บ้านตุลาไทย
25 เมษายน 2014, 08:38:35 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 33   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย  (อ่าน 68903 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #330 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2010, 09:23:04 AM »

  นักวิชาการ-เอกชน ติงรัฐลืมทำเอชไอเอ


วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010 เวลา 13:30 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ลงทุน-อุตสาหกรรม - ลงทุน-อุตสาหกรรม


นักวิชาการ-เอกชน ติงรัฐ 6 เดือนหลังเดินหน้าเอชไอเอมาบตาพุดรายโครงการ รัฐลืมทำเอชไอเอภาพใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มาบตาพุดทั้งในและนอกนิคม นักวิชาการ-เอกชน ประสานเสียงชงเร่งหาเจ้าภาพ เชื่อแก้ปัญหาตรงจุด ได้ฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และช่วยให้วางนโยบายได้เหมาะสม

นายอนุสิทธิ์ ยมะสมิต ผู้จัดการด้านเทคนิคแผนกสิ่งแวดล้อม บริษัท เอสจีเอส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส จำกัด ที่ปรึกษาด้านการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และสุขภาพ (เอชไอเอ) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่มาบตาพุดควรมีการผลักดันให้เป็นภาพใหญ่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการศึกษาเอชไอเอรวมที่ครอบคลุมพื้นที่มาบตาพุดทั้งในและ นอกนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยมีเพียงการศึกษารายโครงการเท่านั้น

ขณะเดียวกันจากการลงพื้นที่มาบตาพุดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ยังพบว่าค่อนข้างขาดฐานข้อมูลด้านสุขภาพและมลภาวะที่มีความเจาะลึก ระบบจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ยังไม่ชัดเจนหรือ ขอข้อมูลได้ยาก โดยเฉพาะข้อบ่งชี้โรคที่เกิดจากสารเคมีในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวควรดำเนินการในระดับนิคมอุตสาหกรรม เช่น เจาะเลือดและซักประวัติสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องราว 3 ปี อนาคตข้างหน้าก็จะมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์มากขึ้น
 นางสาววาสนา พัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท เอสจีเอสฯ กล่าวว่า การจัดทำเอชไอเอในภาพรวมครอบคลุมพื้นที่มาบตาพุดนั้นควรเป็นหน้าที่ของหน่วย งานภาครัฐ โดยอาจจะเป็นการร่วมมือระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานอนุญาตที่ดูแลพื้นที่ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ในส่วนของงบประมาณแม้จะยังประเมินได้ยากว่าการทำเอชไอเอภาพรวมจะต้องใช้วง เงินเท่าใด แต่คาดว่าคงไม่สูงมากนัก เพราะภาครัฐสามารถที่จะขอความร่วมมือด้านข้อมูลจากทุกฝ่ายได้อยู่แล้ว อนึ่ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการทำเอชไอเอของโรงงานขนาดเล็กจะเริ่มที่ประมาณ 1 ล้านบาทต่อโครงการ ส่วนโรงงานขนาดใหญ่อาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เป็นต้น

 ผศ.ดร.นันทพร ภัทรพุทธ อาจารย์ประจำภาควิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและความปลอดภัย  คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา หัวหน้าโครงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด และบริษัท อาร์ ไอ แอล 1996 จำกัด ในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องการจัดทำเอชไอเอในภาพรวมระดับพื้นที่ กลุ่มนักวิชาการได้เคยนำเสนอในเวทีประชุมสัมมนาที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยทำเรื่องเสนอไปที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอย่างเป็นทางการ และยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครควรจะเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม เห็นว่าควรเป็นความร่วมมือของทุกหน่วยงาน

 "หากมีการทำเอชไอเอในภาพใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ในมาบตาพุดทั้งหมด จะมีหน่วยงานที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้ามาศึกษา และจะทำให้เห็นปัญหาในระดับพื้นที่ไม่ใช่แค่รายโครงการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก มาตรการที่เป็นปัญหาภาพรวมซึ่งอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ เช่น ปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในแหล่งน้ำใต้ดิน ก็จะได้รับการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนเรื่องงบประมาณในการดำเนินการนั้น เชื่อว่าหากมีหน่วยงานราชการมาเป็นเจ้าภาพก็จะสามารถใช้งบประมาณประจำปีของ หน่วยงานนั้นๆ มาใช้ได้"

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหามาบตาพุดในช่วงที่ผ่านมาถือว่าคลี่คลายได้เร็วกว่าที่ คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยว่าควรมีการจัดทำเอชไอเอในภาพรวมของพื้นที่มาบตาพุด เพื่อที่ภาครัฐจะได้มีข้อมูลด้านสุขภาพและขีดความสามารถในการรองรับมลพิษ (carrying capacity) อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการและการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม คงต้องพิจารณาว่าหน่วยงานใดควรเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเรื่องนี้ 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #331 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2010, 06:44:01 AM »

สมัยก่อนจะกินไข่ก็ไปหาเก็บไข่เป็ดตามริมหนองที่เป็ดบ้านไปหากินหรือเล้าไก่ใต้ถุน..บ้าน

เดี๋ยวนี้ต้องซื้อ.....

ฟฟฟฟฟ
EGGBOARDทาส ทุนอำมหิต ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกีด กันเกษตรกร
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กรกฎาคม 2553 23:47 น.
 
 
       ผ่าประเด็นร้อน
      
       หากไม่มีอะไรผิดพลาดวันนี้ ( 5 ก.ค. 53) คงจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่สูงผิดปกติออกมาจากวงประชุม ระหว่าง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ EGGBOARD ว่า จะแก้ปัญหาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างไร
      
       โดยสิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ บทบาทของ EGGBOARD ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ในการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาหรือไม่ เพราะเหตุผลที่มีการกำหนดกลไกนี้ขึ้นมา ก็เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไข่ไก่ทั้งผู้เลี้ยงรายย่อยและราย ใหญ่ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
      
       แต่สิ่งที่ปรากฏ ณ ปัจจุบัน EGGBOARD เดินหน้าเต็มสูบอย่างมีประสิทธิภาพเพียงเรื่องเดียว คือ จัดฮั้วให้กับทุน 9 ราย ในการนำเข้าพันธุ์สัตว์เรียบร้อยโรงเรียนซีพีมาหลายปี จนเกษตรกรรายย่อยทยอยล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว
      
       มา ย้อนข้อมูลดูกันหน่อยว่า EGGBOARD ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไก่ไข่ไว้อย่างไร
      
       ตามร่างยุทธศาสตร์ไก่ไข่ พ.ศ.2551-2555 กำหนดแผน 5 ปี ใช้งบประมาณสูงถึง 401 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.เพื่อ ดำเนินการตามเป้าหมายเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยและขยายการส่งออกไข่ ไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 2.เพื่อ สร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งผู้เลี้ยงรายย่อยและผู้เลี้ยงราย ใหญ่ 3.เพื่อ สร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานแก่ผู้บริโภค
      
       และเพื่อปีนป่ายไปให้ถึงสามเป้าหมายนี้จึงมี แผนงานใช้งบประมาณ 5 ปี สูงถึง 401 ล้านบาท แบ่งเป็นหลาก หลายมาตรการที่กำหนดไว้บนหน้ากระดาษเสียสวยหรู แต่ซ้ำซ้อนกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น การรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ในประเทศ 5 ปีใช้งบประมาณ 56 ล้านบาท และมีการจัดงบประชาสัมพันธ์ต่างหากอีกรวม 80 ล้านบาท
      
       คำถามคือ การรณรงค์กับการประชาสัมพันธ์แตกต่างกันอย่างไร เหตุใดจึงละลายงบให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยแบ่งย่อยออกเป็นสองส่วน ทั้ง ๆ ที่ควรจะกำหนดรวมกัน ที่สำคัญคือ เราเคยเห็นการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่ในประเทศกันมากน้อยแค่ไหนในสื่อ สารมวลชน หรือแม้แต่ชื่อของ EGGBOARD ประชาชนก็เพิ่งจะมารู้จักกันจากผลงานการฮั้วพันธุ์สัตว์ให้เอกชน 9 ราย โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสักสตางค์แดง เดียว
      
       แล้วตลอดสามปี ที่ผ่านมานับจากปี 2551-2553 ไปมุดหัวใช้งบประมาณกันอยู่ที่ไหน การประชาสัมพันธ์มันถึงซุกอยู่ในอุโมงค์ จนไม่มีใครรับรู้แต่กลับผลาญภาษีประชาชนไปแล้วในช่วงสามปี ที่ผ่านมาถึง 83 ล้านบาท
      
       เงินที่ถูกใช้ไปคุ้มค่ากับงบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนหรือไม่ นี่ยังไม่นับรวมงบประมาณอีก 300 กว่าล้านบาทที่ถูกถลุงไปกับข้ออ้างตามยุทธศาสตร์ข้างต้น แต่ผลการดำเนินการกลับตรงกันข้ามกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น
      
       การระบุว่า จะต้องสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งผู้เลี้ยงรายย่อยและผู้ เลี้ยงรายใหญ่ แต่กลับไปควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์และกำหนดให้ทุน 9 รายเท่านั้นที่มีสิทธินำเข้าพันธุ์สัตว์ จนเป็นเหตุให้เกษตรกรรายย่อยตกเป็นเบี้ยล่างนายทุน ต้องจำทนซื้อลูกไก่พ่วงอาหารสัตว์อย่างไม่เป็นธรรม
      
       นี่คือการสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ให้กับผู้เลี้ยงราย ย่อย หรือเป็นการ ทำลายอาชีพของผู้เลี้ยงรายย่อยอย่างเลือดเย็นโดยส่วนราชการกันแน่?
      
