บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:29:41 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: "นิเวศประชาธรรม" กับการปกครองส่วนท้องถิ่น  (อ่าน 31286 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #30 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2007, 09:04:07 AM »

แสดงความยินดีกับลุงแสนไชย  อย่างน้อย ก็ไม่ให้ไอ้คนพวกนี้ใช้อำนาจท้องถิ่นได้เหมือนเก่า   ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ปลายไผ่
Jr. Member
**
กระทู้: 105


ดูรายละเอียด
« ตอบ #31 เมื่อ: 25 มิถุนายน 2007, 09:12:33 AM »

ยินดีด้วยกับคนเชียงใหม่ คุณแสนไชย และมิตรสหายอีกหลาย ๆ คน
การเมืองกำลังเปลี่ยนไป
จับตาดูให้ดี
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #32 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2007, 05:33:10 AM »

"ไพบูลย์" เสนอตัด "พม."จากพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ปลดล็อกท้องถิ่นระแวงแย่งอำนาจ   
 

สำนักข่าวชาวบ้าน

http://www.thaipeoplepress.com

เร่งผลักกม.ให้สภาฯ ยอมรับองค์กรชุมชน

ช่วงเช้าวานนี้ (23 ส.ค.50) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเวทีประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.... ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ มีตัวแทนจากภาครัฐ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 60 คน โดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มารับฟังความคิดเห็นในเวทีด้วย

นายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า การรับฟังความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน จากหลายฝ่าย เป็นเวลาเกือบ 3 ชั่งโมงในวันนี้ ที่ประชุมโดยรวมเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน มีหลักการ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ดี ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน พร้อมส่งเสริมการร่วมพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรอื่นๆ แต่อย่างไรก็ดี ยังมีข้อความหลายส่วน หลายตอน ที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง

“ในฐานะรมว. พม. ซึ่งดูแลเรื่องนี้ จึงเห็นว่าควรจะมีคณะเล็กๆ ที่เป็นตัวแทนของแต่ละฝ่ายมาช่วยกันแก้ไขปรับปรุงร่างที่มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ ของพม. เดิม จนเห็นชอบร่วมกัน เป็นฉบับที่ พม. จะนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยต้องรีบดำเนินการ เพราะต้องรีบนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อพิจารณาก่อนที่จะส่งกลับไปให้ ครม. ภายในวันที่ 11 ก.ย.นี้ เพื่อให้ ครม. ตัดสินใจส่งไปที่ สนช. ภายในวันที่ 13 ก.ย. อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ 27 ส.ค.นี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนโดย สนช. ผมคิดว่าจะไปรับฟังด้วย เพื่อนำความเห็นต่างๆ มาประกอบการพิจารณาการแก้ไขปรับปรุง” นายไพบูลย์ ระบุขั้นตอนต่อจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้

ตัวแทน อบต. ไม่เห็นด้วยมี “องค์กร” เพิ่มในชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ซึ่งมีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิก สนช.เป็นผู้ดำเนินรายการ มีการพูดคุยกันในประเด็นตั้งต้นว่า แต่ละฝ่ายอยากเห็นชุมชนเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนที่อภิปรายเห็นร่วมกันว่าต้องการให้ชุมชนเข้มแข็ง

อย่างไรก็ดี นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า จากการรับฟังคนหลายฝ่าย ดูเหมือนจะมี 2 แนวคิด แนวคิดแรกนั้น อยากเห็นชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้ มีความสุข อบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีเวทีของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจะเรียกว่าอะไร ไม่สนอำนาจ ไม่สนรูปแบบ ส่วนอีกแนวคิดนั้น เป็นการมองจากองค์กรกลับมาที่ชุมชน อยากเห็นชุมชนเข้มแข็ง โดยให้มาพันกับองค์กรใหญ่ที่มีอยู่แล้ว อยากให้องค์กรหลุดจากระบบราชการ ไม่สบายใจที่ราชการเข้ามามีอิทธิพล

