บ้านตุลาไทย
18 ธันวาคม 2017, 08:20:01 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 92 93 [94]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิเวศประชาธรรม  (อ่าน 312738 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1395 เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2013, 18:22:36 PM »

เอเอฟพี - หลังจากเกิดเหตุการณน้ำมันดิบรั่วจากท่อส่งน้ำมันกลางทะเลของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอลฯในวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางการไทยได้มีความพยายามที่จะกำจัดคราบน้ำมันที่ไหลทะลักเข้าเต็มหาดที่เกาะเสม็ดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยประสานงานไปยังหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินให้เข้ามาดำเนินการจัดการคราบน้ำมันในครั้งนี้
       
       จากการรายงานข่าว คาดว่าน้ำมันดิบประมาณ 50,000 ลิตรได้รั่วจากท่อส่งน้ำมันลงทะเลในวันเสาร์(27)ที่ผ่านมา โดยห่างจากฝั่งประมาณ 20 กิโลเมตร หรือ 12 ไมล์ ของจังหวัดระยองซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของไทย พีทีที โกลบอล เคมิคอลฯเผย
       
       น้ำมันดิบที่รั่วได้มาถึงหาดอ่าวพร้าวบนเกาะเสม็ดซึ่งทหารเรือนับร้อยนาย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาพันธ์สัตว์ป่า พนักงานของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอลฯ และชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นแข่งกับเวลาในการขจัดคราบน้ำมัน
       
       “การปนเปื้อนครั้งนี้ครอบคลุมเนื้อที่กว่า300 เมตร หรือ 990 ฟุตของชายหาด ซึ่งมันก็หนักเอาการ” สุเมธ สายทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด เผยกับเอเอฟพี
       
       และนอกจากนี้ พนักงานแผนกต้อนรับของโรงแรมหาดอ่าวพร้าวรีสอร์ทได้ให้ความเห็นกับเอเอฟพีว่า “แขกที่มาพักที่โรงแรมต่างพากันทยอยกันเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม”
       
       โดยพนักงานต้อนรับที่อยู่โรงแรมไม่ห่างจากโรงแรมหาดอ่าวพร้าวรีสอร์ทได้เสริมว่า “มีคราบน้ำมันอยู่เต็มหาด เราต้องยอมรับมัน ตอนนี้มันก็โกลาหลกันอยู่ มีคนจำนวนมากรวมทั้งทางเจ้าหน้าที่กำลังช่วยกันจัดการกับเรื่องนี้อยู่”
       
       โดยในแถลงการในวันอาทิตย์(28) ที่ออกโดยพีทีที โกลบอล เคมิคอลฯที่มีรัฐบาลไทยมีส่วนถือหุ้นเป็นเจ้าของอยู่นั้น กล่าวว่ามีการใช้เรือ 10 ลำในกระบวนการกำจัดคราบน้ำมันในครั้งนี้ และทางบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์วิกฤติการรั่วไหลในครั้งนี้ได้
       
       ทางด้านกลุ่มกรีนพีซได้ออกโรงกระตุ้นให้รัฐบาลไทยระงับการสูบน้ำมันและการสำรวจหาน้ำมันในอ่าวไทย โดยให้เหตุผลว่า เป็นเพราะเกิดปัญหา “การรั่วไหลครั้งใหญ่เกิดขึ้น”
       
       “อ่าวไทยซึ่งถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ได้ถูกย่ำยีมานานแล้วจากน้ำมันดิบรั่วที่ไหลผ่านตามท่อส่งตามเส้นทางที่บริษัทปิโตรเคมีวางไว้ทั่วอ่าวไทย” เผยจากนักเคลื่อนไหวกลุ่มกรีนพีซ พลาย ภิรมย์
       
       โดยทางกลุ่มกรีนพีซได้ยืนยันว่ามีการรั่วไหลของน้ำมันดิบในอ่าวไทยมานานกว่า 30ปีแล้ว
       
       “นี่เป็นการรั่วของน้ำมันดิบครั้งที่ร้ายแรงมากของจังหวัด” ภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผอ. ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที 1 และเสริมต่อไปว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นบนเกาะเสม็ด”
       
       บรรดานักอนุรักษ์ต่างให้ความห่วงใยในทั้งผลกระทบในการรั่วไหลน้ำมันต่ออ่าวไทยและผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการกำจัดการปนเปื้อนคราบน้ำมันในครั้งนี้
       