       ที่สำคัญคือการกำหนดปริมาณพันธุ์สัตว์ก็ขาดความโปร่งใส โดยมีการอ้างตัวเลขการคำนวณไว้ว่าเปรียบเทียบกับเป้าหมายการบริโภคดังนี้
      
      
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000092007
      

      
       เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางนี้ จะเห็นถึงการมั่วตัวเลขที่ขาดหลักวิชาการในการคำนวณอย่าง สิ้นเชิง ดังนี้
      
       ตามตารางกำหนดจำนวนประชากรไทยในลักษณะที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง ตลอด 5 ปี คือเท่ากันทั้งหมดที่ตัวเลข 65 ล้านคน ขณะที่มีแผนรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคไข่ไก่จากคนละ 160 ฟองเป็น 200 ฟองในปี 2555 แต่ตามแผนงานกลับทำในลักษณะก้าวกระโดดคือกำหนดการบริโภคไข่ไก่คงที่ที่ตัว เลข 160 ฟอง แล้วกระโดดเป็น 200 ฟองต่อคนในปีสุดท้ายคือปี 2555
      
       นี่คือแผนงานที่ถูกต้องหรือ เพราะการรณรงค์จะต้องทำในลักษณะให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี มิใช่กระทำในลักษณะก้าวกระโดดโดยขาดเหตุผลรองรับด้วยว่าเหตุใดสี่ปีจึงคงที่ และปีสุดท้ายจึงเพิ่มสูงอยู่เพียงปีเดียว แต่ในการใช้งบประมาณทุกปีมีการจ่ายไปเพื่อการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้เกิด การบริโภคภายในประเทศรวม 5 ปี สูงถึง 136 ล้านบาท และสามปีใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 80 ล้านบาท การกระตุ้นให้คนบริโภคไข่ไก่ผ่านการใช้งบประมาณจำนวนนี้ไม่ได้ผลเลยหรือ อย่างไร ทางคณะกรรมการมีการประเมินผลงานของตัวเองหรือไม่ว่าล้มเหลวเพียงใด และต้อปรับปรุงแผนงานให้มีความสอด คล้องกับสถานการณ์อย่างไร
      
       คำตอบคือ ไม่มีเลย แม้กระทั่งการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์ก็ยังไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการ ให้ประชาชนบริโภคไข่ไก่คนละ 160 ฟองต่อปี เพราะถ้าจะให้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ต้องนำเข้าพันธุ์สัตว์จำนวน 409,771 ตัว แต่ EGGBOARD กลับควบคุม ปริมาณพันธุ์สัตว์อยู่ที่ 405,721 และยังไปลดลง 20 % เหลือ 324,577 ตัว ในปี 2552 ก่อนจะเพิ่มกลับมาเท่าเดิมคือ 405,721 ตัวในปีนี้ แถมการเพิ่มสัดส่วนก็งุบงิบทำอนุมัติให้ 9 รายไปแบ่งสันปันส่วนกันอิ่มเอมแต่เกษตรกรรายย่อยเดือดร้อนจากลูกไก่ไข่ตลาด จนนำไปสู่ปัญหาราคาไข่ไก่แพงกระทบกับผู้บริโภคในที่สุด
      
       คำถามคือ เหตุใด EGGBOARD จึงควบคุมปริมาณ พันธุ์สัตว์ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตัวเองต้องการรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่ไก่ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาไข่ไก่สูงขึ้นเพราะความต้องการมีสูงกว่าผลผลิต เมื่อราคาไข่ไก่แพงจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นได้ อย่างไร
      
       จะเห็นได้ว่านโยบายของ EGGBOARD เป็นผลดีในการ รับประกันรายได้ให้กับทุน 9 รายว่าไม่มีทางขาดทุน แต่ไม่ได้รักษาสิทธิของเกษตรกรรายย่อย และประชาชนผู้ บริโภคเลยแม้แต่น้อย
      
       แค่นี้ คงเห็นชัดเจนแล้วว่ายังมีความจำเป็นต้องมี EGGBOARD เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับนายทุนต่อไปหรือไม่
      
       นอกจาก EGGBOARD จะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ยังส่อว่าได้กระทำผิดกฎหมายหลายประการ ดังนี้
      
       1 EGGBOARD จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ.2549 (ยุค ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ทั้งระบบ และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในเรื่องดังกล่าว เพื่อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีและสนับสนุนให้ภาคเอกชนในการรวมกลุ่มหรือจัดตั้ง องค์กรเพื่อให้มีบทบาทในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับไก่ไข่ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับกิจการไก่ไข่ในระหว่างภาคเอกชนด้วยกัน
      
       ไม่มีตรงไหนเลยที่ให้อำนาจ EGGBOARD เป็นผู้กำหนดควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์ตามอำเภอใจ แถมยังฮั้วให้ทุน 9 รายได้สิทธิผูกขาดต่อเนื่องมาแล้วสามปี มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขการควบคุมปริมาณพันธุ์สัตว์โดยไม่มีการแจ้งต่อ ครม. ทั้ง ๆ ที่ตามระเบียบสำนักนายกฯระบุชัดว่าต้องเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่อ ครม.ด้วย
      
       2 EGGBOARD กระทำการละเมิดพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตจรา 9(1) ด้วยการเลือกปฏิบัติให้สิทธิทุน 9 รายในการนำเข้าพันธุ์สัตว์ แต่กีดกันเกษตรกรรายอื่นที่ทำโครงการขอนำเข้าพันธุ์สัตว์หลายรายด้วยการชะลอ โครงการเหล่านั้นอย่างไม่มีเหตุผล ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายข้างต้น อีกทั้ง EGGBOARD ไม่มีอำนาจในการออกมติที่มีผลบังคับต่อเอกชน จึงถือว่าการกำหนดโควต้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์ และการกีดกันไม่ให้มีการกระจายพันธุ์สัตว์อย่างเป็นธรรมของ EGGBOARD ไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2549
      
       3 องค์ประกอบของ EGGBOARD ฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 16 วรรคแรก ในเรื่องหลักการไม่มีส่วนได้เสียหรือหลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ในการ พิจารณาออกคำสั่งทางปกครองที่บัญญัติว่า
      
       “ในกรณีมีเหตุ อื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง ซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้”
      
       โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ปรึกษาของ EGGBORD ล้วนเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงคือเป็นตัวแทนจากทุน 9 รายที่ได้รับสิทธิในการนำเข้าพันธุ์สัตว์ แต่กลับไปเป็นผู้ออกมติห้ามไม่ให้เกษตรกรรายอื่นนำเข้าพันธุ์สัตว์ จึงมีลักษณะเข้ากรณีที่กรรมการมีส่วนได้เสียหรือไม่เป็นกลางในเรื่องที่ลง มติ ฝ่าฝืนหลักกฎหมายปกครองในเรื่องความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่
      