ช่วงหนึ่งของการประชุม นายมานพ ปัทมาลัย นายกสมาคมสันนิบาต อบต. แห่งประเทศไทย ได้อภิปรายยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นการแยกชุมชนและท้องถิ่นออกจากกัน ตนตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวง พม. กำลังจะสร้างสภาองค์กรชุมชนเพื่อนำองค์กรชุมชนมาอยู่ใน พม. หรือไม่ พม. มีนัยยะอะไรในการจะเอาพลังประชาชนมาอยู่ในกระทรวง ทั้งที่จริงๆ แล้วกฎหมายต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่นั้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่ พม. จะลงไปจัดตั้งองค์กรในชุมชน อบต.ทั้งหลายต่างก็อยากให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่ไม่ไว้ใจระบบราชการ เกรงว่าหากมีการตั้งองค์กรขึ้นมาอีก ประชาชนจะถูกราชการครอบงำยิ่งขึ้นอีก

“ไพบูลย์” เสนอตัด พม. ออกจากร่างกม. ปลดล็อคท้องถิ่นไม่ไว้ใจ

หลังจากนั้นนายไพบูลย์ ได้กล่าวว่า ความเห็นของนายมานพนั้นสะท้อนความรู้สึกของคนที่มีต่อระบบราชการมาตลอด แต่ตนยืนยันว่า พม. ทำงานต่างออกไป โดย พม. สนับสนุนชุมชนมาตลอด ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าใจว่า พม. กำลังจะสร้างอาณาจักรโดยลงไปครอบงำชุมชนนั้น ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยการทำงานที่ผ่านมาของ พม. นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ และร่างพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนนี้ เป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอมา และพม.เสนอต่อไปยังครม. โดยไม่ได้ยึดติดกับตัวเอง

“เพื่อเป็นการปลดล็อคความไม่ไว้วางใจใน พม. ผมเสนอให้ตัดบทบาทของ พม. ออกจากร่าง พ.ร.บ. นี้ ไม่ต้องให้ พม. เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยให้ชุมชนไปจัดตั้งกันเอง การตัด พม. ออกไปจากร่างพ.ร.บ. น่าจะทำให้ปลดล็อคเรื่องความไม่ไว้วางใจออกไปได้” นายไพบูลย์ เสนอต่อที่ประชุม

ด้านนายมานพ กล่าวยืนยันว่า มันไม่ใช่แค่การไม่ไว้ใจ พม. แต่การที่มีองค์กรมากขึ้นในชุมชน โดยธรรมชาติของคนไทย มันจะเกิดความแตกแยกมากขึ้น ตนเห็นว่าต้องทำให้มีองค์กรน้อยที่สุด ถ้ามีมาก มันจะกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง จะถูกซื้อด้วยเงิน เนื่องจากประชาชนฐานรากนั้นต้องทำมาหากิน ตนไม่ได้ดูถูกประชาชน แต่ต้องยอมรับความจริงว่าคนเรานั้นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของชีวิต

“ทฤษฎีของสภาองค์กรชุมชนนั้นใช้ได้ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ถ้าไม่มีกฎหมายมารองรับ ประชาชนจะเป็นเจ้าของชุมชนเต็มๆ แต่ถ้ามีกฎหมายมารองรับ มันจะเกิดค่าย และจะถูกซื้อได้ง่าย” นายมานพ กล่าว

“ประชาชน” ยืนยันไม่ต้องการอำนาจ ขอพื้นที่ยืนมีปากเสียงพัฒนาชุมชน

ขณะที่นายจินดา บุญจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ และแกนนำเครือข่ายชุมชน กล่าวว่า ในฐานะที่ทำงานชุมชนมานาน ตนอยากให้มีองค์กรที่หลากหลายที่มีความยืดหยุ่นเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาคประชาชนนั้นเสนอกฎหมายสภาองค์กรชุมชนโดยต้องการให้เป็นในรูปแบบองค์กรอิสระ ไม่ไปผูกกับกระทรวงไหน และอยากเห็นสมัชชาเครือข่ายองค์กรชุมชนเกิดขึ้น