       “แหล่งทรพยากรธรรมชาติหลักที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แนวประการังและแหล่งห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำ” ศรีสุวรรณ จรรยา ประธานของกลุ่มต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าว
       
       จากที่ผ่านมา พีทีที โกลบอล เคมิคอลฯเคยประสบปัญหาเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลน้ำมันครั้งใหญ่ขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลียในปี 2009 ซึ่งถือเป็นการรั่วไหลครั้งใหญ่เท่าที่ออสเตรเลียเคยประสบมา

(ผู้จัดการออนไลน์ 29 ก.ค.56)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1396 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2013, 16:05:42 PM »

ไม่ทันเริ่มก็ต้องปะทะกับพวกทุนใหญ่แต่ต้น  เพราะหากชาวบ้านเป็นไทจากไฟฟ้าจากน้ำ ทุกอย่างควบคุมได้เอง นายทุนใหญ่ก็หมดปัญญาที่จะควบคุมชาวบ้านไว้ได้

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000095207
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1397 เมื่อ: 30 กันยายน 2013, 19:42:52 PM »

นวัตกรรมที่น่าสนใจ

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000122987
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1398 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2013, 16:43:28 PM »

พายุไห่เยี่ยนเป็นคำเตือนถึงมหันตภัยจากภาวะโลกร้อนล่าสุด

สาเหตุน่าจะเกิดเพราะอุณหภูมิภายในทวีปสูงขึ้น  พายุในทะเลจึงก่อตัวและพัดรุนแรงกว่าปกติ  ไม่เพียงแต่ไม่ลดกำลังลงเมื่อขึ้นฝั่งแต่กลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  ฟิลิปปินส์จึงราบเป็นหน้ากลองอย่างที่เห็น

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000142626
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1399 เมื่อ: 22 สิงหาคม 2014, 06:55:48 AM »

สำรวจให้ก่อนออกความเห็น คิดให้รอบด้าน มองปัญหาให้ครบถ้วน
เหมือนจะเป็นวิธีคิดวิธีมองปัญหาตั้งแต่สมัยหลังตุลา 16 โน่น ยิ่งตอนที่ต้องพากันยกไปอยู่วนาป่าเขากันคนละหลายปี วิธีคิดวิธีมองปัญหาดังกล่าวก็ดูเหมือนจะถูกนำมาชี้นำกันอยู่ตลอดเวลา แต่น่าเสียดายที่ด้วยความจำกัดของพื้นที่จึงทำให้ได้แต่คิดในทฤษฎี สถานที่ปฏิบัติจริงมีน้อย

พอออกมาแล้วก็เป็นยุคที่ยาสมุนไพรเริ่มกลับมาได้รับความสนใจ เรื่องสมดุล เรื่องแนวคิดแบบองค์รวมก็เด่นขึ้นมาอีก โดยเนื้อหาแล้วก็เหมือนกับวิธีคิดข้างต้นนั่นแหละ

ต่อมาแนวความคิดแบบองค์รวมก็ถูกนำไปสู่การบริหารจัดการ กลายเป็นเรื่องไม่ว่าอะไรก็ต้อง "บูรณาการ" เนื้อหาที่แท้จริงก็คือของข้างต้นอีกเข่นกัน

แต่จะมีการคิดทบทวนบ้างหรือไม่ว่า ภายใต้คำที่ดูโก้เก๋แบบข้างต้นนั้นได้มีการทำกันอย่างจริงๆ หรือไม่ ไม่ว่า "สำรวจให้ทั่ว คิดให้รอบด้าน มองปัญหาให้ครบถ้วน" "คิดแบบองค์รวม หาจุดสมดุล" "บูรณาการ"
เพราะเท่าที่มองเห็นล้วนแล้วแต่ไม่สำรวจหากแต่เอาแต่ความรู้สึกส่วนตัวเข้าว่า ปากบอกว่าสมดุลหรือองค์รวม แต่ปฏิบัติจริงเอียงกระเท่เร่ไปข้างหนึ่ง ประกาศว่าบูรณาการแต่แท้จริงแล้วเอาแต่ความคิดความเห็นของฝ่ายตนแต่เพียงข้างเดียว โดยไม่คิดถึงองคาพยพอื่นๆ ในสังคมด้วยเลย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1400 เมื่อ: 21 กันยายน 2014, 15:10:21 PM »