       รายชื่อของคณะกรรมการที่ปรึกษา EGGBORD ที่ขัดกฎหมายปกครอง มีดังนี้
      
       1 นายโกวิน ฤทธิกานนท์ ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2 นายวีรพล ศิรวุฒินานนท์ ผู้แทนบริษัทยูไนเต็ดฟิดดิ้ง จำกัด 3 นายประจักษ์ ธีระกุล และนายชำนาญวิทย์ ศรีโชติ ผู้แทนบริษัทฟาร์มกรุงไทย จำกัด 4 นายเกรียงศักดิ์ บุญเกิดทรัพย์สิน ผู้แทนบริษัทฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด 5 น.ส.พ.อิทธิลักษณ์ อิทธิปาลกุล ผู้แทนบริษัทยู่สูงอาหารสัตว์ จำกัด 6 นายนพพร อเนกบุณย์ ผู้แทนบริษัทแหลมทองฟาร์ม จำกัด 7 นายธนเดช แสงวัฒนกุล ผู้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมชัยฟาร์ม 8 นายบุญยง ศรีไตรราศี ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และ 9 นายกฤษฎา ฤทธิชัยดำรงกุล ผู้แทนบริษัท เบทาโกร อโกรกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
      
       ในรายของนายกฤษฎา นอกจากจะเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของ EGGBOARD แล้ว ยังดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในEGGBOARD อีกด้วย เรียกว่าทับซ้อนสองเด้งในคราวเดียวกัน
      
       4 การที่ EGGBOARD ให้สิทธิผูกขาดกับ 9 ราย โดยกีดกันรายใหม่ไม่ให้นำเข้าพันธุ์สัตว์นั้น ยังเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ดังนี้
      
       หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 6 สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มาตรา 43 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือ ประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม...”
      
       หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 7 แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ มาตรา 84 กำหนดให้รัฐบาลต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน...”
      
       ปัญหาที่มีการกระทำละเมิดกฎหมายมีเกษตรกร 113 รายรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองไปแล้ว และขอสนับสนุนให้เกษตรกรเหล่านั้นเดินหน้าเต็มที่อย่าถอนฟ้องโดยเด็ดขาด เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างจะได้ไม่เกิดเหตุอัปยศราชการสั่งฮั้วให้เอกชน เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้
      
       หน้าที่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ นอกจากต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทำให้ราคาไข่ไก่ถูกลงเพื่อลดภาระประชาชนแล้ว ยังต้องปรับโครงสร้างกำหนดมาตรการบริหารจัดการไก่ไข่อย่างเป็นธรรมกับทุก ฝ่ายด้วย
      
       เพราะระบบในปัจจุบันทำให้เกษตรกรรายย่อยตายเกือบหมด เหลือเพียงรายกลางและรายใหญ่ ซึ่งเกษตรกรขนาดกลางก็กำลังพังพาบอยู่ในสภาพถูกบีบให้ตาย บังคับให้ลงโลงแคบ ๆ ไม่แตกต่างไปจากรายย่อยที่หมดลมหายใจทางอาชีพไปก่อนหน้านี้
      
       ถ้ายังปล่อยให้ ซีพีกับเครือข่าย กินรวบร่วมฮั้วกันอย่างเป็นระบบกับทุนไม่กี่ราย จะส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนที่เราเคยเห็นแม่ค้าขายไข่ไก่ซึ่งเป็นคนเลี้ยงไก่ นำไข่ไก่มาขายในตลาดใกล้บ้านหรือตลาดนัดชุมชนในราคาถูก
      
       ภาพเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไป เพราะถูกเท้ามหึมาของยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรรุมกระทืบจนเกษตรกรตายคาตีนอย่าง อำมหิตเลือดเย็น ดังคำขวัญของบางบริษัทที่สอนกันมาชั่วลูกชั่วหลานว่า
      
       “ทุนใหญ่กินยาว ส่วนทุนเล็กต้องมาซุกใต้ปีกทุนใหญ่จึงจะอยู่รอด”

 ฟฟฟฟฟ
ดังนั้น """"การย้อนกลับไปสู่อดีตแบบเศรษฐกิจพอเพียง....เหมือนอย่างที่โฆษณาในทีวีเรื่องพ่อเฒ่าอะไรนั่น....จึงเป็นหนทางที่ถูกต้อง....ตอนนี้มีหลายบ้านในพื้นที่ภาคอีสาณเป็นเช่นนั้น.....มีห้างสรรพสินค้าอยู่รอบบ้านในเนื้อที่ไม่ถึงไร่หรือไม่กี่ไร่......
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กรกฎาคม 2010, 06:48:28 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #332 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2010, 07:53:58 AM »

Practical Radio ตอนที่ 27: Creative Economy บทเรียนจาก “เกาหลีใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน”

June 18, 2010

Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ได้กลายเป็น “แรงบันดาลใจและความหวัง” ในการปฏิรูปประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความยากไร้ โดยเฉพาะการเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เคยต้องพึ่งพาแต่ เพียงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการเท่านั้น

นับเป็นทั้ง “โอกาสและวิกฤต” ของประเทศไทย ที่ตื่นตัวและเริ่มเข้าสู่เส้นทางของ Creative Economy พร้อมกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งหลาย ข้อเสียก็คือ ไทยจะไม่มี “สูตรสำเร็จ” ที่ผ่านการลองผิดลองถูกกระทั่งตกผลึกของประเทศพัฒนาให้ลอกเลียน แต่ข้อดียิ่งใหญ่ก็คือ หากไทยสามารถค้นพบยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องในการก้าวเดินก็จะสามารถดีดตัวจาก ประเทศผู้ตามเข้าสู่เขตขั้นการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกทัดเทียมกับประเทศ พัฒนาทั้งหลาย

Practical Radio ตอนที่ 27 ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TBCC) คณะกรรมการบริหารสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย (Asian Knowledge Institute) และที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคุณอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยนำบทเรียนจากการศึกษาดูงานและค้นคว้าวิจัยจากหลากหลายประเทศตั้งแต่ อินเดียถึงเกาหลีใต้มาสรุปสังเคราะห์เป็น “ยุทธศาสตร์” ที่เหมาะสมสอดร้อยกับบริบทสังคมไทย

ฟังการสัมภาษณ์  คลิก--->  


http://www.siamintelligence.com/category/practical-radio/  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กรกฎาคม 2010, 08:00:36 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #333 เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2010, 23:49:52 PM »

  ลุยลงทุนไฮสปีดเทรน7แสนล.


คลัง เดินหน้าทำ"มาร์เก็ตซาวด์" ดึงนักลงทุนต่างชาติ-สถาบันการเงิน รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางมูลค่าร่วม 7 แสนล้านแบบพีพีพี

เผยจะร่อนหนังสือผ่านสถานทูตเชิญ ฟังความเห็น

สนข.แจงวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงิน4 แนวทางรัฐลงทุนพื้นฐานทั้งหมด เอกชนลงทุนในสัดส่วน 50:50 และ 70:30% เผยพบว่าให้เอกชนลงทุนเฉพาะจัดหาขบวนรถผลตอบแทนสูงถึง 36.15% โดยสัมปทาน 30 ปีคิดค่าตั๋วถูกกว่าแอร์ไลน์ 20% ขณะที่ "โสภณ" เดินสายโรดโชว์ชวนจีนเข้ามาลงทุนปลายเดือนก.ค.นี้
             นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์    ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร  (สนข. )  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง ว่าล่าสุดกระทรวงการคลังได้เตรียมรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศ และในประเทศหรือมาร์เก็ตซาวด์ในเร็ว ๆ  นี้ โดยจะทำหนังสือเชิญผ่านสถานทูตต่างประเทศในไทย เพื่อเชิญนักลงทุนต่างชาติที่สนใจรวมทั้งนักลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพ เพื่อให้แสดงความคิดเห็นในการเข้ามาร่วมในโครงการดังกล่าวลักษณะ การร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนในรูปแบบ พีพีพี( PPP  หรือ Public  Private Partnership ) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535  ถึงความเป็นไปได้ของโครงการ
          ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลตอบแทนด้านการลงทุนทางการเงินของ 4 เส้นทาง ที่นอกเหนือจากการที่ภาครัฐบาลลงทุนทั้งหมดหรือในสัดส่วน 100%  โดยแบ่งเป็นรูปแบบให้ภาคเอกชนลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนในสัดส่วนต่าง ๆ  3 รูปแบบ คือ 1. ลงทุนเฉพาะขบวนรถ จะพบว่ามีผลตอบแทนด้านการเงินถึง ระหว่าง 22.49 -23.53% ส่วนรูปแบบที่ 2 เอกชนลงทุน 50% พบว่ามีอัตราผลตอบแทนทางด้านการเงิน ระหว่าง 2.25-5.58% และรูปแบบที่ 3 เอกชนลงทุน 30% พบว่ามีอัตราผลตอบแทนทางด้านการเงินตั้งแต่  4.66-8.41%
         รูปแบบการลงทุนทั้ง 3 แนวทางจะเห็นว่ารูปแบบการลงทุนในแบบแรก โดยรัฐบาล รับภาระการลงทุนด้านงานโยธา ระบบราง ส่วนเอกชนลงทุนเฉพาะการจัดหาขบวนรถ ระบบรถไฟฟ้า บริหารการเดินรถและบำรุงรักษาระบบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เชิญชวนให้เอกชนมากที่สุด  เนื่องจากมีความคุ้มค่าทางการเงินมากที่สุด โดยมีอัตราผลตอบแทนทางการเงินระหว่าง 22.49-23.53% และเส้นทาง กรุงเทพฯ-หาดใหญ่มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดคือ 36.15% แต่ก็เป็นภาระต่อการลงทุนของภาครัฐมากที่สุดเช่นกันในขณะที่อัตราผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจที่ 4 รูปแบบนั้นอยู่ในระหว่าง 14.55-19.08% ซึ่งถือว่าสูงมากกว่ามาตรฐานสากลต้องไม่ต่ำกว่า 12% และวิเคราะห์แล้วคุ้มค่ากับการลงทุน

