บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:30:11 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รัฐสวัสดิการ  (อ่าน 28224 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 17:25:39 PM »


ข้อสรุปเวทีประชาธิปไตยประชาชนเรื่อง “รัฐธรรมนูญกับรัฐสวัสดิการ”

5 กุมภาพันธ์ 2550

 

 
 
 


วันที่ 4 ก.พ. 2550 เวทีประชาธิปไตยประชาชนจัดเวทีสาธารณะเรื่อง “รัฐธรรมนูญกับรัฐสวัสดิการ” โดยมีตัวแทนจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วม ได้แก่ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ อาทิ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชนด้านเอดส์ประเทศไทย เครือข่ายผู้พิการ อาทิ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนพิการ สมาคมคนหูหนวก สมาคมเพื่อความก้าวหน้าอาชีพคนตาบอดแห่งประเทศไทย และศูนย์การดำรงชีวิตอิสระ เครือข่ายพนักงานบริการจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ สหภาพแรงงานย่านรังสิต นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พรรคแนวร่วมภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป

เนื้อหาจากเวทีสาธารณะ สรุปประเด็นได้ 11 เรื่องที่รัฐธรรมนูญต้องครอบคลุม คือ

1.      เรื่องสาธารณสุข ต้องทั่วถึง ฟรี และมีคุณภาพ

2.      การศึกษาต้องให้เรียนฟรีอย่างน้อย 12 ปี (เริ่มตั้งแต่อนุบาล) และประชาชนต้องสามารถจัดการศึกษาได้เองด้วย

3.      เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย รัฐต้องจัดที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับวิถีการดำรงชีวิตให้กับประชาชน

4.      เด็กก่อนวัยเรียน จำเป็นต้องมีผู้ดูแลทั่วถึง

5.      รัฐต้องจัดสาธารณูปโภคให้โดยไม่แสวงหากำไร โดยมีคุณภาพ และโดยทั่วถึง

6.      นอกจากสาธารณูปโภคทั่วๆ ไปแล้ว ในเรื่องระบบการขนส่งมวลชน รัฐต้องดูแลให้ทั่วถึงทั้งกลุ่มคนและพื้นที่ อย่างมีคุณภาพ

7.      ทุกคนในวัยทำงาน ต้องมีงานทำ และมีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้

8.      คนทำงานทุกคน แรงงานทุกประเภท ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

9.      มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

10.  รัฐต้องส่งเสริมและคุ้มครองคนพิการ ที่ผ่านมา รัฐใช้คำว่าสงเคราะห์ ซึ่งคนพิการไม่ต้องการการสงเคราห์ แต่ต้องการการส่งเสริม เช่น การสนับสนุนรายได้ผู้ช่วยเหลือคนพิการ การเข้าถึงสื่อ

11.  ต้องมีการดูแลคุ้มครองผู้สูงอายุ ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป

 

จากสาระสำคัญดังกล่าว นำไปสู่มาตรการ 3 ประการที่รัฐมีหน้าที่ต้องทำ ได้แก่

1.      ต้องเก็บภาษีรายได้ ที่ดิน มรดกในอัตราก้าวหน้า ภาษีการประกอบกิจการที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ภาษีการค้าจากตลาดหลักทรัพย์ และภาษีอบายมุข ภาษีสินค้าที่ส่งผลต่อสุขภาพ

2.      รัฐต้องสนับสนุนให้ภาคเอกชน องค์กรเอกชน บุคคล เข้ามามีบทบาทในการดำเนินการ โดยรัฐมีบทบาทในการกำกับดูแล

3.      รัฐต้องจัดงบประมาณสบทบเข้ากองทุนของภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินการรัฐสวัสดิการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องที่รัฐจัดให้แต่ฝ่ายเดียว 

 

ข้อเสนอในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

จากเวทีสาธารณะดังกล่าว ได้หลักการที่เป็นหัวใจของเรื่องรัฐสวัสดิการในรัฐธรรมนูญสามประการดังต่อไปนี้

1.      รัฐธรรมนูญต้องครอบคลุมคนทุกคนในประเทศไทย 

2.      รัฐธรรมนูญ ต้องป็นกฎหมายที่บังคับในตัวเอง ประชาชนกล่าวอ้างต่อรัฐได้ โดยไม่ต้องรอกฎหมายลูก เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญมักระบุข้างท้ายไว้ว่า “ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งทำให้สิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ยังไม่เกิดขึ้นได้จริงทันที แต่ต้องรอกฎหมายลูกก่อน

3.      รัฐธรรมนูญต้องบัญญัติให้เรื่องเหล่านี้อยู่ในหมวดว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีหมวดนี้ แต่ไม่ใช้ชื่อนี้ ทั้งนี้ เพื่อบอกว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อประชาชนและต่อรัฐเองอย่างไรบ้าง

 

ทั้งนี้ หลักการทั้ง 3 ข้อจากเวทีสาธารณะเรื่องรัฐธรรมนูญกับรัฐสวัสดิการนั้น นำไปสู่ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญสี่ประการ คือ

1.      มาตรา 4 ที่ระบุว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง” ต้องเพิ่มคำว่า “คุณภาพชีวิต” เข้าไปในหลักการพื้นฐานของมนุษย์ด้วย ดังนั้น ความเดิมจะถูกแก้เป็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และคุณภาพชีวิตของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”

2.      หมวดที่ 3 ของรัฐธรรมนูญ ที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย”  ต้องแก้เป็น “สิทธิและเสรีภาพของประชาชน”

3.      หมวดที่ 4 ของรัฐธรรมนูญ ที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “หน้าที่ของชนชาวไทย”  ต้องแก้เป็น “หน้าที่ของประชาชน”

4.      หมวดที่ 5 ของรัฐธรรมนูญ ที่เดิมใช้ชื่อหมวดว่า “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ”  ต้องแก้เป็น “หน้าที่ของรัฐ”
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: 03 เมษายน 2007, 20:43:45 PM »

บังคับ ส.ส.สังกัดพรรค - ยึดแนว ศก.การตลาด "รธน.50"ไม่มีอะไรใหม่เลย
 
โดย เซี่ยงเส้าหลง 3 เมษายน 2550 18:27 น.
 
 
       •• ไม่ค่อยอยากจะเขียนเรื่อง (ร่าง)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่มีอยู่รวม 317 มาตรา สักเท่าไรนักเพราะ ไม่มีอะไรใหม่จริง ๆ ประเด็นสำคัญที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ยืนหยัดคัดค้านมาตลอดเรื่อง บังคับผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค, บังคับให้รัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมการตลาด ยังคง เหมือนเดิม ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
       
       •• อันว่ามาตรการ บังคับผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค ของบ้านเราที่ว่านี้เริ่มต้นอย่างเบา ๆ ตั้งแต่ ปี 2517 แล้วทวีความเข้มข้นขึ้นใน ปี 2521 แม้จะมี ที่มา จากความต้องการทำให้การเมืองระบบรัฐสภามี เสถียรภาพ แต่เทียบเคียงแล้วกลับ เหมือน กับ รัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ฉบับที่ 1 ค.ศ. 1948 อันกล่าวได้ว่าเป็น รัฐธรรมนูญระบอบเผด็จการ ควรบันทึกไว้ว่าก่อนหน้า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 เอาเป็นว่าย้อนไปถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ได้เคยบัญญัติถึงสถานภาพของ ส.ส. ไว้ว่า “...สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวสยาม มิใช่แทนแต่เฉพาะผู้ที่เลือกตั้งตนขึ้นมา ... ต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจ มิใช่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด ๆ.” ขอได้โปรดพิจารณาข้อความส่วนที่ “เซี่ยงเส้าหลง” จงใจขีดเส้นใต้ไว้ดี ๆ
       
       •• เพราะพอถึง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ข้อความเดิมที่ “เซี่ยงเส้าหลง” จงใจขีดเส้นใต้ไว้ในย่อหน้าก่อน ถูกตัดทิ้ง ทั้ง 2 ข้อความ ตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจ และ มิใช่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด ๆ ไม่ปรากฏเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของประเทศนี้มาจนทุกวันนี้
       
       •• ว่าด้วยเรื่อง บังคับผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค ที่ปรากฎครั้งแรกใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 นี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เคยเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหมว่าทำให้สังคมไทยพลาดที่ได้ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มาลงสมัคร ส.ส. ท่านเคยกล่าวกับ สมยศ เชื้อไทย ในห้วงเวลานั้นว่า “...ถ้ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ลงสมัคร ส.ส.ได้โดยไม่สังกัดพรรค ผมจะลงสมัคร.” เชื่อไหมว่าวาทะนี้กับ กระแสสังคม ขณะนั้นที่ถูกครอบงำโดย แนวคิดบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค ทำให้หลายคนมอง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็น พวกล้าหลัง ไปเลย
       
       •• กรณีของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในอดีตสามารถนำมาเปรียบเทียบกับ ส.ว.เลือกตั้งชุดแรก ที่มาจาก การเลือกตั้ง โดย ไม่บังคับสังกัดพรรคการเมือง (แต่ก็เสมือนเป็น ตุ้มนาฬิกา ที่ เหวี่ยงกลับ ไปอีกทิศหนึ่งคือ ห้ามสังกัดพรรคการเมือง เลยซึ่ง ขัดความจริง) จะเห็นได้ว่าทำให้ได้ บุคลากรทรงคุณภาพ เข้ามาจำนวนหนึ่งเป็น หน้าใหม่ ชนิดที่ ไม่มีทางมีได้ – หากบังคับสังกัดพรรค นักการเมืองบ้านเรามักมี สูตรสำเร็จ ไล่ให้คนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์และเคลื่อนไหวทางการเมืองให้ไป สมัคร ส.ส.โดยไม่พยายามจะรับรู้เลยว่าบ้านเมืองนี้ “...มีบุคลากรทรงคุณภาพจำนวนมากที่ประสงค์จะมีบทบาททางการเมือง แต่ไม่ประสงค์จะสังกัดพรรคการเมืองที่มีอยู่.” คนอย่าง วัลลภ ตังคณานุรักษ์, มนตรี สินทวิชัย, เตือนใจ ดีเทศน์, พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ดำรง พุฒตาล และ ฯลฯ จะไม่มีวันหลุดเข้ามาสู่ การเมืองในระบบรัฐสภา แน่นอนหากหนทางสู่ความเป็น สมาชิกสภา ยังคง บังคับสังกัดพรรคการเมือง โดยนัยเดียวกันนี้หากความเป็น ส.ส. เปิดกว้างบ้านเมืองนี้จะ หลีกหนีความซ้ำซากจำเจ ได้ในระดับสำคัญ
       
       •• อีกประเด็น มาตรา 87 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ขึ้นต้นด้วยประโยค “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด...” นอกจากจะเป็นการ ขึงตึง, มัดมือมัดเท้าตัวเอง แล้วเมื่ออ่าน มาตรา 87 ทั้งมาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตาม ฉันทมติวอชิงตัน หรือ Washington Consensus แม้จะมี ข้อยกเว้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ การตีความ คิดดูก็แล้วกัน Washington Consensus ประกอบด้วย 4 –ation คือ Liberalization, Stabilization, Privatization และ Deregulation รัฐธรรมนูญมาตรานี้บัญญัติไว้ ครบถ้วน นอกจากข้อความตอนต้นที่สื่อถึง Liberalization แล้วยังมีข้อความ “...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ.” สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ “...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน.” สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม โดย สิ้นเชิง และแม้แต่การนำ ลัทธิเคนส์ มาใช้นั้นถ้าอยู่ในระดับ เข้มข้น ก็อาจตีความได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ได้

 
   
 
 
       •• ข้อความที่ควรจะเป็นในมาตรานี้ก็คือ “...รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น.” เรื่องนี้ขอฝาก น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง
 
 
 โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ


อีกประเด็น มาตรา 87 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ขึ้นต้นด้วยประโยค “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด...” นอกจากจะเป็นการ ขึงตึง, มัดมือมัดเท้าตัวเอง แล้วเมื่ออ่าน มาตรา 87 ทั้งมาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตาม ฉันทมติวอชิงตัน หรือ Washington Consensus แม้จะมี ข้อยกเว้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ การตีความ คิดดูก็แล้วกัน Washington Consensus ประกอบด้วย 4 –ation คือ Liberalization, Stabilization, Privatization และ Deregulation รัฐธรรมนูญมาตรานี้บัญญัติไว้ ครบถ้วน นอกจากข้อความตอนต้นที่สื่อถึง Liberalization แล้วยังมีข้อความ “...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ.” สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ “...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน.” สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม โดย สิ้นเชิง และแม้แต่การนำ ลัทธิเคนส์ มาใช้นั้นถ้าอยู่ในระดับ เข้มข้น ก็อาจตีความได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ได้

 โกรธ โกรธ โกรธ

ต้องไปช่วยกันเอา ข้องความจางไลตรงนี้ออกจากรัฐธรรมนูญ


...... “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด...” .......


