บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:30:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การเมืองสีเขียว  (อ่าน 25920 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 14:43:13 PM »

เพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการเมืองสีเขียวได้รับการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบมากขึ้นจึงขอเปิดกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งครับ

...........................................


 




การเมืองสีเขียว วิถีแห่งสังคมและระบบนิเวศ

นพนันท์ อนุรัตน์

ปัญหารูรั่วของชั้นโอโซน ฝนกรด โลกร้อนขึ้นจากภาวะเรือนกระจก การ
สู เสียพื้นที่ป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ...ฯลฯ  ปรากฏการณ์อัน
แสดงถึงการเสียสมดุลอย่างรุนแรงของระบบนิเวศโลกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ
กับเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการคือ การล่มสลายของอุดมการณ์สังคมนิยม
แบบเก่าและการที่พลังแห่งกลไกตลาดของระบบทุนได้ก้าวสู่จุดสูงสุดในห้วง
ประวัติศาสตร์ ...ดูเหมือนว่าโลกอนาคตจะปราศจากวิถีทางเลือกอื่นนอก
เหนือไปจากเส้นทางแห่งทุนนิยมอุตสาหกรรมเสียแล้ว

ทว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ขบวนการทางการเมืองกลุ่มเล็กๆได้เริ่ม
ก่อตัวขึ้นท้าทายต่อกระแสอันเชี่ยวกรากของระบบทุน  จากกลุ่มประท้วงกลาง
ถนน พัฒนาเป็นพรรคการเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในกว่า 60 ประเทศ
ทั่วโลก  นี่คือปรากฏการณ์อันบ่งชี้ว่า ยุคของการแบ่งฝ่ายทางการเมืองเป็น
ซ้าย-ขวาแบบเก่าได้สิ้นสุดลงไปแล้ว  นับแต่นี้การจำแนกอุดมการณ์ทางการ
เมืองจะมีเพียงคำถามว่า อุตสาหกรรมนิยมหรือนิเวศวิทยา เท่านั้น


จุดกระแสสีเขียว

ค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2526 11ปี  หลังจากพรรคกรีนแห่งแรกได้ถือ
กำเนิดขึ้นที่ประเทศนิวซีแลนด์  ...หอประชุมแห่งหนึ่งในกรุงบอนน์ ประเทศ
เยอรมนีถูกอัดแน่นไปด้วยสมาชิกของพรรคกรีนกว่า 1,500 คน วงดนตรีร็อค
ตั้งตระหง่านอยู่กลางเวที ทว่าทั้งหอประชุมกลับเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้อง
อยู่ที่จอโทรทัศน์ซึ่งกำลังรายงานสดผลการเลือกตั้งทั่วประเทศ ทุกคนคน
ต่างภาวนาให้คะแนนเสียงของพรรคข้ามพ้นเส้นตายที่ตัวเลขร้อยละ 5 ของ
คะแนนเสียงจากทั่วประเทศ  เพราะตามกฎการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของ
เยอรมนี  คะแนนเสียงรวมที่ข้ามพ้นเส้นแบ่งนี้เท่านั้นจึงจะสามารถแปร
เปลี่ยนเป็นจำนวนที่นั่งในรัฐสภาได้ ....มิฉะนั้นความพยายามทุกอย่างจะ
มีค่าไม่ต่างจากศูนย์

18.20 น. ผลอย่างไม่เป็นทางการปรากฎออกมาว่า พรรคกรีนไม่อาจข้ามพ้น
เส้นตายร้อยละ 5 ได้  เพตรา เคลลี หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคปรากฎตัวยอม
รับความพ่ายแพ้หน้ากล้องโทรทัศน์ กล่าวว่าความพยายามทุกอย่างจบสิ้นลง
แล้ว

19.39 น. ผลอย่างเป็นทางการกลับประกาศตัวเลขของพรรคกรีนที่ร้อยละ 5.5
ข้ามพ้นเส้นชี้ชะตาไปอย่างฉิวเฉียด  อย่างไรก็ตาม นั่นก็หมายถึง 27 ที่นั่งใน
รัฐสภา สำหรับการเลือตั้งระดับชาติครั้งแรก  ทันใดหอประชุมที่เคยเงียบกริบ
กลับอึกทึกไปด้วยเสียงแห่งความตื่นเต้นยินดี หลายคนโผเข้ากอดกัน น้ำตา
แห่งความปลื้มปิติไหลคลอเบ้า 

คบเพลิงแห่งการเมืองแนวใหม่ได้ถูกจุดขึ้นแล้ว มันถูกส่งต่อจากมือสู่มืออย่าง
รวดเร็ว ท่ามกลางความผุกร่อนของระบบทุนอุตสาหกรรม  ...แน่นอนว่าหลัง
จากเปลวเพลิงลามเลียทั่วท้องทุ่ง หญ้าอ่อนย่อมระบัดใบ และต้นกล้าใหม่ๆ
ย่อมเติบโตหยั่งรากได้ในไม่ช้า


นิเวศวิทยาการเมือง

กล่าวได้ว่าความสำเร็จของพรรคกรีนแห่งเยอรมนีได้จุดประกายการเมือง
แนวใหม่ให้แพร่ขยายไปทั่วยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว และทำให้ทั่วโลก
เริ่มหันมาจับตามองขบวนการการเมืองกลุ่มใหม่นี้ ทั้งที่ยังปราศจากแนว
โน้มการขึ้นสู่อำนาจในเร็ววัน  หากจุดสนใจของบรรดาสื่อมวลชนและนัก
วิชาการกลับจับจ้องไปที่แนวคิดและนโยบายทวนกระแสของพรรค อันตั้ง
ต้นด้วยการปฏิเสธปรัชญาพื้นฐาน ไปจนถึงระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
สังคมของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม โดยพวกเขาได้พยายามนำเสนอการ
เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อขจัดปัญหาสังคม เศรษฐกิจและ
สภาพแวดล้อมในปัจจุบันให้หมดไปอย่างสิ้น

เชิง ขบวนการนิเวศวิทยาการเมือง หรือ Green Movement ทั่วโลกมี
หลักการร่วมกันคือการปฏิเสธกรอบความคิดภายใต้กระบวนทรรศน์แบบ
เก่า ที่มองโลกแบบแยกส่วนและเน้นคุณค่าความสำคัญของมนุษย์เหนือกว่า
องค์ประกอบอื่นในระบบนิเวศ  พวกเขาเชื่อว่าแบบแผนความคิดดังกล่าวนี้
เองคือมูลเหตุสำคัญอันนำไปสู่การก่อรูปโครงสร้างทางทางเศรษฐกิจสังคม
ที่มุ่งกระตุ้นความต้องการส่วนเกินของมนุษย์ เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและ
บริโภคอยู่ตลอดเวลา  และโครงสร้างดังกล่าวได้ขับเคลื่อนกลไกหลักที่ทำลาย
ล้างสมดุลแห่งสังคมและระบบนิเวศมาอย่างต่อเนื่อง

การก่อตัวของขบวนการสีเขียวได้รับอิทธิพลอย่างสำคัญยิ่งจากงานเขียนของ
นักคิดกลุ่มก้าวหน้า ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970  ซึ่งเริ่มตั้งคำถามถึงเป้าหมาย
ในระยะยาวของระบบทุน  ประสานเข้ากับแนวคิดพื้นฐานแบบใหม่ อย่างเช่น
แนวคิดเรื่ององค์รวม และทฤษฎีกายา (Gaia Hypothesis)  อันทำให้
ขบวนการมองปรากฎการณ์ทั้งทางสังคมและระบบนิเวศเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยง
และส่งผลกระทบถึงกันอยู่ตลอดเวลา ดังคำกล่าวของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง
นิรนามซึ่งมักถูกนำมากล่าวอ้างอยู่เสมอ

"...สรรพสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์ ทั้งหมดต่างโยงใย
สิ่งใดที่เกิดขึ้นกับโลก ล้วนส่งผลต่อบุตรธิดาแห่งโลกด้วยเช่นกัน
มนุษย์มิใช่ผู้ถักทอสายใยแห่งชวิต หากเป็นเพียงเส้นด้ายหนึ่ง
ทุกสิ่งที่เขากระทำต่อสายใยนี้  ล้วนคือการกระทำต่อตนเอง....."


แนวทางแห่งอนาคต

แม้หลักการของพรรคกรีนในประเทศต่างๆจะมีรายละเอียดที่แตกต่างออกไป
ตามภาวการณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ แต่อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดต่างมีจุดร่วม
ในหลัก สำคัญ 4 ประการคือ นิเวศวิทยา ความเป็นธรรมทางสังคม
ประชาธิปไตยระดับ รากฐาน และสันติวิธี ซึ่งหลักการดังกล่าวนี้ได้
กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวและรวม
ทั้งนโยบายด้านต่างๆของพรรคตลอดมา 

นโยบายของของพรรคกรีนมิได้มุ่งเฉพาะการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมดังที่
หลายคนเข้าใจ หากมุ่งสู่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสังคมในทุกๆด้านให้ก้าว
ไปสู่แนวทางการพัฒนาภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ ที่มองปัญหาทุกด้านเชื่อม
โยงและส่งผลกระทบถึงกันอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นการแก้ไขย่อมไม่อาจแยก
เรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาจัดการอย่างโดดๆ  แต่ต้องดำเนินการปรับเปลี่ยน
ทั้งระบบให้คืนกลับสู่สมดุลในที่สุด

ด้วยเหตุนี้นโยบายของพรรคกรีนจึงครอบคลุมกิจกรรมแทบทุกด้านของ
สังคมตั้ง แต่เศรษกิจ การเมือง การศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม และ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งเมื่อประกอบทุกด้านเข้าด้วยกันก็จะ
ได้ภาพร่างของ สังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมใน
ปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง


พรรค หรือขบวนการ ?

เช้าตรู่วันที่ 3 กันยายน 2526  ณ บิทเบิร์ก ชายแดนเชื่อมต่อระหว่างเยอรมนี
กับลักแซมเบิร์ก กองกำลังตำรวจถูกส่งเข้าเสริมเพื่อตรึงกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้าน
การติดตั้งขีปนาวุธครุยส์ชุดใหม่  กลุ่มผู้ประท้วงกว่า 900 คนซึ่งนำโดยสส.จาก
พรรคกรีนนั่งชุมนุมอย่างสงบท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ประจันหน้ากับแถว
ตำรวจพร้อมอาวุธเต็มพิกัด  ....ทุกๆชั่วโมงที่ผ่านไปผู้คัดค้านจากทุกสารทิศ
ต่างหลั่งไหลมาสมทบ จนจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันคน และทันที
ที่ฝูงชนพยายามเคลื่อนตัวเข้าใกล้ประตูฐานยิงขีปนาวุธ ก็ต้องเผชิญกับการ
สกัดกั้นอย่างรุนแรง  หน่วยสุนัขตำรวจบุกทะลวงเข้ากลางวง ตามติดด้วยการ
ฉีดน้ำสลายฝูง ชน.... เหตุการณ์วันนั้นจบลงด้วยการที่ผู้ประท้วงจำนวนมาก
ถูกจับกุม หลายคนบาดเจ็บ และกลายเป็นบันทึกอันโหดร้ายหน้าหนึ่งของ
ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อ สันติภาพ 

น่าแปลกที่เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นเพียงครึ่งปีหลังจากที่พรรคกรีนได้
ก้าวเข้าสู่รัฐสภาเยอรมนีเป็นครั้งแรก  การที่พรรคยังคงดำเนินบทบาทการ
เคลื่อนไหวนอกสภาอย่างจริงจังต่อเนื่องได้ทำให้หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยถึง
แนวทางการดำเนินงานของพรรคว่าจะเป็นไปในลักษณะใด...

กล่าวได้ว่าการมองภาพขบวนการนิเวศวิทยาการเมืองเพียงเฉพาะพรรคกรีน
นั้นเป็นการมองเห็นภาพได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะหากมองย้อนไปยัง
ต้นกำเนิดของพรรคเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน เราจะเห็นภาพของขบวนการ
นักศึกษาและองค์ประชาชนระดับรากฐานที่มีความหลากหลายทั้งทางด้าน
แนวความคิดและยุทธวิธีการเคลื่อนไหว  ตั้งแต่กลุ่มสิทธิมนุษยชน ขบวน
การสันติภาพ นักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ไปจนถึงนักสังคมนิยม ซึ่งกลุ่มต่างๆ
เหล่านี้ได้หลอมรวมเข้าด้วยกันเพื่อร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้าง
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970  แม้การเคลื่อนไหว
ครั้งนั้นจะทำให้องค์กร ต่างๆเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการต่อสู้ในเวที
รัฐสภาอย่างจริงจัง  กระทั่งนำไปสู่การก่อตั้งพรรคกรีนขึ้นในระยะต่อมาก็ตาม
แต่ทั้งหมดก็คงยังเน้นความสำคัญของขบวนการประชาชนและการเปลี่ยน
แปลงจากระดับรากฐานเป็นด้านหลัก ในขณะที่วางบทบาทของงานการเมืองใน
ระบบเป็นเพียงการหนุนช่วยกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรประชาชน
เท่านั้น

ไม่กี่ปีถัดมา ได้เกิดความขัดแย้งภายในครั้งใหญ่เกี่ยวกับยุทธวิธีการเปลี่ยน
แปลงสังคมของขบวนการ  เมื่อพรรคกรีนในแคว้นต่างๆประสบความสำเร็จ
มากขึ้น จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลระดับท้องถิ่น สมาชิกพรรค
ฝ่ายหนึ่งเสนอให้ใช้โอกาสนี้เข้าร่วมรัฐบาลเพื่อเร่งนำนโยบายสีเขียวไปสู่
การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  ขณะที่อีกฝ่ายซึ่งยืนหยัดในหลักการเปลี่ยน
แปลงจากระดับรากฐานปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว  การถกเถียงซึ่งดำเนินไป
อย่างเผ็ดร้อนและยาวนานนี้จบลงที่การแยกตัวออกไปของฝ่ายหลัง จากนั้น
มาขบวนการสีเขียวแห่งเยอรมนีจึงเริ่มมีแนวโน้มไปสู่การอาศัยอำนาจรัฐ
เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจากภายในระบบมากยิ่งขึ้น


