บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:12:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "นิเวศประชาธรรม" กับการปกครองส่วนท้องถิ่น  (อ่าน 31276 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 13:33:16 PM »

ขอเปิดกระทู้นี้อีกกระทู้  พอดีเห็นข่าวนี้จึงเอามานำก่อน

ซานฟรานซิสโก สั่งห้ามร้านค้าใช้ถุงพลาสติก
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มีนาคม 2550 13:16 น.
 
 
       ทางการนครซานฟรานซิสโก อนุมัติคำสั่งห้ามใช้ถุงพลาสติกในร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นเมืองแรกในสหรัฐฯ โดยกำหนดว่าร้านค้า ต้องให้ลูกค้าเลือกระหว่างถุงกระดาษ ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายง่าย หรือถุงผ้า เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกซึ่งเป็นต้นเหตุขยะล้นเมือง
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 13:46:50 PM »

วันก่อนที่เรากำลังคุยกันที่บ้านสวนเรื่อง "นิเวศประชาธรรม"  คุณจันทน์ก็รายงานว่าอีกที่หนึ่งก็มีการคุยเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    ส่วนที่เชียงใหม่อีกมุมหนึ่งก็มีการสำแดงพลังอำนาจของประชาชนในการควบคุมการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

หากกล่าวถึงซอยวัดอุโมงค์หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายท่านคงรู้จักดี    เพราะวัดอุโมงค์ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เงียบสงบและร่มรื่นแห่งหนึ่ง   เมื่อก่อนเพียงแค่เข้าซอยไปก็จะรู้สึกได้ทันทีถึงความสดชื่นของอากาศและความเขียวครึ้มของต้นไม้

แต่ 10 ปีมานี้ตามความเจริญของเมืองและการขยายตัวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ได้ทำให้ซอยนี้และซอยข้างเคียงถูกคุกคามด้วยคอนโด หอพัก และตึกสูงต่างๆ   บรรยากาศที่เงียบสงบเริ่มกลายเป็นซอยที่แออัดมีเสียงดัง    แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ผู้คนก็ยังพอจะแบ่งปันอยู่ร่วมกันมาได้

แต่เมื่อเกิดงานพืชสวนโลกขึ้น   โรงแรมใหญ่ๆ ก็เริ่มรุกคืบเข้าพื้นที่นี้   ด้วยทั้งขนาดและความสูงที่มากกว่าเดิม   หนักยิ่งกว่านั้นคือบรรดารถทัวร์คันใหญ่ๆ ที่พากันวิ่งเข้าออกซอยแคบขนาดเลนส์เดียวไม่พอให้รถสวนกันได้  แม้แต่จักรยานก็ยังสวนรถทัวร์ใหญ่ไม่ได้     การสัญจรที่ไม่สะดวกเช่นนี้จึงทำให้ปัญหาของชาวชุมชนวัดอุโมงค์ถึงขั้นแตกหัก    นั่นก็คือเหตุใดอบต.สุเทพที่ดูแลพื้นที่อยู่จึงปล่อยปละละเลยให้เกิดโรงแรมที่พักขนาดใหญ่  ที่มีความสูงมากในซอยแคบๆ ได้

ระยะแรก อบต.ตอบมาว่าไม่มีอำนาจ   เหตุเพราะการก่อสร้างตึกสูงจะถูกควบคุมจากท่าอากาศยานเชียงใหม่เท่านั้น   นั่นคือหากสร้างไม่เกิด 8 ชั้น  ก็สามารถทำได้    ดังนั้นเมื่อเขาสร้างอยู่ในระดับ 8 ชั้น อยู่ อบต.ก็ทำอะไรไม่ได้   ขืนห้ามก็จะถูกฟ้อง

เรื่องนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อบต.ไม่อาจดูแลควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่ของตนได้จริงหรือ   ทั้งที่ตนเองเป็นผู้เซ็นอนุญาตให้ก่อสร้าง   ทำไมจึงไม่อาจใช้ข้อกำหนดอื่นๆ  เช่นซอยที่คับแคบ   ความแออัดหนาแน่น ฯลฯ มาพิจารณาร่วมด้วย

บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 14:29:40 PM »

เรื่องการปกครองท้องถิ่นก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคุย

ปัญหาเมืองเชียงใหม่  เป็นสิ่งที่เห็นปัญหาการพัฒนาที่การพัฒนาที่ขาดการวางผังเมืองและปล่อยให้มีการทำถนนและสะพานข้ามแยกเป็นว่าเล่น  แทนที่จะคิดถึงแผนพัฒนาจังหวัดและเริ่มคิดสร้างรถไฟฟ้าอย่างจริงจัง  ปัญหาเชียงใหม่คงมีปัญหาไม่ต่างจากกรุงเทพเมื่อสามสี่สิบปีที่แล้วที่มีปัญหารถติด  การมีศักยภาพเป็นเมืองท่องเที่ยวแต่การพัฒนาที่ขาดทิศทางก็ทำให้เชียงใหม่เผชิญปัญหาต่าง ๆ มากมาย  จนต่อไปมีความรู้สึกว่าการไปเที่ยวเมืองเหนือจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์เหมือนสมัยก่อนหรือไม่  ปัญหาขยะในเมืองใหญ่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ถ้าจัดการไม่ดีก็จะยิ่งทำให้อากาศเป็นพิษมากขึ้น

นักการเมืองท้องถิ่นที่มีความเกี่ยวโยงกับผู้รับเหมาอย่างใกล้ชิดก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้การเมืองท้องถิ่นยังไปไม่ถึงไหนและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ก็มีแต่งบการก่อสร้างถนน  ถนน และก็ถนนอยู่ชั่วนาตาปี  แทนที่จะไปมองศักยภาพจุดแข็งของจังหวัดตนเองและเริ่มพัฒนาอย่างมีทิศทางตรงจุดนั้นอย่างต่อเนื่อง  จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการระดมสมองจากทุกภาคส่วนพูดคุยกันถึงแผนพัฒนาจังหวัด  แต่ไม่รู้ว่าผู้บริหารของจังหวัดได้นำลงไปผลักดันมากน้อยเพียงใด

บทความของคุณยุค  ศรีอาริยะเรื่องประชาธิปไตยชุมชนที่เสนอให้เปิดกว้างไปถึงระดับชุมชนหมู่บ้านเป็นเรื่องที่ถ้ามองให้ลึกจริง ๆ ก็จะเห็นได้ชัดถึงปัญหาการเมืองของไทยมันอยู่ตรงนี้  ที่ประชาธิปไตยยังไม่เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง  การรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางยังดำรงอยู่และไม่รู้ว่ามันจะดำรงอยู่อีกนานเท่าใด
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 15:34:39 PM »

