บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:14:34 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รัฐสวัสดิการ  (อ่าน 28165 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 14:59:36 PM »

วันนี้มาจ่อหัวไว้ก่อนและขอนำจดหมายของอาจารย์ป๋วย  อึ้งภากร  มาขึ้นนำไว้ก่อน  และจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาใส่ไว้ในกระทู้นี้  อันดับแรกคือจากหนังสือ  "ยุคทองของนักเศรษฐศาสตร์" ที่พอมีข้อมูลประวัติความเป็นมาของแนวคิดปรัชญานี้  และจะทยอยโพสต์ไปเรื่อย ๆ นะครับ  และถ้าท่านผู้ใดมีข้อมูลก็ขอเชิญนำมารวมไว้ที่นี่ได้เลย  เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลต่อไปครับ  เพราะหาในกูเกิ้ลเหมือนงมเข็มจริง ๆ ครับ  หายากเหลือเกิน


  จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
 
         เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
      พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
     ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
     ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้
รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวย
หรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
     เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
     บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
     ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
     ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

 ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
     ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
     ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
     ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
     เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
     เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
     ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
     เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
     เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
     เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
     เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง
     ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่างฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป
     นี่แหละคือความหมายของชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

     สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี


     "เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ"

 

 

อ. ป๋วย อึ้งภากรณ์

 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 มีนาคม 2007, 11:21:42 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 15:27:41 PM »

คัดจากหนังสือ  "ยุคทองของนักเศรษฐศาสตร์"  เขียนโดย  แดเนียล  อาร์  ฟัสเฟลด์  คณะผู้แปล  ภาวดี  ทองอุไทย  วณี  ฉ่อยเกียรติกุล  และวันรักษ์  มิ่งมณีนาคิน

ชื่อภาษาอังกฤษ  "The  age  of  the  economist"  4th edition, by  Daniel  R.  Fusfeld.

จัดพิมพ์โดย  สำนักพิมพ์ธรรมศาสตร์

หน้า 186-211

ปรัชญาเมธีของรัฐสวัสดิการ 

ในประเทศอังกฤษ  จอห์น  เอ.  ฮอบสัน  (John A.  Hobson)  นักสังคมนิยมแบบเฟเบียน  และริชาร์ด  เอช  ทอนนีย์ (Richard  H.  Tawney)  เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อลัทธิเสรีนิยมที่เห็นได้จริงซึ่งอาจใช้เยียวยาการเจ็บป่วยของสังคมอุตสาหกรรมได้  เขาทั้งสองกำหนดว่าบทบาทของรัฐบาลคือการส่งเสริมสถาบันและความสัมพันธ์ต่าง ๆ ทางสังคมและสถาบันที่เน้นเป้าหมายในการรักษาคุณค่าของความเป็นมนุษย์  รัฐควรขจัดสิ่งกีดขวางการมีชีวิตที่ดีงามและสนับสนุนสภาพการณ์ที่เอื้ออำนวยให้ปัจเจกชนสามารถกระทำและได้รับความพอใจจากสิ่งที่มีคุณค่าควรกระทำและควรแสวงหาความพอใจ

ด้วยอิทธิพลจากแนวคิดเหล่านี้  อังกฤษได้มีการปฏิรูปสังคมอยู่นานถึง 25 ปี  ซึ่งรวมถึงการออกกฏหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงาน (1891,1895)  การจำกัดชั่วโมงทำงานสำหรับสตรีและเด็ก(1895)  การเริ่มพัฒนาแหล่งเสื่อมโทรม  (1890)  การขยายอำนาจสหพันธ์แรงงาน(1890-1900)  การจ่ายค่าชดเชยแก่คนงานที่บาดเจ็บขณะทำงานและกฏหมายสวัสดิการแก่เด็ก(1906)  การจ่ายเงินบำนาญแก่ผู้สูงอายุ(1908)  การเริ่มวางผังและพัฒนาเขตเมือง(1909)  การประกันทุพพลภาพและเจ็บป่วย(1911)  รวมความว่าส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ  ของรัฐสวัสดิการแนวใหม่กำลังปรากฏรูปร่างขึ้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 15:55:57 PM »

(ต่อ)

จอห์น  เอ.  ฮอบสัน (1858-1940)  เป็นหนึ่งในบรรดาผู้มีส่วนสำคัญด้านแนวความคิดต่อการออกกฏหมายสังคมดังกล่าว  เขาเคยถูกปฏิเสธตำแหน่งในมหาวิทยาลัยเพราะแนวคิดแปลก ๆ  ของเขา  แต่จากปลายปากกาของเขา  หนังสือและบทความมากมายได้หลั่งไหลออกมาเหมือนสายน้ำที่ไม่รู้จบ  ซึ่งทำให้พวกหัวเก่าที่อยู่ในสมัยเดียวกับเขาต้องได้อายเพราะเขาสามารถมองสังคมอย่างทะลุปรุโปร่งและวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา  งานระยะแรกชิ้นหนึ่งชื่อ  The  Physiology  of  Industry  เป็นการวิเคราะห์สาเหตุของความซบเซาทางเศรษฐกิจและพบว่าเกิดจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคมีระดับต่ำเกินไป  หนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ  The  Evolution  of  Modern  Capitalism  ได้วิจารณ์ระบบอุตสาหกรรมที่มีการผูกขาด  ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้  และภาวะเศรษฐกิจซบเซา  หนังสือชื่อ  Imperialism  โจมตีการแผ่ขยายอย่างเห็นแก่ตัวของประเทศต่าง ๆ  ในยุโรป  ต่อมาข้อคิดเห็นดังกล่าวได้ถูกเลนินนำมารวมไว้ในแนวความคิดคอมมิวนิสต์  หนังสือชื่อ  Incentives  in  the  new  Industrial  Order  กล่าวไว้ว่า  สังคมนิยมเป็นระบบที่ใช้การได้เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากแรงกระตุ้นมากมายหลายแบบ  แรงกระตุ้นไม่ได้มีแต่เฉพาะในธุรกิจทุนนิยมขนาดใหญ่เท่านั้น  อย่างไรก็ตามหนังสือเรื่อง  Work  and  Wealth  นับเป็นงานเขียนชิ้นสำคัญที่สุดของฮอบสัน  ในหนังสือเล่มนี้เขากล่าวถึงแนวคิดของชีวิตที่ดีซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระจายรายได้ที่ทัดเทียมกันมากขึ้น  และต่อการควบคุมทางสังคมเพื่อให้มีการจ้างงานเต็มที่  ค่าจ้างที่สูงขึ้น  และส่งเสริมเกี่ยวกับสุขภาพ  การศึกษาและการพักผ่อนหย่อนใจ  ฮอบสันเชื่อว่ารัฐบาลสามารถยุติความยากจน  การว่างงาน  และความไม่มั่นคง  รวมทั้งสามารถสร้างสังคมมนุษย์ซึ่งจักอาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุข  แน่ล่ะสิ่งที่กล่าวนี้เป็นสังคมแบบยูโทเย  แต่ทว่านี่เป็นภาพที่อยู่เบื้องหลังการตรากฏหมายทางสังคมของอังกฤษ  ฮอบสันมิใช่ต้นกำเนิดของความคิดเหล่านี้แต่เขาเป็นผู้ที่ป่าวประกาศที่ดีที่สุด

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 29 มีนาคม 2007, 22:09:32 PM »

สงสัยอย่างเดียวเท่านั้น   ถ้าทุกคนทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง   คือพออยู่ พอกินเท่านั้น  จะเหลือโภคทรัพย์ไหนที่พอจะเจียดมาให้ทำรัฐสวัสดิการ  (ไม่เอาแบบขายหวยนะป้าซอลท์  ยิงฟันยิ้ม)

เศรษฐกิจแบบนิเวศ (ประชาธรรม) เป็นเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่  เหมือนและต่างกันอย่างไร

เห็นบทความ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมลบอกว่า  เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจแต่เป็นปรัชญาในการดำเนินเศรษฐกิจ  จะเข้าใจอย่างไร
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 11:03:47 AM »

เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นเพียง  "แนวความคิดและปรัชญาเชิงพุทธ" ที่ยังต้องมีรูปธรรมมากกว่านี้จึงจะถูกยกระดับเป็นทฤษฎีได้  อย่างแนวคิด  "สายสังคมนิยม" ที่นำโดย มาร์กซ  เองเกล  และนักทฤษฎีสายแรงงานเช่นเรคาโด้  สายเสรีนิยมเช่น  อดัม  สมิธ  ที่เป็นปรมาจารย์ที่นักเศรษฐศาสตร์นำมาอ้างอิงมากที่สุดและเป็นสายธารให้กับนักทฤษฎีสายลัทธิมาร์กซ-เลนิน  หรือล่าสุดอิทธิพลของหนังสือ  "คลื่นลูกที่สาม" ที่มองสังคมในอนาคต  อาจจะพูดได้ชัดหน่อยว่าเป็นหลักทฤษฎี

มีเวลาจะนำมาโพสต์ต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคิดสายต่าง ๆ ที่รู้สึกว่ายังขาดองค์ความรู้อยู่มากในส่วนพวกเรา  ถ้าแยกองค์ความรู้สามด้านในห้วงเวลาที่ผ่านมานะครับกล่าวคือด้านปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ(น่าจะเป็นสสารนิยมพัฒนาการ??-ในชื่อใหม่)  เศรษฐศาสตร์การเมือง  และการสร้างสังคมนิยมวิทยาศาสตร์(ที่สอดคล้องกับภววิสัยในยุคสังคมปัจจุบัน--ปัญหาเกี่ยวกับสังคมระยะผ่านจากทุนนิยมล้าหลังของไทยจะพัฒนาการไปสู่สังคมอะไร?  เป็นโจทย์ที่ท้าท้ายบรรดานักคิด  นักต่อสู้ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 มีนาคม 2007, 11:11:56 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 12:57:45 PM »

(ต่อ)

อุดมคติของฮอบสันคล้ายกับกลุ่มสมาคมเฟเบียน  ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1883  โดยปัญญาชนชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งซึ่งมีเป้าหมายอันทะเยอทะยานยิ่งที่จะ "จัดระเบียบทางสังคมใหม่ให้สอดคล้องกับจริยธรรมสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้"  โดยใช้ระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่มุ่งสนับสนุนให้บังเกิด  "ความสุขสูงสุดของคนจำนวนมากที่สุด"  กลุ่มนี้แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีอิทธิพลมาก  ในบรรดาสมาชิกเริ่มแรกของกลุ่มก็มีนักเขียนบทละครชื่อ  ยอร์จ  เบอร์นาร์ด  ชอร์,ซิดนีย์  เวบบ์,เกรแฮม  วอลลัส  และแอนนี  บีซันท์ภายหลังมีสมาชิกเพิ่มมาอีกคือนักเขียนนวนิยาย  เอช.จี.เวลส์  และเบียทริซ  เวบบ์  ในปี  1889  กลุ่มนี้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ  Fabian  Essays  โดยมีชอว์เป็นบรรณาธิการ  หนังสือเล่มนี้สนับสนุนการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของรัฐอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อยกระดับสภาพการทำงาน  สนับสนุนให้รัฐบาลเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจเพื่อแทนที่การผูกขาด  รวมทั้งให้มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น