 
“เราต้องมีเวทีเพื่อร้อยรัดคนเข้าด้วยกัน เพื่อต่อสู้กับพลังจากภายนอก ขบวนการชุมชนที่ร้อยรัดกันนี้จะต้องมีพลัง โดยกฎหมายที่รองรับสภาองค์กรชุมชนจะเป็นเครื่องมือที่รองรับความชอบธรรม ศักดิ์ศรี ของขบวนการชุมชน ชุมชนจะมีที่ยืน มีสถานะในการพูดคุย เสนอความเห็นอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมานั้นกลุ่มต่างๆ ในชุมชนอยากจะลุกขึ้นพูด แต่เพราะไม่มีสถานะ หน่วยงานต่างๆ จึงไม่รับฟังและบางครั้งระแวงว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่เสียผลประโยชน์” นายจินดา กล่าว 

ด้านนายสวงษ์ แสวงนิล ประธานเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ในฐานะที่มีส่วนร่วมร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มาแต่ต้น ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาในการร่างให้ประชาชนมีอำนาจ หากความจริงก็คือประชาชนนั้นถูกกำหนดจากภายนอกมาตลอด ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ประชาชนถูกกีดกันจากโอกาสในการกำหนดอนาคตของตัวเองมาตลอด

“เราไม่ต้องการอำนาจ เราต้องการพลังที่จะไปพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ท้องที่ ท้องถิ่นก็มีแล้ว เราขอแค่ที่ยืนให้ชุมชนเถอะครับ เราไม่ต้องการห้องแอร์ ขอแค่หลังบ้านใครสักคนเท่านั้นเอง” นายสวงษ์ กล่าว.

--------------------------------------------------------------------------------
โดย : ประชาไท   วันที่ : 24/8/2550 
 
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9341&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #33 เมื่อ: 26 สิงหาคม 2007, 16:53:13 PM »

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10760

กระจาย"อำนาจ"สู่"ประชาชน" ที่มาแห่ง"รางวัลเกียรติยศ" ของเทศบาลนครขอนแก่น

คอลัมน์ เกียรติภูมิ อปท.

โดย สุเมธ วรรณพฤกษ์

เทศบาลนครขอนแก่น เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ 48 ตารางกิโลเมตร ประชากรกว่า 1.2 แสนคน เดิมยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองขอนแก่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2478 มีนายกเทศมนตรีคนแรก คือ พระเสนาราชภักดี ต่อมายกฐานะเป็นเทศบาลนครขอนแก่น ปี 2538 มี "พีระพล พัฒนพีระเดช" เป็นนายกเทศมนตรี บริหารงานต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

"พีระพล" เน้นการบริหารงานแบบกระจายอำนาจสู่ประชาชน ภายใต้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม 4 ระดับ คือ ร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตรวจสอบ โดยเฉพาะเตรวจสอบการทำงานได้ทุกขั้นตอน แม้ประชาชนไม่มาตรวจสอบ เทศบาลก็จะสัญจรไปเคาะประตูบ้านบอกกล่าวให้รับรู้

"พีระพล" กำหนดวิสัยทัศน์บริหารเทศบาลนครขอนแก่นให้เป็น "ศูนย์กลางเศรษฐกิจอีสาน" ภายใต้สังคมเอื้ออาทร เพื่อพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน โดยยึดทฤษฎีการบริหารงานที่ว่า จะพัฒนาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เพราะทุกสิ่งเกี่ยวเนื่องกัน จึงวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

"เทศบาลมี 3 พันธกิจหลัก คือ 1.เพิ่มศักยภาพของเมือง หรือยุทธศาสตร์ขอนแก่นเมืองในสวน 2.พัฒนาคุณภาพชีวิตและทุนทางสังคม การศึกษา และ 3.เพิ่มขีดความสามารถกระบวนการพัฒนาองค์กร สร้างการมีส่วนร่วม และกระจายอำนาจ จาก 3 พันธกิจนี้ทำให้ทุกโครงการต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสมอ"