          "สำหรับอัตราค่าโดยสารนั้นจะคิดกิโลเมตรละ 1.60 บาทต่อกม. สำหรับความเร็วเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงระยะเวลาในการสัมปทาน 30 ปี  ราคาตั๋วโดยสารกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ระยะทาง
745 กิโลเมตรจะอยู่ที่ราว 1,200 บาท ใช้ระยะเวลาในการเดินทางราว 3 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นราคาจะต่ำกว่าราคาค่าโดยสาร เครื่องบินมาตรฐานประมาณ 20% สูงกว่ารถตู้และรถโดยสารทั่วไปราว 30% ซึ่งจะอาศัยช่องว่างตรงนี้ในการเจาะกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด  โดยคิดอัตราผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 30,000 คนต่อวันต่อเส้นทาง ให้บริการวันละ 4  เที่ยวโดยคำนวณผู้โดยสาร 10 ล้านทริปต่อปี นับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานของธนาคารโลกที่เคยศึกษาไว้"

       นอกจากนี้ยังพบว่าทางด้านค่าก่อสร้างนั้นจะอยู่ที่เฉลี่ย 350 ล้านบาทต่อกิโลเมตร และบางเส้นทางก็สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมของการรถไฟฯได้ ไม่ต้องสร้างใหม่หรือเวนคืนที่ดิน เช่นจากกรุงเทพฯไปสถานีบ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร แต่บางเส้นทางถ้าเป็นทางโค้งมาก ๆ ก็จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดินเพิ่มเพราะรถไฟความเร็วสูง ต้องการพื้นที่ราบ เพราะใช้ความเร็วสูง

            ผอ.สนข. ยังระบุอีกว่า ขณะนี้ รองนายกรัฐมนตรีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี  ยังได้มีการมอบหมายให้กระทรวงการคลัง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อติดตามเรื่องนี้ขึ้นมาอีก 1 ชุดโดยมี นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นประธานในการทำงาน และนอกจากกระทรวงการคลังจะเร่งทำมาร์เก็ตซาวด์แล้วในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้นายโสภณ ซารัมย์ จะเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อโรดโชว์แผนการลงทุน ของโครงการรถไฟทั้ง แผนปรับโครงสร้างพื้นฐาน 21 โครงการมูลค่า 1.7 แสนล้าน และโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 7 แสนล้าน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจีนให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยมีแผนจะเข้าพบรมต.การรถไฟฯ และรมต.ขนส่งของจีนเพื่อนำเสนอแผนการลงทุนดังกล่าว  หลังจากก่อนหน้านั้นเคยมีการประสานกันไว้แล้วและจีนมีความสนใจจะลงทุนในไทย
         ด้าน นางสาวสุภา  ปิยะจิตติ   ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)  กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้เตรียมส่งหนังสือเชิญนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญการเดินรถไฟความเร็วสูง เช่น จากจีน  เยอรมนี ฝรั่งเศส มารับฟังแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนและให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นแสดงความคิด เห็นว่าเหมาะสมหรือไม่
         อนึ่งสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง 4  เส้นทางมีมูลค่าโครงการ  680,447  ล้านบาทประกอบด้วย 1. กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กม. เงินลงทุน 209,396 ล้านบาท 2.เส้นทางกรุงทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กม.เงินลงทุน 180,379 ล้านบาท 3. กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ระยะทาง 937 กม. เงินลงทุน 234,071 ล้านบาทและเส้นทางที่ 4 กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กม.ใช้เงินลงทุน 56,601 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปีในการออกแบบรายละเอียด เวนคืน วางแนวรถ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หาผู้รับสัมปทาน ฯลฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,546  8-10  กรกฎาคม พ.ศ. 2553 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #334 เมื่อ: 13 กรกฎาคม 2010, 08:38:37 AM »

อ้างถึง
จากกรุงเทพธุรกิจ

   ฑิฆัมพร ศรีจันทร์
   

จีดีพีโต 7% เราได้อะไร...?


โดย : จับกระแส bighnun@hotmail.com/twitter.com@bighnun


การออกมาประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ ว่า ขยายตัวในอัตรา 7% ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ


หรือ ไอเอ็มเอฟ ได้รับการขานรับพร้อมกันทันทีของผู้รับผิดชอบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้ง ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่พออกพอใจ ชื่นชมยินดีกับตัวเลขการเติบโตที่สวยหรู อำพนสำทับชัดเจนว่า "ในช่วงครึ่งปีหลังถ้าให้นายกฯ มีสมาธิในการทำงาน เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากกว่า 6%"

แน่นอนไม่ผิดที่ อำพนและอภิสิทธิ์ แม้กระทั่ง กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง, พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์, ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม จะยินดี ภูมิใจไปกับตัวเลขเศรษฐกิจที่สวยหรู

แต่ภายใต้ตัวเลขที่สวยหรูที่ว่านั้น ได้สะท้อนไปสู่ความเป็นจริงบ้างหรือไม่ ต้องยอมรับว่า ประชาชนคนเดินถนน คนยากจน ปากกัด ตีนถีบ ไม่ได้รับแรงสะท้อนไปกับตัวเลขที่สวยหรูด้วย พวกเขายังต้องกระเสือกกระสน โดยไม่ได้มีความรู้สึกว่าเงินในกระเป๋า การจับจ่ายใช้สอยคล่องตัวขึ้น

ตัวเลขเศรษฐกิจที่โตขึ้นมาก มาจากอะไร มาจากภาคการค้าระหว่างประเทศ การส่งออก การนำเข้า ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 70% ของจีดีพีประเทศ เมื่อส่งออกไปได้ดี แน่นอนจีดีพีย่อมขยายตัว แต่เป็นการขยายตัวที่ยั่งยืนและกระจายตัวอย่างเพียงพอหรือ

อภิสิทธิ์ ย่อมรู้ดีว่าการส่งออกที่ขับเคลื่อนอยู่นั้น เม็ดเงินที่แท้จริงตกอยู่ในประเทศเท่าใด ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 10,167 ล้านดอลลาร์  คิดเป็นสัดส่วน 17.4% ขณะที่ส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 10,066 ล้านดอลลาร์  สัดส่วน 17.2% ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าสัดส่วน 10.1% ส่งออกยานยนต์สัดส่วน 11.5% รวม 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วน 38% ของการส่งออกรวม

การส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ มาจากไหน ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ คนไทยจะมีผลรับเล็กน้อย เฉพาะค่าจ้างแรงงาน ไม่ถึง 15% ของรายได้รวมในหมวดนี้


ที่สำคัญบริษัทที่ลงทะเบียนเป็นผู้ส่งออกกับกรมส่งเสริมการส่งออก มีเพียง 15,925 รายเท่านั้น จากบริษัทที่จดทะเบียนทำธุรกิจในประเทศนี้กว่า 500,000 ราย หรือเพียงแค่ 3% ของจำนวนธุรกิจที่ทำด้านส่งออก หมายถึงเม็ดเงินตกอยู่กับคนจำนวนไม่ถึงหยิบมือ เมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งประเทศ ที่จะได้เฉพาะค่าจ้างแรงงานเท่านั้น

อภิสิทธิ์  สภาพัฒน์  กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรฯ ต้องหวนกลับมาคิดในเชิงยุทธศาสตร์แล้วว่า จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร  ให้เกิดการกระจายตัวของรายได้ จะจัดลำดับความสำคัญของแผนส่งเสริมอย่างไร ถ้าคิดว่าเกษตรและอาหารสำคัญ ก็ต้องเดินเครื่องสนับสนุนเต็มสูบ

