บ้านตุลาไทย
01 พฤศจิกายน 2014, 04:11:13 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 'ชาวบ้าน'ไม่เชื่อ!!! เรือน้ำตาลล่ม ต้นตอปลาตาย  (อ่าน 2854 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 15 เมษายน 2007, 12:04:36 PM »

สิ่งแวดล้อม
'ชาวบ้าน'ไม่เชื่อ!!! เรือน้ำตาลล่ม ต้นตอปลาตาย

ไทยโพสต์
15 เมษายน 2550    กองบรรณาธิการ

ผลการตรวจสอบสาเหตุแม่น้ำเจ้าพระยาเน่า และปลาในกระชังลอยตายเป็นเบือที่บริเวณ ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง


โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  แถลงสรุปผลเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า สาเหตุเกิดจากเรือน้ำตาลทรายล่ม ทำให้น้ำขาดออกซิเจนและส่งผลให้ปลาตาย ส่วนโรงงานผงชูรสของบริษัท  เคทีเอ็มเอสจี จำกัด ที่ถูกชาวบ้านร้องเรียนว่าปล่อยน้ำเสียมานานกว่าสิบปี กลับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)  ซึ่งได้สร้างความกังขาและความผิดหวังอย่างรุนแรง ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังและชาวอ่างทอง ที่ช่วยกันต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริง   จนกระทั่งพบหลักฐานเอาผิดกับโรงงานผงชูรสได้ คือท่อน้ำทิ้งที่ฝังซ่อนไว้ใต้ดินในโรงงานยาวไปจนถึงแม่น้ำ   ซึ่งชี้ชัดว่าโรงงานมีเจตนาลักลอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ 

แม้ว่าโรงงานจะกระทำผิดซ้ำซาก   ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งปลาตายและกลิ่นเหม็นเข้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐให้เข้ามาช่วยเหลือ แต่เจ้าหน้าที่กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หรือถ้ามีเสียงร้องเรียนดังๆ ก็แค่เข้าไปตักเตือนหรือปรับเงิน (ใต้โต๊ะ) แล้วก็ปล่อยให้โรงงานกลับไปสร้างมลภาวะต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม โดยที่โรงงานไม่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระบบการบำบัดน้ำเสียให้ถูกต้อง และที่สำคัญเอกสารทางราชการยังถูกหมกเม็ดข้อเท็จจริงที่ระบุว่า   อุตสาหกรรมจังหวัดอ่างทองตรวจสอบแล้วไม่พบท่อน้ำตามที่ชาวบ้านสงสัย แต่เมื่อขุดพิสูจน์จึงพบว่าท่อน้ำเสียยังคงอยู่

ปฏิกิริยาของชาวบ้านหลังรับรู้ผลการตรวจสอบสาเหตุแม่น้ำเน่า โดยรวบรัดตัดตอนประเด็นโรงงานผงชูรสปล่อยน้ำเสีย  สุนิสา   สุ่มประเสริฐ   เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง  ระบายความรู้สึกว่า ชาวบ้านทุกคนไม่ยอมรับผลสรุปดังกล่าว   เพราะพวกตนร่วมกันต่อสู้เพื่อความจริง แต่กลับมีข้าราชการที่ไม่ให้ความยุติธรรมกับชาวบ้าน  หลักฐานต่างๆ ก็เอามาให้หมดแล้วแต่ไม่ร่วมมือไม่สนใจ คือท่อน้ำเสียฝังซ่อนใต้ดินยาวไปถึงริมตลิ่งแม่น้ำ  ซึ่งกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี  ได้แจ้งความดำเนินคดีกับโรงงาน ข้อหาปลูกสร้างสิ่งรุกล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว  แต่วันนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย

"ตอนนี้พวกเรารู้สึกเหมือนถูกซ้ำเติม หลังจากปลาตายแล้ว ภาครัฐก็ยังมาฟันธงอีกว่าสาเหตุเกิดจากเรือน้ำตาลล่ม โรงงานผงชูรสไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกคนพูดไม่ออกและทำใจไม่ได้ เพราะหลักฐานชัดเจนว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย  เราไม่ต้องการให้ภาครัฐมาเข้าข้าง ขอเพียงแค่ความถูกต้องและไม่เบี่ยงเบนข้อเท็จจริงก็พอ" สุนิสากล่าวและว่า กรณีปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นเพราะชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก

หลักฐานที่ชาวบ้าน  ต.บางเสด็จ ค้นพบนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาปักใจเชื่อว่า   โรงงานผงชูรสต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาเน่า  โดยแอบปล่อยน้ำเสียผ่านท่อเหล็กขนาด  18 นิ้ว ซึ่งมีต้นทางอยู่ที่บ่อน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด แล้วอำพรางท่อน้ำเสียโดยใช้วาวล์รูปปีกผีเสื้อ (Butterfly Valve)  เชื่อมต่อกับท่อน้ำอีกท่อหนึ่งมีขนาด  8 นิ้ว ซึ่งพบปลายท่อโผล่ริมแม่น้ำบริเวณปลาตาย แต่โรงงานอ้างว่าเป็นท่อที่ใช้สูบแม่น้ำเจ้าพระยามาใช้ในโรงงานแทนน้ำบาดาล  แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวบ้านนำรถแบ็กโฮขุดตรวจสอบ   พบว่าเป็นท่อระบายน้ำเสียแน่นอน เพราะมีกากน้ำตาลเข้มข้นรั่วไหลจากท่อและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง

หลังเกิดเหตุการณ์ปลาในกระชังและสัตว์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลอยตายเป็นแพ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ยังไม่มีข้อสรุปว่าสาเหตุเกิดจากเรือน้ำตาลทรายล่มเมื่อวันที่ 3 มี.ค. หรือโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใดปล่อยน้ำเสีย  แต่ชาวบ้านในพื้นที่คิดว่า ต้นตอน่าจะมาจากโรงงานใกล้เคียงกับจุดเลี้ยงปลา เพราะมีปัญหามานานแล้ว  ส่วนจุดเกิดเหตุเรือน้ำตาลล่มอยู่ห่างจากจุดปลาตาย  12 ก.ม. แต่ในบริเวณเรือล่มกลับไม่พบว่ามีสัตว์น้ำตายแต่อย่างใด

ชาวบ้านจึงรวมตัวประท้วงเรียกร้อง ให้มีการขุดตรวจสอบท่อระบายน้ำที่ฝังอยู่ใต้ดินภายในโรงงาน  ในช่วงเวลาเดียวกัน นายรัชดา สิงคาลวณิช อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ย้ำว่า หากขุดพบท่อน้ำเสียจริงจะถือว่าโรงงานทำผิดกฎหมาย และได้รับข้อมูลว่าโรงงานมีพฤติกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจริง  โดยโรงงานใช้โมลาสหรือกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบในการผลิตผงชูรส ถ้าของเสียในส่วนนี้ถูกระบายออกมาจากท่อน้ำเสียก็จะไปแย่งออกซิเจนทำให้ปลาตายได้เช่นกัน  ประเด็นปลาตายจึงไม่ได้เกิดจากเรือน้ำตาลล่มเพียงอย่างเดียว

กระบวนการพิสูจน์ท่อน้ำเสียในโรงงานผงชูรส เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่  15 มี.ค.และพบว่ามีท่อน้ำเสียความยาว  2  ก.ม.ตั้งแต่โรงงานถึงแม่น้ำ จึงมีคำสั่งให้โรงงานรื้อท่อดังกล่าวออกให้หมดตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. แต่ขณะนี้โรงงานกลับดื้อแพ่งไม่รื้อถอนท่อน้ำออกทั้งหมด  อ้างว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเกิดจากเรือล่มไม่เกี่ยวกับโรงงาน

สุเทพ กาแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางเสด็จ กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการรื้อถอนท่อน้ำเสียบริเวณภายนอกโรงงาน    มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกลี้ยกล่อมชาวบ้านให้รับเงินค่าชดเชยกระชังละ 20,000  บาทหากโรงงานผงชูรสผิดจริง   เนื่องจากภาครัฐจ่ายเงินช่วยเหลือให้แค่รายละไม่เกิน 25,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่มีชาวบ้านตกลงด้วย เพราะโรงงานรู้ว่าทำอะไรจึงต้องดิ้นรน ด้วยการให้เจ้าหน้าที่มาช่วยเจรจาต่อรองเพื่อขอให้เรื่องยุติ