"พีระพล" กล่าวว่า โครงการเด่นที่สร้างผลเป็นรูปธรรมจนนำไปสู่การรับรางวัลจากหลายสถาบัน รวมทั้งสถาบันพระปกเกล้า คือ เทศบาลเล็กในเทศบาลใหญ่ โรงเรียนนำร่องวิถีชุมชนท้องถิ่น และถังข้าวหมูฟื้นฟูชีวิต
 


โครงการเทศบาลเล็กในเทศบาลใหญ่ เป็นการถ่ายโอนภารกิจของเทศบาลสู่ประชาชน เปิดให้ประชาชนที่ประสบปัญหาแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ภารกิจที่ถ่ายโอนให้ประชาชนดูแล คือ สวนสาธารณะ เกาะกลางถนน ถนน ขยะ ค่าธรรมเนียมขยะ ขุดลอกท่อ ดูแลความปลอดภัย ซึ่งประชาชนจะมีรายได้จากการทำงานเหล่านี้ด้วย

โรงเรียนนำร่องวิถีชุมชนท้องถิ่น เป็นโครงการพัฒนาครูด้านจิตใจ ความคิด และวิชาการ ตลอดจนหาวิธีการฝึกผู้เรียนให้แสวงหาความรู้ ฝึกคิด เปิดช่องสัญญาณแห่งการเรียนรู้ ทั้งตา หู ลิ้น จมูก กายสัมผัส และใจให้กว้าง เมื่อเกิดสมาธิจะมีความสุขในการเรียนรู้ โดยมีโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัยเป็นโรงเรียนนำร่อง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียนรุ่งอรุณ กรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากพัฒนาครูแล้ว ยังทำให้นักเรียนกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง มีปัญญา ฉลาดคิด

โครงการถังข้าวหมูฟื้นฟูชีวิต เกิดจากความมุ่งมั่นในการลดปริมาณขยะ ซึ่งมาจากการดูงานโครงการเส้นทางสายรุ้ง ที่เมืองนากาอิ ประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและเกษตรกรเชิงบูรณาการเพื่อลดขยะในชุมชน โดยส่งเสริมการคัดแยกขยะประเภทอาหาร พืช ผัก ผลไม้ ทั้งจากจากร้านอาหาร ตลาดสด โรงเรียน วัด และครัวเรือน นำมาผลิตปุ๋ยใช้ในการปลูกพืชผัก ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมี ไผลผลิตปลอดสารเคมี ทำให้ดินคืนสภาพเร็ว
 

"ขณะนี้เทศบาลกำลังทำโครงการขอนแก่นเมืองในสวน 2550 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 2548 เพื่อพัฒนาวิถีชีวิตคนขอนแก่นให้สอดรับกับการพัฒนาของโลกปัจจุบัน สร้างสังคมน่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพ มีสุขภาพดี เศรษฐกิจเข้มแข็ง โดยแบ่งเป็น 6 ยุทธศาสตร์ คือ พื้นที่สีเขียว สวยงามและจัดระเบียบเมือง สะอาด สิ่งแวดล้อม สุขภาพและอนามัยชุมชน และการมีส่วนร่วมพัฒนาองค์กร

"พีระพล" กล่าวว่า ในอนาคตเทศบาลเตรียมก่อสร้างถานที่กำจัดขยะบ้านคำบอน สร้างศูนย์คัดแยกขยะบ้านโนนทัน ออกเทศบัญญัติการจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำเสีย โดยยึดหลักผู้ก่อให้เกิดน้ำเสียต้องเป็นผู้รับผิดชอบการบำบัด ก่อสร้างระบบวางสายไฟฟ้าใต้ดิน และปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ

"เป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่การเป็นนายกเทศมนตรีชั่วชีวิต แต่ขอเป็นพลเมืองขอนแก่นชั่วชีวิต จึงต้องสร้างองค์กรให้มีธรรมาภิบาล สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เพราะไม่ว่าเทศบาลจะมีนโยบายที่ดีเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ทุกอย่างก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้จึงเป็นของประชาชน และเป็นความภาคภูมิใจของชาวขอนแก่น"

