บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:32:46 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "นิเวศประชาธรรม" กับการปกครองส่วนท้องถิ่น  (อ่าน 31309 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
pasit
Sr. Member
****
กระทู้: 555


“..บนเส้นทางแห่งอุดมการณ์……


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 16:12:40 PM »

เห็นด้วยครับว่าบางทีเราน่าจะไปให้กำลังใจเพื่อนเราสักหน่อยถ้าจะดีน๊ะ  ผมประสานให้ก็ได้หรือจะให้ลงคลัมซิก็ได้
บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 16:23:33 PM »

น่าจะไปนัดแนะกลุ่มอื่นๆให้ไปร่วมด้วย
วันศุกร์และวันเสาร์นี้น่าจะเจอกลุ่มอื่นๆที่ไปร่วมงานที่บางเสร่
น่าจะลองปรึกษาหารือกัน
เชื่อว่ากลุ่มอื่นๆก็คงจะเห็นด้วยจำนวนมาก

อย่าปล่อยให้คนดีทำเรื่องดีๆอย่างโดดเดี่ยว
 เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #17 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 16:31:38 PM »

สันปันน้ำ ความคิด ระหว่าง อำมาตยาธิปไตย กับ ประชาธิปไตย

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์



ความขัดแย้งในทางความคิดระหว่าง นายอารีย์ วงศ์อารยะ นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ฝ่ายหนึ่ง กับ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ฝ่ายหนึ่ง ต่อร่าง พ.ร.บ.สภาองค์การชุมชน เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้

ประการ 1 เข้าใจได้หากทำความเข้าใจถึงฐานคิดที่ดำรงอยู่ในกระทรวงมหาดไทย เข้าใจได้หากทำความเข้าใจถึงฐานคิดที่ดำรงอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ขณะเดียวกัน ที่สำคัญเป็นอย่างมาก ประการ 1 เข้าใจได้หากเข้าใจถึงฐานทางการศึกษา ฐานทางสังคม ของ นายอารีย์ วงศ์อารยะ นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ฝ่ายหนึ่ง กับ ฐานทางสังคม ของนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ฝ่ายหนึ่ง

นี่มิได้เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างโดดๆ ตรงกันข้าม เป็นเรื่องส่วนตัวอันสะท้อนความสัมพันธ์ถึงการดำรงอยู่ในทางสังคม ในทางการศึกษา อย่างลึกซึ้ง

คำกล่าวของ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่มิอาจร่วม ครม.ได้จึงมิใช่คำขู่

เพราะหากร่าง พ.ร.บ.สภาองค์การชุมชนอยู่ในสภาวะต้องทบทวนแล้วต้องทบทวนอีกย่อมเป็นเครื่องแสดงให้เห็นสถานะและความเป็นจริงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างเด่นชัด

นั่นก็คือ จะเป็นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย หรือ จะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย



การจะเป็นอำมาตยาธิปไตย การจะเป็นประชาธิปไตย มิได้อยู่ที่โวหารอันสวยหรู ตรงกันข้าม การปฏิบัติที่เป็นจริงต่างหากคือปัจจัยชี้ขาด

ขณะที่ นายอารีย์ วงศ์อารยะ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.สภาองค์การชุมชนมีลักษณะทับซ้อนและขัดแย้งกับโครงสร้างองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล

แต่ทั้ง นายอารีย์ วงศ์อารยะ และ นายบัญญัติ จันทร์เสนะ คงลืมว่าท่านทั้งสองเพิ่งอ้าขาผวาปีกให้กับการต่ออายุ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

อีกทั้ง ครม. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เพิ่งเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของ คมช.ในเรื่องนี้

ทั้งๆ ที่ภาระหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเรื่องของอำนาจ เป็นเรื่องที่มีความพยายามเสนอโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เสนอโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนตำบลขึ้นมา เพื่อให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่การผลักดันในเรื่องสภาองค์การชุมชนแห่งชาติ สภาองค์การชุมชนแห่งจังหวัด สภาองค์การชุมชนแห่งตำบล เป็นเรื่องของภาคประชาสังคม เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วม

และเป็นรากฐานอย่างสำคัญให้กับ อบจ.และ อบต.ในทางเป็นจริง



ต้องยอมรับว่า นายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นรัฐศาสตรบัณฑิตรับราชการในกระทรวงมหาดไทยจนได้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย

เช่นเดียวกับ นายบัญญัติ จันทร์เสนะ ที่รับราชการจนได้เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม แม้จะเป็นเศรษฐศาสตรบัณฑิต ทำงานอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินภาคเอกชน แต่ระยะหลังก็หันมาทำงานภาคประชาสังคมโดยเริ่มที่บัณฑิตอาสาสมัคร

และจากงานภาคประชาสังคมนั้นเองที่ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้ร่วมกับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป มาอย่างยาวนาน

ฝ่ายหนึ่งเติบโตจากกระทรวงมหาดไทยในลักษณะ เจ้าเมือง ในลักษณะ เจ้านาย

ฝ่ายหนึ่งเติบโตจากภาคประชาสังคม ทำงานร่วมกับประชาชนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งกับประชาชน

ฝ่ายหนึ่งย่อมติดตามเคยชินในการเป็นเจ้านายของประชาชน

ฝ่ายหนึ่งย่อมมีความสุขกับการเห็นประชาชนเติบใหญ่ในทางความคิด เติบใหญ่ในทางการจัดตั้ง และเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมให้อยู่ดีกินอุ่นอย่างเสมอภาคและถ้วนหน้ากัน

ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนแห่งอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายหนึ่งเป็นตัวแทนแห่งประชาธิปไตย



ความเป็นประชาธิปไตยจึงมิได้เป็นเรื่องของโวหาร หากแต่เป็นเรื่องของการลงมือทำ

เส้นแบ่งของความคิด เส้นแบ่งของตัวตนแห่งรัฐบาล สามารถอ่านได้โดยพื้นฐานจากการผ่านหรือไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.สภาองค์การชุมชนนี้แหละ

เมื่อท่านพูดคนเขาจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำคนเขาจะเชื่อมั่นและศรัทธา

หน้า 3<


 ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม

แต่ก็ไม่ไช่ความผิดของนายอารีย์/ที่ถูกหลอมมาแบบอำมาตย์-เพราะมันเป็นกันมาอย่างนี้-จับไปฆ่าเหมือนที่ทฤษฎีทางชนชั้นบอกก็มิได้-ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างสันติเป็นกระแสหลัก(มันตกไปเป็นกระแสรองเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน.....ใหม่...).....การที่มีคนที่ถูกหลอมอีกแบบเข้าไปทำงานกับคนที่ถูกหลอมมาอีกแบบ....มันต้องขึ้นอยู่ที่การ "จูน".....ซึ่งฝ่ายที่เพิ่งเข้ามากินพื้นที่ใหม่(พวก-อำมาตย์ครองอยู่นานมาก่อน--มะ)......ให้เกิดงานที่เป็นเรื่องใหม่ได้ไง?

และ....ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์การชุมชน .....ต้องช่วยกันผลักดันและต้องช่วยกันจูนและกดดันทาง
ความคิด กะพวกกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจครอบคลุมมากที่สุด.....ถ้ากระทรวงนี้เซย์เยสได้ละก็.......เจ้าประคุณเอ๋ย...อะไรก็ง่ายเหมือนปลอกกล้วย(ป่า)(ดิบ)เข้าปาก.....พะย่ะค่ะ.....

เพราะถ้าองค์กรชุมชนไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น...แหม...ใอ้พวกตะกวดการเมือง ตะกวดข้าราชการ ตะกวดเอกชน ตะกวดประชาชน ตะกวดเศรษฐกิจ.....มันผลาญงบประมาณส่วนท้องถิ่นกันเพลินเลย.....อย่าง อบต. ที่จังหวัดนนท์ อบต. หนึ่ง....แหม...มันไม่มีหน้าอะไรเลย...มีแต่หน้าที่คอยรีดภาษี......บำรุงท้องที่ ภาษีการค้า ภาษีป้าย....ฯลฯ....โดยไม่คิดสร้างสรรค์ว่าจะทำยังไงให้ประชาชนในท้องที่ทำมาหากินสะดวก.....ฯลฯ.....หรือนายก อบต. หลายแห่งก่อนเป็นนายกฯ มีบ้านระดับทาวน์เฮาส์ พอได้เป็นนายกฯ บ้านระดับคฤหาสก์....ประมาณนี้

ถ้าองค์ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้.....มันก็เหมือน 5-6 ปี ที่ผ่านมานั่นแหละ มันอ้างแต่ลากตั้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.....แล้วล้างผลาญอะไรได้หมด.......

เพราฉะนั้นจะต้องช่วยกันดัน.....ช่วยกันสร้างกระแส.....ให้ พรบ. ยนี้ผ่าน...และให้รัดทำมะนูนผ่าน.....(แต่เอาที่หมกเม็ดออกด้วยนะ)

พรบ. นี้ให้ผ่านให้ได้.....ระบบข้าราชการมีความจำเป็นจะภิวัฒน์ระบบข้าราชการยังไงให้วินๆๆ กันทุกฝ่าย.....

อ้างถึง
มท .1 ปฏิกิริยาฝ่ายขวา มท.3 อดีตสันติบาลใหญ่ ทัศนะด้านความมั่นคงเป็นขวาจัด
ติดทัศนะปกครองประชาชนตามรูปแบบปฏิกิริยาของชนชั้นปกครองเก่า
คนพวกนี้กลัวการก่อร่างองค์การประชาชนขั้นต้นขึ้นทุกชุมชนทั่วประเทศ
กลัวว่าถ้าองค์การประชาชนที่จัดตั้งตามร่าง พรบ.ชุมชนฯ จะไปทำให้อำนาจปกครองของมหาดไทยดั้งเดิมขาดหาย ลดความเข้มข้นลง กลัวสูญเสียอำนาจ

ก็ประวัติศาสตร์มันเป็นมาอย่างนั้น.....เราอาจไม่ต้องเบลมกันก็ได้....ฮืม..แต่เราโต้ให้ตกทุกประเด็นที่มหาดไทยมีคำถาม.......ให้จับมหาดไทยกะ พม......ทุกระดับมาชนกันออกทีวี....แต่ไม่ต้อนกันนะ..เอาที่คาใจมาจูนกัน.....เช่น ระดับ รมต./รมช. /ปลัด/ องค์กรชุมชนกะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ระดับนี้-ระดับพื้นที่...ถ้าเอามาออกสาะรณะให้เห็นว่า เขาทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ได้....ระดับบนๆ ก็จะยิ่งเสียงอ่อนลง.....ว่ามะ.....


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2007, 16:34:33 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 16:36:17 PM »

3องค์กรท้องถิ่นค้าน - ผู้นำชุมชน1พันคนเตรียมแห่เชียร์'ไพบูลย์'
 
7 มิถุนายน พ.ศ. 2550 15:05:00
 
เครือข่ายชุมชนตะวันออกนำ1พันคนเข้าให้กำลังใจ"ไพบูลย์" 8มิ.ย. ขณะที่ 3 สมาคมท้องถิ่นค้านเชื่อซ้ำซ้อนชาวบ้านสับสน ด้าน "มท.1”ระบุขัดแย้งเรื่องปรกติในระบอบปชต. ส่วน"หมอพลเดช" ระบุเหตุขัดแย้งผิดพลาดทางเทคนิค พร้อมตัดทุกมาตราที่กังวลใจ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายสวงษ์ แสวงนิล ประธานเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคตะวันออก กล่าวว่าในวันที่ 8 มิ.ย. ชาวบ้านจากเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศกว่า 1,000 คนจะเดินทางมาให้กำลังใจนายไพบูลย์ เนื่องจากได้ต่อสู้เคียงข้างภาคประชาชนมาโดยตลอด ดังนั้น จึงไม่ต้องการให้ นายไพบูลย์ ลาออก หรือเสียกำลังใจ เหตุจากกระทรวงมหาดไทยคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น เมื่อการประชุมครม.นัดที่ผ่านมา 

นายสวงษ์ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังพิเศษเพราะกลัวว่าจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และอาจทำให้ฝ่ายความมั่นคงไม่สบายใจ แต่พวกตนยืนยันว่าการเดินทางมาครั้งนี้ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอื่น นอกจากต้องการให้นายไพบูลย์ ยังคงเป็นหลักในการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป และหลังจากให้กำลังใจเสร็จแล้ว ทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับทันที

นายกสมาคม อบต.เผย 3 สมาคมท้องถิ่นค้าน

 นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย(อบต.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้ง 3 สมาคม ได้แก่ สมาคม อบต. ,สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย(อบจ.) และสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ระบุไม่เห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เนื่องจากมีความซ้ำซ้อน ความแตกแยกในการทำงานในระดับพื้นที่ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้

ขณะนี้ ก็ให้ประชาชนและภาคประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมอยู่แล้ว รวมถึงมีการจัดสรรงบประมาณให้กับกลุ่มประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ ตนยังเห็นว่าสิทธิของชุมชนเองก็มีการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่แล้ว ดังนั้นควรน่าจะรอให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ก่อน แล้วค่อยมาดูในรายละเอียดจะดีกว่า 

“ถ้ามีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคล รัฐก็ต้องจัดงบประมาเข้ามาดูแล และก็ยังไม่รู้ว่าจะมีคณะกรรมการชุดใดเข้ามาตรวจสอบ และใครจะเข้ามาดูแลรับผิดชอบองค์กรนี้” นายก อบต. กล่าว และว่าทั้ง 3 สมาคมฯจะมีการติดตามความเคลื่อนไหวในเรื่องอย่างใกล้ชิด

"อารีย์" ยันไม่เคยขัดแย้งกับ “ไพบูลย์”

 นายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย ระบุอีกครั้งหนึ่งว่า กรณี ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ว่าความเห็นขัดแย้งถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย เวลานี้ยังถือเป็นความเห็นของแต่ละส่วนที่จะต้องช่วยกันติติงบ้าง คัดค้านบ้าง เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด ซึ่งท้ายที่สุดต้องขึ้นกับมติ ครม.ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น 

ส่วนกรณีที่องค์กรชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) จะเคลื่อนไหวกดดันให้ขับพ้นตำแหน่ง รมว.มหาดไทยนั้น นายอารีย์ กล่าวว่า เวลานี้บ้านเมืองมีปัญหามากแล้ว ส่วนกรณีที่จะมีการกดดันให้ตนลาออกจากตำแหน่งนั้น ถ้ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แล้วจะต้องปลดออก ก็ถือว่าเป็นเผด็จการ 

“ตรงนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในหลักการ หากมีความขัดแย้งแล้วรัฐมนตรีถูกปลดออก ต่อไปถ้าเป็นสภาชุมชนก็คงถูกปลดกันหมด แต่ผมไม่มีปัญหา การรับใช้ประเทศชาติ ระยะเวลาของผมมีกำหนด จะปลดหรือให้ออกเมื่อไร ก็ไม่มีปัญหา” นายอารีย์ กล่าว 

ด้านนายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้เรียนนายไพบูลย์แล้ว พยายามเรียนว่าไม่มีความจำเป็นต้องตั้งเป็นราชการ แต่ควรตั้งสำนักงานขึ้นมาสนับสนุนประชาชนหรือกลุ่มชุมชนจะดีกว่า เพราะปัจจุบันมีส่วนราชการภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ถ้ามีสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาอีก น่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายมากกว่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ และในปัจจุบัน ชุมชนที่เป็นภาคประชาสังคมก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว”

"อภัย”ระบุให้รอดูรธน.ก่อนขัดแย้ง

นายอภัย จันทนจุลกะ รมว.แรงงาน ในฐานะอดีตอธิบดีกรมการปกครอง และเป็น 1ใน ครม.ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น กล่าวถึงทางออกของความขัดแย้งกรณีนี้ว่า เรื่องนี้นายไพบูลย์ คงมีหนังสือเชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาข้อกฎหมายของ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวหาทางปรับแก้ไขเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้สาระเนื้อหาของพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ตรงกันในส่วนของตนนั้นต้องขอดูร่างพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ คือ ฉบับร่างเดิมที่ยังไม่แก้ไขและร่างฉบับที่แก้ไขแล้ว ทั้งนี้ 

ตนอยากแนะนำทางออกเรื่องนี้ก็อยากให้ผู้เกี่ยวข้องรอความชัดเจนจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วค่อยมาว่ากันดีกว่า แต่โดยหลักการแล้วการจะออกพ.ร.บ.ใดๆจะทำได้หรือไม่ก็ ต้องดูให้สอดคล้องกับรัฐธรรมเพราะการออกกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

ครป.หนุน'ไพบูลย์' แนะมหาดไทยปรับตัว

 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) กล่าวว่า ตนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้จะปูทางสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมของชุมชนและชาวบ้านระดับล่างในสังคมให้มากขึ้น หากชุมชนชาวบ้านมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยก็จะพัฒนาการเรียนรู้จนเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของการพัฒนาประชาธิปไตย รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่เป็นเหยื่อของนโยบายประชานิยมจอมปลอมอีกต่อไป

"ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นเวทีรองรับแนวคิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างและชูแนวคิดลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนอีกด้วย หากร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป ก็เท่ากับว่าแนวคิดดังกล่าวไม่เป็นจริงและนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนก็เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ กระทรวงมหาดไทยควรปรับตัวและยอมรับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน การหวงอำนาจหรือผูกขาดอำนาจไว้ที่รัฐส่วนกลางทำให้เกิดความแตกแยกมามากพอแล้ว เพราะไม่เชื่อมั่นว่าชาวบ้านจะพัฒนาและเรียนรู้ได้" นายสุริยะใส กล่าว

“หมอพลเดช” ระบุขัดแย้งเหตุผิดพลาดทางเทคนิค

 นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รมช.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า จากที่ได้ตรวจสอบหาที่มาของความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่าง พม.และมหาดไทยพบว่า การประชุมครม.เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ที่สำนักเลขาธิการครม.ไม่ได้นำความคิดเห็นล่าสุดในการปรับร่างพ.ร.บ.ให้กับรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม ทำให้รัฐมนตรีรับรู้ความคิดเห็นเก่า จนเกิดเป็นความเข้าใจไม่ตรงกันและทักท้วงขึ้น แม้จะมีการนำเสนอร่างพ.ร.บ.ที่ปรับแก้ใหม่เสนอให้กับรัฐมนตรีแต่ละคนแล้ว แต่เมีวาระเข้าสู่ที่ประชุมมากจึงไม่มีเวลาอ่าน 

รมช.พม. กล่าวอีกว่า ในเร็วๆนี้ จึงจะมีการหาทางออก โดยจะมีการหารือร่วมกันทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พม. รมช.พม. รมว.มท. รมช.มท.ทั้ง 2 คน รวมถึง สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนให้ตรงกัน เนื่องจากไม่ต้องการให้พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาด้วยการบังคับใจ ที่จะต้องออกกฎหมายโดยที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)กังวลใจ

รมช.พม. กล่าวด้วยว่า ร่างพ.ร.บ.มีการปรับแก้มากแล้ว โดยมีตัวแทนมท.ร่วมด้วย แต่หากยังมีจุดไหนที่มท.ไม่สบายใจ ต้องการตัดออกเพื่อไม่ให้สภาองค์กรชุมชนมีอำนาจ ตนยินดีช่วยตัดให้ตามต้องการ เพราะเจตนารมย์ของร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ต้องไม่มีอำนาจ ไม่มีการแสวงหาอำนาจ ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีการแข่งขัน และไม่ได้หาผลประโยชน์ ประชาชนจะเข้ามาในลักษณะอาสา ส่วนไหนที่จะให้อำนาจก็พร้อมตัดออก สภานี้ไม่ควรมีอำนาจแม้แต่นิดเดียว

'ไพบูลย์-ปลัดมท.'เคลียร์ปัญหา ยังไม่พบ'อารีย์'

 เมื่อเวลา 12.00 น. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกณ และรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนายพงศ์พโยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้หารือถึงงปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับร่าง พรบ.สภาองค์กรชุมชน ก่อนเดินออกมาจากห้องประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชมนพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยทั้งสองคนมีสีหน้ายิ้มแย้ม   

ต่อมา นายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ว่าได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวแล้ว กับปลัดกระทรวงมหาดไทยในระดับหนึ่งแล้ว เหลือเพียงการพูดคุยกับนายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องเชิญมาพูดคุยกัน เพราะเขาได้ บอกแล้วว่า วิธีการดำเนินการภายใต้รัฐบาลนี้ เราใช้กระบวนการสร้างสรรค์ฉันท์มิตร ฉะนั้นเรื่องภายในก็ใช้กระบวนการเดียวกัน  เมื่อถามว่า ยังสามารถอดทนทำงานได้ต่อไปหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องอดทน

ต่อข้อถามว่า ไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ถึงขั้นยื่นใบลาออกใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังมีความสุขดีอยู่ เรายังเคารพนับถือซึ่งกันและกัน และถือว่า เป็นเรื่องที่ดีได้มองต่างกันบ้าง ถ้ามองเหมือนกันหมดก็ไม่ดี และข้อท้วงติงต่าง ๆ ก็ได้ทำความเข้าใจกันหมดแล้ว เหลือเพียงเรื่องแนวคิดพื้นฐานในเรื่องท้องถิ่นว่า พัฒนาอย่างไรถึงจะดี  ด้านนายพงศ์พโยม กล่าวว่า จริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีกระทรวงการคลังกพ. , กพร.และอีกหลายหน่วยงานที่มีข้อท้วงติง แต่ก็สามารถพูดคุยกันได้

ปราชญ์ไม้เรียง เมินร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน

 นายประยงค์ รณรงค์ ผู้นำชุมชนไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีฯและ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รายละเอียดของ พ.ร.บ ฉบับดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายตั้งสภาองค์กรชุมชน แต่ทั้งนี้ ขอให้ชุมชนมีการร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแผนงาน โครงการต่างๆ สะท้อนความต้องการพัฒนาชุมชนของ ตนเองอย่างจริงจัง

อย่างเช่น ขณะนี้ที่ชุมชนไม้เรียงทำอยู่ก็ไม่ได้มีกฎหมายรองรับ ไม่สามารถไปบังคับใครได้ แต่ได้ร่วมกันกำหนดแผนปฏิบัติ เสนอโครงการ ความต้องของ ชุมชน เสนอไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งวิธี การนี้ไม่ต้องเกรงว่าจะไปมีอำนาจทับซ้อนกับ อบต.ทางที่ดีทั่ง พม.และ มท.จะต้องไปเน้น ส่งเสริมและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพัฒนาตัวเองได้ให้มากกว่านี้ 

นายโชคชัย ช่วยณรงค์ กำนัน ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นปี 2544 กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่ให้มีสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นและเห็น ว่าจะไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับ อบต. เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นนั้นเป็นการรวมตัวของ ชาวบ้านในชุมชนกำหนดแผนตำบลและนำเสนอไปสู่ อบต.และอบต.จะเป็นคนรับรองแผน ดังกล่าวเท่านั้น เพราะที่ผ่านมานั้นที่ผ่านมา อบต.สมาชิกนั้นมากจากหมู่ละ 2 คนไม่สามารถกำหนดแผนที่ครอบคลุมได้ชัดเจน ไม่มีความหลากหลาย สะท้อนความต้องการที่ชัดเจนไม่ทราบว่ากระทรวงมหาดไทยคิดอย่างไร
 

 
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 20:21:59 PM »

นพ.พลเดชลั่นไม่ขัดแย้ง'อารีย์'แต่ดูแลร่างให้ถ่วงดุลกัน
7 มิถุนายน พ.ศ. 2550 15:29:00
 
"น.พ.พลเดช" ระบุ"ร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น"จะมีการจัดการดูแลให้มีความถ่วงดุล ระหว่างสภาอบต. และสภาองค์กรชุมชน จะมีการจัดการดูแลให้มีความถ่วงดุล ลั่นไม่ได้ขัดแย้งกับ"รมว.มหาดไทย" เพียงแต่ปรับแก้ไขให้ร่างดังกล่าวสมบูรณ์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รายการสยามเช้านี้  สัมภาษณ์น.พ. พลเดช  ปิ่นประทีป ประเด็น "ร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น"

ถาม เรื่องร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชุนจะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันหลายๆ ด้านหนึ่งมีกระทรวงมหาดไทย ที่ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาบางส่วน และอีกด้าน กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะท่านรมว.ไพบูลย์ยืนยันว่า เรื่องนี้ถ้าไม่ผ่านมีปัญหาท่านขอรับผิดชอบเอง และล่าสุดมีสมาชิกองค์กรประชาชนในพื้นที่ หลายจุดซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันร่างพรบ.ฉบับนี้ เข้าชื่อให้ท่านนายกฯปลดท่านอารีย์ วงอารยะ รมว.มหาดไทยดูเหมือนจะมีสองฝ่าย ทำไมถึงจุดนี้ไม่มีทางประนีประนอมกันหรือ