สมาคมนี้ตั้งชื่อตามนักรบชาวโรมันคนหนึ่งคือ  เฟเบียส  แมกซิมัส(Fabius  Maximus)   "ผู้หน่วงเหนี่ยว"  ซึ่งได้ต่อสู้กับฮันนิบาลผู้เป็นแม่ทัพชวคาร์เธจ  โดยใช้วิธีการที่เรียกว่ากันในปัจจุบันว่า  กลยุทธแบบกองโจรแทนที่จะใช้การต่อสู้แบบการรบเต็มรูป  ชื่อนี้แสดงถึงปรัชญาการเมืองและแผนการดำเนินงานของสมาคม  ตรงข้ามกับมาร์กซิสต์  พวกเฟเบียนไม่ได้เห็นว่ารัฐเป็นเครื่องมือการต่อสู้ทางชนชั้นที่จะต้องถูกทำลาย  หากแต่เป็นเครื่องมือการควบคุมทางสังคมที่ควรจะยึดเอาไว้และใช้ในการยกระดับสวัสดิการทางสังคม  เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว  พวกนี้จึงสนับสนุนการจัดตั้งพรรคกรรมกรที่มีโครงการแบบสังคมนิยม  และกลุ่มนี้มีส่วนในการจัดตั้งพรรคแรงงานดังกล่าวจนสำเร็จในปี  1906  นอกจากนี้พวกเขายังพยายามใช้รัฐบาลท้องถิ่นซึ่งเข้มแข็งขึ้นมากจากกฏหมายซึ่งตราขึ้นในปลายทศวรรษ  1880  และต้นทศวรรษ  1890  เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้  กลยุทธของพวกเฟเบียนคือการเข้าไปดำเนินการตามวิถีทางการเมืองในขอบเขตของรัฐบาลประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา  พวกเขาพยายามให้เกิดการปฏิรูปตามแนวคิดของกลุ่มโดยการชักจูงใจสาธารณชนทั่วไปให้เชื่อว่าทัศนคติของพวกเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  และโดยการตีพิมพ์แนวความคิดของกลุ่มในรูปรายงานการวิจัยและแผ่นพิมพ์ต่าง ๆ ที่คนทั่วไปอ่านเข้าใจง่าย 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 13:30:30 PM »

(ต่อ)

กลุ่มเฟเบียนประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง  งานของกลุ่มช่วยผลักดันให้กฏหมายสวัสดิการสังคมฉบับต่าง ๆ ของอังกฤษผ่านสภาในช่วงก่อนปี 1914  และพวกเขาได้ช่วยก่อตั้งพรรคกรรมกร  แม้ว่าพวกเขาจะล้มเหลวในด้านความพยายามที่จะใช้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อปฏิรูปสังคมและจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (ถ่านหิน  เหล็ก  พลังงานไฟฟ้า  การเงิน  และรถไฟ)แต่ความคิดและกลยุทธของกลุ่มนี้ก็ถูกปลูกฝังอยู่ในพรรคกรรมกร  และบังเกิดผลเต็มที่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  เมื่อสมาคมเฟเบียนได้รุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งในด้านกิจกรรมและอิทธิพล  ส่วนใหญ่ของกฏหมายสวัสดิการของอังกฤษร่วมสมัยรวมทั้งการโอนกิจการขนส่ง  เหมืองถ่านหิน  และอุตสาหกรรมพื้นฐานอื่น ๆ  มาเป็นของรัฐนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากอิทธืพลของกลุ่มนี้ทั้งสิ้น

อิทธิพลอีกรูปแบบหนึ่งของริชาร์ด  เอช.  ทอนนี้ย์  (1880-1963)  นักวิชาการผู้หนึ่งที่สนใจงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของอังกฤษในศตวรรษที่สิบหก  อันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างห่างไกลจากความวุ่นวายของปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจดังเช่นในศตวรรษที่ยี่สิบ  แต่ทอนนีย์เป็นบุรุษแห่งสองยุคสมัย  ความเรียงชื้นเด่นของเขาชื่อ  The  Agrarian  Problem  in  the  16th  Century  ปี  1912  ได้สร้างแนวความคิดใหม่ทางทฤษฎีประวัติศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์การสลายตัวของการเกษตรแบบเก่า  ระบบศักดินา  และการเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบตลาดสมัยใหม่  จากนั้นเขามองสังคมสมัยใหม่ด้วยสายตาทั้งของนักปฏิรูปผู้โกรธแค้นและของปัญญาชนผู้ปราศจากอคติ  เขาได้เขียนหนังสือที่จัดว่าสำคัญที่สุดในสมัยนั้นถึงสามเล่ม

เล่มแรกชื่อ  The  Acquisitive  Society  ปี  1920  ทอนนีย์เปรียบเทียบสังคมในยุคกลางซึ่งสมาชิกแต่ละคนล้วนมีสถานภาพ  หน้าที่และสิ่งตอบแทนเฉพาะของตนเองกับสังคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ซึ่งแรงงานที่ใช้ในการผลิตได้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย  ในขณะที่ผู้ประกอบการ  ผู้เก็งกำไร  และผู้ให้เช่าที่ดินได้ผลตอบแทนไปจำนวนมากโดยไม่ต้องทำงาน  ทอนนีย์เห็นว่าถ้าสังคมจะสร้างสวัสดิการให้แก่ส่วนรวมแล้วสมควรมีการจัดระเบียบสังคมยุคใหม่นี้เสีย  เพื่อว่าผลประโยชน์จะตกเป็นของผู้ทำงานและผู้ประกอบการที่จำเป็นต่อสังคม  เขากล่าวว่า  "เป็นการโง่เขลาที่ยังคงสิทธิด้านทรัพย์สินสำหรับผู้ที่ไม่ได้ให้บริการแต่อย่างใด....เพราะว่าการจ่ายผลตอบแทนโดยไม่มีการให้บริการถือได้ว่าเป็นการสูญเปล่า"  เขาแย้งว่าสังคมควรได้รับการปฏิรูปให้มีการกำหนดหน้าที่ตามแบบสังคมของพวกสังคมนิยม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 มีนาคม 2007, 13:33:06 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 30 มีนาคม 2007, 14:44:26 PM »

(ต่อ)

จากนั้นก็มาถึงงานที่มีอิทธิพลที่สุดของเขาชื่อ  Religion  and  the  Rise  of  Capitalism  ปี  1926  ย้อนกลับสู่งานวิชาการของเขาเกี่ยวกับศตวรรษที่สิบหก  ทอนนีย์หยิบยกการอภิปรายทางวิชาการซึ่งเริ่มโดยชาวเยอรมันชื่อ  เวอร์เนอร์  ซอมบาร์ท  และแมกซ์  เวเบอร์  ในเรื่องว่าจริงหรือไม่ที่การปฏิรูปของศาสนาโปลแตสแตนต์ได้สร้างบรรยากาศทางปัญญาอันเป็นผลให้ระบบทุนนิยมสมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ทอนนีย์เห็นด้วยว่าสองสิ่งนี้สัมพันธ์กันและมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน  แต่สาระสำคัญของความคิดของเขาอยู่ที่ว่ากิจกรรมด้านธุรกิจของสังคมสมัยใหม่นั้นไม่อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมเลย  นับแต่หลักจริยธรรมของโปรแตสแตนต์  เรื่องการทำงานหนักและความสำเร็จในทางโลกกลายเป็นเป้าหมายในตัวของมันเองโดยไม่มีการอ้างถึงคุณค่าอื่น ๆ ที่กว้างกว่าและสูงกว่า  ธุรกิจก็ดำเนินต่อไปโดยปราศจากหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมราวกับว่าชายหญิงสมัยใหม่ต่างพากันสวมบทบาทของตัวละครในนิยายปรำปราเรื่อง  เฟาสต์  ผู้ซึ่งขายวิญญาณของตนเองเพื่อความร่ำรวยทางวัตถุ  ในขณะที่ลดตำแหน่งของคุณค่าทางจริยธรรมให้เหลือเพียงช่วงเวลาสองชั่วโมงในวันอาทิตย์ซึ่งถูกลืมไปในไม่ช้า  ทอนนีย์บรรยายถึงโลกยุคใหม่นี้ว่าเป็น  "ภาพลวงอันแจ่มใสของความก้าวหน้าที่มีชัยชนะในการเป็นนายของสิ่งแวดล้อมทางวัตถุโดยเผ่าพันธุ์ที่เห็นแก่ตัวและผิวเผินเกินกว่าที่จะกำหนดจุดประสงค์ว่าจะเอาชัยชนะนั้นไปใช้ทำอะร"

คำวิงวอนให้มองคุณค่าทางศีลธรรมเหนือความร่ำรวยทางวัตถุเช่นนี้ได้รับการขยายความต่อมาในหนังสือชื่อ  Equality  ปี  1931  ซึ่งกล่าวชักจูงให้มีสังคมซึ่งมีการกระจายความร่ำรวยอย่างเท่าเทียมกันโดย  "การนำทรัพยากรส่วนเกินมารวมกันด้วยการเก็บภาษี  และใช้เงินภาษีที่เก็บได้สร้างสภาพการณ์ของอารยธรรมที่ทุก ๆ  คนมีสิทธิจะรับ  โดยไม่คำนึงถึงรายได้  อาชีพหรือฐานะทางสังคม  ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้หากปราศจากมาตรการดังกล่าวที่จะเป็นสิ่งที่เฉพาะผู้ที่ร่ำรวยเท่านั้นจึงจะได้รับ"  ลัทธิเสมอภาคนิยมดังกล่าวจะสนับสนุนและธำรงไว้ซึ่งโครงสร้างการเมืองแบบประชาธิปไตยซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลัทธินั้นเป็นไปได้

ทอนนีย์เป็นบุคคลที่น่าสนใจจากการเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์คนสำคัญในสาขาที่ไม่ค่อยมีผู้รู้จัก  เขาได้ใช้ความรู้อันละเอียดลออของเขามาสร้างแนวคิดแนวใหม่ขึ้นในสมัยนั้น  เขาได้พัฒนาปรัชญาที่ครอบคลุมกว้างขวางอันเป็นต้นตอของการวิจารณ์ปัญหาพื้นฐานชีวิตทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในสมัยนั้น  ทางแก้ปัญหาต่าง ๆ  ที่ทอนนีย์บรรยายไว้อยู่ในแนวสังคมนิยมเพราะเขาเชื่อว่าโดยวิถีทางสังคมนิยมเท่านั้นที่คุณค่าของความเป็นมนุษย์จักได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 15:21:44 PM »

หวยกับฤาษีเลี้ยงเต่า [31 มี.ค. 50 - 18:07]
 
ต้องถือว่าคำขู่ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ผล ประธาน คตส.เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ส่งตัวแทนไปร้องทุกข์ กล่าวโทษในคดีการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดินแล้ว หลังจากที่ คตส.ได้มีหนังสือเชิญรัฐมนตรีมหาดไทยกับรัฐมนตรีคลัง ให้ไปชี้แจงเหตุผลในการที่ไม่ได้มาร้องทุกข์ พร้อมทั้งขู่ว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมาย ป.ป.ช.

มีเสียงร้องทุกข์จาก คตส. มานาน แล้ว ในเรื่องที่ว่า ข้าราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ในฐานะผู้เสียหายไม่ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนักการเมืองและข้าราชการที่ คตส.ตรวจสอบพบว่ากระทำความผิด ทำให้ การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตต่างๆในรัฐบาลชุดก่อนไม่มีผลคืบหน้า และ คตส.ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าอืดอาดล่าช้าไม่จริงจัง กระทบถึง คมช.และรัฐบาล

มีเสียงวิจารณ์ว่า ข้าราชการใส่ เกียร์ว่าง แม้แต่รัฐมนตรีบางคนก็ใส่เกียร์ว่าง ไม่สนใจในคดีที่ คตส.ตรวจสอบและใส่พานให้ สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้าราชการส่วนใหญ่เชื่อว่า คมช.และรัฐบาลปัจจุบันจะอยู่ในอำนาจอีกไม่นาน จึงใส่เกียร์ว่างนั่งเฉยอยู่ หรือนั่งรอให้ถึงวันที่รัฐบาลจะพ้นจากตำแหน่ง และรอคอยรัฐบาลใหม่ซึ่งจะมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ได้นานกว่า

สาเหตุอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามีหลายคดีที่ให้กระทรวง ทบวง กรมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ เป็นความผิดทางอาญาถึงติดคุก และไม่ได้มีแต่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้นที่จะต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่จะมีข้าราชการพลอยติดร่างแหไปด้วย อย่างคดีหวยบนดินก็อาจจะเกี่ยวพันไปถึงข้าราชการระดับสูง ในกระทรวงการคลัง ผู้มีส่วนรับผิดชอบในการออกหวย

การตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลชุดก่อนจึงเป็นไปด้วยความล่าช้า ไม่ทันใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณ เวลาล่วงเลยไปแล้วหลายเดือน เพิ่งจะส่งฟ้องศาลได้เพียงคดีเดียว คือคดีการหลีกเลี่ยงภาษี แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ใช่คนของรัฐบาลก่อนโดยตรง ทำให้ คมช.ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีผลงานในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะใน 4 ประเด็น ที่เป็นเหตุผลในการยึดอำนาจ

ปัญหาหวยบนดินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงความเป็น “ฤาษีเลี้ยงเต่า” ของนายกรัฐมนตรี นอกจากยังไม่มีการดำเนิน คดีผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกหวยบนดินแล้ว ยังไม่ได้แก้ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน นั่นก็คือ ปัญหาที่ว่า เมื่อรัฐบาลยกเลิกหวยบนดินไปแล้ว และให้สัญญาต่อประชาชนว่าจะทำหวยบนดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย ภายในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่

ปัญหาที่เป็นผลโดยตรงจากการยกเลิกหวยบนดินของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็คือ แฟนหวยบนดินส่วนหนึ่งแห่ไปซื้อหวยใต้ดิน ทำให้หวยใต้ดินเฟื่องฟู เจ้ามือหวยใต้ดินเล่นตัว ตั้งกฎกติกาเอาเปรียบผู้เล่นตามใจชอบ เช่น ลดเงินรางวัล ไม่รับเลขดัง หรือรับ แต่จ่ายแค่ ครึ่งหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดถึงปัญหาการมีเอี่ยวของเจ้าหน้าที่รัฐ และปัญหาสลากกินแบ่งขึ้นราคาจาก 80 บาท เป็นถึง 100 บาท.