บนเวทีประวัติศาสตร์

กว่าสองทศวรรษหลังจากการก่อตั้งพรรคกรีนแห่งแรก ณ ประเทศนิวซีแลนด์
วันนี้ตัวแทนจากพรรคกรีนหลายร้อยคนได้ก้าวเข้าสู่สภา ตั้งแต่ระดับระดับ
ท้องถิ่นไปจนถึงระดับนานาชาติ  แม้ว่าขบวนการนิเวศวิทยาการเมืองส่วน
ใหญ่จะยังอยู่ในระยะก่อร่างขบวนการจากองค์กรประชาชน แต่ขณะเดียว
กัน กระแสการเมืองแนวใหม่นี้ก็ได้เติบโตและหยั่งรากลงแล้วในหลายพื้น
ที่  พรรคกรีนเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการพัฒนาภายใต้กระบวนทัศน์
แบบใหม่ที่ทวีความเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก จาก
เยอรมนีสู่ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา ลิทูเนีย บราซิล ชิลี และไต้หวัน ฯลฯ ขณะ
เดียวกัน สส.จากพรรคกรีน เริ่มมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์โครง
การพัฒนาตามแนวทางอุตสาหกรรมนิยม พร้อมทั้งเสนอทางเลือกใหม่ๆให้
แก่รัฐสภาได้อย่างน่าพอใจ

นักสังคมศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ากระบวนทัศน์ หรือกรอบความคิดพื้นฐาน
ของโลกในยุคสมัยหนึ่งๆ ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างของสังคม
เศรษฐกิจ วัฒนธรรม  ตลอดจนถึงความคิดจิตใจของผู้คนในช่วงเวลานั้นๆ
และยังเชื่อต่อไปว่ากระบวนทัศน์แบบเก่าที่มีลักษณะความคิดแบบแยกส่วน
ขาดความเข้าใจในสัมพันธภาพของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ อันเป็นที่มาของ
วัฒนธรรมอุตสาหกรรมนิยม ได้ก้าวมาถึงจุดเสื่อมถอย  ขณะที่กระบวนทัศน์
ใหม่ที่มีลักษณะความคิด แบบองค์รวม เน้นดุลยภาพของสังคมและระบบนิเวศ
กำลังเคลื่อนเข้ามาแทนที่   

หากมองลอดแว่นแห่งทฤษฎีดังกล่าวเราจะพบภาพของพรรคกรีนและขบวนการ
นิเวศวิทยาการเมืองกำลังทำหน้าที่บุกเบิกเส้นทางสายใหม่นี้อยู่อย่างขะมักเขม้น
ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก 

และนับจากนี้เวทีการเมืองจะมีความหมายใหม่ ที่มิใช่การขับเคี่ยวระหว่าง
ซ้าย-ขวา  หากเป็นการประลองกำลังยกแรกระหว่างกระบวนทัศน์เก่าและใหม่
คู่ต่อสู้ที่จะเปิดฉากการสัประยุทธ์อย่างถึงพริกถึงขิงนับแต่ทศวรรษหน้า

""""""""""""""""""""""""""""""

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

http://www.geocities.com/thaigreens/index.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 เมษายน 2007, 15:10:31 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 14:44:27 PM »




การเคลื่อนไหวสังคมแนวใหม่

ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์

ในช่วง 25 ปีกว่าที่ผ่านมา วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมและการตื่นตัวของ
สาธารณชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มีส่วนสำคัญในการ
กระตุ้นให้ เกิดการเคลื่อนไหวในวงกว้างที่เราเรียกกันว่า "การเคลื่อน
ไหวทางสิ่งแวดล้อม" (environmental movement) พร้อม ๆ กับ
การปรากฏของสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ "ความคิดสิ่งแวดล้อมนิยม"
(environmentalism) ในโลกตะวันตก  การเคลื่อนไหวสีเขียว (green
movement) ได้กลายเป็นพลังการเมืองที่สำคัญไปแล้ว ดังเช่นในเยอรมนี
กลุ่มสีเขียวสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองได้โดยใช้เวลาไม่นาน
นัก และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก จนกลายเป็นพรรคการ
เมืองที่ใหญ่อันดับสาม ซึ่งได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบริหาร
ประเทศ  ในฝรั่งเศส พรรคการเมืองสีเขียวก็ได้รับคะแนนสนับสนุนจาก
ประชาชนไม่น้อยทีเดียว ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุด (1 มิถุนายน
2540)   ในสังคมไทย ตัวอย่างการเคลื่อนไหวร่วมสมัยล่าสุดที่สอดคล้องกับ
แนวคิด "นิเวศวิทยาจากพื้นบ้าน" คือ "สมัชชาคนจน" ซึ่งมีประชาชนชาว
บ้านจากท้องถิ่นอีสานจำนวนหมื่นเดินทางเข้ามาสำแดงพลังมวลชนใน กทม.
เมื่อเดือนมีนาคม – เมษายน 2539 ประชาชนซึ่งรวมตัวกันเป็นสมัชชาคน
จน เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเกิดจากโครงการ
พัฒนาของรัฐในท้องถิ่นต่าง ๆ รวมไปถึงปัญหาที่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่อง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  หลังจากการประท้วงแบบสันติวิธี
อย่างยาวนานแรมเดือนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สมัชชาคนจนก็สามารถ
บรรลุชัยชนะได้ในระดับหนึ่ง โดยรัฐบาลให้สัญญาว่าจะ ปฏิบัติตามข้อ
เรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ


นิเวศวิทยาการเมือง กับแนวคิด ecologism

ในช่วงที่การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่กระแสสูง ได้มีการวิเคราะห์
แนวใหม่อุบัติขึ้นมา ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "นิเวศวิทยาการเมือง" ก่อนหน้า
1970 แนวคิดแบบนี้ไม่เป็นที่รู้จักกันเลย การเคลื่อนไหวและการอภิปราย
ทางทฤษฎีเกี่ยวกับอนาคตของสังคมที่ยั่งยืนทางนิเวศได้มีส่วนช่วยให้นิเวศ
วิทยาการเมือง กลายเป็นศาสตร์ใหม่ที่ทรงพลัง นอกจากจะวิเคราะห์ภาวะ
ที่เป็นจริงที่กำลังดำรงอยู่แล้ว ยังได้มีการเสนอยูโธเปียของสังคมแบบใหม่
ด้วย  นิเวศวิทยาการเมืองทำหน้าที่คล้าย ๆ กับเศรษฐศาสตร์การเมืองใน
ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเสนอยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว
ต่อต้านทุนนิยม และเสนอภาพสังคมนิยมในอุดมคติ 

ในระดับการวิเคราะห์ นิเวศวิทยาการเมืองเน้นการวิพากษ์ระบบอุตสาห-
-กรรมนิยม (industrialism) ในโลกตะวันตก ซึ่งในที่นี้รวมไปถึงระบบ
สังคมนิยมที่เป็นจริงด้วย (กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก และสหภาพโซเวียต
หรือรัสเซียในวันนี้) โดยมองว่าทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม แม้ว่าจะแตกต่าง
กันทางด้านการเมือง แต่ทั้ง 2 ก็มีระบบอุตสาหกรรมนิยมที่ทำลายล้างสิ่ง
แวดล้อม   นิเวศวิทยาการเมืองเสนอว่าการเคลื่อนไหวแนวปฏิรูปจะไม่
สามารถแก้ไขอะไรได้  สิ่งที่ต้องการมากกว่านั้นคือแนวคิดแบบ "นิเวศ-
-วิทยานิยม" (ecologism) ซึ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอน
โคน(radical environmentalism หรืออาจเรียกกว่า radical
ecology ก็ได้) เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างสังคมแบบใหม่บนหลัก
การของนิเวศวิทยา 

นอกจากวิเคราะห์อุตสาหกรรมนิยมของโลกตะวันตกแล้ว นิเวศวิทยาการ
เมืองสมัยใหม่เริ่มหันมาวิเคราะห์ปัญหาวิกฤตการณ์ของสิ่งแวดล้อมใน
ประเทศที่กำลังพัฒนามากขึ้น โดยมองว่าลัทธิบริโภคนิยมผสมกับอุดมการณ์
ที่เน้นความเจริญโติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาที่เน้นด้านวัตถุ
และสินค้าเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งปวง

ปรากฏการณ์ที่นิเวศวิทยาการเมืองให้ความสนใจมากคือเรื่องความเหลื่อม
ล้ำระหว่างประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้ง 2 กลุ่มแตก
ต่างกันทางด้านรายได้ประชาชาติ แต่ก็มีมลภาวะเช่นกัน ประเทศอุตสาหกรรม
มีมลภาวะอันเกิดจากความร่ำรวย ประเทศที่กำลังพัฒนามีมลภาวะอันเกิดจาก
ความยากจน รวมไปถึงมลภาวะทางการเมืองและสังคมด้วย  นิเวศวิทยาการ
เมืองมีความเห็นว่าความทุกข์ยากของประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนาเหล่า
นี้ บางส่วนก็เกี่ยวข้องกับการขูดรีดทรัพยากรโดยประเทศตะวันตก เราเรียก
ปรากฏการณ์นี้ว่า "จักรวรรดินิยมทางนิเวศน์" (ecological imperialism)
ซึ่งมีอายุนานร้อยกว่าปี  ในปัจจุบันเรากำลังมีรูปแบบใหม่ของจักรวรรดินิยม
นั่นคือ ประเทศตะวันตกส่งออกอุตสาหกรรมที่มีมลพิษสูงไปตั้งในประเทศที่
กำลังพัฒนาทั่วโลก จนอาจกล่าวได้ว่าเรากำลงพบกับ "โลกานุวัตรของมลภาวะ"

นิเวศวิทยาการเมืองเสนอว่า ถ้าประเทศที่กำลังพัฒนาเดินตามแนวทางของ
อุตสาหกรรมนิยมแบบตะวันตกก็จะต้องพบกับวิกฤติการณ์ทางนิเวศน์อย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้  มีทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยป้องกันวิกฤติการณ์ได้ นั่นคือต้อง
ใช้แนวคิดแบบนิเวศวิทยานิยม (ecologism) เช่นกัน  ซึ่งหมายความว่าผู้คน
ในสังคมจะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกระบวนการทางนิเวศน์
และมองเห็นความเกี่ยวพันกันระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจ
สังคม และอิทธิพลของการเมือง (รวมทั้งอิทธิพลของจักรวรรดินิยมทางนิเวศน์)
ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่ายุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาแบบตลาด
เสรีและเทคโนโลยีนิยมเป็นต้นตอสำคัญประการหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่
ยืดเยื้อ   นิเวศวิทยาการเมืองเสนอให้มีการพัฒนาแนวนิเวศน์ (eco –
development) แนวนี้เน้นการพัฒนาจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมไปจนถึง
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการจัดสรรทรัพยากรใหม่หมด ซึ่งย่อม
ต้องกระเทือนโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่แน่นอน 

ยุทธศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์การเมืองสีเขียวคำนึงถึง "ขีดจำกัด" 3 ด้าน
พร้อม ๆ กัน
   1. เราต้องพัฒนาไม่ให้ก้าวเกินขีดจำกัดของธรรมชาติ มิฉะนั้นจะเกิดความ
       ยุ่งเหยิง
   2. ผู้ยากไร้ย่อมมีขีดจำกัดแห่งความยากจน ถ้ายากจนยาวนานก็อาจจะเกิด
       ความปั่นป่วนในสังคม
   3. ผู้มีฐานะมั่งคั่งก็มีขีดจำกัดแห่งความร่ำรวยเหมือนกัน เพราะถ้าไม่แบ่งปัน
      ให้ผู้ยากไร้ สักวันหนึ่งสังคมต้องแตกแยก ผู้ร่ำรวยก็ไม่สามารถดำรงอยู่
      ได้เช่นกัน  ในประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นไทยเรา กำลังเผชิญกับสถาน-
      -การณ์ที่กลุ่มคนส่วนใหญ่ไม่มีอะไรจะบริโภค ส่วนกลุ่มเล็กอีกกลุ่มหนึ่ง
      บริโภคมากเกินไป ถ้าเราไม่วาง "ขีดจำกัด" 3 ด้านดังกล่าว สังคมก็จะพบ
      กับจุดวิกฤติที่น่าวิตกอย่างยิ่ง


นิเวศวิทยาการเมืองแนวราดิคัล

นิเวศวิทยาการเมืองมองว่า ในการแสวงหาประโยชน์และกำไรสูงสุดของ
กลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง จะมีสถาบันบางอย่างทำหน้าที่สนับสนุน
ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว  นั่นคือ มีการสร้างระบบชนชั้น (class system)
และการแบ่งแยกสังคมโดยการลำดับขั้น (dominance and hierarchy)
สูงกว่า ต่ำกว่า เหนือกว่า ด้อยกว่า เช่น แรงงานสมอง VS แรงงานกาย
หรือผู้หญิง VS ผู้ชาย อาศัยระบนี้กลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองจึง
สามารถทำการขูดรีดประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ชาวนาชาวไร่ได้ ในขณะเดียว
กันก็ขูดรีดธรรมชาติด้วย   ระบบอุตสาหกรรมนิยมดำรงอยู่ได้บนพื้นฐาน
ของการขูดรีด 2 ระดับนี้ จึงสร้างความทรุดโทรมให้แก่ชีวิตมนุษย์และชีวิต
ธรรมชาติพร้อมกัน   

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความหายนะทางนิเวศน์ เราจะต้องยุติการครอบงำธรรมชาติ
และการครอบงำสังคมในเวลาเดียวกัน การที่จะพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียง
อย่างเดียวโดยไม่เอ่ยถึงปัญหาสังคมเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ปัญหา
เกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน ซึ่งเกี่ยวพันกับระบบชนชั้น การครอบงำและ
การควบคุมสังคม เพื่อการแก้ไขวิกฤติการณ์จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน
ระบบและโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองอย่างรอบด้าน รวมไปถึง
การสร้าง ความสำนึกใหม่ทางนิเวศน์ (ecological sensibility) ซึ่ง
กระตุ้นให้ผู้คนในสังคมมีความตื่นตัวเกี่ยวกับธรรมชาตและตระหนักถึง
ความจำเป็นที่จะต้องสร้างสังคมใหม่ที่มีความเป็นธรรม ไร้การกดขี่ขูดรีด