คุณจันทน์รายงานผ่าน "วิทยุบ้านตุลาไทย" คุณ "เกล้า" รายงานผ่านหน้าเว็บ เรื่อง การปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยความร่วมมือกับ ม.ราชภัฏหลายแห่ง อปท. ที่ คณะกรรมการสิทธิฯ เชิญเข้าร่วม

สิทธิในการจัดการชุมชนควรเป็นเรื่องที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเองได้อย่างมีปัญญาที่ตนเองมีค่าในฐานะส่วนตน และส่วนรวม  รายงานที่มีการสัมมนาพูดคุยมาตลอด 3 - 4 ครั้งที่ผ่านมาของโครงการยังคงให้คุณค่าในความดีที่เห็นแก่ชุมชนของตนในวันหน้าที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม  และการดูแลตนเองอย่างมีคุณค่าจักพัฒนามาเป็นกระแสหลักที่ต้องตระหนัก  และสร้างแผนพัฒนารักษา  คุ้มครอง  ให้มีประโยชน์อย่างยั่งยืน  ถึงแม้ว่า  "วัฒนธรรมมหาดไทย" จะแผ่เงาปกคลุมและกระจายดีเอ็นเอในการจัดการ แบบมหาดไทยไปทั่วทุก อปท. ด้วยการกำหนดชอบเขตแห่งอำนาจที่เป็นตัวตนของท้องถิ่นให้มีอำนาจจัดการสิ่งละอันพันละน้อย  มากกว่าแกนหลักของความมีอำนาจในการจัดการตนเอง (autonomy)ที่มุ่งสร้างประชาธิปไตยแห่งการมีส่วนร่วมของ"พลเมืองที่เข้มแข็ง (active citizen)"

อำนาจขั้นสุดท้ายจึงรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง  การต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจในการจัดการตนเองคือจังหวะก้าวต่อไป  ก่อนที่ "วัฒนธรรมการคอร์รัปชั่นทั่วทุกส่วน"จะทำให้ท้องถิ่นไม่เหลืออะไร  ยกเว้นซากศพที่มีวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง............
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มีนาคม 2007, 15:57:18 PM โดย เกล้า » บันทึกการเข้า
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 เมษายน 2007, 22:26:37 PM »

เตรียมเปิดเวทีปชต.ชุมชนสร้างสังคมสมานฉันท์926เวทีทุกอำเภอ
คม  ชัด  ลึก
19 เมษายน 2550 17:38 น.

พม.เตรียมขับเคลื่อนเวทีประชาธิปไตยชุมชน 926 เวทีในทุกอำเภอทั่วประเทศ หวังสร้างสังคมสมานฉันท์และป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ระดับชุมชน แก้ปัญหาความขัดแย้ง เริ่มต้นเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม “ไพบูลย์” ชี้ช่วยแก้ปัญหาความแตกแยกได้ ด้าน “นพ.ประเวศ” หนุนการสร้างประชาธิปไตยชุมชน เป็นรากฐานความสมานฉันท์และการแก้ไขทุกปัญหาของประเทศ

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดเวที “ประชาธิปไตยชุมชนเพื่อการเมืองสมานฉันท์” ว่า สังคมไทยขณะนี้ยังมีปัญหาความยากจน หนี้สิน ความแตกแยกทางความคิดมีมากขึ้น ลุกลามไปทุกแห่ง แม้ภาครัฐมีกลไกแก้ปัญหา แต่ดูเหมือนยังไม่ประสบผลเท่าที่ควร โดยเฉพาะสถานการณ์การเมือง พม.จึงเสนอแนวคิดการจัดตั้งและดำเนินการขับเคลื่อนเวทีสมานฉันท์ 926 เวทีในทุกอำเภอ เพื่อสร้างวัฒนธรรม “ประชาเสวนา” และประชาธิปไตยชุมชน ด้วยวิธีการสานเสวนา คือ ให้วิทยากรกระบวนการนำคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ได้ร่วมพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการค้นหา “วาระประชาชน” ที่หลุดพ้นจากขั้วต่าง ๆ มาเป็นพลังประชาชนที่เป็นกลาง สร้างสังคมสมานฉันท์ ป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ในระดับชุมชน อำเภอ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการ พม. กล่าวเพิ่มเติมว่าเวทีสมานฉันท์จะเริ่มต้นในราวต้นเดือนพฤษภาคม อาจมีขึ้นพร้อมกันในวันแรกหลายสิบเวทีในแต่ละอำเภอ ซึ่งส่วนกลางจะไม่ได้เป็นผู้กำหนด แต่ให้ชุมชนได้พิจารณาจัดเวทีตามความพร้อมของตนเอง

ด้าน นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ประชาธิปไตยชุมชนรากฐานการเมืองสมานฉันท์และการเมืองคุณธรรม” เป็นการแก้ที่รากฐานของปัญหาทุกชนิดที่ปัจจุบันแก้ไม่ได้ เพราะสังคมสมัยใหม่ซับซ้อน ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็แก้ไม่ได้ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ถูกว่าทุกรัฐบาล ซึ่งไม่เฉพาะประเทศไทย ประเทศอื่นก็แก้ไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น เราต้องเข้าใจ ถ้ามีแต่โจมตีกันไปมา ทะเลาะกัน ก็แก้ไม่ได้ ที่ผ่านมาการพัฒนาเปรียบเทียบเสมือนการสร้างพระเจดีย์ที่ยอด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา โดยไม่มีฐาน ซึ่งก็จะพังทั้งสิ้น ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานมากว่า 70 ปีก็ยังไม่เข้มแข็ง ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการ จับหลักการว่าฐานของสังคม คือ ชุมชนท้องถิ่น ถ้าทำให้เข้มแข็งทุกด้าน ร่วมคิดร่วมทำในชุมชน จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

ซึ่งมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้ว ในหลายชุมชนที่สามารถตัดวงจรหนี้สินได้ อยู่อย่างพอเพียง และหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างถาวรและยั่งยืน ทั้งนี้ ย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ต้องมีประชาธิปไตยทุกระดับ โดยเฉพาะประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยโดยตรงและสมานฉันท์ ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมได้

http://www.komchadluek.net/
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 20 เมษายน 2007, 13:00:11 PM »

สักห้าปี (ยุบพรรค)สิบยี่สิบ(ติดคุก)...ไม่เช่นนั้นประเทศนี้ก็ก้าวข่ามไม่พ้นวงงจรอุบาทก์ของตะกวดพวกนี้.....

