บ้านตุลาไทย
28 สิงหาคม 2014, 14:04:45 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 161 162 [163] 164 165 ... 252   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แกะรอยทางเดินเผชิญสถานการณ์  (อ่าน 464343 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 13 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2430 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 04:48:33 AM »

 การเมือง   - ข่าว
ขอสิทธิเหมือนอ้อแม้วยื่นเงื่อนไขประกันตัว-บินนอก/พันธมิตรฯถกด่วน

ไทยโพสต์
25 กุมภาพันธ์ 2551    กองบรรณาธิการ

"แม้ว" ยื่นเงื่อนไขกลับประเทศ ขออภิสิทธิ์เหมือนภรรยาสุดที่รัก ให้ประกันตัว พร้อมเดินทางออกนอกประเทศได้ อ้างบรรทัดฐานคุณหญิงพจมานเป็นแบบอย่าง นอมินี พปช.สุดตื้นตัน
 ....................อ่านต่อ...........คลิก...............
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=25/Feb/2551&news_id=155015&cat_id=501
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2431 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 23:20:35 PM »

ตร.รุดตรวจสนามบินสุวรรณภูมิวางแผนอารักขา”ทักษิณ”กลับไทย
 
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 22:42:00
 
“ทักษิณ”จ่อกลับไทยสัปดาห์นี้ ตร.สมุทรปราการรุดตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ วางมาตรการดูแลความปลอดภัย ขณะที่บิ๊ก ตร.ปิดห้องประชุมเครียด คาดหารือแผนรับอดีตนายกฯ เผยทนายความประสานเบื้องต้นกับศาลยุติธรรมแล้วเข้ามอบตัวเร็วๆ นี้ เผยอดีตนายกฯรอลุ้นคำวินิจฉัยคดี “ยงยุทธ” ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

                มีความเป็นไปได้สูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยภายในสัปดาห์นี้ หลังจากต้องพำนักอยู่นอกประเทศเป็นเวลาถึง 17 เดือน นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

                แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ (บก.ภ.จว.สมุทรปราการ) และตำรวจจาก สภ.ราชาเทวะ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยและแผนอารักขาความปลอดภัย เพื่อเตรียมการสำหรับการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่คาดว่าจะถึงบ้านเกิดภายในสัปดาห์นี้

                ขณะเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประชุมฝ่ายบริหาร (บร.) ประจำเดือน โดยมี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน ซึ่งการประชุมดังกล่าว เป็นที่คาดหมายว่าจะมีวาระเกี่ยวกับการเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย

                ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะคล้ายคลึงกับเมื่อครั้งที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาของอดีตนายกฯ ที่เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นมีการตั้งนายตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. (พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ) เป็นหัวหน้าชุดไปรับตัวคุณหญิงพจมานถึงสนามบิน และดูแลความปลอดภัยรวมทั้งอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทาง ตั้งแต่ช่วงการผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง การรับตัวและแจ้งข้อหาตามหมายจับ ตลอดจนการส่งตัวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อมอบตัวและยื่นประกันตัว

                อย่างไรก็ดี ในส่วนของคดีในความรับผิดชอบของดีเอสไอ คือคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งฟ้องและส่งสำนวนไปยังอัยการฝ่ายคดีพิเศษแล้ว จึงคาดว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา จะต้องไปรายงานตัวและยื่นประกันตัวกับอัยการฝ่ายคดีพิเศษในคดีดังกล่าว

                แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว แต่ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าอดีตนายกฯจะเดินทางกลับวันไหน 

                ด้านแหล่งข่าวจากศาลยุติธรรม เผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการประสานงานมาจากทางทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า อดีตนายกฯจะเดินทางกลับมาในเร็วๆ นี้ จึงมีการประสานเพื่อเตรียมการเรื่องการยื่นขอประกันตัว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยังไม่กลับภายใน 1-2 วันนี้ เพราะหากแจ้งวัน เวลามาอย่างเป็นทางการ ทางฝ่ายศาลก็จะมีการตรวจสอบองค์คณะผู้พิพากษาที่จะขึ้นนั่งบัลลังก์รับมอบตัวด้วย แต่จนถึงขณะนี้การประสานงานยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น

                อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับแกนนำเครือข่ายคนรักทักษิณที่ จ.เชียงราย เผยข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีแผนจะเดินทางกลับประเทศไทยในเร็ววันนี้จริง แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 26 ก.พ.นี้ เนื่องจากเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดพิจารณาชี้ขาดสำนวนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยหาก กกต.วินิจฉัยยกคำร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเปิดแถลงข่าวข้ามประเทศ และจะประกาศเดินทางกลับประเทศไทยภายในสัปดาห์นี้ทันที

                อย่างไรก็ตาม หาก กกต.วินิจฉัยให้ใบแดงนายยงยุทธ พ.ต.ท.ทักษิณ และทีมงานก็จะต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะกลับภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ และอาจมีการปรับถ้อยคำการแถลงข่าวข้ามประเทศที่นัดหมายไว้ในวันอังคารที่ 26 ก.พ.ด้วย
 
 
http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/25/WW10_WW10_news.php?newsid=233190
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2432 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 23:34:52 PM »

ไฮทักษิณ ฟันธง ชวนรับ ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน พฤหัสนี้

http://www.prachatai.com/05web/th/home/11311
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2433 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 23:54:31 PM »

พันธมิตรฯ ฮึ่มสู้ทุกรูปแบบขยายแนวร่วมต้าน “ระบอบแม้ว” คืนชีพ 
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 13:34 น.
 
 แกนนำพันธมิตรฯ ขยายแนวร่วมต้านการฟื้นคืนชีพของ “ระบอบทักษิณ” ลั่นพร้อมสู้ทุกรูปแบบ และเข้มข้นกว่าเดิม เรียกร้องประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศเตรียมพร้อม ย้ำหากมีการชุมนุมก็ทำโดยสันติวิธีและถูกกฎหมาย โดยประเมินสถานการณ์ทุกสัปดาห์
       
       คลิกที่นี่ เพื่อฟังการแถลงข่าวโดย แกนนำพันธมิตรฯ
http://www.managerradio.com/radio/DetailRadio.asp?program_no=1026&mmsID=1026/1026-1835.wma+&program_ID=12677       

       คลิก! เพื่อชมภาพการแถลงข่าวของพันธมิตรฯ  (56k) | (256k) l
       http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?URL=mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/footage/Alliance Five _250208.wmv

       วันนี้ (25 ก.พ.) ที่บ้านพระอาทิตย์ บรรดาอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอันประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ร่วมกันหารือสถานการณ์ทางการเมือง และกำหนดจุดยืนตั้งแต่เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.
       
       จากนั้นในเวลาประมาณเที่ยงได้ร่วมกันแถลงย้ำท่าทีให้สาธารณชนได้รับทราบ เริ่มจาก นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 จำนวน 7 ข้อ โดยสาระสำคัญเป็นการต่อต้านการคืนชีพของระบอบทักษิณ โดยการเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวเท่านั้น จากรัฐบาลหุ่นเชิดที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชน และข้าราชการทุกกลุ่มที่รักชาติบ้านเมืองเตรียมพร้อมสำหรับการลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
       
       นายสนธิ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เฝ้ามองการทำงานของรัฐบาลกันไป แม้ว่าเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่น่าขยะแขยงที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่ผ่านมาไม่ได้ต่อต้านการกลับมาสู้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่ทนไม่ได้เมื่อมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มี กกต. หรือมีรัฐมนตรีบางคนไม่ได้ทำหน้าที่ โดยยืนยันว่ายังยึดมั่น “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” เหมือนเดิม และพร้อมเผชิญหน้าทุกรูปแบบกับรัฐมนตรี ตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นต้นไป
       
       นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ยังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเหมือนเดิม ทั้งกรณีของ ประธานรัฐสภาที่ยังมีข้อกล่าวหา และการโยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งพันธมิตรฯได้จุดยืนเดิมคือจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบเดิมกลับมาอีก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการรวมตัวกันอีกครั้ง
       
       นายพิภพ กล่าวว่า หลังรัฐประหารมีการดำเนินคดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามปกติ แต่หลังการเลือกตั้งและมีการแถลงนโยบายแล้ว พฤติกรรมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลทักษิณก็ได้กลับมาอีก อีกทั้งนำวิกฤตกลับมาอีกเหมือนกับในยุค 5 ปีที่แล้ว และมีแนวโน้มเกิดกลียุคขึ้นได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ธรรม และความถูกต้องมาดำเนินการ ยืนยันพร้อมต่อสู้ทุกรูปแบบ โดยใช้สันติวิธี ใช้ธรรมเป็นตัวกำกับ
       
       นายสมเกียรติ กล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลได้แทรกแซงองค์กรอิสระ มีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เหมือนกระทืบความรู้สึกประชาชน พร้อมกันนี้ได้ทวงถามเงื่อนไข 5 ข้อของ 5 พรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องการไม่แทรกแซงองค์กรอิสระ และการไม่ล้างแค้นข้าราชการ
       
       นายสมเกียรติ กล่าวว่า ตนเองรู้สึกรับไม่ได้ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปพบหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งยังเป็นผู้ร้ายข้ามแดนที่ฮ่องกง
       
       พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เมื่อบ้านเมืองมีปัญหาก็ต้องออกมาอีกครั้ง พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่
       
       “แกนนำทุกคนมีความเหนียวแน่นและเข้มข้นกว่าเดิม และการต่อสู้ครั้งนี้จะหาแนวร่วมเพิ่มกว่าเดิมอีกเพื่อดำเนินการทุกรูปแบบเพื่อบ้านเมือง” พล.ต.จำลอง ระบุ และว่าหากมีการชุมนุมก็เป็นไปอย่างสงบและทำตามกฎหมาย ไม่ก่อความรุนแรง
       
       นายสนธิ ตอบตำถามเรื่องการจัดระเบียบสื่อของรัฐบาลโดยเฉพาะสื่อผ่านดาวเทียมว่า ไม่กังวล และเชื่อว่าศาลจะเป็นที่พึ่งหากรัฐมนตรีหรือรัฐบาลใช้อำนาจบาตรใหญ่
       
       “ผมยังคิดว่ารัฐบาลจะทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อคุณทักษิณ ส่วนรัฐมนตรีบางคนที่บอกว่าจะไปรับทักษิณที่สนามบินก็เป็นเพียงแต่เพิ่มราคาให้ตัวเอง และรับเงินจากทักษิณเท่านั้น ขอย้ำว่าจะต่อสู้ทุกรูปแบบ และถึงไหนถึงกัน” นายสนธิ ระบุ และย้ำว่าในส่วนของคดีถ้าหากว่าถึงที่สุดแล้วศาลตัดสินให้จำคุกก็ยินดีเข้าคุก แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมบางส่วนถูกคุกคาม แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ยังยุติธรรม
       
       ด้าน นายสุริยะใส กล่าวเสริมว่า ต่อไปแกนนำพันธมิตรฯ จะหารือประเมินสถานการณ์ทุกสัปดาห์ เพื่อรับมืออย่างทันท่วงที
       
 ........................