น่าคิดสำหรับคนที่ชาติกำเนิดและวิถีชีวิตต้องผันผ่านไปอยู่ระหว่างสองประชาชาติที่ถือกันเป็นศัตรูคู่แค้นจนมาถึงปัจจุบันนี้บางส่วนก็ยังไม่เลิก

จากเจ้าของเพลง "ดอกราตรี" หรือ "เย่ไหลเซียง" ที่เราคุ้นหูจากเสียงของเติ้งลี่จวินในระยะหลัง

http://www.oknation.net/blog/mun/2014/09/21/entry-2
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1401 เมื่อ: 17 มกราคม 2015, 17:21:29 PM »

นานๆ ได้มาต่อที

เห็นด้วยกับคุณหมอประเวศมากๆ ว่า  วิธีคิดของคนไทยเราโดยเฉพาะนักคิด นักวิจารณ์ทั้งหลาย ควรต้องคิดแบบเชื่อมโยงมากกว่าคิดแบบแยกส่วน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์        
17 มกราคม 2558 17:03 น.

        น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาในงาน ปลุกพลัง เปลี่ยนไทยหัวข้อ : แรงบันดาลใจคนไทยร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม โดยระบุว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเมือง และระบบรัฐวิกฤตเศรษฐกิจ จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น
          ทั้งนี้ มองว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้ นอกจากคนไทยที่จะร่วมมือกัน คนไทยจะต้องเปลี่ยนการคิดแบบแยกส่วนเป็นการเชื่อมโยง เนื่องจากการเชื่อมโยงทำให้เกิดพลังมหาศาล ถ้าคนไทยเข้ามาเชื่อมโยงกันจะมีพลัง 7 เรื่อง อาทิ พลังจิตสำนึกใหม่ จากจิตเล็กไปจิตใหญ่ พลังวิสัยทัศน์ที่จะมองไปข้างหน้า เพราะประเทศไทย ติดอยู่ในอดีตของความแตกแยก มีจิตเล็กคิดแบบแตกแยกและแบ่งกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไปในอนาคตได้เป็นสิ่งที่แก้ไขยาก
          อย่างไรก็ตาม พลังของข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามา เป็นตัวขับเคลื่อนในการประชาสัมพันธ์ พลังทั้ง 7 ประการเข้ามาร่วมกัน ดึงประเทศไทยออกจากวิกฤตด้วยความร่วมมือของคนไทย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1402 เมื่อ: 02 มีนาคม 2015, 22:37:35 PM »

สารคดีเรื่องนี้ควรได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ให้ทุกคนในสังคมได้ทราบต่อไป

ไม่ใช่เพื่อจับผิดประเทศจีน   แต่เพื่อนำบทเรียนของเขามาเป็นเครื่องเตือนสติและทำให้เราตระหนักว่าประเทศของเราควรจะก้าวไปอย่างไร

http://manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9580000024895
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1403 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2015, 10:12:32 AM »

น่าสนใจ  "ปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่"  เพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อน

เข็มที่สำคัญคือ ลด ละ กระทั่งเลิกอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเสียแต่บัดนี้

http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000120485
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1404 เมื่อ: 02 พฤศจิกายน 2015, 16:30:41 PM »

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ อย่าง สีจิ้นผิง จึงปรากฏข่าวคราวว่า ในการประชุมสมัชชาครั้ง 5 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อวันที่ 26-29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมติที่ประชุมพรรคได้เห็นพ้อง ต้องกัน ที่จะให้กำหนดวาระแห่งชาติ ภายใต้แผน 5 ปี คือตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 ไปจนถึงปี ค.ศ.2020 ผลักดันให้ประเทศจีนทั้งประเทศเดินหน้าสู่ความเป็น อารยธรรมแห่งนิเวศน์ หรือ อารยธรรมแห่งสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องสนใจว่าจะต้องดิ้นรนสร้างอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ให้ระเบิดเถิดเทิงแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว แต่ให้หันมาให้ความสำคัญกับสภาวะสิ่งแวดล้อม ผืนดิน ผืนป่า ผืนน้ำ ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ แผ่นดินอันงดงาม กลับคืนมาสู่ประเทศจีนเท่านั้น แต่เพื่อช่วยสร้างหลักประกัน สร้างความมั่นคงด้านอาหารและน้ำให้แก่บรรดาลูกหลานชาวจีนในอนาคตอีกด้วย...