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ไปทำสวนรอบๆบ้านมาอ่ะ...ศรัตรูพืชเยอะจัง....ฝนตกห่าเดียวเชื้อราไล่กินกล้วยไม้ฉันรากดำใบเน่าหมดเลย....เหนื่อยมากเลยพักเหนื่อยด้วยการไล่ล่าหาด่ากราดตะกวด......ฮิฮิ...
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 08 พฤษภาคม 2007, 13:12:57 PM »

ช่วงก่อนที่จะไปร่วมแคมปิ้งที่เขาเหล็ก ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมกับสมาคม อบต. แห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัยราชภัฏฯ และองค์กรพันธมิตร  (ไม่ใช่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) จัดสัมมนาเพื่อแสนอแนะความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งมิได้หวังว่า รัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษในการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยโดยพลัน  เพราะรัฐธรรมนูญสารมารถถูกฉีกและปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา   สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าของความยั่งยืนคือความตื่นตัวทางการเมืองของผู้คนในชุมชนที่มีจิตสำนึกก้าวมาร่วมทางการเมืองในบริบทต่าง ๆ ที่ตนเป็นเจ้าของชุมชนนั้น

บทสัมภาษณ์ของ ศ.เสน่ห์  จามริกประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกี่ยวรัฐธรรมนูญบอกความต้องการที่ปรารถนาเห็นชุมชนเป็นตัวของตัวเองที่สามรถดูแลตนเองได้อย่างเข้มแข็งด้วยพัฒนาการของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงของการปกครองท้องถิ่นที่มีพัฒนาการตามข้อมูลที่ ลุงแสนไชยเสนอในกระทู้สัพเพเหระที่มีสาระย่อมต้องให้โอกาสในการพัฒนา   แต่อนาคตหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้หรือไม่ก็ตาม  การเลือกตั้งท้องถิ่นก็จะมีเกิดขึ้นตามวงรอบที่ 2 ด้วยการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น  และสมาชิกสภาท้องถิ่น  (เทศบาล และ อบต.) ทั่วประเทศ  จึงเป็นเรื่องที่แนวคิดเขียวประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะเสนอออกมาอย่างไรด้วยความเป็นคุณภาพของตนเองในแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งต้องต่อสู้กับสภาพความเป็นจริงของพัฒนาการทางการเมืองของไทยโดยรวมด้วย   

ส่วนรายการ อบต. สุเทพเป็นตัวอย่างของการพัฒนาของ อบต. หนึ่งในการแก้ปัญหาเชิงนิวศประชาธรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม 2007, 13:21:48 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2007, 23:15:56 PM »

บทความ 15 ปี ‘พฤษภาประชาธรรม’ : การเมืองบ้านนอก- 15 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ..1 
 
พฤกษ์  เถาถวิล

ปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญและรูปแบบการเมืองการปกครอง ที่สังคมไทยกำลังสนใจอยู่ในเวลานี้ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ผู้เขียนใคร่จะกล่าวถึงปัญหาในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะสำคัญไปกว่าเรื่องที่เรากำลังสนใจ ในบทความนี้ผู้เขียนขอเรียกว่า “การเมืองบ้านนอก” ไม่ใช่เพราะการอ้างอิงความเป็นไปในจังหวัดห่างไกลศูนย์อำนาจ แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีนัยที่แสดงถึงความห่างไกลความเป็นประชาธิปไตย อย่างที่เราหวังไว้เมื่อ 15 ปีก่อน ดังนี้

การเมืองท้องถิ่น

รัฐบาลคนดีวิตกกังวลอย่างมากกับเรื่อง “คลื่นใต้น้ำ” และ “การใส่เกียร์ว่าง” ของข้าราชการในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่มาของมาตรการผิดยุคผิดสมัย เช่น การคิดจะแต่งตั้งทหารเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฝ่ายความมั่นคง การจะต่ออายุกำนันผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงการลงดาบโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ฯลฯ แต่มาตรการเหล่านี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไร เพราะรัฐบาลประเมินทั้งสองเรื่องนี้ผิดไป

ในช่วง 10 ปีกว่ามานี้ การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยนไปมาก ในตอนนี้การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. เทศบาล หรือ อบจ. มีนัยสำคัญต่อท้องถิ่นมากขึ้น และมันได้กลายเป็นเวทีเชื่อมต่อระหว่างการเมืองระดับชาติ จนถึงระดับท้องถิ่น

ขอเน้นไปที่ อบจ. กับเทศบาล จะชั่วจะดีอย่างไร องค์กรทั้งสองนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในจังหวัดมากขึ้น ทั้งนี้โดยผ่านอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งกำหนดไว้อย่างกว้างขวางครอบคลุม ทั้งสององค์กรนี้มีอำนาจในการใช้จ่ายงบประมาณทั้งที่เป็นรายได้ของท้องถิ่น และรายได้จากการอุดหนุนของรัฐบาลปีละหลายพันล้านบาท

ในทำนองเดียวกับที่ประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนเข้าแบ่งอำนาจรัฐในระดับชาติ ผู้เขียนเสนอว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นผลพวงของเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่ให้ความสำคัญต่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็เป็นกระดานหกในลักษณะเดียวกัน ให้กลุ่มพ่อค้าและนักธุรกิจ นักเลง มาเฟีย ฯลฯ เข้าสู่อำนาจรัฐในท้องถิ่น

ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในยุคที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้มแข็งเป็นพิเศษ ก๊วนการเมืองของไทยรักไทยก็หยั่งรากลึกลงในการเมืองท้องถิ่น เห็นได้จากเกือบทุกเขตเลือกตั้งเป็นพื้นที่ของไทยรักไทย เทศบาล และ อบจ. ที่ผลัดหน้ากันเข้ามาก็เป็นเส้นสายของไทยรักไทย อาจพิจารณาแผนพัฒนาจังหวัด 3 ปี ของ อบจ. ในช่วงในปี 2549-2551 มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 4,000 ล้านบาทโดยประมาณ ไม่น่าประหลาดใจว่าแผนงบประมาณจะผ่านความเห็นชอบจากจังหวัดอย่างสะดวกโยธิน ไม่น่าแปลกใจว่า โครงการจะเน้นไปที่การตัดถนน ก่อสร้างและปรับผังการใช้ที่ดิน ซึ่งจะตามมาด้วยการเก็งกำไรที่ดิน การก่อสร้างโรงแรม การแปรที่ดินสาธารณให้เป็นย่านธุรกิจเพื่อประโยชน์แก่พวกพ้อง และทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นบนการแย่งยึดที่ดินจากคนจนเมือง

