul Price, and Ashley Timmer, eds. New York: New Press, 2002, pp. 139-158.)  หรือ โธมัส บาร์เน็ต (Thomas Barnett) ที่นำเสนอในหนังสือ “The Pentagon’s New Map” (Thomas P.M. Barnett, The Pentagon’s New Map: War and Peace in the Twenty-First Century, Berkley Publishing Group, 2005)



                จากที่กล่าวมาหลายท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า The Cash of Civilizations นั้นจะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับบ้านเราบ้าง ซึ่งถ้าจะกล่าวไปแล้ว เราจะพบว่ามีนักวิชาการและนักการทหารหลายท่านนั้นมีความเชื่อว่า สถานการณ์การก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีลักษณะเดียวกันกับเรื่องของ The Clash of Civilizations แต่ด้วยที่แนวความคิดของ ฮันทิงตัน เองยังไม่ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการหลายคนรวมถึงยังมีช่องว่างที่ยังขาดคำอธิบาย ทำให้ความพยายามที่จะนำ The Clash of Civilizations มาอธิบายการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ไม่เด่นชัดนัก ประกอบกับสถานการณ์ดังกล่าวในบ้านเรานั้นมีรากของปัญหาที่มีมากกว่ามุมมองในเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรม



                นอกจาก The Clash of Civilizations เป็นเรื่องที่มีความพยายามจะนำมาอธิบายปรากฏการณ์ของการก่อความไม่สงบ ฯ ในบ้านเราแล้ว การประกาศสงครามกับการก่อการร้ายกับความเป็นเอกภาคีนิยมของสหรัฐฯ และ มุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่หลังยุคสงครามเย็น ได้ส่งผลกระทบต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติเราในภายภาคหน้า เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของชาติที่มีต่อปัญหาความมั่นคงภายในและภายนอก รวมถึงบทบาทที่ต้องแสดงต่อเวทีโลก การรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นเรื่องที่มีความท้าทาย ต้องอาศัยองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ชาติไทยของเราก็จะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม



                ท้ายที่สุดนี้ที่อยากจะฝากไว้กับทุก ๆ ท่านว่า ความขัดแย้งในสังคมในอดีตนั้นจะเกิดจากความไม่ลงรอยกันในอุดมการณ์ทางการเมือง เราจึงสามารถใช้การเมืองนำการทหารเพื่อยุติความขัดแย้งได้ แต่ปัจจุบันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งจะมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อ การใช้การเมืองนำการทหารจึงเป็นเรื่องที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่ถูกแล้วเราควรที่จะใช้มิติด้าน สังคม/จิตวิทยา มานำการทหาร พร้อมทั้งดำเนินการด้วยความอดทน อดกลั้น และผมเชื่อว่าสถานการณ์การก่อความไม่สงบคงจะยุติลงได้ ถ้าเราน้อมนำพระราชดำริที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการใด ครับ………………….

 http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=94&Itemid=75
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2549 ) 


หหหหห

การใช้การเมืองนำการทหารจึงเป็นเรื่องที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่ถูกแล้วเราควรที่จะใช้มิติด้าน สังคม/จิตวิทยา มานำการทหาร พร้อมทั้งดำเนินการด้วยความอดทน อดกลั้น และผมเชื่อว่าสถานการณ์การก่อความไม่สงบคงจะยุติลงได้


จริงมะ..ฮืม?


แต่....มิติด้าน สังคม/จิตวิทยา มานำการทหาร ....รูปธรรมของมันคืออย่างไร?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 กรกฎาคม 2007, 16:43:13 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #232 เมื่อ: 01 กรกฎาคม 2007, 17:00:45 PM »

การปราบปรามการก่อความไม่สงบ – สมานฉันท์มิได้หมายความว่าละเลยการปฏิบัติทางยุทธวิธี       
แก้ไขโดย ทอทหาร     
วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2550 



             ปัจจุบันคำว่าสมานฉันท์เป็นคำที่เรา ๆท่าน ๆ ต่างได้ยินกันอยู่ประจำ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง หรือจะเป็นประเด็นปัญหาอื่น ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาที่มีการกล่าวถึงคำว่าสมานฉันท์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นระดับประชาชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรอิสระ จนกระทั่งถึงระดับรัฐบาล ดังจะเห็นได้จาก คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรที่ 206/2549 เรื่อง นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้ความสำคัญกับความสมานฉันท์ไว้ในคำสั่งฉบับดังกล่าว อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีการให้ความสำคัญกับความสมานฉันท์ และยังเป็นความความเชื่อร่วมกันของหลายคนว่าสมานฉันท์จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยุติลง ในทางกลับกันในปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนกลายสิ่งที่มีคำถามในใจว่า “เมื่อสมานฉันท์แล้วจะดีจริงหรือ…”




           สำหรับความหมายของคำว่าสมานฉันท์นั้น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้อธิบายคำ “สมานฉันท์” ไว้ว่า “ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน” ส่วนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ดูจะมีความหมายใกล้เคียงคือคำว่า “Hamonic” และถ้าเป็นกรณีของการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วคำว่า “สมานฉันท์” จะมีความหมายที่เป็นเรื่องของการไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในทางศาสนา เชื้อชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

           จากกรอบความหมายโดยรวมของคำว่าสมานฉันท์ที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น เราจะพบได้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันคือความสูญเสียในสัดส่วนที่สูงพร้อมกับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนมีคำถามที่มักจะเกิดว่า “สมานฉันท์ดีจริงหรือ” และ “สมานฉันท์แล้วทำไมสถานการณ์ต่าง ๆ กลับดูเลวร้ายลง” เป็นต้น

            ความจริงแล้วคำถามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดมาจากความคาดหวัง ความเชื่อในความศักสิทธิ์ของความสามานฉันท์ จนทำให้หลาย ๆ คนลืมนึกไปว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นปัญหาที่ได้ถูกบ่มเพาะมาเป็นเวลานาน มีสาเหตุมาจากปัญหาต่าง ๆ มากมาย และปัญหาเหล่านั้นได้หยั่งรากลึก ทำให้การแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาในการแก้ไข ทำให้มีหลายคนได้ยกประเด็นของความอดทนโดยยึดหลักอหิงสาที่มีความหมายถึง ความไม่เบียดเบียน หรือ การเว้นจากการทำร้าย ควบคู่ไปกับความสมานฉันท์ ทำให้หลาย ๆ คนถึงกับยกตัวอย่างของ มหาตมะคานธีที่ต่อสู้ด้วยหลักอหิงสา ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “แล้วเราจะอดทนกันไปถึงไหน” หรือ “จะต้องให้มีการสูญเสียอีกเท่าไหร่”

             ความไม่เข้าใจในหลักการสมานฉันท์จึงถือเป็นเรื่องที่ส่งผลไปถึงการปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะ คำว่าสมานฉันท์ที่รัฐบาลประกาศออกมาใช้เป็นแนวทางนั้นถือได้ว่าเป็นการเป้าหมายในระดับยุทธศาสตร์ (Strategy) เป็นเป้าหมายที่มุ่งไปสู่ความสามัคคีของคนในชาติที่ยั่งยืน แต่เป้าหมายในระดับยุทธศาสตร์ไม่สามารถสัมฤทธิผลได้ถ้าเป้าหมายในระดับยุทธการ (Operations) และยุทธวิธี (Tactics) ไม่สอดคล้อง หรือไม่สัมฤทธิผล นั่นก็หมายความว่า สมานฉันท์ ยังต้องอาศัยการดำเนินการในระดับยุทธการและยุทธวิธี

             ดังนั้นถ้าคนที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการก่อความไม่สงบ (Insurgency) แล้ว ย่อมจะไปมองที่ความสมานฉันท์เลย แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในเรื่องของการก่อความไม่สงบแล้วเราจะเข้าใจถึงเป้าหมายปลายทางของการก่อความไม่สงบที่มีความเหมือนกันทั่วโลกคือ การล้มล้างอำนาจรัฐที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือการทำสงครามปฏิวัติดังตัวอย่างที่เราได้เห็นจากในอดีต การก่อความไม่สงบเป็นการดำเนินการที่มีขั้นมีตอน ดังปรากฏอยู่ในหลักนิยมการปราบปรามการก่อความไม่สงบของกองทัพสหรัฐ ฯ 3 ขั้น ได้แก่

            1) ขั้นเริ่มต้นและซ่อนเร้น (Latent and Incipient): ในขั้นนี้จะเป็นเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมต่าง โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการบ่อนทำลายเพื่อสร้างเงื่อนไขให้มีระดับความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
            2) ขั้นสงครามกองโจร (Guerrilla Warfare): เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอแล้วจะจัดตั้งกองโจรเข้าดำเนินการก่อความไม่สงบด้วยความรุนแรงอย่างเป็นระบบ
            3) ขั้นสงครามขบวนการ (War of Movement): เมื่อฝ่ายก่อความไม่สงบมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะทำสงครามขบวนการโดยใช้กำลังที่เตรียมไว้เข้าสู้ต่อสู้กับกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลโดยตรง เช่น การเข้ายึดพื้นที่สำคัญ การเข้าตีหน่วยทหารด้วยกำลังขนาดใหญ่

            สำหรับกรณีของปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นกลุ่มก่อความไม่สงบมีขั้นตอนการดำเนินงานที่เรียกว่าแผนการ บันได 7 ขั้น โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดจาก บ้านพักของ มะแซ อุเซ็ง ครูสอนศาสนา ร.ร.สัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อ 1 พ.ค. 46 ที่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