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000023031
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 00:00:03 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2434 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 07:16:37 AM »

ตัดจากผู้จัดการรายวัน

“พันธมิตรฯ vs ระบอบทักษิณ” ภาค 2
 
โดย ธรรมคุณ บุญพา 25 กุมภาพันธ์ 2551 18:51 น.
 
 
 
“...ประการแรก อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ตัดสินใจมีมติฟื้นสภาพโครงสร้างการบริหารงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาอีกครั้งเหมือนดังเดิม เพื่อพร้อมดำเนินการต่อสู้กับพฤติการณ์ของรัฐบาลนายสมัครที่จะทำงานรับใช้ระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ
       
        ประการที่สอง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบทักษิณ แสดงความกล้าหาญ ยุติต้นเหตุวิกฤตของชาติด้วยการสะสางลงโทษผู้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และดำเนินการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองที่เป็นนอมินีให้กับพรรคการเมืองที่ถูกยุบด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญโดยเร็ว
       
        ประการที่สาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช แสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยการกระทำ อย่าให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง ยุติบทบาทการกระทำอันเป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ประพฤติปฏิบัติเป็นนายกรัฐมนตรีที่เสียสละเพื่อคน 63 ล้านคนอย่างแท้จริง
       
        ประการที่สี่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครทบทวนการโยกย้ายข้าราชการเพื่อแก้มลทินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ให้ยุติความพยายามในการแทรกแซงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงการโยกย้ายตำรวจเพื่อช่วยเหลือคดีความใดๆ ในระบอบทักษิณ
       
        ประการที่ห้า ที่ผ่านมา พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หากเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ถูกแทรกแซงและเป็นอิสระ แต่เมื่อระบอบทักษิณได้ใช้กระบวนการแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงยังคงเป็นปัญหาของแผ่นดินต่อไป พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงคัดค้านการกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทุกรูปแบบ ตราบใดที่ยังมีความพยายามที่จะครอบงำและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
       
        ประการที่หก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมัครดำเนินการยุติความกำเริบเสิบสานในการลิดรอน ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน
       
        ประการที่เจ็ด พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้พี่น้อง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ที่รักชาติบ้านเมืองมาร่วมกันลุกขึ้นมาเกาะกลุ่มรวมตัวเพื่อเฝ้าระวังพฤติการณ์ของนักการเมืองและข้าราชการในระบอบทักษิณอย่างใกล้ชิด และจัดตั้งขยายงานเตรียมพร้อมกับการต่อสู้กับความเลวร้ายของระบอบทักษิณในทุกรูปแบบ อันรวมถึงการเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมธรรมาภิบาล โดยไม่หวั่นเกรงว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาอันสมควร ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง...”
       
        นั่นคือจุดยืน หรือบัญญัติ 7 ประการ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง คำเตือนก่อนเกิดกลียุค ..ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2551 ลงวันที่ 25 ก.พ.2551 ซึ่งโดยภาพรวมผมก็เห็นด้วย แม้จะไม่กระจ่างแจ้งในบางเรื่องว่าหมายถึงอะไร อย่างไร โดยเฉพาะในประการที่เจ็ดที่ระบุว่า “อันรวมถึงการเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ”
       
       หากมองชั้นเดียวเชิงเดียวก็ชวนคิดเหมือนกันว่า พันธมิตรฯขยับขับเคลื่อนเร็วไปหน่อย แต่เมื่อพินิจพิจารณากันให้ถ้วนถี่ก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมพันธมิตรฯ ต้องตัดสินใจบัญญัติ 7 ประการออกมาเมื่อวานนี้(25ก.พ.) เหตุผลหลักน่าจะเป็นเพราะกรณีการ(จะ)กลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการเตรียมการ เคลียร์รันเวย์ไว้เป็นอย่างดี...
       
       ตั้งแต่เรื่องพาสปอร์ตสีแดง ยันการย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กลับมาคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ..
       
       เมื่อรัฐบาลหุ่นเชิดคิดไว ทำไว และหาญกล้าใช้อำนาจอย่างเหิมเกริม พันธมิตรฯก็ต้องดักทางดักคอกันแต่เนิ่นๆ วัดใจวัดพลังกัน...ดังแถลงการณ์ในประการที่ห้า ที่พยายามบอกว่าหาก “ทักษิณ”ยังพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก็ไม่สมควรเดินทางกลับ แต่การเรียบเรียงใช้ภาษาอาจจะไม่สะเด็ดน้ำทำให้บางฝ่ายนำไปตีรวนหาว่าพันธมิตรฯ ค้านทักษิณกลับไทย..ไปโน่นเลย..
       
       ผมฟังการแถลงข่าวของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ แล้ว พอจะจับน้ำเสียงของพวกเขาได้บ้างว่า การฟื้นคืนชีพของพันธมิตรฯ หนนี้ไม่ได้ตั้งเป้าตั้งธงไปที่ตัวบุคคลอย่างพ.ต.ท.ทักษิณเป็นหลัก หากแต่พยายามบอกกล่าวมาเป็นนัยว่า พวกเขาจะเป็นกลุ่มการเมืองที่มุ่งสร้างสังคมใหม่ด้วยทิศทางใหม่ ถึงขั้นที่อาจจะพัฒนาเป็น “พรรคการเมือง”... อะไรทำนองนั้น..
       
        ใช่หรือไม่ว่า “อันรวมถึงการเตรียมความพร้อมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ” ที่ว่า หมายถึงการตั้งพรรคการเมืองนั่นเอง...!!??
       
       ถ้าใช่....ก็เป็นเรื่องที่นับว่าท้าทายสำหรับพวกเขา เหตุ เพราะการทำพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษมานี้กลายเป็นระบอบธนาธิปไตย...เงินทุนกลายเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ปิดทางคนดี คนมีความรู้ความสามารถไม่ให้เข้าสภาฯ
       
       ประมาณว่า..หากการเมืองยังดำเนินเดินหน้าไปแบบที่เห็นและเป็นไป เลือกตั้งเที่ยวหน้าก็เชื่อขนมกินได้เลยว่าพรรคการเมืองของระบอบทักษิณจะชนะอีก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยากที่จะหลุดจาก 164 เสียงทะยานไปถึงระดับ 200 เสียง เผลอๆ อาจจะวูบมาอยู่ที่ 100 เสียงต้นๆ..
       
       การปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ก็คาดหมายได้ไม่ยากว่า..ระบอบทักษิณจะยิ่งพองโต หากพันธมิตรฯ แปรสภาพเป็นพรรคการเมืองได้จริงก็อาจจะเป็นพรรคแนวร่วมกับประชาธิปัตย์...อาจจะพอต่อกรกับพรรคการเมืองระบอบทักษิณได้บ้าง..!!
       
       แต่ก็นั่นแหละการเมืองในภาพฝัน กับการเมืองในชีวิตจริงของสังคมการเมืองไทย..มันคนละเรื่องเดียวกัน...
       
       ก็เอาเถอะครับ..จะตั้งหรือไม่ตั้งพรรคการเมือง ตราบใดที่พันธมิตรฯยังคิดดี ทำดี มีเหตุผล มีความชอบธรรม เมื่อนั้นประชาชนก็ยังจะสนับสนุนแน่นอน อีกทั้งผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า...จากการรวมตัวกันต่อสู้กับระบอบทักษิณมาตั้งแต่ต้นปี 2549 และจบลงด้วยการรัฐประหาร (เสียของ) 19 ก.ย.49... พันธมิตรฯ น่าจะสรุปบทเรียนในทุก ๆด้านได้แล้วว่า...ถึงที่สุดแล้วทั้ง ทุนนิยมก้าวหน้า (แต่สามานย์)กับศักดินาล้าหลัง..มันก็ครือ ๆกัน...
       
        จากนี้ไปจะเดินหน้าถอยหลังอย่างไร คิดกันให้จงดีก็แล้วกัน..ขอเป็นกำลังใจ...
       
       ..........................................
       
       ปล.- ข้อเขียนฉบับนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายสำหรับ “ธรรมคุณ บุญพา” มวยแทนที่มาขัดตาทัพรอการกลับมาของคุณ สำราญ รอดเพชร 1ใน 5 เจ้าของคอลัมน์ตัวจริง ขอบคุณครับ
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2435 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 08:07:40 AM »

"เกี้ยเซี้ย" ประสานประโยชน์ประนีประนอม รักสามัคคีและสมานฉันท์ ของ "อภิชน/ชนชั้นนำ/คณาธิปไตย" แห่งสยามประเทศ (ไทย)

โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ




 
ในสองสามปีที่ผ่านมา เป็นปีแห่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองของสยามประเทศ (ไทย) ที่มีปรากฏการณ์ "สนธิหนึ่งบวกสนธิสอง" (บางคนก็เรียกว่า สนธิลิ้มบวกสนธิบัง) ที่เกือบจะจบลงด้วย "ตุลาการภิวัตน์"

แต่โอละพ่อกลายเป็นปฏิบัติการอันมีชื่อยาวแสนยาวว่า "การปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" เมื่อ 19 กันยายน 2549 (ที่ได้ทั้งสาวไคโยตี้และเด็กเล่นของเล่นอาวุธสงครามเป็นกองเชียร์)

แล้วเราก็ได้รัฐบาล "ขิงแก่" มาทำหน้าที่ชั่วคราวอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เต็มใจบ้างไม่เต็มใจบ้าง เราได้รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 (ที่ร่างโดยบรรดา "เนติบริกรและรัฐศาสตร์บริการ" ที่ถูกมือดีผวนเสียหายเป็น " รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูน") เราต้องไปลงประชามติ ต้องไปเลือกตั้งแล้วไปเลือกตั้งอีก จนได้รัฐบาล/ครม.ชุดสุด "ขี้เหร่" ที่ผสมกันได้ทั้งขั้วขวาสุด ซ้ายสุดหรือไม่มีขั้วเลย

ปรากฏการณ์การเมืองไทยอันแสนอัศจรรย์ใน 3 ปีที่ผ่านมานี้ สร้างความเสียใจ ดีใจ สะใจระคนกันไปทั่วหน้า

ณ จุดนี้ คำถามที่เรามักจะถามกันเอง ก็คือ

(หนึ่ง) รัฐบาล/ครม. ชุดสุดขี้เหร่นี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน และ

(สอง) คุณทักษิณจะกลับมาได้ไหม และกลับเมื่อไร

ในฐานะผู้สอนหนังสือและเขียนเรื่องเกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์การเมืองสยามประเทศ (ไทย) สมัยใหม่" มาหลายปีดีดัก และอย่างไม่ค่อยจะเป็นเรื่องเป็นราวนัก ขอตอบว่าขึ้นอยู่กับคำๆ เดียว คือ "เกี้ยเซี้ย"อันเป็นศัพท์แสงของชาวแต้จิ๋วรัตนโกสินทร์ ที่กลายเป็นคำสุดฮิตในปัจจุบัน

คำนี้วรศักดิ์ มหัทโนบล ผู้เรื่องจีนอย่างดี อธิบายว่า "คำว่า เกี้ยเซี้ย โดยความหมายดั้งเดิมของคำๆ นี้ หมายถึง การเจรจาประนอมหนี้ ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ แต่พอหลังจากมาใช้ในสังคมไทย ก็กลายความหมายเป็นการเจรจาต่อรองกันแล้วได้ข้อสรุป....