http://www.thaipost.net/?q=%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%9A
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1405 เมื่อ: 12 ธันวาคม 2015, 21:05:10 PM »

เอเจนซี/ MGR online - ตลอดสัปดาห์นี้ กรุงปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก ต้องเผชิญมลพิษทางอากาศเข้าขั้นวิกฤตถึงขั้นมีกลิ่นเหม็นคลุ้งคล้ายถ่านหินกำลังไหม้ตลอดเวลา รัฐบาลตัดสินใจประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุด สีแดง ปิดเมืองปักกิ่งบางส่วน ห้ามไม่ให้รถส่วนตัวราว 2.2 ล้านคัน (ครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด 4.4 ล้านคัน) แล่นบนท้องถนน โรงเรียนในบางเขตถูกปิด ห้ามเขตก่อสร้างทำงาน กำชับประชาชนสวมหน้ากากกันมลพิษฯ
       
       สื่อต่างประเทศรายงาน (9 ธ.ค.) อ้างแถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่น ระบุว่าการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดนี้ เพื่อปกป้องประชาชนในเมืองปักกิ่งราว 21 ล้านคน จากผลกระทบร้ายแรงทางสุขภาพ
       
       รัฐบาลฯ ยังกำหนดข้อจำกัดการใช้รถยนต์ในกรุงปักกิ่ง จำกัดพาหนะขนาดใหญ่หลายประเภท อาทิ ยานพาหนะก่อสร้าง และจำกัดป้ายทะเบียนรถยนต์ทั่วไปที่จะวิ่งสัญจรได้ในแต่ละวัน ตลอดจนปิดโรงเรียน รวมถึงปรับสภาพการทำงานของพนักงานลูกจ้างกิจการต่างๆ เพื่อจะระงับกิจกรรมกลางแจ้งฯ
       
       ในขณะที่จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งผู้แทนในการเจรจากำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกือบ 200 ประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการพูดถึงอย่างมากว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพมลพิษรุนแรงในเมืองใหญ่ๆ ของจีนหลายแห่งขณะนี้ ยิ่งเป็นรูปธรรมชัดเจนที่ทำให้ตระหนักถึงปัญหาการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน หลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
       
       ข้อมูลของสำนักงานพลังงานแห่งชาติจีน ระบุว่า ถ่านหินเป็นปัจจัยสำคัญของคาร์บอนฯ ในสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นเชื้อเพิลงฟอสซิลที่ใช้กันทั่วไป และราว 2 ใน 3 ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในจีนนั้น ก็ล้วนมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน
       
       เมื่อไม่นานมานี้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า จีนบริโภคถ่านหินสูงกว่าที่นักวิจัยฯ เคยเชื่อราวร้อยละ 17 และถ่านหินก็จะยังคงเป็นแหล่งพลังงานต่อไป แม้ล่าสุด จะมีการประกาศในเดือนนี้ว่า รัฐบาลจีนวางแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2020
       
       ข้อมูลอีไอเอ ระบุว่า การเผาไหม้พลังงานถ่านหินมีอัตราคงที่ไม่ลดลง จีนจะยังคงใช้พลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลและมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับผลกระทบมลพิษคาร์บอนฯ ที่เพิ่มขึ้นจากอินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้งานถ่านหินมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศ
       
       นอกจากนั้น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ในจีน ก็เป็นปัจจัยมลพิษในเมืองต่างๆ เช่นกัน
       
       ค่าดัชนีล่าสุดของคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่ง ซึ่งตรวจวัดโดยสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงปักกิ่งนั้น วัดได้ที่ระดับ 346 หน่วยไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งตามมาตรฐานค่าฯ ดังกล่าวนี้ หากเกินกว่าระดับ 100 หน่วยฯ ก็ถือว่าไม่ปลอดภัยกับกลุ่มอ่อนไหวต่อมลพิษ อาทิ เด็กเล็ก คนชรา และผู้มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ฯลฯ ส่วนระดับที่เกิน 150 หน่วย คือระดับที่ "ไม่ดีต่อสุขภาพ" หากเกิน 200 หน่วย ระบุว่า "เลวร้ายต่อสุขภาพ" สุดท้ายหากเกิน 300 หน่วยฯ จัดว่า "เป็นพิษขั้นรุนแรง" โดยค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก WHO นั้นได้จำกัดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
       