.....“...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ.” สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ “...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน.” สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม  และระบบรัฐสวัสดิการ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 11:40:33 AM »

เรื่องรัฐสวัสดิการนี่ยอมรับว่าผมยังไม่ค่อยสุกงอมทางความคิดเท่าใดนัก  ประเด็นคือทำอย่างไรจึงจะเกิดรัฐสวัสดิการที่สมเหตุสมผลได้    คือไม่อยากให้คนตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวว่า "รัฐจะทำอะไรให้กับตนบ้าง"

อย่างที่เสนอมาโดยเฉพาะข้อที่ 1 เรื่องสาธารณสุขต้องฟรีและมีคุณภาพนั่นน่ะ   ตัวอย่างโครงการ 30 บาท ที่ตอนนี้ฟรีหมดนั่นเป็นรูปธรรมที่ฟ้องว่ามันมีทั้งดีและไม่ดี   ที่ว่าฟรีและมีคุณภาพนั่นมีความขัดแย้งกันในตัว    กล่าวคืออย่างเก่งก็ทำได้แค่มีคุณภาพระดับหนึ่งเท่านั้น

อย่างทุกวันนี้ก็ไม่เห็นว่าการรักษาจะถูกลง   คนก็ยังแสวงหาการรักษาและโรงพยาบาลที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  จนมีคำกล่าวว่าไปโรงพยาบาลที่ก็ต้องเตรียมกัน 3 หมื่นถึง 1 แสนขึ้นไป   หากเป็นโรคหนักๆ ก็ต้องเตรียม 5 แสนถึง 1 ล้านไว้เลย   แสดงว่าการรักษาฟรีหรือ 30 บาทที่ผ่านมาเพียงแต่แก้ปัญหาเรื่องการรักษาระดับมูลฐานเท่านั้น   แต่ไม่ได้แก้ปัญหาระดับคุณภาพอะไรเลย   ที่มีตัวอย่างเอามาโชว์ทางหนังสือพิมพ์บ้าง โทรทัศน์บ้างก็เป็นตัวอย่างเฉพาะรายที่เอามาโฆษณาเท่านั้น

ความจริงรัฐบาลชุดนี้อยากเลิก 30 บาทด้วยซ้ำไป  แต่ประชาชนเสพติดเสียแล้ว   จึงต้องแบกภาระทำต่อ
วันนี้เห็นมีข่าวว่าหมอมงคลได้เสนอให้โรงพยาบาลใหญ่รับเฉพาะผู้ป่วยหนักเท่านั้น   และพยาบาลมืออาชีพระดับอาวุโสจะต้องกระจายลงสู่ระดับล่างมากขึ้น  นับเป็นรูปธรรมอีกอันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ผ่านมา

การสร้างระบบสวัสดิการเป็นแนวคิดที่ดี   แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานความพร้อมของสังคม  นั่นคือสังคมต้องผลิตเกินขั้นเพียงพอจนเหลือแล้วจึงจะแบ่งปันส่วนที่เกินมามาทำรัฐสวัสดิการได้     เพราะรัฐต้องคำนึงถึงที่ไปที่มาของเงิน    อยู่ๆ จะโยกเงินที่อื่นมาใส่คงไม่ใช่แน่เพราะจะทำให้เกิดปัญหาทางการคลังในที่สุด

รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้ก็คือประชาชนทุกคนต้องเสียภาษีมากขึ้นนั่นแหละ   ไม่ใช่โยกเงินจากที่อื่นมา

ปัญหาคือพร้อมจะควักเงินในกระเป๋าตนเองจ่ายภาษีมากขึ้นหรือยัง ?
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 12:25:55 PM »

คือพอดีตอนนี้ติดเรื่อง...ตามจิกเงินค่าตอบแทนบุคลากรบ้านพิทักษ์บุคคลบออทิสติกในชุมชนเมืองเทศบาลนครขอนแก่น..ของปีงบประมาณ.. 2549  คำถามข้อขัดแย้งที่พูดๆ กันนี้ฉันตอบได้หมดเหมือนทำสอบวิทยานิพนธ์อ่ะ.....เช่นเดียวกะเรื่องออทิสติก..ฉันก็ตอบได้หมดไม่คุณจะหกคะเมนตีลังกาถามยังไง...แต่มันต้องมีเวลาที่จะต้องนั่งประมวล....ตอนนี้มันยังสงบใจประมวลตรงนี้ไม่ได้ เพราะมันยังติดตรงนั้นอยู่.....

เรื่องมีรัฐวัสดิการแล้วผู้คนจะงอมืองอตีนแต่แยมือขออย่างเดียวนี้ มันขึ้นอยู่กะกระบวนการเทรนนิ่ง-กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสังคมประเทศนั้นๆ คือเมิ-ง(ให้มันสะใจอ่ะ)เทรนยังไง...ระบอบระบบการศึกษา..จึงได้แต่เจเนอเรชั่นที่งอมืองอตีนขาดความกระตือรือร้น....กันหมด..ก็หมายถึงว่ามันคงไม่ได้ทำรัฐสวัสดิการอย่างเดียวต้องทำมันไปทั้งองคาพยพ....เหมือนฉันทำเรื่องออทิสติก..จริงๆก็อยากทำมันแค่ใกล้ๆ เล็กๆ แค่ในชุมชนในท้องถิ่น..แต่มันทำไม่ได้..มันมีระบบใหญ่ครอบลงมามันจึงต้องขึ้นไปทลายทะลุระบอบระบบใหญ่ลงมาด้วยเล็กๆ จึงจะทำได้....

แล้วอยากถามตอนนี้อยากเสียภาษีไม๊ถ้าไม่มีสวัสดิการอะไรให้สักอย่าง.....ก็เสียภาษีให้ไอ้พวกสามานย์มันไปแด๊กกกไปสวาปามกันเท่านั้น.....นี่ดูมันขึ้นเงินเดือน คมช. ได้....ทั้งที่ใอ้พวกที่มาเป็น คมช. พ่อแม่งงก็รวยมีเหลือจะกินกันอยู่แล้ว.....แต่ค่าตอบแทนบุคลากรตัวเล็กๆ..นี่เห็นไหม..มันปล่อยให้ดิ้นกระแด่วๆ อยู่นี่....ไอ้พวก คมช.....มันจะอดตายซะที่ไหน..จริงมะ...แต่ใอ้เจ้าหน้าที่บ้านพิทักษ์ ฯ นี่มันไม่มีจะกิน...นี่จริงๆ....
ฯลฯ

ขอบอกลุงแสนฯ นะ..ว่าฉันละอยากจะกระซวก..ไอ้ที่มันพูดว่า....

การสร้างระบบสวัสดิการเป็นแนวคิดที่ดี   แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานความพร้อมของสังคม  นั่นคือสังคมต้องผลิตเกินขั้นเพียงพอจนเหลือแล้วจึงจะแบ่งปันส่วนที่เกินมามาทำรัฐสวัสดิการได้     เพราะรัฐต้องคำนึงถึงที่ไปที่มาของเงิน    อยู่ๆ จะโยกเงินที่อื่นมาใส่คงไม่ใช่แน่เพราะจะทำให้เกิดปัญหาทางการคลังในที่สุด

เสียจริงๆ ไม่ได้อยากจะกระซวกลุงแสนฯนะ...คือ เจอคำพูดแบบนี้ตลอดมาเลย.... นั่นคือสังคมต้องผลิตเกินขั้นเพียงพอจนเหลือแล้วจึงจะแบ่งปันส่วนที่เกินมามาทำรัฐสวัสดิการได้....ตอนนี้ฉันว่ามันก็ผลิตเกินพอ....แต่อีตรงที่เกินอ่ะมันไปอยู่กะไม่ตระกูลไม่ใช่เรอะ..ไม่งั้นบักทักกี้..จะมีเม็ดเงินมหาศาลไปซื้อบ้านพักได้ทั่วโลกเรอะ...ฮืม?? ภาษีอบายมุขน้ำเมา...นี่ต้องเก็บ ห้าสิบหกสิบเปอร์เซนต์....
ตลาดห้นตลาดจางไลต้องยกเครื่องเรื่องระบบภาษีใหม่....ฯลฯ รายได้จากการค้าเงินส่วนต่างก็ต้องเก็บภาษีมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์....

อย่างเรื่องออทิสติกนี่...ถ้ารอมันพร้อมโน่นนะ...ชาติหน้าตอนบ่ายๆ...ตอนนี้มันก็ผลาญงบประมาณกันไปกับการจัดอบรมสัมมนาจัดงานวันคนพิการ...ฉิบหาย...แต่เรื่องโครงสร้างที่ต่อเนื่องยั่งยืนถาวรมันไม่ทำกันมันว่ายุ่งยาก..ใอ้พวกมักง่ายเอ้ย...ทำแต่เรื่องที่ง่ายๆ สังคมมันเลยย่งเหยิงอย่างนี้..เพราะปัญหาที่แท้จริงมันไม่แก้มันหมกเอาไว้..เพราะมันยากมันไม่ทำมันมักจะทำที่ง่ายๆ กัน....แล้วถาม...ทำไมงบจัดงานปาหี่มันมีได้มีดีมันขนตั้งกัน...ตั้งกันได้ง่ายๆ ด้วย.....อะไรกันแน่ที่ทำให้มีปัญหาการคลังลุงแสนไปคิดดูให้ดีนะ....แหม..อยากจะมีเวลาประมวลเรื่องแนวความคิดของไอ้พรรคการเมืองทางเลือกนี่....รวมทั้งใอ้ปัญหาสาธารณสุขที่ลุงแสนยกมาด้วย....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2007, 13:00:34 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 12:35:43 PM »

 ยิ้มกว้างๆ
ค่อยๆ คิดป้า   เพราะการจะตั้งพรรคการเมืองของประชาชนต้องพยายามตอบคำถามให้ได้มากที่สุด   ไม่งั้นหนีอันหนึ่งจะไปเจออีกอันหนึ่ง   
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 26 เมษายน 2007, 12:45:43 PM »

(เนื้อหาต่อเนื่องจากหนังสือ  "ยุคทองของนักเศรษฐศาสตร์"--เวบเลนและคอมมอนส์)

เวบเลนไม่ชอบการสอนหนังสือ  ตอนที่เขาย้ายไปอยู่มหาวิทยาลัยมิสซูรีในปี  1911  นั้น  ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ไปถึงที่นั่นก่อนตัวเขา  นักศึกษาแห่กันมาลงทะเบียนเรียนวิชาที่เขาสอนแต่แล้วกลับพบชายผู้ซึ่งพูดเหมือนพึมพำอยู่ภายใต้หนวดเครา  และผู้ซึ่งในวันแรกที่เปิดเรียนได้เขียนรายชื่อเอกสารประกอบการเรียนยาวเหยียดบนกระดานดำและกำหนดว่าจะมีการทดสอบภายในหนึ่งสัปดาห์  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ขนาดของชั้นเรียนลดลงจนเหลือจำนวนที่พอเหมาะคือประมาณสิบสองคน  ยิ่งกว่านั้นเวบเลนไม่เคยให้เกรดสูงกว่า  "C"  เพื่อจะยับยั้งไม่ให้พวกที่หวังได้รับเลือกเข้ากลุ่ม  Phi  Beta  Kappa*  มาเรียนกับเขา

เวบเลนโด่งดังมากในการเขียนหนังสือ  ในเรื่อง  The  Theory  of  the  Leisure  Class  ปี1899    ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบร้อยปีหลังนี้  เวบเลนวิจารณ์การยึดวัตถุเป็นเกณฑ์สำหรับการวัดระดับความสำเร็จในวัฒนธรรมที่เน้นเงินตรา  เนื่องจากการอยู่รอดของบุคคลและครอบครัวขึ้นอยู่กับรายได้  เงินและความร่ำรวยจึงกลายเป็นมาตรฐานในการตัดสินการกระทำทุกอย่าง  เศรษฐีใช้จ่ายเงินเป็นเบี้ยให้ดึงดูดความสนใจเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ  ส่วนพวกที่มีรายได้น้อยกว่าก็พยายามเลียนแบบคนมั่งมีและวิธีการดำเนินชีวิตของพวกเขา  ตัวอย่างเช่น  หากเจ้านายไปพักผ่อนหนึ่งเดือนที่เบอร์มิวดาบนเรือยอชท์ของเขา  เลขานุการก็จะยอมรัดเข็มขัดเป็นปี ๆ เพื่อจเอาเงินไปล่องทะเลคาริบเบียนสักหนึ่งอาทิตย์  เนื่องจากเวลาว่างเป็นเครื่องชี้ที่ดีที่สุดของความสำเร็จคือแสดงว่าคน ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องทำงานเลย  คนรวยจึงมีคนใชมากมาย  ไม่ยอมให้ภรรยาหรือบุตรทำงาน  เอาเวลาไปหาความสนุกสนาน  ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่เสมอในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจึงได้แก่  "การอวดกันในด้านการพักผ่อนหย่อนใจ"  "การอวดกันในด้านบริโภค"  และ  "การเลียนแบบทางการเงิน"  ซึ่งล้วนแต่เป็นการผลาญทรัพยากรการผลิต  และเวลาให้สิ้นเปลืองไปอย่างมโหฬาร  เวบเลนไม่ได้ระบุว่าระบบคุณค่าแบบใดจะเป็นที่พึงปรารถนา  แต่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมที่เน้นเงินตราโดยชัดแจ้ง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 26 เมษายน 2007, 13:31:04 PM »

(ต่อ)

หนังสือเล่มต่อมาของเขาชื่อ  The  Theory  of  Business  Enterprise  ปี  1904  เป็นการขยายความต่อจากเล่มก่อนโดยวิเคราะห์ด้านการผลิตของตลาด  เขาแบ่งแยกระหว่างการผลิตเพื่อการใช้ประโยชน์และการผลิตเพื่อกำไร  โดยชี้ว่านักธุรกิจมักจะป้องกันไม่ให้การผลิตอย่างแรกโดยมุ่งแต่การผลิตอย่างหลัง  การมุ่งกำไรทำให้ปริมาณผลผลิตถูกจำกักด้วยการผูกขาด  เทคโนโลยี่ถูกดึงรั้งไว้ไม่ให้ก้าวหน้าเพราะนักธุรกิจพยายามปกป้องการลงทุนที่ได้ทำไปแล้ว  สิ่งนี้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและลดการผลิตเนื่องจากมีการขยายสินเชื่อและการยักย้ายถ่ายเทด้านการเงินจนเกินไป  มันเสริมสร้างให้มีการแบ่งแยกระหว่างการเป็นเจ้าของกับการเป็นผู้ดูแลธุรกิจ  ในขณะที่มีความพยายามจะควบคุมทรัพย์สมบัติจำนวนมากขึ้น ๆ ด้วยทุนที่มีอยู่  ทำให้เกิดการใช้จ่ายทางทหารและการทำสงครามด้วยการที่ธุรกิจเข้าควบคุมอำนาจทางการเมือง  พูดอีกแง่หนึ่งก็คือการมุ่งกำไรเพียงอย่างเดียวโดยไม่นึกถึงสิ่งอื่นใดกีดกันไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มที่ที่อาจได้รับจากเทคโนโลยี่ของเครื่องจักร  ทำนองเดียวกับที่พฤติกรรมของฝ่ายผู้บริโภคทำให้เกิดการสูญเปล่าในสังคมที่เน้นเงินตรา  แบบแผนพื้นฐานของพฤติกรรมฝ่ายนักธุรกิจก็เป็นเช่นเดียวกัน