"แต่โดยมากแล้วใช้กับความหมายที่ว่า มีการเจรจาต่อรองกัน และผลโดยทั่วไป ก็มีทั้งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ที่สำเร็จก็จะบอกว่า เขามีการเกี้ยเซี้ยกันเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่สำเร็จก็จะบอกว่าการเกี้ยเซี้ยนั้นล้มเหลว"

ผู้เขียนเองอยากจะคิดว่า เพราะชนชั้นนำและนักการเมือง (ทั้งในหรือนอกเครื่องแบบของไทย) ส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน หรือจะเรียกว่าเป็น "แต้จิ๋วรัตนโกสินทร์" ก็ว่าได้ ดังนั้นคำว่า "เกี้ยเซี้ย" เมื่อถูกนำมาใช้เพียงไม่เท่าไร ก็แพร่หลายและเข้าใจกันได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะในภาษาพูด หรือภาษาเขียน (ของสื่อสารมวลชน)

ผู้เขียนเชื่อว่าคำๆ นี้ น่าจะตรงกับคำไทย/ไทย (ปนแขกปนเขมร) ที่ว่า "สมานฉันท์" รักสามัคคี ประสานประโยชน์ หรือประนีประนอม นั่นเอง

เมื่อประมาณ 70 กว่าปีมาแล้ว ในปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนการปฏิวัติ 2475 มีปาฐกถาสำคัญต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 7 โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ "พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย" ที่ทรงกล่าวไว้เมื่อ 8 ตุลาคม 2470 ว่า "ชนชาติไทย" นั้นมีคุณธรรม 3 อย่างอันเป็นอุปนิสัยประจำชาติ คือ

(1) ความจงรักอิสระของชาติ love of national independence

(2) ความปราศจากวิหิงสา toleration

(3) ความฉลาดในการประสานประโยชน์ power of assimilation

ท่านบอกว่าคนไทยนี้ "ประสานประโยชน์" กันดีเยี่ยม มีการประนีประนอมกันถึงอยู่รอดเป็น "ชาติ" เอกราชมาได้ ดังนั้น ในเวลาต่อๆ มา นักวิชาจำนวนไม่น้อย มักจะนำเอาความคิดและคำพูดของท่าน ไปขยายความอธิบายต่อว่า ต่อให้เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายไม่ว่าจะมาจากเมืองจีน หอบเสื่อผืนหมอนใบมา ต่อให้เป็นแต้จิ๋ว แคะ ฮกเกี้ยน ไหหลำ และไม่ว่าจะไปผสมกับอะไรมา จะไป "ปน" กับอะไรก็ตาม ปนลาว ปนมอญ กลายเป็น "จปล" เป็น "จปม" (เจ๊กปนลาว เจ๊กปนมอญ) ก็จะสามารถประสานประโยชน์กลายเป็น "ไทย" ไปได้หมด ถือได้ว่านี่เป็น "ความพิเศษ" ของสังคมสยามประเทศ (ไทย) ซึ่งก็ไม่เหมือน และไม่มีใครเหมือนในบรรดาเพื่อนบ้านอุษาคเนย์ ไม่ว่าจะเป็นพม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ

ผู้เขียนเชื่อว่าที่เรียกว่า "ประสานประโยชน์" นี้ ก็คือ "เกี้ยเซี้ย" นั่นเอง และผู้เขียนก็ชอบอรรถาธิบายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นี้มาก นำไปใช้ในการบรรยายทั้งในและนอกประเทศบ่อยๆ ใช้ในการเขียนและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยอยู่เป็นประจำ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนหยิบหนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง หนังสือของ Joseph J. Wright, Jr ชื่อ The Balancing Act ซึ่งแปลเป็นไทยแล้วชื่อ "สู่ดุลยภาพ" โดยศุภนิติ พลางกูร ดวงกมลพิมพ์ พ.ศ.2536 ในหนังสือเล่มนี้ Wright ผู้ประพันธ์ ได้วิเคราะห์การเมืองไทยโดยใช้ทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญมากคนหนึ่งที่มีชื่อว่า "ปาเรโต" Vilferdo Pareto (1848-1923)

"ปาเรโต" ปราชญ์อิตาลีผู้นี้ เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สถิติ และสังคมศาสตร์ เก่งคณิตศาสตร์ และก็จบปริญญาเอกทางด้านวิศวะ ผ่านชีวิตการทำงานทั้งด้านการรถไฟของอิตาลี และเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์ถึง 11 ปี

ผลงานสำคัญยิ่งยวดของเขา คือ Cours d economic politique (1897) Manuale d economia politica (1909) ปาเรโตบุกเบิกวิชา econometrics แต่แล้วหันไปเล่นวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ด้วยการเขียนหนังสือสำคัญ คือ Trattato di sociologia general : 1916 (The Mind and Society : 1935) และเป็นผู้สร้างทฤษฎีว่าด้วยชนชั้นนำ (theory of elites) ท่านบอกว่า ในอิตาลีนั้น "ประชากรเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพย์สินถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ปาเรโต ถึงแก่กรรมเมื่อปี (ค.ศ.) 1923 ตรงกับสมัยมุสโสลินีและลัทธิอำนาจนิยมฟาสซีสม์ ผงาดขึ้นมามีอำนาจ ปาเรโตมีข้อคิดที่เจ็บๆ คันๆ สำหรับชนชั้นนำ ที่บางท่านก็เรียกว่า "อภิชน" หรือ aristocrats และถ้าจะว่าไปแล้ว ปาเรโตก็ไม่ใช่ "นักประชาธิปไตย" เท่าไรนัก เพราะท่านเชื่อว่าการเมืองไม่ว่าจะเป็นระบบหรืออุดมการณ์ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นมนุษยนิยม humanitarianism เสรีนิยม liberlism สังคมนิยม socialism ลัทธิคอมมิวนิสม์ communism ลัทธิฟาสซีสม์ fascism ต่างก็ same same คือเหมือนๆ กันนั่นแหละ

กล่าวคือ ชนชั้นนำในทุกลัทธิการเมืองก็เป็น "อภิชน" เป็นผู้มีอำนาจในการปกครองแย่งชิงอำนาจกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เข้าทำนอง "เหลือบฝูงเก่าไป เหลือบฝูงใหม่มา" ต่างก็ประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาชวนเชื่อ ทวงบุญทวงคุณ ฟูมฟายถึงความดี ความงาม คุณธรรม ความอุตสาหะ วิริยะ เสียสละ อุทิศกายและใจของตนทั้งสิ้น

ที่ผู้เขียนสนใจ ปาเรโตเป็นพิเศษ เพราะท่านบอกว่า "ประวัติศาสตร์คือสุสานของอภิชน" หรือ History is a graveyard of aristocracies คือเต็มไปด้วยเรื่องของคนใหญ่คนโต คนมีอำนาจ คนชนะที่ต่างก็ตายไปแล้วทั้งสิ้น (ฉะนั้น ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจได้ ทำไมเด็กๆ หรือนักเรียนนิสิตนักศึกษาถึงไม่อยากเรียนประวัติศาสตร์กัน)

ทีนี้ประเด็นของ ปาเรโต ที่ผู้เขียนคิดว่ามาโยงหรือเข้ากันได้กับ "เกี้ยเซี้ย" หรือกับ "ประสานประโยชน"" ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ก็คือ ทฤษฎี "อภิชน/ชนชั้นนำ" หรือ theory of elites ดังที่กล่าวข้างต้นเอง

ท่านปาเรโตบอกว่าการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตาม คนชั้นบนก็รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตน และดังนั้น ปาเรโตจึงไม่เชื่อระบบการเมืองใดทั้งสิ้น ทั้งยังมีความรู้สึกว่า รัฐ (หรือรัฐบาล) เป็นอะไรก็ตามที่เป็น "อันตราย" เพราะผู้ที่เป็นผู้นำอยู่บนยอดสุดของรัฐหรือรัฐบาลนั้นนอกจากจะต้องการอภิสิทธิ์ เอกสิทธิ์แล้ว ยังต้องการรักษาอำนาจกับผลประโยชน์เอาไว้ในมือของตัวเองอีกด้วยตลอดเวลา

ปาเรโต บอกต่อไปอีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ตาม จะมีการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างไร จะแบ่งออกเป็นสีอะไร กี่สีก็ตาม แต่ผลสุดท้าย ข้างบนชนชั้นนำก็จะ "เกี้ยเซี้ย" กันได้ ประนีประนอมกันได้ และประสานประโยชน์กันได้ตลอดไปและตลอดไป

ผู้เขียนคิดว่าแนวความคิดดังกล่าวนี้ "เข้าท่า" เอามากๆ น่าจะคล้องจองกับเรื่องของการ "ประสานประโยชน์" หรือ power of assimilation ของชนชั้นนำหรืออภิชนของสยามประเทศ (ไทย) นั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ ในรายการเสวนา "การเมือง/ประชาธิปไตยเปรียบเทียบ" ที่ มธ. ท่าพระจันทร์ อ.เบเนดิก แอนเดอร์สัน นักวิชาการไอริชที่เรารู้จักกันค่อนข้างดี ได้พูดเรื่องศึกษาเปรียบเทียบ Democracies in Southeast Asia โดยที่ อ.ทุบโต๊ะวิเคราะห์เลยว่า There is no democracy in Southeast Asia, only oligarchy. ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ไม่มีประชาธิปไตยในอุษาคเนย์

แม้จะมีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ (กี่ฉบับก็ตาม) มีพรรคการเมือง มีรัฐสภา มี ส.ส. มี ส.ว. ดังนั้น ในเมืองไทยก็ไม่มีประชาธิปไตย ในพม่าก็ไม่มี ในฟิลิปปินส์ก็ไม่มี อินโดนีเซียก็ไม่มี สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง มาเลเซียก็ไม่ใช่ ไม่มีหมดเลยใน 10 กว่าประเทศนี้ 10+1 นี้ไม่มีเลย