       ภัยต่อสุขภาพของมลพิษในหมอกควันนั้น เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือที่มีหน่วยเป็น พีเอ็ม (Particle Matter หรือ PM) ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาดคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองทีมีขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) อันเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก สามารถผ่านเข้าไปได้ลึกถึงระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากขนจมูกไม่สามารถที่จะกรองป้องกัน นอกจากนั้นยังสามารถผ่านเข้าไปในกระแสเลือด จึงมีอันตรายมากกว่าฝุ่นละอองขนาดใหญ่ โดยมีหลักฐานแน่ชัดว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งในเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศที่พัฒนาแล้ว
       
       ผลกระทบของหมอกควันกับสุขภาพประชาชนนั้น มีตั้งแต่ โรคหัวใจ โรคปอด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในผู้ป่วยโรคหัวใจ กับผู้สูงอายุ ขณะที่คนทั่วไปก็มีความเสี่ยงร้ายแรงกับระบบทางเดินหายใจ
       
       หน่วยงาน AirNow.gov ในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว มลพิษอากาศที่ร้ายแรงสุดในสหรัฐฯ นั้นเคยเกิดที่เมืองพอร์โทล่า มลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ยังอยู่ที่ระดับ 146 หน่วยฯ ต่ำกว่าครึ่งที่เป็นอยู่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งประชาชนต้องทนอยู่กับหมอกพิษนี้นานปี โดยในช่วงที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน 2008 รัฐบาลท้องถิ่นเอง ก็เคยออกมาตรการ ลดการปล่อยก๊าซในช่วงดังกล่าวฯ อันเคยหนักขนาดที่ว่า นักกีฬาโอลิมปิกจากหลายประเทศขอให้โค้ชปรับรูปแบบการฝึกซ้อม ให้เหมือนอยู่ในสภาพที่ต้องวิ่งตามหลังท่อไอเสียรถโดยสาร เพื่อเตรียมรับมือกับมลพิษในเมืองเจ้าภาพฯ
       
       การศึกษาฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าทารกที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 2008 ซึ่งมีการควบคุมสภาพอากาศดีขึ้นนั้น มีน้ำหนักแรกเกิดโดยเฉลี่ยมากกว่าเด็กทารกที่เกิดก่อนหรือหลังจากปีนั้น จึงเชื่อว่าการเพิ่ม/ลดของมลพิษมีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กในครรภ์
       
       งานวิจัยฯ อีกชิ้นในปีค.ศ. 2013 ยังคาดการณ์ว่า มลพิษอากาศเป็นเหตุให้ประชาชนจีนราว 1.2 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
       
       ในทางกลับกัน มลพิษในเมืองกลับเป็นโอกาสแห่งความรุ่งเรืองของธุรกิจการผลิตหน้ากากอนามัย อาทิ บริษัท 3M ซึ่งผลิตหน้ากากฯ จำหน่ายติดอันดับขายดีมากที่สุด เนื่องจากประชาชนต่างต้องซื้อหามาป้องกันฯ เอาตัวรอดจากมลพิษอากาศที่ยังแก้ไขไม่ได้ มิหนำซ้ำ ล่าสุดยังหนักเข้าระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับร้ายแรงที่สุด และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลประกาศเตือนในระดับนี้ หลังเริ่มกำหนดระบบเตือนภัยสีแดงเมื่อปี ค.ศ. 2013
       
       ประชาชนหลายคนเมื่ออยู่ในสภาพนี้ ก็ได้แต่กล่าวว่า "นี่คงเป็นสภาพชีวิตใหม่ของชาวเมืองปักกิ่ง พวกเราต้องการความก้าวหน้า พัฒนาเศรษฐกิจ และนี่คือราคาที่เราต้องจ่าย"

      (จาก MGR online 12 ธ.ค.2558)
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1406 เมื่อ: 12 มกราคม 2016, 07:56:42 AM »

สมัยก่อนเรามักศึกษาเรื่องวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกที่ว่ามักจะเกิดเป็นรอบๆ ทุกๆ 10-12 ปี เหตุเพราะเมื่อมีการผลิตล้นเกินแล้วก็จะต้องเกิดวิกฤตที่ของขายไม่ได้เสียรอบหนึ่งว่างั้นเถอะ ซึ่งจะทำให้วิสาหกิจโดยเฉพาะที่เกียวเนื่องกับการผลิตต่างพากันล้มละลายกันไปเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือหากรอดพ้นมาได้ก็เป็นผู้ชนะในสงครามเศรษฐกิจแต่ละรอบ กลายเป็นมหาเศรษฐีแล้วก็ลงทุนผลิตกันใหม่ สร้างโภคทรัพย์กันใหม่ ร่ำรวยกันใหม่ แล้วก็ล้มละลายกันใหม่เมื่อรอบวิกฤตมาถึง