หนังสือสองเล่มที่กล่าวมารวมทั้งงานเขียนอื่น ๆ  ของเวบเลนล้วนให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมมากพอ ๆ กับการบรรยายถึงสังคมเงินตรา  เวบเลนกล่าวว่าชนชั้นนักธุริจและชนชั้นที่ว่างสบายอาจมีอำนาจใหญ่ในสังคม  แต่การเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  เทคโนโลยี่มีชีวิตชีวาของมันเอง  นักวิทยาศาสตร์  วิศกรและกลุ่มอื่น ๆ  ต่างพากันแสวงหาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ได้วิธีการผลิตที่ดีกว่าและระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพกว่าโดยไม่คำนึงว่ากำไรจะมากหรือน้อย  ในอีกด้านหนึ่งฝ่ายนักธุรกิจและเศรษฐีเป็น  "กลุ่มผลประโยชน์"  ที่พยายามขัดขวางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เพราะมันอาจจะกระทบถึงสถานภาพอันสุขสบายของตน  การขัดแย้งที่รุนแรงจึงเกิดขึ้นระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่กับการอนุรักษ์ให้คงสภาวะเดิม  ระหว่างผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมกับพวกเศรษฐีที่มีอำนาจ  จะมีการล้าหลังทางวัฒนธรรมระหว่างความต้องการของสังคมที่เกิดจากสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและสถาบันที่มีอยู่แล้วอันได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชนที่ว่างสบาย  เวบเลนมองเห็นความขัดแย้งอยู่สุดปลายสองด้านระหว่างสังคมนิยมที่นำด้วยเทคโนโลยี่อันก้าวหน้าซึ่งมีการวางแผนจากส่วนกลางและมีการเสียสละเพื่อสวัสดิการส่วนรวม  และการผลิตที่มุ่งการใช้ประโยชน์ในด้านหนึ่ง  ส่วนอีกด้านหนึ่งคือระบบเผด็จการทางทหารที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาเพื่อปกป้องโครงสร้างแห่งอำนาจและความร่ำรวยที่เป็นอยู่  เขารู้สึกว่าสิ่งหลังจะมีชัยชนะ  เพราะนักธุรกิจพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนโดยอาศัยการที่รัฐสนับสนุนผูกขาดผสมกับลัทธิทหารนิยมและลัทธิอาณานิคมเพื่อสร้างและคุ้มครองความมั่งมี  บางทีเวบเลนอาจได้รับอิทธิพลจากความคล้ายคลึงระหว่างประทศเยอรมนีที่เน้นการทหารกับลัทธิอาณานิคมการสร้างกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่  และความเข้มแข็งของประธานาธิบดีธีโอดอร์รูสเวลท์  แต่ไม่ว่าต้นตอจะมาจากไหนก็ตาม  ในปี 1904    เขาได้ทำนายการขึ้นมามีอำนาจของพวกฟาสซิสต์และการขยายตัวของธุรกิจขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นสถาบันที่เกิดขึ้นในเยอรมนี  ญี่ปุ่น  และอิตาลีในช่วงทศวรรษ 1920  และ  1930
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
vc2002
Sr. Member
****
กระทู้: 975


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 26 เมษายน 2007, 20:36:43 PM »

"การมุ่งกำไรทำให้ปริมาณผลผลิตถูกจำกักด้วยการผูกขาด  เทคโนโลยี่ถูกดึงรั้งไว้ไม่ให้ก้าวหน้าเพราะนักธุรกิจพยายามปกป้องการลงทุนที่ได้ทำไปแล้ว
  ขอเสริมกึ่งแย้ง  หน่อยครับ  "การมุ่งทำกำไรของทุนนี้บางครั้งมีความก้าวกน้าทางเทคโนโลยีสูงแต่ไม่เป็นประโยชน์"  ฉะนั้นต้องตีความคำว่า  "ก้าวหน้า"  อย่างชัดเจน  ต้องเป็นความก้าวหน้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยจริง  ยกตัวอย่างเช่น   เทคโนโลยี "Mobile  Phone"  หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก  จากระบบ"อนาล๊อค"  มาเป็น  "ระบบดิจิตอล"  แบบปัจจุบัน  แทนที่ทุนผู้ผลิตจะนำเสนอ "เทคโนโลยีที่คมชัดของเสียงสัญญาณ"  ความสะดวกรวดเร็วของการใช้งาน  ความคงทนของวัสดุ   กลับไม่ทำ  ไปเน้นการใช้สอยที่เกินจำเป็นและมอมเมาเยาวชนโดยการโฆษณา  เช่นการถ่ายภาพได้  การฟังเพลง  ซึ่งถึงที่สุด  คุณภาพก็เทียบไม่ได้กับ อุปกรณ์จริง แต่ใช้การโฆษณาเน้นโดยไม่บอกจุดด้อยของภาพที่ได้  เสียงที่ได้   พอใช้ไปซักระยะก็เริ่มอยากได้อุปกรณ์จริง    สุดท้ายเยาวชนเดี๋ยวนี้ไปไหนที่  มีทั้ง  โทรศัพท์  กล้องดิจิตอล  ตัวฟังเพลง(จำชื่อรุ่นใหม่ไม่ได้เรียกอะไร ...ปอดๆ....นี่แหละ    ไม่แน่ใจ)  ส่วนตลาดล่างที่ทุนสามาณย์เหล่านี้พยายามเข้าถึงเพราะมีปริมาณมาก  ก็เน้นค้นหาวัสดุถูกที่สุดมาใช้(จนเกิดระเบิดแบตเตอร์รี่ ตามข่าวที่เห็นแล้วก็อ้างว่าผู้ใช้ใช้ของเทียม  ซึ่งจริงๆแล้ว  แท้เทียมก็มาจากโรงานเดียวกัน  ต่างกันที่สติ๊กเกอร์เท่านั้น)พอราคาได้  คนระดับล่างก็ถูกหลอกให้ซื้อ  แต่ลืมไปว่าอายุใช้งานทั้งเครื่องไม่เกินปี  "เมนบอร์ด"  "ภาครับส่ง" ก็จะหมดอายุใช้งานต้องควักกระเป๋าซื้อใหม่  ไม่ซื้อก็ไม่ได้ใช้มาแล้วปีกว่า  ติดเทคโนโลยีซะแล้ว
...............วงการคอมพิวเตอร์เท่าที่ทราบก็มาแนวเดียวกัน........................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 เมษายน 2007, 20:43:03 PM โดย vc2002 » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2007, 16:33:39 PM »

คัดจากฐานเศรษฐกิจ

ขจัดความจน-กระตุ้นกำลังซื้อ ตั้งธนาคารลูกจ้าง 


ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมไทย ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาที่คาราคาซังกันมาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะมีรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนใดเข้ามาบริหารงาน ก็ดูเหมือนว่าปัญหาความจนในประเทศไทยก็ไม่ได้ลดลงไปแต่อย่างใด โดยจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาจากเส้นความยากจน ( poverty line ) กลับพบว่าสัดส่วนคนจนมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น จากช่วงก่อนวิกฤติในปี 2539 ที่มี 11.4% ของประชากรทั้งประเทศ หรือ 6.8 ล้านคน แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจ สัดส่วนคนจนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 15.9% หรือ 9.9 ล้านคนในปี 2542 และ 15% หรือ 9.3 ล้านคนในครึ่งแรกของปี 2543


แม้ว่ารัฐบาลที่แล้ว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมุ่งให้ความสำคัญกับการกำจัดความยากจนเป็นแผนงานหลักหรือรัฐบาลชุดขิงแก่ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะประกาศเป็น 1 ในวาระแห่งชาติก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีรูปธรรมใดที่ให้ผล


ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการหลายท่านออกมานำเสนอแนวทางแก้ และหนึ่งในนั้นมี รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หนึ่งในผู้ที่ศึกษาและติดตามเรื่องนี้มาตลอด


*ศก.หดคนจนจนบูรณาการ


โดยหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 3.75-4.75 และปี 2551 เหลือ 4.3-5.3% ตามคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง 2 ปี จนหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อปัญหาการจ้างงาน แรงงานที่ตกงานเพิ่มขึ้น และปัญหาความยากจนเพิ่มที่จะตามมา


ประธานคณะกรรมการการกระจายรายได้ กล่าวว่า ความยากจนของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา มักไม่สัมพันธ์กับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจมากนัก แต่หากมองความยากจนเป็นแบบสัมบูรณ์ การหดตัวของจีดีพีจะมีส่วนอยู่บ้าง ตามเกณฑ์ที่ว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อเดือนเป็นคนจน เมื่อจีดีพีมีตัวเลขสูงขึ้นความยากจนก็จะน้อยลง หรือจีดีพีหดลง ความยากจนก็เพิ่มขึ้น แต่ความยากจนในเชิงสัมพัทธ์ จะเน้นไปที่ความแตกต่างทางด้านรายได้ อาทิ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่เติบโต ช่องว่างรายได้คนรวย-คนจนอาจจะอยู่ที่ 10 เท่า แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตแก๊ปอาจห่างเป็น 13 เท่า


กล่าวได้ว่า ไม่ว่าค่าจีดีพีจะอยู่ระดับใดคนจนยังจนเหมือนเดิม โดยเฉพาะความยากจนทางสังคม และความเหลื่อมล้ำความด้อยทางโอกาสทางสังคมกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการดำรงชีวิตของคนจนยิ่งแย่ลง


*หวั่นวิกฤติศก.คนจนยิ่งแย่


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือเศรษฐกิจไทยที่ไม่สู้ดีนัก อาจเกิดภาวะวิกฤติแบบปี 2540 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ผู้คนในครั้งนี้จะย่ำแย่กว่าในครั้งนั้นอย่างมาก เนื่องจาก 10 ปีที่ผ่านมาโครงข่ายทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอด ในลักษณะของไร่นา ชนบท ยังสามารถรองรับคนตกงานในเมือง ให้กลับไปพึ่งพิงชนบทได้


ขณะที่ปัจจุบันสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบไร่นาผันแปรไปสู่ระบบการจ้างงานหมด ที่สำคัญอัตราค่าจ้างก็แพงขึ้นตามสภาวะของเศรษฐกิจ ดังนั้นหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอีก ผู้ที่ตกงานจะไม่สามารถกลับไปพึ่งทางบ้านแบบในอดีตได้ และการตกต่ำของเศรษฐกิจในเที่ยวนี้จะกระทบไปสู่รากหญ้า คนจนจะประสบชะตากรรมรุนแรงกว่าปี 2540


*ไทยติด 1 ใน 10 โลกจนสุด


รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวอีกว่า แม้จะเป็นที่ทราบดี รัฐบาลที่แล้ว ชูนโยบายการแก้ปัญหาความยากจนเป็นหลัก แต่ในความจริงแล้ว กลับเป็นการแก้ไม่ถูกที่ จากการผลักดันนำเม็ดเงินไปสู่ชนบทอย่างเดียว โดยไม่ให้ความรู้แต่อย่างใด ทั้งในเรื่องการออมและการใช้จ่ายเงินที่ได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลพ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ก็ไม่พยายามจะทำความเข้าใจว่าความยากจนคืออะไร และไม่พยายามที่จะเสาะหาต้นเหตุแห่งความจนว่ามีมูลเหตุใด ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาจริง เป็นไปอย่างฉาบฉวยและหละหลวม


" รัฐบาลคิดอยู่แค่ว่า คนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน( 1,200 บาทต่อเดือน) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับประเทศอูกันดา ,แอฟริกา ดังนั้นเราจึงพบว่าคนจนลดลงทุกวัน หากมองแค่ผิวเผินอาจจะไม่มีอะไร แต่นัยสำคัญอยู่ตรงที่ว่าคนแอฟริกาที่อยู่ในป่า สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นหากคนเหล่านั้นจะมีรายได้วันละ 40 บาท ก็หมายความว่าเป็นคนจนแต่สามารถอยู่รอดได้ "


ขณะที่ประเทศไทยเป็นสังคมการค้าอุตสาหกรรม ทุกอย่างต้องใช้เงินซื้อ ถ้าแรงงานคนหนึ่งมีรายได้เดือนละ 1,500 บาท สูงกว่าเส้นความยากจนแล้วรัฐบาลชี้ว่าคนนั้นไม่ใช่คนจน ถ้าคิดแบบนี้แล้ว ก็ไม่มีทางจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ฉะนั้นการที่รัฐบาลไม่พยายามเข้าใจความยากจน แล้วแก้ปัญหาโดยใช้เงินหนุน จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง


ทั้งนี้ในสังคมการค้าอุตสาหกรรม การวัดความจนไม่ได้แค่วัดจากการมีรายได้เฉลี่ย 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่ดูจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ หารด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ซึ่งเป็นการคิดแบบประเทศที่เจริญแล้ว ยกตัวอย่างกรณีนี้ ประเทศไทยซึ่งมีประชากร 63 ล้านคน เมื่อหารกับมูลค่าจีดีพี ค่าเฉลี่ยรายได้ประชากรต่อคนต่อปี จะอยู่ที่ 90,000 บาทต่อปี ซึ่งหมายความว่าหากรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวก็ถือว่าจนแล้ว