สาระสำคัญคือ การที่นักการเมืองท้องถิ่นเหล่าคือผู้กุมความเปลี่ยนแปลงของจังหวัด ผ่านการกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง และสอดคล้องสนับสนุนไปกับผลประโยชน์และการเมืองระดับชาติ แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันหากพรรคการเมืองใหญ่ที่ให้ความคุ้มครองมีอันเป็นไป ก็คงยากที่จะทำให้เครือข่ายอำนาจในจังหวัดถอยร่นกลับไปเหมือนเมื่อทศวรรษก่อน เพราะโดยธรรมชาติเครือขายผลประโยชน์พร้อมจะฟอร์มตัวใหม่ตราบที่ยังแบ่งผลประโยชน์กันได้ อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันพ่อค้านักธุรกิจไม่ใช่ลูกไล่ของข้าราชการในพื้นที่ แต่พวกเขาอยู่ในฐานะ ผู้กำหนดวาระการพัฒนา และเศรษฐกิจการเมืองของจังหวัด

ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่พ่อค้าประชาชนจะแห่แหนมาฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อเมือง แต่คือยุคที่ผู้ว่าราชการจะต้องเกรงใจ ผู้ยิ่งใหญ่ของจังหวัด สำหรับข้าราชการส่วนกลางและส่วนผู้มิภาคที่อยู่ในท้องถิ่น ที่คิดจะมีชีวิตที่สงบสุขในจังหวัดนั้น ก็คงต้องคิดหนักว่าจะวางเนื้อวางตัวอย่างไร

นี่คือสถานการณ์ใหม่ในท้องถิ่น คือโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางอำนาจในท้องถิ่น และระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง ถ้าเช่นนั้น “คลื่นใต้น้ำ” และ สาเหตุ “การใส่เกียร์ว่าง” คืออะไร? คมช. ท่านกำลังต่อสู่กับอะไร ?

.....................ต่อ...............
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พฤษภาคม 2007, 23:30:21 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2007, 23:18:49 PM »

บทความ 15 ปี ‘พฤษภาประชาธรรม’ : การเมืองบ้านนอก- 15 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ..2
...........................................
โลกาภิวัตน์

โลกาภิวัตน์ไม่อาจหลีกเลี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร จะทำให้มันเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดในสังคม โลกาภิวัตน์อ้างว่า จะนำสิ่งดีๆมาสู่สังคมอย่างน้อย 2 ประการ คือ หนึ่ง ประสิทธิภาพการผลิตที่เป็นผลจากการแข่งขันเสรี สอง ธรรมาภิบาล คือ การบริหารจัดการ/การปกครอง ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้นักวิชาการส่วนหนึ่งจึงเชียร์ระบอบทักษิณ ซึ่งเอาโลกานุวัตน์อย่างตรงไปตรงมา ย่อมดีกว่าทุนนิยมในคราบศักดินา/อำนาจ/อุปถัมภ์นิยม อย่างที่เป็นอยู่

แต่พวกเขาลืมไปว่า ทักษิณรับมือกับโลกาภิวัตน์ด้วย “ทุนนิยมพวกพ้อง” (crony capitalism) การรับมือในเงื่อนไขนี้ ทำให้ด้านบวกของโลกาภิวัตน์ไม่ปรากฏในสังคมไทย มีแต่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่สมัครพรรคพวกมากขึ้น ในขณะที่กีดกันกดขี่ชาวบ้านคนยากคนจนเป็นทวีคูณ

 โลกาภิวัตน์ที่อุบลฯ แสดงให้เห็นในโครงการพัฒนาด่านพรมแดนช่องเม็กให้เป็นประตูการค้าและการท่องเที่ยวของอีสานตอนใต้สู่อินโดจีน ซึ่งมีเป้าหมายคือทำให้ด่านพรมแดนเป็นประตูที่เปิดกว้างที่สุด ให้มีการผ่านแดนได้สะดวกรวดเร็วที่สุด ขณะนี้กำลังดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารด่านพรมแดนสากลในระยะที่ 1 โครงการนี้แสดงให้เห็นความเป็นไปที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

 ประการแรก วิถีคิดในการพัฒนาของรัฐไทยผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับโลกาภิวัตน์ ก็คือต้องสร้างการเชื่อมโยงทางการค้าและการท่องเที่ยวไว้ก่อน จังหวัดไหนๆก็ต้องแย่งชิงตำแหน่งนี้ให้ได้ โลกาภิวัตน์ กลายเป็นเป้าหมายในตัวเอง (เหมือนที่การพัฒนาเคยเป็น คือยังไงก็ต้องพัฒนาไว้ก่อน) ไม่ต้องถามว่า จะทำมาค้าขายอะไร ท่องเที่ยวแล้วจะเป็นยังไง ใครจะได้ ใครจะเสีย ใครมาขวางทางก็กลายเป็นพวกก่อความวุ่นวาย

 ประการที่สอง ทุนท้องถิ่นก็สามารถปรับตัวไปกับโลกาภิวัตน์ เรามักเชื่อว่าทุนท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุนมาเฟีย หากินกับของเถื่อน ทรัพยากร การใช้อิทธิพล จะไปกันไม่ได้หรือถูกกวาดล้างไปในกติกาโลกาภิวัตน์ แต่กรณีอุบลฯกลับไม่เป็นอย่างนั้น

 ทุนท้องถิ่นกลับเปลี่ยนรูปแปลงกาย สร้างเครือข่าย สร้างตัวแทน อาศัยเวทีการเมืองท้องถิ่นเข้าสู่อำนาจ ในกรณีโครงการด่านพรมแดนสากลช่องเม็ก ถูกผลักดันอย่างแข็งขันโดย อบจ. งบประมาณนับพันล้านส่วนหนึ่งมาจากการเสนอโครงการของ อบจ. ส่วนหนึ่งมาจากราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการสร้างสถานที่ราชการ

 ประเด็นนี้นอกจากเห็นการใช้โลกาภิวัตน์เป็นช่องทางหากินของทุนท้องถิ่น (ผ่านอำนาจ อบจ.) ยังแสดงกรณีเฉพาะของการจับมือของทุน/นัก การเมืองท้องถิ่น กับข้าราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ที่ได้ประโยชน์ไปตามๆกัน

 ประการที่สาม โลกาภิวัตน์จึงเป็นเครื่องมือบดขยี้คนจน กรณีด่านพรมแดนสากลช่องเม็ก เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้หลักการผ่านแดนตามหลักสากล โดยอิงกฎหมายอย่างเคร่งครัด ผลก็คือบรรดาผู้ค้าขายรายย่อยและแรงงานไทย-ลาวในพื้นที่พรมแดนนับพันนับหมื่น ซึ่งเคยเป็นกลไกเศรษฐกิจที่สำคัญในยุคการเชื่อมต่อทางการค้าไม่สมบูรณ์ พวกเขาประกอบอาชีพโดยการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย (เช่นการผ่านพรมแดนไปมาตามประเพณี การลักลอบขายของหนี้ภาษี) ไม่สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่าภายใต้ระเบียบการค้าใหม่ก็เข้ามาแทนที่ ผู้ค้ารายย่อยและคนจนที่ช่องเม็กจึงมีทางเลือกไม่มากนัก คือกลับบ้านเก่า หรือเข้าสู่อาชีพผิดกฎหมาย เช่น ค้าแรงงานเถื่อน ค้าบริการทางเพศ ค้าของเถื่อน