แต่ที่ว่ามีนั้น ก็มีแต่ oligarchy ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า "คณาธิปไตย" หรือแปลให้ชัดอีกทีก็คือ อำนาจของหมู่ ของคณะ ของพรรคพวก คำว่า oligarchy นี้เป็นคำแรงมากในภาษาอังกฤษ คือหมายถึงว่าต้องมาจากวงศ์ตระกูลเดียวกัน แต่งงานด้วยกัน ดองกัน ไปเรียนหนังสือด้วยกัน ร่วมรุ่นกันอยู่ด้วยกันสมพงศ์กัน

หรือ "ฮั้ว" กัน

ซึ่งตรงนี้ ก็จะเห็นได้ว่าน่าจะตรงกับคำว่า "เกี้ยเซี้ย" ที่เราพูดถึงในตอนข้างต้นมากที่สุด และผู้เขียนเองก็ "ถึงบางอ้อ" และขอสรุปอีกครั้งว่า เมื่อเอาทั้งคำแต้จิ๋วรัตนโกสินทร์ มารวมกับแนวคิดทฤษฎีของปาเรโต แล้วเอาไปรวมต่อเข้าอีกกับของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับของอาจารย์เบน แอนเดอร์สันก็คง same same นั่นแหละ

สรุปว่า เท่าที่ผ่านมาในสังคมไทยในระดับบน ระดับชนชั้นนำ ระดับอภิชน เขาและเธอหรือเพศที่ 3 ที่ 4 ประสานประโยชน์กัน compromise กัน assimilate กัน รักสามัคคีกัน สมานฉันท์กัน เป็นกลุ่มเดียวกันเป็นวงศ์อสัญแดหวากัน หรือ "เกี้ยเซี้ย" กันมาตลอด นานแสนนาน และดังนั้นเราๆ ท่านๆ ก็เชื่อและถูกทำให้เชื่อว่าสังคมไทยเรานี้ ปราศจาก "ความรุนแรง" แม้จะมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป นำเอารถถังออกมา นำอาวุธสงครามออกมาก็ (เห็นไหมล่ะ) "ไม่มีการนองเลือด" ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ

ความเชื่อ และกรอบ (แว่นตา) การมองแบบนี้ สมมุติฐานหรือทฤษฎีเช่นนี้ ก็ทำให้อภิชนของสยามของไทย ซึ่งอาจจะมีอยู่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ด้วยซ้ำไป (หรือเพียงไม่กี่ชาติตระกูล ไม่กี่นามสกุล) ที่อยู่ยืนยาวมาเป็นร้อยปี กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินถึงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งผู้เขียนคิดว่าในอุษาคเนย์หรือภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนี้ ไม่น่าจะมีประเทศไหนที่ความห่างแตกต่างกันระหว่าง "คนมีกับคนไม่มี" จะกว้างและถ่างมากเท่ากับของไทยเรา มากกว่าอินโดนีเซีย มากกว่าฟิลิปปินส์เสียอีกด้วยซ้ำไป ส่วนพม่ากับเวียดนาม (ที่มีการ "ล้างไพ่" กันไปแล้ว) นั้น ไม่ต้องพูดถึง และ

ดังนั้น ในแง่ของประเทศในอาเซียนนั้น ปัญหาอันนี้ของไทยจะมีมากแสนมากและกว้างใหญ่ไพศาล

ทีนี้ ในประเด็นต่อมา ถ้าเราใช้ทฤษฎีในการมองและเข้าใจปรากฏการณ์ของสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองสามปีที่ผ่าน ไม่ว่าจะใช้ของกรมพระยาดำรงฯ หรือของปาเรโต หรือของ "ภูมิปัญญาชาวบ้านแต้จิ๋วรัตนโกสินทร์" ว่าด้วย "เกี้ยเซี้ย" ของคนข้างบน ของชนชั้นนำ ของอภิชน ก็จะต้องมีการประสานผลประโยชน์กันจนได้ แล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยดี จบด้วยคำฮิตสมัยนี้ว่า "สมานฉันท์" หรือ "รักกันไว้เถิด"

ถ้าเราดูไปแล้ว น่าจะมีหลักฐานชี้แนะว่าได้ "เกี้ยเซี้ย" กันเรียบร้อยแล้ว เช่น ภาพสตรีสูงศักดิ์ ใส่ชุดสีเหลืองทั้งชุด เดินเข้าบ้านผู้ใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง และต่อมาอีกครั้งหนึ่ง ก็มีการเปลี่ยนสีเสื้อผ้าแต่งชุดดำเข้าถวายบังคมพระศพ ปรากฏการณ์ที่นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ที่ถูกนำมา "อุด" ข้อกล่าวหาของความไม่จงรักภักดี ที่ถือได้ว่าเป็นสุดขั้วของการเมืองฝ่ายขวา และถูกชูขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง (ตัวแทน) สามารถจะอยู่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้กับ "คุณหมอ" ฝ่ายที่ (ดูเหมือน) ซ้ายสุดได้ ก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่า "เกี้ยเซี้ย" กันได้เรียบร้อยแล้ว และเป็นการ "เกี้ยเซี้ย" ของระดับผู้นำที่ "รักทักษิณ" กับ "เกลียดทักษิณ" ที่แม้จะดูห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายกันมาตั้งสองสามปีก็ตาม

ดังนั้น ครม.ชุดสุดขี้เหร่ก็คงอยู่ได้ และอยู่ได้นานตราบเท่าการ "เกี้ยเซี้ย" ยังดำรงอยู่ (แม้จะชั่วคราวก็ตาม) และดังนั้นอีกเช่นกัน คุณทักษิณก็จะกลับมา จะใน 3 เดือน หรือ 3 ปีก็ตาม แต่น่าจะกลับมาใน style ของ Don"t Cry for Me Thailand นั่นเอง (ในลักษณะที่เป็นทวิลักษณ์ของ Evita บวกกับ "ประชานิยม" ของ Juan Peron แต่ลบ "กองทัพ" ออก) และหากสังคมไทย "เกี้ยเซี้ย" กันได้จริง ณ สนามบินหนองงูเห่า ก็ไม่น่าจะมี "ไข้โป้ง" แบบของอคิโน (ชาย) ที่มะนิลา

ผู้เขียนเชื่อว่าเขาและเธอ และเพศที่ 3 ที่ 4 ระดับบนก็น่าจะ "เกี้ยเซี้ย" กันได้ในที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อรักษาผลประโยชน์และอภิสิทธิของตนและตนไว้ (แม้จะอธิบายเกือบไม่ได้ว่า แล้วปฏิบัติการที่มีชื่อยาวแสนยาวว่า "การปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" เมื่อ 19 กันยายน 2549 นั้น ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วได้หรือเสียมากกว่ากัน แต่นั่น ก็คงจะต้องถูกตีความทางประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ว่าเป็น "อุบัติเหตุ" หรือปัญหาของคนเพียงไม่กี่คน ที่จำจะต้องมี "ตราบาป" เป็น " แพะ" ติดตัวและวงศ์ตระกูลไปชั่วกาลนาน)

แน่นอน "เกี้ยเซี้ย" กันได้ในระดับหนึ่ง และเป็นการชั่วคราว

สุดท้ายของสุดท้าย

"แต่ และแต่" ผู้เขียนก็คิดเลยเถิดไป (และหวังว่าเป็นการเลยเถิดจริงๆ) ว่า ลักษณะของสังคมไทยที่มีการประสานประโยชน์ มีความรักสามัคคี มีการสมานฉันท์ หรือ "เกี้ยเซี้ย" ซึ่งแสนจะ "ไทยไทย" นั้นอาจกำลังกลายเป็นเรื่องของอดีตไปแล้ว (ก็ได้)

พัฒนาการของสังคมของเรา อาจก้าวเลยขีดของความสามารถดังกล่าวนั้นไปแล้ว (ก็ว่าได้อีกเช่นกัน) กลุ่มพลังใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มพลังหลักๆ แบบเดิมๆ ของ "สถาบันกษัตริย์และเครือข่าย" กับ "พลังเสนาอำมาตยาธิปไตย" ที่ "เกี้ยเซี้ย" กันได้เป็นอย่างดีเป็นเวลานานนั้น น่ากำลังจะหมดไป

พลังใหม่ๆ ไม่ว่าทุนใหม่/เงินใหม่ (นักธุรกิจข้ามชาติ หรือท้องถิ่น) นักการเมืองใหม่ (นักเลือกตั้ง เจ้าพ่อ หัวคะแนน) ปัญญาชน/นักวิชาการ สื่อสารมวลชน รากหญ้า/รากแก้วใหม่ (ที่เป็นชนบทก็ไม่ใช่ เป็นเมืองใหญ่ก็ไม่เชิง) กับกระแสของโลกาภิวัตน์ กับ "เวลาและอายุขัย" ของ "ระบอบหรือระบบเก่าๆ" ที่แม้จะปรับตัวมาได้ และแม้จะทำให้ดูทันสมัยขึ้น (ในเชิงปริมาณ) แต่ก็ดูเหมือนว่าจะจำกัดและหดตัวลงทุกทีๆ (ในเชิงคุณภาพ และที่ดูน่าจะเสียใจยิ่ง ก็คือ ไม่สามารถจะคาดหวังกับ "ตุลาการภิวัตน์" ได้อีกต่อไป

ปรากฏการณ์อันยากจะอธิบายได้หรือไม่สามารถจะอธิบายได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) ก็ทำให้ผู้เขียนต้องตอบว่า "ไม่" และคิดว่า "อภิชน/ชนชั้นนำ/คณาธิปไตย" ของสยามประเทศ (ไทย) ก็อาจจะ "เกี้ยเซี้ย" กันในแบบ"เดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไปเสียแล้ว

ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะปัญหานานานับประการ ได้กลายเป็นแรงผลักให้เกิดความสลับซับซ้อนของปัญหานั้นๆ ทั้งมากมาย และหมักหมม ซึ่งก็ทำให้เหมือนกับว่า ณ จุดนี้ "สึนามิทางการเมือง" กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และช้าๆ รอเวลาที่จะโหมกระหน่ำถล่มลงมาเท่านั้นเอง

ผู้เขียนหวังว่าตนเองคิดผิดและเข้าใจผิดในคุณธรรมประจำชาติของสยามประเทศ (ไทย)
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2436 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 10:41:04 AM »