-รัฐยังไม่มีนโยบายแก้ไขชัด


รศ.ดร.ณรงค์ ยังกล่าวอีกว่า ในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตนก็ยังไม่เห็นว่าจะมีนโยบายใดๆเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากจน โดยรัฐบาลกล่าวแต่ว่าปัญหาความยากจนจะต้องแก้ด้วยการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไร และรัฐบาลเองก็ไม่มีนโยบายรูปธรรมชัดเจนที่ว่าเป็น นโยบายแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง จนในที่สุดประชาชนต้องดำเนินการด้วยตนเอง ชนิดทำบ้างไม่ทำบ้าง


ทั้งนี้การจะแก้ปัญญาความจนในประเทศไทย จะต้องนำเสนอในรูปของนโยบายที่เป็นมาตรการ มีการวางแผนที่เป็นรูปธรรม มีพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่บังคับใช้ทั่วทั้งประเทศ ยกตัวอย่าง นโยบายส่งเสริมให้งดดื่มสุรา และก็มี พ.ร.บ. ควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเดียวกันการจะแก้ปัญหาความจน ก็ควรจะมี พ.ร.บ. ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร อย่างไรถึงเป็นการทำตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ การไม่สร้างหนี้ ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรือใช้นโยบายภาษียกเว้นให้เพื่อสนับสนุนให้คนรู้จักใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น


นโยบายทุกอย่างหากไม่มีมาตรการ ไม่มี พ.ร.บ. ก็เปรียบเสมือนกับว่ากล่าวขึ้นมาลอยๆเท่านั้น ที่สำคัญการมี พ.ร.บ. ออกมาบังคับใช้นั้นยังเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย


*แนะตั้งธนาคารลูกจ้าง


โดยเขาได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศว่า ควรจะจัดตั้ง "ธนาคารลูกจ้าง"ขึ้น โดยแนวทางก็คือ 1.แบ่งเงินจากประกันสังคมที่มีอยู่กว่า 400,000 ล้านบาท และจัดสรรออกมาเพียง 10% หรือ 40,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่าในปี 2550 รัฐน่าจะเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้า 40,000-50,000 ล้านบาท เนื่องจากกำลังซื้อที่หายไป 2.นำเงิน 40,000 ล้านบาทดังกล่าวมาให้ธนาคารพาณิชย์แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นผู้จัดการดูแล 3. ให้สมาชิกประกันสังคม ทั้งระบบที่มีอยู่ 9.2 ล้านคนกู้ในอัตราดอกเบี้ย 7% และ 4. กำหนดเงื่อนไขเงินกู้ที่กู้ได้ 90% ของวงเงิน ให้สามารถนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ แต่อีก 10% ต้องหักออกมาเป็นเงินออม เพื่อเก็บไว้จัดตั้ง "ธนาคารลูกจ้าง"


การที่ให้นำเงินดังกล่าว ออกมาปล่อยกู้ให้กับสมาชิกกองทุนประกันสังคมเสียเอง ผมว่า ดีกว่าการให้นำไปฝากสถาบันการเงิน หรือนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยเพียง3.5-4.5% เท่านั้น แต่การนำมาปล่อยกู้จะได้ดอกเบี้ยถึง 7% ถึงแม้ว่าธนาคารพาณิชย์ผู้รับดำเนินการจะหักค่าจัดการไป 2% ก็ยังได้ดอกเบี้ยสูงถึง 5% ถือว่าคุ้มค่าการลงทุนมากกว่า และยังได้ผลที่ตามมาอีกหลายอย่าง อาทิการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อในประเทศให้มากขึ้น โดยผลจากการสำรวจเห็นได้ว่าตลาดภายในประเทศสัดส่วน 43% สามารถอยู่ได้เพราะเงินของลูกจ้าง และผลสำรวจยังพบว่าเงินของลูกจ้างประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25% จะไหลเข้าสู่ชนบท หรือเป็นเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในชนบทต่อไป


วิธีการกระตุ้นผ่านทางลูกจ้าง จึงถือว่าเป็นยิงกระสุนครั้งเดียวแต่ได้นก 2 ตัว นั่นคือได้ผลกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในเมืองและในชนบท แต่หากรัฐจะกระตุ้น โดยเริ่มจากรากหญ้า จากชนบทก่อนก็เหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา โอกาสที่เงินจะเข้าสู่เมืองก็เป็นเพียงการผ่านธุรกิจเดียว


ที่สำคัญการให้ลูกจ้างกู้ยืมเงินนั้นเรายังได้ขอหักไว้ 10% ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเงินบังคับให้ออม โดยหากทุกคนหักหมด 10% จากเงินทุนทั้งหมด 40,000 ล้านบาท ก็จะได้เงินจำนวน 4,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินกองทุนที่มีขนาดใหญ่ เพื่อใช้จัดตั้ง"ธนาคารลูกจ้าง" ซึ่งมีลูกจ้าง 9.2 ล้านคนเป็นเจ้าของ หลังจากก่อตั้งเรียบร้อยแล้ว เงินจากสหภาพแรงงาน หรือเงินจากสหกรณ์แรงงานก็จะมาฝากไว้ที่ธนาคารแห่งนี้ ธนาคารก็จะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นสามารถปล่อยเงินกู้ต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องอาศัยเงินภาษี และเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนในระยะยาวที่เป็นรูปธรรมอีกด้วย


อนึ่งรศ.ดร.ณรงค์ ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน โดยการให้เรียกเก็บภาษีจากคนรวย อาทิ ภาษีทรัพย์สิน ,ภาษีสิ่งแวดล้อม ,ภาษีมรดก และภาษีการเพิ่มมูลค่าของทุน โดยเห็นว่าภาษีเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นความรับผิดชอบของคนรวยที่มีต่อสังคม แต่ก็ถูกคัดค้านจากกลุ่มนักธุรกิจ เพราะเป็นผู้ที่เสียผลประโยชน์ เช่น ภาษีมรดก โดยมีความกังวลถึงรายละเอียดเงื่อนไขผู้เข้าข่ายต้องเสียภาษี จำเป็นต้องแบ่งระดับของผู้เสียภาษี หรือว่าจะเป็นภาษีทรัพย์สิน ก็มีผู้ค้านว่า ซ้ำซ้อนกับการเก็บภาษีรายได้ที่มีการจัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน


โดยเขาเห็นว่า หากรัฐจะมีการจัดสรร หรือวางระเบียบออกมาอย่างชัดเจน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การเก็บภาษีมรดก ก็เลือกเก็บเฉพาะผู้ที่มีมรดกเกิน 20 ล้านบาทขึ้นเท่านั้น ผู้ใดไม่ถึงก็ไม่ต้องเสียภาษี เป็นต้น


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะผลักดันให้มาตรการต่างๆเหล่านี้เป็นกฎหมายได้ จำเป็นที่จะต้องอาศัยคะแนนเสียงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และการสนับสนุนจากภาคประชาชน เป็นหลัก


บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2007, 23:21:53 PM »

คัดจากมติชนรายวัน

สวัสดิการขั้นพื้นฐาน บนเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ

โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ย้อนไปสักสิบปีก่อน คำว่ารัฐสวัสดิการ ไม่ค่อยมีใครสักกี่คนพูดถึง "คนไทยไม่ให้ความสำคัญ" แต่ปัจจุบันคนไทยมีความสนใจในหัวข้อรัฐสวัสดิการและสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ในการประชุมวิชาการประจำปีของทีดีอาร์โอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2550 ได้ยกหัวข้อรัฐสวัสดิการ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานเป็นประเด็น เพราะว่ามีนัยสำคัญต่อภาครัฐ ต่อการคลังของประเทศ และต่อนโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงแบบประชานิยม ก่อนจะเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม

ขอนำบรรยากาศการประชุมและหัวข้อการอภิปรายมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ หัวข้อสัมมนาตั้งชื่อไว้หรูหราว่า "จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร? แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ?"

มีข้อคิดและหนทางเลือกของนโยบายหลายทาง คำว่าแข่งขันคงจะหมายถึงการอิงระบบตลาดแบบแข่งขันเสรีเพื่อช่วยคนจน ส่วนแจกจ่ายน่าจะหมายถึงนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงในขณะนี้

ส่วนสวัสดิการนั้นหมายถึงการจัดให้มีสวัสดิการสังคมในรูปใดรูปหนึ่ง

"รัฐสวัสดิการ" (welfare state) เป็นตัวแบบหนึ่งที่มีตัวอย่างในแถบยุโรปหลายประเทศ หรือว่า "สวัสดิการขั้นพื้นฐาน" ให้กับประชาชนที่ขาดแคลนยากไร้และโชคไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ เช่น พิการทางร่างกายหรือจิตใจ

บทความของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ตั้งโจทย์การวิจัยว่า ถ้าหากรัฐไทยตั้งเป้าหมายทำให้เป็นรัฐสวัสดิการตามแบบกลุ่มประเทศโออีซีดี รายจ่ายภาครัฐก็จะสูง-ขั้นต่ำๆ ก็จะต้องจ่ายงบประมาณประมาณ 4 แสนล้านบาทสำหรับรายจ่ายสวัสดิการ (หลายประเภทรวมกัน)

รายจ่ายนี้ในท้ายที่สุดก็มาจากภาษีอากร (ไม่ใช่ว่ารัฐบาลเป็นคนจ่ายสตางค์-เพราะความจริง "รัฐบาลไม่มีสตางค์" ทุกบาททุกสตางค์ต้องล้วงกระเป๋าของผู้เสียภาษีทั้งสิ้น ตามคำบรรยายของท่านอาจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ประธานทีดีอาร์ไอ)

แต่ถ้าหากไม่ตั้งเป้าหมายทะเยอทะยานมากนัก รัฐให้การช่วยเหลือแบบสงเคราะห์สำหรับคนจนซึ่งมีจำนวนลดลงจาก 9 ล้านคนเมื่อห้าปีก่อนถึงในปัจจุบันจำนวน 6 ล้านคน (targeting for the poors) ก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไม่มากนัก เป็นหลักหลายพันล้านบาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จะจ่าย สมมุติว่า 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ประมาณว่าเท่ากับเส้นยากจน ก็จะตกเป็นเงิน 6-7 พันล้านบาทต่อเดือน)

การวิจัยของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ยังได้รวบรวมข้อมูลรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมตามสภาพเป็นจริง (ปี 2549) รวมเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้พิการ รายจ่ายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เงินสงเคราะห์ต่างๆ รวมกันเท่ากับ 180,038 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.3 ของจีดีพี (GDP) ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของประเทศอื่น

แปลเป็นคำพูดได้ว่า รัฐไทยยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการมากนัก

งานวิจัยของ ดร.วรวรรณ ยังชี้ความจริงที่ว่า สวัสดิการให้ผู้สูงอายุนั้น ส่วนใหญ่ให้กับข้าราชการเกษียณอายุ (เป็นเงิน 60,484 ล้านบาท เปรียบเทียบกับสวัสดิการให้ผู้สูงอายุทั้งหมดมูลค่า 68,635 ล้านบาท) ที่จุดนี้มีข้ออภิปรายเพิ่มเติมว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้นดูเหมือนว่ามาก แต่ความจริงนั้นเงินช่วยเหลือส่วนใหญ่ตกกับ "ข้าราชการบำนาญ" ส่วนน้อยถึงมือประชาชน สะท้อนถึงอภิสิทธิ์ชนของชนชั้นข้าราชการ ซึ่งเป็นประเด็นที่สามารถจะอภิปรายกันได้ว่า เป็นธรรมหรือไม่?

ถ้าหากประชาชนขอใช้สิทธิประชาชนบ้าง (ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินบำนาญของราชการ) จะได้หรือไม่

ประชาชนมีสิทธิไหม

ในการประชุมครั้งนี้ได้แจกแฟ้มบทความประกอบด้วยบทความดีๆ เป็นเพชรเม็ดงามของการวิจัยหลายชิ้นที่น่าอ่าน ได้ความรู้ ให้ข้อมูลที่สะท้อนความลึกซึ้ง จึงเชิญชวนให้ผู้สนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่สนใจนโยบายสาธารณะไม่ควรจะพลาด

ในงานนี้ยังได้เรียนเชิญปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เช่น ครูชบ ยอดแก้ว จากสงขลา คุณสามารถ พุทธา จากลำปาง คุณสงกรานต์ จากวัดโพธิ์ทอง จันทบุรี ซึ่งล้วนเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้บริหารกองทุนสัจจะออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชนจำนวนหลายคน

(ในจำนวนนี้บางท่านผมรู้จักและได้เคยไปเยี่ยมชมกิจการ ขอไปเป็นนักเรียนเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการของกลุ่มและเกิดความประทับใจไม่รู้ลืม)

โดยภาพรวม ผู้เขียนชอบและประทับใจการจัดประชุมวิชาการประจำปี 2550 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยมาก แต่ถ้าถามว่ามีอะไรไม่ชอบหรือไม่ หรือรู้สึกว่าไม่จุใจก็มี

ประเด็นที่รู้สึกว่าขาดแคลนหรือมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือนักวิจัยและนักวิชาการมองระบบสวัสดิการในเรื่องของการจ่ายเงินสวัสดิการของรัฐ ณ ปลายทาง คือให้กับผู้สูงอายุ ให้คนพิการ ให้คนจน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งเป็น ex post risk management แต่เสนอบทวิเคราะห์ที่เสนอหลักประกันความเสี่ยงก่อนจะเกิดเหตุการณ์ ex ante risk management ยังน้อยไปหน่อย

และใช้มุมมองแบบ "บนลงล่าง" คือรัฐและนักวิชาการมองลงไปถึงประชาชนและกลุ่มต่างๆ อย่างไร

ณ จุดนี้ขอถือโอกาส "แจมดนตรี" ด้วย กล่าวคือ หยิบยกงานวิจัยนโยบายสาธารณะ "การคลังเพื่อสังคมและสุขภาพภาวะ" ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการ ภายใต้ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