 
 
ฟฟฟฟฟ
มีหลายประเด้นที่ต้องถกแต่ต้องทำเรื่องรัฐสวัสดิการที่เป็นจริงคู่ขนานไปด้วย...รัฐสวัสดิการของประชากรออทิสติกและประชากรที่มีกล่มอาการใกล้เคียงกัน..จะเป็นแบบฝึกหัดเรื่องรัฐสวัสดิการของสังคมไทย-เพราะเป็น NEEDS ไม่ใช่ WANTS รากหญ้าจะไม่สามารถยกระดับประชากรกล่มนี้ได้โดยลำพังครอบครัว/ที่มีแนวโน้มแตกแยกต่ำช้าเล็กลงและแตกร้าวง่าย.../..เมื่อวาน...ผอ.ส่วน(ไม่รู้ส่วนไหน?)ของสำนักงบประมาณ.....มาดูบ้านพิทักษ์ฯ ที่ขอนแก่น..และประชุมร่วมกับตัวแทนเทศบาลนครขอนแก่นฯ.....พิจารณาการก่อสร้างบ้านพทักษ์ฯ ถาวร....ที่เครือข่ายผู้ปกครองฯ ร้องขอมาแต่รัดทะบานทักฯ 35 ล้าน....เมื่อลงรูปธรรมจริง เทศบาล...เมื่อเขียนแบบ ประมาณราคามาก็ตัดมาอยู่ที่ประมาณ 18 ล้าน"""""ฯลฯ..รายละเอียดจะค่อยๆ ประมวล ไว้ที่เวบออทิสติกไทยแลนด์......สรุปก็คือ ..มีความเป็นไปได้เด่นชัดขึ้น....ทางด้านการก่อสร้างสถานที่........(จะเป็นงบประมาณของปีงบประมาณ 2551)

นั่นเป็นการดำเนินงานด้านงบประมาณการก่อสร้างซึ่งเป็นการลงทุนคงที่


ตานี้ปัญหาอยู่ที่งบดำเนินการ...ซึ่งทางกรมพัฒนาสังคมฯ ของ กระทรวง พม. กระทรวงที่มี คุณหมอพลเดช เป็น รมช. ณ วันนี้ ....ว่าจะรับเอาเป็นโครงการฯ ของกรมแต่จะรับแค่ปัจจุบัน-ไปจนถึงปี 2551 จนกว่าบ้านพิทักษ์ฯ ถาวรจะก่อสร้างเสร็จ......ซุ่งจะเป็นช่วงที่จะพัฒนาระบบ.....บริหารจัดการด้านต่าง.ๆ......



ตานี้ที่มีปัญหา คือ ช่วงตั้งแต่เดือน กค. 2549 มาจนถึง เดือน เมษ. 2550......ค่าตอบแทนบุคลากรบ้านพิทักษ์ฯ จำนวนประมาณ ๑๐ เดือน เป็นเม็ดเงินประมาณ แปดแสนถึงประมาณ หนึ่งล้านบาท.......ซึ่งทางข้าราชการประจำบอกว่า...งบประมาณไม่มีการตั้งเบิกเพื่อจ่ายย้อนหลัง?ฮืม ซึ่งที่ทางเครือข่ายผู้ปกครองฯ เรียกร้องมาตลอดก็คืองบประมาณดำเนินการ-เงินจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรของปี 49 ด้วย.....ตอนนี้ปัญหาเหลืออยู่ตรงนี้เพราะต่อจากนี้ไปข้าราชการประจำทุกระดับและข้าราชการการเมืองรับเอาเข้าระบบงบประมาณของแผ่นดินแล้ว.....



ซึ่งเงินจำนวนแปดแสนกว่าบาทดังกล่าวนี้...ข้าพเจ้าแปลกใจว่าทำไมรัดทะบานรับผิดชอบไม่ได้??? ข้าพเจ้าทำงานตรงนี้ไม่ได้เงินเดือนเงินดาวน์และค่าตอบแทนอะไรซักกะบาท-ขอลำเลิกบุญคุณกะแผ่นดิน...สักหน่อย....ทำไมต้องทิ้งภาระให้ยากลำบากให้ข้าพเจ้าคิดหัวจะแตกตรงนี้อีก....


อย่างไรก็ดี....ถึง ณ ..วันนี้ก็ยังไม่มีเม็ดเงินลงมาเพื่อจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรซึ่งย่างเข้าเป็นเดือนที่สีอีกแล้วที่บุคลากรจำนวนกว่าสิบคน.....ซึ่งบุคลากรบอกว่าจะปิดบ้านเป็นการชั่วคราวถ้าไม่มีเงินค่าตอบแทนลงมาเพราะกระทั่งค่าน้ำมันจะเติมรถมอร์เตอไซด์ในแต่ละวันยังจะไม่มี...ผู้ปกครองตกลงกันว่า...ถ้าบ้านพิทักษ์ฯต้องปิดจะเรี่ยไรค่าน้ำมันกันสิบกว่าคนขนขี้ไปปาทำเนียบรัดทะบานของนายกฯลูก ส.คำตัน กะไปปาห้อง รมต./รมช. กระทรวง พม......แต่จะดิ้นให้ถึงที่สุดก่อน......วันจันทร์ทางเครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติกขอนแก่นจะติดต่อเข้าพบผู้ว่าฯ

ซึ่งที่ผ่านมาเป็นนอกจากเงินของคุณประภา สองแสนกับของกองสลากแสนสอง ก็เป็นค่าอาหารที่ยืมมาแก้ขัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า.....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 มีนาคม 2007, 15:36:31 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 31 มีนาคม 2007, 15:26:43 PM »

สงสัยอย่างเดียวเท่านั้น   ถ้าทุกคนทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง   คือพออยู่ พอกินเท่านั้น  จะเหลือโภคทรัพย์ไหนที่พอจะเจียดมาให้ทำรัฐสวัสดิการ  (ไม่เอาแบบขายหวยนะป้าซอลท์  )

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม โกรธ

ถ้าสันดานชั่วของคนไทยที่ยังเลิกเล่นหวยไม่ได้...เงินหวยก็ต้องเอาก่อนค่ะ ลุงแสน.....เพราะตำรวจก็ยังไม่เลิกชั่ว หวยใต้ดินก็เบ่งบาน......และตอนนี้เด็ที่เคยได้รับทุนจากหวยถูกลอยแพ ลุงแสนฯจะว่าไงล่ะ...เพราะฉันก็เสนอให้ลด สว.-พวกนี้ก็เป็นตะกวดพวกหนึ่งที่ล้างผลาญงบประมาณแผ่นดิน.....องค์กรอิสระ อย่าง กกต. อีก.....

เห็นไหม พวกที่ไปนั่งเป็นฝักถั่วในสภา...ณ วันนี้ ทำไมต้องรับเงินเดือน สสร. ไม่เอาเงินเดือนไม่ได้เรอะ..เอาแค่ค่ารถก็พอ.....ฯลฯ เงินมันมี...เม็ดเงินมันมี...เมื่อจะใส่อะไรเข้าไปในระบบ..มันก็ต้องพิจารณาทั้งระบบจะลดตรงไหน ปรับตรงไหน.....
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 02 เมษายน 2007, 13:33:24 PM »

(ต่อ)

เวบเลนและคอมมอนส์

แนวความคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการแบบประชาธิปไตยได้มีการพัฒนาในสหรัฐอเมริกาโดยเน้นการปฏิบัติมากกว่าในอังกฤษ  ไม่มีนักปรัชญาเศรษฐกิจอย่างฮอบสันและทอนนีย์และไม่มีกลุ่มปัญญาชนที่มีความกระตือรือร้นอย่างพวกเฟเบียน  วิถีทางแบบอเมริกันได้พัฒนาผ่านทางงานของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งซึ่งเฝ้าศึกษาสังเกตปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ อาทิ  วัฏจักรธุรกิจ  แรงงานสัมพันธ์  การผูกขาดและธุรกิจขนาดใหญ่  และสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ยังได้พัฒนาผ่านผู้นำทางการเมืองนับตั้งแต่ยุคก้าวหน้าจนถึงยุคของนิวดีล  แนวคิดพื้นฐานของกลุ่มทั้งสองคือ  สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เผชิญกับปัญหารุนแรงอันจะแก้ไขโดยตัวมันเองไม่ได้  และอำนาจของรัฐควรถูกนำมาใช้ในการปกป้องสังคมและคนในสังคมนั้นให้พ้นจากพลังแห่งตลาดซึ่งบ่อยครั้งจะเป็นพลังแห่งการทำลาย  กลุ่มอเมริกันหาวิธีแก้ปัญหาที่อาจใช้ได้สำหรับปัญหาเฉพาะเรื่องภายในกรอบประเพณีดั้งเดิมของสังคมอเมริกัน  ซึ่งเป็นวิธีตรงข้ามกับปรัชญาสังคมนิยมที่ใช้อยู่ในอังกฤษ

หากระบุนักเขียนที่จัดว่าเป็นตัวแทนที่มีอิทธิพลที่ที่สุดของปรัชญาที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาในอเมริกาขึ้นมาเพียงคนเดียวแล้ว  ก็น่าจะได้แก่ ธอร์สไตน์  เวบเลน  (Thorstein  Veblen)  1857-1929)  เวบเลนมาจากสังคมชนบทแถบตะวันตกตอนกลางซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการเคลื่อนไหวของพวกปอปปูลิสต์(Populist)และเป็นที่เกิดของวิลเลียม  เจนนิง  ไบรอัน  เวบเลนเป็นบุตรของชาวนอรเวที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐ  เขาศึกษาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอบินส์  และเยล  และศึกษาเศรษฐศาสตร์จากคอร์เนล  ทางด้านงานอาชีพเขา 
ประสบความล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่  งานสอนของเขาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก,สแตนฟอร์ด
และมิสซูรีนั้นเขาไม่เคยได้ตำแหน่งสูงไปกว่าผู่ช่วยศาสตราจารย์  แม้แต่ขณะสอนอยู่ที่นิวสกูลฟอร์โซเชียลรีเสิร์ชในนครนิวยอร์คในระยะต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  เงินเดือนของเขาส่วนหนึ่งก็มาจากเงินบริจาคของบรรดาศิษย์เก่า  แต่หนังสือที่เขาเขียนได้ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังและแนวคิดของเขาก็ทำให้เขาได้รับความนับถือจากนักเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ  เขาได้รับเลือกเป็นนายกของสมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกันในปี 1924  แต่ปฏิเสธเกียรติยศนั้นด้วยเหตุผลว่าตำแหน่งนี้ไม่ได้ถูกเสนอให้ในขณะที่มันอาจช่วยให้งานในอาชีพของเขาดีขึ้นได้
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 14:38:37 PM »

(ต่อ)

เรื่องเล่าเกี่ยวกับเวบเลนนั้นมีอยู่มากมาย  เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยชิคาโกในปี  1906  ภายใต้ที่เมฆหมอกที่ส่วนหนึ่งมาจากแนวความคิดแปลกไปจากผู้อื่นของเขา  และส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกับสตรีผู้มีชื่อเสียงของนครชิคาโกคนหนึ่ง  แม้ว่าเขาจะแต่งงานแล้วแต่ความประพฤติทางด้านชู้สาวของเขาก็มีอยู่ตลอดเวลาในช่วงสามปีที่เขาสอนอยู่ที่สแตนฟอร์ด  กล่าวกันว่าฝ่ายบริหารและเพื่อนร่วมงานหลายคนพากันถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเขาลาออก

เวบเลนไม่ชอบการสอนหนังสือ  ตอนที่เขาย้ายไปอยู่มหาวิทยาลัยมิสซูรีในปี  1911  นั้น  ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ไปถึงที่นั่นก่อนตัวเขา  นักศึกษาแห่กันมาลงทะเบียนเรียนวิชาที่เขาสอนแต่แล้วกลับพบชายผู้ซึ่งพูดเหมือนบ่นพึมพำอยู่ภายใต้หนวดเครา  และซึ่งในวันแรกที่เปิดเรียนได้เขียนรายชื่อเอกสารประกอบการเรียนยาวเหยียดบนกระดานดำและกำหนดว่าจะมีกำหนดว่าจะมีการทดสอบภายในหนึ่งสัปดาห์  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ขนาดของชั้นเรียนลดลงเหลือจำนวนที่พอเหมาะคือประมาณสิบสองคน  ยิ่งกว่านั้นเวบเลนไม่เคยให้เกรดสูงกว่า  "C"  เพื่อจะยับยั้งไม่ให้พวกที่หวังได้รับเลือกเข้ากลุ่ม  Phi  Beta  Kappa*  มาเรียนกับเขา

เวบเลนโด่งดังมากในการเขียนหนังสือในเรื่อง  The  Theory  of  the  Leisure  class  ปี  1899  ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบร้อยปีหลังนี้  เวบเลนวิจารณ์การยึดวัตถุเป็นเกณฑ์สำหรับวัดระดับความสำเร็จในวัฒนธรรมที่เน้นเงินตรา  เนื่องจากการอยู่รอดของบุคคลและครอบครัวขึ้นอยู่กับรายได้  เงินและความร่ำรวยจึงกลายเป็นมาตรฐานในการตัดสินการกระทำทุกอย่าง  เศรษฐีใช้จ่ายเงินเป็นเบี้ยให้ดึงดูดความสนใจเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ  ส่วนพวกที่มีรายได้น้อยกว่าก็พยายามเลียนแบบคนมั่งมีและวิธีการดำเนินชีวิตของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น  หากเจ้านายไปพักผ่อนหนึ่งเดือนที่เบอร์มิวดาบนเรือยอชท์ของเขา  เลขานุการก็จะยอมรัดเข็มขัดเป็นปี ๆ  เพื่อจะเอาเงินไปล่องทะเลคาริบเบียนสักหนึ่งอาทิตย์เนื่องจากเวลาว่างเป็นเครื่องชี้ที่ดีที่สุดของความสำเร็จคือแสดงว่าคน ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องทำงานเลย  คนรวยจึงมีคนใช้มากมาย  ไม่ยอมให้ภรรยาหรือบุตรทำงาน  และเอาเวลาไปหาความสนุกสนาน  ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏเสมอในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจึงได้แก่  "การอวดกันในด้านพักผ่อนหย่อนใจ"  "การอวดกันในด้านบริโภค"  และ  "การเลียนแบบทางการเงิน"  ซึ่งล้วนแต่เป็นการผลาญทรัพยากรการผลิต  และเวลาให้สิ้นเปลืองไปอย่างมโหฬาร  เวบเลนไม่ได้ระบุว่าคุณค่าแบบใดจะเป็นที่พึงปรารถนา  แต่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมที่เน้นเงินตราโดยชัดแจ้ง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 16:58:00 PM »

คัดจากประชาไท


 บทสัมภาษณ์ : คุยเรื่อง ‘รัฐสวัสดิการ 101’ กับ ‘จอน อึ๊งภากรณ์’   
 



 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปการเมือง (ที่ยังไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่) หลายแนวคิดถูกเสนอขึ้นเพื่อหวังประคับประคองปากท้องของประชาชนคนเดินดิน เตะฝุ่น ให้สามารถยืนอยู่ได้แม้กระแสทุนนิยมจะเชี่ยวกราก ‘ประชาไท’ ไปคุยกับ ‘จอน อึ๊งภากรณ์’ รักษาการ ส.ว. กทม. เพื่อทำความรู้จักกับ ‘รัฐสวัสดิการ’ ให้มากขึ้น

 

อยากให้อาจารย์ให้คำจำกัดความของรัฐสวัสดิการ

ผมไม่ใช่นักวิชาการ จึงไม่รู้คำจำกัดความที่เป็นทางการ แต่เข้าใจว่า หมายถึงรัฐที่ให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบความอยู่ดีกินดีของประชาชนทุกคนในลักษณะที่มีความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนแข่งขันกันเอง ใครได้ดีก็ได้ดีไป ใครตกทุกข์ได้ยากก็ตกทุกข์ไป แต่เป็นรัฐที่ดูแลเรื่องสิทธิของประชาชนในการอยู่ดีกินดี มองเรื่องของสวัสดิการสังคม เป็นสิทธิไม่ใช่เป็นรางวัล ความเมตตา แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน

 

มันมีนัยยะ 3 เรื่อง คือเป็นรัฐที่ดูแลให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เป็นสิทธิของทุกคนที่จะได้รับการดูแลในสิ่งเหล่านั้นจากรัฐ และสาม มันมีลักษณะของความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะรวยจะจนจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร แต่สิทธิในการศึกษา การดูแลรักษาสุขภาพเท่ากัน การมีงานทำ บำเหน็จบำนาญเท่ากัน

 

เหมือนกับข้อเขียน ‘คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง: จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไหม

ไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่คุณพ่อคิดเรื่องรัฐสวัสดิการในยุคของคุณพ่อ ซึ่งตอนนี้อาจจะไปไกลกว่านั้น เช่น ผมจำได้ว่า คุณพ่อจะพูดถึงการดูแลสุขภาพจะเน้นคนจน แต่รัฐสวัสดิการจริงๆ จะไม่แบ่งแยกระหว่างคนจนคนรวย ไม่ใช่มีนเทสต์ โดยคอนเซ็ปท์เดิมของรัฐสวัสดิการจะไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองจนจึงจะได้รับ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องวัดว่าคนจริงรึเปล่าเราถึงจะให้คุณ เพราะฉะนั้น 30 บาทรักษาทุกโรคน่ะ ถ้าไม่มี ‘30 บาท’ จะเป็นรัฐสวัสดิการเลยแหละ คือทุกคนสิทธิเท่ากันหมด แต่สมัยก่อนที่มีโครงการช่วยเหลือคนจนนั้นเป็นรูปแบบที่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ คือรัฐสวัสดิการมีคอนเซ็ปท์ว่า ทุกคนต้องเท่าเทียมกันหมด

 

ทีนี้สิ่งที่คุณพ่อพูด โดยทั่วไปเป็นคอนเซ็ปท์เรื่องรัฐสวัสดิการ แต่ในเรื่องสุขภาพเท่าที่ผมจำได้ เท่าที่ดูของคุณพ่อเขียน สมัยนั้นอาจมีความคิดว่าประเทศไทยไม่มีโอกาสจะจัดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า คุณพ่อเพียงแต่คิดว่าต้องช่วยคนยากจนคนจนให้เขารักษาฟรีมากกว่า แต่ก็ยังเป็นคอนเซ็ปท์รัฐสวัสดิการอยู่

ถ้าถามว่าคิดต่างกันไหม ต้องบอกว่าต่าง เพราะคิดกันในคนละยุค ตอนนั้นคุณพ่อมีความคิดที่ก้าวหน้ามากสำหรับยุคสมัยนั้น แต่ของผมบางอย่างจะคิดต่างจากคุณพ่อ คือจะไปไกลกว่าคุณพ่อในบางเรื่อง เพราะสภาพสังคม เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน คือยุคนี้มันเป็นยุคที่อุตสาหกรรมกับการบริการในเชิงเศรษฐกิจมีความสำคัญกว่าเกษตรกรรมด้วยซ้ำไป เรื่องรัฐสวัสดิการจึงยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น

 

เป็นนโยบายแห่งรัฐคล้ายกับเป็นการปกครองระบอบหนึ่งเลยใช่ไหม

ผมคิดว่ามันเป็นปรัชญาเกี่ยวกับบทบาทของรัฐ เป็นปรัชญาความเชื่อเรื่องบทบาทหน้าที่ของรัฐแบบหนึ่ง ที่เชื่อว่า รัฐมีภารกิจต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน ต้องให้หลักประกันทางสังคมกับประชาชนทุกคนว่ามีมาตรฐานคุณภาพชีวิตอย่างน้อยขั้นต่ำที่ชัดเจน มาตรฐานในการเข้าถึงบริการต่างๆ เช่น มาตรฐานด้านการเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ เข้าถึงสวัสดิการสังคม

 

ไม่อยากเรียกว่าเป็นระบอบการปกครองแบบหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่เวลาเรียกอย่างนั้น จะพูดถึง แบบคอมมิวนิสต์ ทุนนิยม เสรีนิยม ซึ่งรัฐสวัสดิการมันมีได้ทั้งในระบบคอมมิวนิสต์ อย่างคอมมิวนิสต์เดิมก็จะใช้รัฐสวัสดิการเกือบทุกประเทศ อย่างจีนสมัยก่อน คิวบาที่ตอนนี้ยังใช้อยู่ ประเทศคอมมิวนิสต์จะมีระบบรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้า อย่างคิวบา มาตรฐานการศึกษาของประชาชนสูงกว่าประเทศทุนนิยมในทวีปเดียวกัน หลังๆ หลายประเทศอย่างจีนก็เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นทุนนิยม

 

มันมีความเชื่อบางอย่าง เช่น ถ้าให้เงินไปแล้วคนจนจะไม่ทำอะไรเลย

มันต้องดูจากความเป็นจริง คือมีบางคนเมื่อได้รับสวัสดิการแล้วก็โกงระบบเช่น ในอังกฤษ ไม่มีบัตรประชาชนอาจไปลงทะเบียนเป็นคนว่างงานหลายชื่อแล้วก็เก็บเงิน แต่เขามีระบบตรวจสอบอยู่พอสมควรนะ แต่ก็อาจจะมีเป็นบางครั้ง แต่พอมีกรณีอย่างนี้ แม้เพียงส่วนน้อยก็จะถูกเอามายกตัวอย่างว่า ระบบนี้ใช้ไม่ได้ ทำให้คนขี้เกียจ แต่สามารถพูดได้ตามประสบการณ์ว่า ระบบสวัสดิการสำหรับคนว่างงานไม่เคยทำให้ใครอยู่ดีกินดีได้ คือมันเป็นระดับที่อยู่ได้แบบไม่ค่อยมีศักดิ์ศรีเท่าไหร่ แล้วระหว่างนั้นเขาต้องไปสมัครงาน คือต้องมีหลักฐานว่ากำลังออกหางานจริงๆ ไม่ใช่ระบบที่แค่ปล่อยให้มาเบิกค่าว่างงาน

 

รัฐสวัสดิการต่างกับสังคมสงเคราะห์อย่างไร

สังคมสงเคราะห์แบบไทยๆ มันเหมือนกับว่า...เราจะออกไปดูนะว่า เอ๊ะ ใครเขาอยู่ลำบาก ยากจน เราก็เอาเงินให้เขา หรือเราบอกตอนนี้เรามีเงินเท่านี้นะ คุณมาเอา อันนี้มันเหมือนแจกเงินคนจนน่ะ มันไม่ใช่รัฐสวัสดิการ มันไม่ได้ช่วยให้เขายืนบนลำแข้ง สอง มันไม่มีระบบ ระบบรัฐสวัสดิการมันต้องช่วยคน เช่น ในขณะที่คนพิการไม่มีงานทำก็ต้องช่วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีให้คนพิการได้มีโอกาสทำงานด้วย มันเป็นการดูแลศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ว่างงานอย่างเดียว

 