ตอบ ความจริงมีครับ และคิดว่าจะมีจุดที่เป็นทางออกร่วมกันได้อยู่แล้ว ผมคิดว่าอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะความเห็นของรมต.ที่มีต่อที่ประชุมวานนี้เป็นความเห็นร่างฉบับเก่า แต่หลังจากความเห็นที่เป็นทางการจากกระทรวงต่างๆส่งมาสำนักงานเลขาครม.แล้ว และส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองก็มีความเห็นที่ต่างกันก็มีกระบวนการที่พูดคุยและปรับโดยเฉพาะสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยกังวล กลัวว่าอำนาจจะไปซ้อนกับสภาท้องถิ่น เมื่อมีความกังวลอย่างนั้นผมก็เห็นด้วยก็มีการปรับกัน ปรับจนสุดเลย ผมมีความมั่นใจว่าร่างที่เข้าครม.ถ้าอ่านดีๆแล้ว จะเห็นว่าปรับในเรื่องอำนาจหน้าที่ที่กลัวว่าจะซ้อนทับหมดแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามหากช่วยดูอีกทีก็จะดีมาก ผมมีจุดยืน และมีความเชื่อและมีประสบการณ์เรื่องนี้ชัดเจนผมเห็นว่า สองส่วนท้องถิ่นกับชุมชนต้องมีความสัมพันธ์แบบพอเหมาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องขององค์กรปกครอง บริหารจัดการในทรัพยากรต่าง ต้องเป็นองค์กรที่มีอำนาจ และใช้อำนาจในทางที่ดี

ผมเรียกร้องเสมอว่า อยากให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดเชื่อว่าท้องถิ่นจะแข็งแรงมาได้ แต่ท้องถิ่นอย่างเดียวไม่พอ พบว่าจากการทดลองศึกษา 70-80 ตำบล พบว่าถ้าท้องถิ่นไหนไม่มีองค์กรชุมชน เป็นฐานที่เข้มแข็ง การใช้อำนาจขององค์กรปกครองท้องถิ่นจะบิดเบี้ยวได้ เพราะเรียนรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัย

ปัจจัยที่สำคัญคือ องค์กรชุมชนที่เป็นฐานเป็นองค์กรที่เป็นพลังศีลธรรม ความถูกต้องจะสะท้อนความต้องการของประชาชนจริงๆและสะท้อนความมุ่งมั่นว่าประชาชนอยากพึ่งตนเอง อยากแก้ปัญหาอะไร แล้วท้องถิ่นเป็นความคิดตรงนั้นมาทำแผน มาจัดสรรงบประมาณตรงนี้จะได้ดุลเปรียบเสมือนท้องถิ่นต้องมีอำนาจ แต่ว่าชุมชนต้องไม่มีอำนาจสองอันนี้เหมือนหยินหยาง

ถาม หมายความว่าตามแนวทางของกระทรวง ร่างพรบ.ฉบับนี้ ท้ายที่สุดแล้วอำนาจไม่มีก็ยอมรับได้

ตอบ ยอมรับได้ คือมีบทบาท และมีสถานภาพ ทุกวันนี้แม้ไม่มีพรบ.นี้ก็ทำกันอยู่แล้วแต่ว่ารัฐบาลชุดนี้มาช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศอยากพาประเทศไปสู่การเมืองแบบใหม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งต้องมีสองส่วนประกอบกัน คือ ประชาธิปไตยทางตรงคือองค์กรชุมชุนกับประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งแบบตัวแทนสองส่วนต้องประกอบกัน

ถาม ที่มหาดไทยตกใจคือร่างแรก คือดูเหมือนให้อำนาจสภาองค์กรชุมชุนมาก

ตอบ ครับผมรู้แต่เป็นความต้องการความมุ่งมั่นของชุมชุน ในพื้นที่เลย ผมเห็นแล้วว่ามันสุดโต่งไปหน่อย เขาร่างมาเป็นภาษากฎหมายเลย ตอนนั้นพอให้นโยบายไปผมก็ตั้งทีมกฎหมาย เอ็นจีโอ นักวิชาการมานั่งร่าง เขาร่างเร็ว ของชุมชนมาทีหลัง ก็มาเปรียบเทียบกันของชุมชน เป็นธรรมชาติดีกว่า และเข้าใจจากฐานร่างดีกว่า ดูได้จากเขาไม่ปูพรหมให้ทุกตำบลมีสภา คือตำบลไหนไม่พร้อมก็ตั้งสภาไม่ได้ จิตนาการเลย คือตอนนี้ไม่มีพรบ.ก็มีสภาชุมชนเกิดขึ้นแล้วตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราจะปฏิรูปการเมืองในภาคปฏิบัติ และมีกฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ประชาธิปไตยทางตรงขยายตัวได้เร็ว

ถาม แต่ฟังเสียงรมว.มหาดไทย ดูเหมือนว่าจะมีการคุยปรับกันแล้วท่านก็ยังมีเสียงเหมือนยังไม่ยอมรับเท่าไหร่ จะสามารถปรับอะไรได้อีกมั๊ย

ตอบ ผมยินดีอยากให้ดู มาตรา19 ที่กำลังกังวลผมไม่อยากให้ครม.ต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปสู่สภาด้วยความกังวลใจของรัฐมนตรีแม้เพียงคนเดียวผมอยากให้ท่านดูและช่วยปรับเลย เพราะผมก็ไม่อยากให้มีอำนาจ เพราะผมเชื่อว่าถ้ายิ่งมีอ่ำนาจพลังทางศีลธรรมจะน้อยลง และผมได้คุยกับรมช.มหาดไทยทั้งสองท่าน อยู่ในวิสัยที่จะปรับได้สบาย เรื่องนี้ไม่ต้องถึงขั้นต้องมีใครลาออก แต่ช่วงการแสดงความเห็นทางครม.และการให้ข่าวในสองวันที่ผ่านมาผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่ อาจารย์ไพบูลย์แสดงจุดยืนรับผิดชอบในฐานะเป็นเจ้ากระทรวง อันนี้ก็ต้องทำ

แต่ทางท่านอารีย์ก็ต้องแสดงจุดยืน การแสดงจุดยืนตรงนี้ในฐานะผมเป็นรมช.และปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีผมต้องรู้ว่ามีทางจัดการหาทางออก

ถาม มีคนไม่น้อยที่คิดหน้าตาสภาชุมชนเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างได้มั๊ย

ตอบ ทางภาคเหนือที่น่าน มีเป็น 10 ตำบล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเยี่ยมประมาณ 3-4 ตำบล ต.น้ำเกี๋ยง ต.ศิลาแลง ต.ผึ่งตอง และต.ศรีสะเกษ ไปดูตรงนี้ได้เลย ถ้าเป็นภาคใต้ ต้นฉบับเลย ต.ไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช ของน้ายงค์ ต.จะนะที่สงขลา

ถาม บทบาทเขาเป็นอย่างไร

ตอบ ต้องจะมีผู้นำชุมชน ประชาชนรวมตัวกันดูแลตัวเองสร้างความเข้มแข้งเป็นกลุ่ม ผู้นำองค์กรรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้และตัดสินใจพัฒนาร่วมกัน ในบางเรื่องการทำแบบนี้เป็นประจำ ก็จะเกิดเครือข่ายเข้มแข็งและเป็นเครือข่ายที่ไม่มีอำนาจ ปรากฎว่าทุกคราวที่มีการเลือกตั้งอบต. จะเป็นการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเป็นสุภาพบุรุษ รู้แพ้รู้ชนะและหลายพื้นที่สามารถกำหนดได้เลยว่าใครจะเป็นอบต. คนที่แพ้ก็ช่วยคนชนะทำงานผลัดเปลี่ยนกัน และสมานฉันท์กัน ตรงนี้ถ้าหากเราอยากเห็นการเมืองสมาฉันท์เกิดขี้นแบบนี้ พรบ.ชุมชุน จะไปเร่งให้ตรงนี้มากขึ้นเร็วขึ้น ถ้าไม่มีพรบ.ก็ช้าแบบนี้ซึ่งมันไม่ทัน

ถาม สมมุติว่าร่างพรบ.ฯผ่านกม.สภาองค์กรชุมชุนก็มีสิทธิที่จะเห็นด้วยชอบหรือไม่ชอบ

ตอบ ใช่ สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะที่ผ่านมาปชช.รวมตัวกันข้าราชการที่มีอำนาจจะบอกว่าพวกเถื่อน อันนี้ทำให้ทั้งเจ็บใจและเสียโอกาส

ถาม ถ้างั้นมหาดไทยกลัวอะไรเมื่ออำนาจจริงไม่มี

ตอบ ผมว่าเขากังวลความจริงแก้ไขแล้ว ถ้าเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างสภาอบต.กับสภาองค์กรชุมชน ขัดแย้งกันจะทำอย่างไร ถ้าสภาชุมชนหัวแข็งมากจะปกครองลำบาก อย่างนี้เราได้ปรับแก้แล้วให้มีการถ่วงดุลกัน สภาองค์กรชุมชนไหนเกเร มติของสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดยุบได้เลย ถ้าสภาชุมชนจังหวัดเกเร ผู้ว่าฯยุบได้ ซึ่งจะมีระบบการดูแลอยู่

ถาม ฟังดูแม้แต่จังหวัดใหญ่เช่น กทม. เชียงใหม่ โคราช ก็มีสิทธิจะมีได้

ตอบ ควรจะมีอย่างยิ่ง อย่างกทม. จะมีสภา 3 ระดับสภาองค์กรระดับตำบล ระดับจังหวัดและระดับชาต ในส่วนของกทม.ระดับเขตน่าจะเทียบเท่าระด้บตำบลในต่างจังหวัด เป็นเขตไป

ถาม ชาวบ้านในกรุงเทพฯ รวมตัวกันเป็นสภาชุมชนมีสิทธิมีเสียงว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการของกทม.ได้เลยใช่มั๊ย

ตอบ ได้ครับ แต่กทม.จะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นสิทธิของกทม.

ถาม ต้องการให้ประชาชนมีปากเสียง

ตอบ ถูกครับจริง ตรงนี้คือช่องระบายแทนที่จะมาม็อบกัน เพราะว่าสภาเหมือนกับเวทีของเครือข่าย การมาประชุมสภาก็เป็นการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารในเครือข่ายอย่างรวดเร็ว

ถาม สุดท้ายคิดว่า เรื่องนี้คงไม่ต้องมีการเผชิญหน้ากัน

ตอบ ผมคิดว่าไม่มีการเผชิญหน้าคิดว่าคุยกันได้สบาย ๆ ไม่ควรจะทำให้ประเทศมากังวลกับพวกเราและสถานการณ์บ้านเรามีเรื่องอื่นร้อนอีกเยอะแยะมากมายไม่ควรเติมเรื่องใดไป ผมกับอาจารย์ไพบูลย์ คิดว่าเราต้องการมาช่วยรัฐบาลช่วยประเทศช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก็อยากจะช่วยผ่อนเบาภาระมากกว่าไปเพิ่มภาระให้กับใคร
 

http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/07/WW03_0301_news.php?newsid=77767
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 07 มิถุนายน 2007, 21:20:10 PM »

หมอพลเดช  ไม่โดดเดี่ยวแน่ ยิ้มเท่ห์
องค์กรภาคประชาชนในเครือข่าย 500 กว่าองค์กรทั่วประเทศรอกฏหมายฉบับนี้อยู่
พวกกากเดนรัฐบาลทักษิณ อย่างอารีย์ .. พวกนี้ไร้ราก และไม่เข้าใจถึงสิทธิของชุมชน สิทธิของพลเมือง

ถ้าจะให้กำลังใจหมอพลเดช อาจารย์ไพบูลย์  ..ก็ไปพร้อมกับองค์กรประชาชนนี้เลยก็ได้

ไปพร้อมลุงสน รูปสูง ( สหายวา)ของเรานี่แหละ.. เจ๋ง

เครือข่ายชุมชนจากทั่วประเทศหลายพันคนนัดชุมนุมหน้าทำเนียบฯ พรุ่งนี้ (8 มิ.ย.) ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี-ไพบูลย์-หมอพลเดช พร้อมยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้ผลักดันร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนเร่งด่วนเพื่อให้ทันใช้ในปีนี้และให้ชี้แจง ตักเตือนรัฐมนตรีรวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ไม่เห็นด้วยให้กลับไปศึกษาร่างกม.ที่ปรับปรุงแก้ไขใหม่ หากดึงดันควรปลดออก เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศเตรียมพร้อมเคลื่อนไหวใหญ่ ประกาศลั่นสู้ไม่ถอย
       