ถ้าหากใช้วิธีวิเคราะห์กลับทางกัน คือ มองจากล่างขึ้นบน โดยศึกษาการออมและการจัดสวัสดิการของภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ศึกษาจุดแข็งและความสำเร็จของกองทุนที่สามารถระดมเงินออมได้เป็นเงินนับสิบนับร้อยล้านบาท รวมทั้งทั่วประเทศอาจจะเป็นหลักหมื่นล้านบาท รวมกองทุนบำนาญตามกลุ่มอาชีพในภาคเมืองซึ่งประกอบแรงงานรับจ้าง รับจ้างทำของ

ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะวิเคราะห์ "จุดอ่อน" ของกองทุนเหล่านี้ ซึ่งอาจจะเปราะบาง ไม่มีการบันทึกข้อมูลอย่างดีพอ ไม่สามารถจะกระจายเงินทุนและหาผลตอบแทนที่สูงนัก ยิ่งไปกว่านั้นมีความเสี่ยงที่อาจจะล้มครืนก็ได้ในอนาคต

(มีการวิเคราะห์ข้อมูลของ ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา และของผู้เขียนที่เก็บข้อมูลสมาชิกของกองทุนบางพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งพบปัญหาต่างๆ เช่น "ความไม่สมดุลระหว่างสมาชิกวัยทำงาน-กับวัยสูงอายุ และวัยใกล้แก่" ขณะนี้ไม่เป็นปัญหา-แต่อนาคตค่อนข้างแน่ใจว่าจะมีปัญหาหรือไม่ ไม่เชื่อลองทดสอบด้วยตัวของท่านเอง ปัญหาของความไม่สมดุลของ "เงินออมสัจจะวันละบาท" กับผลตอบแทนที่เป็นสัญญาว่าสมาชิกจะได้รับในอนาคต แต่ที่ไม่เป็นปัญหาในวันนี้ เพราะว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน แต่เมื่อวันหนึ่งเป็น "สว" (สูงวัย) ก็จะเกิดการถ่ายโอนจากคนทำงานให้ "สว" ภายใต้ระบบนี้เรียกว่า "เก็บเงินไปจ่ายไป" (Pay-as-you-go) ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะไม่ยั่งยืน ล้มได้ง่ายถ้าหากว่าเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ)

ในทางกลับกันเรา (อย่างน้อยก็กลุ่มเพื่อนผู้เขียนหลายคน รวมทั้ง ดร.วรเวศม์) ต้องการให้กองทุนสัจจะออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน มีสมาชิกทุกวัย รวมวัยเด็ก-วัยทำงาน-วัยใกล้แก่-และ "สว" มี

ผลงานวิจัยที่ได้นำเสนอไปแล้วในที่ประชุมของนักเศรษฐศาสตร์ไทยประจำปี 2550 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ที่วิเคราะห์ว่ากองทุนภาคประชาชนอาจจะเผชิญปัญหาไม่ยั่งยืนทางการเงิน เมื่อสมาชิกเข้าสู่วัยสูงอายุ (เกิน 60 ปีและเริ่มจะ "กินบำนาญ" ของกองทุน) มีข้อเสนอเชิงนโยบายการคลังที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างจริงจัง ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนและข้อสมมุติบางประการ พร้อมกันนี้มีข้อเสนอว่าภาครัฐไทย สามารถจะช่วย "เพิ่มพลัง" และ "กระตุ้นการออมภาคบังคับ" ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ภาคทางการคือเกษตรกร แรงงานรับจ้าง รับจ้างทำของ ทั้งในเขตเมืองและชนบท

ทางที่หนึ่ง คือ การออมพันธมิตร (partnership-ผู้สนใจโปรดอ่านหนังสือของศาสตราจารย์ Julian le Grand) หมายถึง ภาครัฐช่วยเติมการออมให้ประชาชน (บัญชีที่สอง) ตามผลคำนวณอัตรา 1 ต่อ 0.8 ก็พอ ชาวบ้านออมหนึ่งบาท รัฐช่วยเหลือ 80 สตางค์ (ความจริงเงินนี้ท้ายที่สุดก็มาจากภาษีอากร)

ทางที่สอง ถ้าหากรัฐจะช่วยกลุ่มออมทรัพย์ ออกพันธบัตรรุ่น "สัจจะออมทรัพย์พัฒนา" ที่ให้ดอกเบี้ยสูง (สูงกว่าอัตราตลาด) หมายเหตุ พันธบัตรนี้ขายให้เฉพาะกลุ่ม ไม่เปิดขายทั่วไป เพื่อเพิ่มช่องทางลงทุนให้กับกลุ่มกองทุนสัจจะฯมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น นี่ก็เป็นอีกมาตรการการคลังอีกด้านหนึ่งที่คิดแบบ "กลับทิศ" กัน ดังนั้น กองทุนแทนที่จะได้รับผลตอบแทน 3-4% อาจจะได้รับผลตอบแทน 7-8%

จริงอยู่รัฐขาดทุนเล็กน้อย แต่ว่ากำไรเกิดขึ้นกับกลุ่มออมทรัพย์และสวัสดิการภาคประชาชน เป็นกำไรให้ประชาชน ถือเสียว่าเป็นค่าจ้างรัฐจ่ายให้กับ "ระบบสวัสดิการมือที่สาม" (ซึ่งไม่ใช่เป็นแบบธุรกิจเอกชน และไม่ใช่เป็นแบบราชการ) ทางที่สามกองทุนเหล่านี้อย่าไปทึกทักว่าเป็นของรัฐ เพราะเขาก่อร่างสร้างตัวมาก็ดีแล้ว รัฐช่วยเติมพลังให้โดยใช้ภาษีอากร

สวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นสิ่งจำเป็น ผู้เขียนไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นรัฐสวัสดิการ และก็ไม่อยากจะเห็นการบิดเบือนเชิงนโยบายว่า กำลังสร้างยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า "รัฐสวัสดิการ" พร้อมกับหาจุดตำหนิว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้บ้านเมืองทำให้ฐานะการคลังล่มจม คนรวยจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ความจริง ก็คือ ไทยยังห่างไกลจากความเป็นรัฐสวัสดิการมากนัก เปรียบเป็นตัวเลขว่า 100% เป็นรัฐสวัสดิการ

ระยะทางยังยาวไกล ในระยะ 100 กิโลเมตรที่จะก้าวไปนี้ ขณะนี้ของประเทศไทยยังก้าวไปไม่ถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 เลย

ไม่ใช่เป็นความผิดของประชาชนหรอกที่เรียกร้องและต้องการให้มีสวัสดิการสังคมเพื่อประชาชน เพราะว่าระบบดั้งเดิมของเราไม่เป็นธรรม เรามีแต่สวัสดิการข้าราชการ มีสวัสดิการสำหรับแรงงานในประกันสังคม ถ้าจะมีข้อเสนอให้มีสวัสดิการพื้นฐานสำหรับประชาชน มันจะผิดตรงไหน

และก็ไม่ใช่เป็นความผิดของพรรคการเมืองที่จะทำนโยบายประชานิยม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะทำและเป็นการเมืองแบบใหม่ที่ต้อง "ชูนโยบาย" ให้สัญญาประชาคมว่าเลือกไปแล้ว พรรคการเมืองจะไปทำงานผลักดันนโยบายสาธารณะให้ประชาชน

เพียงแต่เราควรระมัดระวังมิให้เกิดปัญหาวิกฤตการคลัง ไม่เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว หมายถึงพรรคการเมืองในยุคใหม่ต้องมีข้อมูล ควรมีนักวิจัยทำงานวิเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างเอาจริงเอาจัง รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาของประชาชน เพราะว่ามาจากการเลือกตั้ง (ถ้ามาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งในแบบหลังนี้ รู้สึกชิงชังมาโดยตลอด ไม่เคยมีสักวินาทีเดียวที่เห็นด้วยกับรัฐบาลปฏิวัติ)

สังคมไทยเรายังคงจะไม่เดินไปถึงเส้นทางรัฐสวัสดิการหรอก

แต่ก็เห็นด้วยว่าถึงเวลาที่จะต้องยกเครื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐานกันอย่างขนานใหญ่ ไม่สามารถจะปล่อยให้กำหนดข้าราชการที่ทำงานแบบ "เช้าชามเย็นชาม" อย่างแน่นอน พรรคการเมืองและฝ่ายวิชาการต้องช่วยคิดเรื่องสวัสดิการสังคมด้วย

จำข้อเขียนของ ศ.ยุพา วงศ์ไชย ได้ในหนังสือ นโยบายสวัสดิการสังคม ตีพิมพ์ในปี 2545 ความตอนหนึ่งว่า "ในระบบสวัสดิการสังคมของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เรามีปัญหาที่งานเราไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ต้องการ เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการสังคมของประเทศอื่น ทั้งที่คนของเราก็มีศักยภาพเช่นเดียวกับคนของประเทศอื่น มีคนที่ทำงานด้านนโยบายไม่มากพอ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมากและการสังคมสงเคราะห์ในประเทศที่มุ่งเน้นบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการเป็นส่วนใหญ่ และละเลยเรื่องอื่นๆ ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและวิชาชีพของตน" (หน้า 31)

ศ.ยุพา วงศ์ไชย ทำงานด้านสวัสดิการสังคมมานานในยุคที่คนไม่ค่อยสนใจ จนกระทั่งท่านเกษียณจากราชการ ท่านอาจจะมีความรู้สึกท้อแท้ใจอยู่บ้าง

หวังว่าในช่วงเกษียณจากราชการ ศ.ยุพา วงศ์ไชย คงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสวัสดิการสังคมในทางที่ดีขึ้น เกิดความรู้สึกว่ามีกำลังใจ สิ่งที่เคยต่อสู้เรียกร้องในยุคที่ไม่มีใครฟัง เริ่มจะมีคนฟังและให้ความสนใจกันมากขึ้น

ความจริง ยังมีแนวคิดรัฐสวัสดิการที่เป็นเพชรเม็ดงามอีกชิ้นหนึ่ง คือ ข้อเขียน "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อ่านเมื่อใดก็ประจำใจ อมตะจริงๆ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 31 มีนาคม 2008, 08:27:46 AM »

ลิ้งบทความ  "รัฐสวัสดิการ  :  ในฐานะรัฐตู้กับข้าวของสมาชิกสังคม "  คลิก

http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999499.html
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 31 มีนาคม 2008, 08:32:20 AM »

คัดจากเวบไซด์ http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=10055 



'รัฐสวัสดิการ’ อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง


9 ตุลาคม 2549 11:44 น.


ความเท่าเทียมด้านการศึกษาซึ่งถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่รัฐจะต้องจัดหาให้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย

30 บาทรักษาทุกโรคเป็นนโยบายที่ดี หากแต่ยังไม่ดีที่สุด ยังมีข้อกังขาเรื่องคุณภาพการรักษา และยังไม่เพียงพอ

บ้านเอื้ออาทรไม่ใช่ทางออกของปัญหาด้านที่อยู่อาศัย หากยังไม่มีปรับโครงสร้างทางสังคมและกฎหมาย

การรัฐประหารยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ผ่านไปโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งบัดนี้ได้แปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกันการดำเนินการเพื่อปฏิรูปการเมืองก็กำลังเดินหน้าไปพร้อมๆ กับการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 และ 2

หลายภาคส่วนขับเคลื่อนกันสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อหวังให้การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ไม่ต้องซ้ำรอยความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ความจำเป็นเร่งด่วนอีกประการหนึ่งที่หลายฝ่ายมีความเห็นพ้องต้องกันคือการ ‘ล้างระบอบทักษิณ’ ออกไปโดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากการปรับโยกย้ายทหาร ตำรวจ ข้าราชการเป็นจำนวนมาก

แต่การปรับย้ายที่ว่าก็เป็นเพียงการสลายกำลังเครือข่ายบุคคล ขณะที่แก่นแกนของระบอบทักษิณยังไม่ได้สั่นคลอนลงเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่พรรคไทยรักไทยได้สร้างไว้

หลายคนอาจกล่าวว่าประชานิยมคือนโยบายที่ใช้เงินสร้างฐานเสียง แต่ในแง่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธได้ยากก็ต้องยอมรับว่านโยบายประชานิยมก่อประโยชน์กับคนจน คนด้อยโอกาสในสังคมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร เป็นต้น เป็นความเข้าใจว่าการหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้คือการหยิบยื่นของพรรคการเมือง ของรัฐบาลให้แก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญสวัสดิการเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องจัดหาให้ประชาชนโดยปกติอยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การพูดคุยที่เป็นกระแสมากขึ้นๆ เกี่ยวกับการสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

-1-

ตามประวัติศาสตร์การก่อเกิดรัฐสวัสดิการเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากกรอบแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ว่า รัฐสวัสดิการจะต้องเป็นระบบถ้วนหน้า, ครบวงจร, เน้นผลในการสร้างความเท่าเทียม และเพิ่มเสรีภาพในสังคม

จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวถึงรัฐสวัสดิการว่าเป็นระบบทางสังคมที่รัฐให้หลักประกันแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในด้านปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น หลักประกันด้านสุขภาพ ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการป้องกันและรักษาโรค หลักประกันด้านการศึกษา ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาตามความสามารถโดยได้รับทุนการศึกษาเมื่อสมควร หลักประกันด้านการว่างงาน รัฐต้องช่วยให้ทุกคนได้งานทำ ใครยังหางานไม่ได้รัฐต้องให้เงินเดือนขั้นต่ำไปพลางก่อน หลักประกันด้านชราภาพ รัฐให้หลักประกันด้านบำนาญสำหรับผู้สูงอายุทุกคน หลักประกันด้านที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เป็นต้น

“รัฐสวัสดิการสามารถให้หลักประกันทางสังคมแก่ประชาชนทุกคนโดยใช้ระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า คือเก็บภาษีจากคนรวยมากหน่อย เก็บจากชนชั้นกลางในระดับพอประมาณ และเก็บจากคนจนน้อยหรือไม่เก็บเลยถ้าจนมาก นอกจากนั้นอาจมีการเก็บเบี้ยประกันสังคมจากคนที่มีงานทำตามอัตราเงินเดือน เงินที่เก็บได้ทั้งหมดรัฐก็จะนำมาใช้จ่ายสำหรับบริการทางสังคมทั้งหมดในระบบรัฐสวัสดิการ ระบบนี้จึงเป็นการ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ คนที่มีรายได้ดีต้องช่วยจ่ายค่าบริการทางสังคมส่วนหนึ่งแก่คนที่ยากจนกว่า”