ในลักษณะที่ผ่านมา ระบบสังคมสงเคราะห์ เรามักเป็นคล้ายเจ้าหน้าที่นั่งในออฟฟิศ รอให้คนมาหาว่า วันนี้ไม่มีค่ารถ มาโรงพยาบาลไม่มีค่ารักษา โอเค คุณเอาไป 500 คุณเอาไปเท่านี้ อันนี้มันไม่เป็นระบบ รัฐสวัสดิการเป็นระบบที่ทุกคนมีสิทธิ มันไม่ใช่ความเมตตา ซึ่งความเมตตาบางครั้งเป็นการดูถูกคน มันเป็นการบอกว่า ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานตรงนี้ ใครไม่ได้สิทธิตรงนี้ก็คือถูกละเมิดสิทธิ รัฐจะต้องประกันว่า เขาได้สิทธิตรงนี้ นี่คือความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ การที่เขาจนแล้วไม่มีเงิน ไม่มีงานทำ ไม่ใช่ความผิดของเขา จริงๆ รัฐก็ต้องจัดระบบให้ทุกคนมีงานทำด้วย

 

รัฐสวัสดิการต่างจากคอมมิวนิสต์อย่างไร

มันคนละเรื่องกัน คอมมิวนิสต์ เป็นระบบที่ไม่มีใครมีทรัพย์สิน เช่น ไม่มีใครมีที่ดินที่นาของตัวเอง ทุกอย่างเป็นของรัฐหมด ทุกคนทำงาน ทำนาในที่นาของรัฐ ผลผลิตที่ได้ก็แบ่งกัน ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครทำงานมากทำงานน้อย คนละเรื่องกับรัฐสวัสดิการ

 

รัฐสวัสดิการคนยังมีทรัพย์สินอยู่  มีนาของตัวเอง มีที่ดินของตัวเอง เพียงแต่เรื่องปัจจัย 4 หรือปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิต รัฐให้หลักประกันว่า เราจะไม่ปล่อยให้คุณอดอยาก ถึงขนาดอยู่ไม่ได้ ถ้าคุณว่างงาน เราจะมีค่าครองชีพให้คุณพออยู่พอกินได้ แต่ไม่ได้อยู่ดีกินดีนะ

 

ถามว่ามีอะไรเหมือนคอมมิวนิสต์ไหม อาจจะมี แต่คอมมิวนิสต์เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการผลิตร่วม โดยไม่มีใครมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือปัจจัยการผลิต ที่จริงคอมมิวนิสต์เป็นสูงสุดของสังคมนิยมในความคิดแบบมาร์กซ์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผลผลิตเพียงพอสำหรับทุกคน จนทุกคนได้ตามต้องการ ซึ่งไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ แม้แต่ประเทศที่เรียกตัวเองว่าคอมมิวนิสต์ ก็ไม่เคยมีระบบคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง

 

คำว่าสังคมนิยมตีความได้ 2-3 แบบ ในความหมายของมาร์กซิสต์กับคนที่ทำเรื่องสังคมนิยมประชาธิปไตย แนวคิดจะไม่ตรงกันทีเดียว คือระบบรัฐสวัสดิการมันเกิดขึ้นในประเทศที่มีการปกครองได้หลากหลาย

 

รัฐสวัสดิการเป็นการปิดปากคนงานด้วยสวัสดิการ ทำให้ไม่ออกมาเรียกร้อง เพื่อให้ทุนนิยมเดินหน้ากดขี่ต่อไปใช่หรือเปล่า 

มีส่วนจริง หนึ่ง อาจจะจริงว่า รัฐสวัสดิการกับทุนนิยมสุดขั้ว เข้ากันไม่ได้ แต่จะต้องบอกว่า ประเทศทุนนิยมส่วนใหญ่มีระบบรัฐสวัสดิการ เช่น ประเทศในยุโรป หรือญี่ปุ่น ในต่างประเทศ กลุ่มมาร์กซิสต์ กลุ่มที่ไม่ชอบอำนาจรัฐ ไม่เคยมีกลุ่มไหนออกมาคัดค้านรัฐสวัสดิการ เพราะในประเทศสังคมนิยมก็ใช้ระบบนี้ มีแต่จะบอกว่า มันยังไม่พอ มันยังไม่ดีพอ

 

พูดง่ายๆ ว่าระบบรัฐสวัสดิการที่ดีนั้น นายทุนไม่ชอบ เพราะจะต้องมีการเก็บภาษี โดยเฉพาะต้องเก็บคนรวย เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้ดีจะต้องถูกเก็บแพงมากเมื่อเทียบกับคนยากจน ได้เท่ากันสิทธิเท่ากัน แต่เก็บเบี้ยประกันคนละระดับกัน เช่น คนจนจริงๆ ก็ไม่เก็บเลย คนพอมีรายได้แต่ยากจนก็เก็บน้อย คนมีรายได้ฐานะปานกลางก็เก็บปานกลาง คนมีรายได้ฐานะสูงก็เก็บสูง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ชอบระบบสวัสดิการจริงๆ จะเป็นกลุ่มนายทุนมากกว่า เพราะเขามีเงินซื้อประกันเอง อยากประกันของเขาเอง แต่ไม่อยากถูกเก็บภาษี

 

จะสังเกตว่าในประเทศประชาธิปไตย ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคอนุรักษ์นิยมหรือพรรคนายทุน จะพยายามลดรัฐสวัสดิการให้น้อยที่สุด แต่จะไม่มีประเทศไหนกล้ายกเลิกไปเลย เพราะประชาชนจะยอมรับไม่ได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคแรงงานหรือสหภาพแรงงานจะพยายามเพิ่มสิทธิประโยชน์จากรัฐสวัสดิการที่ได้

 

เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่ารัฐสวัสดิการเป็นเครื่องมือของนายทุนที่จะทำให้ผู้ใช้แรงงานไม่เรียกร้อง ผมไม่เห็นด้วย และคิดว่าไม่ใช่ เพราะมาร์กซิสต์ทั้งหลายก็ไม่มีใครปฏิเสธระบบรัฐสวัสดิการ เพียงแต่บอกว่าต้องไปไกลกว่านั้น เช่น ต้องสร้างระบบสังคมนิยมทั้งประเทศ หรือต้องเสริมรัฐสวัสดิการให้เข้มแข็งขึ้น เพราะฉะนั้น ระบบรัฐสวัสดิการไม่ใช่ระบบที่ฝ่ายซ้าย สังคมนิยม มาร์กซิสต์ จะโจมตี มีแต่ให้เข้มแข็งขึ้น เป็นการเรียกร้องจากรัฐให้ไปเก็บภาษีแพงๆ จากคนรวยเอามาถัวเฉลี่ยให้ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน เป็นระบบที่คนรวยต้องจ่ายเบี้ยประกันแพง คนจนจ่ายถูก แต่ได้สิทธิเท่ากัน มันสวนกับแนวคิดทุนนิยมแบบสุดขั้วอยู่

 

แปลว่ารัฐสวัสดิการจะอยู่ร่วมกับทุนนิยมได้

ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดีส่วนใหญ่เป็นประเทศทุนนิยมเกือบทั้งนั้น มันอยู่ร่วมกับทุนนิยมได้ อาจเรียกว่าเป็นทุนนิยมที่ไม่รุนแรงก็ได้ เช่น ถ้าดูวิถีชีวิตของคนอังกฤษ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนมีน้อยกว่าประเทศไทยเยอะ คนรวยก็ไม่ได้รวยล้นฟ้า คนจนก็ไม่ได้จนแบบแย่มากๆ ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี จุดสำคัญคือ ช่องว่างจะน้อย แล้วเปิดโอกาสให้คนมากขึ้น เช่น ลูกคนจนจะได้เรียนสูงๆ สามารถใช้ความสามารถของตัวเองในการทำงานมากขึ้น เป็นระบบที่เปิดทางให้เกิดความเท่าเทียมในสังคมมากขึ้น

 

ประเทศด้อยพัฒนาอย่างประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ อย่างรถเบนซ์นี่ขายดีมากในประเทศไทย ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีรถเบนซ์มากที่สุดในโลก ในอังกฤษ รถไม่ต่างกันมากนะ นานๆ จะเห็นเบนซ์สักคันหนึ่ง บ้านช่องก็ไม่ต่างกัน คือคนไม่แสดงความรวย

 

ในอังกฤษ พอรายได้ขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง โดนเก็บภาษี 80-90% คือภาษีมันจะสูงมาก ซึ่งในความเห็นผมนั่นคือความเป็นธรรม แล้วเราไม่สามารถบอกได้ว่า คนที่รวยเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้านมาจากฝีมือการทำงานของเขา มันไม่ใช่มาจากโชคเขาบ้าง มาจากการโกงบ้าง สารพัดอย่าง ไม่ควรมีระดับไหนที่ทำให้คนสามารถต่างกันถึงขนาดนั้นได้

 

คือทุกประเทศในโลกมันมีส่วนผสมของสังคมนิยมกับทุนนิยม ด้านที่เป็นสังคมนิยมก็จะเป็นด้านนี้แหละคือรัฐจะจัดระบบสวัสดิการให้กับประชาชน ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกินไป นั่นคือสังคมนิยม ด้านทุนนิยมคือ ให้โอกาสการลงทุน คนมีอิสระที่จะทำกิจการต่างๆ หารายได้ ก็เป็นส่วนผสม มันไม่มีคำว่าประเทศนี้เป็นประเทศทุนนิยมล้วนหรอก

 

หรือถ้าที่ทุนนิยมที่สุดอาจจะเป็นอเมริกาก็ได้ เพราะว่าระบบสวัสดิการสังคมก็น้อย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลยนะ อเมริกาก็มี แต่อ่อนที่สุด และเมื่ออ่อนที่สุด ปรากฏว่าค่ารักษาพยาบาลที่อเมริกา เป็นค่ารักษาพยาบาลที่แพงที่สุดในโลก เพราะเปิดเสรีให้เอกชนเก็บตามใจชอบ คนที่มีรายได้พอก็จะประกันสุขภาพด้วย แต่หลายคนประกันสุขภาพ พอเกิดวิกฤตจริงๆ บางโรค ประกันไม่ครอบคลุม เสร็จเลยตรงนั้น คือมันเป็นสังคมที่คุณตายได้ เพราะคุณไม่มีเงิน เราต้องการสังคมที่จะไม่ตายจากสาเหตุเพียงเพราะไม่มีเงิน เช่น ถ้าจำเป็นต้องรักษาโรคมะเร็ง ก็ต้องได้ยามะเร็ง ไม่ว่ารวยจนขนาดไหนก็ต้องได้

 

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสวัสดิการ

ขณะนี้เรามีระบบด้านสุขภาพอยู่หลายระบบ ประกันสังคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบบข้าราชการ พวกเราเคยรณรงค์ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบเดียวทั้งประเทศ มีทั้งข้อดีข้อเสีย ทุกคนจะมีหลักประกันสุขภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างบริการ ตอนนี้ใน 3 ระบบมีทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบกัน ได้เปรียบที่สุดตอนนี้คือของข้าราชการที่สามารถเบิกสิทธิประโยชน์ได้ค่อนข้างสูง แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถรับบริการของเอกชนได้ ประกันสังคมรับบริการเอกชนได้ หลักประกันสุขภาพแล้วแต่ว่า โรงพยาบาลไหนเข้าโครงการ

 

อย่างระบบของอังกฤษ National health service ประชาชนทุกคนอยู่ในระบบเดียว ใช้เงินภาษีประกันสุขภาพให้ทุกคน คล้าย สปสช. แต่มีรายละเอียดว่า คนที่มีฐานะรายได้พอจ่ายได้ ก็ต้องจ่ายส่วนรวมระดับหนึ่ง เช่น ไม่ต้องจ่ายค่ายา แต่ต้องจ่ายค่าใบสั่งยา ค่าตรวจไม่เสีย นอนโรงพยาบาลไม่เสียค่าอาหาร ทุกอย่างฟรี แต่ถ้าไปคลินิกแล้วมีความจำเป็นเรื่องยา ต้องเสียค่าใบสั่ง คิดเป็นเงินไทย อาจดูแพงคือ 500 บาทต่อครั้ง คล้ายอย่างของเรา 30 บาทแต่ 30 บาท เป็นค่ารักษา 500 บาทหรือเกินกว่านี้เป็นค่าใบสั่งยา ไม่ว่ายาตัวนั้นจะเป็นแสนก็จ่ายเท่านั้น คนไม่มีงานทำ คนชรา เด็ก จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสีย เฉพาะคนมีรายได้เท่านั้นที่จะต้องเสีย คล้ายระบบ สปสช.ของประเทศไทย

 

ถ้ามีหลายระบบจะเกิดการแข่งขันกันระหว่างระบบ เพื่อบริการที่ดีกว่าและประสิทธิภาพมากกว่า