       นายสน รูปสูง เลขาธิการสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (8 มิ.ย.) เครือข่ายองค์กรชุมชนจากทั่วประเทศ จำนวนหลายพันคนนัดชุมนุมกันหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้คำมั่นกับองค์กรชุมชนทั่วประเทศเมื่อปลายปี 2549 ว่าจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและให้จัดทำร่างกม.ฉบับนี้ออกมา และยังจะมอบดอกไม้ให้กับนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมทั้ง นพ.พลเดช ปิ่นประทีบป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเดียวกันด้วย
       
       นายสน กล่าวต่อว่า วันพรุ่งนี้ องค์กรชุมชนฯ ยังจะยื่นข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี 2 ข้อสำคัญ คือ หนึ่ง ให้ดำเนินการผลักดันร่างพ.ร.บ.นี้อย่างเร่งด่วนต่อไปเพื่อให้ทันประกาศใช้ในปีนี้
       และ สอง ขอให้นายกรัฐมนตรี ชี้แจง กล่าวตักเตือนรัฐมนตรีที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว และให้กลับไปศึกษาร่างกฎหมายที่แก้ไขแล้วใหม่หากรัฐมนตรีคนใดยังดื้อดึงก็ควรปลดออก รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยด้วย เพราะร่างกฎหมายนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลเองที่จะสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และหากศึกษาให้ดีจะเห็นว่าไม่ได้มีความซ้ำซ้อนแต่อย่างใด
       
       “เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ จะประกาศเจตนารมย์ว่าจะร่วมกันเคลื่อนไหวใหญ่ทั่วประเทศ โดยองค์กรที่เข้าร่วมในเบื้องต้นนอกเหนือจากสมัชชาองค์กรชุมชนฯ แล้วยังมีเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายสื่อชุมชน เครือข่ายแผนแม่บทชุมชน ฯลฯ เราขอประกาศจุดยืนว่าจะสู้ไม่ถอย และหากวัดกำลังคนกันแล้วเครือข่ายชุมชนมีมากกว่าอบต.แน่” เลขาธิการสมัชชาองค์กรชุมชนฯ กล่าว
       
       และเขายังบอกว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพื่อจะแสดงเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งรับร่างกฎหมายนี้ไปพิจารณาได้รับทราบว่าองค์กรชุมชนให้การสนับสนุนและต้องการให้กฎหมายนี้ออกมามีผลบังคับใช้ ไม่ควรที่จะมีขั้วอำนาจฝ่ายใดที่ไม่เห็นด้วยไปมีอิทธิพลต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ดึงเรื่องเอาไว้หรือตีตกไป
       
       นายสน ยังกล่าวในตอนท้ายว่า ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 และรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ในหมวดว่าด้วยการมีส่วนร่วมและสิทธิชุมชนทุกมาตรา คณะรัฐมนตรีควรจะต้องให้การสนับสนุน และความจริงแล้วยังจะส่งผลดีต่อองค์การบริหารท้องถิ่น (อบต.) ด้วย เพราะประชาชนซึ่งมีส่วนร่วมบริหารจัดการชุมชนกับอบต.จะให้ความรักให้ความไว้วางใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 มิถุนายน 2007, 21:29:16 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ตอมปัวล์
Full Member
***
กระทู้: 454


มามะ...จู...จุ๊บ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2007, 10:14:21 AM »

อารีย์  สมุนทรราช
มันผลักดัน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ฟื้นระบบการปกครองรวมศูนย์ใต้ศักดินาคลองหลอด

อารีย์ ...ผู้ไม่เคยเห็นหัวประชาชน
ไล่มันไป ให้พ้นพ่อแม่พี่น้อง....
บันทึกการเข้า

ผู้ก่อกวน
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2007, 20:39:09 PM »

อารีย์  สมุนทรราช
มันผลักดัน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ฟื้นระบบการปกครองรวมศูนย์ใต้ศักดินาคลองหลอด

อารีย์ ...ผู้ไม่เคยเห็นหัวประชาชน
ไล่มันไป ให้พ้นพ่อแม่พี่น้อง....


ออกๆๆๆๆไปปปปปปปปปปปปปปปปป       [/b]
บันทึกการเข้า
ยอนละไม
Full Member
***
กระทู้: 388


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2007, 20:42:40 PM »


พวกมหาดไทยพูดถึงแต่เรื่องระบบ พูดแต่เรื่องการแทรกแซงจากการเมือง

ทำไมพวกมหาดไทยไม่มองตัวเองเสียงบ้าง ที่ผ่านมาคนมหาดไทยนั่นแหละที่ถูกการเมืองแทรกแซงมาตลอด ใครมีอำนาจก็เอื้อประโยชน์ให้เขา

มหาดไทยนั่นแหละสมควรถูกยุบทิ้ง
บันทึกการเข้า
Mayom
Full Member
***
กระทู้: 256


อาสา...มาป่วน กวน'รมณ์ เล่น


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2007, 23:23:25 PM »


จดหมายถึงญาติมิตรพัฒนาสังคม ฉบับทิ่ 18 (4 มิ.ย. 50)



     การตัดสินคดียุบพรรคการเมืองผ่านพ้นไปแล้ว ถึงเวลามาช่วยกันทำให้เกิด “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร เพื่อสังคมและชีวิตที่ดีกว่า”

                วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยและผู้เฝ้ามองประเทศไทย รอคอย เพราะเป็นวันตัดสินคดียุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ 2 พรรคใหญ่ และ 3 พรรคเล็ก

                มีการประกาศผลการพิจารณาตัดสินคดีอย่างละเอียด และชัดเจน โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 ท่าน ใช้เวลาอ่านคำพิจารณาและตัดสินรวมประมาณ 10 ชั่วโมง

                ผลการตัดสินคดี กระทบต่อบุคคลกลุ่มต่างๆไม่เหมือนกัน และปฏิกิริยาจากบุคคลกลุ่มต่างๆ รวมทั้งจากผู้คนทั้งหลายในสังคม ก็ต่างๆกัน

            แต่ผมเองคิดว่า เมื่อการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองผ่านพ้นไปแล้ว น่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นในการหันมาร่วมกันพยายามทำให้เกิด “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร เพื่อสังคมและชีวิตที่ดีกว่า”

                นั่นคือ เลิกคิดเป็นศัตรูกัน หรือเป็นฝ่ายตรงกันข้าม

            คนไทยทั้งหมด ล้วนเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติ เป็นเพื่อน เสมือนอยู่ในครอบครัวใหญ่เดียวกัน ที่เรียกว่าประเทศไทย มีเป้าหมายสุดท้ายร่วมกันหรือเหมือนกัน ได้แก่ การมีชีวิตและสังคมที่สันติและเป็นสุข

                การเมืองเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสังคมไปสู่ความสันติและความเป็นสุข

             ใครที่มองการเมืองเป็นเรื่องเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ จึงคิดไม่ถูก ควรคิดเสียใหม่ และถ้ายังไม่เปลี่ยนความคิดให้ถูก ก็ไม่ควรเข้ามาทำงานการเมือง

              “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร” มีอยู่แล้วในประเทศไทย ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

                 ในระดับชาติอาจยังไม่ชัดมาก แต่มีเชื้ออยู่พอสมควร แสดงตัวให้ปรากฏเป็นระยะๆ

                ในระดับท้องถิ่น ได้มีหลายตำบลและเขตเทศบาล ที่พยายามพัฒนา “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร” หรือ “การเมืองแบบสมานฉันท์” ขึ้น ใช้การพูดจาหารือระหว่างประชาชนในท้องถิ่นด้วยกัน จนได้ข้อสรุปร่วมกันว่าใครควรจะเป็นผู้บริหารท้องถิ่น แล้วจึงไปเลือกตั้ง เกิดบรรยากาศรู้รักสามัคคี ช่วยกันพัฒนาท้องถิ่น

                ในระดับชาติ คงไม่สามารถทำขนาดนั้นได้ (เลือกผู้บริหารโดยการพูดจาหารือกันในหมู่ประชาชน) แต่ที่น่าจะทำได้ และควรพยายามทำให้ได้ คือ การพูดจาหารือกัน ทั้งในหมู่นักการเมืองและในหมู่ประชาชน เพื่อร่วมกันหาข้อสรุปที่พอใจร่วมกัน เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ

             ขณะนี้ ได้มีประเด็นทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ รอการขบคิดหาข้อสรุป เพื่อช่วยให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้าได้อย่างสร้างสรรค์

                จึงควรที่ฝ่ายต่างๆซึ่งเกี่ยวข้อง จะเข้ามาพูดจาหารือกันเพื่อหาข้อสรุปที่พอใจร่วมกัน

                การพูดจาหารือกัน ควรเป็นไปอย่างฉันญาติมิตร ช่วยกันคิดว่า เป้าหมายหรือเป้าประสงค์ร่วมกันคืออะไร แล้วร่วมกันพยายามหาแนวทางและวิธีการ อันจะทำให้บรรลุเป้าหมายหรือเป้าประสงค์นั้นๆ

                ในการนี้ ถ้าต้องการ “คนกลาง” หรือ “ผู้ประสาน” มาช่วยจัดกระบวนการพูดจาหารือกัน ก็สามารถร่วมกันค้นหาและคัดสรร ให้ได้ “คนกลาง” ซึ่งเป็นที่พอใจหรือยอมรับร่วมกัน

                แต่สำหรับผู้อยู่ในวงการเมืองไทยในปัจจุบัน มีบุคคลซึ่งน่าจะเล่นบท “คนกลาง” หรือ “ผู้ประสาน” ได้เป็นอย่างดีอยู่จำนวนไม่น้อย

                นั่นคือ นักการเมืองไทย ควรจะใช้จังหวะที่จบคดียุบพรรคการเมือง หันมาพูดจาหารือกันเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่สำคัญ โดยไม่ต้องมี “คนกลาง” หรือ “ผู้ประสาน” หรือถ้าต้องการบุคคลดังกล่าว ก็เล่นบทกันเอง หรือร่วมกันจัดหามา ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก

                ผมเองขอเอาใจช่วยทุกฝ่ายทุกคน ที่จะร่วมกันพยายามทำให้เกิด “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร เพื่อสังคมและชีวิตที่ดีกว่า” และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในส่วนที่ผมสามารถทำให้

                เพราะผมเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่า “การเมืองแบบสร้างสรรค์ฉันมิตร เพื่อสังคมและชีวิตที่ดีกว่า” จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยและสังคมไทย


                                                                                                สวัสดีครับ

                                                                                            ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม


คัดมาจาก   www.gotoknow.org/blog/paiboon
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 มิถุนายน 2007, 23:28:13 PM โดย Mayom » บันทึกการเข้า

...ทุกสิ่งอยู่ที่ใจ...ใช่ใครอื่น...
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 09 มิถุนายน 2007, 05:46:01 AM »

บทสัมภาษณ์...........แอนตี้วาทะกรรม.: ประชาธิปไตย ,การเลือกตั้ง และท้องิ่น
......................
สัมภาษณ์พิเศษ"สน รูปสูง" "การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ใช่คำตอบ"
8 มิถุนายน 2550 20:03 น.
 