รางวัลเกียรติยศ

-อปท.ที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน จากสถาบันพระปกเกล้า ปี 2544

-ชนะเลิศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อปท.ที่มีความพยายามและมีผลงานด้านการจัดเก็บภาษี จากกระทรวงมหาดไทย ปี 2545

-ชนะเลิศภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อปท.ที่มีการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล จากกระทรวงมหาดไทย ปี 2546

-สำนักทะเบียนมาตรฐานดีเด่น จากกระทรวงมหาดไทย ปี 2546

-อปท.ที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน จากสถาบันพระปกเกล้า ปี 2546

-ชนะเลิศโครงการดีเด่นด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างตลาดสดเทศบาล 1 จากกองทุนพัฒนาเมืองในภูมิภาค ปี 2547

-รางวัลเกียรติคุณ ตลาดสดเทศบาล 1 ที่ได้รับรางวัลตลาดดีมีมาตรฐาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากกองทุนพัฒนาเมืองในภูมิภาค ปี 2547

-รางวัลเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนดีเด่นระดับประเทศ จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2547

-รางวัลชมเชยสำหรับ อปท.ที่มีผลดำเนินงานโครงการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ประเภทที่สาธารณะดีเด่น ปี 2548

-ผู้บริหาร อปท.ดีเด่นด้านการศึกษา จากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 2549

-รางวัลพระปกเกล้าทองคำ อปท.ที่มีความเป็นเลิศด้านความโปร่งใสและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ปี 2549

หน้า 10
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pro15260850&day=2007-08-26&sectionid=0112
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 สิงหาคม 2007, 17:19:54 PM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #34 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 07:24:52 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #35 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 07:26:07 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #36 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 07:27:38 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #37 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 07:29:19 AM »



โปรดติดตามตอนต่อไป 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #38 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 08:06:23 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #39 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 08:07:35 AM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #40 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 20:14:42 PM »

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #41 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 20:16:03 PM »


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 กันยายน 2007, 20:22:06 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #42 เมื่อ: 23 กันยายน 2007, 20:17:37 PM »

บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #43 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2007, 19:59:27 PM »

มติชนรายวัน  วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10811

พลังท้องถิ่น ที่การเมืองท้องถิ่นทำลายพลัง

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




แปลงรางวัล อปท. ดีเด่น ให้เป็นพลังท้องถิ่น แบ่งปันวิชาความรู้ความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่บัดนี้

 
ทุกท้องถิ่นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาประกอบด้วยชุมชนคนต่างๆหลายหมู่บ้านอยู่รวมๆเป็นเครือญาติกัน มีทั้งใกล้ชิดและห่างๆ ขณะเดียวกันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชธานีที่เป็นศูนย์กลางของยุคนั้นๆ

ปัญหาทุกวันนี้มีขึ้นเพราะโครงสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย คอยบงการแล้วล้างสมองคนส่วนมากหรือเกือบหมดให้คล้อยตามประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ไม่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและไม่มีพื้นที่ชุมชนคนชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้คนท้องถิ่นมีปมด้อย แล้วพาลดูถูกความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นตัวเอง แล้วไม่เอาใจใส่สิ่งที่ชุมชนท้องถิ่นสืบทอดมายาวนาน จนที่สุดก็หายไป พอหายไปก็พากันฟูมฟายโหยหาจนแทบจะสิ้นใจ เห็นแล้วกวนโอ๊ยเต็มที

มติชน(หน้า 26 วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2550) ลงข่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับสำนักคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จัดพิธีมอบรางวัล อปท. ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปี 2550 ในวันที่ 11 ตุลาคม ณ ตึกสันติไมตรี โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มอบ ซึ่งมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) 4 รางวัลๆละ 5 ล้านบาท, เทศบาล 34 รางวัลๆละ 2 ล้านบาท, และองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) 162 รางวัลๆละ 1 ล้านบาท