นิเวศวิทยาการเมืองแบ่งการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความยั่งยืนออกเป็น 2
ประเภท ประเภทหนึ่งเรียกว่า ecologism เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อ
อนุรักษ์ธรรมชาติและลดมลภาวะ โดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบที่ดำรง
อยู่  อีกประเภทหนึ่งอาจเรียกว่า ecologism เป็นการเคลื่อนไหวที่ต่อ
ต้านระบบอุตสาหกรรมนิยม ต้องการแสวงหาสังคมใหม่ที่ชุมชนธรรมชาติ
และชุมชนสังคมสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนยาวนาน บนพื้นฐาน
ของ "นิเวศวิทยาแห่งเสรีภาพและความเสมอภาค"

ในการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมแนวราดิคัล (หรือ ecologism)
นิเวศวิทยาการเมืองให้ความสนใจแก่แนวคิดจากค่าย "ecofeminism"
เป็นอย่างมาก ซึ่งมองว่าในสังคมสมัยใหม่ ผู้ชายค่อนข้างจะมีบทบาทครอบ
งำสังคม ความก้าวร้าวของผู้ชายก่อให้เกิดการกระทำแบบขูดรีดในหลาย ๆ
เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ชายขูดรีดผู้หญิงและขูดรีดธรรมชาติใน
เวลาเดียวกัน  ถ้าจะแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของธรรมชาติก็จำเป็นต้อง
ล้มล้างอำนาจครอบงำของผู้ชายและปลดปล่อยผู้หญิงให้เป็นอิสระ การล้ม
ระบบเก่า (พ่อหรือผู้ชายเป็นใหญ่) จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการแพร่กระจาย
ของจริยธรรมแบบใหม่ซึ่งผู้หญิงและผู้ชาย มนุษย์และธรรมชาติ จะดำรงอยู่
เคียงข้างกันเหมือนกับเพื่อนร่วมชีวิตที่มีความเท่าเทียมกัน สิ่งที่สำคัญคือ
การปลดปล่อยผู้หญิงจะทำให้ผู้หญิงมีบทบาทนำในการพิทักษ์รักษาโลก
ธรรมชาติ  ตั้งแต่โบราณมาแล้ว จิตสำนึกเพื่อธรรมชาติก็คือจิตสำนึกของ
เพศหญิงนั่นเอง


ความยุติธรรมทางนิเวศน์ – นิเวศวิทยาจากพื้นบ้าน

ความยั่งยืนทางนิเวศน์ในภาคปฏิบัติ จะประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดก็ต่อ
เมื่อมีการดำเนินการโดยชุมชนของท้องถิ่นเอง ในระยะหลัง ๆ นี้วงการ
ต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญแก่บทบาทของประชาชนในการพัฒนาตนเองเพื่อ
ความยั่งยืนมากขึ้น เราจะเห็นว่าทั่วโลกการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าเพื่อ
เรียกร้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อม และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง
มีจำนวนมากขึ้น มีแนวโน้มว่าขบวนการนี้จะทรงพลังยิ่งขึ้นจนศูนย์กลาง
อำนาจไม่อาจจะนิ่งเฉยอยู่ได้ ดังที่เราพบเห็นในประเทศไทยเช่นกัน

สำหรับสังคมไทย เรามีข้อเสนอแนะว่า การเคลื่อนไหวจะมีลักษณะเป็น
ระบบมากขึ้นและมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นถ้าเรายึดถือเอาหลักการ "ความ
ยุติธรรมทางนิเวศน์" เป็นพลังผลักดันการต่อสู้ระดับพื้นบ้าน หลักการนี้จะ
มีส่วนช่วยให้มีการกำหนดแนวนโยบายที่สนองความต้องการของประชาชน
ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ  ในขณะเดียวกันก็ให้ความหมายใหม่แก่คำว่า
ประชาธิปไตย  หลักการ "ความยุติธรรมทางนิเวศน์" จะก่อให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงทางแนวคิด 3 ประการ คือ

     1. ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมจะไม่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาความยากจนอย่าง
เดียว ปัญหาช่องว่างทางชนชั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญด้วย   เราจะมีความยั่งยืน
ทางนิเวศน์ได้ก็ต่อเมื่อในสังคมของเราได้มีการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชน
ชั้นลงไป (เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน)

     2. การปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะถูกเคลื่อน
ย้ายจาก ปริมณฑล "รัฐ" ไปสู่ "ชุมชนท้องถิ่น" พื้นบ้านย่อมรู้จักปัญหาพื้น
ฐานของตนเองได้ดีที่สุด และอยู่ในฐานะที่จะจัดการตนเองได้

     3. "ประชาธิปไตย" ไม่ใช่เป็นเรื่องของการครอบงำจากกลุ่มธุรกิจการเมือง
หากแต่เป็นขบวนการของท้องถิ่นที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งความอยู่รอด
ของชุมชนและธรรมชาติ   

มองในแง่นี้แล้ว แนวคิดของ คานธี ดูเหมือนว่าจะมีความหมายสำหรับการ
เคลื่อนไหวตามหลักการ "ความยุติธรรมทางนิเวศน์" เป็นอย่างยิ่ง แผนการ
ทางนิเวศวิทยาการเมืองของคานธีมีเนื้อหาชัดเจนในการต่อต้านการทำลาย
ล้างของระบบธุรกิจและอุตสาหกรรมนิยม รวมทั้งต่อต้านอำนาจส่วนกลาง ใน
ขณะเดียวกันก็ปลุกเร้าประชาชนให้หวนกลับคืนสู่พื้นบ้านและร่วมกันสร้าง
ความยั่งยืนให้แก่ระบบนิเวศน์ในท้องถิ่นของตนเอง


การปรับเปลี่ยนระบบ – ไปสู่สังคมแนวนิเวศน์

บทวิเคราะห์นี้มีข้อสรุปชัดเจนว่า แนวทางการปฏิรูป เช่น การปฏิรูปนโยบาย
(policy reform) ที่เน้นการปรับปรุงจุดอ่อนของระบบทุนนิยมและระบบ
การจัดการทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปฏิรูปไปสู่ "ทุนนิยมสีเขียว" เป็นสิ่งที่
เป็นไปได้ และสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างมีขั้นตอน แต่แนวทางดังกล่าวนี้
มี "ขีดจำกัด" 2 ด้าน คือ ด้านหนึ่ง การปฏิรูปเป็นการทำให้ "สีเทา"(มลภาวะ)
กลายเป็น "สีเขียวแบบอ่อน ๆ" เท่านั้นเอง ยังไม่เป็น "สีเขียวแบบเข้มข้น"
ทุนนิยมสีเขียวก็ยังเป็นทุนนิยมอยู่นั่นเอง นั่นคืออยู่ภายใต้การครอบงำของ
ทุนอีกด้านหนึ่ง การปฏิรูปไปสู่สีเขียวทำได้ในระยะสั้น (ถ้าให้ผลประโยชน์
กับทุน) แต่ในระยะยาวอาจจะต้องเกิดความขัดแย้งได้ ถ้าขบวนการสีเขียว
เริ่มเข้มข้นและเรียกร้องผลักดัน หรือบีบบังคับให้เพิ่มหลักการสีเขียวบาง
อย่าง หรือปฏิบัติการบางอย่างที่ขัดกับตรรกวิทยาของระบบทุนนิยม

บทวิเคราะห์นี้มีความเห็นว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำเราไปสู่
"ความยั่ง ยืนทางนิเวศน์" คือการปรับเปลี่ยนระบบจากทุนนิยมหรือ
อุตสาหกรรมนิยม ไปสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมแนวนิเวศน์ โดยใช้ปรัชญา
และแนวคิดของ นิเวศสังคมนิยม (eco – socialism) นิเวศวิทยา
แนวลึก (deep ecology) และนิเวศวิทยาชาวพุทธ เป็นพื้นฐานของ
การจัดระบบใหม่ แต่การปรับเปลี่ยนระบบเป็นแต่เพียง จินตนาการ
เท่านั้นเอง ซึ่งมีลักษณะเป็น "ยูโธเบีย" แปลว่าเป็นสิ่งที่กำลังจะมา แต่
ยังมาไม่ถึง Green utopia ของเรามีลักษณะเด่นดังต่อไปนี้ :

ก)  ทางด้านโลกทัศน์ ระบบใหม่ต้องละทิ้งโลกทัศน์ที่เน้นประโยชน์ของ
มนุษย์ และส่งเสริมโลกทัศน์แนวนิเวศนิยม (ecocentric worldview)
ในขณะเดียวกันก็มีค่านิยมใหม่ที่สอดคล้องกัน 3 ประการ คือ
     1. ให้ความสำคัญสูงสุดแก่เรื่องการคุ้มครองธรรมชาติ
     2. เน้นการมองการณ์ไกลระยะยาว
     3. คำนึงถึงเรื่องความยุติธรรมทางสังคม

ข)  ทางด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในการวางแผนและการจัดการระดับ
ชาติ มีการกำหนด "ความยั่งยืนทางนิเวศน์" เป็นเป้าหมายสูงสุดในทุก
องค์กรและทุกระดับของระบบเศรษฐกิจสังคม การจัดการเป็นแบบ
ecological management อย่างเต็มรูปแบบ

ค) ทางด้านการจัดองค์กร ควรมีขนาดเล็ก มีการควบคุมการใช้ทรัพยากร
เน้นการมีส่วนร่วมของแรงงาน ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน การกระจาย
อำนาจสู่ท้องถิ่น การพึ่งตนเอง การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น
แนวนิเวศน์

ง)  ทางด้านสิทธิของมนุษย์ชนและสิทธิของธรรมชาติ  ในการสร้างพาราไดม์
ใหม่มีการบุกเบิกมิติใหม่ ๆ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประกันสิทธิด้วย ซึ่ง
ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิของธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่น สิทธิ
ของคนกลุ่มน้อยและคนท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็มีการสถาปนา "สิทธิของ
ธรรมชาติ" ด้วย ธรรมชาติก็มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ (เช่น สิทธิของสรรพสัตว์ ของ
พืช พันธุ์ไม้ และระบบนิเวศน์)

บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนระบบไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดย
อัตโนมัติอย่างฉับพลัน เราจะต้องมองว่าเป็นกระบวนการแห่งวัฒนาการที่
ยาวนาน ที่ไม่ใช่เส้นตรง เป็นการเคลื่อนไหวสังคมแนวใหม่ที่เต็มไปด้วย
ความขัดแย้ง มีการต่อต้านสีเขียว ซึ่งอาจเป็นเพราะมีความรู้สึกกันว่ายังไม่
จำเป็น หรืออาจไม่ เข้าใจ หรืออาจจะไปขัดผลประโยชน์ของการสร้างกำไร
ที่ดำรงอยู่  พลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นย่อมขึ้น
อยู่กับประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม  ถ้ามีระบบคิด มีทฤษฎี
ที่ชัดเจน มีระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของ
ประชาชนส่วนใหญ่ อนาคตสีเขียวก็อาจเกิดขึ้นได้ในวันหนึ่งข้างหน้านี้


บทสรุปของ "นิเวศวิทยาการเมือง"
อนาคตของการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม

หนทางไปสู่ "สังคมสีเขียว" ตามแนวคิดของ ecologism นั้นค่อนข้าง
ยาวไกล ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด  และยังมีความไม่แน่นอน
อีกด้วยว่าเราจะไปถึงจุดหมายปลายทางหรือเปล่า?   นักนิเวศวิทยาการ
เมืองชี้ว่าเรามีทางเลือก ใหญ่ ๆ อยู่ 3 ทางด้วยกัน ซึ่งต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับ
กระบวนการโลกานุวัตร และอำนาจอิทธิพลของโลกอุตสาหกรรมตะวันตก
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หนทางหนึ่ง เป็นอนาคตที่ต่อเนื่องจากปัจจุบัน นั่นคือเศรษฐกิจโลกถูกครอบ
งำโดยบรรษัทข้ามชาติและโลกตะวันตกต่อไป จักรวรรดินิยมทางนิเวศน์จะ
ดำรงอยู่ต่อไป การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมจะอยู่ในขอบเขตที่จำกัด เพราะ
กลุ่มที่ครองอำนาจจะยึดแนวทางการพัฒนาดังที่เป็นอยู่ คือเน้นความเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมด้วยหลักการตลาดเสรีและเทคโนโลยีนิยม การ
แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญมากนัก แต่ก็ต้องดำเนินการบ้าง
เพื่อลดความเสื่อมโทรมของระบนิเวศน์

หนทางที่สอง เปิดโอกาสให้ประเทศที่กำลังพัฒนามีเสรีภาพมากขึ้นในการ
เคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ตราบใด
ที่การเคลื่อนไหวยังไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ
เอกชน และบรรษัทข้ามชาติมากนัก บนหนทางนี้ จักรวรรดินิยมยังคงมี
อำนาจครอบงำอยู่ การวางนโยบายของรัฐที่เน้นเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน
เป็นเพียงคำแถลงการณ์บนแผ่นกระดาษเท่านั้นเอง

หนทางที่สาม เป็นทางเลือกที่ควรจะเป็น โดยที่ขบวนการสิ่งแวดล้อมเพื่อความ
ยั่งยืนสามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เป้าหมายของการเคลื่อนไหวเป็นไปตาม
แนวคิดของ ecologism ซึ่งหมายถึงการแตกหักกับระบบและโครงสร้างที่ดำรง
อยู่อย่างสิ้นเชิง  ในระดับสากลจะมีการประสานงานระหว่างโลกอุตสาหกรรม
และโลกที่กำลังพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน บนพื้นฐานของ
ความเท่าเทียมกัน 