คำถามก็คือนโยบายของรัฐบาลทักษิณที่ผ่านมาถือว่าเป็นรัฐสวัสดิการได้หรือไม่ หากดูจากองค์ประกอบเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการตามคำอธิบายของ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า รัฐสวัสดิการโดยเต็มรูปแบบจะมีลักษณะ 3 ประการใหญ่ๆ หนึ่ง-เป็นรัฐประชาธิปไตยมวลชน สอง-มีการจำกัดความร่ำรวยของบุคคลผ่านระบบภาษี สาม-เมื่อมีการจำกัดความร่ำรวยของบุคคลแล้วก็นำความร่ำรวยนั้นมาแจกจ่ายใหม่ให้ทุกคนได้รับ จึงกลายเป็น Welfare for All คนจน คนรวยได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน

หากจับองค์ประกอบดังที่รศ.ดร.ณรงค์ได้กล่าวถึง นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยแม้จะเป็นการหยิบยื่นสวัสดิการให้แก่ประชาชนในบางด้าน แต่ก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นรัฐสวัสดิการ

“รัฐบาลทักษิณเองไม่ได้แสดงความมุงมั่นในการสร้างระบบรัฐสวัสดิการนอกเหนือไปจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะรัฐบาลทักษิณไม่เคยปฏิรูประบบภาษีเพื่อเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่เคยให้ความสำคัญหรืองบประมาณที่พอจะดูได้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งควรจะต้องเป็นกระทรวงที่มีภาระสร้างระบบรัฐสวัสดิการขึ้นมา นอกจากนี้รัฐบาลทักษิณยังได้ยกเลิกระบบทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เปิดโอกาสให้ลูกคนจนได้เรียนต่อในชั้นมัธยมปลายและในระดับอุดมศึกษา” จอนกล่าว

-2-

เรามักมีความเชื่อว่าการก่อร่างสร้างรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญเพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก ประเทศไทยคงไม่มีเงินมากพอที่จะมาแบ่งสันปันส่วนให้ทุกคนได้ และการทำอย่างนั้นย่อมเท่ากับส่งเสริมให้คนงอมืองอเท้า ไม่ยอมทำงาน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าความเชื่อนี้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน

ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาระดับกลาง รัฐบาลไทยและองค์กรพัฒนาต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และในปี 2545 ประเทศไทยมีเศรษฐีที่ทรัยพ์สินมากกว่า 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 41.5 ล้านบาท) ประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมอสังหาริมทรัพย์

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเงินไม่เพียงพอ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบี้ยวต่างหากจึงทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยไม่มีเงิน

สิ่งที่จอนและรศ.ดร.ณรงค์กล่าว สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับ รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสายมาร์กซิสต์ และเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเห็นว่าการปฏิรูประบบภาษีถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็นภาษีก้าวหน้า ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก

จากข้อมูลพบว่า ภาษีทั้งหมดที่เก็บอยู่ตอนนี้เป็นการเก็บจากภาษีทางตรงแบบก้าวหน้าเพียงส่วนน้อย แต่ 66 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ภาษีมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่นๆ ซึ่งผู้ที่แบกรับภาระส่วนใหญ่คือชนชั้นกลางและชาวบ้าน นโยบายภาษีแบบเสรีนิยมของไทยจึงสะท้อนผลประโยชน์ของชนชั้นนำมาตลอด การจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย และระดมรายได้ในการสร้างรัฐสวัสดิการ ต้องมีการปฏิรูประบบภาษี เพื่อเน้นภาษีทางอ้อมในอัตราก้าวหน้า ขณะเดียวกันควรมีการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่นๆ ที่เป็นภาระของคนจน

ส่วนในข้อที่ว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้คนขี้เกียจ รศ.ใจกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นอคติของฝ่ายเสรีนิยมที่มีต่อคนจน อัตราการว่างงานในสังคมไม่ได้ขึ้นลงตามความขี้เกียจของคน แต่เกิดจากสภาพเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ต้องการงาน ต้องการศักดิ์ศรีที่มาจากการเลี้ยงคนเองและครอบครัว ดังนั้น การกดระดับสวัสดิการย่อมสร้างความเดือดร้อนกับที่ตกงานในสังคมเท่านั้น

การมีรัฐสวัสดิการที่สร้างคุณภาพชีวิตให้ทุกคนไม่เคยลดประสิทธิภาพการทำงานของสังคม ตรงกันข้าม กลับเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจโดยรวม การที่คนยากคนจนต้องตกงานยากลำบากและเสียศักดิ์ศรีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายกำลังใจในการทำงานต่างหาก

-3-

เมื่อมาถึงจุดนี้คำถามที่ว่าเรามีเงินพอหรือไม่ รัฐสวัสดิการจะทำให้คนขี้เกียจหรือไม่ ดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักเท่าไร แต่สิ่งที่ต้องถามต่อไปก็คือแล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการขึ้นในสังคมไทย ในเมื่อเอาเข้าจริงๆ ปัญหาความชะงักงันเรื่องรัฐสวัสดิการล้วนเกิดขึ้นจากปัญหาทางการเมือง จึงจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน

สารี อ๋องสมหวัง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมกันล่ารายชื่อเสนอกฎหมายหลักประกันสุขภาพ เธอบอกว่าแม้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพจะไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ทั้งหมดของรัฐสวัสดิการ แต่ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่ความเป็นรัฐสวัสดิการในอนาคต

“พรรคการเมืองบ้านเราไม่ได้ทำเพื่อแนวนโยบายแห่งรัฐจริงๆ สิ่งที่เขาทำทำเพื่อสร้างฐานเสียงมากกว่า แต่สิ่งที่เป็นข้อดีก็คือทำให้เราเห็นว่านโยบายของพรรคการเมืองมีเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้ แต่ถ้าถามว่าเขามองเรื่องนี้เป็นรัฐสวัสดิการหรือเปล่า ขอฟันธงเลยว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเขามองว่าเรื่องนี้เป็นทิศทางของประเทศจะไม่ทำแบบทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้”

หากการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษี แน่นอนว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบที่สุดคือกลุ่มชนชั้นนำทางสังคม นักการเมือง และนายทุน จึงไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่คนเหล่านี้ที่สิงสถิตอยู่ในสภาจะออกกฎหมายที่ทำให้ตนเองเสียประโยชน์ สารีเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า

“การทำกฎหมายในบ้านเราดูเหมือนจะยอมจำนนต่อภาคการเมืองมากเกินไปและมีองค์ประกอบทางวิชาการน้อย แม้กระทั่งในกระบวนการของวุฒิสภาก็ไม่ได้สนใจต่อร่างกฎหมาย ตอนที่พวกเราได้มีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอกฎหมาย คนพวกนี้ก็เดินเข้าๆ ออกๆ อยากจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่ได้สนใจว่าในที่ประชุมกำลังคุยอะไรกัน พอพูดเสร็จก็เดินออก จะมาเพื่อเอาเบี้ยประชุมหรือเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนกับนักการเมืองจะมีพิมพ์เขียวของพรรคมาแล้วว่าจะสนับสนุนร่างที่เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมาพูดว่าจะทำยังไงให้ร่างมันดีกว่าเดิม ซึ่งแบบนี้มันไม่ถูก กระบวนการทำกฎหมายบ้านเราจึงเป็นอุปสรรคหนึ่ง”

ด้านจอนมองว่า

“รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากพลังการเรียกร้องร่วมกันของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน พลังและแรงกดดันจากภาคประชาชนสามารถทำให้มีพรรคการเมืองขานรับนโยบายรัฐสวัสดิการได้ แต่ถ้าไม่มีแรงกดดันนี้หรือยังไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นเสียงของคนยากจนจริงๆ เป็นเรื่องยากที่พรรคการเมืองที่แทนผลประโยชน์ของคนรวยจะสร้างระบบรัฐสวัสดิการอย่างจริงจัง ดังนั้นรัฐสวัสดิการต้องเป็นวาระที่สำคัญของภาคประชาชนจึงจะมีโอกาสผลักดันได้สำเร็จ

“เราควรเริ่มต้นเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดและประชาชนจะเห็นด้วยมากที่สุด เช่น หลักประกันด้านโอกาสทางการศึกษาถ้วนหน้า บำนาญสำหรับผู้สูงอายุถ้วนหน้า ต้องช่วยกันสร้างพลังประชาชนเพื่อเรียกร้องในสิ่งเหล่านี้ หรือเรื่องการขยายและพัฒนาระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมทั้งผู้ใช้แรงงานทุกประเภทและรวมไปถึงครอบครัวด้วย ทั้งมีสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่านี้ ซึ่งถ้าจะทำได้สำเร็จรัฐจะต้องเข้ามาเสริมเบี้ยประกันสังคมอย่างจริงจัง”

ขณะที่สารีก็มีความเห็นไม่ต่างกันว่าหากจะผลักดันรัฐสวัสดิการให้เป็นจริงขึ้น จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน เพื่อใช้พลังของภาคประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการขยับเขยื้อนโครงสร้างส่วนบนที่ถูกครอบครองโดยนักการเมืองและนายทุน

ในอีกด้านหนึ่งรศ.ใจเห็นว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำลายนโยบายที่ไทยรักไทยทำเอาไว้ แต่จะต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และไม่เพียงแต่การขับเคลื่อนของการเมืองภาคประชาชนเท่านั้น แต่เขายังคิดว่าจะต้องมีการต่อสู้ผลักดันในรูปแบบของพรรคการเมืองตามระบบรัฐสภาด้วย

“ผมคิดว่าถ้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องรัฐสวัสดิการ เราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการว่าคืออะไร ขั้นตอนที่ 2 คือการแลกเปลี่ยนและขยายแนวคิดนี้ในขบวนการภาคประชาชน นอกจากนั้นก็ต้องมีการเคลื่อนไหวผลักดันสิ่งเหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่ากลไกในการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดคือการมีพรรคการเมือง ประสบการณ์จากต่างประเทศที่มีรัฐสวัสดิการคือต้องมีพรรคการเมืองที่จะผลักดันนโยบายเหล่านี้ และถึงแม้ว่าพรรคการเมืองอาจจะไม่ได้เสียงส่วนใหญ่ แต่การที่มีคนกลุ่มหนึ่งเสนอนโยบายขึ้นมาแข่งกับพรรคอื่นๆ จะบังคับให้พรรคอื่นต้องตอบ ต้องมีจุดยืนต่อเรื่องรัฐสวัสดิการ ฉะนั้น จึงคุ้มที่จะทำ”

ด้านรศ.ดร.ณรงค์ กล่าวว่า รัฐสวัสดิการไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาทางการเมือง แต่ยังเป็นปัญหาเชิงมโนทรรศน์ต่อการบริหารปกครองประเทศ

“คำถามคือเวลาเราบริหารแผ่นดิน เราเคยคิดมั้ยว่าเราอยากเห็นสังคมแบบไหน คำถามที่ว่าเราควรจะมีรัฐสวัสดิการหรือเปล่ามันมาทีหลัง แต่เราต้องถามก่อนว่าเราอยากเห็นสังคมแบบไหน เรารู้มั้ยว่าทุกวันนี้เราเป็นสังคมอะไร เราพอใจกับมันมั้ย

“ขณะนี้เราอย่าเพิ่งไปฝันถึงรัฐสวัสดิการเลย มันยังอีกไกลมาก ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เส้นทางเรายังมองไม่เห็นในขณะนี้ จนกว่าที่เราจะมีพรรคการเมืองมวลชนขึ้นมาจึงจะมีความเป็นไปได้ เพราะในประวัติศาสตร์เส้นทางของรัฐสวัสดิการถูกสร้างขึ้นมาจากพรรคมวลชนทั้งนั้น เราจะต้องมีประชาธิปไตยที่เป็นของมวลชนจริงๆ เสียก่อน”

รศ.ดร.ณรงค์เสนอว่า สิ่งที่เราสามารถทำได้ตอนนี้และควรจะทำก่อนเพื่อเป็นฐานสำหรับรัฐสวัสดิการในอนาคต คือการสร้างสวัสดิการให้แก่สังคมโดยอาศัยฐาน 3 ฐาน ได้แก่

ฐานที่ 1 คือฐานทรัพยากรธรรมชาติ การทำให้ดิน น้ำ ป่า อุดมสมบูรณ์และประชาชนเข้าถึงสิทธิ เพราะสิทธิเป็นประตูไปสู่สวัสดิการ ถ้าไม่มีสิทธิ สวัสดิการก็ไม่เกิด จุดนี้จะเป็นฐานแรกที่ก่อให้เกิดสวัสดิการโดยธรรมชาติ

ฐานที่ 2 เราเรียกว่า นวัตกรรมชุมชน คือสิ่งที่ชุมชนประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเอง เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ การบวชป่า เป็นต้น ซึ่งสามารถทำให้คนมีชีวิตอยู่ดี กินดีได้

และฐานที่ 3 เรียกว่าฐานสิทธิทางสังคม คือใครก็ตามที่เป็นสมาชิกในสังคมนี้ควรจะมีสิทธิพื้นฐานตามหลักสากลตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น สิทธิในการประกันสังคม สิทธิในการได้รับการศึกษาจากรัฐ เป็นต้น

**********************
เรื่อง – กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

หมายเหตุ – ข้อมูลบางส่วนนำมาจากหนังสือ ‘รัฐสวัสดิการ ทางเลือกที่ดีกว่าประชานิยมของไทยรักไทย’ โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ และเก่งกิจ กิติเรียงลาภ
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 31 มีนาคม 2008, 08:35:36 AM »