อ้างถึง
พลังใหม่ๆ ไม่ว่าทุนใหม่/เงินใหม่ (นักธุรกิจข้ามชาติ หรือท้องถิ่น) นักการเมืองใหม่ (นักเลือกตั้ง เจ้าพ่อ หัวคะแนน) ปัญญาชน/นักวิชาการ สื่อสารมวลชน รากหญ้า/รากแก้วใหม่ (ที่เป็นชนบทก็ไม่ใช่ เป็นเมืองใหญ่ก็ไม่เชิง) กับกระแสของโลกาภิวัตน์ กับ "เวลาและอายุขัย" ของ "ระบอบหรือระบบเก่าๆ" ที่แม้จะปรับตัวมาได้ และแม้จะทำให้ดูทันสมัยขึ้น (ในเชิงปริมาณ) แต่ก็ดูเหมือนว่าจะจำกัดและหดตัวลงทุกทีๆ (ในเชิงคุณภาพ และที่ดูน่าจะเสียใจยิ่ง ก็คือ ไม่สามารถจะคาดหวังกับ "ตุลาการภิวัตน์" ได้อีกต่อไป

ปรากฏการณ์อันยากจะอธิบายได้หรือไม่สามารถจะอธิบายได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) ก็ทำให้ผู้เขียนต้องตอบว่า "ไม่" และคิดว่า "อภิชน/ชนชั้นนำ/คณาธิปไตย" ของสยามประเทศ (ไทย) ก็อาจจะ "เกี้ยเซี้ย" กันในแบบ"เดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไปเสียแล้ว

ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะปัญหานานานับประการ ได้กลายเป็นแรงผลักให้เกิดความสลับซับซ้อนของปัญหานั้นๆ ทั้งมากมาย และหมักหมม ซึ่งก็ทำให้เหมือนกับว่า ณ จุดนี้ "สึนามิทางการเมือง" กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และช้าๆ รอเวลาที่จะโหมกระหน่ำถล่มลงมาเท่านั้นเอง

ผู้เขียนหวังว่าตนเองคิดผิดและเข้าใจผิดในคุณธรรมประจำชาติของสยามประเทศ (ไทย)


ฟฟฟฟ

เข้าใจไม่ผิดหลอกแต่ที่ "ผู้เขียน" น่าจะต้องเข้าใจอีกอย่าง.....คือว่า..ตัว "ผู้เขียน" เองนั้น ใช่ไม่ใช่...ที่สังกัดอยู่ในขบวนการที่ทำให้ประเทศนี้..."คือ ไม่สามารถจะคาดหวังกับ "ตุลาการภิวัตน์" ได้อีกต่อไป"

ฟฟฟฟฟ

อ้างถึง
แม้จะมีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ (กี่ฉบับก็ตาม) มีพรรคการเมือง มีรัฐสภา มี ส.ส. มี ส.ว. ดังนั้น ในเมืองไทยก็ไม่มีประชาธิปไตย ในพม่าก็ไม่มี ในฟิลิปปินส์ก็ไม่มี อินโดนีเซียก็ไม่มี สิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง มาเลเซียก็ไม่ใช่ ไม่มีหมดเลยใน 10 กว่าประเทศนี้ 10+1 นี้ไม่มีเลย


ช่วยไปบอกไอ้พวก นปก. และไอ้พวกนักวิชาเกิน และพวกร้อยสิบเอ็ดตัวอย่างนี้ด้วยนะ.....หนวกหูที่พวกมันแหกปากร้อง กติกาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ประชาธิปไตกันเสียงขรม.ว่า....ต้องยอมรับรัดทะบานจากการลากตั้งจากเสียงข้างมาก......อ้วก
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2437 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 19:09:29 PM »

มติ กกต.3 ต่อ 1 ชูใบแดงตะเพิด “ทั่นยุทธ” “สดศรี” งดออกเสียง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2551 11:53 น.
 
 ยงยุทธ ติยะไพรัช 

   กกต.มีมติ 3 ต่อ 1 ให้ใบแดง “ยงยุทธ” ฐานทุจริตเลือกตั้งที่เชียงราย เตรียมเสนอสำนวนพร้อมคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งชี้ขาดภายใน 2 สัปดาห์ เผยมีสิทธิ์ถูกสั่งเว้นวรรค 5 ปี
       
       วันนี้ (26 ก.พ.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต.ว่า ที่ประชุม กกต.มีติส่วนใหญ่ 3 ต่อ 1 ให้ส่งความเห็นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.แบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชน โดยทาง กกต.จะดำเนินการในเรื่องการส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังศาลฎีกาฯ ภายใน 2 สัปดาห์
       
       นายสมชัย กล่าวต่อว่า หากศาลฎีกาฯ รับคำฟ้องแล้ว นายยงยุทธต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วมีความเห็นยืนตามที่ กกต.เสนอ นายยงยุทธอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
       
       นอกจากนั้น กกต.ยังมีมติให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเชียงราย เนื่องจากมีหลักฐานที่น่าเชื่อว่านางสาวละออง ติยะไพรัช ส.ส.เขตดังกล่าว พรรคพลังประชาชนทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
       
       ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า นอกจาก กกต.มีมติ 3 ต่อ 2 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายงยุทธ แล้ว ยังมีมต้ให้เลือกตั้งใหม่ หรือให้ใบเหลือง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.เชียงราย เนื่องจากมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวโยงกับน.ส.ละออง ติยะไพรัช กรณีที่มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน เกณฑ์ประชาชนไปลงคะแนนให้กับน.ส.ละออง และนายยงยุทธด้วย
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า เสียงข้างน้อย 1 คน ที่เห็นว่าไม่ควรตัดสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ คือ นายสมชัย จึงประเสริฐ ส่วนเสียงข้างมาก 3 คน ประกอบด้วย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท และนายสุเมธ อุปนิสากร ส่วนนางสดศรี สัตยธรรม งดออกเสียง
       
       คลิกอ่าน! รายงานพิเศษ : ย้อนรอย “ยงยุทธ”ทุจริตเชียงราย!!!!!
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000023633
     
 **คลิก! เพื่อชมรายการ NEWS HOUR สนทนา “ใบแดงยุทธตู้เย็น” พร้อมภาพวีซีดีหลักฐานซื้อเสียง  (56k) | (256K)
 http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?URL=mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/footage/NewsHour_260208_H.wmv
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2438 เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2008, 21:12:55 PM »

ฟันธงผิดแผนไม่กล้ากลับ

ด้านนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ให้สัมภาษณ์ในรายการชั่วโมงข่าวทางเอเอสทีวี กล่าวถึงการตัดสินของ กกต. ที่มีมติเสียงข้างมากให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ว่า เป็นเพราะหลักฐานมีความชัดเจนมาก ซึ่งเมื่อผลออกมาแบบนี้ทางพรรคพลังประชาชน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันนายยงยุทธเป็นประธานสภา จะรับผิดชอบอย่างไร นายวีระ ยังกล่าวอีกว่า จากข่าวที่ได้รับมาล่าสุดทราบมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีกำหนดกลับประเทศไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์นั้น ล่าสุดพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่กล้ากลับมาแล้ว เนื่องจากตอนแรกคิดว่าคำตัดสินของ กกต.เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ แต่เมื่อออกมาตรงกันข้ามก็ต้องเปลี่ยนแผนใหม่ อีกทั้งในตอนแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อรองไม่ต้องการไปประกันตัวที่ศาล แต่ตกลงกันไม่ได้ก็เลยต้องเปลี่ยนใจไม่กลับมา

http://www.komchadluek.net/2008/02/26/x_main_a001_191630.php?news_id=191630
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2439 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 12:13:35 PM »

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข 3 คน ได้แก่ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 8, 9 นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. และ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 8, 9 ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์

นายไชยา กล่าวว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการทำซีแอล เป็นเพียงการย้ายเพื่อความเหมาะสม ให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยดูที่ประวัติราชการที่เหมาะสมเป็นหลัก การย้าย นพ.ศิริวัฒน์ เหตุผลหลักเนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องเครื่องดื่มชูกำลังผสมสาร และได้สั่งการไปให้ อย.จัดการ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงาน และยังมีการร้องเรียนเรื่องเครื่องในหมูจากเกษตรกรที่เลี้ยงหมู ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นจริง แต่คำถามคือ อย.มีการดูแลตามกระบวนการขั้นตอนหรือไม่ ซึ่งว่ากันว่า อย.ไม่ได้ตรวจ แต่ไม่ได้ย้ายเพราะสาเหตุนี้ ดูตามความเหมาะสมมากกว่า หากเกิดขึ้นกับกรมอื่นก็จะย้ายเช่นกัน ถามว่า หากวันนี้มีไข้เลือดออกระบาดหนัก และกรมควบคุมโรคไม่ทำอะไร ก็ย้ายเช่นกัน


น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การโยกย้ายดังกล่าวเป็นการโยกย้ายนอกฤดูกาล และยังเป็นการย้ายลดไปตำแหน่งที่ต่ำกว่า แม้ว่าจะเป็นระดับ 10 เท่ากัน การลดตำแหน่งดังกล่าวต้องมีความผิดทางราชการ แต่ในกรณีของ นพ.ศิริวัฒน์ที่ทำเรื่องซีแอลมีความผิดอย่างไร ซีแอลเป็นกระบวนการที่มีความเป็นธรรม และไม่อยากเห็นทุกอย่างหยุดอยู่กับที่แทนที่จะเดินหน้า


นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า คิดว่าการโยกย้ายนี้มาจากการไม่สนองนโยบายเรื่องซีแอล นายไชยาออกมาพูดว่าทบทวนคนทำงานทั้งหลายต่างต้องทบทวน แต่ นพ.ศิริวัฒน์ มีนิสัยตรงไปตรงมา อาจไม่สนองนโยบายก็เป็นได้ จึงถือว่าเป็นเรื่องเสียดายที่จะทำให้คนทำงานกระตือรือร้นไปแขวนไว้ การทำเช่นนี้เป็นพวกไม่รักองค์กร การย้ายในลักษณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยฉลาดที่นายไชยาย้ายข้าราชการประจำ เพราะเข้าข่ายรังแก และเป็นระเบิดเวลาให้ รมว.สาธารณสุขด้วย


นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า การโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้ ล้วนมีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง เพราะการย้ายนอกฤดูกาลจะกระทำก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่าง เช่น มีตำแหน่งระดับสูงว่าง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ข้าราชการระดับสูงบางคนทำผิดวินัยชัดแจ้ง เช่น ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จึงจำเป็นต้องปลดหรือย้ายข้าราชการท่านนั้นลง และย้ายหมุนคนอื่นขึ้นมาแทน