หากเห็นว่า ธุรกิจบริการ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน สร้างเงิน สร้างงานและกระจายรายได้มากกว่า ก็ควรสนับสนุนธุรกิจบริการในลำดับถัดมา และ อุตสาหกรรมที่ได้เพียงค่าแรง ควรหรือไม่ ที่จะเป็นลำดับสุดท้ายที่ส่งเสริมสนับสนุน

 ถ้าคิดไม่ออก ฝากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศช่วยคิดก็ได้ ถ้าปรับยุทธศาสตร์ได้เร็ว ก็จะช่วยให้ความเหลื่อมล้ำลดลงได้ และนำไปสู่ความยั่งยืนได้


อย่าเพียงแค่พึงพอใจกับตัวเลขจีดีพีสูงๆ อยู่เลย

จีดีพี โต 7% แล้วไง...? ชาวบ้านก็ยังจนลงๆ ทุกวัน 

ความเห็น

ปัญหาโครงสร้างประเทศที่บิดเบี้ยวซึ่งรัฐพยายามส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติโดยให้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับกับการยกเว้นภาษีห้าปีและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง  แต่สิ่งที่สังคมไทยได้รับคือค่าจ้างแรงงานราคาถูกและปัญหาสุขภาพจากโรคจากการทำงาน  กฏหมายเกี่ยวกับการคุมครองสุขภาพคนงานไม่เคยได้รับการใส่ใจในรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา

ซึ่งพอจะสรุปได้ไหมว่ารัฐบาลเป็นตัวแทนของนายทุนหรือลูกจ้าง  ถึงเวลาที่แรงงานต้องสามัคคีกันและต่อสู้ในเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ อย่างจริงจัง

นโยบายเกี่ยวกับอาหารปลอดสารพิษดูยังไม่คืบหน้าและส่งผลให้โรคมะเร็งติดอันดับหนึ่งสาเหตุการตายของประเทศนี้
กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร,อุตสาหกรรมและพาณิย์จะต้องประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบาย  "อาหารปลอดสารพิษ"  อย่างจริงจัง  อย่าเป็นประเภท  "ปากว่าตาขยิบ"  ปล่อยให้คนไทยตายผ่อนส่งไปวัน ๆ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #335 เมื่อ: 20 กรกฎาคม 2010, 07:54:22 AM »

Practical Radio ตอนที่ 29: “เศรษฐกิจวิถีที่มีชีวิต” ยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปเพื่อคลี่คลายวิกฤตประเทศไทย

July 19, 2010


“วิกฤตการเมืองไทย 2549-2553″ ที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่งนี้ ก็เพราะวิธีแก้ปัญหา (Methodology) ยังวนเวียนอยู่ในกรอบของสถานการณ์เฉพาะหน้า เปรียบดั่งกับการรับประทาน “พาราเซตามอล” ที่เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ไม่อาจหยั่งรากลงไปในสมมติฐานของโรคได้

“ความเหลื่อมล้ำ” ระหว่างเมืองและชนบท ที่คณะกรรมการปฏิรูปได้ประเมินว่าเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตการเมืองไทยนั้น ก็นับว่าเป็นความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาที่น่าชื่นชม แต่กระนั้นวิธีคิดและวิธีการ (Vision and Methodology) ก็ยังตกอยู่ใต้วาทกรรมแบบเดิม

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเมืองไทย ไม่ได้มาจากการพัฒนาของระบบทุนนิยม ที่กระตุ้นให้คนเมืองเอารัดเอาเปรียบคนชนบท หากแต่มาจากความด้อยพัฒนาของทุนนิยมไทยที่ไม่อาจประสานวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแบบตะวันตกให้เข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบไทยได้ โดยเฉพาะสมรภูมิรบที่ดุเดือดของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็ยิ่งเรียกร้องให้ “สินค้าไทย” มีเอกลักษณ์ ความโดดเด่น และความเป็นตัวของตัวเอง (Originality) ที่สินค้าราคาถูกจากจีนและเวียดนามมิอาจเอื้อมเลียนแบบได้

Practical Radio ตอนที่ 29 ได้รับเกียรติจาก พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลแห่งสถาบันพระปกเกล้า ในการเปิดมุมมองด้าน “ยุทธศาสตร์” เพื่อการพัฒนาและปฏิรูปประเทศไทย โดยเริ่มต้นจาก “สาเหตุ” ของปัญหา คือ การพัฒนาระบบทุนนิยมตามแบบตะวันตก โดยไม่เข้าใจลักษณะเฉพาะของประเทศไทย จึงนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่สงบทางสังคม ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“เศรษฐกิจวิถีที่มีชีวิต” คือ บททดลองเสนอของยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนนิยมที่สอดคล้องกับความเป็นไทย ซึ่งแตกต่างจากระเบียบ กฎเกณฑ์ และความแม่นยำของระบบโรงงานตามแบบทุนนิยมตะวันตก ที่เข้ามาบังคับจิตใจคนไทยให้ประพฤติตามตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ผลสุดท้ายจึงกลายเป็นความอิหลักอิเหลื่อและนำไปสู่ความล้มเหลวในท้ายที่สุด

ในขณะเดียวกัน “ธุรกิจท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงและสอดคล้องกับรูปแบบชีวิตที่สนุก สนานและมีสีสันของคนไทย ก็กลับได้รับความสำเร็จและสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นกอบเป็นกำ จึงยิ่งตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนนิยมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย

ความเติบโตยิ่งใหญ่ของทุนนิยมจีน ก็ไม่ได้มาจากการเดินตามโมเดลทุนนิยมแบบตะวันตก 100 % อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่ริเริ่มจากการค้นหาลักษณะเฉพาะของ “ความเป็นจีน” แล้วนำรูปแบบการแสวงหากำไรของตะวันตกมายกระดับ “ต่อยอด” จึงทำให้ทุนนิยมแบบจีนเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและเติบโตต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจวิถีที่มีชีวิตย่อมไม่ใช่การกลับไปหาคืนวันเก่าๆ หรือแม้กระทั่งการยกเลิกระบบทุนนิยมเพราะคิดว่าเป็นยาพิษที่มาจากตะวันตก ตรงกันข้าม เศรษฐกิจวิถีที่มีชีวิตคือ ปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่ทำให้ “ความเป็นไทย” เต็มไปด้วยเสน่ห์สีสันและการเติบโต

...................................

ฟังการสัมภาษณ์ได้จากลิ้งค์นี้----->

http://www.siamintelligence.com/practical-radio-29/#more-8149  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 กรกฎาคม 2010, 07:57:57 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #336 เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2010, 07:46:05 AM »

อ้างถึง

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 15:56

 

ทางหลีกเลี่ยงกับดักหลักเศรษฐกิจ

โดย : ดร.ไสว บุญมา



วิธีหลีกเลี่ยงกับดักมีอยู่อย่างครบถ้วนในแนวคิด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่รัฐบาลไทยดูจะไม่สนใจที่จะวางแนวนโยบายให้อยู่ในกรอบของแนวคิดนี้


ผู้ ติดตามความคืบหน้าด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและในเมืองไทยจำนวน ไม่น้อย คงรู้สึกงงๆ กันอยู่บ้าง เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ดูจะตกลงกันไม่ได้ว่าควรจะทำอะไรต่อไป ในการประชุมกลุ่ม-20 ของบรรดาประเทศก้าวหน้าในแคนาดาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ฝ่ายอเมริกาต้องการให้ใช้นโยบายจำพวกกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจที่มีทีท่าว่ากำลังฟื้นตัวจะไม่หยุดชะงัก หรือถดถอยซ้ำสอง  ฝ่ายสหภาพยุโรปไม่เห็นด้วยเพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปหมายถึงการเพิ่มหนี้ ให้แก่รัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ มีหนี้มากอยู่แล้ว การก่อหนี้เพิ่มขึ้นจะสร้างปัญหาที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นในอนาคต
 

หลังจากนั้น พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชั้นรางวัลโนเบล ซึ่งเขียนคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ก็ออกมาเน้นย้ำว่า การหยุดกระตุ้นเศรษฐกิจไม่เพียงแต่จะนำไปสู่ความถดถอยซ้ำสองเท่านั้น หากจะเป็นการก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาสาหัสถึงขนาดทำให้สังคมร้าวฉานไปอีกนาน อีกด้วย การพูดเช่นนั้นจะเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัวหรือไม่ หรือจะเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในแนวคิดของตนเองก็ยากที่ผู้อื่นจะเดาได้  แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ผู้ต่อต้านแนวคิดนั้นที่ไม่มีรางวัลโนเบลเป็นตัวชี้วัดความโด่งดังก็ยังไม่ มีทีท่าว่าจะคล้อยตามแนวคิดของเขา
 

ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันซึ่งเป็นหัวจักรใหญ่ทั้งในด้านการทำให้เศรษฐกิจ ขยายตัวสูงก่อนการถดถอยครั้งล่าสุด และในด้านการทำให้มันถดถอยจะเห็นด้วยกับ พอล ครุกแมน เนื่องจากพวกเขาเริ่มออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจำกันได้ว่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน การใช้จ่ายของชาวอเมริกันทั้งเพื่อการบริโภคแบบเมามันและเพื่อการซื้อ บ้านราคาแพงกระตุ้นให้เศรษฐกิจทั่วโลกขยายตัว เนื่องจากการบริโภคและการซื้อบ้านเช่นนั้นนำไปสู่การสร้างหนี้แบบล้นพ้นตัว เมื่อชาวอเมริกันหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน เศรษฐกิจโลกก็ถดถอย แม้ตอนนี้พวกเขาจะออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้การว่างงานในอเมริกาลดลง พอล ครุกแมน จึงต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นให้พวกเขาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก ส่วนนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยกับเขาต่างชี้ไปที่ประเทศจีน ว่า รัฐบาลจีนจะต้องออกมาตรการกระตุ้นให้ชาวจีนลดระดับการออมทรัพย์ลงพร้อมกับ ใช้จ่ายให้มากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลก
 

แม้ว่าสองแนวคิดนี้ดูจะมีความแตกต่างกัน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจะเห็นว่าทั้งคู่มีฐานอยู่ที่การใช้จ่ายเพื่อให้การ บริโภคเพิ่มขึ้น ข้อบกพร่องของสองแนวคิดนี้คือ การมีความขัดกันอยู่ในตัว ทั้งในส่วนที่มองเห็นได้ง่ายและในส่วนที่มองไม่ค่อยเห็น ส่วนที่มองเห็นได้ง่ายได้แก่การบริโภคแบบเมามัน โดยเฉพาะของชาวอเมริกันซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้างหนี้อันเป็นปัจจัยที่ทำ ให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างร้ายแรง ฉะนั้น การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นจึงเป็นมาตรการชนิดข้าวสารกรอกหม้อ หรือขอไปที เพราะอีกไม่นานปัญหาเดิมก็จะกลับมาอีก  ฝรั่งเปรียบการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นเสมือนขี้เหล้าที่ตื่นขึ้นในตอนเช้าแล้ว ทำให้ตนสร่างเมาด้วยการดื่มเหล้าเพิ่มเข้าไปอีก ส่วนที่มองไม่ค่อยเห็นและเป็นประเด็นสำคัญยิ่งก็คือ การบริโภคต้องใช้ทรัพยากรของโลกจึงจะเกิดขึ้นได้  การบริโภคโดยไม่จำเป็นก็คล้ายการจุดไฟเผาบ้านเพื่อหาความสนุกสนานชั่วคราว ซึ่งชาวโลกไม่ควรทำเด็ดขาด  สองแนวคิดนี้จึงมีลักษณะเป็นกับดักของหลักเศรษฐกิจที่ชาวโลกใช้กันอยู่ใน ปัจจุบันที่ไม่ควรนำมาใช้เป็นฐานของการบริหารเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว
 

วิธีหลีกเลี่ยงกับดักมีอยู่อย่างครบถ้วนในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่รัฐบาลไทยดูจะไม่สนใจที่จะวางแนวนโยบายให้อยู่ในกรอบของแนวคิดนี้  ตรงกันข้ามกลับพยายามเพิ่มความชั่วร้ายให้กับดัก ซึ่งจะทำให้ปัญหาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นในอนาคต นั่นคือ การกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านการใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกสินค้าและบริการในรูปของการให้เปล่า หรือในรูปของการให้เงินสนับสนุนต่างๆ ซึ่งต่อไปจะไม่มีงบประมาณมาเกื้อหนุนอย่างเพียงพอส่งผลให้ต้องก่อหนี้เพิ่ม ขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดจนถึงจุดหนึ่งประเทศก็จะล้มละลายเช่นหลายประเทศในละ ตินอเมริกาในอดีตและกรีซในปัจจุบัน

 

อนึ่ง แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นครอบคลุมและลุ่มลึกมาก ในช่วงเวลากว่าสิบปีหลังจากวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่ชาวไทยในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 จึงมีผู้พยายามนำไปประยุกต์ใช้ในกิจการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่การกระทำเช่นนี้บางทีก็มีข้อเสียโดยเฉพาะในด้านการตีขลุมว่าเป็นเศรษฐกิจ พอเพียง แต่เนื้อแท้กลับไม่มีอะไรที่อยู่ในกรอบของแนวคิดอันประเสริฐยิ่งนี้ เช่น หนังสือเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง : พื้นฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งน้อมนำพระราชดำรัสมาปะหน้าแล้วตีขลุมว่าเป็นหลักเศรษฐกิจพอเพียง  แต่ข้างในกลับไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย  ด้วยเหตุเดียวกัน รัฐบาลคณะต่างๆ ตั้งแต่ปี 2540 ก็มักนำแนวคิดมาอ้างทั้งที่โดยพฤติกรรมมิได้ทำอะไรให้อยู่ในกรอบของแนวคิด อย่างจริงจัง
 

เนื่องจากตอนนี้จะมีการปฏิรูปประเทศ และเราก็รู้ว่าเศรษฐกิจกระแสหลักมีกับดักรออยู่ ผมจึงเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปพิจารณาแนวนโยบายซึ่งจะนำเมืองไทยไปสู่การ พัฒนาแบบยั่งยืนในกรอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงดังที่ได้เสนอไว้ใน หนังสือ ชื่อ “ทางข้ามเหว : แนวคิดสำหรับแก้วิกฤติไทย” ที่มอบให้แก่ประธานคณะกรรมการปฏิรูป นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางท่านแล้ว หากว่าคณะปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูปยังไม่แน่ใจว่ากรอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงเป็นอย่างไร ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ซึ่งบริษัทโอเรกอนอะลูมิเนียม (www.oregon.co.th) จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นอภินันทนาการเพื่อร่วมสร้างสังคมสันติสุข ชื่อ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน”
 

ความเห็น

ประชานิยมที่เปรียบเสมือนยาเสพติดที่นำมาใช้แล้วแต่เลิกไม่ได้  สิ่งที่รัฐไทยต้องคิดมากกว่านั้นคือการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะชาตินิยมไม่เปิดเสรีแบบสุดโต่งปล่อยให้ต่างชาติมาลงทุนและให้สิทธิประโยชน์มากมายแต่คนในชาติได้เพียงเศษเงินจากค่าจ้างแรงงานราคาถูกและมีแต่มลภาวะที่เป็นพิษ  สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมโดยเฉพาะทุนทางทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในแถบตะวันออกที่สูญเสียไปและยากจะฟื้นกลับคืน  การหยุดการพัฒนาทางอุตสาหกรรมที่ก่อสารพิษและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมในโซนที่เหมาะสมคือทางออก  ในขณะเดียวกันภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องมีช่องว่างที่ใหญ่พอให้กับคนในชุมชนเข้าไปบริหารจัดการไม่ใช่การปล่อยให้นายทุนลงทุนก่อสร้างโรงแรมรีสอร์ทอย่างเสรี  ส่งเสริมภาคบริการที่เกี่ยวกับอาหารและบริการทางสุขภาพ  การดูแลผู้สูงอายุด้วยการอบรมพยาบาลในหลักสูตรระยะสั้นและจัดตั้งเมืองคนชราในชนบทที่มีบริการสาธารสุขและบริการอื่น ๆ ที่จำเป็นอย่างครบวงจร  ภาคเกษตรต้องเน้นที่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการให้ชุมชนก่อตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่ชุมชนโดยรัฐร่วมลงทุนและให้กู้ด้วยดอกเบี้ยต่ำทั้งในรูปของการแปรรูปออกมาเป็นอาหารสัตว์,ปุ๋ยชีวภาพและโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบต่าง ๆ เช่นโรงสี  การแปรรูปยางพารา  มันสำปะหลังในรูปแบบต่าง ๆ  โรงงานน้ำตาล  เศรษฐกิจสีเขียวในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการนำขยะมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า  การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในชุมชนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและราคาถูกโดนรัฐร่วมลงทุน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #337 เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2010, 23:48:52 PM »




   วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:05:50 น.  มติชนออนไลน์

"ทีดีอาร์ไอ"เผยประชาชนหนุน"รัฐสวัสดิการ"การศึกษาอันดับ1 ถ้ารัฐทำได้จริงไม่มีทุจริต ยอมจ่ายVAT10%

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์ความไม่ปกติของสังคมไทย ก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบายทำเรื่องปรองดองและเน้นสวัสดิการสังคมเป็นวาระแห่ง ชาติ  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยได้ร่วมกับภาคีหลายองค์กรดำเนินกระบวนการ ที่เรียกว่า “ประชาเสวนา” โดยสุ่มตัวแทนประชาชนคนธรรมดามาพูดคุยกันเรื่องสวัสดิการสังคมของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า  และเชื่อว่าการมีสวัสดิการที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นสาเหตุ ของความขัดแย้งในสังคมได้

 

 “รัฐสวัสดิการ ถ้าทำได้จริง ก็ยินดีจ่ายภาษีเพิ่ม” นี่คือเสียงสะท้อนจากตัวแทนประชาชนในวงประชาเสวนาทั้ง 14 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ น่าน ลำพูน กำแพงเพชร ภาคกลาง ปทุมธานี สระบุรี ระยอง กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุรินทร์ ขอนแก่น หนองคาย เลย ภาคใต้ ชุมพร กระบี่ สงขลา โดยมีการจัดลำดับความสำคัญสวัสดิการ 6 ประเภทที่ควรทำคือ  การศึกษา การรักษาพยาบาล  การพัฒนาทักษะแรงงาน  สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ  สวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน และสวัสดิการสำหรับผู้ด้อยโอกาส   พร้อมเหตุผลประกอบ ผู้รับผิดชอบ และเงินที่ใช้ เป็นแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมอย่างครบวงจรในสายตาประชาชน

 

 น.ส.สุวรรณา ตุลยวศินพงศ์  นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ  กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 โจทย์ใหญ่ คือ อยากรู้ว่าสวัสดิการสังคมในอีก 10 ปีข้างหน้าของคนไทยควรเป็นอย่างไร  โดยใช้เครื่องมือของกระบวนการประชาเสวนา  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเคยใช้ในการทำ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ หัวใจสำคัญของกระบวนการประชาเสวนา ประการแรกคือ การสุ่มหากลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากรจังหวัดละ 50 คน กระจายตามโครงสร้างประชากรจริงทั้งในด้าน อายุ เพศ การศึกษา และอาชีพ ซึ่งพบว่าผู้เข้าร่วมเสวนาเป็นตัวแทน “ชาวบ้านธรรมดา” จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในจังหวัดเดียวกันแต่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

 

 ประการที่สอง เป็นข้อแตกต่างของกระบวนการประชาเสวนาเมื่อเปรียบเทียบกับการสอบถามทัศนคติ หรือการทำโพลทั่วไปคือ ต้องมีการให้ข้อมูลพื้นฐานที่ “ไม่มีอคติลำเอียง” ก่อนการเสวนา เช่น ในการเสวนาครั้งนี้ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สวัสดิการที่คน ไทยได้รับในปัจจุบัน และตัวอย่างการจัดสวัสดิการในประเทศต่างๆ โดยเลือกมา 3 แบบ คือ การจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย  สวัสดิการที่จัดให้เฉพาะกลุ่มคนจน เช่นในสหรัฐอเมริกา   และการจัดสวัสดิการให้ตามกลุ่มอาชีพ เช่น ประเทศเยอรมัน นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอทั้งข้อดีและข้อด้อยของระบบสวัสดิการดังกล่าวโดยให้ น้ำหนักเท่าๆ กัน

 

 เมื่อตัวแทนประชาชนได้รับข้อมูลพื้นฐานสำหรับการเสวนาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการให้ตัวแทนประชาชนได้ใช้เวลาคิดไตร่ตรองและแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นในการเสวนากลุ่มย่อย กลุ่มละ 10-12  คน โดยมีวิทยากรกระบวนการช่วยดำเนินการให้ตัวแทนประชาชนเกิดการแสดงความคิดเห็น ในกลุ่มย่อยอย่างเท่าเทียมกัน เริ่มจากให้ผู้เข้าร่วมเสวนาเลือกว่าอยากจะพูดคุยสวัสดิการประเภทไหนก่อน โดยมีโจทย์ของการพูดคุยในแต่ละสวัสดิการคือ ทำไมต้องการสวัสดิการนั้น ใครเป็นคนทำ ทำอย่างไร ใช้เงินจากไหน เมื่อจบการเสวนาในกลุ่มย่อยแล้ว ทุกกลุ่มก็จะนำข้อสรุปมาเรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง

 

ผลจากกระบวนการเสวนานี้ พบว่า  ตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านการศึกษาให้ประชาชนทุกคนมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานของชีวิต และจะนำมาซึ่งโอกาสในด้านต่างๆ ที่จะทำให้มีชีวิตที่ดี ทั้งงาน สุขภาพ และมีเงินออมดูแลตัวเองเมื่อสูงวัยไม่ต้องพึ่งคนอื่นมากนัก  ดังนั้น ถ้าการศึกษาดีก็จะมีผลต่อสวัสดิการอื่นๆ

 

“สิ่งที่น่าประทับใจคือ ชาวบ้านเลือกการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะ เห็นความสำคัญของการศึกษาว่าจะทำให้หลุดพ้นความยากจนได้ สมัยนี้ถ้าไม่จบปริญญาตรีก็หางานลำบาก หรือถ้าได้งานก็ไม่ดีเป็นลูกจ้างรายวัน สวัสดิการไม่ดี ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเขาเห็นและเป็นสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังมองว่าเรื่องการศึกษาไม่ได้แค่เรื่องงบประมาณที่จัดให้ครอบคลุมทุกปี แต่เป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานของการศึกษาด้วยที่ต้องเท่ากัน ด้วยจึงแก้ปัญหาได้  ”

 

ทั้งนี้ตัวแทนประชาชนได้สะท้อนความต้องการโดยปรับปรุงจากปัญหาที่เกิด ขึ้นในปัจจุบันคือ อยากให้รัฐเข้ามาดูแลให้ทุกคนมีการศึกษาพื้นฐานตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.6 สวัสดิการการศึกษาต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลักในการศึกษา เช่น ค่าเทอม ค่าอาหาร  ค่าเดินทาง ฯลฯ  โดยผู้ปกครองออกเองบางส่วน   ส่วน การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ยังมีความเห็นแตกต่างทั้งที่คิดว่าควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า กับกลุ่มที่เห็นว่าควรให้เฉพาะกลุ่มยากจนแต่เรียนดี  อาจให้เฉพาะสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ เพื่อไม่ให้เด็กจบปริญญาตรีมาแล้วตกงาน เป็นปัญหาว่างงาน 

 

อันดับสองคือ การรักษาพยาบาล  เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญของชีวิตเช่นเดียวกับการศึกษา รัฐควรเน้นเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล ให้มีมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่ดีและเพียงพอ พัฒนาแพทย์แผนไทยให้ความรู้แก่ชุมชนเพื่อที่ประชาชนจะดูแลกันเองได้ในกรณี เจ็บป่วยเล็กน้อย สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เช่น การออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้เป็นความร่วมมือกันของคนในชุมชนที่หลายอย่างประชาชนทำและดูแล กันเองได้ โดยไม่ต้องใช้เงินมาก

 

 

สำหรับสวัสดิการเรื่องอื่นๆ ซึ่งตัวแทนประชาชนให้ความสำคัญรองลงมาตามลำดับคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ว่างงาน และผู้ด้อยโอกาส สาเหตุที่สวัสดิการเหล่านี้ถูกจัดลำดับรองลงมาเพราะตัวแทนประชาชนเห็นว่า  หากรัฐบริหารจัดการสวัสดิการเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาลได้อย่างมี ประสิทธิภาพแล้ว จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้มีปัญหาด้านอื่นๆน้อยลง และไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปแก้ไข โดย

 

 

อันดับสาม การพัฒนาทักษะแรงงาน เป็นสวัสดิการที่จัดให้คนวัยทำงาน  ควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า  ปรับปรุงการจัดฝึกพัฒนาฝีมืออาชีพต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่    การฝึกอาชีพบางอย่างอาจต้องทำเรื่องของการหาตลาดให้ด้วย เช่น การแปรรูปอาหารต่าง ๆ   