ชูธงสังคมสวัสดิการ


เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ จัดการสัมมนาวิชาการเรื่อง นโยบายสาธารณะว่าด้วยสวัสดิการและการพัฒนาระบบสวัสดิการ เพื่อการกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิของประชาชน ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวในการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง นโยบายสาธารณะว่าด้วยการกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิ ว่า สวัสดิการเป็นสิทธิที่รัฐต้องจัดให้ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 หมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ พูดถึงเรื่องสิทธิไว้มากมาย สิ่งที่พรรคไทยรักไทยจัดให้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรัฐธรรมนูญ

สังคมไทยไม่ใช่สังคมเกษตรกรรมอีกต่อไป โดยได้เริ่มเปลี่ยนเป็นสังคมทุนนิยมแล้ว เห็นได้จากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนประจำปี 2547 พบว่า รายได้ในสังคมไทยประมาณ 40% มาจากค่าจ้างและเงินเดือน ดังนั้น การจัดสวัสดิการจึงต้องศึกษาโครงสร้างของสังคมด้วยว่า คนส่วนใหญ่เป็นใคร มีรายได้จากไหน

ทั้งนี้ มีข้อเสนอคือ ควรมีการตรวจสุขภาพถ้วนหน้าอย่างน้อยปีละครั้ง มีประกันสังคมถ้วนหน้า ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม คุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มให้มีสิทธิและสวัสดิการอย่างทั่วถึง สงเคราะห์คนชรา เด็กและคนพิการเพื่อสร้างโอกาสและให้ช่วยเหลือตนเองได้ตามอัตภาพ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นฐานสวัสดิการของคนชนบทและประกันราคาพืชผล และส่งเสริมและเพิ่มเติมโครงการสวัสดิการของชุมชน อาทิ การสมทบเงินกลุ่มออมทรัพย์

นอกจากนโยบายด้านสวัสดิการ รศ.ดร.ณรงค์ ได้เสนอนโยบายบูรณาการด้านค่าจ้างแห่งชาติ ซึ่งเพิ่มค่าจ้างให้แรงงานมีกำลังซื้อและสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ ทั้งนี้ นโยบายนี้จะส่งผลเสียต่อนายจ้าง ทำให้ต้องมีนโยบายผลิตภาพแห่งชาติ ซึ่งจะพัฒนาทักษะของแรงงานให้ดีขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนของนายจ้าง ซึ่งทั้งสองนโยบายนี้จะทำให้ค่าจ้างเป็นห่วงโซ่หลักของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของไทย

ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง นโยบายสาธารณะว่าด้วยการกินดี อยู่ดี มีสุขและมีสิทธิของกลุ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ว่า การจะพัฒนาสวัสดิการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม รัฐต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศเสียใหม่ เนื่องจากเดิมรัฐไปเน้นที่ระบบเศรษฐกิจมากกว่าคุณภาพชีวิตของคน การพัฒนาสวัสดิการจึงน้อย ดังนั้น ต้องเปลี่ยนมาเน้นที่คุณภาพชีวิต

โดยรัฐต้องฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ดิน น้ำ ป่า เพื่อให้คนจน เกษตรกร และแรงงานนำไปใช้ได้ ทั้งนี้ ควรส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม โดยให้คนในชุมชนได้อนุรักษ์ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นได้ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 46

นอกจากนี้ รัฐต้องส่งเสริมศักยภาพในการสร้างสวัสดิการของแรงงาน โดยส่งเสริมระบบสหภาพแรงงาน ของลูกจ้างทั้งในและนอกระบบ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถต่อรองเรื่องสวัสดิการได้ พัฒนาระบบค่าจ้างขั้นต่ำ โดยในนิยามของสากล ค่าจ้างขั้นต่ำนอกจากจะทำให้ลูกจ้างเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ต้องมีเงินเหลือเก็บด้วย

และควรให้แรงงานมีส่วนร่วมตรวจสอบ บริหารจัดการระบบสวัสดิการของตนเอง ปัจจุบันกองทุนประกันสังคม ทั้งรัฐ นายจ้างและลูกจ้าง ต่างต้องจ่ายเงินสมทบ แต่รัฐกลับมีสิทธิตัดสินใจฝ่ายเดียว โดยนายจ้างและลูกจ้างไม่ได้รับรู้ ตัดสินใจและตรวจสอบการบริหารกองทุนเลย ในขณะเดียวกัน จะเห็นว่า แม้รัฐจะจัดให้มีสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ตามที่ได้มีการเรียกร้องมาตั้งแต่กรณีโรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์แล้ว แต่ก็ยังไม่ตรงกับหลักการที่ลูกจ้างเรียกร้อง

ด้านระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการเศรษฐกิจนอกระบบ ความยากจน และการจ้างงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO: International Labor Organization) ประจำประเทศไทย แสดงความเห็นว่า สหภาพแรงงานตามกฎหมายไทยนั้นมีความหมายแคบ โดยแรงงานนอกระบบไม่สามารถมีสหภาพได้ เนื่องจากไม่มีนายจ้าง ด้านข้าราชการก็ตั้งสหภาพไม่ได้ ขณะที่ต่างประเทศทุกๆ ภาคส่วนสามารถตั้งสหภาพได้

ระกาวิน ได้ยกตัวอย่าง แผงลอยในอัฟริกาใต้ว่า พ่อค้าแม่ค้าได้รวมตัวกันตั้งเป็นสหภาพเพื่อต่อรองกับเทศบาลให้จัดบริการสาธารณสุข เช่น ห้องน้ำ ให้ แสดงให้เห็นว่า สหภาพไม่จำเป็นต้องพูดถึงแต่เรื่องค่าจ้าง แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อต่อรองให้แก้ไขปัญหา

ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง นโยบายสาธารณะว่าด้วยการกินดี อยู่ดี มีสุขและมีสิทธิของกลุ่มเกษตรกร ว่า รัฐควรเปลี่ยนรูปแบบกองทุนสวัสดิการให้มีขนาดเล็กลง เป็นระดับท้องถิ่น โดยแต่ละท้องถิ่นมีรูปแบบกองทุนเฉพาะของตัวเอง เนื่องจากชาวบ้านในชุมชนมีการจัดสวัสดิการ เช่น การจัดกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มฌาปนกิจ กันเองอยู่แล้ว ในรูปแบบแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ขณะที่กองทุนที่รัฐจัดให้นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป ทั้งยังเป็นนโยบายที่มาจากส่วนกลาง ทำให้คนในชุมชนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของกองทุน

ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ โครงการการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง นโยบายสาธารณะว่าด้วยการกินดี อยู่ดี มีสุขและมีสิทธิของกลุ่มประชากรด้อยโอกาสที่ประสบความยากลำบากทางสังคม ว่า กลุ่มคนด้อยโอกาส อันได้แก่ กลุ่มคนที่ขาดสิทธิ ขาดโอกาสทางสังคม และหรือมีมลทินประทับ เช่น คนพิการ ผู้เคยต้องขัง กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ติดเชื้อ ในระยะสั้น ควรได้รับการดูแลจากรัฐ ส่วนในระยะยาวรัฐควรส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ผนวกเข้ากับสังคมให้ได้

โดยศิริพรได้ยกตัวอย่างรัฐมินิโซต้า ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรัฐที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในสหรัฐฯ ว่า ในรัฐนี้ ใช้งบด้านคุณภาพชีวิตถึง 60% โดยใช้อุดหนุนภาคชุมชน สร้างสวัสดิการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชน เน้นให้คนในชุมชนดูแลกันเอง ซึ่งทำให้ไม่ต้องใช้งบไปกับการสร้างสถานเลี้ยงเด็กหรือสถานสงเคราะห์ ซึ่งนอกจากจะมีผลทางจิตใจในด้านลบต่อผู้ที่เข้าไปอยู่แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสูงด้วย

การจัดสวัสดิการสำหรับกลุ่มคนด้อยโอกาสยังมีน้อย จะสังเกตว่า หากก่อนหน้านี้ไม่มีการเรียกร้อง รถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟใต้ดินก็จะไม่มีลิฟท์อำนวยความสะดวก ทั้งนี้ หากรัฐจะอุดหนุนจัดสวัสดิการให้คนกลุ่มนี้ต้องมากกว่าปกติ การพัฒนาที่กลไกของรัฐให้เขาช่วยตัวเองได้ มีผลดีในระยะยาวดีกว่าการลงไปช่วยที่ตัวเขาโดยตรงซึ่งเป็นการทอนความเป็นมนุษย์ของเขา ทั้งยังประหยัดกว่าด้วย ศิริพร กล่าว
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 31 มีนาคม 2008, 08:38:47 AM »

TSF: หนุนเรียกร้อง‘รัฐสวัสดิการ’ด้วยตัวเอง
เพราะจากประสบการณ์ไม่เคยมีรบ.ไหนให้ก่อน

ประชาไท – 22 ต.ค. 2549 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เวลา 10.30น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในงานเวทีสมัชชาสังคมไทยจัดการอภิปราย เรื่อง รัฐสวัสดิการดีกว่าประชานิยม

รัฐสวัสดิการไม่ใช่ของฟรี ต้องช่วยกันเรียกร้องสิทธิ

จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต สว.กทม. กล่าวว่า ประชานิยมเป็นระบบอุปถัมภ์ ที่ผู้มีอำนาจมอบให้เพื่อเอาใจประชาชน แต่รัฐสวัสดิการคือสิทธิของประชาชน และไม่เคยได้มาด้วยการอยู่เฉยๆ แล้วให้ผู้มีอำนาจเอามาให้ รัฐสวัสดิการต้องได้มาด้วยการผลักดันของประชาชน อย่างแรกที่ได้มาคือ กองทุนประกันสังคม ด้วยความคิดที่ว่าเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ซึ่งผู้ใช้แรงงานมีส่วนในการผลักดันอย่างมาก

ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเด็นนี้ รัฐบาลทักษิณรับไปทำ แต่ทำเหมือนกับทำกับคนจน ระบบประกันสังคมและประกันสุขภาพ จะดีได้ เมื่อทั้งคนรวย คนจนเหมือนกันหมด ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจปานกลาง เรามีคนรวยระดับโลกหลายราย แต่กลับด้อยด้านความอยู่ดีกินดีของประชาชน

รัฐสวัสดิการ คือ สิทธิของประชาชน สิทธิในการมีสุขภาพดี ได้รับการป้องกันและรักษา สอง สิทธิด้านการศึกษา เราต้องเรียกร้องการเรียนฟรี ซึ่งรวมถึงหนังสือเรียน ชุดนักเรียน อาหาร อุปกรณ์การศึกษาและค่าเดินทางด้วย คนยากจนเองก็ควรถูกจ้างให้ไปเรียน เนื่องจากคนจนจะสูญเสียรายได้หากต้องไปเรียน คนเฒ่าคนแก่ต้องมีบำนาญทุกคน คือถ้าไม่ได้จากราชการ ก็ต้องได้รับการดูแลจากรัฐ

สวัสดิการผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ต้องสร้างสวัสดิการให้ เพราะรัฐมีไว้เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน ช่วยเฉลี่ยทุกข์สุขของประชาชน ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาสุขภาพ การศึกษา มีงานทำ มีที่ทำกิน สูงอายุแล้วก็ได้รับบำนาญเลี้ยงชีพ

อย่างไรก็ตาม รัฐสวัสดิการไม่ใช่ของฟรี เพราะว่ามีค่าใช้จ่ายซึ่งประชาชนต้องเป็นคนจ่าย คนมีเงินมากต้องจ่ายมาก คนมีน้อยจ่ายน้อย แต่ว่าต้องได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการเก็บภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดก ภาษีทีดิน ใครมีรายได้มากก็จ่ายมาก นี่คือหลักของรัฐสวัสดิการซึ่งทั้งหมดนี้จะได้มาต่อเมื่อประชาชนเรียกร้องสิทธิด้วยตัวเอง

เรียกร้อง ‘ค่าแรง-ความปลอดภัยในการทำงาน’ ให้แรงงานอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า รัฐสวัสดิการที่ดีต้องเกิดจากความต้องการของประชาชนโดยเท่าเทียมกัน สวัสดิการสำหรับแรงงานทุกวันนี้มีไม่เพียงพอ คนงานเมื่อถูกเลิกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบแทนนายจ้างด้วย ขัดกับรัฐสวัสดิการที่ดี อัตราแรงงานขั้นต่ำยังไม่มีมาตรฐาน ไม่เพียงแต่เลี้ยงครอบครัวไม่ได้ แม้แต่ตัวคนงานยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งในหลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ขึ้นค่าแรงแค่สามสลึง หรือ 1 บาท แต่ค่าเงินก็เฟ้อไปกว่านั้น

ที่ผ่านมาเราถูกปลูกฝังให้รู้สึกว่า ถ้าคนอื่นอยู่ได้เราก็อยู่ได้ การร่วมมือกันในภาคแรงงานจึงมีน้อย การผลักดันคือการจะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

กรณีความปลอดภัยในการทำงาน ชีวิตของคนโรงงาน 18-35 ปี เป็นช่วงเวลาที่ใช้ไปกับการสร้างกำไรให้บริษัทไม่รู้กี่ร้อยล้าน แต่เมื่อออกจากงานกลับต้องซื้อโลงรอให้ตัวเอง ขาดโอกาสในการชีวิตร่วมกับชุมชน ไม่รู้ชะตากรรมในชีวิตที่เหลืออยู่

รัฐสวัสดิการต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้าน ไม่ใช่มีแค่กองทุนทดแทน แต่ไม่เคยมาส่งเสริมสวัสดิการแก่คนงานที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานเลย ปัญหาคนงานที่เจ็บป่วยจากการทำงานก็เพียงแค่ส่งไปรักษารับเงินทุนประกันสังคม แต่ไม่ได้ดูแลเรื่องสวัสดิการ หรือดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การส่งเงินสมทบของลูกจ้างในกองทุนเป็นเงินไม่ใช่น้อย แต่เมื่อใช้สิทธิก็ไม่ครอบคลุม และมักถูกเลือกปฏิบัติ รัฐสวัสดิการที่ดีควรจะเป็นเช่นนี้หรือไม่