           1) ขั้นที่ 1 สร้างจิตสํานึกมวลชน ด้วยการแอบอ้างบิดเบือนประวัติศาสตร์ในเรื่องของความเป?นชาวมุสลิมมาลายูและรัฐปัตตานีในอดีตที่ถูกสยามยึดครอง มีการสร้างพิธีรับสมาชิกใหม่ด้วยการทําพิธีสาบาน (ซูเป๊าะ) ต่อหน้าคัมภีร์อัลกุรอ่าน
            2) ขั้นที่ 2 จัดตั้งมวลชน ด้วยการสอดแทรกศาสนาด้านจิตวิญญาณต่อเยาวชน และประชาชนทั่วไปโดยอ่าน (คุปตะเบาะห์)ในวันศุกร์ ละหมาดใหญ่ ให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการครอบงำปลุกระดมเยาวชนนักเรียนศาสนาตามโรงเรียนปอเนาะต่าง ๆ ให้มีแนวคิดรุนแรง คัดเลือกเยาวชนไปฝึกหลักสูตรทางทหารในต่างประเทศ อีกทั้งจัดตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ เช่น มัสยิด หมู่บ้าน สหกรณ์ สมาคม หรือชมรมที่มีกองทุนจากการรับบริจากทุน เช่น กองทุนด้านกีฬา
            3) ขั้นที่ 3 จัดตั้งองค์กร เพื่อควบคุมมวลชน และแหล่งเงินทุน โดยองค์กรบังหน้าจะควบคุมศูนย์อบรมจริยธรรมประจํามัสยิด ด้วยการแฝงตัวเข้าไปอยู่
            4) ขั้นที่ 4 จัดตั้งกองกําลัง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ (1) แนวร่วม (2) ทหารบ้าน และ (3) หน่วยคอมมานโด หรือ RKK (Runda Kumpulan Kecil) เพื่อใช้เป็นกำลังในการก่อการปฏิวัติในขั้นที่ 7 ในอนาคต
             5) ขั้นที่ 5 อุดมการณ์ชาติ ในขั้นนี้มุ่งสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์มาลายู ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยมุสลิมอาชีพใด หรือแม้กระทั่งมาเลเซียมุสลิมให้ถือว่าเป็นประชาชนรัฐปัตตานีทั้งสิ้น และต้องร่วมต่อสู้กันกับรัฐบาลสยาม เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐปัตตานี
             6) ขั้นที่ 6 เตรียมพร้อม โดยดำเนินการก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ กําหนดให้ปี 2547 เป็นปีเสียงปืนแตก คล้ายกับวันเสียงปืนแตกของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต
             7) ขั้นที่ 7 ปฏิวัติ แต่เดิมกำหนดปี 2548 ด้วยการดึงองค์การสหประชาชาติ และองค์กรมุสลิมโลกเข้าแทรกแซง แต่ด้วยความไม่พร้อมของกลุ่มก่อความไม่สงบเองทำให้ไม่สามารถดําเนินการได้ตามแผน เพราะไม่มีความพร้อมไม่สามารถรวบรวมกำลังให้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะปฏิบัติการทางทหารขนาดใหและมีแนวโน้มว่าจะมีการขยายเวลาไปอีก 2 ปีข้างหน้าจากปี 2548

             จากขั้นตอนการปฏิบัติของการก่อความไม่สงบจะพบว่าในขั้นตอนสุดท้ายนั้นจะเป็นการใช้กองกำลังขนาดใหญ่ของกลุ่มก่อความไม่สงบเข้าปฏิบัติโดยตรงต่ออำนาจรัฐเพื่อให้เกิดผลแตกหัก นั่นก็หมายความว่าถ้ารัฐบาลของประเทศใด ๆ ปล่อยปละละเลยให้สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ประเทศนั้นย่อมที่จะตกอยู่บนความเสี่ยง เสี่ยงที่จะต้องปฏิบัติตามที่กลุ่มก่อความไม่สงบต้องการ สำหรับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในบ้านเรานั้นสามารถกล่าวได้ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายปราบปรามนั้นตกอยู่ในสภาพเป็นฝ่ายรับ การดำเนินงานของกลุ่มก่อความไม่สงบนั้นสามารถกล่าวได้ว่าปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ 6 และกำลังจะเคลื่อนไปสู่ขั้นที่ 7 ตามแผนการ บันได 7 ขั้น ของนาย มะแซ อุเซ็ง

             เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนให้ฝ่ายรัฐบาลกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบจะต้องอาศัยการปฏิบัติการเชิงรุกที่ใช้การปฏิบัติการทางทหารเข้าทำการกดดันต่อกลุ่มก่อความไม่สงบเพื่อยุติการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับการรุกกลับทางความคิดหรือในสมัยการปราบปรามคอมมิวนิสต์จะเรียกว่าใช้การเมืองนำการทหาร การดำเนินการที่ควบคู่กันไปนั้นในหลักนิยมทางทหารในการปราบปรามการก่อความไม่สงบจะเรียกว่า “การรณงค์เพื่อการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ” โดยแบ่งการรณรงค์ออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

             1) การรณรงค์ด้วยการเสริมความมั่นคง (Cosolidation Campaigns) เป็นการปฏิบัติการที่ผสมผสานการทำงานของฝ่าย พลเรือน ทหาร ตำรวจ ในการสนธิแผนงานทั้งด้านการพัฒนาและการป้องกันเข้าด้วยกัน เพื่อจัดตั้งหรือฟื้นฟูการควบคุมพื้นที่และประชาชนโดยฝ่ายรัฐบาล โดยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการปรับปรุงและดำเนินการด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกิจกรรมทางสังคมโดยปกติของประชาชนในพื้นที่
             2) การรณรงค์ด้วยการโจมตี (Strike Campaigns) เป็นการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ที่อยู่ในความควบคุมของกองโจรหรือหรือพื้นที่ช่วงชิงเป็นหลัก โดยกำหนดฐานที่มั่นและกองกำลังทางยุทธวิธีของฝ่ายก่อความไม่สงบเป็นเป้าหมาย และรวมไปถึงการดำเนินการป้องกันภายในอื่น ๆ สนับสนุนกำลังทางยุทธวิธีตลอดเวลาการปฏิบัติการทางทหาร

             จากหลักนิยมการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่กล่าวมาในข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่าการปราบปรามการก่อความไม่สงบจะอาศัย สมานฉันท์ อย่างเดียวไม่เพียงพอจะต้องอาศัยการปฏิบัติการทางทหารในระดับยุทธวิธีควบคู่กันไปด้วย โดยการปฏิบัติการทางทหารจะปฏิบัติต่อกองโจรในพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมของกองโจรหรือพื้นที่ช่วงชิง ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดเสรีในการปฏิบัติของกลุ่มกองโจร เพราะเราต้องไม่ลืมว่ากองโจรคือเครื่องมือหลักในการก่อความไม่สงบ กองโจรสามารถสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ กองโจรสามารถบังคับให้ประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองควบคุมสนับสนุนการปฏิบัติการต่าง ๆ ของกองโจรได้

             สำหรับการปฏิบัติทางยุทธวิธีที่ฝ่ายปราบปรามดำเนินการจะมีตั้งแต่ การลาดตระเวณอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การลาดตระเวนด้วยกำลัง การเคลื่อนที่เข้าปะทะ การเข้าตีอย่างประณีตหรือเร่งด่วน การขยายผล และ การไล่ติดตาม เป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้นกำลังที่เข้าปฏิบัติการจะต้องได้รับสนับสนุนทางการรบและการช่วยรบอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อเป็นหลักประกันแห่งความสำเร็จ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติทางยุทธวิธีต้องได้มีการวางแผนอย่างเหมาะสมทั้งนี้เพราะความละเอียดอ่อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่การปฏิบัติใดไม่เหมาะสมอาจจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขในพื้นที่ เพราะฉะนั้น การสมานฉันท์มิได้หมายความว่าเราจะสามารถละเลยการปฏิบัติทางยุทธวิธีได้ และในปัจจุบันสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก สถานการณ์มีความพร้อมที่จะไหลเลื่อนจากขั้นที่ 6 ไปยังขั้นที่ 7 ได้ตลอดเวลา ถ้ากลุ่มก่อความไม่สงบสามารถขยายตัวด้วยการแสวงหาแนวร่วมได้เพิ่มมากขึ้นสถานการณ์ก็จะขยับไปสู่ขั้นที่ 7 ได้เร็วมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดนี้ก่อนที่จะจบบทความนี้อยากจะฝากให้ทุก ๆ ท่านช่วยกันตระหนักถึงปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราต้องร่วมมือร่วมใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน อย่าให้ความมั่นคงของประเทศตั้งอยู่บนความเสี่ยง และอาศัยสิ่งศักสิทธิ์ช่วยค้ำยัน ขวานทองของไทยต้องไม่บิ่นในยุคเราครับ…………..