แต่อาจเกิดความเหลื่อมล้ำ คนที่อยู่ในระบบหนึ่งอาจเสียเปรียบคนอีกระบบ ถ้าเป็นความเห็นของผม ผมคิดว่าสิทธิประโยชน์ต้องเท่ากัน ผมยังอยากให้เป็นระบบเดียวมากกว่า
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 เมษายน 2007, 17:07:46 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 17:03:40 PM »

(ต่อ)

ถ้ารวมกันหมดทุกระบบ รัฐบาลจะเอาเงินจากไหน


นี่เป็นคำถามยอดฮิต ทุกประเทศที่เขามีระบบหลักประกันสุขภาพเขาก็แก้ได้ อยู่ที่ว่าเราพร้อมจะเอาเงินมาใช้ไหม ถ้าเราคิดว่า ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นอันดับแรก รัฐสวัสดิการต้องเป็นอันดับหนึ่งในการใช้จ่ายเงินของรัฐ ในความคิดของผม หน้าที่ของรัฐคือตรงนี้มากกว่าเรื่องอื่น

 

ระบบหลักประกันสุขภาพ ทีม อ.อัมมาร สยามวาลา วิเคราะห์แล้วว่า ในระดับหัวละประมาณ 2,600-2,700 บาทต่อปีต่อหัว สามารถจัดบริการที่ค่อนข้างดี ระบบประกันนี้เป็นระบบที่คนที่ไม่ป่วย จ่ายให้คนป่วยในแต่ละปี  แน่นอนว่า ถ้าใน 1 ปีทุกคนป่วย 2,700 บาทไม่พอ แต่ในสมมติฐานว่า ใน 10 คนอาจมีแค่ 3-4 คนเท่านั้นที่ต้องไปรักษาใน 1 ปี อย่างนี้จะพอ ขณะนี้รัฐจ่ายอยู่ที่ประมาณ 2,200-2,300 บาท ถ้าขึ้นไปอีกประมาณ 500-600 บาท ทั้งหมด 60 ล้านคน เท่ากับประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เราสามารถจัดบริการที่ดีให้ทุกคนได้

 

ถามว่าเอามาจากไหนเหรอ ประเทศไทยตอนนี้เป็นประเทศที่เก็บภาษีน้อยมาก แล้วก็เป็นภาษีรั่วเยอะ โกง ภาษีกันเป็นแถว ไม่มีการเก็บภาษีที่ดิน มรดก ภาษีขายหุ้นก็ไม่เก็บ ที่เรียกว่า capital gain ก็ไม่เก็บ คือเราควรจะเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้นอีกเยอะ คนที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน ปีหนึ่งควรจะเสียภาษีเป็นพันล้าน อันนี้เป็นความยุติธรรม คือต้องแบ่งปันกัน เพราะฉะนั้น มีวิธีเก็บภาษีได้หลายๆ แบบ มันมีวิธีเก็บภาษีแบบก้าวหน้ามากกว่านี้

 

แม้แต่ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ผมยังเคยคิดว่าน่าจะเก็บแบบ 2 อัตรา ของที่คนจนซื้อก็เก็บถูกหน่อย ของที่คนรวยซื้อก็เก็บแพง เช่น ซื้อของราคาหนึ่งแสนขึ้นไปอาจจะเสียแวท 20% ก็ได้ เช่น ไปซื้อรถเบนซ์ หรือซื้อเกิน 5 แสนก็เสียอัตราหนึ่ง

 

ถ้าเขาบอกว่าเป็นสิทธิของเขาที่มีเงินเยอะ

อันนั้นเป็นปรัชญาที่เถียงกันระดับโลกไง คือมนุษย์เรามีสิทธิที่จะร่ำรวยบนความจนของคนอื่นรึเปล่า หรือมนุษย์เราควรจะอยู่กันอย่างไม่ต่างกันมากนัก แต่ว่าแต่ละคนอาจจะร่ำรวยตามความสามารถหรือความขยันต่างกันบ้าง ในความเห็นผม เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่จะต้องได้รับการดูแลในความจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน สุขภาพ การศึกษา การมีงานทำ แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับทุพพลภาพ ชราภาพ หรือแม้แต่คนที่ต้องดูแลลูกโดยลำพัง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ยากจนอยู่แล้ว เราสามารถให้หลักประกันว่า คนไทยทุกคนกินดีอยู่ดีได้ในระดับหนึ่ง

 

ถ้าเขาบอกว่า ทำอย่างนี้จะทำให้เศรษฐกิจไม่ก้าวหน้าล่ะ

ก็ต้องถามว่า แคนาดาก้าวหน้าไหม นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ก้าวหน้าไหม อิตาลีก้าวหน้าไหม ประเทศเดียวที่ไม่ค่อยมีสวัสดิการสังคม คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งอเมริกามีปัญหาความยากจนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คนยากคนจนจนมากมาย จะเห็นคนอยู่ตามท้องถนน และหลายๆ คนในอเมริกาต้องมารับการรักษาพยาบาลที่ประทศไทย เพราะไม่มีเงินพอจะซื้อประกันสุขภาพได้ ซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อมาผ่าตัดที่เมืองไทยถูกกว่า

 

เรื่องรัฐสวัสดิการในประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ในเอเชียก็มีญี่ปุ่น เกาหลีนิวซีแลนด์ มีทั้งนั้น เพียงแต่เราจะมีระบบแบบไหนบ้าง มากน้อยแค่ไหน แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจบนความทุกข์ของผู้ใช้แรงงานและประชาชน คือเราขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมาตลอด 30-40 ปี แต่เราไม่เอาความรวยนั้นมาสร้างระบบสวัสดิการของประชาชน เราเอาความร่ำรวยนั้นมาให้คนรวย แล้วเราให้คนจนต้องพึ่งตนเอง ญาติพี่น้องซึ่งเป็นระบบที่ไม่แฟร์

 

ยกตัวอย่างเช่น คนงานจำนวนมาก เวลามีลูกไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ในกรุงเทพฯ เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงาน แล้วใครจะดูแลลูกเล็กๆ จึงต้องส่งให้ตายายในต่างจังหวัดดูแลลูก เป็นการอาศัยกลไกเครือญาติพี่น้องเป็นระบบสวัสดิการ เท่ากับสร้างภาระให้ตายาย

 

เรามีโรงเรียนอนุบาลฟรีไหม เรามีสถานที่ดูแลเด็กของคนงานระหว่างเขาไปทำงานโดยไม่ต้องเก็บเงินไหม ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีทั้งนั้น แล้วเราทำให้ทุกคนในครอบครัวที่ทำงานได้ต้องออกไปดิ้นรนทำงาน เพราะไม่อย่างนั้นรายได้จะไม่พอ ทั้งพ่อทั้งแม่  ครอบครัวที่ยากจนแม่จะอยู่บ้านดูแลลูกนี่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แล้วถ้าเป็นแม่อยู่บ้านดูแลลูก เผลอๆ พ่อก็ต้องทำงานทั้งกลางวันทั้งกลางคืน เช่น ทำงานกลางวันอย่างหนึ่ง กลางคืนก็ทำอีกอย่างหนึ่ง เช่น ขับแท็กซี่ หรืออะไรก็แล้วแต่

 

นี่คือชีวิตที่เราสร้างสำหรับคนจนในประเทศไทย เขาเสียสิทธิ เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเราไม่แคร์เขา เราไม่แคร์ประชาชน แล้วอันนี้ขอพูดว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่แคร์ รัฐบาลทักษิณก็ไม่แคร์ รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่แคร์

 

แล้วประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรล่ะ

ประชานิยมของทักษิณก็เป็นเรื่องดีระดับหนึ่ง ถ้ามันทำด้วยความจริงใจที่จะแก้ปัญหา คือข้อดีของรัฐบาลทักษิณที่มีนโยบายประชานิยมก็คือ ต่อไปนี้ทุกพรรคการเมืองต้องเริ่มคิดถึงประชาชนแล้ว แต่รัฐบาลทักษิณใช้นโยบายประชานิยมแค่ในระดับที่เขาคิดว่า เขาหาเสียงได้ เขาไม่ได้ทำในระดับรัฐสวัสดิการอย่างแท้จริง เช่น เขาไม่พร้อมจะขึ้นภาษีคนรวย เพราะคนในรัฐบาลเป็นคนรวยทั้งนั้น เป็นคนที่จะเสียเปรียบถ้ามีการเก็บภาษี เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้จริงใจ ซึ่งต่างกันนะ

 

อย่างในอังกฤษ ระบบรัฐสวัสดิการเข้ามาได้ไง มันเข้ามาเพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรัฐบาลของพรรคแรงงาน พรรคแรงงานเป็นพรรคของกรรมกร คนที่มาเป็นรัฐมนตรีที่เก่งที่สุดเรียนไม่จบ แต่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ได้ชื่อว่านำระบบรัฐสวัสดิการเข้ามาสู่อังกฤษคนหนึ่ง เขาเป็นลูกของกรรมกรเหมืองถ่านหิน เป็นตัวแทนของประชาชนคนทุกข์คนยาก เขาเข้าใจว่าทำไมถึงจำเป็นต้องมีรัฐสวัสดิการ แล้วประเทศอังกฤษนั้นผ่านความทุกข์ความยากของสงครามมาหลายปี มันถึงจังหวะที่นำรัฐสวัสดิการเข้ามาได้ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และระบบหลักประกันสุขภาพของอังกฤษก็เริ่มตอนนั้นและก็มีมาถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านรัฐบาลทุนนิยม รัฐบาลฝ่ายขวาก็ไม่กล้าที่จะยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพของอังกฤษ เพราะเป็นที่นิยมของประชาชน คำว่า ประชานิยม ถ้ามันเป็นการรับใช้ความต้องการของประชาชน สร้างความอยู่ดีกินดีของประชาชนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องดี

 

ประชานิยมกับรัฐสวัสดิการเหมือนกันไหม

ประชานิยมมักจะใช้ในความหมายลบ หมายถึงการคิดนโยบายเพื่อเอาใจประชาชนที่จะทำให้ popular คือใช้ว่า populism หมายความว่าเป็นนโยบายที่จะสร้างความนิยมจากประชาชน ซึ่งอาจจะออกมาเป็นนโยบายที่ผิวเผิน แต่ประชาชนชอบก็ได้ บังเอิญผมก็มองว่านโยบายหลายอย่างของทักษิณก็ผิวเผิน แต่รัฐบาลก่อนๆ ก็ไม่ได้ทำ มันก็เลยดูดี แต่ถ้ามีการแข่งขันกันนะ อาจจะมีอีกหลายรัฐบาลที่ทำได้ดีและลึกซึ้งกว่านี้เยอะ

 

ต่อไปเรื่องสวัสดิการทุกพรรคต้องมีนโยบายนี้

ผมกลัวว่าทุกพรรคจะพยายามคิดแบบนโยบายประชานิยม ซึ่งผมอยากให้ทุกพรรคคิดแบบรัฐสวัสดิการ คือจริงใจกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ทำเป็นสัญลักษณ์ หรือทำเป็นอะไรที่ดูดี ไม่ใช่เป็น gimmick ไม่ใช่เป็นของเล่น เป็นของจริง ถ้าจะทำของจริงได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ขึ้นภาษี ไม่เก็บภาษีแบบก้าวหน้าเพื่อกระจายรายได้ เพราะไม่ลงตัวทางการคลัง เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เก็บภาษีคนรวยมากขึ้นอีก

 

ในด้านการจัดการ ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่ารัฐจะทำได้จริง

ผมก็จะถามว่าแล้วจะมีรัฐไปทำไมล่ะ คืออันนี้ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งว่า ประชาชนจัดการเอง ถ้าทำได้ก็ดี แต่ผมไม่เชื่อว่าทำได้ ตัวอย่างบางชุมชนในประเทศไทย เขาก็มีกองทุนนั้นกองทุนนี้ แต่ต้องดูพื้นฐานว่าคนในชุมชนนั้น ฐานะเขาเป็นอย่างไร แล้วจะยกตัวอย่างนี้เอาไปใช้ได้ทั่วประเทศมันไม่ได้ ผมพร้อมที่จะมองการผสมผสานระหว่างการช่วยตัวเองในระดับท้องถิ่นหรือชุมชนกับบทบาทของรัฐ เช่น ในระบบหลักประกันสุขภาพ เราก็คิดตุ๊กตาได้หลายรูปแบบ เช่น ในระดับที่ชุมชนเองเปิดสถานบริการสุขภาพของตัวเอง จ่ายหมอ พยาบาลของตัวเอง เอาเงิน สปสช.มาใช้ได้ ส่วนหนึ่งอาจจะให้บริการเพิ่มโดยเอาเงินอบต.มา หรือเงินกองทุนบางอย่างมาเสริมทำให้บริการพิเศษขึ้นก็ทำได้ หรืออาจจะมีระบบที่ออมในชุมชนด้วย แล้วก็ใช้เงินรัฐด้วย