อ่านแล้วควรดีใจกับผู้ได้รับรางวัล แล้วน่าชื่นใจกับการกระจายอำนาจการปกครองให้กว้างขวางถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่แน่ใจเลยไม่มั่นใจว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะตระหนักถึงวิชาความรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่นตน

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทีไร บรรดาข้าราชการส่วนภูมิภาคกับบริวารสาวกการปกครองท้องถิ่นจะอ้าปากเซ็งแซ่แก้ตัวเป็นพัลวันว่าราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นรู้ค่าและอนุรักษ์สิ่งมีค่าเหล่านั้นเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ก็ขอบอกให้รู้ว่านั่นเป็นแค่งานผักชีโรยหน้า, ขายผ้าเอาหน้ารอด ที่ถูกบงการอย่างผิดๆจากสิ่งที่เรียก "แห่งชาติ" เช่น ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่บกพร่องผิดพลาดอันแสนเซ็งและสุดจะน่าเบื่อหน่ายที่สุด

เรื่องอย่างนี้ต้องมีพยานหลักฐานมาพูดจาว่ากล่าวกัน ไม่ใช่พูดลอยๆเพ้อเจ้ออย่างที่พูดกันหนวกหูทั่วประเทศทุกวันนี้

หากไม่รังเกียจก็ขอแนะนำให้ อบจ., อบต., และเทศบาล ที่ได้รับรางวัลปีนี้ทดลองนำร่องทบทวนประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตนเสียใหม่ว่าแท้จริงมีอย่างไรแน่? และที่รู้มานั้นถูกต้องจริงแท้แน่หรือ? อย่างน้อยก็ควรร่วมกันตรวจสอบชำระให้ถูกต้อง แล้วแบ่งปันเผยแพร่สู่ท้องถิ่นของตนให้เกิดพลังสร้างสรรค์เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงท้องถิ่นต่อไป ถ้าไม่มีใครทำก็มาช่วยกันได้ไม่ยาก

ผมยินดีอาสาเผยแพร่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของทุกแห่งให้ตรงนี้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย ขอให้ส่งเอกสารนั้นมาก็แล้วกัน เพื่อร่วมกันแบ่งปันและเผยแพร่วิชาความรู้ผ่านการท่องเที่ยวทางเลือกอย่างเรียบง่ายไม่หรูหราฟุ่มเฟือย แต่มั่งคั่งด้วยความรู้ท้องถิ่น

หน้า 34

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra03171050&day=2007-10-17&sectionid=0131
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #44 เมื่อ: 06 พฤศจิกายน 2007, 05:38:44 AM »

อิสระของท้องถิ่นรากฐานของประชาธิปไตย!
 
โดย คำนูณ สิทธิสมาน 

ผู้จัดการอนไลน์  5 พฤศจิกายน 2550 16:55 น.
 
 
       เคยมีข้อเสนอว่าการแก้ปัญหาวิกฤตภาคใต้จะต้องให้อิสระในการจัดการบางประการ
       
        แต่ใครเอ่ยออกมาก็ถูกต่อต้านเสียผู้เสียคนจนเลิกพูดไป เพราะมองกันไปว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียดินแดน
       
        ทั้งที่ตามความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2540 และ 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนพอสมควร ที่จะให้เกิดรูปแบบ “รัฐบาลท้องถิ่น” (ไม่ใช่แค่ “เทศบาล”) ที่สามารถ “ปกครองตนเอง” ได้ในระดับสำคัญ เช่นเดียวกับการจัดการศึกษาที่จะต้องเป็นเรื่องการกำหนดตนเองของแต่ละท้องถิ่น แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่ใกล้เคียงความจริง
       
        ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในทุกพื้นที่ของประเทศ
       
        น่าพิเคราะห์อย่างยิ่งว่าความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการใช้ “โครงสร้างเบื้องบน” กำหนดความเป็นประชาธิปไตยระดับรากหญ้าจะสำเร็จหรือล้มเหลวในบ้านเรา
       
        เพราะบ้านอื่นเมืองอื่นเขาเริ่มต้นจาก “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มั่นคงยั่งยืนเป็นปฐม!
       