 
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ) 
< ก่อนหน้า     ถัดไป > 
ฟฟฟฟ...........จากแหล่งเดียวกัน
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #233 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2007, 23:08:30 PM »

วิเคราะห์ผลต่อปัญหาความไม่สงบภาคใต้หลังการเยือน ของผู้นำอิสลามแห่งอียิปต์และเลขาฯมุสลิมโลก
4 กรกฎาคม 2550 19:05 น.
ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์หลังการมาเยือนประไทยของผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์ และเลขาธิการสันนิบาตมุสลิมโลก โดยท่าทีผู้นำทั้งสอง ต่างชื่นชมแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดายแดนภาคใต้ ภาพรวมของไทยเป็นบวกในสายตามุสลิมโลก.... แต่ในระดับพื้นที่กลุ่มแนวร่วมก่อการร้ายไม่รู้สึกรับรู้

คลิกไปที่....BlogTalk...คมชัดลึก  http://www.oknation.net/blog/komchadluek

http://www.oknation.net/blog/komchadluek/2007/07/04/entry-1
 
บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #234 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2007, 06:12:39 AM »

คำให้การคดีตากใบ : ความจริงที่กำลังปรากฏ   
 
ขณะที่สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงรุนแรงมากขึ้น สถิติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้ได้ความเดือดร้อนจำนวนมาก ในอีกด้านหนึ่งกระบวนการดำเนินคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป

หนึ่งในคดีความมั่นคงที่กำลังดำเนินการภายใต้กระบวนการยุติธรรมก็คือ คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 78 คน จากการขนย้ายผู้ชุมนุมจากหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มายังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547

อันเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.16/2550 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา ผู้ร้อง นางสีตีรอกายะ สาแล๊ะ กับพวกรวม 52 คน ผู้คัดค้าน และนายมาหามะ เล๊าะบากอ กับพวกรวม 78 คน ผู้ตาย

ก่อนหน้านี้ ศาลได้ไต่ส่วนพยานปากสำคัญๆ ไปแล้วหลายปาก ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดสงขลานำมาเบิกความ ล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือวันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2550 ศาลจังหวัดสงขลา ได้นัดไต่สวนพยานอีกชุดหนึ่ง เกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำหน้าที่พลขับรถบรรทุกนำผู้ชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร

มีเพียงปากเดียวที่เป็นชาวบ้าน ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม คือ นายสุริยา มามะ อายุ 39 ปี อาชีพขายน้ำชา อยู่ห่างจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบประมาณ 150 เมตร ที่มาเบิกความในวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง คือ พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา

นายสุริยา มามะ ถูกพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา ส่งหมายเรียกให้มาเป็นพยาน แต่ต่อมาทางพนักงานอัยการจังหวัดสงขลา ได้ฝากหนังสือแจ้งยกเลิกการมาเบิกความกับตำรวจท้องที่เกิดเหตุ เนื่องจากต้องการไต่สวนพยานเจ้าหน้าที่รัฐให้หมดก่อน

ทว่า นายสุริยา มามะ ก็ยังคงเดินทางมายังศาล โดยแจ้งว่าได้รับหนังสือยกเลิกที่เขียนด้วยลายมือ แต่ไม่แน่ใจจึงเดินทางมาตามนัดเดิม พร้อมกับนำหมายเรียกมายืนยันต่อศาล ศาลจึงให้เบิกความทันที โดยพยานปากอื่นที่พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาได้เตรียมนำมาเบิกความนั้น ศาลให้นัดหมายใหม่

ขณะที่ภรรยาของนายสุริยา มามะ ซึ่งเดินทางมาด้วย ระบุว่าปรึกษากันแล้ว คิดว่าน่าจะมาเบิกความ เพราะต้องการให้ความจริงปรากฏ

นายสุริยา มามะ เบิกความว่า วันที่ 25 ตุลาคม 2547 เวลาประมาณ 12.30 น. หลังจากละหมาดที่มัสยิดหมู่ที่ 7 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบเสร็จ ได้ยินชาวบ้านพูดว่า มีการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบจึงเดินไปดู เห็นผู้ชุมนุมประมาณ 1,000 คน เรียกร้องให้ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ไปยืนดูซักพัก เจ้าหน้าที่รัฐประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกลับบ้าน จึงเดินออกไปที่ศาลารักษ์ไทย บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอตากใบ ตั้งอยู่ริมคลอง ห่างจากที่ชุมนุมประมาณ 50 เมตร แต่มองไม่เห็นผู้ชุมนุม เนื่องจากมีอาคารสำนักงานที่ดินอำเภอตากใบบังอยู่ ที่นั่นมีชาวบ้านมาดูเหตุการณ์ประมาณ 50 คน

เวลาประมาณ 15.00 น. ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จึงลุกออกไปหน้าศาลารักษ์ไทย เพื่อจะดูเหตุการณ์ เห็นคนจำนวนมากวิ่งเข้ามา จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังรัวขึ้นจากหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จึงหมอบลง เมื่อเสียงปืนสงบมีทหารเดินมา และสั่งให้ชาวบ้านที่ลงไปอยู่ในคลองขึ้นมาบนฝั่ง และให้ทุกคนถอดเสื้อ

ขณะตนดึงเสื้อออก ทั้งที่ยังหมอบอยู่ โดยมือข้างหนึ่งถือหมวกกะปิเยาะไว้ มีทหารคนหนึ่งมาดึงแขนลากไปหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ ระหว่างถูกลากตนโดนเตะชายโครงและเท้าหลายครั้ง จำได้ว่าทหารพูดว่า มึงมาทำไม และยังถูกทหารที่อยู่ในบริเวณนั้นเข้ามาร่วมเตะด้วย ขณะนั้นไม่ได้สังเกตว่า มีผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ถูกลากไปด้วยหรือไม่

เมื่อถึงหน้าสถานีตำรวจ ถูกตีด้วยไม้กระบองบริเวณท้ายทอยจนสลบ ไม่ทราบว่าคนตีเป็นทหารหรือตำรวจ แต่ชาวบ้านไม่มีกระบอง มารู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อฝนตกลงมาพบว่า ถูกมัดมือไขว้หลังนอนอยู่บนถนนหน้าที่ทำการไปรษณีย์สาขาตากใบ และทราบว่าถูกกระสุนปืนจากด้านหลังทะลุออกไหล่ซ้าย ไม่ทราบว่าใครยิงและถูกยิงช่วงใด แต่ก่อนจะสลบยังไม่ถูกยิง เชื่อว่าคนยิงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ชาวบ้าน เหตุที่ทราบว่าถูกยิงจากด้านหลัง เนื่องจากบาดแผลด้านหน้าเป็นรูกว้างกว่าด้านหลัง

ขณะรู้สึกตัวมีคนนอนอยู่ข้างๆ อีกหนึ่งคน ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มีเลือดออกมาก แต่ไม่ทราบจุดที่เลือดออก เนื่องจากปนกับน้ำฝน จากนั้นมีพยาบาล 2 คนนำตัวส่งโรงพยาบาลตากใบ ก่อนจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ รักษาตัวนาน 10 วัน แพทย์จึงให้กลับบ้าน ที่โรงพยาบาลยังมีคนถูกยิงในที่ชุมนุมมารักษาตัวด้วย 5 – 6 คน บางคนถูกยิงที่ตา บางคนถูกยิงที่ต้นขา บางคนถูกยิงที่น่องและชายโครง ระหว่างรักษาตัวไม่มีทหารหรือตำรวจมาเยี่ยม

ต่อมา ทราบว่าในการขนย้ายผู้ชุมนุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร มีผู้เสียชีวิตด้วย แต่ไม่ทราบสาเหตุ ทราบว่ามีชาวบ้านเจ๊ะเห ถูกควบคุมตัวไปด้วยหนึ่งคน แต่ไม่ได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและทราบในภายหลังด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ทราบว่ากี่คน จากนั้นอีกหลายเดือนตนได้เงินค่าช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลเป็นเงิน 30,000 บาท

ส่วนพยานปากอื่นๆ ที่ได้เบิกความในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบด้วย วันที่ 26 มิถุนายน 2550 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาเบิกตัว ด.ต.สังเวียน กระจ่างยศ อายุ 57 ปี ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงโก–ลก ซึ่งเป็นพลขับรถขนย้ายผู้ชุมนุม 6 ล้อ ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร

ด.ต.สังเวียน กระจ่างยศ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุได้รับคำสั่งให้นำรถบรรทุกผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ ถึงเวลาประมาณ 16.00 น. จากนั้น จึงเปิดประตูท้ายรถ ทหารได้ควบคุมผู้ชุมนุมขึ้นรถด้วยตัวเอง ขึ้นไปประมาณ 50 คน ถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง จากนั้นได้ปิดล็อกประตูไว้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม แต่มีตำรวจอีกนายหนึ่งนั่งไปด้วย

ออกเดินทางเวลาประมาณ 18.00 น.เศษ ไปเป็นขบวน โดยรถคันหน้าเป็นรถบรรทุกทหาร มีทหารคุมอยู่ท้ายรถ 2 นาย แต่ไม่เห็นผู้ถูกควบคุม เนื่องจากฝากระบะสูงกว่าระดับสายตา ระหว่างทางไม่มีการหยุด และไม่เห็นการเผายางรถยนต์ขวางถนน และไม่พบตะปูเรือใบ ไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร เวลาประมาณ 22.00 น. เศษ มี เจ้าหน้าที่มาปลดล็อกประตูให้ผู้ชุมนุมเดินลงจากรถเอง ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ส่วนอีกปากหนึ่งที่เบิกความในวันเดียวกันคือ จ.อ.บุญเฟื่อง อารี อายุ 30 ปี สังกัดกรมขนส่งทหารเรือ เบิกความสรุปว่า เวลาประมาณ 11.00 น. วันเดียวกัน ขณะอยู่ที่ค่ายจุฬาภรณ์ ได้รับคำสั่งให้นำรถบรรทุกไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ ตนนำรถไปจอดรออยู่ข้างวัดใกล้สถานีตำรวจ

กระทั่ง เวลาประมาณ 15.30 น. ทราบว่ามีการสลายการชุมนุม เห็นรถพยาบาลขับออกมาจากด้านหลังสถานีตำรวจ 2 คัน จากนั้น มีทหารมากวักมือเรียกให้ตนนำรถไปจอดที่หน้าสถานีตำรวจ เพื่อขนผู้ชุมนุม โดยมีผู้ชุมนุมขึ้นรถของตน 26 คน มีทหารพรานคุมอยู่ 4 นาย ตนไม่เห็นสภาพผู้ถูกควบคุมที่อยู่ท้ายรถ