 

แต่ปัญหาของการออมในชุมชนก็คือ แต่ละชุมชนมีกำลังออมไม่เท่ากัน เช่น เจ้าของสวนยางเล็กๆ ทางใต้อาจจะมีฐานะดีกว่าชุมชนเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งทางอีสาน เมื่อ 2 ชุมชนไม่เท่ากัน ยุติธรรมไหมที่จะได้บริการที่ต่างกัน จริงๆ รัฐก็อาจจะช่วยชุมชนที่ยากจนมากกว่า แล้วช่วยชุมชนที่ช่วยตัวเองน้อยกว่า ก็อาจเป็นได้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ก็เป็นแนวคิดที่เอามาใช้ประโยชน์ได้อยู่เหมือนกัน

 

ถ้าถามว่ารัฐมีไว้ทำไม บางคนอาจบอกว่ารัฐมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ เพื่อส่งทหารไปสู้ ผมก็ถามว่า สู้กับใครเพื่ออะไร บางคนอาจจะบอกว่าสู้เพื่อประชาชน แต่ไอ้คำว่า เป็นประชาชนของประเทศหนึ่งมันมีความหมายอย่างไร ถ้าหากว่าคนแย่งชิงกันไปหารายได้ และมันไม่มีอะไรที่ร่วมกันเลย คือ คำว่าเป็นประเทศ เป็นประชาชน เป็นชุมชน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การดูแลซึ่งกันและกัน มันต้องเป็นระบบของสวัสดิการ

 

ดังนั้น ถามว่ามีรัฐไว้ทำไม คำตอบแรกสำหรับผมก็คือ มีรัฐไว้เพื่อประกันความอยู่ดีกินดีของประชาชนทุกคน ว่ามีมาตรฐานขั้นต่ำของชีวิตที่ได้รับหลักประกัน เช่น จะไม่ทุกข์ยากกว่านี้ จะไม่มีรายได้น้อยกว่านี้อย่างน้อยต้องมีที่อยู่อาศัยในสภาพอย่างนี้ อย่างน้อยจะต้องมีที่ดินแปลงเล็กๆ ที่ทำการเกษตรได้ อย่างน้อยจะต้องได้เรียนหนังสือตามความสามารถได้ อย่างน้อยถ้าไม่สบาย ต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ร่วมกัน นี่คือความสำคัญของรัฐเหนือสิ่งอื่นใด นี่คือความหมายของรัฐ

 

เป็นอุดมคติเกินไปรึเปล่า จะทำได้จริงไหม

เราก็ต้องต่อสู้เพื่อให้จริง แต่มันก็มีตัวอย่างในโลกที่พูดไปแล้วหลายอย่างที่เราเลียนแบบได้ไง เพียงแต่คนไทยมักจะไม่รู้เรื่องนี้ คือคำนี้ไม่ใช่คำที่ต่อสู้กันในเมืองไทย เป็นเรื่องใหม่ ทั้งๆ ที่มันไม่ควรเป็นเรื่องใหม่ ที่จริงมีคนสู้เรื่องนี้นะ เช่น ศ.นิคม จันทรวิทูร ที่สู้เรื่องระบบประกันสังคม กลุ่มที่นำระบบประกันสังคมเข้ามาในประเทศไทยก็เป็นกลุ่มที่เข้าใจแนวคิดเรื่องนี้อยู่

 

ปัญหาคือ มันไม่ได้ไปไกลกว่านั้น ไปถึงระยะหนึ่ง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานก็ไปยึดกองทุนนี้มาจัดการ คือกองทุนประกันสังคมเป็นเงินของผู้ใช้แรงงาน อันนี้เป็นการมีส่วนร่วมโดยตรง แต่ผู้ใช้แรงงานไม่ได้มีส่วนตามเงินของเขา เขาจ่ายเงิน รัฐจ่ายน้อย นายจ้างกับลูกจ้างจ่ายเยอะ แต่รัฐกลับไปครอบงำ อันนี้ไม่แฟร์ ดังนั้น สำหรับผม ความหมายของรัฐคือ ต้องสร้างความเท่าเทียมกันในระดับพื้นฐาน ทุกคนต้องมีพอกิน พออยู่พอกิน นี่คือภารกิจอันดับหนึ่งของรัฐ ของผู้เป็นรัฐบาลด้วย

 

แล้วเราจะเปลี่ยนความคิดให้คนหันมาสนใจยังไง เพราะคนมักจะมองในแง่ลบ และติดว่าเรื่องประชานิยมเป็นเรื่องให้เปล่า

ที่เราต้องทำงานความคิดมากที่สุดคือประชาชนทั่วไป คนรวยไม่ค่อยชอบไอเดียนี้ ไปถามนักธุรกิจใหญ่ว่าอยากมีระบบรัฐสวัสดิการไหม ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ ที่จริงมันต้องเข้ามาโดยระบบประชานิยมเหมือนกันคือมันต้องมาโดยนโยบายที่ประชาชนเห็นแล้วร่วมกันเลือกรัฐบาลนั้นขึ้นมา เหมือนกับที่พรรคแรงงานขึ้นมาได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนเบื่อหน่ายแล้ว เรื่องความทุกข์ยาก อยากเห็นรัฐบาลที่จะเข้ามาสร้างความมั่นคงในปัจจัยพื้นฐาน เขาถึงเลือกรัฐบาลพรรคแรงงาน

 

ไม่ใช่เรื่องผิดที่พรรคการเมืองใดจะนำเสนอนโยบายด้านนี้ ผมคิดว่าในการปฏิรูปการเมืองสังคม เราต้องเปิดพื้นที่ให้มีพรรคการเมืองที่หลากหลายได้ เราคงต้องมีพรรคการเมืองที่ชูเรื่องรัฐสวัสดิการเป็นนโยบาย พรรคการเมืองนี้เมื่อชูแล้ว ถ้ามีคนดีๆ ลงสมัคร ก็มีโอกาสได้รับเลือกจำนวนหนึ่ง คงไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็จะเริ่มประชาสัมพันธ์ เริ่มชูประเด็นอย่างนี้ได้

 

ผมว่าถ้าชูเรื่องนี้ดีๆ ประชาชนเขาก็เอาด้วยนะ คือเสียงส่วนใหญ่เขาก็เอาด้วย แต่ขณะนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนชูเรื่องนี้ เพราะไม่มีพรรคการเมืองไหนที่แคร์คนยากคนจนโดยแท้จริง เพราะฉะนั้น เราต้องปรับปรุงระบบการเมืองเราให้เกิดพรรคการเมืองได้มากขึ้น ให้มีความหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกเป็นล้านๆ คนถึงจะตั้งได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนเป็นร้อยเป็นพันล้านถึงจะตั้งได้ เราจำเป็นจะต้องมีระบบที่เปิดโอกาสให้เกิดพรรคการเมืองเล็กๆ ได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้คนสมัครเป็นอิสระโดยไม่ต้องสังกัดพรรคได้

 

ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้เรื่องรัฐสวัสดิการเลย นักวิชาการก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ผู้วางนโยบายก็ไม่ได้สนใจ เป็นเรื่องที่สังคมไทยละเลยมาตลอด เป็นเรื่องใหม่ แนวคิดใหม่ ขายยาก ต้องคิดเรื่องรูปธรรม คือตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่ตอนนี้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า popular มาก พอเอาเข้ามาปั๊บ ใครจะมารื้อทิ้งเนี่ย เสี่ยงมาก ทั้งที่บริการยังไม่มีเท่าไหร่นะ สามารถดีกว่านี้ได้อีกหลายเท่า

 

มาดูว่ามาได้อย่างไร เพราะมันมีโพลล์ถาม มีคนอย่างหมอสงวน (นิตยารัมภ์พงศ์) พยายามผลักดัน พยายามทำโพลล์ถามประชาชนว่า รักษาฟรีเอาไหม ประชาชนบอกเอา โดยไม่ได้คิดว่า ฟรีแล้วจ่ายอะไรบ้าง มองว่า วิธีขายรัฐสวัสดิการ ต้องเอาทีละประเด็นเข้ามา ต้องถามประชาชนว่า สมมติเรามีบำนาญให้ผู้สูงอายุทุกคนดีไหม ทุกคนจะคิด เออ ตอนนี้เงินเดือนต้องส่งไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด คราวนี้พ่อแม่เราก็จะมีเงินใช้

 

ในความคิดผม วิธีทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ ต้องเริ่มจากอันที่มีความจำเป็นมากที่สุด ผลักดันให้มันเกิดจริง ไม่ต้องไปใช้ชื่อว่ารัฐสวัสดิการด้วยซ้ำไป เช่น ผมเสนอว่าต้องเรียนฟรีจริง ฟรีทั้งค่าอาหารกลางวัน รถไปโรงเรียน เอาไหม ประชาชนบอกเอา เราก็ผลักดันตรงนี้ หรือทุกคนมีสิทธิเรียนมหาวิทยาลัย โดยไม่ต้องเสียค่าเรียนเลยดีไหม อยู่ดีๆ มาบอกให้ทุกคนมายอมรับรัฐสวัสดิการเลยเราเสียเปรียบ และจะมีคนที่ไม่เห็นด้วยบอกว่า โอ๊ย รัฐสวัสดิการล้าสมัยมาก แต่ละประเทศกำลังยกเลิกอยู่แล้ว ซึ่งมีทั้งส่วนจริงและไม่จริง

 

ส่วนจริงคือ การเมืองในแต่ละประเทศมันแกว่งไปแกว่งมา ในประเทศทางยุโรป การเมืองในระยะหลังมันแกว่ง ได้รัฐบาลที่เป็นทุนนิยมมากขึ้น เขาก็จะลดสิทธิประโยชน์ด้านรัฐสวัสดิการลง และเก็บภาษีน้อยลงด้วย แต่ไม่มีประเทศไหนยกเลิกเลยนะ ถ้าในอนาคตฝ่ายซ้ายขึ้นมา เขาก็จะแกว่งกลับ เพราะฉะนั้น อยู่ดีๆ เอาแนวคิดนี้มาขายจะถูกบิดเบือนเยอะ

 

ถ้าเอารูปธรรมมาเสนอจะชัดกว่า เช่น ตอนนี้งบแผ่นดินจ่ายให้คนแก่เดือนละ 300-400 บาท แต่ไม่ใช่ได้ทุกคน ได้บางคนเท่านั้น ถ้าเราเปลี่ยนว่าได้ทุกคน คนละ 1,000 บาทเอาไหม หรืออาจจะเสียหลักการนิดหน่อย เช่น ถ้าใครไม่มีบำนาญอื่นจากบริษัทที่เคยทำงาน หรือไม่มีบำนาญจากการเป็นข้าราชการ นอกนั้นรัฐจ่ายบำนาญให้หมด เดือนละ 1,000-1,500 บาทแล้วแต่ค่าครองชีพ ผมว่าคนในสังคมรับได้นะ แต่จะต้องเก็บภาษีแพงขึ้น แต่ต้องให้ชัดว่าต้องเก็บคนรวยมากกว่า

 

ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ไหม

หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เป็น ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นแบบอเมริกาที่เต็มไปด้วยคนจน คนนอนเต็มท้องถนน อเมริกาเป็นประเทศที่แม้แต่ชนชั้นกลางเองก็ไม่มีเงินรักษาสุขภาพ จะผ่าตัดก็ไม่มีเงินผ่าตัด จริงๆ ยิ่งเป็นประเทศอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้นก็ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ จริงๆ ปัญหาอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการขนาดไหน จะจัดสวัสดิการสังคมได้มากหรือน้อย ซึ่งผมจะชูว่า ต้องมาก เช่น ต้องการให้การศึกษาฟรีหมด เป็นต้น และไม่ต้องการวัดความจนด้วย รัฐสวัสดิการในความหมายผม ไม่ต้องวัดความจน ไม่ต้องพิสูจน์ว่าเราจน ลูกถึงจะได้รับทุน เพราะจะขัดกับคอนเซ็ปท์พื้นฐานของรัฐสวัสดิการ แล้วจะเกิดคำถามว่า แล้วเอาเงินจากไหน คำตอบก็คือเอาเงินจากคนรวยมา