        กล่าวกันว่า การปฏิรูปการเมืองในเกาหลีใต้สำเร็จเพราะมีรากฐานรัฐบาลท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบ ท้องถิ่นปกครองตนเอง และจัดการศึกษาเอง
       
        หลัก Local Autonomy หรือความเป็นอิสระในการกำหนดชะตากรรมตนเองของท้องถิ่นในเกาหลีใต้บรรลุขั้นตอนสำคัญที่สุดในการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2538
       
        ทำให้เกาหลีใต้มี Local Government หรือรัฐบาลท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งด้านหัวหน้าคณะผู้บริหาร (CEO) และสภา ขึ้นมาในหน่วยปกครองตนเอง 2 ระดับ คือ ระดับสูง 15 หน่วย (จังหวัด 9 และนครใหญ่ฐานะเทียบเท่าจังหวัด 6) และระดับรองลงมาจาก 15 หน่วยอันประกอบด้วยอำเภอ นคร และเขต รวมทั้งหมด 230 หน่วย
       
        ในขณะที่ประเทศไทยเพิ่งดำริให้มี “ผู้ว่าฯ ซีอีโอ” ในยุครัฐบาลที่แล้ว และยังคงมาจากการแต่งตั้ง เกาหลีใต้เมื่อ 12 ปีก่อนได้เลือกตั้งสมาชิกหน่วยปกครองตนเองท้องถิ่นทั่วประเทศ 5,513 คน และหัวหน้าคณะผู้บริหารในทุกระดับอีก 230 คน
       
        ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในขอบเขตทั่วประเทศทั้งเมืองหลวงและต่างจังหวัด
       
        มีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้ปกครองท้องถิ่นเอง และร่วมแก้ปัญหาท้องถิ่นเอง
       
        แม้ว่าจะเป็นผลมาจากการเริ่มต้นปฏิรูปการเมืองของนายพลโรห์แตวู ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ช่วงปี 2530 - 2535 ที่ประกาศคำมั่นสัญญา 8 ข้อต่อประชาชนตั้งแต่ยังเป็นฝ่ายค้านในยุคประธานาธิบดีชุนดูฮวาน แต่ Local Autonomy Act 1988 ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน 2531 นั้นก็เป็นเพียงการสานต่อหลักอัตตาณัติของท้องถิ่นที่ขึ้นสู่พัฒนาการสูงสุดมาแล้วในปี 2503 แต่หยุดชะงักไปกับการอุบัติขึ้นมาของระบอบเผด็จการทหารของนายพลปักจุงฮีเมื่อปี 2504 ที่ต่อเนื่องมา 26 ปีเต็ม
       
        เกาหลีใต้ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เช่นเดียวกับประเทศไทย ไม่ได้มีหลัก Local Autonomy และเมื่อตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นยาวนาน 35 ปี หลักการนี้ก็ยังไม่เกิด
       
        แต่เมื่อได้รับเอกราชในปี 2491 ก็เริ่มตรา Local Government Act ขึ้นบังคับใช้ในอีก 1 ปีถัดมา จัดรูปแบบองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศโดยยึดหลัก Local Autonomy ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นทุกระดับ โดยให้สมาชิกสภาไปเลือกคณะผู้บริหารอีกต่อหนึ่ง
       
        ปี 2499 แก้ไขกฎหมายครั้งสำคัญ - กำหนดให้หัวหน้าคณะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
       
        การเลือกตั้ง Local Government ในเกาหลีใต้จึงเริ่มต้นได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ปี 2503
       
        แม้จะสะดุดไปเพราะระบอบเผด็จการทหาร แต่ในทีที่เริ่มต้นปฏิรูปการเมือง เขาก็กลับคืนสู่จุดเดิม และจัดเลือกตั้งท้องถิ่นชนิดสมบูรณ์แบบอีกครั้งในระยะเวลาที่ห่างกัน 35 ปี
       