ส่วนรถคันหน้าตน เห็นผู้ถูกควบคุม นั่งก้มศีรษะและมีทหารคุมอยู่ท้ายกระบะ ระหว่างตั้งขบวนได้ยินผู้ถูกควบคุมบ่น แต่ฟังไม่เข้าใจ เนื่องจากเป็นภาษามลายูท้องถิ่น ขบวนออกเดินทางเวลาประมาณ 19.00 น. โดยรถของตนอยู่ในขบวนที่สอง รวม 10 กว่าคัน ไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหารเวลาประมาณ 22.30 น. ไม่มีคนเจ็บหรือเสียชีวิตภายในรถของตน

พยานปากต่อมาคือ ด.ต.ทวนทอง ทองเชื้อ อายุ 52 ปี จากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ได้รับคำสั่งให้ไปบรรทุกขนย้ายผู้ชุมชุมไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร พยานปากนี้เบิกความว่า ได้นำผู้ถูกคบคุมตัวขึ้นรถประมาณ 20 คน ในลักษณะถูกมัดมือไขว้หลัง นั่งบนม้านั่งในรถ ตนถามผู้ถูกควบคุมว่ามาจากไหน ได้รับคำตอบว่า เพื่อนชวนมา

รถของตนออกเดินทางไปเป็นขบวน เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมท้ายรถ เนื่องจากสามารถปิดล็อกประตูได้ ไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร เวลาประมาณ 22.00 น. ในรถของตนไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในการขนย้ายจะมีคนตายหรือไม่นั้น จำไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้สนใจ เพิ่งทราบว่ามีคนตายถึง 78 คน เมื่อได้รับหมายนัดเป็นพยานในคดีนี้

พยานปากต่อมา คือ จ.ส.อ.สุชาติ ศักดิ์สูง อายุ 45 ปี เบิกความวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ว่า ขับรถบรรทุก 6 ล้อขนาดใหญ่ ออกจากตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ไปพร้อมกันทั้งหมด 6 คัน โดยตนอยู่คันที่ 4 ไปถึงอำเภอตากใบเวลาประมาณ 17.40 น. แต่ไม่สามารถเข้าไปที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบได้ จึงจอดรอบริเวณสี่แยกทางเข้าสถานีตำรวจ 2 คัน ส่วนอีก 4 คันเข้าไปได้ หลังจากจอดรอประมาณครึ่งชั่วโมง ขบวนรถชุดเดียวกันขับออกมาเป็นขบวน เห็นผู้ถูกควบคุมในกระบะท้ายรถ นั่งหันไปทางหน้ารถและสวมเสื้อ แต่มองไม่เห็นมือ ไม่มีใครนอน

จากนั้น มีทหารเรียกให้ขับตาม เมื่อมาถึงด่านตรวจบุคคลและยานพาหนะ สามแยกสุไหงโก–ลก ห่างจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบประมาณ 1 กิโลเมตร มีเจ้าหน้าที่นำผู้ถูกควบคุมตัวขึ้นรถของตนประมาณ 30 คน ถูกมัดมือไขว้หลัง มีทั้งสวมเสื้อและไม่สวมเสื้อ ทั้งหมดเป็นวัยรุ่น ไม่มีอาการมึนเมา และไม่ทราบว่าเป็นผู้ชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบด้วยหรือไม่ โดยมีทหาร 2 นายเป็นผู้ควบคุม และให้ผู้ถูกควบคุมนั่งทั้งหมด

บริเวณไหล่ทางตรงด่านตรวจที่สามแยก มีรถจักรยานยนต์จอดเรียงกันอยู่หลายคัน แต่ไม่ทราบว่ามีโซ่คล้องด้วยหรือไม่ และไม่เห็นรถกระบะจอดอยู่ ระหว่างทางฝนตกแต่ไม่มีการหยุดรถ

รถที่ตนขับเป็นคันสุดท้ายของขบวน ข้างหน้ามีประมาณ 7 – 8 คัน เมื่อถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร ผู้ถูกควบคุมตัวได้กระโดดลงจากรถเข้าไปในเรือนจำ มีทั้งที่ยังถูกมัดมือไขว้หลังและที่เชือกหลุดแล้ว ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในรถของตน การนำผู้ถูกควบคุมตัวลงจากรถ เสร็จเวลาประมาณ 21.00 น. ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่นำอาหารและน้ำดื่มมาแจกให้พลขับทุกคน แต่จะให้ผู้ถูกควบคุมตัวด้วยหรือไม่ ไม่ทราบ

พยานปากต่อมา คือ จ.ส.อ.ภุชงค์ สังข์สม อายุ 42 ปี เบิกความว่า เวลาเกือบ 18.00 น. วันเกิดเหตุ ได้ขับรถบรรทุกขนาดใหญ่มีผ้าใบหลังคา แต่ไม่ได้ปิดผ้าใบด้านข้าง เป็นคันแรกที่เข้าไปจอดห่างจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบประมาณ 70 เมตร รอประมาณ 30 นาที มีตำรวจมาบอกให้หันหัวรถไปทางจังหวัดนราธิวาส และได้นำผู้ชุมนุมขึ้นรถ โดยถอดเสื้อ มัดมือไขว้หลัง มีเจ้าหน้าที่พยุงขึ้นรถและจัดให้นั่งหันหน้าไปทางหน้ารถประมาณ 4 แถว ไม่เห็นมีการนำน้ำให้ผู้ถูกควบคุมดื่ม

ตนขับรถออกจากสถานีตำรวจไปเป็นขบวน เวลาประมาณ 19.00 น. ถึงค่ายอิงคยุทธบริหารเวลาประมาณ 22.00 น. โดยได้ถอยท้ายเข้าไปยังเรือนจำภายในค่ายฯ แล้วเปิดฝาท้ายกระบะให้ผู้ถูกควบคุมตัวเดินลงเอง เนื่องจากท้ายกระบะต่ำ ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในรถ

พยานปากสุดท้ายที่มาเบิกความในรอบนี้ คือ จ.ส.อ.บุญรอด สังขชาติ อายุ 46 ปี เบิกความว่า ขับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ออกเดินทางจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ไปถึงเวลาประมาณ 16.00 น. จอดรอหน้าที่ว่าการอำเภอตากใบ ห่างจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบประมาณ 300 เมตร เห็นมีการควบคุมคนโดยให้นอนคว่ำหน้าและมัดมือไขว้หลังด้วยเชือก แล้วถอดเสื้อ เห็นเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยนาวิกโยธิน ถือไม้กระบอง ตำรวจตระเวนชายแดน ถืออาวุธปืเอ็ม 16 และมีทหารพรานอีกประมาณ 30 นาย ถืออาวุธปืนเอ็ม 16 เช่นกัน

ทหารหน่วยนาวิกโยธินได้นำผู้ชุมนุมขึ้นรถของตนประมาณ 50 คน เป็นชายทั้งหมด จัดนั่งเรียงแถวบนพื้น สภาพไม่แออัด มีทหารพราน 4 นาย นั่งควบคุมไปด้วย ออกเดินทางเวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อเคลื่อนขบวนไปได้ 200 เมตร รถคันหน้าถูกตะปูเรือใบ เป็นเหตุให้ไม่สามารถเคลื่อนขบวนต่อได้ จากนั้น ประมาณ 30 นาที จึงเคลื่อนขบวนต่อระหว่างทางไม่มีการหยุดรถ

ถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร เวลาประมาณ 22.00 น. โดยสารวัตรทหารที่รอรับอยู่ได้นำเก้าอี้มาวางรองให้ผู้ถูกควบคุมเดินลง ในรถไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ถูกทหารประคองลงจากรถประมาณ 10 คน ไม่เห็นมีการนำน้ำดื่มและอาหารให้ผู้ถูกควบคุม ส่วนตนเองได้ดื่มน้ำเวลาประมาณตีสอง

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในรถคันท้ายๆ แต่ไม่ทราบว่าแต่ละคันบรรทุกผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนเท่าไหร่ ไม่ทราบว่ามีการนอนทับกันหรือไม่

นี่คือ ส่วนหนึ่งจากคำให้การของพยาน ในคดีประวัติศาสตร์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรม

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 5/7/2550 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8713&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #235 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2007, 19:27:59 PM »

ไปเจอมา.....อ่านเล่นๆ.....

ฟฟฟฟฟ

คัดมาฝากพี่บัง - ถึงลูกศิษย์ ตท.รุ่น 18-29 ในพ IP:58.8.118.204 | 01-07-2007 18:45:17
 
ถึงลูกศิษย์ ตท.รุ่น 18-29 ในพื้นที่ 3 จชต. ทบทวนบทเรียนที่ 1
อาจารย์ พี่แดง ผบ.นขก.ไม่ลงไปเยี่ยมน้องๆตามฐานแล้ว เพราะขณะนี้ข้าศึกเข้าที่
ทั้งด้านเงินทุนและการคัดเลือกคนทั้ง 1751 หมู่บ้าน เป็น CELL โดยกลุ่มดา วะห์จากตะวันออกกลางและอุสตาด
ที่จบจากตะวันออกกลางในโรงเรียเอกชนสอนศาสนา อิสลามและปอเนาะในพื้นที่
หมดระยะเวลาการเสริมสร้างมวลชนหยุดรับสมัคร พวก CELL
เพราะกลัว BURN เมื่อเทียบการสูญเสียกับฝ่ายเราเปอร์เซนต์ตาย ฝ่าย CELLเป็นศูนย์
ดังนั้นมันจะเริ่มปฎิบัติการ ณ พื้นที่ไหนและจุดไหน เท่านั้น ประชาชนไม่พูดไม่ให้ข่าวเกือบ 100 เปอร์เซนต์
ตาม หลัก TERRORISM ซึ่งไม่ใช่การแย่งชิงประชาชนเหมือนยุค ผกค.