การเมืองสีเขียวบนหนทางที่สามนี้คือการเมืองที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วน
ร่วมอย่างกว้างขวาง ในที่นี้การเคลื่อนไหวสีเขียว คือการเคลื่อนไหวเพื่อสร้าง
สถาบันทางเศรษฐกิจการเมืองที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประชาธิปไตยแนว
นิเวศน์ (ecological democracy) นั่นย่อมหมายความว่า ต่อไปนี้การ
ตัดสินใจทางการเมืองเกี่ยวกับปัญหาและนโยบายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็น
กระบวนการของคนกลุ่มน้อย (เทคโนแครต นักวางแผน นักธุรกิจ นายทุน
นักบริหารของบรรษัทข้ามชาติ หากแต่เป็นเรื่องราวของคนกลุ่มใหญ่ หลาย
ชนชั้น หลายวงการ รวม ทั้งมวลชนผู้ยากไร้ การผูกขาดความรู้และการตัด
สินใจแต่ฝ่ายเดียวเป็นสิ่งที่ เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าทำเช่นนี้ได้เราก็จะมี
อภิปรายที่อิสระและเปิดเผย อัน เป็นการปูทางไปสู่แนวคิดและแนวนโยบาย
ใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากแนวทางอุตสาหกรรมนิยมและเทคโนโลยีนิยมอัน
คับแคบ   

เราอาจสรุปได้ว่าในอนาคตนี้ ถ้าเราต้องการเห็นการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ที่ประสบความสำเร็จ เราก็จำเป็นที่จะต้องมีประชาธิปไตยที่มั่นคง และมี
ประสิทธิภาพ  นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นที่จะนำพาเราไปสู่ยูโธเปียสีเขียว
ซึ่งยังอยู่อีกยาวไกล
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 14:56:32 PM »

คัดจากศูนย์ข้อมูลนิเวศวิทยาการเมือง
 





อุดมการณ์สีเขียวกับภารกิจแห่งทศวรรษ

กว่าสองทศวรรษแห่งการต่อสู้ของขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่เป็น
พลังถ่วงดุลการพัฒนาซึ่งเน้นการเติบโตทางวัตถุอย่างขาดสติ  จากการทำงาน
เกาะติดปัญหาในระดับพื้นที่จนเริ่มคลี่คลายสู่การเจรจาต่อรองทางด้านนโยบาย
บางระดับ  หากยังกล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์โดยรวมยังคงเป็นการตั้งรับหรือติดตาม
แก้ปัญหาอันเป็นผลพวงแห่งการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรม จาก
ปัญหาเด็ก แรงงาน ชุมชนแออัด การล่มสลายของชุมชนชนบท ถึงปัญหาสภาพ
แวดล้อม และสงครามแย่งชิงทรัพยากร   ดูเหมือนว่าสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่
อันเป็นผลผลิตแห่งทิศทางการพัฒนาประเทศจะยังคงมีให้ติดตามแก้ไขเยียวยา
อย่างไม่มีที่สิ่นสุด   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการตามแก้ไขปัญหาเฉพาะที่ ปลาย
เหตุเช่นนี้จะไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่การเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างอันเป็น
มูลเหตุแห่งปัญหาทั้งปวงยังคงไม่เกิดขึ้น  ในแง่นี้เราจึงเชื่อว่าเพียงการตั้งรับและ
ติดตามแก้ปัญหาสถานการณ์ย่อมไม่ใช่คำตอบ  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องริเริ่มมิติ
การแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง อันเป็นรากเหง้าแห่งปัญหาสังคมและระบบนิเวศ
ซึ่งหมายรวมถึงการตกผลึกประสบการณ์จากการเกาะติดสถานการณ์ในพื้นที่
สังเคราะห์เป็นรูปธรรมแห่งสังคมอัน พึงปรารถนา พร้อมทั้งยุทธวิธีเพื่อบรรลุจุด
หมายดังกล่าว  ก่อนนำเสนอในฐานะทิศทางใหม่ ทางเลือกใหม่ของสังคม นี่จึง
อาจเรียกได้ว่าเป็นการพลิกกลับจากฝ่าย รับ เป็น รุก  ...เป็นการรุกทางด้าน
อุดมการณ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานอย่างแท้จริง

ด้วยตระหนักถึงความจำเป็นของการสร้างสรรค์อุดมการณ์ใหม่เพื่อนำเสนอทาง
ออกในระยะยาวของสังคมและระบบนิเวศ  ขบวนการประชาชนในประเทศตะวัน
ตกได้เริ่มแสวงหาคำตอบทั้งจากภูมิปัญญาท้องถิ่น อารยธรรมโบราณที่ดำรงอยู่
ร่วมกับระบบนิเวศอย่างกลมกลืน ไปจนถึงการค้นพบหลักฐาน-ทฤษฎีล่าสุดทาง
วิทยาศาสตร์  ก่อนสังเคราะห์เป็นอุดมการณ์ที่พวกเขากล่าวกันว่า  "ไม่ใช่ทั้งซ้าย
และขวา ทว่าก้าวนำอยู่ข้างหน้า"  ภายใต้ชื่อ นิเวศวิทยาการเมือง หรือ Green
Politics   

นิเวศวิทยาการเมือง มีรากฐานอยู่บนโลกทัศน์องค์รวมซึ่งเห็นว่าสรรพสิ่งใน
ระบบนิเวศต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  ความเสียหายแม้เพียงส่วนน้อยของระบบ
ย่อมส่งผลถึงระบบโดยรวมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  แนวคิดดังกล่าวเห็นว่าการ
เติบโตของระบบอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุดเป็นต้นเหตุของการทำลาย
ล้างสังคมและระบบนิเวศทั่วโลก  จึงจำเป็นต้องอาศัยปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคม ไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้
จริง

ปัจจุบันแนวคิด นิเวศวิทยาการเมือง เป็นรากฐานการเคลื่อนไหวขององค์กร
ประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งพรรคกรีน (The Green Party)  ที่เกิดขึ้นใน
ประเทศต่างๆกว่า 70 แห่งทั่วโลก  ขบวนการเหล่านี้มุ่งปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสังคม
อย่างรอบด้านด้วยการผลักดันนโยบายทั้งทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร
กรรม คมนาคม การศึกษา และสาธารณสุข ฯลฯ   ภายใต้หลัก 4 ประการคือ 
ระบบนิเวศ  ความเป็นธรรมทางสังคม  ประชาธิปไตยระดับรากฐาน 
และสันติวิธี  ไปสู่การปฏิบัติ อย่างจริงจัง   ปัจจุบันพรรคกรีนหลายแห่งได้ก้าว
เข้าไปเป็นพลังถ่วงดุลในรัฐสภา  บ้างได้เข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น
จนถึงระดับชาติ  งบประมาณและทรัพยากรจำนวนมากถูกถ่ายโอนมาสนับสนุน
ขบวนการประชาชน  และที่น่าจับตาอย่างยิ่งก็คือ นโยบายทวนกระแสหลาย
ประการได้รับการปฏิบัติจนเกิดผลเป็นรูปธรรมแล้วในหลายประเทศ

แม้ นิเวศวิทยาการเมือง จะเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดใน
โลกช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา  และมีรากฐานอยู่บนแนวคิดทางปรัชญาที่ใกล้
เคียงกับพุทธศาสนา อันเป็นฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทยอย่างน่าสนใจยิ่ง
ทว่าการปรับแปรอุดมการณ์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่าง
มิอาจมองข้าม รวมทั้งเป็นภารกิจเฉพาะหน้าอันสำคัญยิ่งหากเราหวังจะให้
อุดมการณ์ดังกล่าวเป็นแกนกลางแห่งการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชน
ในอนาคต   หากเราสามารถสังเคราะห์อุดมการณ์สีเขียวที่กลมกลืนเป็นเนื้อ
เดียวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริงแล้ว อุดมการณ์ใหม่อาจช่วย
ร้อยเรียงขบวนการประชาชนระดับรากฐานรวมถึงพลังฝ่าย ก้าวหน้าทั้งหมดให้
ตระหนักถึงเอกภาพและทิศทางในระยะยาวร่วมกัน  อันจะเป็นการพลิกฟื้น
วิญญานของกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกระดับให้คุกโชนขึ้นอีกครั้งคราวหนึ่ง และ
จากจุดเล็กๆนี้เราหวังว่าการเคลื่อนขบวนครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ  ทว่า
เปี่ยมด้วยความหนักแน่นและมั่นคง



(ปรับปรุงจากต้นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกใน
จดหมายข่าวนิเวศวิทยาการเมือง ปีที่ 1 ฉบับที่ 1)

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

http://www.geocities.com/thaigreens
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม 2007, 14:52:07 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 15:03:14 PM »





ทำไมเราจึงต้องการพรรคเขียว?

ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ

แปลจาก Why do we need a Green Party
ของ พรรคกรีนแห่งแอฟริกาใต้


สถานการณ์บนดาวเคราะห์โลกในปัจจุบัน ต้องการความสนใจมากกว่าที่หลาย
คนตระหนัก  เรากำลังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนกัน  หลายฝ่ายต่างเห็นพ้องต้อง
กันว่าโลกนี้มีทรัพยากรไม่จำกัดสำหรับประชากรโลกทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริง
กลับตรงกันข้าม ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่ทรัพยากร
ต่างๆ กำลังจะหมดลงในไม่ช้า  นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากอัตราการเติบโต
ของประชากรมนุษย์ อุตสาหกรรม มลภาวะ การผลิตอาหาร การเสื่อมสภาพ
ของดิน และการลดลงของทรัพยากรยังไม่เปลี่ยนแปลง เราจะถึงขีดจำกัด
ของโลกภายในระยะเวลาอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ในช่วงชีวิตของรุ่นลูกเรานี่เอง
ผลลัพธ์ก็คือกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การบริการต่างๆ  ปริมาณ
สำรองอาหาร และจำนวนประชากรโลกจะถดถอยลงอย่างควบคุมไม่ได้


-----------------------------------------------------------------------------------------------


รูปที่ ๑ :- อนาคตของโลก ภายใต้วิถีแห่งการบริโภคเกินขนาดและการ
ล่มสลาย

หากสังคมมนุษย์ยังดำเนินต่อไปตามแบบฉบับที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจาก
อดีตทั้งในด้านอัตราการเติบโตของประชากรและการบริโภคทรัพยากร
โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง  ภายในศตวรรษหน้า การถดถอยของระบบ
เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและถาวรจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชากรมนุษย์และกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวเพิ่ม
ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่เงินทุนไม่สามารถทำให้ภาคอุตสาหกรรม
อยู่รอดได้ เนื่องมาจากข้อจำกัดทางทรัพยากรธรรมชาติ

"ทุน" ในภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มเสื่อมเร็วเกินกว่าที่เงินลงทุนใหม่จะ
สามารถทดแทนได้  ในขณะเดียวกันปริมาณอาหารสำรองและการบริการ
สาธารณะสุขจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งทำให้ "มาตรฐานการดำรงชีวิต"
ที่ผู้คนคาดหวังลดลงด้วยเช่นกัน (จาก Meadows , Meadows
and Randers : Beyond the Limits)

-----------------------------------------------------------------------------------------------
จุดประสงค์ของการจัดตั้ง พรรคเขียว ก็เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง เพื่อที่จะ
สถาปนาการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และแก้ไขวิถีแห่งความวิบัติที่เรา
กำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน   พรรคเขียว จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้
กับการเรียกร้องให้แอฟริกาใต้และประชาคมโลกหันมาสนใจและตระหนัก
ในสถานการณ์ระยะยาวของโลก

พรรคเขียว เชื่อว่ายังมีทางที่ลูกหลานเราจะอยู่รอดได้ในอนาคต แต่ถ้าเรา
ไม่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆเสียแต่บัดนี้ ก็จะเป็นการสายเกินไปสำหรับ
ลูกหลานของเรา ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเพียงใดก็ตาม


-----------------------------------------------------------------------------------------------


รูปที่ ๒ :- อนาคตที่เป็นไปได้?

อนาคตต่อไปนี้จะ "มีความเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ" สังคมระดับท้องถิ่นและ
ระดับชาติ ดำเนินนโยบายร่วมกันดังต่อไปนี้

๑. อัตราการเกิดของประชากรถูกจำกัด โดยหนึ่งครอบครัวจะมีบุตร
ได้สองคน

๒. อัตรากำลังผลิตภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคต่อประชากรหนึ่ง
คนอยู่ในระดับปานกลาง

๓. เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาไปในแนวทางที่จะช่วยในการรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติ ลดมลภาวะ และช่วยในการใช้พลังงานทางเลือก
ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์

๔. พื้นที่เกษตรกรรมได้รับการคุ้มครอง การเสื่อมของคุณภาพดินได้
รับการแก้ไข

๕. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์ที่เสื่อม
โทรมได้รับการแก้ไข

สังเกตว่า แผนการนี้ยังสามารถทวีคูณปริมาณทรัพยากร โดยที่ไม่ก่อ
ให้เกิดมลภาวะอีกด้วย (จาก Meadows , Meadows and
Randers : Beyond the Limits)

-----------------------------------------------------------------------------------------------


ประเทศแอฟริกาใต้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถฉีกจากความคิดและรูป
แบบเก่า ๆ ได้  บางทีเราอาจสามารถเปิดตัวแนวทางปฏิบัติของเราให้กับ
รัฐบาลและสังคมโลก ซึ่งเป็นแนวทางที่ตั้งอยู่บนภาวะปัจจุบันของโลก


หายนะของทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการถูกกดขี่ของมนุษยชาติ
และการกดขี่ทางวัฒนธรรม  นโยบายใหม่จะต้องรับใช้ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม
และสังคมควบคู่กันไป  ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและ
ระบอบประชาธิปไตย ความอยุติธรรมในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในด้าน
เศรษฐกิจ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เป็นตัวบ่งชี้องค์รวมของระบบ
และสังคมอุตสาหกรรมก็ดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันการทำ
ให้เกิดความเท่าเทียมกันทางสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อนำไปสู่
สังคมที่เสมอภาคกัน ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ

สังคมประชาธิปไตยที่เพิกเฉยต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะเพื่อเป็นการช่วยเหลือ
ผู้ที่ถูกกดขี่ ก็เป็นสิ่งที่รับไม่ได้

นิเวศวิทยา ความหมายที่แท้จริงของคำๆนี้ครอบคลุมไปทั่วทั้งองค์ประกอบ
ที่มีชีวิตและไม่ชีวิต อันส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์  ดังนั้นเราจึง
ไม่ควรที่จะจำกัดความพยายามของเราเพียงเพื่อความเจริญทางด้านวัตถ
หรือเพื่อการอนุรักษ์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เราควรที่จะพึงระลึกอยู่เสมอถึง
สาเหตุที่แท้จริงของทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาด้านระบอบประชา-
- ธิปไตย มิใช่เพียงเปลือกภายนอก