การควบคุมชนบท

ในมุมของชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษ์นิยมมองว่า “ประชานิยม” คือเครื่องมือในการแย่งชิงมวลชนในชนบท แต่ผู้ปกครอง/นโยบายใดเล่าไม่ต้องการควบคุมมวลชน เมื่อประชานิยม ปะทะ sufficiency economy ทำให้ชาวชนบทอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก

 ปฏิบัติการทางอุดมการณ์ของรัฐในชนบททุกยุคสมัย มีผลในทำนองเดียวกันคือทำให้มวลชนเป็น passive agent ในทางการเมือง ประชานิยม ก็เช่นเดียวกัน ชาวบ้านกลายเป็นผู้คอยรับส่วนบุญ อย่างไรก็ตามยังมีข้อดี ชนชั้นล่างได้มีตัวตนในนโยบายของรัฐ เพราะมันเปิดมิติใหม่ของการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง และอย่างน้อยชาวบ้านก็ยังมีเงินใช้คล่องมือ (แม้จะเป็นหนี้ก็ตาม เพราะยังไงชีวิตชาวบ้านก็มีแต่หนี้อยู่แล้ว ในมุมของชาวบ้านจึงไม่ใช่ปัญหา)

 ในยุครังเกียจประชานิยม การควบคุมคลื่นใต้น้ำในต่างจังหวัด กระทำโดยกลไกรัฐ ได้แก่ทหาร และฝ่ายปกครอง โดยในหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เป็นกลุ่มที่รัฐพยายาม ควบคุมและใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมมวลชน การไปไหนมาไหนของชาวบ้านต้องอยู่ในสายตา และอธิบายได้ว่ากำลังทำอะไร ผู้ที่มีการเคลื่อนไหวจะถูกตักเตือน ถ้ายังไม่ยุติก็ถูกสอบสวนหรืออาจถูกจับกุม ในแง่นี้หมู่บ้านจึงกลายเป็นพื้นที่แห่งการควบคุมไม่ต่างกับในยุคสงครามเย็นหรือในยุคจอมพลสฤษดิ์

 ในขณะที่ sufficiency economy ถูกใช้เป็นปฏิบัติการเชิงรุกในการแย่งชิงมวลชน กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหักหอกสำคัญของภารกิจนี้ กรมฯมีแผนยุทธศาสตร์ จัดตั้งหมู่บ้านต้นแบบ โดยมีจำนวนหมู่บ้านเป็นตัวชี้วัด ความสำเร็จ การดำเนินการเกิดขึ้นโดยผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้าน และสนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มชาวบ้านที่สนใจจะหันมาสู่การผลิตแนวใหม่

 ในกรอบของการควบคุมชนบท sufficiency economy มีผลทางการเมืองมากกว่าผลในทางเศรษฐกิจ (จริงๆก็ไม่มีใคร- ทั้งชาวบ้าน ทั้งเจ้าหน้าที่ – เชื่ออยู่แล้วว่าทฤษฎีนี้จะประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ) ในด้านหนึ่งมันกลายเป็นเครื่องมือในการจำแนกกลุ่มชาวบ้านที่ “อยู่ข้างรัฐ” และ “ไม่อยู่ข้างรัฐ” (พวกคลื่นใต้น้ำ) ในอีกด้านหนึ่ง sufficiency economy ที่ไม่พูดถึง/ไม่อนุญาตให้พูดถึง ปัญหาหนี้สิน ที่ดินทำกิน การถูกแย่งชิงทรัพยากร หรือค่าแรง ฯลฯ ที่ชาวบ้านเผชิญอยู่ (เมื่อใดก็ตามที่คุณพูดถึงเรื่องเหล่านี้คุณก็จะเป็นคนไม่รู้จักพอ) ได้เบี่ยงเบนปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ให้ชาวบ้านหันมาโทษความไม่รู้จักพอของตนเอง

 ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าชาวบ้านอยู่ในยุคที่ย่ำแย่มากที่สุด ทั้งถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วม (และส่วนได้) ทางเศรษฐกิจการเมือง ถูกควบคุมสอดส่องพฤติกรรม ไม่ต่างกับยุคสงครามเย็น และถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ที่ทำให้ไม่อาจแม้แต่จะพูดว่า ตัวเองเดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องการสิ่งใด กลับไปโทษเวรโทษกรรม รอคอยผู้มีบุญบารมีมาช่วยเหลือ ไม่ต่างจากสังคมยุคไพร่

......................ต่อ...............
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พฤษภาคม 2007, 23:30:59 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 16 พฤษภาคม 2007, 23:24:08 PM »

บทความ 15 ปี ‘พฤษภาประชาธรรม’ : การเมืองบ้านนอก- 15 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ..3
........................................................
คนชั้นกลาง

อุบลราชธานีเป็นเมืองราชการ คือ เป็นที่ตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์ราชการของอีสานตอนล่าง ประชากรในตัวจังหวัดมากกว่าครึ่งเป็นข้าราชการ หรือมาจากครอบครัว หรือมีญาติเป็นข้าราชการ อุบลฯเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคอีสานตอนใต้ และยังเป็นจังหวัดที่มีวัดมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย (โดยเฉพาะในตัวจังหวัด) คนเมืองอุบลฯยังถือตัวเป็น “เมืองนักปราชญ์” และภาคภูมิใจในการเป็นหัวเมืองสำคัญของรัฐบาลกลางมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์

อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่รุ่มรวยงานประเพณีและงานเฉลิมฉลอง ตามวาระโอกาสต่างๆ ทุ่งศรีเมืองของจังหวัดเป็นศูนย์กลางของการจัดพิธีกรรมต่างๆ ข้าราชการ นักศึกษา นักเรียนถูกเกณฑ์ไปรวมงาน จนบางสถาบันต้องจัดคิวการเข้าร่วม อุบลฯอาจจะคนมีสวมเสื้อสัญลักษณ์พร้อมเพรียงที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย ตามสถานที่ราชการ ในเวปไซด์ ในย่านสาธารณะ เต็มไปด้วยรูปสัญลักษณ์ การสดุดี การประกาศเชิญชวน