รุ่นพี่ๆและรุ่นพ่อพวกนักรบเก่ารุ่นเวียดนามและรุ่นปราบ ผกค.(รุ่น เกาหลีตายเกือบหมดแล้ว)
มีความห่วงใยน้องๆทุกคน ให้อจ.พี่แดงเป็นตัวแทน คุยกับน้องๆทางเวป

ข้าศึกไม่ประกอบกำลัง ไม่แต่งเครื่องแบบ ไม่มีสัญญลักษณ์บอกฝ่าย
ไม่ปรากฎแม่ทัพนายกอง ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่ปราว่ามีชาติที่ 3 รับรอง
ไม่ปรากฎแก้ว 3 ประการตามหลักการทำสงครามนอกแบบในการเรียกร้องดิน แดนหรือกู้ชาติ
คือมี พรรค แนวร่วม และกองกำลังติดอาวุธ ยังไม่พบผู้เสีย ชีวิตปะทะฝ่ายเราถืออาวุธชัดเจน
ไม่มีอาวุธประจำหน่วย ซึ่งแสดงถึงการมี กองกำลังที่ประกอบขึ้นในระดับหมู่ เป็นชุดยิง หรือชุดทำลาย
นักวิชาการ นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพ ยังบอก ข้าศึกเป็น เบอร์ซาตู

พูโล บีอาร์เอน ซึ่งขัดแย้งจากการสังเกตุของเหล่า นักรบเก่าและ อจ.โรงเรียนเสนาธิการ รุ่น ผกค.
ที่เกษียณไปแล้ว ซึ่งการรบ ครั้งนี้ยังยึดถือพื้นที่ทับกัน ตามหลักUNCONVENTIONAL WARFARE
พื้นที่ ระวังป้องกัน พื้นที่ตั้งรับหน้า และพิ้นที่กองหนุน ทับกัน ไม่ปรากฎแนว รบ
ไม่สามารถอพยบประชาชนจากพื้นที่เป้าหมายได้
คำคมวันนี้...ผู้บังคับหน่วยที่มาจากหน่วยรบพิเศษ ก็ใช้หน่วยแบบรบ พิเศษ คือใช้ในทางยุทธศาสตร์
รบกับข้าศึกต้องใช้ในทางยุทธวิธี และ จะทำ แบบปาหี่ DEMONSTRATE
โรยตัวจาก ฮ.พรางหน้าดำ โชว์ลูกเสือชาวบ้านไม่ได้ ไม่ใช่เรียนจู่โจมร้องเฮี้ยๆๆๆ
หน่วยที่มาร่วมรบจากทั่วประเทศ จะเป็น หน่วยขนาดใหญ่ระดับกองพัน
ไม่ใช่ชนิด 3 คนบ้านลับ 12 คน ฝึก ทส.ปช. แบบ หน่วยรบพิเศษ หน่วยเหล่านี้
ฝึกหมู่ตอนหมวด ภาคกองร้อย ภาคกองพัน กันมา ร่วมกับทหารม้าและปืนใหญ่
หน่วยรบพิเศษไม่เคยเห็นตั้งแต่เด็ก ผู้บังคับ หน่วยเหล่านี้จะไม่แยกไอ้เณรโง่ๆ 2 คน
ไปเฝ้าพระ เฝ้าครู เฝ้าถนน เฝ้า ตลาด เลยถูกยิงตายคาตลาด เพราะหันมาไม่เจอหมู่ เอาไงดี

แต่พี่ๆเขาไม่ว่าพวกน้องหรอก เพราะเขารู้ว่า "พวกนักกอล์ฟมันสั่งจัดกำลังแบบนี้ "


จากคุณ : (c)อาจารย์พี่แดง วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2550-07-01 15:09:27 [ 222.123.107.6 ]
 
 
คัดมาฝากพี่บัง - ถึงต.ท.รุ่น 18-29 อีกเรื่อง IP:58.8.118.204 | 01-07-2007 18:46:18
 
ถึงรุ่น 18-29 ลืมเรื่องสำคัญที่สุดที่จะเตือน!


ตอนออกรบยอมรับไหมว่าใช้โทรศัพท์มือถือกันทุกคนสั่ง
การแก้ปัญหา คราบใดยังไม่มีปิ๊ก 25-77 ไอ้เณรแบกตามผู้หมู่
ผู้หมวด วันทำ ศึกใหญ่จะแพ้เพราะการสื่อสารขาดตอน
เมื่อเสาเอไอเอส ถูกวางระเบิด เป็น หมาทั้งแนวรบ
ใช้งบหลวงจัดไอคอมตั้งเสาให้เรียบร้อยในเขตรับผิดชอบตน
ถ้าปิ๊ก 25 ไม่พอ ส่วนไอคอมขึ้นเสาสูงรับได้อยู่แล้ว เข้ารหัสให้ดี
พวกมันไม่ ต้องเข้ารหัสเพราะมันใช้ภาษาอาหรับ ยาวี
เราก็ฟังไม่ออกแล้ว
ลืมหัวใจการรบจริงๆ การติดต่อสื่อสาร
แต่ไม่อยากพูดแม่ทัพสั่งผบ.ฉก.ก็ทางโทรศัพท์
อาจารย์พี่แดงจะสั่งทางวิทยุ อาทิตย์แรกวุ่นทั้งแนวรบ
อาทิตย์ที่ ที่ 2 อาจารย์พี่แดงจับผู้พันย้ายประจำตัวเอาไว้ปรับทางตีน
อาทิตย์ที่ 3 เรียบร้อย อาทิตย์ที่ 4 ผู้พันกลับไปทำงานอย่างเดิม
คราวนี้เข็ด
ศัพท์นักรบโบราญ ขึ้นวิทยุแล้วยัง
นักรบรุ่นใหม่ โทรศัพท์ไปบอก ยัง
โทรศัพท์เสีย วิทยุไป ไม่มีถ่าน
ยังไม่ตั้งเสา แล้วจะไปรบกับใคร

กระทิงแดง ซีพี เจริญ อย่างที่อาแดงว่าไหม ต้องทำวิธีอาแดงปฎิวัติทั้งที
ดูวัฒนา ซีพีจ่ายพี่ทักษิณ 200 ล้าน เอาลูกเขยเป็นรัฐมนตรี มันแดก 300 โครงการณ์
200000 หลัง ( แสนหลังแรกหมดไปก่อน) หลังละหมื่นบาท ได้หลักฐาน แค่ 62 ล้าน
เพราะเจ้าของโครงการณ์มันโวยเจ๊งขอเงินคืน วัฒนาไม่ให้เลยแฉ
เอา 10000 คูณ 200000 หลัง ถามว่าได้ ซู 30 กี่ฝูง ตามที่อาแดงว่า
วันนี้พม่าเอา มิ๊ก 29 มา จะเอาอะไรขึ้นไปต่อกร มันยิงจรวดร่อนตั้งพิษรูโลกแล้วเลี้ยวกลับ หน้าเป็นหมา
โจรใต้พวกอาหรับ วันนี้ ยังไม่เอา อาพีจีมาใช้ มาเมื่อไรหน้าเปนหมาทั้งสนามกอล์ฟ


จากคุณ : (c)อาจารย์พี่แดง วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2550-07-01 15:11:13 [ 222.123.107.6 ]
 
 
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #236 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2007, 07:42:46 AM »

ไฟใต้สร้างเด็กกำพร้า 1,784 คน สตรีหม้าย 954 คน   
 
คัดจากประชาไท

7 ก.ค.50  ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 12 จ.สงขลา  นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังดำเนินการโครงการบูรณาการด้านเด็กกำพร้าและสตรีหม้าย รวม 14 โครงการ เป็นเงิน 10,286,810 บาท ในปีงบประมาณ 2550

โดยเปิดเผยด้วยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จนถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2550 มีเด็กกำพร้าจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 1,784 คนและเป็นสตรีหม้ายจำนวน 954 คน

ทั้งนี้โครงการเพื่อการบูรณาการดังกล่าว เป็นของจังหวัดนราธิวาส 4 โครงการ คือโครงการสานสัมพันธ์ครอบครัวสู่ความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน , โครงการเยาวชนใจอาสาพาน้องสู่สันติภาพ, โครงการอบรมเยียวยาเยาวชนในชุมชน และโครงการช่วยเหลือเยียวยาเด็กกำพร้าและสตรีหม้าย

ปัตตานี 2 โครงการ คือโครงการสรรค์สร้างครอบครัวผาสุกและโครงการบูรณาการการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ยะลา 7 โครงการ คือ โครงการแม่ลูกผูกพันใจก้าวมั่น,โครงการหญิงห่วงใย หัวใจเดียวกัน, โครงการชีวีสุขสันต์ ครอบครัวมีสุข, โครงการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นขวัญและกำลังใจ, โครงการทอฝันปันรักเพื่อน้อง, โครงการสงเคราะห์ครอบครัวอุปถัมภ์ ปี 2550 และโครงการสานสายใจเยาวชน ครู และผู้ปกครอง จังหวัดสงขลา1 โครงการ คือ โครงการค่ายพี่ช่วยน้องอิงกัน แบ่งปันความสุขสู่ครอบครัวและชุมชน

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8755&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กรกฎาคม 2007, 07:51:51 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #237 เมื่อ: 08 กรกฎาคม 2007, 07:50:42 AM »