สิ่งที่สำคัญกว่าในตอนนี้คือ การจัดระบบสังคมใหม่ ให้ชุมชนสามารถดูแล
ตัวเองและปกครองตัวเองได้  เพื่อที่สังคมนั้นจะได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เป็นการเปลี่ยนสังคมอุตสาหกรรมอันเป็นผลมาจากระบบทุนนิยมและสังคมนิยม
ในช่วง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา ให้ไปเป็นระบบทางเลือกใหม่ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความ
ร่วมมือและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกัน  ระบอบประชาธิปไตย ชุมชนที่กำหนด
วิถีของตนเองได้ เศรษฐกิจแบบยั่งยืน และระบบบริการชุมชนที่สามารถตรวจ
สอบได้

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวมาไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างการ
สนองความต้องการของมนุษย์และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ สังคม
ปฏิบัติและได้รับการชี้นำโดยหลักนิเวศวิทยาที่มีความเป็นประชาธิปไตยและ
ความเสมอภาครวมอยู่ด้วย

เราไม่โต้แย้งความจริงที่ว่า นโยบายใหม่นี้อาจถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง
ที่รุนแรง และเปลี่ยนวิถีชีวิตในปัจจุบันของทุกๆคน แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาสำหรับ
การเริ่มต้น หากเราไม่เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตอนนี้ และขณะที่เราเองก็ยังไม่
มีทางเลือกอื่น เมื่อภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนไปและส่งผละกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนั้นก็จะเป็นยิ่งกว่าหายนะ  ความหวังที่จะประคับประคอง
อนาคตของโลกยังคงมีอยู่ เพียงแต่เราต้องเริ่มลงมือเสียแต่วันนี้

พรรคเขียว มุ่งมั่นเพื่อมุ่งสู่การสร้างวิสัยทัศน์แห่งการดำรงอยู่ของระบบนิเวศน์
เราวอนขอประชาชนชาวแอฟริกาใต้ทุกคนมาร่วมกับเรา เพื่อช่วยให้เราบรรลุ
สู่เป้าหมายนี้ร่วมกัน เพื่อลูกหลานของเราและทุกชีวิตบนโลกใบนี้
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 15:07:11 PM »

สถาบันพัฒนานโยบายสีเขียว

นพนันท์ อนุรัตน์


บรรยากาศการประชุมของ "สถาบันพัฒนานโยบายสีเขียว" ที่เมดิสัน
วิสคอนซิน, มิถุนายน 2548

"กลไกใหม่" อันนับเป็นผลงานสร้างสรรค์ของของขบวนการการ
เมืองสีเขียวในสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเปิดตัวขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นี้และเริ่มมีผลงานรูปธรรมออกมาให้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้
กับแวดวงการเมืองสีเขียวทั่วโลก ก็คือ สถาบันพัฒนานโยบายสี
เขียวหรือ The Green Institute ถ้าเปรียบพรรคกรีนเป็นกลไก
"ฝ่ายบู๊" สถาบันพัฒนานโยบายสีเขียว นี้ก็คือ "ฝ่ายบุ๋น" โดยทำ
หน้าที่เป็น Think Tank หรือคลังสมองทางด้านนโยบาย ให้กับ
ขบวนการสีเขียวตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับชาติ จนถึงชุมชน
ท้องถิ่น สถาบันแห่งนี้จัดวางบทบาทตนเองให้เป็นสถาบัน
วิชาการซึ่งทำงานศึกษาวิจัยบนพื้นฐานปรัชญาเดียวกันกับพรรค
กรีนกว่า 100 แห่งทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานโยบาย
สาธารณะที่พ้นจากกรอบอันคับแคบของระบบเศรษฐกิจการเมือง
ปัจจุบัน ไปสู่การคำนึงถึงคุณภาพชีวิต, ความสัมพันธ์ในสังคม,
ภูมิปัญญานิเวศ, รวมทั้งมิติด้านจิตวิญญาณของชีวิต ฯลฯ แม้
กรรมการบริหารของสถาบันแห่งนี้ส่วนหนึ่งเป็นนักกิจกรรม
อาวุโสที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับพรรคกรีนในรัฐต่างๆ
ทั้งบางคนยังเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายพรรคกรีนระดับชาติใน
สหรัฐฯ แต่สถาบันแห่งนี้เน้นความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อและ
ไม่ผูกพันอย่างเป็นทางการกับพรรคหรือนักการเมืองคนใด

ตลอดปีที่ผ่านมาสถาบันแห่งนี้ได้ผลิตผลงานออกมาอย่างต่อ
เนื่อง เช่น ในระดับนานาชาติเป็นการวิเคราะห์กรณีฝรั่งเศส
ปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพยุโรป ซึ่งแม้ในกลุ่มพรรค
กรีนยุโรปเองก็ยังมีความเห็นขัดแย้งกัน, ในระดับท้องถิ่น
สถาบันได้ศึกษากรณีเมืองอาร์คาตา ออกเทศบัญญัติห้าม
เจ้าหน้าที่ใช้ช่องว่างที่กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายฉบับ
ใหม่เปิดโอกาสให้ประหารชีวิตผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น สำหรับ
ระดับชาติเป็นผลงานศึกษาวิจัยชิ้นใหญ่เกี่ยวกับนโยบาย
ความมั่นคงของสหรัฐในอนาคตฯ ซึ่งจัดทำโดยอดีตสมาชิก
อาวุโสของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถาบัน
รายงานชิ้นนี้ขยายกรอบการมองประเด็นความมั่นคงให้ครอบ
คลุมถึงวิกฤตการณ์ระบบนิเวศ, ความผันผวนของเศรษฐกิจ
โลก รวมถึงประเด็นความไม่เป็นธรรมทางสังคม ก่อนนำเสนอ
นโยบายความมั่นคงในมิติใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึงการ
ปรับเปลี่ยนบทบาทในระดับนานาชาติของสหรัฐฯอย่างรอบด้าน
งานของสถาบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
แต่ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ผลงานควบคู่กันไป โดยได้
จัดทำเวปไซต์ (www.greeninstitute.net), วารสารรายเดือน,
รวมทั้งจัดพิมพ์พ็อเกตบุค และจัดการประชุมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง


หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวของขบวนการสีเขียว
บทบาทหน้าที่ของสถาบันลักษณะนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง เนื่อง
จากรายงานการศึกษาค้นคว้าบนพื้นฐานความคิดสีเขียว ที่เน้น
มาตรฐานทางวิชาการควบคู่ไปกับการนำเสนอทางเลือก-ทาง
ออก จากกรณีปัญหาต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมที่จะนำไป
ปฏิบัติได้จริง นอกจะเป็นการพัฒนาคุณภาพของขบวนการทั้ง
ฝ่ายพรรคกรีนและองค์กรประชาชนท้องถิ่นแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง
การเผยแพร่ผลงานคุณภาพเหล่านี้ยังจะเป็นการโฆษณาขยาย
แนวร่วมให้กับขบวนการอย่างดียิ่งอีกด้วย สถาบัน-องค์กร
ลักษะนี้จึงนับเป็นต้นแบบอันควรพิจารณา สำหรับการก่อตัวของ
ขบวนการการเมืองทางเลือกในสังคมไทย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 04 เมษายน 2007, 15:27:46 PM »

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์นิเวศวิทยาการเมือง  คลิก -->

http://www.geocities.com/thaigreens

นิเวศวิทยาการเมือง  คลิก ---> http://www.geocities.com/thaigreens/g1.pdf 

วิพากษ์สังคม  คลิก---> http://www.geocities.com/thaigreens/g2.pdf   

มูลเหตุแห่งปัญหา  คลิก ---> http://www.geocities.com/thaigreens/g3.pdf 

หลักสี่ประการ(1)  คลิก --->  http://www.geocities.com/thaigreens/g3.pdf 

หลักสี่ประการ(2)  คลิก --->   http://www.geocities.com/thaigreens/g5.pdf

นโยบายเศรษฐกิจ  คลิก --->  http://www.geocities.com/thaigreens/g6.pdf

นโยบายเกษตร อาหารและวิทยศาสตร์เทคโนโลยี่  คลิก --->   http://www.geocities.com/thaigreens/g7.pdf

ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลง  คลิก ---> http://www.geocities.com/thaigreens/g8.pdf 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01 พฤษภาคม 2007, 14:59:54 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 19 เมษายน 2007, 21:30:45 PM »

ปัญหาทางนิเวศที่หนักที่สุดของประเทศเราคืออะไร

คงมิใช่เรื่องอากาศเป็นพิษจากการเผาป่าที่คนในเมืองกำลังพยายามโยนบาปไปให้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนและชาวดอย

จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหลายส่วนเมื่อหลายวันที่ผ่านมา    ปัญหาขมวดไปที่ "เมืองมีขนาดใหญ่เกินไป"   เมืองที่มีขนาดใหญ่ดึงดูดให้คนจากต่างจังหวัดอพยพเข้าไปอยู่   

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากไอเสียรถยนต์  เบรครถยนต์  ไอเสียจากอากาศยานมากที่สุด    ผสมโรงกับการใช้เครื่องปรับอากาศกันทั่วทุกหัวระแหง

ดังนั้นการแก้ปัญหาควรมุ่งไปที่ "ทำให้เมืองเล็กลง"   

แต่จะทำให้เมืองเล็กลงได้ได้อย่างไร ?
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2007, 14:20:39 PM »

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ECO-EFFICIENCY)
โดย ไชยยศ บุญญากิจ/ พีรพร พละพลีวัลย์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่มา ความสำคัญของนิเวศเศรษฐกิจ 

 
            นิเวศเศรษฐกิจเป็นหลักการที่นำมาใช้เมื่อปี พศ. 2535 โดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก
WORLD BUSINESS COUNCIL FOR SUSTAINABLE DEVELOPMENT (WBCSD)
ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศกว่า 120 บริษัท ที่มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเพื่อ ให้เกิดการพัฒนา
อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ปัจจุบันคำนี้ได้เป็นที่ยอมรับและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
เพื่อเป็นเครื่องมือการจัดการให้ภาคธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

        นิยามของคำว่า ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ(ECO - EFFICIENCY )มีความหมายครอบคลุมดังนี้   
 องค์กรที่มีประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (ECO - EFFICIENCY ) หมายถึง องค์กรที่มีศักยภาพในการผลิต
และการบริการในราคาที่แข่งขันได้โดยสามารถสนองความต้องการของมนุษย์และนำมาซึ่งคุณภาพชีวิต
ในขณะเดียวกันก็สามารถลดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและทรัพยากรธรรมชาติตลอดอายุของผลิตภัณฑ์หรือ
บริการนั้นในระดับที่อย่างน้อยสอดคล้องกับความสามารถรองรับได้ของโลกใบนี้ (CARRYING CAPACITY)
คำว่า ECO มาจาก ECOLOGY กับ ECONOMY คือ นิเวศและ เศรษฐกิจ ดังนั้นคำว่า ECO - EFFICIENCY
จึงเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพทั้งทางนิเวศและเศรษฐกิจควบคู่กันไป
 

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจกับความยั่งยืน

         ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยให้บริษัท และรัฐบาล หรือแม้กระทั่งองค์กรต่างๆ มีแนวทางและ
ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้นเพราะได้คำนึงถึงองค์ประกอบหลักๆ ที่สำคัญ คือ การสร้างสมดุลย์ระหว่างความก้าวหน้าทาง
เศรษฐกิจและการอนุรักษ์ปกป้องรักษาระบบนิเวศไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากโดยยึดหลักการสร้างความมั่งคั่งทาง
เศรษฐกิจด้วยวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

          หลักการนี้จะทำให้บริษัทเพิ่มผลผลิตด้วยการลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยมลพิษมีผลให้บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้อง
ประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ

           ดังนั้นนิเวศเศรษฐกิจนอกจากเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นทิศทางที่ทำให้นโยบายของรัฐที่มุ่งไปสู่
การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีความเป็นไปได้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายในระยะยาวโดยรวมของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและ
เป็นรูปแบบที่ตรวจวัดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

         WBCSD ได้กำหนดแนวทางที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงานด้านนิเวศเศรษฐกิจไว้ 7 ประการ คือ

1.ลดการใช้ทรัพยากร หรือวัตถุดิบ (วัสดุ) ในการผลิตและการบริการ

2.ลดการใช้พลังงานในการผลิตและการบริการ

3.ลดการปลดปล่อยสารพิษ

4.เสริมสร้างศักยภาพการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่

5.ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่หมุนเวียนได้

6.เพิ่มอายุของผลิตภัณฑ์

7.เพิ่มระดับการให้บริการแก่ผลิตภัณฑ์และเสริมสร้างธุรกิจบริการ
......................

อ่านต่อ  คลิกตามลิ้งนี้ครับ

http://sawasdee.bu.ac.th/article/sgl440701.htm

 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2007, 16:14:44 PM »

คัดจาก www.eveningman.wordpress.com/2007/04/01/
 
ภาวะโลกร้อน มนุษย์จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง



มากไปกว่าเรื่องการปฏิวัติทางชนชั้น หรือ Revolotion ในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งพูดถึงการเปลี่ยนแปลงความไม่เป็นธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ระบบทุนนิยมหยิบยื่นให้แล้ว ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญปัญหาใหม่ ที่อาจจะ “ใหญ่” หรือรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า นั่นคือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

หากพูดถึงความซับซ้อนของธรรมชาติแล้ว ก็เกินที่จะมนุษย์จะอธิบายได้ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั่นเอง และที่ผ่านมานอกจากมนุษย์จะเบียดเบียนกันเองแล้ว มนุษย์ยังเบียดเบียนจากธรรมชาติไม่น้อยไปกว่ากัน

หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เราก็เดินหน้าไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่เต็มสูบ โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยิ่งบรรดานายทุนทั้งหลายที่หากไม่เคยใยดีกับการเอารัดเอาเปรียบชนชั้นแรงงานด้วยแล้ว ก็อย่าไปคาดหวังว่าจะใยดีต่อปัญหาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้โลกจึงเผชิญปัญหาใหม่ ที่อาจไม่เคยพบเจอมาก่อนและแทบจะตั้งตัวไม่ทัน เพราะเราไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นเลย

มีบ้างระยะหลัง หลายรัฐเริ่มคำนึงว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้ระบบทุนนิยมเต็มที่ ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาหลักมาตลอดนั้น เป็นการพัฒนาที่ทำลายธรรมชาติและย้อนมาทำลายมนุษย์เอง ทำให้มีการตั้งคำถามถึงทิศทางการพัฒนาเหล่านั้นและเกิดขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อหาทางออกไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยมีการสร้างบรรทัดฐานรองรับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขึ้น การทำโครงการใหญ่ๆ ต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ในหลายประเทศโรงงานต้องเสียภาษีสิ่งแวดล้อม และต้องมีเครื่องมือและกระบวนการแก้ไขปัญหามลพิษที่แต่ละโรงงานสร้างขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อไม่สร้างมลพิษให้เกิดขึ้นแก่สังคม แต่นั่นคงยังไม่พอ..