"ยกตัวอย่าง ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ผมอยู่นี่ มีคนสมัคร อบต. 4 คน ผู้ชนะได้คะแนนนิดเดียว เอาคะแนนคนสอบตก 3 คนมารวมกันยังได้คะแนนมากกว่าผู้ชนะอีก เห็นได้ชัดว่า การเลือกตั้งในท้องถิ่น ทำให้มีการแบ่งแยกกันในชุมชน และไม่ใช่คำตอบของการปกครองท้องถิ่น"

การเคลื่อนไหวผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น พ.ศ....ของกลุ่มสมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่มี "สน รูปสูง" นั่งเก้าอี้เลขาธิการอยู่ ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร อาจจะเนื่องเพราะมีกฎหมายหลายฉบับรอการพิจารณา ซึ่งแต่ละฉบับล้วนฮอตฮิต และอยู่ในกระแสแทบทั้งสิ้น

 ซึ่งดูจะแตกต่างจากกฎหมายฉบับนี้ ทั้งที่เนื้อหา ข้อมูล และสาระ เป็นกฎหมายที่เน้นจะปรับเปลี่ยนการทำงาน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับฐานราก ที่ต้องการให้มีสิทธิ มีเสียง มีแผนจัดการชีวิตของพวกเขา ที่มาจากคนในชุมชนเอง ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หากออกมาแล้ว จะสามารถปรับเปลี่ยนชีวิตองค์กรภาคประชาชนในระดับรากหญ้าได้จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว 

 วันนี้ เรามีโอกาสพูดคุยกับ "สน รูปสูง" เลขาธิการ สอท.ที่แม้จะอยู่ในวัย 60 ปี แต่ก็ดูกระฉับกระเฉง พร้อมลุยกับทุกสภาพปัญหา โดยที่ผ่านมาเขาคลุกคลีอยู่กับองค์กรชาวบ้านมาตลอดชีวิต แม้ช่วงหนึ่งจะเป็นครู แต่ก็ลาออกมาเพื่อทำงานกับชุมชน และเป็นครูของชาวบ้านมาตลอด โดยช่วงที่ผ่านมาเขาผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเงียบๆ ผ่านทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มี "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม" นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และมี "น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป" นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ซึ่งทั้งสองคนนี้ คลุกคลีและรู้จักองค์กรชุมชนเป็นอย่างดี โดยเป้าหมายของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการให้ได้รับพิจารณาและประกาศใช้ในรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่อย่างนั้นหากมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ความหวังที่มีอยู่อาจจะหายไปชั่วพริบตา

ทำไมถึงได้มีการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมา

 เรามองว่า การพัฒนาตั้งแต่มีการปกครองระบบประชาธิปไตยปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ถ้าเราย้อนภาพของชุมชน ตั้งแต่การกระจายการปกครองไปถึงชุมชน ทำให้ชุมชนที่เคยปกครองกันแบบอาศัยฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ อาศัยผี โคตรเหง้า เป็นกฎหมายของชุมชน เป็นกฎหมายของการพัฒนา สูญหายไปทั้งหมด เพราะหลังช่วง พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ ที่ส่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าไปปกครอง เป็นก้าวแรกที่รัฐส่งตัวแทนมาจัดการชุมชน ซึ่งทำให้ความเป็นชุมชนล่มสลาย เหมือนกับที่เขาได้แต่งเพลงล้อเลียนการปกครอง อย่างเพลง "ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมในปี 2504" ก็เห็นได้ชัดว่าแผนพัฒนาประเทศมันล้มเหลว

 พออาศัยกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่พอ ยังมีเกษตรตำบล เอาเข้าไปครอบงำชุมชน ครอบงำภูมิปัญญาชาวบ้าน จนสิ่งดีๆ ที่เคยมีอยู่ในชุมชนหายไป พันธุ์ข้าวโบราณที่ดีๆ หายไป เหลือแต่ข้าว กข 5-6 ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำโดยไม่ต้องใช้เงินก็หายไปหมด ระยะหลังสุดมีกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ชุมชนมีส่วนร่วม ก็ไม่เป็นผล แล้วโยนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตุ้มเข้ามาอีก แต่ปากบอกว่านี่คือการกระจายอำนาจ แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันเป็นการกระจายการปกครองแบบสุดโต่ง โดยเฉพาะระบบเลือกตั้ง มาทำให้คนแตกกัน ชาวบ้านเดียวกันแตกแยกกัน คนในครอบครัวเดียวกันแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ยกตัวอย่าง ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ที่ผมอยู่นี่ มีคนสมัคร อบต. 4 คน ผู้ชนะได้คะแนนนิดเดียว เอาคะแนนคนสอบตก 3 คนมารวมกันยังได้คะแนนมากกว่าผู้ชนะอีก เห็นได้ชัดว่า การเลือกตั้งในท้องถิ่น ทำให้มีการแบ่งแยกกันในชุมชน และไม่ใช่คำตอบของการปกครองท้องถิ่น

 นอกจากนั้นพอให้ อบต.มาเขียนแผนเพื่อพัฒนาชุมชน ตามระเบียบมหาดไทย โดยชักชวนให้ประชาชนมาช่วยเขียน ปรากฏว่าไม่มีคนมา และพอเขียนแผนเสร็จก็จะต้องเอามาให้นายอำเภอดู หากนายอำเภอไม่เห็นชอบ ไม่อนุมัติทุกอย่างก็ถูกยกเลิก ดีไม่ดีถึงขั้นยุบสภาไปเลยก็มี

 ตัวนี้คือการหมกเม็ดของกระทรวงมหาดไทย ที่เหมือนกับว่าจะให้อำนาจท้องถิ่นจัดการกันเอง แต่จริงๆ ก็มีคนครอบอยู่ข้างบน ซึ่งมี อบต.บางคนเล่าให้ฟังว่า บางแผนเขียนเสร็จ นายอำเภอต้องมาดูก่อนว่า จะต้องใช้เงินเท่าไร ทรายกี่คิว หินกี่คิว จะต้องส่งคืนมาให้อำเภอเท่าไร จังหวัดเท่าไร ทั้งที่งบประมาณทั้งหมดไม่ได้ไปสู่ อบต.โดยตรง แต่ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการจากจังหวัดและอำเภอ เอากันไปเท่าไร เหมือนไอติมที่ละลายตามระยะทาง กว่าจะถึงคนกินจริงๆ ก็ได้ไม่กี่คำ

 แล้วที่นี้ มองภาพ 6 พันตำบลทั่วประเทศ หากมีการชักเปอร์เซ็นต์อย่างนี้ มีการกินหัวคิวอย่างนี้ ก็คือการคอรัปชั่นดีๆ นี่เอง และนี่แหละคือระบบการเมือง ทุกวันนี้ มีเลือกตั้ง อบต.ที่ไหน นักการเมืองระดับชาติจะแบ่งกันเลยว่า ตำบลนี้ใครเอา เขตข้าข้าเอา เขตแกแกเอา บางพรรคเจรจากันเลยว่า ผมตำบลนี้ คุณตำบลนั้น แล้วนักการเมืองก็จะมาประเมินกันว่า เลือกตั้ง อบต.นี้ใครจะชนะ แล้วก็ทุ่มเงินลงมา แต่จริงๆ เงินไม่ใช่ของ ส.ส.หรือนักการเมืองหรอก แต่เป็นเงินบรรดาผู้รับเหมา ที่จ่ายผ่านนักการเมืองมาอีกที พอชนะการเลือกตั้งขึ้นมา บรรดานักการเมืองพวกนี้ก็จะบอกว่า เงินที่คุณใช้ไม่ได้เป็นของผม แต่เป็นของบรรดาผู้รับเหมา พ่อค้าพวกนี้ แล้วท้ายที่สุดคืออะไร ก็จะต้องมีการตอบแทนบุญคุณกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นระบบการตอบแทน

 ซึ่งทำให้สิทธิชุมชนหายไป ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้ว การกระจายอำนาจคือการมอบอำนาจให้ชุมชนจัดการ แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ใช่ แต่ที่ผ่านมาก็มีองค์กรที่ทำงานกับชาวบ้าน และทำงานกับชุมชน และมีการก่อตั้งองค์กรชุมชนกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีกฎหมายรองรับ เวลาทำอะไรก็ไม่มีสิทธิมีเสียง เราจึงต้องการให้องค์กรชุมชนที่มีอยู่ มีสถานภาพทางกฎหมายรองรับ ทำให้กลุ่มคนงานมาวิเคราะห์กันว่าเราจะต้องเดินกันตรงนี้ ผลักดันกันตรงนี้ คือให้องค์กรชุมชนจริงๆ มีกฎหมายรองรับ

เลยมีการเขียนร่าง พ.ร.บ.นี้ขึ้นมา

 ใช่ เพราะเรามองว่า พ.ร.บ.นี้คือคำตอบที่แท้จริง ที่จะทำให้ชุมชนมีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง โดยไม่มีการครอบงำ และเป็นการคืนอำนาจที่แท้จริงให้ชุมชน เพื่อพัฒนาตนเอง

แล้วมีปัญหาไหม เพราะดูเหมือนเราขัดกับ มหาดไทยโดยเฉพาะ

 มี เพราะฉบับร่างฯ ที่ส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองอ่าน ก่อนจะส่งเข้าไป ครม.ก็ถูกให้แก้หลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ระบุเอาไว้ในมาตราที่ 18 ที่ให้องค์กรชุมชนท้องถิ่นตำบล มีอำนาจหน้าที่ดังนี้คือ ในวงเล็บ 1 ที่บอกว่า จัดทำแผนแม่บทชุมชนในเขตพื้นที่ตำบล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นำไปจัดทำแผนปฏิบัติการ และวงเล็บ 3 จัดประชุมสมัชชาชุมชนท้องถิ่นตำบล เพื่อพิจารณายับยั้ง ยกเลิก แผนงานโครงการ กิจกรรม หรือการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบเสียหาย หรือพิจารณาเรื่องอื่นใดที่สภาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นตำบล และประเทศชาติ

 ซึ่งในมาตรานี้ มีคนของมหาดไทยระบุว่า ในวงเล็บ 1 นั้น อยากจะให้แก้เป็นองค์กรชุมชนท้องถิ่น ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำบล ร่างแผนพัฒนาร่วมกันเพื่อนำไปปฏิบัติ และวงเล็บ 3 ระบุว่า ไม่ให้ไประงับยับยั้ง แต่ให้หารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่วมกัน และหาทางออกร่วมกัน ซึ่งเราก็ตกลง

ใช้เวลานานแค่ไหนในการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

 ไม่นาน มีการจัดเวที 2 ส่วนคือเวที วิทยาลัยการจัดการทางสังคม มี วีระ นิจไตรรัตน์ ผู้ประสานงาน วิทยาลัยการจัดการทางสังคมภาคอีสาน และ ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ กรรมการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม มีส่วนร่วม อีกส่วนหนึ่งคือ สอท.ของเรา ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และมีแกนนำทุกภาค มารวมกัน แล้วใช้เวลาจัดเวที ตามแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งแนวคิดนี้เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2540 ตามรัฐธรรมนูญที่เราได้ใช้กัน เพียงแต่เรารอจังหวะ รอโอกาสอยู่ และพอมาเกิดเหตุการณ์ปี 2548 ขึ้น เราก็เลยเดินหน้าทำ ซึ่งเราได้เคลื่อนไหวตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศให้มีการปฏิรูปการเมือง พอทักษิณ ถูกโค่นอำนาจด้วยการรัฐประหาร เราก็เดินหน้าทันที โดยมีการจัดการประชุม ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พูดคุยเรื่องสิทธิชุมชน โดยจัดเวทีประชาชน ทั้งภาคใต้ กลาง เหนือ ตะวันออก อีสาน ไปหมดเลย และเคยไปพบน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีก็เคยไป ไปกันเยอะ 200 กว่าคน โดยไปเสนอให้มี พ.ร.บ.นี้ขึ้นมา

ใช้เวลาในการร่างนานไหม

 ประมาณ 3-4 เดือน และปรับปรุงแก้ไขประมาณ 12 ครั้ง โดยทีมงานหลักๆ ก็มีผม และตัวแทนจากภาคต่างๆ ซึ่งเป็นเครือข่ายของ สอท.ทั่วประเทศ จากนั้นก็มี บำรุง คะโยธา และ ประยุทธ์ ชุ่มนาเสียว และ ชัชวาลย์ นิจไตรรัตน์ เป็นที่ปรึกษา ส่วนนักวิชาการไม่ได้เข้ามาช่วยดูอะไร แต่พอเราทำเสร็จแล้วเอาไปให้เขาอ่าน เขาก็บอกว่า โอเค เอาตามนี้ นี่ดีแล้ว ใช้ได้เลย แม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนเราเอาไปให้ดู เขาก็บอกว่าดี เอาแบบนี้แหละ เราก็เลยเดินหน้า

กฎหมายฉบับนี้เกิดจากฐานรากจริงๆ ไม่ได้มีนักวิชาการร่วมทำ

 ยืนยันได้เลยว่ามาจากชาวบ้าน และชุมชนจริงๆ และเป็นกฎหมายฉบับแรกที่เกิดจากฐานล่าง ซึ่งต่างจากกฎหมายฉบับอื่นที่เกิดจากหัวก่อน แล้วค่อยลงล่าง แต่ของเราจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการระดับตำบลก่อน ถึงจะมีเลือกคณะกรรมการระดับอำเภอ และระดับจังหวัด จนถึงระดับชาติ ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของไทยที่มีอย่างนี้

 ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้พิมพ์เผยแพร่ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนอ่าน เวลาไปจัดเวที ซึ่งชาวบ้านก็บอกว่าดี อ่านแล้วเข้าใจง่ายดี ไม่ต้องคิดหลายตลบ โดยมีการนำร่องไปแล้วในพื้นที่ 200 ตำบลทั่วประเทศ ซึ่งมีการนำเอาไปใช้ในบางพื้นที่ โดยไม่ต้องรอกฎหมาย หรือรอให้ร่างฉบับนี้ประกาศออกมา โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้งบประมาณมาช่วยเบื้องต้นในการจัดเวที 25 ล้านบาท

ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผลักดันไปถึงขั้นไหนแล้ว

 ส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณา ก่อนจะส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีความพยายามกันว่า อยากจะให้เข้า ครม.ให้ได้ภายในเดือนสองเดือนนี้ เพื่อจะได้ผ่านไปสู่ขั้นตอนอื่นเร็วๆ จะได้ประกาศให้เป็นกฎหมายบังคับใช้เร็วที่สุด เพราะอย่างไรต้องให้ผ่านภายในรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ เพราะหากเป็นรัฐบาลชุดที่มาจากการเลือกตั้ง กลัวว่าจะไม่ได้รับความสนใจ

ตอนนี้คาดหวังมากน้อยแค่ไหน

 คาดหวังมาก เพราะเราพยายามผลักดันทุกวิถีทาง เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน เพราะหากไม่ใช่รัฐบาลนี้ก็หมดสิทธิลุ้นได้เลย แต่ร่างฯ ที่ออกมาจะต้องไม่บิดเบือน หรือเพี้ยนจากที่เขียนเอาไว้มากนัก เพราะไม่อย่างนั้นก็ลำบากเวลานำไปใช้ ซึ่งก็หมายถึงไม่ได้คืนสิทธิให้ชุมชนอย่างที่เราวาดหวัง แต่เรามั่นใจว่า หลายคนที่เป็นกลางอยากจะให้ พ.ร.บ.นี้ออกมาประกาศใช้ เพราะจะทำให้สังคมดีขึ้น การบริหารบ้านเมืองดีขึ้น ภาคประชาชนเข้มแข็ง การคอรัปชั่นการโกงกินก็จะน้อยลง เพราะมีประชาชนคอยตรวจสอบ และเป็นหูเป็นตา คอยถ่วงดุลกับภาคการเมือง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ท่านบอกว่าเป็นกฎหมายเบอร์หนึ่งของกระทรวงนี้เลย

อบต.นำร่องที่บอก 200 อบต.ที่เอาร่าง พ.ร.บ.ไปทดลองใช้เขาตอบรับแค่ไหน

 ตอบรับดีมาก เพราะ อบต.ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเรียกประชุม มีองค์กรชุมชนไปเรียกประชุม ไปเชิญชาวบ้านมาทำแผน และให้ อบต.ร่วมกันร่าง ร่วมกันทำ จากนั้นพอเสนอแผนไป ให้ อบต.ทำ อบต.ก็สบาย ไม่ต้องร่างแผนลำบาก แถมเวลาร่างเสร็จ ชาวบ้านไม่คัดค้านด้วย เพราะชาวบ้านเสนอเอง บาง อบต.ยังเอาเงินงบประมาณมาจัดเลี้ยงอาหาร มาใช้จ่ายในการประชุมให้อีก

 ซึ่ง อบต.ที่เราลงไป มีหลายจังหวัด ทั้งร้อยเอ็ด ขอนแก่น ศรีสะเกษ ทุกคนตอบรับหมด เพราะทุกวันนี้ อบต.เองก็งานหนัก พอมีคนคิด มีคนร่วมวางแผน ร่างแผนพัฒนาให้ เขาก็ยินดี โดยตามร่าง พ.ร.บ.ที่เราเขียนนั้น พอชุมชน และ อบต.ร่วมร่างแผนงานแล้ว โครงการไหนที่จะต้องดำเนินการในระดับตำบล ก็เอาเงินงบประมาณ อบต.ดำเนินการได้เลย แต่หากโครงการไหนใหญ่ระดับจังหวัดต้องรับผิดชอบ จังหวัดก็จะต้องหาเงินมาดำเนินการ ถ้าหากใหญ่ระดับชาติ รัฐบาลก็จะต้องเป็นคนจัดการ จะเป็นทอดๆ ซึ่ง สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น เป็นองค์กรนิติบุคคล ที่ไม่มีเงินงบประมาณดูแล คนที่เป็นสมาชิกไม่ได้เงินเดือน คนเป็นประธาน รองประธานไม่มีเงิน แต่จะได้ในส่วนค่าเดินทาง ค่าอาหารและอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มากนัก และงบประมาณที่ได้มาก็จะผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะได้ไม่มีปัญหา

ตอนนี้บทบาทหน้าที่ของ อาจารย์สน ต้องทำอะไร

 ผมต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ผ่านให้ได้ โดยเดินสายชี้แจง ทำความเข้าใจ และอธิบายให้คนที่ต้องการฟัง และมีการเปิดเวทีให้การศึกษา เชื่อมโยงกับภาคต่างๆ โดยตอนนี้มีคณะกรรมการประมาณ 30 คน ที่ช่วยกันทำงานอยู่ และแม้อนาคตกฎหมายไม่ผ่าน เราก็จะเดินหน้าสร้างองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง เพราะเรามองว่า "นี่คือทางออก ที่จะทำให้สังคมไทยดีขึ้น"

+++++

โดย - สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์

ภาพ - สมโภชน์ สมบัติ
 
http://www.komchadluek.net/2007/06/09/q010_122036.php?news_id=122036
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2007, 06:13:39 AM »

“กก.สิทธิ” แนะ รธน.เปิดทางตัน หนุนจัดตั้งองค์กรชุมชน
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2550 05:44 น.
 
 ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

   “เสน่ห์ จามริก” หนุนจัดตั้งองค์กรชุมชน หวั่น “พม.-มท.” ตกหลุมพรางเจรจากฎหมาย ลดบทบาทชุมชนไม่มีอำนาจตัดสิน เป็นแค่ที่ปรึกษา แนะรธน.เปิดทางแต่ต้น ขณะที่ สนช.ชี้ออกกฎหมายตั้งสภาองค์กรชุมชน เปิดที่ยืนภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วม
       
       นายเสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนว่า การมองชุมชนไม่ควรคิดแค่เรื่องคนเพียงอย่างเดียว เพราะชุมชนไทยผูกกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการรักษาทรัพยากรให้ยั่งยืน เพราะหากทรัพยากรถูกทำลาย ชุมชนก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาอำนาจควบคุมของส่วนกลางยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทรัพยากรมากนัก แต่ขณะนี้ทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นที่หมายปองของมหาอำนาจอุตสาหกรรม ชุมชนจึงมีความสำคัญในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ เพราะทรัพยากรถูกทำลายมากขึ้น ชุมชนจึงรุกขึ้นต่อสู้เพื่อรักษาทรัพยากร เพราะพึ่งอำนาจส่วนกลางไม่ได้ เนื่องจากเป็นสมุนบริวารของอำนาจทางการเมืองที่อยู่ในความควบคุมและชี้นำของทุนข้ามชาติ แม้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 จะเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากร แต่เมื่อปฏิบัติจริงกลับเป็นหมัน เพราะอำนาจการเมืองไม่ให้มีการนำมาใช้
       
       นายเสน่ห์ กล่าวว่า การออกกฎหมายเพื่อให้มีสภาองค์กรชุมชนนั้น ตนมองว่าร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีช่องโหว่ ซึ่งทราบว่ามีการเจรจาต่อรองระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับกระทรวงมหาดไทย ก็อาจตกหลุมพรางได้ เพราะองค์กรชุมชนควรมีอำนาจในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรเป็นเพียงที่ปรึกษาให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น เพราะองค์กรชุมชนต้องมีสิทธิและเสียงในการยับยั้ง อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิกับชุมชนควรเริ่มที่รัฐธรรมนูญเพราะสิทธิและเสียงของท้องถิ่นมีอะไรมากกว่านั้น และยังหมายถึงความเป็นความตายของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่ชุมชนดูแล
       
       เมื่อถามว่า หากมีองค์กรชุมชนจะทับซ้อนกับองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือไม่ นายเสน่ห์ กล่าวว่า หากองค์การบริหารส่วนตำบลทำหน้าที่คุ้มครองทรัพยากร และเปิดให้ชาวบ้านมีสิทธิก็จะไม่เกิดการตื่นตัวของชาวบ้าน แต่ อบต.ขณะนี้กลายเป็นสาขาส่วนกลางไปแล้ว ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดการทะเลาะระหว่าง อบต. แต่มีอบต.บางส่วนที่มีหลักคิดร่วมกับชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจึงได้จัดประชุมและเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิชุมชน ผ่านการตั้งกรรมการพัฒนาการกระจายอำนาจ แต่กลับไม่ถูกหยิบยกเข้าสู่การพิจารณา
       
       ขณะที่ นางมุกดา อินต๊ะสาร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เพื่อช่วยพัฒนาให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะต่อไปเมื่อมีการกระจายอำนาจให้ อบต.แล้ว งานจะหนักหลายด้าน โดยเฉพาะการดูแลทุกเรื่องในชุมชน สภาองค์กรชุมชนจึงช่วยด้านปฏิบัติการเชิงรุก และหากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแล้วข้อขัดแย้งของปัญหาการบริหารจัดการจะถูกแก้ปัญหาในระดับล่างได้โดยตรง ซึ่งขณะนี้มีสมาชิก สนช.จำนวนหนึ่งให้การสนับสนุน เพราะมองว่าเป็นโอกาสดีที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับผู้นำของทางการ
       
       เมื่อถามว่า สภาองค์กรชุมชนจะเป็นการทับซ้อนกับหน้าที่ขององค์กรปกครองท้องถิ่นหรือไม่ นางมุกดา กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องอำนาจที่ทับซ้อนกัน แต่ต้องดูเนื้อหาร่วมกันในรายละเอียด ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กำลังศึกษาในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาก็มีการรวมตัวของชาวบ้านและมีการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ แต่การมีกฎหมายอย่างน้อยชาวบ้านจะได้รับการยอมรับ และมีที่ยืน ไม่ใช่องค์กรเถื่อน การออกเป็นกฎหมายจะมีส่วนทำให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างแท้จริง

 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9500000067193
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 11 มิถุนายน 2007, 20:47:20 PM »

‘ปฏิปักษ์ปฏิรูป’การเมืองภาคประชาชนเทียม
 
โดย ภาณุเบศร์ มหาเรือนขวัญ 11 มิถุนายน 2550 17:45 น.
 
 
 
.
        หากกล่าวกันตามตรง ‘ประชาชน’ มักเป็นคำกล่าวอ้างของรัฐบาล นักการเมือง ตลอดจนนักการเคลื่อนไหวที่นำมาใช้เป็น ‘อาวุธ’ ทิ่มแทงประหัตประหารกันยามอุดมการณ์ตลอดจนผลประโยชน์ขัดแย้ง แม้จะมีข้อยกเว้นบ้างบางกรณีที่เป้าหมายเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากกว่าปัจเจก
       
        นัยหนึ่งทัศนะของทางการผนวกรวมนักการเมืองบางกลุ่มจึงมองประชาชนเป็นรากฐานของอำนาจที่หยุดนิ่ง เฉื่อยชา ทว่าสามารถปลุกระดมได้ง่ายหากได้รับอามิสสินจ้าง หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้าและการหว่านล้อมโฆษณาชวนเชื่อระยะยาว
       
        การพยามปะทะต่อรองของกลุ่มผู้มีอำนาจยามเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่นแกนจากฟากอำนาจปฏิปักษ์จึงจบด้วยการปลุกระดมพลังประชาชน (เทียม) มาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ด้วยตัวเองขลาดเขลาเกินกว่าจะลงสู่สมรภูมิด้วยตนเอง การเมืองภาคประชาชนที่ผ่านมาจึงถูกผูกร้อยเข้ากับอำนาจแนวดิ่งมากกว่าแนวระนาบที่ทุกบุคคลในกลุ่มเคลื่อนไหวมีสิทธิเสียง
       
        อำนาจจึงยังอยู่ในรูปแบบของความดิบเถื่อน และบีบบังคับมากกว่าสร้างสรรค์ อีกทั้งยังอยู่ในโครงสร้างแบบทางการที่มีการสั่งการจากบนลงล่างมากกว่าจะก่อเกิดจากความสมัครสมานและมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยภาวะปกติอำนาจนั้นจะปฏิบัติการผ่านนโยบายสาธารณะที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาของรัฐโดยตรง
       
        นโยบายสาธารณะแบบแยกส่วน และไม่ได้วางอยู่บนฐานคิดที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและพัฒนาองค์ความรู้ เรียนรู้ และคิดค้นอย่างแท้จริงจึงกลายเป็นหนามแหลมคมคอยทิ่มแทงประชาชนทั้งระยะสั้นและยาว ฝากฝังความรวดร้าวอ่อนแอไว้กับประชาชนไม่ต่างอันใดกับหนองที่จะกัดกินความเข้มแข็งของภาคประชาชนยาวนานต่อเนื่อง กระทั่งท้ายสุดกลายเป็นความเฉยชา ไม่นำพาว่านโยบายสาธารณะนั้นๆ จะกระทบสิทธิ เสรีภาพของตนเองอย่างไร เพราะ ‘เชื่อและถูกทำให้เชื่อ’ ว่านโยบายสาธารณะของรัฐมุ่งประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
       