 

รัฐสวัสดิการควรจะครอบคลุมอะไรบ้าง

แล้วแต่แต่ละประเทศ แต่โดยหลักที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก คือ สุขภาพ การศึกษา การว่างงาน ดูแลผู้สูงอายุคนที่ดูแลตัวเองได้ไม่เต็มที่เช่น ผู้ทุพพลภาพ ในบางประเทศจะมีรัฐสวัสดิการช่วยเหลือเรื่องเด็กด้วย เช่น ช่วยดูแลเด็กสำหรับคนยากจน

 

รัฐสวัสดิการสามารถไปได้ไกล อย่างในอังกฤษค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับคนชรา ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง คือเป็นเรื่องดูแลให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอในสังคม ที่ต้องได้รับการดูแลมากกว่าคนที่แข็งแรง ถ้าคุณไม่ว่างงาน คุณก็ไม่ได้สิทธิของคนว่างงาน คือมันเกี่ยวกับความอ่อนแอทางสังคมด้วย เช่นขณะนี้คุณเสียเปรียบ คุณไม่มีงานทำ คุณต้องได้รับการดูแลจากรัฐ จนกว่าจะมีงานทำ เมื่อนั้นรัฐจะถอนการดูแลตรงนี้ หรือขณะนี้คุณป่วย คนอื่นไม่ป่วย เพราะฉะนั้นต้องได้รับการดูแลจากรัฐให้สบายดี

 

จะครอบคลุมถึงกลุ่มไหนบ้าง

ผมจะไม่แยกว่ามีบัตรประชาชนเลข 13 หลักหรือไม่มี ผมถือว่าถ้าอยู่บนแผ่นดินไทยก็ควรจะอยู่ในระบบรัฐสวัสดิการ พอพูดถึงตรงนี้จะเริ่มมีคนไม่เห็นด้วย เขาจะบอกว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม จะทะลักเข้ามาในเมืองไทย เพื่อมารับระบบสวัสดิการอันนี้ ผมคิดว่า ประเด็นนี้มันต้องตรวจสอบ ผมไม่ได้บอกว่าเราเปิดเสรีให้คนเข้ามา คือเราต้องมีระบบควบคุมอยู่เหมือนกัน ถามว่ามีประเทศอื่นเขาทำได้ไหม อย่างฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่เคยกีดกัน

 

ถ้าเรามองคนเป็นมนุษย์ อย่างเช่น แรงงานพม่าในประเทศไทยที่ทำงานก่อสร้าง เขามีลูกด้วย ลูกเขามาอยู่ด้วย เราก็ต้องให้ลูกเขามาเรียนในโรงเรียนของเราได้ ถ้าเขาป่วย เราต้องให้การรักษา ถ้าอย่างนั้นเหมือนเราทิ้งให้เขาตาย มันไม่ใช่ความยุติธรรม แต่ผมเห็นด้วยว่า อาจมีการเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว หรือถ้าอยู่ในระบบประกันสังคม ก็ควรจะเก็บเบี้ยประกันสังคมเหมือนกันแรงงานไทย แต่นั่นหมายความว่า เราต้องให้รายได้ที่ดีพอสมควรด้วย

 

รวมถึงแรงงานที่ผิดกฎหมาย ถ้าเขาไม่สบาย ไปโรงพยาบาลก็ต้องรักษาเขา ไม่เช่นนั้น เราก็ทำลายระบบสุขภาพเราเองด้วย เช่น เราปล่อยให้แรงงานผิดกฎหมายซึ่งอาจมีเป็นล้าน ถ้าเขาป่วยเป็นโรคติดต่อต่างๆ เขาอาจจะแพร่ไปสู่คนอื่นๆ ในสังคม มันไม่ดีต่อสุขภาพของใครทั้งสิ้น แล้วมันขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 17:23:44 PM »

เวทีปชช.เสนอรธน.ใหม่ต้องมี”รัฐสวัสดิการ”

กรุงเทพฯ/เวทีประชาชนเสนอ รธน.ใหม่ต้องรองรับคนทุกกลุ่มอย่างทั่งถึง เป็นธรรม เท่าเทียม กลุ่มคนพิการแนะต้องสร้างพื้นที่สาธารณะ ย้ำต้องสร้างรัฐสวัสดิการให้ประชาชนในทุกๆด้าน


5 กุมภาพันธ์ 2550

 

 
 |  | ขนาดอักษร  |  | 
 


วานนี้(4 ก.พ.) ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน (สนค.) กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีระดมข้อเสนอภาคประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง รัฐธรรมนูญกับรัฐสวัสดิการ  : สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ การเลี้ยงดูบุตร ประกันสังคม ฯลฯ ขึ้น โดยมีตัวแทนจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วม อาทิ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายพนักงานบริการจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ สหภาพแรงงานย่านรังสิต นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พรรคแนวร่วมภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป

ในที่ประชุมดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเสนอหลักการใหญ่ร่วมกันในประเด็นรัฐสวัสดิการคือ เนื้อหาในรัฐธรรมนูญต้องครอบคลุมถึงคนทุกคนในประเทศไทย เนื่องจากนี่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิใช่รัฐธรรมนูญแห่งปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญควรเป็นกฎหมายที่บังคับในตัวเอง ต้องเปิดให้ประชาชนกล่าวอ้างต่อรัฐได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายลูก เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญมักระบุตอนท้ายว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ทำให้สิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ยังไม่เกิดขึ้นได้จริงเพราะต้องรอกฎหมายลูก และรัฐธรรมนูญต้องบัญญัติให้เรื่องเหล่านี้อยู่ในหมวดว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” เพื่อบอกว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อประชาชนและต่อรัฐเองอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอถึงแนวทางการที่จะให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้จริงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ประการ โดยใช้พื้นฐานจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหลัก คือ ประการที่ 1. มาตรา 4 ที่ระบุว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ต้องเพิ่มคำว่า “คุณภาพชีวิต” เข้าไปในหลักการพื้นฐานของมนุษย์ด้วย ดังนั้นความเดิมจะถูกแก้เป็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และคุณภาพชีวิตของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง” ประการที่ 2. หมวดที่ 3  ของรัฐธรรมนูญที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” ต้องแก้เป็น “สิทธิและเสรีภาพของประชาชน” ประการที่ 3. หมวดที่ 4 ของรัฐธรรมนูญที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “หน้าที่ของชนชาวไทย” ต้องแก้เป็น “หน้าที่ของประชาชน” และประการสุดท้าย หมวดที่ 5 ของรัฐธรรมนูญที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” ต้องแก้เป็น “หน้าที่ของรัฐ”

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวยังมีการเสนอถึงแนวทางที่เรียกว่าเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ที่จะเป็นแนวทางที่ทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นได้จริงว่า รัฐจะต้องเก็บภาษีรายได้ ที่ดิน มรดกในอัตราก้าวหน้า ภาษีการประกอบกิจการที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ภาษีการค้าจากตลาดหลักทรัพย์ และภาษีอบายมุข ภาษีสินค้าที่ส่งผลต่อสุขภาพ นอกจากนี้ รัฐต้องสนับสนุนให้ภาคเอกชน องค์กรเอกชน บุคคล เข้ามามีบทบาทในการดำเนินการ โดยรัฐมีบทบาทในการกำกับ ดูแล และรัฐต้องจัดงบประมาณสบทบเข้ากองทุนของภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินการรัฐสวัสดิการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องที่รัฐจัดให้แต่ฝ่ายเดียว 

น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ควรมีฐานความมั่นคงในเรื่องรัฐสวัสดิการ บทบาทหน้าที่ของรัฐในรัฐธรรมนูญ ต้องคุ้มครองและส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชนให้มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน  ด้วยการจัดสวัสดิการด้านการศึกษา การสาธารณสุข การมีงานทำ การยังชีพอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการจัดสวัสดิการการเลี้ยงดูบุตรของครอบครัวเดี่ยว และการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ขาดแคลนด้วย ทั้งนี้ในการดำเนินการสร้างสวัสดิการให้ประชาชน รัฐต้องให้ท้องถิ่นและชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการในรูปแบบกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยรัฐต้องสมทบเข้ากองทุนเป็นสองเท่าของทุนที่ท้องถิ่น หรือชุมชนระดมได้ในแต่ละปี

น.ส.สุรีรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องสิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ควรเปลี่ยนใหม่เป็นสิทธิของประชาชน ที่รัฐธรรมนูญต้องมีผลบังคับใช้โดยตัวเอง เพื่อให้สังคมไม่แตกต่างทางชนชั้น และให้คนได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างสมศักดิ์ศรี

พ.ท.ต่อพงษ์ กุลครรชิต ตัวแทนองค์กรคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย- แปซิฟิก กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องให้ตัดคำว่าคนพิการ คนด้อยโอกาส คนทุพพลภาพ ฯลฯ ออก นอกจากนี้ ตนเห็นว่าที่ผ่านมาสังคมอาจจะไม่กล้าพูดถึงนิยามความพิการให้ชัดเจนเพราะกลัวว่าคนพิการจะรู้สึกไม่ดี แต่แท้จริงแล้วการคุ้มครองสิทธิความเสมอภาคของคนพิการที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่เป็นธรรมนั้น ควรระบุนิยามคำว่าความพิการลงไปให้ชัดเจนในกฎหมาย เพราะความพิการเป็นเรื่องปกติที่เป็นเหมือนอัตลักษณ์ของคน ไม่จำเป็นต้องเลี่ยง

พ.ท.ต่อพงษ์ ยังกล่าวว่า ในมาตรา 36 และ 37 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่กล่าวถึงเสรีภาพในการเดินทางนั้น คนพิการก็ควรจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรานี้คือ รัฐต้องอำนวยความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้กับคนพิการ ไม่เช่นนั้นก็ถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามมาตรานี้ ทั้งนี้รัฐต้องทบทวนนโยบายการจัดการสงเคราะห์เด็ก คนชรา หรือคนพิการ ที่ควรส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทมากขึ้น และรัฐค่อยมาสนับสนุนชุมชนแทน เพราะในขณะนี้เกิดความแตกต่างระหว่างสถานสงเคราะห์ของรัฐกับเอกชนอย่างมาก

นายประสงค์ สุขสำราญ  ตัวแทนจากศูนย์พัฒนาคนหูหนวกเพื่อชีวิตและสังคม กล่าวว่า รัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงข่าวสารของคนทุกกลุ่ม อย่างกรณีคนหูหนวกก็มีทั้งที่เข้าถึงและเข้าไม่ถึงข้อมูล ซึ่งกลุ่มที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นจะมีมากกว่า รัฐจึงควรจัดสรรสื่อของรัฐให้เข้าถึงเฉพาะกลุ่มมากกว่านี้ อย่างสิทธิของเด็กหูหนวก เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนก็ถูกบังคับให้พูด ทั้งๆที่เด็กควรมีสิทธิที่จะเลือกสื่อสาร

นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องยึดหลักความเสมอภาคให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ซึ่งรวมถึงคนที่เข้าถึงได้ยากด้วย และต้องส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อเอชไอวีมีศักยภาพเท่าเทียม และต้องไม่ใช้การมีสถานะของการมีเชื้อเอชไอวีมาเป็นอุปสรรค ทั้งรัฐต้องส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึงด้วย

พ.ญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา อดีตกรรมการแพทยสภา กล่าวว่า รัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบอาจทำให้ประชาชนไม่กระตือรือร้นในการช่วยเหลือตัวเองในการดำรงชีวิต รัฐจึงต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลตัวเอง ให้คนมีงานทำ และต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ส่วนในเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับระบบประกันสังคมนั้น ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคและไม่เป็นธรรม คือ ประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมเสียเปรียบเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพฯ นั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้รัฐจะต้องให้บริการด้านสุขภาพอย่างเป็นธรรม โดยที่บุคลากรทางการแพทย์รับมือไหว และคนไข้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วย.
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!