ผลกระทบที่เห็นชัดและเกิดขึ้นแล้ว ก็คือปัญหาสุขภาพของพลเมืองนั่นเอง กรณีมาบตาพุต กรณีแม่เมาะ กรณีคลิตี้ ฯลฯ ที่ผู้คนล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น ระยอง สมุทรปราการ และสระบุรี ที่มียอดผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจมากที่สุด 3 จังหวัดแรกของประเทศ และในต่างประเทศเอง โรคมินามาตะ ซึ่งเป็นพิษปรอทจากโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีในปี 1959 ก็เป็นปัญหาภาวะมลพิษที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นเอง และเรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นทั่วโลก โดยที่เรา(มนุษย์)เป็นฝ่ายตั้งรับ เพียงเพื่อกำไรหรือนิยามการพัฒนาของคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้นเอง โดยไม่คำนึงว่า เราจะล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติไปมากเท่าไหร่

โลกพัฒนาไปมาก จนเรามีตัวยาใหม่ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพเรากลับแย่ลง ?..

เราเอาเขื่อนไปกั้นกลางแม่น้ำใหญ่ เอามลพิษปล่อยสู่อากาศ สารปรอทปล่อยลงสู่แม่น้ำ คราบเคมีปล่อยลงทะเล แน่นอน เราไม่เห็นผลทันที แต่ทั้งนี้ เพราะความซับซ้อนของธรรมชาติยากเกินกว่ามนุษย์เราจะทำความเข้าใจได้ อย่าลืมว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และความสามารถของมนุษย์ก็มีขีดจำกัด เราไม่สามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่สูง หรือเสียงเงียบ ขณะที่สัตว์อื่นได้ยิน สรรพสิ่งจึงมีภาวะอิงแอบอาศัยกันอยู่ แต่ที่ผ่านมามนุษย์ไม่เคยตระหนักและเคารพธรรมชาติ..

เอาง่ายๆ แค่สูตรเคมี ปฏิกริยาทางเคมีเมื่อผสมกันก็จะกลายเป็นสสารอีกชนิดหนึ่ง เช่น น้ำ มีสูตรเคมีคือ H2O ซึ่งคือโมเลกุลของน้ำที่ประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจนผสมกับอะตอมของอ๊อกซิเจน และหากมีสารอื่นมาผสมมันก็กลายเป็นอีกสสารหนึ่ง รวมถึงในอากาศธาตุนี้ก็เช่นกัน อาจจะไม่ใช่แค่เราตัดต้นไม้หรือปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซฟลูออโรคาร์บอนหรือที่เรียกว่าซีเอฟซี ไปทำลายโอโซนจนโลกร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เราไม่มีวันรู้ว่าในแต่ละวันๆ ที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารเคมีต่างๆ สู่ชั้นบรรยาการโลก เป็นร้อยเป็นพันชนิดในแต่ละวันนั้น มันได้ทำปฏิกิริยาเคมีอะไรกันบ้าง และธรรมชาติถูกคุกคามไปแล้วมากน้อยเพียงใด ศักยภาพมนุษย์อาจจะไม่สามารถหยั่งรู้

และภายใต้การเบียดเบียนเหล่านั้น วิกฤติธรรมชาติก็เกิดขึ้นแล้ว สึนามิ แผ่นดินไหว โลกร้อน น้ำทะเลหนุนสูง.. น้ำท่วม .. สภาวะอากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ฯลฯ

แม้ว่าความคิด “สีเขียว” หรือนิเวศน์วิทยาการเมืองจะเริ่มได้รับความสนใจ แต่หากขบวนการสิ่งแวดล้อมโลกไม่เข้มแข็งและลุกขึ้นสู้ต่อต้านวิกฤติสิ่งแวดล้อมกันอย่างพร้อมเพรียงในวันนี้ “วิกฤติ” อันรุนแรงที่สุดที่มนุษย์ไม่เคยพบพานอาจจะมาถึงในไม่ช้านี้ก็ได้..

เพราะแค่ที่ผ่านมา น้ำท่วมกรุงเทพฯ ภาคกลางและที่อื่นๆ ไม่ใช่เพราะฝนตกมากเกินไป แต่เพราะน้ำทะเลหนุนสูงอันมาจากวิกฤติธรรมชาติที่มนุษย์ทำลาย และอีกไม่ถึง 20 ปี หากเราไม่ได้ทำอะไรสักอย่างในวันนี้ เราจะเผชิญกับวิกฤตินั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เพียงแค่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมโลกก็บอกเราว่า.. น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายอันเนื่องมาจากโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลจะหนุนสูง หลายแผ่นดินอาจจะถูกท่วมหาย แผ่นดินที่เคยหนาวก็จะร้อน มนุษย์จะล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้จะหนีไปที่สูงก็ไม่พ้น อันเนื่องมาจากวิกฤติ “สิ่งแวดล้อม” อันรุนแรงเกินคาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นนี้

และจากภาวะโลกร้อนมากขึ้นๆ ในที่สุด..น้ำทะเลก็จะกลายเป็นไอ และจะลอยไปคลุมปิดชั้นบรรยากาศจนหนาแน่น..

จากร้อนจัดจะกลายเป็นหนาวจนสุดขั้ว โลกเราจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งในที่สุด..
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2007, 16:21:16 PM »

ลิ้งภาวะโลกร้อนอีกอันที่น่าสนใจ  คลิก -->

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X5357989/X5357989.html

ผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน  คลิก -->

http://www.howproductsimpact.net/box/thaiversion/impactassessments/impactassessmentsglobalwarming.htm 

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

Zickr! - ภาวะโลกร้อนเปิด บล็อกรักโลก ที่จะรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ Global Warming ภาวะโลกร้อน พร้อมกับนำเสนอ กิจกรรมต่างที่ เกี่ยวกับการช่วยโลกใบนี้! ... คลิก --->

http:// www.zickr.com/tag/ภาวะโลกร้อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 พฤษภาคม 2007, 17:00:09 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2007, 16:34:40 PM »

ภาวะโลกร้อน-ระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
20 ธันวาคม 2549


ตัดต่อและเรียบเรียงจาก “CARBON CREDIT โลกสีดำจาก พิธีสารเกียวโต” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร a day weekly ฉบับที่ 043 ประจำวันที่ เขียนโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
เรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์

ความย่อ : พิธีสารเกียวโต อนุสัญญาที่โลกและนักสิ่งแวดล้อมร่วมกันเฉลิมฉลองในฐานะการร่วมมือสู่โลกใบสะอาดและปลอดภัยไปเมื่อปี 47 ที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพียงมายาภาพในโลกทุนนิยม เมื่อกลไกและกระบวนการเพื่อลดการใช้ก๊าซเรือนกระจก กลับกลายเป็นสินค้าเพื่อการซื้อขาย ในชื่อเรียกว่า ‘คาร์บอนเครดิต’ แต่หากโลกใบนี้พูดได้ อาจตอบได้คำเดียวสั้น ๆ ว่า สิ้นหวัง

 

 
 


“ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลาย มหาสมุทรร้อนขึ้นระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลบางลง ชั้นดินเย็นแข็งคงตัวละลาย เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ทะเลสาบเล็กลง หิ้งน้ำแข็งพังทลาย ทะเลสาบจับตัวเป็นน้ำแข็งช้าลง แห้งแล้งยาวนาน ธารน้ำในเขตภูเขาเหือดแห้ง ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วขึ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงช้าลง ต้นไม้ออกดอกเร็วขึ้น ช่วงเวลาอพยพเปลี่ยนแปลง ถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป นกทำรังเร็วขึ้น โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม ปะการังฟอกขาว การทับถมของหิมะลดลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหายไป พืชและสัตว์ต่างถิ่นรุกราน แนวชายฝั่งสึกกร่อน ป่าในเขตภูเขาสูงแห้งแล้ง อุณหภูมิในเขตละติจูดสูงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว…เกิดอะไรขึ้นกับโลกกันแน่”

นี่เพียงแค่บทเกริ่นนำของบทความไตรภาค “มหันตภัยแห่งอนาคต: สัญญาณเตือนภัยจากปรากฏการณ์โลกร้อน” ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค ชี้ให้เห็นภาวะโลกร้อนที่มีมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญ

และในขณะนี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในธรณีกาล กลับใช้เวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้นเอง

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก พยายามชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ผิดปกติ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักในปัญหาที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อ โดยเฉพาะการบริโภคแบบ ‘สุด สุด’ ที่ทำให้ต้องขุดพลังงานฟอสซิลทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินขึ้นมาใช้ อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะเรือนกระจก และเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้

ด้าน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือสูงมาก และหากไม่ถึงขั้นวิกฤต คงไม่ออกมาเตือนว่า สภาพอากาศของ พ.ศ. 2546 ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียมีความเลวร้ายอย่างน่าตระหนก สภาพอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีทั้งที่อุณหภูมิที่สูงสุดและต่ำสุด ปริมาณฝนมากที่สุด และเกิดพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลาย ๆ ส่วนของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

เช่นเดียวกับรายงานลับที่เพนตากอนส่งถึงประธานาธิบดีบุช เมื่อต้นปี 2547 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกในอีก 20 ปีนับจากนี้จะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของโลกยิ่งกว่าภัยจากการก่อการร้าย จะคร่าชีวิตผู้คนหลายล้านทั้งจากภัยธรรมชาติและสงครามเพื่อความอยู่รอด เมืองใหญ่ในยุโรปจะตกอยู่ในสภาวะอากาศแบบไซบีเรีย หลายเมืองสำคัญที่อยู่ริมฝั่งน้ำจะจมน้ำ เกิดความแห้งแล้งและอดอยาก จนนำไปสู่การจลาจลและสงครามในที่สุด

กระนั้น คำเตือนของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้ง 2 ชิ้น ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย 2 ประเทศมหาอำนาจที่ใช้พลังงานมากที่สุดในโลก คือรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลกเปลี่ยนท่าที

 


พิธีสารเกียวโต: ความหวังครั้งใหม่?

ภายหลังการลงนามในอนุสัญญา ให้มีผลบังคับใช้ของพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change, UNFCCC) หลังจากที่เจรจายาวนานกว่าค่อนทศวรรษ

ศรีสุวรรณ ควรขจร เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์การเจรจานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ระบุว่า “ชาวโลกยังคาดหวังมันเกินฐานะที่เป็นจริง”

จากความมุ่งหวังอย่างยิ่งยวดที่จะให้ทุกประเทศต้องร่วมรับผิดชอบลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ แต่เป้าหมายกลับต่ำเตี้ยเพียงว่า ในช่วงที่หนึ่ง (ภายในปี 2555) กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนมากปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาแต่ครั้งปฏิวัติอุตสาหกรรม จนถึงปัจจุบันนานนับศตวรรษ จะต้องเป็นผู้นำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงเพียง 5.2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ตนปล่อยในปี 2533 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่กี่ทศวรรษมานี้ ค่อยไปร่วมรับผิดชอบลดการปล่อยในช่วงที่สอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อไร

ทั้งที่ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีข้อสรุปกันมาหลายปีก่อนการประชุมสุดยอดทางสิ่งแวดล้อม ได้ระบุว่า หากมนุษยชาติจะหลีกเลี่ยงหายนะภัยทางสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกให้ได้นั้น ปริมาณการปล่อยต้องลดลงถึง 70-80% ไม่ใช่เพียงแค่ 5-6 % และต้องดำเนินการโดยเร็ว คือภายใน 1 - 2 ปีนี้ ไม่ใช่ค่อย ๆ ลดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

แต่หลายปีที่ผ่านมา “ในการเจรจาต่อรองที่กลุ่มประเทศต่าง ๆ ต้องชิงไหวชิงพริบเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน โดยประเทศอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยความเหนือกว่า (ประเทศกำลังพัฒนา) ในกระบวนการเจรจาต่อรอง บวกกับอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมสูง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ที่เริ่มเข้ามาครอบงำกระบวนการของการประชุม”

ผลที่ได้คือ เนื้อหาในพิธีสารที่อ่อนปวกเปียก และมองประเด็นการสร้างภาระต่อบรรยากาศที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ว่าเป็นเรื่องชอบธรรม เพราะเขา ‘รวย’ เขาจึงมี ‘สิทธิ’ ทำได้ นั่นคือ อนุญาตให้ใครจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ก็ได้ ตราบเท่าที่เขาสามารถไปซื้อ ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่เกิดจากการดูดกลับคาร์บอนด้วยวิธีการบางอย่าง หรือที่ในพิธีสารเรียกว่า กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เช่น การปลูกต้นไม้ซึ่งอ้างว่าจะดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปเป็นเนื้อไม้หรือใบไม้ ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินอยากจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันต่อปีก็ปล่อยไป ตราบเท่าที่โรงไฟฟ้านั้นปลูกต้นไม้หลายพันต้น

วิธีการที่ว่านี้ไม่เพียง ‘ไม่แก้ปัญหา’ แต่ยังเพิ่ม ‘ความอยุติธรรม’ ด้วยการปล่อยให้ประเทศและคนที่ใช้พลังงานอย่างบ้าคลั่งลอยนวล โดยไม่ได้สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคว่า เขาต้องลดการใช้พลังงาน หากต้องการเห็นโลกดีขึ้น เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า แต่การปลูกต้นไม้นี้กลับนำไปสู่ปัญหาเรื่องการยื้อแย่งที่ดินและน้ำ โดยเฉพาะในประเทศซีกโลกใต้