นายก อบต.บางเสด็จ  กล่าวว่า โรงงานไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่จะให้มีการรื้อท่อน้ำทั้งหมด ตอนนี้การรื้อท่อน้ำเสียทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  ล่าสุดในที่ประชุมคณะทำงานซึ่งมีผู้ว่าฯ อ่างทองเป็นประธาน มีคำสั่งให้โรงงานวางแนวท่อน้ำเหนือพื้นดินแล้ว   หากจะสูบน้ำดิบจากเจ้าพระยาขึ้นมาใช้ในโรงงาน ก็ต้องสร้างแท็งก์เก็บน้ำไว้ด้วยเพื่อเปิดให้ประชาชนพิสูจน์ได้ตลอดเวลา   ทั้งนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน  1 เดือน  อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ทางโรงงานผงชูรสยังปรับเปลี่ยนสภาพเครื่องมืออุปกรณ์บางอย่างอย่างน่าสงสัยอีกด้วย

ส่วนการฟ้องร้องเรียกค่าชดใช้ความเสียหายปลากระชังตาย  ซึ่งกรมควบคุมมลพิษสรุปว่าเกิดจากเรือน้ำตาลล่ม  แกนนำชาวบ้านรายนี้บอกว่า คิดว่าคงไม่มีใครจะไปฟ้องร้องกับเรือเพราะเขาไม่ผิด ชาวบ้านที่เลี้ยงปลาเจอปัญหาน้ำเสียที่โรงงานผงชูรสปล่อยลงแม่น้ำมานับสิบปี   ถึงเรือไม่ล่มแต่ปลาก็ตาย ชาวบ้านรู้ทันว่าโรงงานเป็นต้นเหตุ ข้าราชการในพื้นที่ก็ไม่ช่วยเหลือ

"เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมีเจ้าหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาเก็บข้อมูล และแนะนำให้ชาวบ้านไปแจ้งความ   โรงงานลักลอบต่อท่อน้ำรุกล้ำแม่น้ำและต่อเติมอาคารโรงงานโดยไม่ขออนุญาต นอกจากนี้ยังมีวิศวกรรมสถานมาตรวจสอบรายละเอียดว่า   โรงงานใช้วัตถุดิบในการผลิตผงชูรสปริมาณเท่าไหร่  เหลือน้ำเสียและกากของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตเท่าไหร่  นับจากเดือนตุลาคม 2549 มีน้ำเสียที่เกิดจากการผลิต  3 หมื่นตัน จากนั้นนำมาพักไว้ที่บ่อตากเพื่อทำปุ๋ย (ไม่ผ่านระบบบำบัดเพราะไม่ได้รับอนุญาต) แต่โรงงานขายกากปุ๋ย  3 พันตัน ดังนั้นน้ำเสียอีก 2.7 หมื่นตันหายไปไหน วิศวกรของโรงงานยังตอบไม่ได้เลย" สุเทพกล่าว

ทั้งนี้  บริษัท เคทีเอ็มเอสจี  จำกัด  เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกสิกรไทย  บริษัทในเครือเกียรติไทย  และบริษัท  มารูเบนิ  จำกัด  จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ  BOI  ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผงชูรสอายิโนะทะกะระ ตราภูเขาทั้งในและต่างประเทศ.