“งานนี้นอกจากหมอศิริวัฒน์ ไม่ได้ทำผิดอะไรแล้ว แต่กลับมีการย้ายคนที่เพิ่งถูกลงโทษทางวินัย ตัดเงินเดือนเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและได้รับอภัยโทษเมื่อ 5 ธันวาคม มาแทนในหน่วยงานที่ทุกคนทราบดีว่ามีแรงเสียดทานสูงในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านยา และเพิ่งเกิดปัญหากับบริษัทยาต่างประเทศ กรณีซีแอลรัฐมนตรีอ้างว่าไม่มีข้อมูล ทั้งๆ ที่คุณหมอศิริวัฒน์ เป็นเลขาฯ อย. เรียกมาถามเมื่อใดก็ได้ แต่ได้สอบถามคุณหมอศิริวัฒน์แล้วพบว่ายังไม่เคยถูกเรียกมาพบแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า นพ.ศิริวัฒน์ โดนพิษซีแอลเด้งอย่างแน่นอน” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวต่อว่า ดังนั้น ต่อไปนี้ขอให้เตรียมใช้ยาราคาแพง เพราะรัฐบาลส่งสัญญาณไม่ให้ทำซีแอลอย่างแน่นอน ข้าราชการอื่นๆ ที่ตั้งใจทำงานก็จะเกรงกลัวว่าจะโดนย้ายเหมือน นพ.ศิริวัฒน์ เชื่อว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สัปดาห์หน้า นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม อดีตประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ และ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม คงต้องถูกปลดแน่

“ต่อไปทั้งหมอวิชัย และหมอวิทิตคงถูกปลดไปตามๆ กัน ในข้อหาตั้งใจช่วยประเทศชาติให้เป็นเอกราชมากเกินไป ตั้งใจทำซีแอลและช่วยทำให้ราคายาภายในประเทศลดลงมากไป ล่าสุดทั้งสองท่าน ช่วยประหยัดงบก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนมากไป เช่น งบก่อสร้างโรงงานจากเดิมราคาประมาณ 950 ล้านบาท ปรากฏว่ายุค นพ.มงคล ที่มี นพ.วิชัย เป็นประธานบอร์ด และ นพ.วิทิต เป็นผู้อำนวยการ สามารถจัดจ้างได้เหลือประมาณ 500 ล้านบาทเศษ ประหยัดกว่าเดิมถึง 400-700 ล้านบาท” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว

นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะคัดค้านเรื่องซีแอลทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เชื่อได้ว่าครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักให้เอ็นจีโอและชาวบ้านที่ไม่พอใจเรื่องนี้ กลับไปอยู่ฟากพันธมิตรเร็วกว่าที่คิด คิดไม่ถึงว่ารัฐบาลที่เคยได้เครดิตได้มิตรจากการทำ 30 บาท มาถึงยุคนี้กลับต้องการเพื่อนน้อยลง และต้องการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น


ประวัติ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ซึ่งถูกเด้งไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 8นั้น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการ อย.แทน ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ ที่ลาออกไปเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในสมัยที่ นพ.มงคล ณ สงขลา เป็น รมว.สาธารณสุข จากเดิมที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และจัดว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล

โดยได้รับการแต่งตั้งจาก นพ.มงคลให้เป็นประธานคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร ซึ่ง นพ.ศิริวัฒน์จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับซีแอลมากคนหนึ่ง เนื่องจากเป็นประธานในการเจรจาต่อรองราคายากับบริษัทยามะเร็งถึง 12 ครั้ง ก่อนที่ นพ.มงคล จะประกาศซีแอลยามะเร็ง 4 รายการ จนกระทั่งสมัยนายไชยาได้สั่งทบทวนการทำซีแอลยามะเร็ง


ส่วนประวัติ นพ.ชาตรี บานชื่น ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ อย.แทนนั้น เป็นอธิบดีกรมการแพทย์เมื่อปี 2547 ในสมัยที่คุณหญิงสุดารัตน์เป็น รมว.สาธารณสุข และในสมัย นพ.มงคลเป็น รมว.สาธารณสุขนั้น นพ.ปราชญ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง นพ.ชาตรี จากกรณีการจัดซื้อจัดจ้างคอมพิวเตอร์มูลค่า 900 ล้านบาท โดยมี นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้นเป็นประธาน

ต่อมาเมื่อมีการแต่งตั้งโยกย้ายอีกครั้งในสมัย นพ.มงคล ซึ่ง นพ.วัลลภ ไทยเหนือ รมช.สาธารณสุข ได้เสนอให้ นพ.มงคล พิจารณาโยกย้าย นพ.ชาตรี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่ไม่เป็นผล และขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นพ.ชาตรี ชุดที่มี นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เนื่องจากคณะกรรมการชุดเก่าลาออกทั้งชุดนั้น ยังไม่ได้ผลสรุปการสอบสวน

อ้างอิงข่าวจาก : คมชัดลึก  http://www.komchadluek.net/2008/02/27/x_main_a001_191686.php?news_id=191686
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 15:34:57 PM โดย bean » บันทึกการเข้า
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2440 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 12:18:00 PM »

สถานการณ์การเมืองหลังจากมีการส่งสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต่อสายโทรศัพท์จากประเทศจีน มายังงานชมรมคนรักทักษิณที่จัดขึ้นที่ จ.เชียงราย ถึงกำหนดวันเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหา แต่จังหวะการจะกลับเมืองไทย กลับปรากฏว่ามีการออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาไต่สวนคดีที่อดีตนายกฯ ทักษิณถูกกล่าวหาเป็นจำเลย

รวมทั้งกล่าวหาบุคคลในครอบครัวด้วย จนกลายเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองอย่างมาก ด้วยความสงสัยและข้องใจว่าเหตุใดรัฐบาลหลังจากเพิ่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพียงไม่กี่วัน กลับเริ่มโยกย้ายข้าราชการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศว่า จะไม่มีการไล่เช็คบิลหรือทำลายล้างกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศจะก้าวต่อไป หลังจากหยุดชะงักไปปีกว่า และแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะชี้แจงเหตุผลการโยกย้าย แต่เหตุผลดังกล่าวนั้นก็ต้องอยู่ที่สังคมตัดสินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเสียงสะท้อนที่ออกมามากมายไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล

ส่วนท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อการโยกย้ายข้าราชการ ได้ออกมาย้ำหลายครั้งถึงการเปิดทางให้ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายในช่วงมีการรัฐประหารสามารถร้องเรียนร้องทุกข์ได้ สิ่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มข้าราชการที่ใกล้ชิดอำนาจเก่ากลับเข้าสู่ตำแหน่งหลักอีกครั้ง และยังเป็นเสมือนการส่งสัญญาณจะมีการย้ายล้างบางเกิดขึ้นในระบบราชการไทยขนานใหญ่หรือเปล่า

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังแสดงความเห็นทักท้วงกับเสียงที่วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการโยกย้ายว่าเกี่ยวข้องการเมืองและอิง เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง ในลักษณะว่าอย่าออกมาตั้งแง่ พร้อมถามกลับด้วยว่าทำไมเวลาทำปฏิวัติมีการโยกย้ายได้ แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้การทำงานเข้าที่เข้าทางกลับทำไม่ได้เช่นนั้นหรือ แต่สิ่งที่ต้องตระหนักสำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคือธรรมาภิบาล การยกเรื่องในอดีตมาเป็นเหตุผล ก็จำเป็นต้องมองผ่านไปถึงสมัยรัฐบาลทักษิณด้วยว่าได้เข้ารื้อระบบและปรับย้ายข้าราชการอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ญาติพี่น้องเพื่อนพ้องใครได้ดิบได้ดีทั่วหน้า

เมื่อการเริ่มต้นของรัฐบาลที่หลายฝ่ายมองว่ากระทำการในสิ่งที่เข้าข่ายการช่วยเหลือและเอื้อเพื่อใครบางคน ย่อมจุดชนวนให้สถานการณ์การเมืองวนกลับไปสู่ความแตกแยกซ้ำรอยในอดีตก่อนจะมีการปฏิวัติ เป็นสาเหตุให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเริ่มขยับเคลื่อนไหว โดยยกเหตุผลมีการแทรกแซง และตัดตอนกระบวนการยุติธรรม พร้อมกำหนดจุดยืน 7 ประการเปิดเผยให้สังคมรับทราบ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อหวังผลในเรื่องคดี

รวมทั้งเรียกร้องให้ยุติความพยายามในการแทรกแซงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือคตส. สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงการโยกย้ายตำรวจเพื่อช่วยเหลือด้านคดี ในขณะที่อีกฝ่ายออกมาตั้งป้อมโจมตี จนเกิดข้อวิตกกังวลว่าสถานการณ์จะทวีความร้อนแรง ยิ่งมีการเตรียมระดมพลมาต้อนรับอดีตนายกฯ จึงมีการเกรงกันว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปจนเกิดการปะทะหรือม็อบชนม็อบได้

และล่าสุด ยังมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. โดยไม่รับรู้ไม่ยินดียินร้ายต่อเสียงวิจารณ์ของสังคม การที่รัฐบาลพอเริ่มต้นทำงานโดยโยกย้ายข้าราชการระดับสำคัญ และมีข้อกังขาในเรื่องความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นมีความคาบเกี่ยวกับการตรวจสอบและนโยบายของในสมัยรัฐบาลทักษิณ เหตุผลที่ยกมาย่อมไม่สามารถเคลียร์ความชัดเจนให้สังคมส่วนรวมได้ และสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ควรเข้าไปรื้อจัดการ เพราะมีปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจของประชาชนอีกมากที่ต้องเร่งแก้ไข จึงมองเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าการโยกย้ายข้าราชการนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่

อ้างอิงจาก : บทบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 
                  http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/27/WW12_1237_news.php?newsid=233534
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 15:37:07 PM โดย bean » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2441 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 22:35:35 PM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

พลังประชาชน "แพแตก" "ทักษิณ" คืนรังสยบ "ศึกใน"


 
การกลับมาของ "คนสีเทา" เพื่อยุติสงครามเย็น กำลังเป็นที่รอคอยด้วยใจระทึกยิ่ง

เพราะการจัดทัพใหม่ในค่าย "พลังประชาชน" ยังอลหม่านไปทั้งศึกในศึกนอก บรรดา ก๊ก เหล่า เก่าแก่ และที่เข้ามาใหม่ ยังคงสัประยุทธ์ กันอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับพรรคที่แตกกอต่อยอดมา จาก "ไทยรักไทย" อย่าง "เพื่อแผ่นดิน" และ "มัชฌิมาธิปไตย" ที่ยังอยู่ในวังวนของการบริหารความขัดแย้ง

ตราบที่รอยร้าว และเรื่องคาใจในการจัดสรรตำแหน่ง แบ่งอำนาจ และตอบสนองกลุ่มผลประโยชน์ยังไม่ลงตัว บรรดาขุนพลการเมืองก็ต้องขยับขาอ้าปีกแสดงศักยภาพ

ที่ตึกไอเอฟซีที.ที่ทำการพรรคพลังประชาชนห้วงนี้ มี "ศึกใน" ปั่นป่วน

ทั้งฝุ่นควันการแย่งชิงโควตารัฐมนตรี และ การผลักดัน "ตัวแทน" เข้าไปรับตำแหน่งที่ปรึกษา "หน้าห้อง" เสนาบดี