โดยสอดคล้องกันไป งานที่ราชการจังหวัดหวัดอุบลฯ ทำได้ดี มีประสิทธิภาพ และกระตือรือร้นที่สุด ก็คือการจัดงานประเพณีและการเฉลิมฉลอง เป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจ เพราะงานแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์อย่างอื่นมีแต่นำไปสู่ความยุ่งยาก ในขณะที่การจัดงานเฉลิมฉลอง (หรือจัดงานประเภทแข่งแรลลี่ ประมูลทะเบียนรถเลขสวยที่ท่านผู้ว่าฯอุตสาห์ไปเป็นประธาน) จะได้ทั้งหน้าตา ได้ทั้งงบประมาณ แถมไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร ดังนั้น งบประมาณ ทรัพยากร สติปัญญา พลังสร้างสรรค์ ทั้งของรัฐและสังคมจึงหมดไปกับกิจกรรมอันต่อเนื่องไม่รู้จบ อันเป็นที่มาของความหลง ความมืดบอด และความคลั่งแบบรวมหมู่

คนเมืองอุบลจึงเป็นแบบฉบับแห่งอนุรักษ์นิยมขนานแท้ พวกเขาเกลียดชาวบ้านปากมูลเข้ากระดูกดำ เกลียดพวกชุมชนแออัด พวกแม้ค้าที่เรียกร้องที่ขายของ เกลียดพวกม๊อบสนามหลวง ฯลฯ และคงเดาไม่ผิดว่า พวกเขาคงสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นายกฯไม่ต้องมาจากเลือกตั้ง ฯลฯ ศัตรูของพวกเขาก็คือ พวก จน/เครียด/เมา พวกไม่รักชาติทั้งหลาย


15 ปีหลังพฤษภา 35


ที่กล่าวมานี้คือปัญหาสำคัญๆที่จังหวัดอุบลฯ ซึ่งคงไม่ต่างกับจังหวัดอื่นๆในประเทศไทยนัก ถ้าเช่นนั้นสังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไร ?

เวลาที่ผ่านมาสังคมไทยเปิดรับกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ แน่นอนสรรพสิ่งมีด้านบวกและด้านลบ แต่สังคมไทยกลับปล่อยแต่ด้านลบเติบโต โดยไม่อนุญาตให้ด้านบวกของความเปลี่ยนแปลงงอกงามในสังคมไทย

การเติบโตของการเมืองท้องถิ่น แทนที่การเมืองจะเป็นของภาคประชาชน กลับตกเป็นช่องทางทำมาหากินของกลุ่มธุรกิจการเมือง ประชาชนจึงได้แต่เป็นลูกหาบและคอยรับส่วนบุญ โลกาภิวัตน์ที่เปิดพื้นที่และโอกาสให้กับชนทุกหมู่เหล่า กลับกลายเป็นแบบแผนใหม่ของการหาประโยชน์ของกลุ่มทุน และกลายเป็นเครื่องมือขูดรีดกีดกันชาวบ้านหนักหนาสาหัสขึ้น ชาวชนบทยิ่งถูกควบคุมและเฉื่อยเนือยทางการเมืองเป็นทวีคูณ ขณะที่พลังสร้างสรรค์ของรัฐ สังคม และชนชั้นกลางก็ได้แต่หมกมุ่นกับชาตินิยมคับแคบ

โลกและสังคมไทยเปลี่ยนไป แต่มีพลังบางอย่างฉุดรั้งความเปลี่ยนแปลง คนไทยไม่ได้รับอนุญาตให้ฉลาด คนไทยไม่ถูกปลดปล่อยจากการเป็นไพร่ทาส อะไรแน่คือวาระสำคัญของสังคมไทยในเวลานี้?
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   
 
วันที่ : 14/5/2550

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8058&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

............................


ความคิดเห็นต่อข่าว/[บทความ 15 ปี ‘พฤษภาประชาธรรม’ : การเมืองบ้านนอก- 15 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8058&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 พฤษภาคม 2007, 23:29:06 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 27 พฤษภาคม 2007, 17:00:21 PM »

คัดจากมติชนรายวัน  วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10669

จับตา! พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน จับตา! การเมืองภาคประชาชน

โดย เพ็ญศรี คีรีรอบ



"ชุมชนฐานราก" เป็นสังคมเล็กที่มีฐานขนาดใหญ่ที่สุดที่รวมเป็นสังคมไทย เป็นสังคมที่มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลายตามภูมินิเวศ

ดังนั้น การทำให้ชุมชนฐานรากเข้มแข็งก็เท่ากับทำให้ประเทศชาติโดยรวมเข้มแข็งไปด้วย

แต่การพัฒนาหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาที่รวมศูนย์การสั่งการมาจากข้างบน จึงส่งผลกระทบสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองต่อชุมชนฐานราก ซึ่งอยู่ในฐานะผู้รอรับผลแห่งการตัดสินใจด้านการพัฒนาของส่วนกลาง

โครงสร้างทางสังคมที่พึ่งพาซึ่งกันและกัน มีผู้นำตามธรรมชาติและผู้นำทางจิตวิญญาณเป็นที่ปรึกษา มีวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาอย่างมากมายในชุมชน ก็ถูกทำลายโดยระบบการเมืองที่ใช้วิถีเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งวัฒนธรรมการเลือกตั้งได้ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างผู้แพ้ผู้ชนะ จนไม่สามารถสมานฉันท์คนในชุมชนให้หันหน้ามาร่วมมือกันได้อย่างในอดีต อีกทั้งยังถูกครอบงำจากการเมืองส่วนกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่องค์กรชุมชนโดยการนำของสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย หรือ สอท. ช่วยกันหาหนทางที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ โดยการร่วมกันร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนขึ้น แล้วนำเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี พม.กล่าวว่า ตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้พยายามรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นองค์กรชุมชน และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่ก็มีข้อจำกัดมากมาย พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นการร่างบนพื้นฐานข้อเท็จจริงของชุมชนที่เป็นอยู่ ซึ่งจะช่วยพัฒนาส่งเสริมให้องค์กรชุมชนฐานล่างมีสถานะเป็นที่ยอมรับและมีเงื่อนไขที่จะร่วมกันพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนได้จัดการตนเองบนวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ พม.จึงให้ความสำคัญกับร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเป็นลำดับแรกที่จะผลักดันให้เห็นผลในรัฐบาลนี้

นายสน รูปสูง เลขาธิการ สอท. กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนไม่ได้มุ่งให้เกิดโครงสร้างทางอำนาจ แต่จะเป็นการสนับสนุนให้เกิดพลังทางสังคม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างองค์กรชุมชนเข้มแข็งขึ้น แล้วเชื่อมร้อยเป็นเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งทั้งตำบล จังหวัด และทั่วทั้งประเทศ จากนั้นก็ให้แกนนำที่มาจากองค์กรชุมชนต่างๆ คัดเลือกตัวแทนของตนเองไปเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล พร้อมกับให้สมาชิกสภาระดับตำบลร่วมกันคัดเลือกผู้ซึ่งชาวบ้านเคารพนับถือในตำบล มาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสภา อาจจะเป็นพระผู้นำ ศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ ฯลฯ ก็ได้