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=15/Apr/2550&news_id=140837&cat_id=110400
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
กร
Sr. Member
****
กระทู้: 909


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2007, 13:23:44 PM »

ปลาน้ำห้วยเหนือร้อยเอ็ดลอยตายเกลื่อน ชาวบ้านชี้โรงงานเป็นเหตุ
 
22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 12:37:00
 
 
ชาวบ้านโวยโรงงานแอบปล่อยน้ำเสียลงลำน้ำห้วยเหนือ ปลาตายนับล้านตัว เน่าส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง องค์กรท้องถิ่นจี้หน่วยงานรับผิดชอบเร่งตรวจสอบต้นเหตุ และเตรียมแจ้งความดำเนินคดี

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อเวลา 08.10 น. นายสมศักดิ์ มะลาไสย ผู้ใหญ่บ้านเหล่ากล้วย หมู่ 6 ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ระบุว่าพบปลาลอยตายเป็นเบือในลำน้ำห้วยเหนือ ส่งกลิ่นเน่าเหม็น มีขนาดตั้งแต่เล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เช่นปลาดุก ปลาช่อน ส่วนใหญ่เป็นปลานิล ปลาขาว ปลาช็อคเกอร์ ปลาหมอ ปลาสลิด กระดี่ รวมทั้ง ปลาหลด ปลาไหล และสัตว์น้ำอื่น ๆ ตายเป็นจำนวนมาก 

นายประจิต บุญกาพิมพ์ นายกอบต.เหนือเมือง ซึ่งเดินทางไปตรวจสอบ กล่าวว่า ช่วงประมาณ 18.00 น.ของวันที่ 21 ก.ค.2550 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในระแวกว่าวัว ควายของชาวบ้านที่เคยลงไปกินน้ำในลำห้วยไม่ยอมกินน้ำ เนื่องจากสาเหตุใดไม่ทราบ จากนั้นชาวบ้านส่วนที่อยู่ใกล้ช่วงประตูระบายน้ำจากคลองคูเมืองได้กลิ่นคล้ายแอมโมเนียอย่างรุนแรง จนในตอนรุ่งเช้าชาวบ้านพบว่ามีปลาตายเป็นเบือ ตั้งแต่ช่วงใกล้ประตูระบายน้ำของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ยาวไปตามลำห้วยกว่า 5 กม. และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำทำอาชีพจับปลา - หอย เพื่อไปขายในตลาด และหาอยู่หากิน ไม่สามารถจับปลาเหมือนก่อน 

จึงเตรียมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด,สาธารณสุขจังหวัด,ประมงจังหวัด ,ทรัพย์ยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำน้ำไปวิเคราะห์หาสาเหตุ และเร่งตรวจสอบหาต้นเหตุของน้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเสียจากโรงแรมต่างๆ จากร้านเนื้อย่างเกาหลี,จากโรงงานปลาทู ที่อยู่ใกล้สถานที่ดังกล่าวว่ามีใครแอบปล่อยสารเคมีประเภทแอมโมเนียลงไปในลำห้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันนายสมศักดิ์ มะลาไสย ผญบ.พร้อมแกนนำชุมชนเตรียมเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับโรงงานที่มีการพิสูจน์ว่ากระทำการปล่อยน้ำเสียและเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป จากกรณีดังกล่าวคาดว่าน้ำเน่าเสียจะขยายวงกว้างออกไปสู่ตอนล่างอย่างเช่นกณีน้ำในลำน้ำชีเน่าเสียเมื่อหลายปีก่อน

ต่อมา นายสกลสฤษฎ์ บุญประดิษฐ์ ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุได้มอบหมายให้จ่าจังหวัดร้อยเอ็ด ป้องกันอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ประสานงานกับประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดร้อยเอ็ด เพื่อทำการเก็บตัวอย่างน้ำ และปลาที่ตาย ไปทำการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงของการตาย หากเป็นโรงงานปล่อยสารแอมโมเนียร์ลงในลำห้วย หรือหนองนำสาธารณะ ต้องมีความผิด

"ที่ผ่านมาเคยเกิดมาแล้วที่คลองคูเมือง เมื่อต้นปีนี้ เกิดจากโรงงานน้ำดื่ม โรงงานน้ำแข็งที่ปล่อยแอมเนียร์ ลงในท่อระบายน้ำ จนทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก เกิดความเสียหายมาแล้ว พร้อมกันนี้ได้ประกาศห้ามประชาชน ไม่ให้นำปลาที่ตายมาบริโภคแล้ว เนื่องจากเกรงว่า จะมีสารพิษตกค้างหากรับประทานหากเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้" ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ดระบุ
 
 http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/22/WW10_WW10_news.php?newsid=85430
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!