ยกแรก เมื่อความพยายามของ "ก๊กอีสาน" ของขาใหญ่สังกัดค่าย "เนวิน ชิดชอบ" สำเร็จ ทั้งจากอีสานเหนือ อีสานใต้ ได้กำชัยเข้าเป้าทั้งจำนวน และระดับกระทรวงเกรดเอไปครอง

ส่วนตำแหน่งที่สำคัญในการ "บริหาร การเมือง" อย่างประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ก็ตกอยู่ในมือของ "ชัย ชิดชอบ"

ทำให้ต้องเบียดขบเข้มข้นกับ "ก๊กกรุงเทพ" ที่มี "เจ้าแม่" จากบ้านเลขที่ 111 เป็นกุนซือใหญ่ พยายาม "จับยัด" คนของตัวเองเข้าเส้นชัยทั้งในทำเนียบ และกระทรวงสำคัญ

กระทรวงมหาดไทย ในการกำกับของ "เฉลิม อยู่บำรุง" ยังน้อยไปสำหรับการ "เอาคืน" จึงต้องส่งลูกชาย "วัน อยู่บำรุง" เข้าประจำการ ที่กระทรวงสาธารณสุขอีกตำแหน่ง

ยกที่สอง เมื่อพลังอำนาจของ "เจ้าแม่เมืองหลวง" ต่อสู้แบบโดดเดี่ยวไม่ชนะ จึงต้องปรับแผนไปผนึกแน่นกับ "เจ้าแม่เมืองเหนือ" ทำให้ "ก๊กอีสาน" และเครือข่าย "สนามหลวง" ต้องใช้แผนจรยุทธ์ในเมืองผ่าน "เว็บไซต์" และ"คอลัมนิสต์จำแลง" ในสื่อสิ่งพิมพ์ เปิดข้อมูลหลอกล่อให้อีกฝ่ายลนลาน

ยกที่สาม ฝ่าย "ก๊กอีสาน" ปรับรูปแบบการต่อสู้ และออกอาวุธทั้งรูปแบบ โจมตีแบบตรงๆ แสกหน้า ทั้งการเอ่ยอ้างสัญลักษณ์ในทำนองว่า "ตอแหลการเมือง" หรือเป็นพวก "ปล้นชัยชนะ" และ "พวกหลุมใหญ่" ที่ขัดขวาง เส้นทางกลับบ้านของ "ทักษิณ" เพื่อต้องการกระทบชิ่งให้โดนคนการเมืองบิ๊กเนมในเมืองหลวง ที่กระทรวงคลองหลอด

การขยับเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยิงปืนนัดเดียว แต่ต้องการ "นก 2 ตัว" ตัวแรกต้องการรวบรวมพลเข้าร่วมก๊กเพิ่ม เพราะมีสมาชิกบางส่วนจาก "อีสานเหนือ" ที่ปันใจไปเข้าสังกัดของ "ขุนพลภาคเหนือ" ในสังกัดค่าย "ยงยุทธ ติยะไพรัช"

ยกที่สี่ สถานการณ์สู้รบในช่วงนี้จึงกลายเป็นทิ้งให้ "ก๊กอีสาน" สาย "เนวิน" ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ด้วยการเข้ารุมจากฝ่ายของ "ก๊กยงยุทธ" และ "ก๊กเฉลิม" ที่ปรึกษากันอย่างใกล้ชิดกับ "ก๊กเจ้าแม่กรุงเทพ" ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ยกที่ห้า อยู่ในระหว่างการออกอาวุธแลกหมัดกลางเวที เพื่อทำคะแนนในเกมการต่อสู้ในช่วงโค้งฝ่ายนิติบัญญัติ ชิงตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการ อีก 15 คณะ ที่เซียนการเมืองในพรรคพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฝ่ายของ "ก๊กอีสาน" อาจจะ ต้องพลาดไปจากคณะที่ค่อนข้างมีราคาค่างวด

ขณะที่การต่อสู้ภายในพรรคพลังประชาชน เข้มข้นรุนแรงเดือดดาล มีการปล่อยรังสีอำมหิตผ่านเข้าหูแกนนำคนสำคัญของพรรค ในทำนองที่ว่า "ทักษิณ" จะกลับประเทศในอัตราเร่งที่เร็วขึ้น

"ทักษิณ จะรีบกลับเข้ามาเพื่อปราบปรามบรรดาก๊กต่างๆ ให้ลดราวาศอกกันบ้าง ไม่เช่นนั้นจะทำให้ทั้งนายสมัคร และรัฐมนตรีทำงานบริหารไม่ได้ ต้องพะวงกับเรื่องการเมืองในพรรค" แหล่งข่าวกล่าว

การ "คืนรัง" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คราวนี้ไม่เพียงแต่จัดการกับ "สงครามเย็น" ในพรรคเท่านั้น แต่จะปฏิบัติภารกิจ "ควบรวม" และ "ยึดคืน" พรรคเล็กพรรคน้อยที่แตกพ่ายไปเมื่อ 15 เดือนก่อน กลับคืนมาด้วย

ดังนั้น ความคลอนแคลนแตกร้าวในพรรค "เพื่อแผ่นดิน" จึงนับวันจะเห็น "รอยแยก" ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อสายที่มาจาก "ภาคอีสาน" ในสังกัดของ พินิจ จารุสมบัติ และ ปรีชา เลาหะพงษ์ชนะได้รับการปูนบำเหน็จไปครบถ้วน ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ พร้อมทีมหน้าห้อง และที่ปรึกษา

ทิ้งให้สายของ "ภาค กทม." ในสังกัดตัวแทนของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ต้องนั่งตบยุงอยู่ที่พรรคอย่างเงียบเหงา โดดเดี่ยว ร่วมกับ วัชระ พรรณเชษฐ์ เลขาธิการพรรคที่เริ่มออกอาการ "ถอดใจ"

และในที่สุดก็ต้องทยอย "ยื่นใบลาออก" และส่งคนมา "ปลดป้าย" ออกจากห้องทำงาน ในที่ทำการพรรค ท่ามกลางความไม่นำพาใส่ใจจาก นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ที่ได้ลอบยิ้ม และมีใจให้กับ "พรรคพลังประชาชน" ไปแล้ว

เช่นเดียวกับที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งมีการจัดกองกำลังใหม่อีกครั้ง เพื่อสถาปนาให้นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมกับทีม พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย เป็นรองหัวหน้าพรรค แล้วให้ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคู่ใจ นายพิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ เป็นโฆษกพรรค

ทิ้งให้ขั้วอำนาจเงินของฝ่าย นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้รับบทเรียนทางการเมืองไปทบทวนอย่างเจ็บปวด

พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อย่างเงียบๆ คู่กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ทรงพลังในการต่อท่ออำนาจ ต่อรองกับ "ทักษิณ" เพื่อยกเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญให้ตกอยู่ในมือของ "ก๊กนายสมศักดิ์"

ดังนั้น การทอดไมตรีของ "ทักษิณ" ที่ให้ไว้ กับ "สุริยะ-สมศักดิ์" เพื่อหวังต้อนให้กลับพรรคพลังประชาชน จึงมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย ตามแต่สถานการณ์การเมืองจะกำหนด

ส่วนที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่แม้หัวหน้าพรรคจะยังติดป้ายชื่อ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร แต่ "อำนาจ" ที่แท้จริงนั้นอยู่ภายใต้การตัดสินใจของ "บ้านราชวิถี" ของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และเครือข่าย

แกนนำพรรคหลายคนยอมรับชะตากรรมว่า ในที่สุดแล้วแม้แต่ชื่อพรรค ก็อาจจะต้องกลับคืนไปเป็น "ชาติพัฒนา" แล้วเข้าเป็นพันธมิตรกับ "ทักษิณ" ในกาลเวลาข้างหน้าอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง "การควบรวม"

การกลับมาของ "ทักษิณ" เพื่อตามล่าดวงวิญญาณของอดีตพรรคไทยรักไทยกำลังจะเริ่มต้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2442 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2008, 06:17:51 AM »

รัฐบาลพึงสดับรับฟัง

บทนำมติชน



การเดินทางกลับมาประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ออกจะเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะก่อนหน้านี้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ เคยแจ้งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอเลื่อนการพิจารณาคดีไปในเดือนพฤษภาคม เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับมาสู้คดีได้ในช่วงเดือนนั้นซึ่งผู้พิพากษาศาลฎีกาได้ยอมเลื่อนเวลาออกไปตามคำขอ การเดินทางกลับมาดังกล่าวได้ถูกแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ภายหลังการนัดประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ประกาศจะต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อขัดขวางการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การโยกย้ายข้าราชการและการทำงานรับใช้ระบอบทักษิณของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ฯลฯ ท่าทีอันแข็งกร้าวและจริงจังของพันธมิตรบ่งบอกให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่อต้านนำโดยพันธมิตรกับกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ นำโดยรัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช" ยังดำรงอยู่และส่อเค้าว่าจะปะทุขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

การใช้สิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การชุมนุม การสื่อสารกับสังคม ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นความชอบธรรมของประชาชนและกลุ่มบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองในกฎหมายสูงสุด การใช้กำลังตำรวจเข้าสกัดกั้น ขัดขวางผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมก็ถูกอ้างว่าเป็นความชอบธรรมของฝ่ายรัฐบาลมานับครั้งไม่ถ้วน แถมยังต้องข้อหาดำเนินคดีอีกหลายกระทงกับผู้ชุมนุมและผู้เคลื่อนไหว หากไม่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า จะเกิดการนองเลือดหรือไม่ เพราะขณะนั้นการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนที่นำโดยแกนนำพันธมิตรประกาศจะนัดชุมนุมเพื่อต่อต้านไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้าประเทศหลังจากไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกาและจะขับไล่ให้รัฐบาลทักษิณพ้นจากตำแหน่งกับฝ่ายรัฐบาลทักษิณที่มีคนสนับสนุนอยู่ในต่างจังหวัดและรัฐบาลทักษิณก็ใช้การสกัดกั้นด้วยการใช้นักเลง อันธพาลและใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยจับกุมดำเนินคดี รวมทั้งไม่มีใครตอบได้ว่า ถ้าเกิดปะทะกันขึ้นด้วยความจงใจของฝ่ายหนึ่ง ใครจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและจะถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายหรือเปล่า

ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งในระหว่างนั้น แม้จะยังไม่หนักหนาสาหัสเมื่อเปรียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม, 6 ตุลาคม 2519, 17-19 พฤษภาคม 2535 แต่โอกาสจะก้าวเดินตามรอยของประวัติศาสตร์เลือดก็มิใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย ในเมื่อไม่มีใครยอมใคร ฝ่ายขับไล่ก็ไล่ไม่เลิก แม้จะต่อเนื่องกันมาเป็นปี มวลชนต้องอดหลับอดนอน ต้องเดินขบวน ฯลฯ ฝ่ายรัฐบาลทักษิณก็ไม่ยอมแพ้ ถือหลักว่ามีแรงไล่ก็ไล่ไป จะไม่ยอมลุกจากเก้าอี้เป็นอันขาด พร้อมๆ กับการพยายามขัดขวางผู้ที่ออกมาขับไล่แบบ เกลือจิ้มเกลือ สุดท้ายจบลงด้วยการถูกรัฐประหาร ในครั้งนี้ประวัติศาสตร์กำลังส่อเค้าจะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีก หลายฝ่ายกำลังวิตกกังวลว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะเกิดกลียุค หรือจลาจลหรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็ก รายใหญ่ต่างตกอยู่ในภาวะของความเครียดเพราะการทำมาค้าขายไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน หากเกิดวิกฤตการณ์ในบ้านเมืองขึ้นอีกครั้งมีหวังธุรกิจอาจต้องวอดวายเสียหาย

ฝ่ายหนึ่งเคยเป็นแกนนำขับไล่ระบอบทักษิณได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นบทบาทในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพียงแต่ยังไม่กำหนดว่าจะทำอะไร อย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารประเทศ

หน้า 2
ฟฟฟฟฟ
ต้องการเห็นคนโกงบ้านโกงเมืองมากกว่านักเกลียดสุดทะแนะ.....ติดคุกเช่นเดียวกันกะรัดเกลียดและคืนสมบัติทสาธารณที่งาบไปโดยถูกกดหมายแก่แผ่นดิน  มากกว่าจะเห็นการสมานฉันท์งั่งๆ ของไอ้พวกชั่วๆ
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2443 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2008, 06:25:31 AM »

ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งในระหว่างนั้น แม้จะยังไม่หนักหนาสาหัสเมื่อเปรียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม, 6 ตุลาคม 2519, 17-19 พฤษภาคม 2535 แต่โอกาสจะก้าวเดินตามรอยของประวัติศาสตร์เลือดก็มิใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย ในเมื่อไม่มีใครยอมใคร ฝ่ายขับไล่ก็ไล่ไม่เลิก แม้จะต่อเนื่องกันมาเป็นปี มวลชนต้องอดหลับอดนอน ต้องเดินขบวน ฯลฯ ฝ่ายรัฐบาลทักษิณก็ไม่ยอมแพ้ ถือหลักว่ามีแรงไล่ก็ไล่ไป จะไม่ยอมลุกจากเก้าอี้เป็นอันขาด พร้อมๆ กับการพยายามขัดขวางผู้ที่ออกมาขับไล่แบบ เกลือจิ้มเกลือ สุดท้ายจบลงด้วยการถูกรัฐประหาร ในครั้งนี้ประวัติศาสตร์กำลังส่อเค้าจะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีก หลายฝ่ายกำลังวิตกกังวลว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะเกิดกลียุค หรือจลาจลหรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็ก รายใหญ่ต่างตกอยู่ในภาวะของความเครียดเพราะการทำมาค้าขายไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน หากเกิดวิกฤตการณ์ในบ้านเมืองขึ้นอีกครั้งมีหวังธุรกิจอาจต้องวอดวายเสียหาย


ฟฟฟฟฟฟ
พวกคลั่งกระหายเลือด.....สงครามประชาชน เสียงข้างมาก....อ้วก.
......
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2444 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2008, 18:01:29 PM »

พลิกแฟ้มคดีฉาว "ทักษิณ"!!! (สกู๊ปแนวหน้า) 
 
 
 
 หากไม่เกิดเหตุการณ์พลิกล๊อคชนิดถล่มทลาย ช่วงเช้าวันที่ 28 ก.พ. 2551 นี้ถือเป็นวันดีเดย์ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จะเปิดเกมรุกเหินฟ้า จากเกาะฮ่องกงมาถึงประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพลันที่สองเท้าย่างเหยียบมาตุภูมิ นั่นย่อมหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องตกเป็น "ผู้ต้องหา" ตามหมายจับ 2 คดีสำคัญนั่นคือ...

 "คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ" และ "คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท" !!!

 กล่าวสำหรับ"คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ" เป็นคดีตามหมายจับคดีดำหมายเลข อม.1/2550 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยในคำฟ้องฉบับย่อ

 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2

 ระบุพฤติการณ์กระทำผิดสรุปว่า.....

 พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 1 มี อำนาจหน้าที่กำกับดูแลและบังคับบัญชาให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทในฝ่ายบริหารปฏิบัติงาน ซึ่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485,พ.ศ.2528 โดยมี รมว.คลัง เป็นผู้กำกับดูแล และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ออก พ.ร.ก. กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดหาเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ พ.ศ.2549 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีกองทุนซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการของกองทุน

 เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2538 กองทุน ได้ซื้อที่ดินของ บ. เงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด จำนวน 2 แปลง เป็นเงิน 4,889,379,500 บาท สำหรับแปลงข้อพิพาทนี้ติด ถ.เทียนร่วมมิตร แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. รวม 13 โฉนด เนื้อที่รวม 35-2-69 ไร่ ราคา 2,140,357,500 บาท และเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2546 ได้ดำเนินการประมูลขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยกำหนดราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท และผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินมัดจำการยื่นซอง 10 ล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้แสดงความจำนงจะซื้อ 8 ราย แต่มีผู้ลงทะเบียนยื่น ซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำ 10 ล้านบาทเพียง 3 ราย คือ บ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บ. ทองหล่อ เรสซิเด้นท์ จำกัด และ บ. แสนสิริ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แต่ผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาทั้ง 3 รายดังกล่าวไม่เสนอราคาประมูลมาให้พิจารณาจึงมีการยกเลิกการประมูลขายที่ดิน

 ขั้นต่อมา กองทุนได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวใหม่ โดยกันส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ออก การแบ่งแยกที่ดินจาก 13 โฉนดเหลือเพียง 4 โฉนด เลขที่ 2298,2299,2300 และ 2301 เหลือเนื้อที่เพียง 33-0-78.9 ไร่ แล้วประกาศประมูลเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2546 โดยกำหนดให้ผู้เข้าประกวดราคาต้องวางเงินมัดจำการยื่นซองเป็นเงินถึง 100 ล้าน บาท ซึ่งเกิน 10% ตามที่ระบุใน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ซึ่ง เป็นระเบียบที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ

 ครั้งนั้นมีผู้ยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำการยื่นซอง 3 ราย คือ บ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท, บ.โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสจำเลยที่ 1 เสนอราคา 772,000,000 บาท

 โดยคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลและกำหนด ให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระก่อนวันที่ 29 ธ.ค. 2546 ซึ่งต่อมาได้มีการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบที่ดินวันที่ 30 ธ.ค.2546 โดยการทำนิติกรรม จำเลยที่ 1 ได้ลงนามยินยอมพร้อมแสดงสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทข้าราชการการเมืองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

 ซึ่งการประกาศขายที่ดินโดยวิธีประกวดราคา วันที่ 25 พ.ย. 2546 น่าเชื่อว่ามีการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพราะ 1) การประกวดราคาไม่กำหนดราคาที่ดินขั้นต่ำ 2) กำหนดวางเงินในการยื่นซอง 100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า 10% ของราคา กลาง และ 3) มีการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องความสูงในการก่อสร้าง อาคารภายหลังที่จำเลยที่ 2 ประมูลได้ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น

 และเมื่อระหว่างวันที่ 3 ธ.ค. 2546 เวลากลางวัน ถึง วันที่ 30 ธ.ค. 2546 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

 -จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 คู่สมรส ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประกาศคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดิน 4 โฉนด เลขที่ 2298,2299,2300 และ 2301 เนื้อที่ 33-0-78.9 ไร่ดังกล่าวที่ทำสัญญากับกองทุนฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่จำเลยที่ 1 มีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีดังกล่าว จึงเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ พ.ศ.2542 หมวด 9 มาตรา 100

 -จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการการบริหารสินทรัพย์ ของกองทุนฯ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสในการทำสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดิน 4 โฉนด แปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียทำให้กองทุนฯ ได้รับความเสียหาย อันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

 อัยการสูงสุดได้ ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นความผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4,100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1, 33, 83, 86, 90, 91, 152 และ 157 และขอให้ศาลสั่งริบเงินจำนวน 772 ล้านบาท ที่ใช้ในการกระทำความผิด และริบที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2298,2299,2300 และ 2301 ถ.เทียนร่วมมิตร แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของจำเลยที่สอง!!!

 สำหรับคดีซุกหุ้นเอสซีเอสเสท (SC Asset) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นคดีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับตามที่ สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ขออนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ผู้ต้องหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ในการปกปิดการยื่นแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) โครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท ฯ

 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานปกปิดการถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เอสซี แอสเสท ฯ ซึ่งหุ้นดังกล่าวถูกโอนให้บริษัทและกองทุนต่างๆ หลายทอด เพื่ออำพรางการถือหุ้นหรือเป็น "นอมินี" ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เช่น โอนให้บริษัทวินมาร์ค ในช่วงกลางปี 2543 ต่อมาก็โอนให้กองทุนรวม แวลู อินเวสท์เมนท์ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.46 ให้หลังไม่ถึงเดือนวันที่ 1 ก.ย.2546 ก็โอนให้กองทุนโอเวอร์ซีโกรธ และกองทุนออฟชอร์ ไดนามิค ก่อนที่เอสซี แอสเสท ฯ จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 13 พ.ย.46

 คดีดังกล่าว นอกจากบุคคลทั้งสองจะมีความผิดฐานแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงซึ่งควรแจ้งในใบแนบแสดงข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณยังอาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.เพราะถือว่าขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหุ้นที่ถือในเอสซี จึงอาจเป็นการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจกระทำการอันมีลักษณะเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือจัดหาผลประโยชน์ในหุ้นของบริษัทต่างๆ อีกด้วย!!!

 หากว่าตามกบิลเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้ต้องหาคนหนึ่งที่ไม่มีสิทธิ มากกว่าผู้ต้องหาทั่วไป ตามหลักการแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ตามหมายจับทันทีที่ย่างเหยียบแผ่นดินไทย!!! แต่ทว่าเมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยน อะไรๆก็ดูจะเปลี่ยนไปหมด เมื่อรัฐมนตรี และข้าราชการน้อยใหญ่ พร้อมใจกันตบเท้าไปรับผู้ต้องหากิตติมศักดิ์รายนี้กันถึงบันไดเครื่องบิน

 มีขบวนรถนำ มีห้องวีไอพีต้อนรับกันอย่างเสร็จสรรพ !!!


SCOOP@NAEWNA.COM 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 161 162 [163] 164 165 ... 252   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!