แต่หลังปี 2519-20 โลกก็หาได้เผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างที่เป็นมาไม่ คำอธิบายเวลานั้นก็คือโลกมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาหรือผ่อนเบาปัญหาด้วยวิถีทางต่างๆ จึงทำให้วิกฤตที่เกิดขึ้นถูกจำกัดวงไม่ก่อให้วิกฤตอย่างทั่วด้านตามมา

วิกฤตในปีหลังๆ อย่างวิกฤตต้มยำกุ้งที่นำโดยไทยแลนด์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เป็นวิกฤตที่นำมาด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แล้วตามมาด้วยวิกฤตทางการเงิน แต่ 1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจทางด้านไอทีเฟื่องฟูมาก จึงนำโลกเข้าสู่ธุรกิจในปัจจัยห้าที่จำเป็นสำหรับมนุษย์คือสินค้าไอทีทั้งหลาย อีกทั้งเศรษฐกิจของจีนก็เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูที่สุด จึงดูเหมือนเป็นหัวรถจักรที่ถึงเศรษฐกิจโลกให้เหมือนกับอยู่ในยุคขาขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่เศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งวิกฤตหนี้สินของกรีซก็เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลกเอาไว้บ้าง

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2559-60 นี้ มีสัญญาณที่ไม่ดีเอามากๆ ประการแรกคือสินค้าไอทีท่วมท้นตลาด ไม่ว่าใครก็รู้จักผลิตมาขาย อย่างที่เห็นตอนนี้แม้แต่มือถือจากฟิลิปปินส์ก็เข้ามาทำตลาดด้วย การผลิตที่ล้นเกินเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งบอกล่วงหน้าว่าไม่ใครก็ใครจะต้องมีการล้มละลายในไม่ช้า อีกทั้งนวัตกรรมทางไอทีใหม่ๆ ก็คงไม่สามารถทำตลาดได้มากเท่ากับที่ผ่านมาอีกแล้ว

ประการที่สอง เศรษฐกิจจีนก็ถึงช่วงขาลงแล้ว จากนี้ไปคงไม่ได้เห็นตัวเลขดัชนีที่เป็นเลขสองหลักอีกต่อไป กระทั่งประมาณการว่าอาจอยู่แค่ที่ 6% กว่าๆ เท่านั้น ทั้งนี้เพราะทีผ่านมาจีนทุ่มเทให้กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากเกินไป จนมีคำพูดที่ได้ยินกันทั่วไปในจีนว่า "ไม่รู้จะสร้างอะไรแล้ว เพราะที่ควรสร้างก็สร้างกันไปหมดแล้ว" และที่สำคัญคือพวกอสังหาริมทรัพย์ที่มักเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตทางการเงินก็ตกอยู่ในภาวะล้นเกิน จนขายไม่ออกก็เป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญที่รออยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องแรงงานของจีนที่มีราคาถูกเวลานี้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว จีนอาจเข้าไปมีอนาคตแบบไต้หวันที่เคยเป็นสี่เสือเศรษฐกิจของเอเชียมาก่อน ทั้งที่มีความสามารถในการการผลิตเทคโนโลยีไอทีต่างๆ มีเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ก้าวหน้า แต่เศรษฐกิจก็ยังซึมเซาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

รวมความแล้วคือโลกกำลังขาดหัวรถจักรที่จะฉุดดึงเศรษฐกิจทั้งหมดให้ก้าวรุดหน้าไป จากนี้ไปประเทศต่างๆ ก็มีแต่ประคองตัวเองให้พออยู่ได้หรือพอรอดตัวเท่านั้น
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1407 เมื่อ: 12 มกราคม 2016, 07:59:40 AM »