ในเมื่อประเทศรวยอยาก ‘ผลาญ’ ต่อ ประเทศยากจนก็อยากได้เงินจากการขายคาร์บอนเครดิต สิ่งที่เราจะเห็นในไม่ช้าก็คือ รัฐบาลประเทศที่จ้องจะขายคาร์บอนเครดิตจะไล่คนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นออกจากแผ่นดินของตัวเอง ตัดป่าธรรมชาติเพื่อสร้างสวนป่าด้วยไม้ตัดต่อพันธุกรรม ระบบนิเวศถูกตัดตอนลดความซับซ้อน ความหลากหลายทางชีวภาพถูกทำลาย ฯลฯ

 

Carbon Trade Fair

“คาร์บอนกำลังจะเป็นสินค้าสุดฮอตในตลาดโลก และจะเป็นสินค้าที่มีตลาดใหญ่ที่สุดด้วย” นี่จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ที่เกินเลยจากความเป็นจริง ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมเกี่ยวเนื่องกับสาระของพิธีสารเกียวโตหลายครั้ง ต่างบรรยายความรู้สึกตรงกันว่า ไม่ใช่เวทีประชุมเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นมหกรรมแสดงสินค้าที่เรียกว่า ‘คาร์บอน’ หรือ Carbon Trade Fair มากกว่า

กลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ต่างคุยว่า ด้วยโครงการปลูกป่าเพื่อ ‘คาร์บอนเครดิต’ จะเป็นการเพิ่มการลงทุนในชนบท ซึ่งสามารถช่วยลดความยากจนได้ ผู้อ่านลองไปดูกันเลยดีกว่าว่า ‘การหากินกับอากาศ’ ครั้งนี้ ใครได้ประโยชน์กันบ้าง

บรรษัทอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนมีพฤติกรรมและการลงทุนผูกติดอยู่กับการทำเหมืองและการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิล พยายามขวางไม่ให้ตัวแทนสหรัฐผูกมัดตัวเองเข้ากับการลดการปล่อยแม้เพียงปริมาณน้อยนิด โดยในการเจรจาพิธีสารเกียวโต บรรดาบรรษัทเหล่านี้สั่งให้ตัวแทนสหรัฐและประเทศร่ำรวยอื่น ๆ ยืนยันที่จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน คือการยอมให้มีการแลกเปลี่ยนค้าขายสิทธิหรือเครดิตในการปล่อยได้ เพื่อเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดให้ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาให้เหตุผลว่า อย่างน้อยนี่จะเป็นการถ่วงเวลาหรือหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำธุรกิจ

บริษัทผลิตไฟฟ้า มองการปลูกป่าว่า เป็นวิธีการราคาถูก และง่ายที่จะโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้บริโภคเห็นว่า พวกเขากำลังลดอยู่ คณะกรรมการผลิตไฟฟ้าของเนเธอร์แลนด์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในการดำเนินโครงการปลูกป่าไม้ซุงในรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย และการปลูกป่าสนและยูคาลิปตัสในเทือกเขาแอนดีสของเอกวาดอร์ โตเกียวอีเล็คตริคพาวเวอร์กำลังปลูกต้นไม้ในนิวเซาธ์เวลส์ ดีทรอยท์เอดิสันกำลังทำในอเมริกากลาง และซาสก์พาวเวอร์ของแคนาดากับแปซิฟิกพาวเวอร์ของออสเตรเลียก็กำลังทำอยู่ในประเทศของตัวเอง (อย่าไปถามว่าพวกนี้ได้ที่ดินในการปลูกป่ามาอย่างไร พวกเขาทำลายป่าธรรมชาติก่อนสร้างสวนป่าหรือไม่ และมีผลกระทบอะไรบ้าง)

บริษัทพลังงาน ขาใหญ่อีกราย พวกเขายืนยันที่จะผลาญพลังงานต่อไป โดยหวังไถ่บาปด้วยการปลูกป่าแทน บริษัทอเมริกันที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เซ็นสัญญามูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐกับคอสตาริกา ที่จะจ้างชาวนาให้ปลูกต้นไม้และดูแลเป็นเวลา 15-20 ปี อเมราดาแก๊สกำลังจะได้รับยี่ห้อ ‘Climate Care’ จากการปลูกป่าที่อูกันดา, ซันคอร์อีเนอร์จี (บริษัทขุดเจาะ กลั่นและขายน้ำมันของแคนาดา) วางแผนที่จะร่วมกับเซาเธิร์นแปซิฟิกปิโตรเลียมและเซ็นทรัลแปซิฟิกมิเนอรัลส์ในโครงการปลูกต้นไม้พื้นเมืองมากกว่า 180,000 ต้นในรัฐควีนส์แลนด์เพื่อ ’ชดเชย’ กับคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะปล่อยออกมาในอนาคต

บริษัทรถยนต์ หวังได้ภาพลักษณ์สีเขียวโดยการปลูกต้นไม้ ในอังกฤษ ลูกค้าที่ซื้อรถมาสดารุ่นเดมิโอจะได้โบนัสพิเศษ คือบริษัทจะปลูกต้นไม้ 5 ต้นเพื่อ ‘ชดเชย’ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะรถปล่อยออกมาในปีแรก ดังนั้นลูกค้ามีสตางค์ก็ไม่เพียงแต่มีส่วนในการขุดเจาะ กลั่นน้ำมัน ทำเหมืองโลหะกับช่วยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการไล่รื้อที่ดินเพื่อใช้ในการปลูกป่าที่พวกเขาอาจไม่เคยได้เห็นอีกด้วย

บริษัทนายหน้าและธนาคาร คาดหวังที่จะได้ค่าคอมมิสชั่นจากการเป็นนายหน้าตามตลาดคาร์บอนที่จะเปิดในชิคาโก ลอนดอนกับซิดนีย์ องค์กรอย่างสหพันธ์กักเก็บคาร์บอนนานาชาติและอเมริกันฟอร์เรสท์ก็กำลังวางแผนการตลาดค้าคาร์บอนเครดิต ธนาคารอย่างยูเนียนแบงก์ของสวิตเซอร์แลนด์ก็กำลังรอปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการปลูกป่า

บรรดานักวิชาการเพื่ออุตสาหกรรม แนวโน้มต่าง ๆ เหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้มีการตั้งสถาบัน สร้างงานและเกียรติยศให้กับมืออาชีพจำนวนมากมายที่อยากทำวิจัย รับรอง และบริหารโครงการปลูกป่า บริษัทที่ปรึกษาต่าง ๆ สามารถกอบโกยผลประโยชน์ในการตรวจสอบและรับรองโครงการเหล่านั้น

องค์กรโลกบาล วางแผนที่จะกอบโกยจากการค้าคาร์บอน โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการเมืองที่มีอยู่ในมือ ยกตัวอย่าง ธนาคารโลกหวังประโยชน์ 2 ทางจากการสนับสนุนการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศกำลังพัฒนา แล้วก็คอย ‘เก็บกวาด’ ทีหลังจากโครงการปลูกป่า แล้วก็ยังใช้เงินทุนสนับสนุนจากบริษัทไฟฟ้ากับรัฐบาลยุโรปเหนือเพื่อพัฒนา ‘กองทุนคาร์บอนต้นแบบ’ (Clean Development Fund-CDF) ที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ ‘ตลาดก๊าซเรือนกระจกของโลก’ และมีโครงการต่าง ๆ สำหรับประเทศทางใต้อยู่เต็มมือ โดยวางแผนจะผลักดันให้มีธนาคารคาร์บอนหรือตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนขึ้นมา อีกทั้งในเอกสารลับยังระบุว่า จะกินหัวคิว 5 เปอร์เซ็นต์ จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

นักทำไม้อาชีพ เล็งผลเลิศจากการกลับมาบูมของการปลูกป่าคราวนี้ว่า เป็นหนทางที่จะยกระดับอาชีพที่อยู่ชายขอบและต่ำต้อยทางการเมืองของตนให้มีความสำคัญและรุ่งเรืองขึ้นมาได้ เช่น สมาคมป่าไม้อเมริกันก็เสนอทันทีว่า จะปลูกต้นไม้ 100 ล้านต้นเพื่อบรรเทาปัญหา ที่นอร์เวย์ บริษัทป่าไม้ทรีฟาร์มส์ได้ประกาศโครงการปลูกสนโตเร็วและยูคาลิปตัสบนเนื้อที่ 150 ตารางกิโลเมตรของทุ่งหญ้าในแทนซาเนีย บริษัทอ้างว่าภายในปี 2553 โครงการนี้จะเก็บคาร์บอนได้มากกว่าหนึ่งล้านตัน

นักวิจัยวิศวกรรมพันธุศาสตร์ ก็ยังคาดหวังที่จะมีลู่ทางการงานในตลาดปลูกป่าด้วย เพราะอุตสาหกรรมคาร์บอนที่กำลังโตอยากได้ต้นไม้ดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารลิกนินสูงเพื่อต้นไม้จะได้อยู่นานขึ้น (แต่อาจต้องตบตีกับอุตสาหกรรมกระดาษที่อยากได้ไม้ดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารลิกนินต่ำ)

นักวิชาการ จากสถาบันอย่างมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์กกับมหาวิทยาลัยฟลอริดาก็กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการหาวิธีรับรองและตรวจสอบการดูดซับคาร์บอน หรือแม้แต่นักวิชาการไทยด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า “หากประเทศไทยรับโครงการ CDM แต่ละหน่วยงานจะต้องไปหาซื้อเซฟใหญ่มาเก็บเงินที่จะไหลมาเทมา”

เจ้าหน้าที่รัฐในประเทศซีกโลกเหนือ (อุตสาหกรรม) หลายประเทศก็พากันตามกระแสอย่างขมีขมัน อย่างรัฐบาลออสเตรเลียหวังว่าการตั้งตลาดต่อรองเรื่องใบอนุญาตการปล่อยกับคาร์บอนเครดิตจะกระตุ้นเศรษฐกิจ, รัฐมนตรีเกษตรของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ก็ตื่นเต้นกับ ‘อุตสาหกรรมพลวัตใหม่’ ซึ่งจะสร้างงานในพื้นที่ปลูกป่าใหม่ ๆ นับล้านเฮกตาร์ เงินบางส่วนจะมาจากบริษัทผลิตไฟฟ้าญี่ปุ่น

รัฐบาลประเทศทางใต้ หลายประเทศก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะแข็งขืนกระแสการปลูกป่าได้ อาร์เจนตินาก็คิดว่าจะได้เงินปีละ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการ ‘ดูแลรักษาป่าที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์’ ซึ่งปลูกด้วยเงินลงทุนต่างชาติ 4 พันล้านเหรียญบนพื้นที่ 10 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า รัฐมนตรีประเทศแอฟริกันราว 26 คนได้เรียกร้องให้มีกองทุนพิเศษเพื่อเตรียมการงานบริหารจัดการ

เอ็นจีโอบางกลุ่ม ซึ่งตั้งตัวเองเป็นนายหน้าคาร์บอนและผู้เชี่ยวชาญการดูดซับคาร์บอน ก็หวังว่าจะได้การยอมรับจากผู้สนับสนุนหรือเพื่อนพ้องในรัฐบาลและธุรกิจว่าเป็น ผู้สนับสนุนแนวทาง ‘ตลาดเสรี’ ที่กำลังเป็นกระแสหลักในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนกองทุนปกป้องสภาพแวดล้อมกับพันธมิตรป่าฝนได้ร่วมกับ Forestry Research Institute ในการช่วยตรวจสอบบัญชีโครงการป่าคาร์บอนของซัน คอร์ปอเรชั่นในอเมริกากลางและที่อื่น ๆ

เอ้า...เอากันซะให้พอ

 

ภาวะโลกร้อน ภาวะสิ้นหวัง

ขณะที่คนบางกลุ่มกำลังหากินกับภาวะโลกร้อนอย่างขมีขมัน โลกไม่ได้อยู่เฉยให้พวกเขากอบโกย เพราะ “ระเบิดเวลาทางนิเวศกำลังเดินต่อไป” จากหนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนท์ ของอังกฤษ รายงานว่า ได้ถึงภาวะนับถอยหลังเข้าสู่หายนะอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยโลกอาจเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถกลับตัวได้ ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี นี่ไม่ใช่คำทำนายของนอสตาดามุส แต่เป็นรายงาน ‘การเผชิญความท้าทายของสภาพอากาศ’ ผลงานร่วมของ 3 สถาบันคือ สถาบันเพื่อการวิจัยนโยบายสาธารณะของอังกฤษ ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา และสถาบันออสเตรเลีย รายงานระบุว่า จุดอันตรายจะส่งสัญญาณเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 1750 ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ขณะที่ในปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยได้สูงขึ้นจากช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว 0.8 องศา และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลที่จะเกิดตามมาจากการเพิ่มขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้อาจรวมถึงความล้มเหลวทางการเกษตร ความแห้งแล้งครั้งใหญ่ ตลอดจนโรคระบาดชุกชุม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และป่าไม้แห้งตาย ผนวกกับข่าวร้าย พืดน้ำแข็ง (ice sheet) ขนาดมหึมาในด้านตะวันตกของแอนตาร์กติก มีมวลน้ำแข็งถึง 3.2 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร ที่กำลังสูญเสียเสถียรภาพ ซึ่งหากละลายทั้งหมด จะยกระดับน้ำทะเลทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 16 ฟุต หรือ 4.8 เมตร และหากรวมกับน้ำแข็งที่กรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือที่กำลังหลอมละลายอย่างรวดเร็ว จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นอีก 20 ฟุต หรือ 5-6 เมตร รวมเหนือใต้แล้วอาจทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 12 เมตร

ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนรวมทั้งนักรณรงค์ปัญหาภูมิอากาศ...สิ้นหวัง ซึ่ง ผศ.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยามหิดล ถอนหายใจเมื่อได้ยินคำถามว่า จากภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เราจะทำอย่างไรกันดี

“หากคุณมาถามคำถามนี้กับผมเมื่อ 10 ปีก่อน ผมอาจจะยังมีคำตอบให้ แต่ขณะนี้ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เราหลีกเลี่ยงหายนะเหล่านี้ไม่ได้ มันเกิดจากการใช้ชีวิตของเรานี่เอง.”