นายกฯหนุนกระจายอำนาจปกครองแบบกทม.ดับไฟใต้
 
8 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 02:00:00
 
"สุรยุทธ์"หนุนแก้ปัญหาไฟใต้ กระจายอำนาจปกครองแบบกทม.-พัทยาในสามจังหวัดใต้ ด้านผู้นำศาสนารับลูกปกครองแบบพิเศษ ชี้เป็นแนวทางยุติความรุนแรง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มีความเห็นจากนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟใต้ โดยกระจายอำนาจปกครองรูปแบบกรุงเทพฯ และพัทยาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยวานนี้( 7 ก.ค.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ครั้งที่ 9 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงปัญหาในภาคใต้ ว่า ในกรอบ ของการแก้ไขปัญหาอยู่บนคำพูดสองคำคือคำว่าความเป็นธรรม และความเป็นไทย รวมทั้งความร่วมมือจากมิตรประเทศ ซึ่งก็พูดกันแล้วว่าปัญหาตรงนี้ ถ้าเราช่วยกันแก้ไขก็จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า ที่จะทำให้แผนรวมของสมาชิกสมาคมอาเซียนก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ในเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องที่จะดูในภาพรวมทั้งหมด การกระจายอำนาจการปกครองลงไป การดูแลในเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่างๆ เป็นไปตามนั้นไหม แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองลงไปนี้ ก็เป็นความเป็นธรรมอันหนึ่งที่ทุกคนมีส่วนที่จะเข้ามารวมกันอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียว คือแนวคิดของประเทศไทยคงจะไม่เหมือนกับทางมาเลเซีย ไม่ได้เหมือนกับทางอินโดนีเซีย เราคงเป็นสภาวะของการกระจายอำนาจ ซึ่งมองได้ว่ามีลักษณะพิเศษเกิดขึ้น ขณะนี้มีลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและในส่วนของพัทยา

"มีโอกาสที่จะทำทั่วไปในลักษณะของความเป็นพิเศษทางการกระจายอำนาจทางการปกครองนี้ เราก็มองกันอยู่ว่าในเบื้องแรกเราพูดกันถึงเรื่องของชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนที่ว่านี้คือในระดับของหมู่บ้าน จากหมู่บ้านก็มาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราเองก็มองว่าเราไปเร็วเกินไปไหมที่จะกระจายอำนาจลงไป มีการสังหารกันเนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งกันอะไรต่างๆ นี้

แต่ผมคิดว่าเราเดินมาพอสมควรแล้ว และเห็นว่า อบต.เองก็เริ่มปรับตัว มีการฝึกงาน มีการดูงาน มีการอบรม และเริ่มที่จะทำงานเข้าระบบแล้ว การแก่งแย่งในด้านของผลประโยชน์ที่ถึงขั้นใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงก็ลดลง ก็จะเป็นลักษณะของการทำงานที่เราอยากเห็น คือการแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันโดยสันติวิธี"

นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องที่จะมองย้อนกลับมาได้ว่าในรูปแบบของมหภาค ถ้าประชาชนมีความเข้มแข็งดูแลตัวเองได้ ข้าราชการก็จะต้องลดบทบาทและลดจำนวนลง ตรงนี้คือความสำคัญ

วันเดียวกัน ที่เมืองทองธานี พล.อ.สุรยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กล่าวในรายการ ”เปิดบ้านพิษณุโลก” ว่าจะให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการปกครองลักษณะพิเศษว่า ไม่ได้พูดเรื่องเขตปกครองพิเศษ แต่พูดเรื่องการกระจายอำนาจตามกฎหมายของไทย ที่ทุกส่วนในประเทศจะต้องปกครองด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน การกระจายอำนาจในลักษณะดังกล่าว มีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยา ส่วนในพื้นที่ภาคใต้จะมีลักษณะเดียวกับกรุงเทพมหานคร และพัทยาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ขณะนี้ต้องดูความพร้อมหลายอย่าง และต้องศึกษารายละเอียดอีกมาก

ผู้นำมุสลิมหนุนรูปแบบกทม.-พัทยา

ด้าน พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ กล่าวเห็นด้วยกับแนวทางการกระจายอำนาจการปกครองลงสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่มีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา จำเป็นที่รัฐจะต้องพิจารณาการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ เนื่องจากรูปแบบการปกครองเดิมที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ที่สำคัญจะเป็นแนวทางดึงประชาชนให้รู้สึกปฏิเสธคล้อยตามอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ที่ผู้ไม่หวังดีพยายามปลุกปั่นปลุกระดม และที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เพราะปัญหาของสามจังหวัดชายแดนใต้ ต้องเปิดทางให้ร่วมกันแก้เองมิใช่ให้คนนอกพื้นที่หรือคนจากส่วนกลางเข้ามาแก้ไขปัญหา

"คนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ มีความรู้สึกว่ารัฐไม่เปิดโอกาสในการมีส่วนร่วม ในการบริหารจัดตามความต้องการในสังคมของเขา และที่สำคัญจะช่วยให้ตัดสินใจเลิกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เพราะนับแต่อดีตถึงปัจจุบันการต่อสู้ของขบวนการในชายแดนใต้เป็นเวลาร้อยปี น่าจะยุติลงหากรัฐเข้าใจแก่นแท้และกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น"

เขากล่าวด้วยว่า การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง โดยไม่ไถ่ถามคนในพื้นที่เป็นช่องว่างอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการปลุกระดมต่อต้านอำนาจรัฐที่ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เช่น ชาวบ้านไม่พอใจหากทรัพยากรของเขาถูกส่วนกลางนำไปใช้และจัดสรรรายได้คืนให้เขาในลำดับท้ายๆ ในรูปแบบงบประมาณลักษณะชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับกรณีภาษีหากจัดเก็บและบริหารกันเองและแบ่งให้รัฐบางส่วน ก็จะทำให้รู้จักใช้งบของตัวเองในการพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้องโดยไม่ต้องแบมือขอส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

ชี้รัฐต้องปูความพร้อมให้ท้องถิ่นด้วย

เช่นเดียวกับ นายไพศาล พรหมยงค์ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวเห็นด้วยว่า การกระจายอำนาจลงสู่พื้นที่เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างแน่นอน เพียงแต่รัฐบาลต้องตอบคำถามว่าให้หยิบยื่นความพร้อมให้กับพื้นที่ดังกล่าวมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะให้เขาสามารถยกระดับเพื่อพัฒนาไปสู่การบริหารตัวเอง หากย้อนกลับไปศึกษากรุงเทพฯ และพัทยาก่อนจะเป็นเขตปกครองพิเศษ จุดประสงค์แตกต่างจากสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างชัดเจน

"ปัญหายังมีอยู่มาก การกระจายอำนาจเพื่อปกครองพิเศษบนรากฐานที่ยังไม่มั่นคง โอกาสที่ปัญหาจะพัฒนาไปอีกสถานะหนึ่งจึงมีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นหากรัฐมุ่งมั่นหรือจริงใจที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการบริหารอำนาจในระดับท้องถิ่นด้วยตัวประชาชนเองควรจะมีความจริงใจมากกว่านี้ด้วยตั้งเป้าให้ชัดว่าอีกกี่ปีจะให้ที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษ และนับจากนี้รัฐจะเดินหน้าสนับสนุนด้านใดก่อน"

เตือนรัฐปิดปอเนาะผลเสียมากกว่าได้

นายไพศาล ยังกล่าวกรณีจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและสั่งปิดโรงเรียนอิสลามบูรพา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา(ปอเนาะ) ตั้งในเขตอ.เมือง จ.นราธิวาส หลังตรวจค้นพบอาวุธยุทโธปกรณ์และคุมตัวผู้ต้องสงสัย 7 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องการก่อความไม่สงบ ว่า สามารถเพิกถอนใบอนุญาตปิดโรงเรียนได้ แต่จากนี้ไปรัฐต้องออกมาชี้แจงว่าการสั่งปิดจะเป็นการปิดระยะยาว หรือดำเนินการกระทั่งสามารถสืบสวนสอบสวนหาคนที่อยู่เบื้องหลังปัญหาดังกล่าวที่แท้จริง เพราะหากยุบหรือปิดโรงเรียนไปเลยเชื่อว่าผลที่ตามมาจะเป็นในทิศทางลบมากกว่า

"เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายแห่งมีเรื่องลักษณะเช่นนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปซึ่งมีเด็กติดยาอยู่ในโรงเรียนแทบทุกแห่ง ฉะนั้นการแก้คือการหาเนื้อร้ายและตัดปัญหานั้นทิ้งให้ได้ ไม่ใช่การประกาศปิดหรือยุบโรงเรียนอย่างเดียวเพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง"นายไพศาล กล่าว

ครูใต้นับพันขอพบนายกฯช่วงลงพื้นที่

นายสงวน อินทร์รักษ์ ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดนราธิวาส และกรรมการช่วยเหลือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบความไม่สงบ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเรียกร้องจากเพื่อนข้าราชการครูในพื้นที่หลายพันคนว่ามีความต้องการพบนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ระหว่างวันที่11-12 กรกฎาคมนี้ เพื่อขอโอกาสเปิดใจและเล่าถึงสถานการณ์ที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูในพื้นที่ ทั้งนี้นับแต่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง และเดินทางลงพื้นที่หลายครั้งยังไม่มีโอกาสได้พบปะกลุ่มข้าราชการครูในพื้นที่เลย

"หากได้รับโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี จะขอในสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินการให้ได้ และไม่ใช้อารมณ์ระบายปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอถึงผู้นำรัฐบาลจะต้องไม่ซ้ำกับข้อเสนอเดิมที่เคยเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสเข้าพบหรือไม่ หลังจากประสานงานไปยังผู้เกี่ยวข้องไปแล้วและยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา"