นายธนาทร พานทอง นายก อบต.ศรีสว่าง จังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลนี้จะทำงานคู่ขนานไปกับสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยมีหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 19(2) ว่า "เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น" ซึ่งบางคนอาจมองว่าซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ อบต. แต่ในการจัดทำแผนของ อบต. ถึงแม้จะกำหนดว่าจะต้องรับฟังความเห็นของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว การเมืองที่มีแพ้มีชนะไม่อาจสมานฉันท์คนส่วนใหญ่มาทำงานร่วมกันได้ แผนพัฒนาของ อบต.จึงจัดทำโดยคนเฉพาะกลุ่ม และเน้นหนักไปที่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

แต่หากมีสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้าไปร่วมในการจัดทำแผน ก็จะได้แผนที่มาจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เช่น แผนพัฒนาอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาของคนในตำบล ทั้งนี้เพราะสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล มาจากตัวแทนในกลุ่มองค์กรชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิในตำบล สภาองค์กรชุมชนจึงเสริมให้งานของ อบต.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว "สภาองค์กรชุมชน" เป็นการสนับสนุนให้เกิดการเมืองภาคพลเมืองหรือการเมืองทางตรงที่เข้มแข็ง เป็นการเปลี่ยนมิติความคิดของประชาธิปไตยของบ้านเราที่มักคิดว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดความแตกแยก เพราะมีแพ้มีชนะ แต่การเมืองภาคพลเมืองเป็นการเมืองสมานฉันท์ที่คัดเลือกผู้แทนด้วยวิถีวัฒนธรรมชุมชนที่ดำรงอยู่ตั้งแต่อดีตและปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดนั้น มาจากการคัดเลือกตัวแทนที่เป็นสมาชิกสภาระดับตำบล ตำบลละ 2 คน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ มีหน้าที่ทำนองเดียวกับสภาองค์กรชุมชนตำบล แต่มีขอบเขตพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด และท้ายที่สุดก็มีสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ ที่มาจากการคัดเลือกตัวแทนที่เป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนจังหวัด จังหวัดละ 2 คน พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิอันมีที่มาในทำนองเดียวกัน โดยมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับต่างๆ ให้พึ่งตนเองได้ ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ต่อคณะรัฐมนตรีกระทรวง ทบวง กรม ทั้งนี้เพราะข้อเสนอที่สภาองค์กรชุมชนระดับชาติจัดทำจะเป็นข้อมูลความต้องการที่มาจากชุมชนฐานรากที่กว้างขวางทั่วประเทศ

วันนี้ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ... ได้ก้าวเดินมาถึงจุดที่คณะกรรมการกลั่นกรองคณะที่ 2 ซึ่งมีนายไพบูลย์ เป็นประธานให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา และหากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 29 พฤษภาคมนี้

แน่นอนว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ต้องพบอุปสรรคมากมาย ทั้งความอ่อนประสบการณ์ในการเขียนกฎหมายของภาคประชาชน จึงต้องลองผิดลองถูกกันหลายครั้ง การคัดค้านของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ความคิดเห็นจะไม่ตรงกันได้ แต่ภาคประชาชนก็ไม่ได้ละเลยข้อท้วงติงเหล่านั้น หากนำมาปรับในหลายประเด็น เช่น หมวดงบประมาณ โดยปรับให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทำหน้าที่เลขานุการของสำนักงานคณะกรรมสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ โดยใช้งบประมาณจาก พอช.เอง และหมวดว่าด้วยอำนาจหน้าที่ที่ได้ปรับให้เป็นสภาคู่ขนานกับ อบต. มุ่งเน้นการสร้างพลังทางสังคม

ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าการสร้างพลังทางสังคมนี้จะได้รับการสนับสนุนให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเราเชื่อเหมือนอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า "ประเทศชาติโดยรวมจะเข้มแข็งไปไม่ได้ หากชุมชนฐานรากยังอ่อนแอ"

หน้า 9<


http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01way02270550&day=2007/05/27&sectionid=0137
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2007, 15:29:16 PM »

'อารีย์'เมิน'ไพบูลย์' ย้ำค้านร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชน
 
6 มิถุนายน พ.ศ. 2550 14:16:00
 
รมว.มหาดไทย ยืนยันค้านร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน อ้างกลัวขัดแย้ง อปท.-การเมืองท้องถิ่น ชี้ไม่ต้องจัดตั้ง เพราะเกิดได้เองตามธรรมชาติ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.... ว่าตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน จำเป็นต้องมีองค์กรที่ถูกต้องตามหลักการ ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อบังคับใช้ในการบริหารราชแผ่นดิน

ดังนั้น เมื่อมีองค์กรอื่นเข้ามาแทรกแซงระบบของการบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะเกิดปัญหาว่าหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่นี้จะขึ้นกับใคร ใครจะเป็นผู้บริหาร และถ้าหากมีความขัดแย้งขึ้นระหว่างองค์กรต่อองค์กรซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ใครจะเป็นคนตัดสิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นกฎหมายขึ้นมาแล้ว ผู้ว่าราชการก็ไม่มีอำนาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวประการใด ที่ตนคัดค้าน ไม่ได้โกรธหรือมีปัญหากัน แต่พูดกันด้วยเหตุผล โดยนึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และชี้แจงให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า ถ้าจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง จะต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

เมื่อถามว่า การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนนอกจากจะทำให้ฝ่ายบริหารงานมีปัญหาแล้ว ยังทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ด้วย นายอารีย์ กล่าวว่า แน่นอน เพราะเป็นคนละองค์กรซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน คงบริหารงานลำบาก เพราะเวลาใช้งบประมาณทำโครงการต่างๆ ก็ไม่รู้จะใช้งบประมาณในลักษณะใด ส่วนไหนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องดำเนินการพิจารณา ส่วนไหนองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่จะพิจารณา มันจะเกิดความสับสน

"ผมคิดว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ประชาชนปรึกษาหารือกันเอง หรือปรึกษาผู้นำของเขา แล้วผู้นำก็ปรึกษากับองค์กรซึ่งเป็นหลักของประเทศ คือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มันก็จะเข้ากันได้ เพราะเขาเข้าใจกัน ตราบใดที่ตั้งองค์กรแยกออกมา ผมยืนยันว่ามีปัญหาแน่นอน" นายอารีย์ กล่าว