        แต่ประเทศไทยนับแต่การปฏิรูประบบราชการรวมศูนย์อำนาจเมื่อปี 2435 เรามีแต่การพัฒนาไปในเชิงกระชับอำนาจบริหารส่วนกลางมากยิ่งขึ้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนกลุ่มผู้ครองอำนาจการเมืองในโครงสร้างเบื้องบนเท่านั้น ความพยายามในการกระจายอำนาจถูกขัดขวางจากระบบราชการมาโดยตลอด แม้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับล่าสุดจะบรรจุหลักอัตตาณัติของท้องถิ่นไว้ แต่ก็ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ
       
        การปฏิรูประบบราชการในยุครัฐบาลที่แล้วเมื่อปี 2545 ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้เท่าที่ควร
       
        แนวคิด “ผู้ว่าฯ ซีอีโอ” เป็นเพียงความพยายามในการช่วงชิงอำนาจจากฝ่ายระบบราชการประจำมาอยู่กับฝ่ายการเมืองเท่านั้น
       
        มีคำถามง่าย ๆ แต่ตอบว่า ถ้าการปฏิรูปการเมืองไม่มีทางสำเร็จได้โดยไม่มีการปฏิรูปประชาชนแล้วละก็...
       
        การปฏิรูปประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าพวกเขายังไม่มีแบบฝึกหัดเรียนรู้จากการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่น และร่วมแก้ปัญหาของท้องถิ่นด้วยตัวเอง ?
       
        หรือว่าใครจะตอบได้ ?
       
        ในหลัก Local Autonomy จะต้องมีหลัก Education Autonomy บรรจุอยู่เป็นหัวใจ
       
        การกำหนดหลักสูตร จัด และบริหารการศึกษาเองของท้องถิ่น เป็นตำราสำคัญในการทำแบบฝึกหัดประชาธิปไตยพื้นฐาน
       
        ระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่งเสริมการแข่งขันทางการศึกษาในทุกระดับ อย่างที่ประเทศไทยมีอยู่เป็นอยู่นี้ มีแต่ส่งเสริมให้คนเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น พ่อแม่จะสนใจแต่การศึกษาของบุตรธิดาตนเอง พยายามเลือกสรรสิ่งที่คิดที่เชื่อว่าดีที่สุดให้แก่ลูก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะต้องแลกมาด้วยการซื้อหาติดสินบนสักเท่าไร ไม่มีใครสนใจการจัดการศึกษาของท้องถิ่น เพราะระบบไม่เปิดโอกาส ไม่ส่งเสริม ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการไม่สนใจส่วนรวม ผู้คนที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาในลักษณะนี้จะมีลักษณะวูบวาบฉาบฉวยทางการเมือง ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกระดับด้วยถือว่าธุระไม่ใช่
       
        กฎหมายปฏิรูปการศึกษาของบ้านเราฉบับปี 2542 แม้จะมีลักษณะที่เริ่มจะพูดถึงการจัดการศึกษาเองของชุมชน
       
        แต่ยังห่างไกลการปฏิบัติ
       
        แตกต่างจากเกาหลีใต้ที่พอมี Local Government สมบูรณ์ในการเลือกตั้งปี 2538 แล้ว เขาก็เข้าสู่หลัก Education Autonomy ของท้องถิ่นทันที ตามกฎหมายที่ออกมาคู่กัน โดยมี BOE หรือ Board of Education ขึ้นในระดับจังหวัดและนครใหญ่ 15 หน่วย สมาชิกมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม และมีผู้บริหารสูงสุดทางการศึกษาของท้องถิ่น หรือ Education Superintendent มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม
       
        อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ลดลงไปมาก เหลือแต่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยเท่านั้น
       
        แต่มหาวิทยาลัยทุกแห่งก็ถือหลักความเป็นอิสระทางวิชาการ
       
        แม้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้จะคัดค้านหนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่อาจทานอำนาจประธานาธิบดีได้
       
        เราลองมาศึกษาเกาหลีใต้นอกเหนือจาก “หนัง - ละคร - นักร้อง” ดูบ้างก็ดี!

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000131310
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
หน้า: 1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!