ปิดถนนขวางย้ายทหารออกนอกพื้นที่

วานนี้( 6 ก.ค.) เวลา 09.00 น.มีชาวบ้านไทยพุทธ 300 คน ออกมารวมตัวกันที่บริเวณสามแยกพื้นที่ ม.1 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ปิดกั้นถนน โดยการนำรถจักรยานยนต์จอดขวางไม่ให้รถทุกชนิดสัญจรไปมาได้ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพ.อ.ชินวัตร แม้นเดช ผบ.ฉก.1 ยะลา ที่สั่งให้ย้ายกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัด 4202 ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต.ตาเซ๊ะ ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา สลับกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด ร้อย ร 5034 ที่จะเข้ามาดูแลพื้นที่แทน

ต่อมา พ.ต.ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์ รอง ผบ.ฉก.15 ยะลา ได้เข้าเจรจากับตัวแทนผู้ชุมนุม โดยได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการย้ายทหารพรานชุดดังกล่าวออกไปประจำในพื้นที่อื่น โดยสลับทหารสังกัดอื่นเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่แทน นอกจากนั้นจะยังเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาด้วย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่าต้องการให้ทหารพรานชุดเดิมทำหน้าที่ต่อไป จนสุดท้ายพ.ต.ธนุตม์ จะนำเรื่องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยอมสลายตัวตามคำขอ แต่หากไม่ได้รับคำตอบจะกลับมารวมตัวอีกครั้ง

สอบสวน348ผู้ต้องสงสัยในค่าย5แห่ง

พ.อ.อัตถเดช มาถนอม รองหัวหน้าศูนย์ พตท. เปิดเผยว่า จากการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ปฏิบัติการเปิดแผนยุทธการกดดันผู้ก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอ.บันนังสตา จ.ยะลา และอ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ล่าสุด สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงได้ทั้งหมด 348 ราย ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้แยกผู้ต้องหาเพื่อนำไปสอบสวนและควบคุมตัวไว้ทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี จำนวน 100 คน 2.ค่ายรัตนพล จ.สงขลา จำนวน 132 คน 3.ค่ายพระปกเกล้า จ.สงขลา จำนวน 51 คน และ 4.ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส จำนวน 55 คน และ 5.ที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 จ.ยะลา จำนวน 10 คน

สำหรับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด อาศัยห้วงเวลาตามพ.ร.ก.ปี 2548 กล่าวคือห้วงละไม่เกิน 7วัน ต่ออายุได้ไม่เกิน 4 ครั้ง รวมไม่เกิน 28 วัน ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดหากมีการสอบสวนแล้วไม่พบหลักฐานหรือดำเนินคดีตามป.วิอาญา จะต้องปล่อยตัวเป็นอิสระ

"ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดได้รับการดูแลเอาใจใส่และความสะดวกสบายตามสภาพ โดยญาติพี่น้องสามารถเข้าไปเยี่ยมได้ตามระเบียบของทางราชการทุกแห่ง"พ.อ.อัตถเดช กล่าว

http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/08/WW10_WW10_news.php?newsid=82866
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กรกฎาคม 2007, 07:54:05 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #238 เมื่อ: 09 กรกฎาคม 2007, 03:06:16 AM »

"บุญรอด" ยันแกนนำก่อความไม่สงบภาคใต้ติดต่อขอเจรจา
 
9 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 02:00:00
 
รมว.กลาโหมเผยแกนนำผู้ก่อความไม่สงบใต้ขอเจรจา แต่ต้องหารือรายละเอียดอีกมาก ยังไม่กำหนดเวลาสถานที่

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.อ. บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุอาจให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่เขตพิเศษเหมือนกรุงเทพฯและพัทยาว่า รัฐบาลมีแนวทางที่จะพูดคุยกับผู้ก่อความไม่สงบซึ่งการพูดคุยก็แน่นอนต้องพบกันครึ่งทาง เรามองดูแล้วว่าสิ่งที่เขาต้องการคือเขตปกครองตนเองหรือแยกดินแดน ซึ่งเราไม่มีทางให้เกิดขึ้นและเป็นไปไม่ได้

"สิ่งที่เราคิดว่าควรจะพูดกันได้คือการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแบบที่ว่ามีการกระจายอำนาจอย่างกรุงเทพฯมีการปกครองแบบพิเศษ คือในลักษณะนั้นเราจะไม่ใช้คำว่าเขตปกครองพิเศษ  แต่ใช้คำว่าการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้แต่ต้องมีการศึกษา พิจารณาออกกฎหมายเป็นขั้นตอนระยะยาว ซึ่งไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ นี่หมายถึงการประตูเพื่อให้เขามาคุยกัน ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลตัดสินใจคนเดียวว่าเอาตามนี้ แต่ต้องมาหารือที่หลัง ซึ่งต้องใช้เวลา"

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายตรงข้ามเข้ามามีบทบาททางการเมืองในเขตพิเศษแล้วจะไม่นำไปสู่การปกครองตนเองในอนาคต พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า  อยู่ในขั้นตอนที่ต้องมาคุยกันและเขียนกฎหมายให้มีความรัดกุม เรื่องนี้ยังไม่มีการดำเนินการ ยังไม่หารือกันเลย ซึ่งต้องมีการพูดเรื่องนี้อยู่แล้ว ตนถึงได้บอกว่าเรื่องปกครองตนเอง เรื่องแยกดินแดนไม่ได้

เมื่อถามว่า การเจรจากับผู้ก่อความไม่สงบมีแกนนำมาติดต่อหรือยัง พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า  ขณะนี้เริ่มมีการติดต่อ แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะคุยกันที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร ซึ่งฝ่ายโน่นกำลังพิจารณากัน  ส่วนฝ่ายเรามีการเคลื่อนไหวทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและระดับนโยบาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุรายละเอียดอะไรได้มาก

 
http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/09/WW10_WW10_news.php?newsid=82904
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #239 เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2007, 09:11:03 AM »

สะดวกง่ายดายในทุกมิติ..........

ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

นัยซ่อนเร้นแรงงานกัมพูชา ต่อปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดย วัชรินทร์ ยงศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



นับแต่ต้นปี 2550 เป็นต้นมา สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตลอดจนบางอำเภอของจังหวัดสงขลา ได้ทวีขึ้นเป็นลำดับ มีการสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ครู และประชาชนล้มตายเป็นรายวัน รวมไปถึงการเผาโรงเรียน

ณ วันนี้ฝ่ายความมั่นคงได้ยอมรับว่าเป็นการปฏิบัติการแบบกองโจรเต็มรูปแบบ ซึ่งเดิมทีฝ่ายความมั่นคงมีสมมติฐานว่าฝ่ายปฏิบัติการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นคนไทยมุสลิมที่ได้รับการฝึกอบรมการรบนอกแบบจากประเทศมุสลิมบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่มาถึงวันนี้ได้มีข้อมูลใหม่ให้เปลี่ยนสมมติฐานแล้วว่า มีคนมุสลิมจากประเทศที่ 3 เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อร่วมปฏิบัติการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ เริ่มมีกระแสข่าวว่ามีชาวกัมพูชามุสลิมเดินทางเข้ามาทางด่านชายแดนอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อจะผ่านไปยังประเทศมาเลเซีย ด้วยการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองว่า จะไปทำงานที่มาเลเซียบ้าง จะไปเยี่ยมญาติในมาเลเซียบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ทางกองตรวจคนเข้าเมืองของไทยที่ด่านต้นทางเข้าและด่านปลายทางออกยังไม่มีการตรวจสอบยอดจำนวนคนชาวกัมพูชาว่าเข้าและออกมีจำนวนตรงกันหรือไม่

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2550 มีข้อมูลรายงานจากเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ตั้งจุดตรวจค้นบริเวณหน้าด้านพรมแดนอรัญประเทศ ว่ามีชาวกัมพูชามุสลิมกลุ่มหนึ่งจำนวน 35 คน เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดสังเกต และแจ้งต่อกองตรวจคนเข้าเมืองว่าจะเดินทางไปอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นทางผ่านเข้าไปทำงานรับจ้างและเยี่ยมญาติในประเทศมาเลเซีย

หลังจากตรวจสอบและตรวจค้นแล้วเจ้าหน้าที่ทหารก็ต้องปล่อยให้เดินทางเข้ามาได้ เพราะคนมีหนังสือเดินทางและตรวจลงตราประทับวีซ่าอย่างถูกต้อง

ในเรื่องนี้ได้มีการเสนอขึ้นไปยังระดับสูงของฝ่ายความมั่นคงว่า คนกัมพูชามุสลิมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเกตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อีกกระแสข่าวหนึ่งรายงานว่ามีแรงงานชาวกัมพูชาแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นมุสลิม ทยอยเดินทางผ่านประเทศไทยเพื่อจะไปทำงานที่มาเลเซีย แต่กลับหายไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากข่าวที่รายงานข้างต้นนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อลำดับความเป็นมาของแรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาในประเทศไทยก่อนปี 2547 และตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน เพื่อจะหาจุดเชื่อมโยงว่าแรงงานชาวกัมพูชาจะไปเกี่ยวพันกับปฏิบัติการก่อความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้หรือไม่

ก่อนเหตุการณ์ "ปฏิบัติการเจาะไอร้อง" เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของแรงงานชาวกัมพูชาถือเป็นเรื่องปกติ เพราะประเทศไทยต้องการแรงงานชาวกัมพูชาที่ไร้ฝีมือมาทำงานแทนแรงงานคนไทย


แรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาในประเทศไทย มีการกระจายตัวไปทำงานในภาคและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

ในบทความนี้ผู้เขียนขอเน้นลงที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่างานที่แรงงานชาวกัมพูชาไปทำมีอะไรบ้าง

งานที่แรงงานชาวกัมพูชาทำส่วนใหญ่จัดอยู่ในงาน 3 D คือ งานที่สกปรก (Dirty) อันตราย (Dangerous) และยาก (Difficult) ได้แก่ ประมงทะเล (ลงเรือจับปลาออกทะเล) ต่อเนื่องประมง (ทำงานในโรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง อาทิ แกะกุ้ง ลอกหนังปลาหมึก) ทำงานในโรงงานปลาป่นใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำงานในโรงงานน้ำปลา ทำงานในโรงงานอาหารทะเลตากแห้ง ทำงานเกษตร (กรีดยางในสวนยาง ทำงานในสวนกาแฟ) งานก่อสร้าง (มีแรงงานกัมพูชาไม่มาก) และงานขายบริการ (มีหญิงกัมพูชาจำนวนไม่มาก)

ย้อนกลับไปก่อนปี 2547 ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศปลายทางรับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาเข้ามาทำงาน จึงมีแรงงานที่เข้ามาทั้งถูกกฎหมายและลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ไม่เพียงเดินทางเข้ามาทางบกทางชายแดนเท่านั้น ทางทะเลยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ลักลอบเข้ามาแล้วเป็นแรงงานประมงโดยไม่ต้องขึ้นฝั่ง

ปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งหมดจากประเทศเพื่อนบ้านพม่า กัมพูชา ลาว จึงทำให้รัฐบาลไทยต้องแก้ไขโดยกำหนดยุทธศาสตร์บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบขึ้นในปี 2547

คือให้นายจ้างนำแรงงานที่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมายมาจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ให้เข้าสู่ระบบการจ้างแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งให้นำแรงงานที่หลบซ่อนใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่บนดินโดยถูกต้องตามกฎหมาย

สําหรับการจ้างงานแรงงานชาวกัมพูชาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงตัวเลข (ตามตารางที่ 1)

ตัวเลขจำนวนแรงงานชาวกัมพูชาที่ผู้เขียนหยิบยกมาแสดงตามตารางที่ 1 จะเห็นว่ามีแรงงานชาวกัมพูชาจำนวนไม่มากอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มิใช่ผู้เขียนจะช่วยแก้ต่างให้กับแรงงานชาวกัมพูชาว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ แต่ต้องการชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการเข้ามาของแรงงานว่ามีการตรวจสอบหลักฐานอย่างรัดกุม นับเป็นการคัดกรองแรงงานต่างด้าวไม่ให้เข้ามาก่อปัญหา

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาแรงงานที่ลักลอบเข้ามายังประเทศไทย โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการจ้างงานแรงงาน (MOU on Cooperation in the Employment of Workers) จาก MOU ฉบับนี้ต่อนี้ไปแรงงานจากกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องผ่านขั้นตอนและมีหลักฐานดังนี้

แรงงานกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาในไทยมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อซึ่งได้รับการรับรองจากประเทศต้นทางแล้ว หมายถึงว่ารายชื่อของแรงงานเหล่านี้สมัครใจที่จะให้บริษัทจัดหางานในกัมพูชา จัดส่งมาทำงานในประเทศไทย บริษัทจะจัดทำเอกสารต่อไปนี้

1.วีซ่า ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยลงตราอนุญาตในหนังสือเดินทาง (passport) ให้เข้าประเทศไทยถูกต้อง

2.บัตรอนุญาตทำงาน ที่กระทรวงแรงงานของไทยออกให้ (เป็นระยะเวลา 2 ปี)

3.ใบรับรองสุขภาพ

4.บัญชีเงินฝากในธนาคาร กำหนดโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

5.ภาษีหรืออย่างอื่นที่กำหนดโดยแต่ละฝ่าย

6.สัญญาจ้างงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง (ซึ่งอธิบดีกรมการจัดงานของไทยลงนามอนุมัติ)

ดังนั้น แรงงานชาวกัมพูชาที่เข้ามาไทยตามกระบวนการนี้ ทางการไทยจะทราบแหล่งของแรงงานได้แน่ชัด เพราะในสัญญาจ้างงานมีการระบุปลายทางของแรงงานว่าจะไปทำงานที่ไหน

บันทึกความเข้าใจนี้เป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา ฉะนั้นแรงงานกัมพูชาจึงมีจุดหมายปลายทางเพียงในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นทางผ่านเพื่อจะไปทำงานยังประเทศที่ 3 ได้

จากแหล่งข้อมูลผู้เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานอธิบายว่า แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาและเข้ามาทำงานในงานประเภท 3D ซึ่งคนกัมพูชามุสลิมจะไม่ทำ โดยกลุ่มคนกัมพูชามุสลิมจะเลือกไปทำงานในระดับที่ใช้ฝีมือ (sklll labour)

จากขั้นตอนรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีข้อสงสัยว่าแรงงานต่างด้าวกัมพูชาอาจจะไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็สามารถร่วมมือกับทางฝ่ายนายจ้างและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเพื่อขอตรวจหลักฐานได้

เมื่อรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกันอุดช่องโหว่ของการลักลอบเข้าไทยของแรงงานผิดกฎหมายแล้ว อะไรล่ะยังเป็นช่องทางที่เปิดให้คนกัมพูชาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยขอใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 แต่ก็ไม่ได้ทำตามที่แจ้งวัตถุประสงค์กลับหายไปในพื้นที่ชายแดนไทย ดังที่เป็นข่าวออกมา

สิ่งนี้เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจผู้เขียนและพยายามหาคำตอบ

ก่อนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เพียงแต่มีแรงงานกัมพูชาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีกลุ่มเยาวชนมุสลิมกัมพูชาเดินทางเข้ามาศึกษาศาสนาอิสลามในโรงเรียนปอเนาะ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาช้านานแล้วที่คนกัมพูชาเชื้อสายจามที่นับถือศาสนาอิสลามจะส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาศาสนาที่โรงเรียนปอเนาะในไทย

ในช่วงแรกนั้นกลุ่มเยาวชนมุสลิมกัมพูชายังไม่ถูกเพ่งเล็งนักจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย การเดินทางเข้ามาในไทยยังได้รับการอนุญาตเพราะมีหนังสือเดินทางถูกต้อง

คงยังจำกันได้ถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชาจับกุมคนไทย 2 คน ที่ไปสอนหนังสือในโรงเรียนมุสลิมแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ด้วยข้อหาว่าเป็นสมาชิกของขบวนการก่อการร้ายอิสลามหัวรุนแรง (Jemaah Islamiyah-JI) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 และศาลได้ตัดสินคนไทย 2 คนนี้มีความผิดถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

การพัวพันของคนไทย 2 คนซึ่งเป็นชาวจังหวัดปัตตานีและเป็นคนไทยมุสลิม กับขบวนการ JI จึงทำให้รัฐบาลไทยออกคำสั่งให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญเข้มงวดในการออกวีฆ่าให้แก่คนกัมพูชามุสลิมที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อไปศึกษาศาสนาในโรงเรียนปอเนาะ ผู้เขียนจำได้ว่าเป็นช่วงปี 2546-2548

แต่มาถึง ณ วันนี้ปี 2550 กลับมีกลุ่มคนกัมพูชามุสลิมเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเป็นทางผ่านไปยังมาเลเซียด้วยข้ออ้างว่าจะไปทำงานและเยี่ยมญาติในมาเลเซีย แม้ทางทหารที่รักษาความมั่นคงมีข้อสงสัยได้ควบคุมไปตรวจสอบก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก ในที่สุดก็ต้องปล่อยตัวให้เดินทางต่อไปด้วยมีหนังสือเดินทางและมีวีซ่าลงตราจากสถานเอกอัครราชทูตไทยถูกต้อง

ช่องโหว่หรือจุดอ่อนที่ค้นหาคือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 34 (เจ๋ง คนต่างด้าวซึ่งจะเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวได้โดยอาศัยเหตุผล การเดินทางผ่านราชอาณาจักร จึงนำไปสู่การเดินทางเข้ามายังประเทศไทยโดยง่ายดายของคนกัมพูชามุสลิม ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงได้จับตาดูว่าอาจจะเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้วยมีหลักฐานจำนวนตัวเลขการเดินทางเข้ามาของคนกัมพูชามุสลิมผ่านด่านชายแดนอรัญประเทศเดินทางลงไปชายแดนภาคใต้ ซึ่งเข้ามาโดยถือหนังสือเดินทางถูกต้อง ในปี 2548 จำนวน 8,488 คน ปี 2549 จำนวน 7,270 คน และปี 2550 จำนวน 2,524 คน รวมจำนวน 18,282 คน

และจากการตรวจสอบการเดินทางกลับ พบว่า มีการเดินทางกลับมาเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ทางฝ่ายความมั่นคงจึงได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญพิจารณาหรือระงับการออกวีซ่าให้คนกัมพูชามุสลิมอันเป็นแผนสกัดกั้นการเพิ่มประชากรมุสลิมเพื่อการแบ่งแยกดินแดน

เรื่องนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยเมื่อทราบช่องโหว่ของกฎหมายแล้ว ต้องเร่งหามาตรการแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อย่างทันท่วงที เพื่อเอาหนามที่ทิ่มแทงออกจากเนื้อก่อนจะสายเกินแก้

หน้า 7<
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 14 15 [16] 17 18 19   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!