หันมามองภาคเกษตรกรรมก็ตกอยู่ภายใต้ภาวะการผลิตล้นเกินเช่นกัน ตอนนี้ดูเหมือนเกษตรกรทั่วโลกจะเก่งขึ้นทั้งนั้น สามารถปลูกได้ผลผลิตมากกว่าเดิมโดยอาศัยการชลประทาน และเสริมเทคโนโลยีบ้าง ปัญหาที่คาดกันว่าโลกจะขาดแคลนอาหารนั้น ตอนนี้เรียกได้ว่าตกไปโดยสิ้นเชิง (และเป็นคำตอบว่าทำไม่จึงไม่ต้องการ GMO ในตอนนี้)

แต่ภายใต้สถานการณ์การผลิตไม่ว่าอุตสาหกรรม เทคโนโลยีและการเกษตรที่ดูย่ำแย่อยู่นี้ ก็ยังมีตัวช่วยที่ทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงลงไปก็คือ "น้ำมัน"

ที่ผ่านมาน้ำมันออกจะเป็นตัวที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นผู้ร้ายตัวสำคัญในการทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครเชื่อว่าราคาน้ำมันจะลดลงไปเรื่อยๆ แบบนี้ การที่ราคาน้ำมันลดลงมามาก จึงช่วยผ่อนเบาต้นทุนทางเศรษฐกิจไปได้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีต้นทุนจากค่าน้ำมันสูงก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ (ไม่เชื่อก็ถามเจ๊เกียวดูได้)

ส่วนเรื่องสงครามนั้นผมรู้สึกเฉยๆ เพราะหลายทศวรรษมานี้โลกเราก็ตกอยู่ในภาวะสงครามที่นั่นที่นี่ตลอดมา จนไม่ค่อยจะรู้สึกว่าจะมีผลอะไรมาก และสงครามโลกก็คงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะทุกประเทศย่อมรู้ถือผลกระทบอันร้ายแรงที่จะตามมา (ยกเว้นกลุ่มไอซิส)

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิดคือเวลานี้เงินทองในโลกไม่ได้หายาก หรือกล่าวได้ว่าเงินทองมีล้นเกินเสียด้วยซ้ำไป ไม่ก็ลองดูเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ ผมว่ามีเงินในประเป๋าเหลืออยู่ไม่น้อย ไม่งั้นไม่ได้เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นราคาแพงๆ คนนั่งกินกันเต็ม จนต้องเข้าคิวกันทุกวันเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดแบบนี้ สมัยก่อนใครจะเชื่อว่าเราจะเข้าไปกินไอสครีมถ้วยละร้อยสองร้อยกันได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเงินมันล้นจนต้องกระตุ้นให้ออกมาช็อปกันกระจายอย่างที่เห็นเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน
เมื่อสินค้าก็ล้น เทคโนโลยีก็ล้น เงินก็ล้น มันก็วิกฤตสิครับ เพราะเงินไม่รู้จะไปเอาไปทำอะไร ฝากแบงค์ดอกก็ถูกแสนถูก จะไปเล่นหุ้น หุ้นก็มืดมน ราคาทำท่าจะดิ่งลงทุกวัน ไม่ก็เสียมากกว่าได้ จะไปซื้อทอง ทองก็ร่วงมานานแล้ว จะไปซื้อที่ดิน ราคาก็ขึ้นจนแพงลิบจับต้องไม่ได้ จะไปลงทุนทำการผลิตอะไรก็มองไม่ออกว่าควรลงทุนทำอะไร ผลิตออกมาแล้วจะขายได้หรือไม่ ไปปลูกยางก็โดนน็อคกลับมาพร้อมกับชาวสวนยาง ปลูกข้าวก็ไปแย่งพี่น้องเกษตรกรเขาอีก

จึงเป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่เงินล้นเกินไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จนน่ากลัวว่าธนบัตรที่มีอยู่อาจกลายเป็นแบงค์กงเต๊กในไม่ช้า

เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความมืดมนในเบื้องหน้า ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางใดก็ตีบตันไปหมด จึงเสนอปัญหาใหม่นั่นคืออาจมีความต้องการใน "การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรอบใหม่" ซึ่งจะต้องไม่ใช่อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแบบเดิมต่อไปอีก

การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีรอบนี้น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังต่างๆ จากธรรมชาติและสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นเครือข่ายต่อจากนั้น ไม่เช่นนั้นโลกจะไม่สามารถหลุดจากความซึมเซาทางด้านเศรษฐกิจนี้ไปได้อย่างแน่นอน

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 92 93 [94]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!