        การตรวจสอบและถ่วงดุล (check & balance) นโยบายสาธารณะของรัฐจึงไม่จำเป็น
       
        อีกด้านหนึ่ง ในภาวะไม่ปกติ การปฏิบัติการของอำนาจจะมุ่งปลุกระดมปลุกปั่นประชาชนในฐานะเครื่องมือที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการต่างๆ ของกลุ่มก้อนตัวเองได้ ไม่ว่าการเคลื่อนไหวนั้นจะเคลือบเจตนารมณ์เป็นอื่น และสร้างความแคลงใจในเป้าประสงค์มหาศาลแค่ไหน ทว่าหากหยิกยกคำว่า ‘ประชาชน’ นำหน้าได้แล้ว ความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงเข้าหาญหักความรุนแรงอีกต่อหนึ่งย่อมเป็นไปได้เสมอ และมักไร้ข้อท้วงติงจากสาธารณชน
       
        พลังประชาชนที่ควรเป็นรากฐานของสังคมตามระบอบประชาธิปไตยของรัฐประชาชาติจึงถูกทำให้กลายเป็น ‘พลังเทียม’ โดยฝีมือของบางกลุ่มอำนาจที่พยายามรักษาประโยชน์ปัจเจกและพวกพ้อง โดยหยิบยกความคลุมเครือระหว่างประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) กับประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) มาเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อ รุกเร้าประชาชนให้ออกมาตามท้องถนน ด้วยการสร้างภาพว่าประชาธิปไตยที่แท้ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
       
        มิไยว่าประสบการณ์ร้าวรานของประเทศชาติภายหลังการเลือกตั้งที่ผู้ที่เข้ามานั่งในสภาหินอ่อนจะบริหารจัดการอำนาจอย่างมัวเมาลุ่มหลงแค่ไหน ก็ห้ามเรียกร้องคัดค้านต่อต้าน ต้องให้บริหารจนครบวาระ หรือไม่ก็แพ้ภัยชิงยุบสภาฯ ไปก่อนถูกอภิปรายถึงความไม่ชอบมาพากลในผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest)
       
        อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยอกย้อนไม่น้อยที่การจะคงอยู่ของอำนาจทางการเมืองจำจักต้องจัดการพลังภาคประชาชน ที่อาจรวมถึงสื่อมวลชนให้อยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขาให้ได้เป็นเบื้องต้น เพื่อจะได้ขาดแนวร่วมรุกรบในการตรวจสอบและถ่วงดุลนโยบายรัฐบาล โดยวิธีการฮอตฮิตที่ผ่านมาคือการคลอดนโยบายประชานิยมต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
       
        แม้ว่าหลายนโยบายจะเจตนาดี หากทว่าท้ายสุดด้วยการบริหารจัดการตามวิสัยทัศน์แบบ CEO จึงไร้พื้นที่ยืนของเสียงต่อต้าน หรือกระทั่งสนับสนุนของภาคประชาชน นโยบายสาธารณะไม่น้อยจึงหลุดลอยออกจากบริบทของสังคมไทยและความสอดคล้องต้องการของประชาชน นอกจากมุ่งกอบโกยคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งเป็นสำคัญ
       
        กล่าวถึงที่สุด พลังภาคประชาชนจึงถูกนิยามความหมายโดยทางการและนักเลือกตั้งว่าเป็นเพียงแค่ ‘คะแนนเสียง’ เท่านั้น หาได้เป็นส่วนสำคัญที่จะต้องนำมาใส่ ‘สมการการบริหารจัดการบ้านเมือง’ ภายหลังจากได้รับเลือกตั้งไปแล้ว
       
        ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วการเมืองภาคประชาชนเป็นพลังสำคัญยิ่งในการนำพารัฐนาวาไทยไปสู่หมุดหมายของความเป็น ‘ธรรม’ ทางนโยบายสาธารณะ ที่ประชาชนทุกกลุ่มจะได้ผลประโยชน์โดยเฉลี่ยเท่าเทียมกันมากสุด โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนรอบนอกที่มักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำจากการเข้าไม่ถึงอำนาจจากการถูกกีดกัน
       
        เนื่องด้วยที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 จะบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนและประชาชนให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย รวมถึงการติดตามงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับโดยการให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน
       
        ด้วย พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนจะมุ่งสนับสนุนให้เกิดสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศทั้งในระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติภายใน 5 ปี โดยสภานี้จะเป็นการรวมตัวกันของประชาชนในทุกชุมชน ผู้อาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิของท้องถิ่นเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐว่าด้วยนโยบายสาธารณะต่างๆ ว่าตั้งมั่นบนผลประโยชน์ของสาธารณะมากน้อยแค่ไหน
       
        การก่อเกิดของสภาองค์กรชุมชนจึงเป็นกลไกสนับสนุนการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของการเมืองภาคพลเมืองหรือการเมืองทางตรง อันเป็นพลังสำคัญยิ่งในการจัดการความขัดแย้ง แตกแยกของสังคมที่ทวีความซับซ้อนและเป็นพลวัตเชื่อมโยงกับบริบทภายในและภายนอกประเทศอย่างแนบแน่น ยิ่งห้วงยามปัจจุบันพลังภาคประชาชนเป็นคำกล่าวอ้างของทุกฝักฝ่ายในการสร้างความชอบธรรมกับการกระทำต่างๆ ด้วยแล้ว มาตรวัดที่ชัดเจนจากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างสภาองค์กรชุมชนอาจบ่งชี้ความแตกต่างระหว่างพลังประชา ‘จริง’ กับ ‘เทียม’ ได้
       
        เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนจะเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการสรรสร้างความสมานฉันท์ในแต่ละท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันอบอวลด้วยความขัดแย้งทั้งภายในชุมชนและระหว่างชุมชน รวมทั้งชุมชนกับรัฐในเสื้อคลุมนายทุน เพราะสภานี้จะมีอำนาจหน้าที่เชิญคนในท้องถิ่นมาทำสมัชชาชุมชนเพื่อแสดงความคิดเห็นเสนอผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชิญเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐหรือราชการส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น มอบเอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารได้ โดยการบริหารงานทั้งหมดจะดำเนินการผ่านอำนาจทางสังคมที่เป็นการ ‘สร้าง’ ไม่ใช่อำนาจทางกฎหมายที่จะเน้นการ ‘ห้าม’ เป็นสำคัญ
       
        นอกจากนั้น ความสำเร็จของสภาองค์กรชุมชนลักษณะนี้ที่ดำเนินการแล้ว และสัมฤทธิผลอย่างดีนับ 10 แห่งยังเป็นรูปธรรมแห่งความสำเร็จของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นโดยชุมชนอย่างแท้จริง การร้อยเรียงพลังของประชาชนที่มีทั้งความพร้อมและศักยภาพที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมเช่นนี้เองที่จะไปเสริมการทำงานของ อบต. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นแผนที่ อบต.ต้องทำอยู่แล้ว แต่การเมืองภาคพลเมืองยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง
       
        สภาองค์กรชุมชนจึงอาจเป็น ‘ปฏิปักษ์ปฏิรูปการเมืองภาคประชาชนเทียม’ ได้ ด้วยนอกจากจะเป็น ‘ปฏิปักษ์’ กับการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองด้วยกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมแล้ว ยังสามารถ ‘ปฏิรูป’ การเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็งมากพอจะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสาธารณชน
       
        ด้วยผลสุดท้ายพลังภาคประชาชนจะได้ไม่ ‘เทียม’ และตกในวังวนของการหลอกลวงปลุกปั่นจากกลุ่มอำนาจที่สูญเสียประโยชน์
       
       คอลัมน์เวทีนโยบายสาธารณะ
       แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2007, 04:57:40 AM »

บทความ : สภาองค์กรชุมชน ฤาสภาขุนนางน้อย   
 

สุรี มิ่งวรรณลักษณ์
 

การเคลื่อนไหวของรองนายกรัฐมนตรีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) พร้อมๆ กับผู้นำชาวบ้านในสังกัด พอช. เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีผลักดันออกกฎหมายพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน เป็นผลให้นายอารี วงศ์อาริยะ อำมาตยาธิปไตยแห่งคลองหลอดและพลพรรคแห่งพรรคราชการออกมาคัดค้าน กล่าวหาว่า จะเกิดความขัดแย้งกับองค์กรปกครองท้องถิ่น มีงบประมาณซ้ำซ้อน

ขณะที่กลุ่มสนับสนุน พรบ.สภาองค์กรชุมชน เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของรากหญ้า เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เป็นองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล ไม่ต้องการอำนาจอะไรเลย แต่ขอให้ได้ให้ความคิดเห็น เหมือนเช่น “สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมฯ” ก็เพียงพอแล้ว

แต่ในที่สุดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยอมถอยการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ออกมาบังคับใช้ ภายหลังนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีและถูกตีกลับถึง 2 ครั้ง เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าจะซ้ำซ้อนกับการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และจะเกิดความขัดแย้งในชุมชุน

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รมช.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เมื่อหลายฝ่ายยังไม่สบายใจกับการออกกฎหมายนี้ ซึ่งมีทั้งคนสนับสนุนและไม่สนับสนุน คัดค้านไม่เห็นด้วย ประเมินดูแล้วก็แสดงว่าสังคมยังไม่พร้อม จึงไม่ควรจะไปออกกฎหมายที่ทำให้สังคมเกิดความไม่สบายใจและนำไปสู่ความแตกแยก

ปัญหาของชุมชนชนบทและหัวเมืองไทยปัจจุบันนั้น นักคิดวิเคราะห์สายเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่าได้เกิด “กลุ่มอำนาจท้องถิ่น” ที่โยงใยสัมพันธ์กับข้าราชการ กลุ่มทุน และนักการเมืองท้องถิ่น จากระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ สบคบกันหาประโยชน์จากการยึดครองทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น เปิดสัมปทานป่า โรงโม่หิน เหมืองแร่ ครอบครองพื้นที่ป่า ฯลฯ ทั้งถูกต้องตามกฎหมาย และใช้อิทธิพลดิบๆ เถื่อนๆ ที่ชุมชนท้องถิ่นเคยมีอำนาจตามจารีตประเพณีในการจัดการพื้นที่เหล่านั้น

“นักการเมืองท้องถิ่น” พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อแต่ปางก่อนนานมาแล้ว เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งจัดสรรจากรัฐ

ต่อมา “นักการเมืองท้องถิ่น” ทั้งสภาตำบล องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เทศบาล สมาชิกสภาจังหวัดต่างๆ ภายใต้กระแสประชาธิปไตย “ตัวแทนประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง” พวกเขาจึงต้องมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น พวกเขาจึงต้องหาเสียงเหมือนเช่นนักการเมืองระดับชาติ และบางคนก็เลื่อนชั้นตนเองเป็นนักการเมืองระดับชาติเสียเอง

กระนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังคงถูกควบคุมอำนาจบางอย่างจากพวกอำมาตยาธิปไตยคลองหลอดอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่จะเห็นพวกเขาเรียกร้องขอมีอำนาจมากขึ้นเพื่อสละแอกจากมหาดไทยโดยเฉพาะอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

แต่พวกเขาไม่กล้าแตกหัก พวกเขาชอบประนีประนอม และชอบใส่ชุดราชการ ในงานพิธีต่างๆ

ฤาว่าพวกเขาชื่นชม “ขุนนาง” และคิดแบบ “อำมาตยาธิปไตย” เช่นกัน

เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป พวกเขาส่วนใหญ่ มักสนใจการแก้ไขปัญหาประเภทสังคมสงเคราะห์ การสร้างวัตถุต่างๆ ไม่ต่างกับงานของมหาดไทยมากนัก ยิ่งปัญหาชุมชนที่เกี่ยงข้องกับการทำมาหากินที่นับวันลำบากยากเข็ญมากขึ้น ภายใต้กระแสทุนนิยมเสรี การเซ็นสนธิสัญญาการค้ากับ FTA อันเป็นผลร้ายต่อชุมชนท้องถิ่นที่มีอาชีพรายได้จากการเกษตร

พวกเขามักไม่ให้ความสำคัญ มองไม่เห็นปัญหา หรือเห็นแต่ไม่ขอเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องแก้ไข