""""""""""""""""""""""""""""""""""

หากอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ในกูเกิ้ล  พิมพ์คำว่า  "ภาวะโลกร้อน"  จะมีข้อมูลอีกมหาศาล
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2007, 14:04:17 PM »

คัดจากโพสต์ทูเดย์

‘กรีนพีซ’แนะอุตฯภารต ใส่ใจปัญหาอีเวสต์เพิ่มขึ้น

สำนักข่าวตปท. — นักสิ่งแวดล้อมเรียกร้องภาคอุตสาหกรรมอินเดียหันมาใส่ใจการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นักสิ่งแวดล้อมได้เรียกร้องให้บรรดาผู้ผลิตในอินเดียหันมาจัดการเกี่ยวกับปัญหาการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า “อี-เวสต์” มากขึ้น


ทั้งนี้ ชนชั้นกลางในอินเดียกว่า 300 ล้านคน ได้หันมาบริโภคสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือด ส่งผลให้ราคาของสินค้าลดลงและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าดังกล่าวได้มากขึ้น


วินุตา โกปัล โฆษกของกรีนพีซ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชั้นนำของโลก ประจำอินเดีย กล่าวว่า ปริมาณการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนที่ใช้ภาคการผลิตและคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น


“สินค้าเหล่านี้ทำจากสารเคมีที่เป็นอันตราย และถ้าภาคอุตสาหกรรมมีส่วนในการรับผิดชอบและรัฐบาลไม่เป็นแกนนำในการแก้ปัญหาดังกล่าว จะส่งผลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้กระทบต่อชาวอินเดีย” โกปัล กล่าว


อินเดียซึ่งมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ปีละ 1.46 แสนตัน ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการแก้ปัญหาการกำจัดขยะดังกล่าว ทว่า เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลกรุงนิวเดลีได้มีการออกกฎหมายต่อต้านมลพิษ ระยะเวลา8 ปี เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศ


นอกจากนี้ บอร์ดควบคุมสิ่งแวดล้อมกลางของอินเดีย ยังได้ดำเนินการศึกษาเพื่อเตรียมจัดทำเอกสารแนวทางสำหรับการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์


อย่างไรก็ดี บรรดานักสิ่งแวดล้อมได้เรียกร้องให้รัฐบาลและกลุ่มอุตสาหกรรมอินเดียได้หันมาให้ความสำคัญและมีมาตรการสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าวมากขึ้น


“เพียงแค่การจัดทำเอกสารเพื่อแนะนำนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่เราต้องการคือนโยบายที่ชัดเจนและมาตรการในด้านรีไซเคิล สาธารณูปโภคในด้านการจัดการขยะ และการลงทุนในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้น” ราจิบ อาการ์วัล ผู้อำนวยการที่ประชุมสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสารพิษ กล่าว
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2007, 16:36:33 PM »


สำหรับผู้ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน  โปรดดูข่าวนี้ 
และปีนี้คงจะมีตามมาอีกหลายแห่ง  .......

แพร่ – น้ำป่าหลากท่วม 2 หมู่บ้านในอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ราษฎรเดือดร้อน และบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายร้อยหลังคาเรือน ฝายกั้นน้ำพัง 3 จุด ล่าสุดทางจังหวัดเรียกประชุมด่วนหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นทหารกองพันทหารม้าที่ 12 ลงพื้นที่แล้ว พร้อมเตรียมขอทางเรือนจำส่งนักโทษเพิ่มอีก ด้านสาธารณสุขจังหวัดหวั่นโรคระบาด สั่งงดกินและใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติชั่วคราว เผยสถานการณ์ยังน่าห่วงอีกหลายอำเภอยังเสี่ยงน้ำป่า
       
       รายงานจากจังหวัดแพร่ แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.วันนี้ (14 พ.ค.) ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากลำห้วยแม่พูน เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 10 บ้านนาพูน ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ จำนวน 200 หลังคาเรือนโดยน้ำป่าได้ไหลเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำสูงกว่า 1.50 เมตร และท่วมอยู่นานประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะลดระดับลง เป็นผลให้ฝายในลำห้วยแม่พูนจำนวน 3 แห่งที่สร้างเสร็จใหม่ ด้วยงบประมาณของ อบจ.แพร่ พังเสียหายทั้งหมด มีกิ่งไม้ไหลเข้ามาในหมู่บ้านกีดขวางทางจราจรจนไม่สามารถใช้เส้นทางได้
       
       นอกจากนั้น ยังพบทรัพย์สินและรั้วบ้านของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้เสียชีวิต
       
       โดยหลังเกิดเหตุ นายสมชัย หทยตันติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นายวัฒนา กีรกะจินดา นายช่างชลประทานจังหวัดแพร่ และนายแพทย์ ปรีดา ดีสุวรรณ สาธารณสุขจังหวัดแพร่ นำกำลังทหาร 50 นาย จากกองพันทหารม้าที่ 12 ได้ลงพื้นที่และเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
       
       ล่าสุด ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมด่วนในเช้าวันนี้ (14 พ.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดแพร่ เพื่อทบทวนแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมโดยเร่งด่วน ซึ่งได้ขอให้ทางเรือนจำจังหวัดแพร่ ส่งกำลังนักโทษเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยกันเก็บเศษต้นไม้ออกจากสะพานที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่มาติดอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะมีการตั้งจุดช่วยเหลือด้านน้ำและอาหาร และสำรวจความเสียหายเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วต่อไป
       
       ขณะที่ชลประทานจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุชลประทานจังหวัดแพร่ได้เข้ามาดูในทันที ซึ่งพบว่ามีฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ใน ต.นาพูน มีน้ำป่าไหลหลากมาตาม 2 ลำห้วยใหญ่ คือ ลำห้วยแม่พูน จุดเกิดเหตุ และลำห้วยแม่สิน ซึ่งในจุดเกิดเหตุที่น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรนั้น เกิดจากน้ำมีปริมาณมากในช่วงต้นน้ำลำห้วยแม่พูน ขณะที่ลำห้วยสาขา
       
       ได้แก่ ห้วยวัว ห้วยปงเหนือ ห้วยไก่ขัน ห้วยวังฆ้อง มีปริมาณน้ำจำนวนมากเช่นกัน จึงไหลเข้าท่วมบ้าน ทั้งนี้ ชาวบ้านมีแนวทางในการพัฒนาลำห้วย แต่ยังไม่มีการบรรจุเข้าแผน ซึ่งในห้วยต่างๆ ต้องหาทางชะลอน้ำให้ได้เนื่องจากไม่มีป่ารองรับอีกต่อไปแล้ว
       
       ด้าน นายแพทย์ ปรีดา ดีสุวรรณ สาธารณสุขจังหวัดแพร่ แสดงความเป็นห่วงว่าห้องส้วมที่ถูกน้ำท่วมอาจจะเป็นผลให้มีเชื้ออีโครไลน์ ที่ออกมาปะปนอยู่ในแหล่งน้ำ พื้นที่การเกษตร ซึ่งจะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร อุจจาระร่วง รวมทั้งโรคฉี่หนู ขณะเดียวกัน โรคไข้เลือดออกก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยช่วงนี้ประชาชนต้องงดใช้น้ำจากธรรมชาติ ซึ่งทางจังหวัดจะต้องส่งน้ำเข้าไปช่วยเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการเกิดโรคระบาด
       
       สำหรับสถานการณ์น้ำป่าในจังหวัดแพร่นั้น รายงานข่าวระบุว่ายังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะในพื้นที่เคยถูกน้ำท่วม และหมู่บ้านตามหุบเขาที่ถือเป็นจุดอันตรายใน อ.สูงเม่น อ.เด่นชัย อ.เมือง อ.วังชิ้น อ.ลอง อ.ร้องกวาง และ อ.สอง ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่า โดยขณะนี้ทุกพื้นที่ยังไม่มีเครื่องมือเตือนภัยแต่อย่างใด ทำให้ชาวบ้านยังคงต้องพึ่งพากันเองเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน


.....................................................................


พายุไซโคลนโผล่อ่าวเบงกอล ชี้ทุกภาคมีฝนตกหนัก
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2550 11:21 น.
 
 
       กรมอุตุฯ เผยดีเปรสชันในอ่าวเบงกอลแปลงร่างเป็น “ไซโคลน” แล้ว เตือนทั่วทุกภาคของประเทศฝนตกหนักหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน
       
       กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัย “พายุไซโคลนในอ่าวเบงกอล” ฉบับที่ 1 ว่า เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (14 พ.ค.) พายุดีเปรสชันในอ่าวเบงกอลตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน มีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกของกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า อยู่ห่างประมาณ 550 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 16.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 91.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางเหนือค่อนตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นประเทศพม่าในระยะต่อไป ส่งผลให้ร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก กับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น
       
       ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนชุกกับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะบริเวณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี ระมัดระวังอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน
       
       สำหรับชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังการเดินเรือ เรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในระยะ 2-3 วันนี้
 
 
....................................................................


 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2007, 17:25:41 PM »

คัดจากคมชัดลึก

โพลล์ชี้คนเมืองรู้จักโลกร้อน เชื่อเศรษฐกิจพอเพียงช่วยได้
22 กรกฎาคม 2550 13:31 น.



ศูนย์วิจัยเอแบคฯ เผยผลสำรวจประชาชนเมืองรับรู้และเข้าใจเบื้องต้นเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ยังต้องการข้อมูลการป้องกันปัญหาเพิ่มเติม ทั้งนี้กว่าร้อยละ 81 เชื่อว่าการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถช่วยให้ปรับตัวรับปัญหาได้

(22 ก.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “สำรวจความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่อสภาวะโลกร้อน และผลกระทบต่อประเทศไทย” กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกระดับชั้นของสังคมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ได้สำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในกลุ่มตัวอย่าง 1,281 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 97.7 เคยได้ยินเกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน และร้อยละ 72.0 ทราบว่าภาวะโลกร้อนคืออะไร มีเพียงร้อยละ 2.3 ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่ส่วนใหญ่คือร้อยละ 84.8 ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดและป้องกันภาวะโลกร้อน

เมื่อสอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน พบว่า ร้อยละ 30.1 ระบุว่า ภาวะโลกร้อนคืออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ร้อยละ 19.1 ระบุสภาพอากาศแปรปรวนไม่ตรงตามฤดูกาล ร้อยละ 18.5 ระบุมีมลพิษทางอากาศมากเกินไป ร้อยละ 15.2 ระบุมนุษย์นำพลังงานมาใช้มากเกินไป ร้อยละ 13.2 ระบุเกิดภาวะเรือนกระจก ร้อยละ 3.9 ระบุการละลายตัวของน้ำแข็งที่ขั้วโลก ตามลำดับ ทั้งนี้ ร้อยละ 98.4 เห็นว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยร้อยละ 86.4 กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดรุนแรง เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ แผ่นดินทรุดต่ำ รองลงมาคือร้อยละ 80.2 กังวลต่อที่ทำกินของประชาชนลำบากขึ้น ร้อยละ 75.7 กังวลต่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง ร้อยละ 74.8 กังวลต่อเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ร้อยละ 73.6 กังวลต่อระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เช่น ไฟฟ้า เส้นทางคมนาคม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเปรียบเทียบระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม พบว่า ประมาณ 2 ใน 3 คือร้อยละ 67.1 ระบุภาคอุตสาหกรรมเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่า ร้อยละ 9.7 ระบุภาคเกษตรกรรมเป็นต้นเหตุมากกว่า และร้อยละ 23.2 ระบุว่าเป็นต้นเหตุเท่า ๆ กัน ทั้งนี้ ร้อยละ 25.3 แนะนำให้รณรงค์ลดใช้พลังงาน ร้อยละ 19.6 อยากให้รณรงค์ให้ทุกหน่วยงานและประชาชนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ร้อยละ 16.6 อยากให้มีการรณรงค์ปลูกต้นไม้ และร้อยละ 15.0 ระบุให้ออกกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับวัสดุที่เป็นมลพิษและย่อยสลายยาก

ดร.นพดล กล่าวอีกว่า ประชาชนตัวอย่างมากกว่า 2 ใน 3 คือร้อยละ 70.1 ระบุว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควรเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหา รองลงมา คือร้อยละ 68.5 ระบุว่าประชาชนทั่วไป ร้อยละ 55.7 ระบุว่ากระทรวงพลังงาน ร้อยละ 50.8 ระบุว่าองค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 40.9 ระบุว่าคณะรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตามลำดับ ทั้งนี้ ร้อยละ 67.0 เห็นว่าปัญหาจากภาวะโลกร้อนที่ควรได้รับการแก้ไขมากที่สุด คือ ความเป็นอยู่ของประชาชน (ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินทรุด) รองลงมาคือร้อยละ 57.4 ปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 53.6 ปัญหาที่ทำกินของประชาชน (ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินทรุด) ร้อยละ 45.5 ปัญหาน้ำท่วม และร้อยละ 42.9 ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

“ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนเกินกว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ 81.9 ระบุแนวปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจะมีส่วนช่วยประชาชนในการป้องกัน เตรียมตัว และปรับตัวสู้กับภาวะโลกร้อนได้ และเพียงร้อยละ 4.8 เท่านั้นที่คิดว่าช่วยไม่ได้” ดร.นภดล กล่าว

ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่างรับรู้ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่อาจเป็นความเข้าใจเบื้องต้นและยังไม่นำไปสู่ภาคปฏิบัติที่จะช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในการนำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน ทั้งสาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงและวิธีประหยัดพลังงานมาปฏิบัติในชีวิตจริงของประชาชน และรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างกว้างขวาง
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2007, 19:11:22 PM »

ลิ้งค์จากประชาธรรม--->   รายงาน: กระแสสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อมมาแรง!! แต่...มองทะลุ ‘เปลือก’ ให้ถึงแก่นแท้-ดีกว่าไหม?---> คลิก  http://www.prachatai.com/05web/th/home/10274



บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!