เมื่อถามว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการแก้ไขเรื่องที่อปท.ถูกแทรกแซงทางการเมือง นายอารีย์ กล่าวว่า มีองค์กรใดบ้างที่การเมืองไม่เข้าไปแทรกแซง องค์กรที่บอกว่าเป็นกลาง บางครั้งก็ไม่เป็นกลาง เมื่อมีหลายองค์กร การเมืองต้องเข้าแทรกแน่ และไม่มีอะไรมายืนยันว่าการเมืองจะไม่เข้าแทรก สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็เป็นการเมืองทั้งนั้น อ้างอย่างอื่นไม่ได้ ตนไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง การเมืองเป็นสิ่งจำเป็นของประเทศ จึงต้องมีบทบาท แต่ถ้าบทบาทนั้นสร้างความขัดแย้งให้การเมืองท้องถิ่นมากขึ้น ก็ยิ่งเกิดความสับสนมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายไพบูลย์ ใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีฯ เป็นเดิมพันนั้น จะทำให้เกิดความขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายอารีย์ กล่าวว่า ไม่ เพราะใช้หลักการและเหตุผลพูดกัน สิ่งที่ทำเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

เมื่อถามต่อว่า นายไพบูลย์ ระบุว่า ถ้าร่างพ.ร.บ.นี้ไม่ได้รับการสนับสนุน จะไม่ทำงานร่วมรัฐบาลต่อ นายอารีย์ กล่าวว่า "เป็นเรื่องของท่าน ไม่เกี่ยวกับผม" ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน ครม. จะลาออกจากตำแหน่งเหมือนนายไพบูลย์หรือไม่ นายอารีย์ ไม่ตอบอะไร ได้แต่หัวเราะและเดินขึ้นห้องทำงานไป

'ทิพาวดี' รับสนับสนุนร่างกม.สภาชุมชน

 คุณหญิงทิพาวดี เฆมสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย เรื่องพ.ร.บ.สภาชุมชุน ว่า เป็นเรื่องปกติที่การพิจารณากฏหมายสำคัญ ๆ รัฐมนตรีแต่ละคนจะช่วยกันพิจารณาและให้ความเห็นต่าง ๆ แต่เมื่อการอภิปรายยุติลงแล้วก็ต้องมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฏีกา ช่วยดูในประเด็นทางกฏหมาย ซึ่งตนคิดว่าเมื่อคณะกรรมการกฤษฏีการพิจารณาเรียบร้อยแล้วก็คงสามารถผ่านไปได้ 

ต่อข้อถามที่ว่ามีข่าวว่านายไพบูลย์ขู่ลาออกหากกฏหมายดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของครม.และสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ปัญหาจะบานปลายหรือไม่ รมต.ประจำสำนักรนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายไพบูลย์คงไม่ได้พูดขนาดนั้น ซึ่งในที่ประชุมครม.ก็นั่งประชุมติดกัน ซึ่งท่านมองในประเด็นที่ว่ากฏหมายนี้เป็นกฏหมายสำคัญ ทั้งนี้ตนได้ให้ความเห็นสนับสนุนกฏหมายดังกล่าวเช่นกัน 

"ในบางประเด็นที่รมต.บางคนเห็นแตกต่างกันนั้นก็เป็นเรื่องปรกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใหญ่โตอะไร กลับมองว่าเป็นการช่วยกันดูความรอบคอบของกฏหมาย ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการนำเรื่องต่าง ๆ เข้าครม. และเรื่องใหญ่ ๆ หลายเรื่องในครม.เองก็ยังมีความเห็นแตกต่างกัน คิดว่า รองไพบูลย์ท่านหนักแน่น ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีประโยชน์ มีข้อขัดแย้งในประเด็นเล็กน้อย ก็อย่าถือเป็นเรื่องใหญ่โตเลย และคิดว่าคงไม่ทำให้บรรยากาศการประชุมครม.แตกแยก” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
 
 
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #12 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2007, 15:42:42 PM »

ก็ควรต้องผลักดันให้ได้.....โดยเอาที่ ที่ เสนาบดีของ พม. กะลังขับเคลื่อนก่อเป็นกระแส หนุนขึ้นไปด้วยว่าเป็นความต้องการของประชาชน.....ไม่งั้นงบเทศบาลนครมันเยอะนะ.....มันพากันเอาไปสร้างถนนควายเดิน...หรือซ่อมถนนอยู่นั่นแล้ว......ฯลฯ ต้องผลักดันให้ได้.....

...ให้กะลังใจ......ไม่งั้นกว่าอย่าไปเลือกมันๆจะเข้าไปงาบอีกละสิ....ไม่กลัวคุกถามหากันเรอะ



ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
บันทึกการเข้า
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 06 มิถุนายน 2007, 22:35:43 PM »

ร่างพ.ร.บสภาองค์กรชุมชน

เห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องนี้เกาถูกที่คัน
คนโดนเการ้องจ๊าก

ผมคิดว่าพวกเราควรทำอะไรสักอย่างที่เป็นรูปธรรม
อย่าปล่อยให้คุณไพบูลย์และหมอพลเดชโดดเดี่ยวครับ

ขอแรงสหายเราสักครั้งผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมากครับ
บันทึกการเข้า
คนภูเรือ
Sr. Member
****
กระทู้: 847

สวัสดีครับมิตรสหาย.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 06:21:11 AM »


 ยิ้มเท่ห์เห็นด้วยกับลุงatm. เอารูปธรรมเลย นัดหมายไปให้กำลังใจถึงกระทรวงสักครั้งก็ดี
แต่ไม่เอาประเภทยกช่อดอกไม้แสดงความยินดีน่ะ
ฝากลุงสม ประสานงานหน่อย ด่วนนิดก็ดี......ไปให้กำลังใจคนทำงานที่ดีๆ
เพื่อเป็นพลังคัดง้างสิ่งเลวทรามไว้บ้าง..........

มท .1 ปฏิกิริยาฝ่ายขวา มท.3 อดีตสันติบาลใหญ่ ทัศนะด้านความมั่นคงเป็นขวาจัด
ติดทัศนะปกครองประชาชนตามรูปแบบปฏิกิริยาของชนชั้นปกครองเก่า
คนพวกนี้กลัวการก่อร่างองค์การประชาชนขั้นต้นขึ้นทุกชุมชนทั่วประเทศ
กลัวว่าถ้าองค์การประชาชนที่จัดตั้งตามร่าง พรบ.ชุมชนฯ จะไปทำให้อำนาจปกครองของมหาดไทยดั้งเดิมขาดหาย ลดความเข้มข้นลง กลัวสูญเสียอำนาจ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2007, 06:31:39 AM โดย คนภูเรือ » บันทึกการเข้า

ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศชาติ
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!