พวกเขาหลังได้อำนาจ มักจะไม่ฟังเสียงชาวบ้านผู้เลือกเขามากนัก เวลาชาวบ้านรวมกลุ่มประท้วงชุมนุม พวกเขามักทำตนเป็นมหาดไทยกำราบเสียเอง

อีกเรื่องหนึ่งนั้น พวกเขา หรือญาติของพวกเขา พวกพ้องของพวกเขา มักเป็น “นายทุนรับเหมา” “นายทุนสัมปทาน” กิจการรับเหมาจึงเป็นภารกิจหลักก็ว่าได้ที่พวกเขาหลายคนต้องการเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง เพื่อมี “อำนาจ” ให้สัมปทาน เปิดให้บริษัทได้รับเหมาก่อสร้างต่างๆ

ด้านหนึ่ง ในแง่ความสะดวกคล่องตัวด้านกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยง เพื่อช่องโหว่ หลายครั้งพวกเขาต้องอาศัยใบบุญของข้าราชการด้วย สมคบกับกลุ่มทุนด้วย โดยเฉพาะการต้องการยึดที่ดินสาธารณะมาเป็นของนายทุนที่ราชการและพวกเขาต้องเซ็นหนังสือราชการ เพื่อบอกว่าไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ หรือการรุกพื้นที่ป่า เพื่อบอกว่าเป็นพื้นที่ไม่ใช่พื้นที่ป่า รวมถึงการสัมปทานต่างๆ ด้วย

นักการเมืองท้องถิ่น บวกราชการ สมคบ ทุน กลายเป็น “กลุ่มอำนาจท้องถิ่น”

ปัญหาของชุมชนชนบทและหัวเมืองไทยปัจจุบันนั้น นักคิดวิเคราะห์สายวัฒนธรรมชุมชน (เอ็นจีโอส่วนใหญ่ รวมทั้ง พอช. ด้วย) วิเคราะห์ว่า เกิดจากอำนาจของทุนและรัฐจากภายนอกชุมชน ขณะที่ชุมชนมีความรักใคร่ อยู่ดีมีสุข มีน้ำจิตน้ำใจ มีความพอเพียง มีความรักสามัคคีกัน มีแต่ความสมานฉันท์ไม่มีความขัดแย้งกันเลย ผู้นำชนเผ่า ผู้นำหมู่บ้าน ไม่เคยเอาเปรียบลูกบ้านเลย

พวกเขาลืมไปว่า พวกขุนนาง เจ้านายศักดินาทั้งหลายนั้น บังคับเอาแรงงานไพร่ เก็บภาษีหนักข้ออย่างไรบ้าง

 
แต่ปัจจุบันนี้ พวกราชการ (โดยเฉพาะมหาดไทย) นั้น รวมศูนย์อำนาจ ขณะที่นักการเมือง หลังจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่ใยดีกับชุมชนที่เลือกเขาแล้ว และชอบรวมศูนย์เหมือนกันเลย

 การเลือกตั้งจึงสกปรก นักการเมืองเจ้าเหล่เพทุบาย หาแต่ประโยชน์ส่วนตน ดังนั้นจึงต้องหา “คนดี ปราชญ์ คนมีจริยธรรม” มาถ่วงดุล ตรวจสอบ เป็นการเมืองแนวสมานฉันท์

 และ“คนดี ปราชญ์ คนมีจริยธรรม” พวกเขาซึ่งเป็น“คนดี ปราชญ์ คนมีจริยธรรม” ทั้งระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ชาติ ขอแต่งตั้งจัดสรรเองนะจะบอกให้ (ลองอ่าน พรบ.สภาชุมชนดูดีๆ) และชอบทำตนเป็น”ผู้อุปถัมภ์”ชาวบ้านด้วยเหมือนกัน

 จึงเป็นเพียงหน่วยย่อย ราชการอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง

 เหมือนเช่น อริสโตเติ้ล เป็นนักปรัชญาการเมือง ที่ไม่เชื่อว่าประชาชนจะปกครองบริหารบ้านเมืองได้ หน้าที่นี้ถูกผูกขาดโดย คนผู้มีความรู้ จำนวนน้อยนิดเท่านั้น

 ฤาอริสโตเติ้ลชอบ ขุนนาง ปกครองประชาชน

 เท่านี้ยังไม่พอ พวกเขาชอบเดินเกมแบบนักล็อบบี้ไม่ว่ารัฐบาลมาจากไหน จากการเลือกตั้ง จากรัฐประหารก็ตา, เขาเชื่อเพราะว่าการล็อบนี้ทำให้พวกเขาหลายคนอยู่ในอำนาจโดยอำนาจเผด็จการ คมช.ประทานให้

 ตอนนี้ พวกเขาจึงพยายามทุกวิถีทางให้กฎหมายต่างๆ เช่น ป่าชุมชน คุ้มครองแรงงาน สภาพัฒนาการเมือง และอื่นๆ รวมสภาองค์กรชุมชน ผ่านในสมัยนี้ พวกเขาคิดว่าคุยกับพวกเผด็จการง่ายกว่านักการเมืองเจ้าเล่ห์

 ทั้งๆ ที่พวกเขาก็น่าจะรู้ดีว่า ราชการเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ในคณะรัฐมนตรี, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ล้วนแต่ทำเพื่อราชการ กฎหมายต่างๆ จะถูกแก้ไขแน่นอน ถูกชุบมือเปิบ สอดไส้ และถูกหลอกเหมือนเคยมาแล้ว ไม่เชื่อคอยดูนะ

 พวกเขาจึงหาเชื่อพลังประชาชนอย่างจริงๆจังๆ นัก แต่พวกเขาชอบล็อบบี้ ชอบคิดเอาเองว่าข้าราชการเขาไม่รู้ต้องติดอาวุธทางปัญญาให้หน่อย

 แล้วคนรากหญ้า จะหวังอะไรได้ ลองถามชาวบ้านปากมูนดูก็ได้ว่าตอนนี้มติ ครม.ปิดประตูเขื่อนถาวร เจ็บปวดยังไงบ้าง ส่งทหารประกบในพื้นที่ นี่หรือ เสรีภาพ ประชาธิปไตย เมื่อไล่ทักษิณไปแล้ว คนจนจะลืมตาอ้าปากได้

 การปฏิเสธ ถอยออกมาไม่ต้องการสกปรกทางการเมือง ไม่สนใจต่อสู้เวทีเลือกตั้งเลยตั้งแต่ระดับชาติถึงหมู่บ้านเลย แต่ชอบเข้าไปแบบราชการแต่งตั้ง เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมจริงหรือ? การแต่งตั้งจัดสรรกันเอง เป็น สภาขุนนางด้วยหรือไม่?

 พวกเขา ต่างอะไรจาก “พวกสิงห์คลองหลอด” “กลุ่มอำนาจท้องถิ่น”

 ฤาพวกเขา เป็นกลุ่มย่อยราชการ (แต่ไม่ถึงพรรคราชการ) ที่คอยหาช่องทางเข้าสู่อำนาจแบบทางลัด

ฤาต่างก็ชื่นชมระบบขุนนางอำมาตยาธิปไตย? แม้เป็นเพียง “สภาขุนนางน้อย” ก็ตาม

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 19/6/2550 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8518&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
บันทึกการเข้า
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2007, 18:04:33 PM »

พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน แนวคิดที่ไม่มีวัน "สมานฉันท์"

คัดจากมติชนรายวัน วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10692

รายงานพิเศษ

โดย ทีมข่าวภูมิภาค



เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน "วิจัย อัมราลิขิต" นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) ชี้แจงกับ "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ถึงปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คัดค้านร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนว่า อปท.เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและวางแผนพัฒนาอยู่แล้ว แต่การมี พ.ร.บ.จะเป็นการสร้างอำนาจอีกขั้ว เช่น คนสอบตกในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นจะวิ่งเข้าหาสภาองค์กรชุมชน ซึ่งจะนำมาซึ่งเสียงคัดค้านการทำงานของ อปท.

ที่สำคัญการจัดทำ พ.ร.บ.ไม่เคยสอบถามความเห็นจาก อปท. ดังนั้น หากต้องการให้ พ.ร.บ.มีผลต้องแก้ไขหรือชะลอไปก่อนจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

วันที่ 17 มิถุนายน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการ พม. ให้สัมภาษณ์ว่า ประเมินดูแล้วแสดงว่าสังคมยังไม่พร้อม จึงไม่ควรออกกฎหมายที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ นำไปสู่ความแตกแยก น่าจะออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และอาจเป็นโครงการที่ทำร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย พม. และ 3 สมาคม อปท. เพื่อส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็ง


ดูท่าทีแล้วเหมือนจะรอมชอมกันได้ แต่หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงน่าที่จะ "สมานฉันท์" กันได้ยาก เพราะกลุ่มองค์กรในชุมชนยังยืนยันความต้องการกฎหมาย ขณะที่ฝ่าย อปท.ก็ยืนยันจะคัดค้าน พ.ร.บ.ถึงที่สุดเช่นกัน

"ว่าที่ ร.ต.สมทรง สรรพโกศลกุล" นายกเทศมนตรี เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ให้ความเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบ และหากก่อตั้งตามกฎหมายจะทำให้เกิดผลเสียถึง 8 ประการ คือ 1.ขาดอิสระ ถูกครอบงำโดยรัฐ 2.ประชาชนแบ่งพรรคพวกมากขึ้น 3.แทรกแซงการทำงานของ อปท. 4.ทับซ้อนอำนาจหน้าที่การดูแลท้องถิ่น 5.ประชาชนสับสน 6.เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น 7.สิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรบุคคล และ 8.เกิดความขัดแย้งในภาพรวมของประเทศ

"ได้ทำเป็นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอให้รัฐบาลประกอบการพิจารณา โดย อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ."

ขณะที่ "สำรวย ผัดผล" ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน กล่าวว่า กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนกำลังนัดสัมมนาใหญ่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เพราะข้อกล่าวหาที่ว่าจะนำไปสู่ความแตกแยกนั้นไม่จริง เนื่องจากความแตกแยกมีมาก่อนแล้ว ยิ่งการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมเมื่อไหร่ ความแตกแยกก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

"ที่ปัจจุบันมีกลุ่มสารพัดประเภทคอยช่วยเหลือตัวเอง แต่จำเป็นต้องหากฎหมายมารับรอง เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรเถื่อน ดังนั้น ต้องอ่านร่าง พ.ร.บ.ให้แตกว่ากำลังเสนออะไร และน่าจะคุยกันก่อน ไม่ใช่ออกมาชุมนุมคัดค้านทันที เป็นการบิดเบือน ยั่วยุให้องค์กรชุมชนตอบโต้ใช่หรือไม่"

"สำรวย" กล่าวว่า การมีองค์กรหลากหลายในท้องถิ่นแสดงถึงความเป็นประชาธิปไตย แต่กฎหมายรับรองเพียงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท.เท่านั้น แต่องค์กรที่ก่อตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2500 มีฐานะเป็นเพียงผู้รับใช้ เช่น กลุ่มแม่บ้านที่เสิร์ฟน้ำในที่ประชุมอย่างเดียว

"อปท.อ้างว่าทำประชาคมอยู่แล้วนั้น เป็นเพียงการรับฟังระดับหนึ่ง ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้ลิดรอนสิ่งนี้ เวทีประชาคมของ อปท.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการมีส่วนร่วม แต่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด ดังนั้น หากไม่เห็นด้วยกับมาตราใดก็ควรมาเสวนาหาทางแก้ไข ไม่ควรล้มทั้งฉบับ หากจะให้สภาองค์กรชุมชนอยู่ภายใต้กฎหมายของ อปท.ผมก็เห็นดี ด้วยแต่ควรริเริ่มผลักดันจากฝ่าย อปท.เอง"

"สำรวย" กล่าวว่า ที่ผู้สอบตกเลือกตั้งจะเข้าหาสภาองค์กรชุมชนนั้น ในแง่ของประชาธิปไตยอยากถามว่ากลัวอะไร เพราะ พ.ร.บ.ให้อำนาจยับยั้ง-ยกเลิกกิจกรรมที่ส่งผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของคนในชุมชน ไม่ใช่ยับยั้งนโยบายที่ใช้หาเสียง และสภาองค์กรชุมชนก็ไม่ใช่เวทีสำหรับคนเข้ามาเล่นการเมืองด้วย

ต้องบอกว่า "หันหน้าคนละทาง สร้างดาวคนละดวง" จริงๆ!!!

หน้า 8<
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pro33190650&day=2007/06/19&sectionid=0112
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!