ถึงเวลาที่ภาคแรงงานต้องตระหนักในความเสี่ยงในชีวิต และร่วมผลักดันให้รัฐจัดทำรัฐสวัสดิการให้คนจนของประเทศเพื่อดำรงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ปราชญ์ชุมชนเสนอสวัสดิการชาวบ้าน สัจจะออมทรัพย์วันละบาท

ครูชบ ยอดแก้ว จากสหกรณ์สัจจะออมทรัพย์ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ในเรื่องของการทำสวัสดิการในชุมชน เขาพูดเรื่องสวัสดิการของประชาชนมา 23 ปี โดยเริ่มทำสวัสดิการชุมชนเมื่อปี 2526 จัดการบริหารโดยชุมชนเอง ด้วยการวางเงินสัจจะไว้ แล้วจัดสวัสดิการให้ถ้าหากเจ็บป่วยตามระยะเวลาการออมเงินสัจจะ ใครเข้าโครงการนี้จะได้รับบำนาญทุกคน มีเงินยืมให้กับการศึกษาที่ไม่คิดดอกเบี้ย
ชีวิตคนรวยตายไม่หายใจ ชีวิตคนจนตายก็ไม่หายใจ เท่ากัน ชีวิตเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
หลักการของกองทุนสัจจะนี้ไม่รับเงินบริจาคจากบุคคล เนื่องจากไม่รู้ว่าในอนาคตจะมาขอให้ช่วยเรื่องการเลือกตั้งหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นเงินของรัฐเรารับ แต่เรามีข้อเสนอคือรัฐบาลต้องสมทบกองทุนบาทต่อบาทด้วย รัฐบาลต้องจ่ายภาษีคืนให้ประชาชน อบต.ต้องจ่ายภาษีคืนให้ประชาชนด้วยบาทต่อบาท ควรใช้หลักการวันละบาท ด้วยยึดถือในสัจจะ ซึ่งสิ่งที่พูดมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างสังคมดี คนดี มีความสุข ครูชบกล่าวในที่สุด

ผู้นำแรงงานเรียกร้องการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ

วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า รัฐสวัสดิการที่ดี คือ รัฐที่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะคนจนที่รัฐต้องดูแลเรื่องสุขภาพ การศึกษา สิ่งสำคัญ คือ การศึกษาต้องฟรีทุกอย่าง สุขภาพคนตั้งแต่เกิดจนตายควรได้รับการดูแล ไม่ใช่เอาไปเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองในการออกนโยบาย สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ การเข้าถึงยาและคุณภาพของยาที่จะได้รับจากโครงการสามสิบบาท เงินที่จ่ายประกันสังคมนั้นเป็นเงินของเรา เป็นภาษีของเรา แล้วสิ่งที่เราได้รับต้องดี ยามีคุณภาพ และต้องได้เข้าถึงการรักษาอย่างจริงจังและจริงใจ

สวัสดิการต้องให้สิทธิกับคนแก่ แต่ไม่ใช่ให้เป็นเงินสงเคราะห์ แต่ต้องส่งเสริมให้เขามีศักดิ์ศรีของความเป็นคน ที่ต้องได้รับการดูแล ไม่ใช่คนอนาถา นอกจากนี้ รัฐควรจัดสวัสดิการให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กในโรงงานด้วย เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลูกจ้างไม่ต้องลางาน ส่วนนายจ้างก็ไม่เสียงานด้วย

สำหรับเกษตรกรรมนั้น แม้รัฐจะจัดสรรที่ดินให้คนจนแล้ว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการประกันราคาผลผลิตการเกษตรด้วย โดยต้องรับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ด้านสุขภาพ รัฐต้องขยายการคุ้มครองประกันสังคมไปสู่แรงงานภาคเกษตร แรงงานนอกระบบ แรงงานบริการ รวมไปถึงลูกจ้างของรัฐที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวชั่วกัปชั่วกัลป์ โดยดูแลให้ความคุ้มครองคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน

ที่ผ่านมา การแก้ไขกฏหมายหรือสวัสดิการที่แรงงานได้รับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนหยิบยื่นให้ แต่ได้มาโดยการเคลื่อนไหวเรียกร้องของแรงงานเอง สำหรับการปฏิรูปการเมือง ภาคประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการบอกถึงสิ่งที่เขาต้องการ รัฐธรรมนูญใหม่จะก้าวหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นอยู่กับภาคประชาชน เราต้องเชื่อมร้อยพลังให้เกิดความเข้มแข็ง และเรียกร้องให้ได้สิ่งที่เราต้องการ

นักศึกษาปริญญาเอก จุฬาฯ เสนอรัฐสวัสดิการเกิดไม่ได้ถ้าไม่เรียกร้อง

นายเก่งกิจ กิติเรียงลาภ นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ลูกไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีหนังสือ ไว้ไปเรียน จะให้เรียนลูกอย่างมีความสุขเป็นไปได้ยาก พ่อแม่เครียดทะเลาะกัน เพราะเงินเดือนไม่พอ เด็กนักเรียนใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการเดินทางไปโรงเรียน อย่างผมที่ต้องตื่นตี 5 เพราะอยากเรียนโรงเรียนดีๆ โรงเรียนครูที่มีเงินเดือนไม่พอ สวัสดิการต่ำจึงต้องไปสอนพิเศษ เราจึงมีโอกาสหาคุณภาพการศึกษาที่ดีได้ยาก เกษตรกรไม่ได้รับประกันสินค้า ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญและเชื่อมโยงกัน รัฐทุกรัฐต้องให้สวัสดิการแก่ประชาชนของเรา

การมีสวัสดิการตั้งแต่หัวจรดเท้า เกิดจนตาย อย่างที่ทุกคนพูดนั้น สิ่งรัฐบาลไทยรักไทยทำคือแยกสวัสดิการเป็นส่วนๆ เช่นให้ 30 บาท ส่วนเกษตรกรมีกองทุนหมู่บ้าน พักชำระหนี้ให้เกษตรกร แต่เป็นการให้แบบประชาสงเคราะห์ คุณควรจะได้เท่านี้พอ แต่ถามว่าคนรวยจะใช้ 30 บาทหรือไม่ คงไม่ใช้ ก็คงจะไปโรงพยาบาลที่รวดเร็ว ถามว่ารัฐจะรับผิดชอบให้เราได้รับบริการสาธารณสุขเช่นนี้ได้ไหม

แม้รัฐบาลปัจจุบันจะบอกว่าเรายังมี 30 บาท และยังคงส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่เขาไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกเอฟทีเอ จะยกเลิกเขตการค้าเสรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันกระทบกับชีวิตของคนจน

ข้ออ้างของรัฐที่บอกไว้ คือ เรายากจน ต้องอยู่อย่างพอกินพออยู่ พอเพียง แต่ถ้าสภาพชีวิตไม่เอื้อเราจะอยู่อย่างพอเพียงได้หรือไม่ ค่าแรงขั้นต่ำ 180 บาท ถ้าพ่อแม่เราไม่สบายจะสามารถพอเพียงได้อย่างไร สวัสดิการคือสิ่งที่รัฐบาลพึงบริการให้เรา และมันเกิดจากการร่วมต่อสู้โดยภาคประชาชน แม้แต่ 30 รักษาทุกโรคก็เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนเรื่องสุขภาพมาก่อน ดังนั้นเราไม่สามารถได้รัฐสวัสดิการมาได้ถ้าเราไม่เรียกร้อง นายเก่งกิจกล่าว

หลังจากนั้นมีผู้สนใจแสดงความคิดเห็นต่อจากวิทยากรบนเวทีจำนวนมาก เช่น มีผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการทำเพื่อพวกเราจริงในการเข้าไปมีส่วนร่วมเรื่องสวัสดิการ อย่างของครูชบ ยอดแก้ว เพราะไม่ใช่การขอจากรัฐอย่างเดียว แต่เป็นการออมสัจจะวันละบาท และยังมีผู้เสนอว่ารัฐสวัสดิการคือเรื่องที่ประชาชนผลักดันให้เข้าไปอยู่ในนโยบายของรัฐแล้วรัฐบาลต้องทำ ให้กลายเป็นหน้าที่ของรัฐ สวัสดิการเป็นสิทธิของเรา และยังมีผู้เสนอว่ารัฐสวัสดิการเราคงจะต้องผลักดันให้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วทำอย่างไรที่เราไม่แบมือขออย่างเดียว เราต้องรับอย่างมีศักดิ์ศรี ภาคประชาชนต้องมีศักดิ์ศรีด้วยโดยการสร้างการออมวันละบาท ส่วนรัฐจะสนับสนุนอย่างไรต้องเอารูปธรรมออกมา อย่างไรก็ตามแม้จะจนแต่จะรับอะไรจากใครต้องรับแบบมีศักดิ์ศรี

แนะเอาสวัสดิการรัฐบวกการจัดการของชุมชนเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้า

ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ โครงการการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สวัสดิการกับประชานิยมต่างกันที่สวัสดิการเป็นสิ่งที่ถูกระบุอยู่ในแนวนโยบายของรัฐ เป็นสิทธิของประชาชนที่รัฐต้องจัดหาให้ ขณะที่ประชานิยมเป็นสวัสดิการโดยรัฐ แล้วแต่รัฐจะอยากให้ เป็นความกรุณาจากรัฐที่จะจัดให้ ไม่ใช่หน้าที่ ใครทำก็กลายเป็นเครดิตของคนนั้น

ข้อเสนอสำหรับการผลักดันประเด็นรัฐสวัสดิการ เสนอให้นำวิธีของรัฐและชุมชนมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพราะประกันสังคมจะดูแลชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย จ่ายตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ คลอดบุตร เรียนหนังสือจนถึงปริญญาตรี เมื่อทำงานเจ็บป่วยก็ได้รับการชดเชย ตกงานก็มีการประกันการว่างงาน ทั้งหมดนี้ได้เงินในวงเงินสูงกว่าสวัสดิการชุมชนของครูชบที่กล่าวมา ขณะที่กองทุนเงินประกันสังคมนั้น ครอบคลุมผู้ประกันตน 8 ล้านกว่าคน ภายในไม่เกินปีหน้าจะมีงบเป็นแสนล้าน ซึ่งจากการบริหารงานสหกรณ์ของรัฐก็เห็นแล้วว่าล้มเหลวจนครูชบเองก็ออกมาจัดระบบสวัสดิการด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงต้องมาคิดว่าจะให้ภาคประชาชนเข้ามาจัดการกองทุนประกันสังคมได้อย่างไร ส่วนระบบสวัสดิการของครูชบก็ต้องหาคนมาสร้างให้ได้ตามแบบของครูชบ ในขณะเดียวกัน เมื่อรัฐอุดหนุนเงินให้กองทุนประกันสังคม ก็ควรให้รัฐจ่ายให้สวัสดิการของชุมชนด้วย เพื่อหนุนให้ระบบออมทรัพย์อยู่ได้ เมื่อนั้นประชาชนก็จะได้มีสวัสดิการที่ดีถ้วนหน้า

ผู้ร่วมเวทีเสนอความเห็นคึกคัก เรียกร้องให้รัฐต้องทำสวัสดิการ

หลังจากนั้นมีผู้สนใจแสดงความคิดเห็นต่อจากวิทยากรบนเวทีจำนวนมาก เช่น มีผู้ร่วมเสวนารายหนึ่งกล่าวว่าสิ่งที่เราต้องการทำเพื่อพวกเราจริงในการเข้าไปมีส่วนร่วมเรื่องสวัสดิการ อย่างของครูชบ ยอดแก้ว เพราะไม่ใช่การขอจากรัฐอย่างเดียว แต่เป็นการออมสัจจะวันละบาท และยังมีผู้เสนอว่ารัฐสวัสดิการคือเรื่องที่ประชาชนผลักดันให้เข้าไปอยู่ในนโยบายของรัฐแล้วรัฐบาลต้องทำ ให้กลายเป็นหน้าที่ของรัฐ สวัสดิการเป็นสิทธิของเรา และยังมีผู้เสนอว่ารัฐสวัสดิการเราคงจะต้องผลักดันให้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วทำอย่างไรที่เราไม่แบมือขออย่างเดียว เราต้องรับอย่างมีศักดิ์ศรี ภาคประชาชนต้องมีศักดิ์ศรีด้วยโดยการสร้างการออมวันละบาท ส่วนรัฐจะสนับสนุนอย่างไรต้องเอารูปธรรมออกมา อย่างไรก็ตามแม้จะจนแต่จะรับอะไรจากใครต้องรับแบบมีศักดิ์ศรี

    โดย : ประชาไท        วันที่ 22/10/2006
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 31 มีนาคม 2008, 12:12:40 PM »

ทั้งโคตรทุกโคตรในโลก.....ไม่ต้องเสียภาษี


จึงได้บอกต้องวิพากกลไกปล้นสดมภ์โลกหยุคใหม่...ยุคทุนนายหน้าชั่วชาติกะยุคทุนข้ามชาติโลกาภิวัฒน์ชั่วช้าชั่วโลก


รวมทั้งตลาดเงิน ตลาดหลักทรัพย์ กะติกาในการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจต่าง...ไอ้เวนตะไลท ช่วงลงทุนรายได้ยังไม่เข้าเลยดอกเบี้ยแม่งงงงเดินติ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ฯลฯ

อ้อ..และไอ้ประเทดชั่วโลกที่เป็ฯที่ซุกเงินของบักชั่วชาติทั่วโลกอีก.....

พวกนี้ต้องวิพากษ์ต้องเคลื่อนไหว ต้องตั้งกะติกากันใหม่

รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองด้วย.....กิจการการผูกขาอย่างซีพีด้วย...๖้องวิพากษ์

นี่คือภารงานของ...ฯักการเมืองวิชาชีพ.....วิชาชีพนี้ต้องกำหนดเพดาน ความรวย
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!