 

อันดับสี่ สวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ควรปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า และควรมีมาตรการเสริมโดยส่งเสริมการออมในวัยทำงานให้มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความอบอุ่นของครอบครัว ความกตัญญู การดูแลกันในชุมชน  โดยมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ให้คนว่างงานในหมู่บ้านมาอบรมการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งก็เท่ากับแก้ปัญหาการว่างงานไปด้วย เป็นต้น

 

อันดับที่ห้า สวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน  ควรมีการจัดระบบให้คนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมมีโอกาสเข้าสู่ระบบ ประกันสังคมมากขึ้น  โดยรัฐเข้ามาร่วมสมทบจ่ายให้เช่นเดียวกับแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม ส่วนอันดับสุดท้าย  สวัสดิการสังคมสำหรับผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้พิการ ซึ่งเชื่อว่ามีจำนวนไม่มากและหากทำสวัสดิการข้างต้นได้ดี ครอบครัวร่วมกับชุมชน ก็สามารถช่วยเหลือ ดูแลคนพิการเหล่านี้ได้  นอกจากนี้ควรมีการดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น  กลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ก็ควรมีการจัดศูนย์รับเลี้ยงเด็กในชุมชน เพื่อช่วยให้พ่อแม่สามารถออกไปทำงานเลี้ยงดูครอบครัวได้

 

น.ส.สุวรรณา กล่าวต่ออีกว่า เมื่อถามว่าสวัสดิการเหล่านี้ใครจะเป็นคนทำ และใช้เงินจากไหน ตัวแทนประชาชนที่ร่วมเสวนาเสนอว่า  งานบางส่วนที่มาจากนโยบายส่วนกลาง รัฐบาลกลางก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น ในเรื่องหลักสูตรการศึกษา การรักษาพยาบาล   แต่คนลงมือปฏิบัติอยากให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีความ ใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจความต้องการของท้องถิ่นดีกว่ารัฐบาลกลาง เงินที่ใช้ในการจัดสวัสดิการก็มาจากภาษี และมีหลายอย่างที่ให้ชุมชนจัดการได้เอง เช่น การทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ศูนย์เลี้ยงเด็ก ฯลฯ เป็นเรื่องของคนในชุมชนดูแลกัน นอกจากงประมาณที่เก็บจากภาษีแล้ว ก็ควรจะมีการออมในชุมชน และงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาสมทบในการจัดสวัสดิการด้วย   

 

นอกจากนี้ ในการเสวนายังเปิดให้ตัวแทนประชาชนแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) จาก 7% เป็น 10% เพื่อนำภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นมาจัดสวัสดิการทั้ง 6 ประเภท ตัวแทนประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าหากรัฐสามารถจัดสวัสดิการทั้ง 6 ประเภทได้อย่างมีคุณภาพตามที่ประชาชนต้องการจริง พวกเขายินดีจ่ายภาษีเพิ่ม  แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการรั่วไหลของงบประมาณหรือทุจริตคอรัปชั่น

 

แต่ตัวแทนประชาชนบางส่วนก็เห็นว่าควรเก็บภาษี มูลค่าเพิ่ม 10% เฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เหล้า บุหรี่ และภาษีคนรวย (ที่ดิน มรดก)  อีกส่วนหนึ่งเสนอว่า หากรัฐสามารถจัดการจัดเก็บภาษีให้ครบทุกคน จัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหล ก็น่าจะมีเงินพอจะมาทำสวัสดิการเหล่านี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่ม  เป็นต้น

 

น.ส.สุวรรณา กล่าวว่า จะเห็นว่ากระบวนการประชาเสวนาที่ให้ข้อมูลและเปิดให้ประชาชนได้มีเวลา ไตร่ตรองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเอง ช่วยให้รัฐได้รับทราบข้อมูลความต้องการที่แท้จริงจากประชาชนเกี่ยวกับการจัด สวัสดิการสังคม และเห็นถึงความยินดีร่วมมือหรือแม้แต่การจ่ายภาษีเพิ่ม

 

หากสวัสดิการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง โดยผลที่ได้จากการประชาเสวนาดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้ภาครัฐเพื่อใช้พิจารณา ประกอบการจัดทำแผนการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมไทยให้สอดคล้องกับความต้องการ ของภาคประชาชนตามที่รัฐบาลได้มีการกำหนดให้สังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีการกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2560 จะให้ประชาชนได้รับสวัสดิการถ้วนหน้าต่อไป. 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #338 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2010, 08:20:00 AM »

จากโพสต์ทูเดย์


เดิมพันแก้เหลื่อมล้ำ ขยายฐานภาษี

   

มีการประเมินคร่าวๆ ว่า หากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้นโยบาย “สวัสดิการนิยม” เต็มสูบ ต้องหาเงินมาถมประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ถือเป็นภาระหนักของรัฐบาล ที่ต้องหารายได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีผู้จ่ายภาษีทางตรงแค่ 9 ล้านคน ทั้งที่กำลังแรงงานในระบบทั้งหมดมีถึง 34 ล้านคน

หากไม่มีการขยายฐานภาษีให้ทุกคนจ่ายเงินเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็คงไม่มีวันที่สวัสดิการนิยมจะเกิดขึ้นได้

หรือไม่ก็ต้องอาศัย “โชค” คืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 6% เพื่อเกื้อหนุนให้ภาคธุรกิจนิติบุคคลส่งรายได้เพิ่มขึ้น

ผลศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นว่ายังมีความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีอยู่มาก

แม้ผู้ไม่เสียภาษีจำนวนมากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ แต่มีจำนวนอีกมากเช่นกันที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีด้วยเหตุผลต่างๆ หรือเลี่ยงไม่จ่ายภาษีโดยไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

การศึกษาของทีดีอาร์ไอมีข้อค้นพบสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก พบว่ามีความไม่เสมอภาคทางภาษีในระบบภาษีของไทย คือ ผู้มีความสามารถเสียภาษีเท่ากันยังเสียภาษีต่างกัน

เนื่องจากผู้มีหน้าที่ยื่นเสียภาษีตามกฎหมายจำนวนมากมิได้ยื่นเสียภาษี บางรายแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

“ผู้มีเงินได้ถึงระดับที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่มิได้เสีย ประมาณ 4-9 แสนคน ทำให้จำนวนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยกว่าที่ควรเป็นหลายหมื่นล้านบาท หรืออาจถึงระดับแสนล้านบาท” นายสมชัย จิตสุชนผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและกระจายรายได้ ทีดีอาร์ไอ ระบุ

ในส่วนของภาษีนิติบุคคล ทีดีอาร์ไอ พบว่า กิจการขนาดใหญ่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราต่ำกว่ากิจการขนาดเล็ก โดยเป็นผลจากการยกเว้นภาษีกิจการบางประเภท

หรือภาษีสรรพสามิต ก็มีการจัดเก็บต่างกัน ทั้งที่เนื้อแท้แล้วเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน

ขณะที่ภาษีจากฐานทรัพย์สินนั้น พบว่ามีผู้ถือครองทรัพย์สินจำนวนหนึ่งมิได้เสียภาษีแต่อย่างใด

ทางออกก็คือ รัฐบาลต้องพยายามขยายฐานภาษีด้วยการดึงคนเข้ามาสู่ระบบภาษีอย่างถ้วนหน้า จึงสามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล ใช้จ่ายเพื่อคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสได้มากขึ้น

พร้อมอุดช่องโหว่ ที่ฐานภาษียังไม่มีความเสมอภาค เช่น การยกเว้นกลุ่มอาชีพ อย่างภาคการเกษตรมักได้รับการยกเว้นหรือเก็บภาษีในอัตราต่ำ ทั้งที่มีเกษตรกรจำนวนมากที่มีรายได้เท่ากับหรือสูงกว่าผู้มีรายได้นอกภาค การเกษตรที่เสียภาษีมากกว่า

รวมทั้งค่าลดหย่อน เอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้มีการหลบเลี่ยงภาษี และหนีภาษี


ขณะที่ผู้มีหน้าที่ยื่นเสียภาษีจำนวนมากยังมิได้ยื่นเสียภาษี และแม้จะมีการยื่นภาษี ก็อาจมีปัญหาความยากลำบากในการประเมินมูลค่าฐานภาษี

ทีดีอาร์ไอยกตัวอย่างการประเมินรายได้ของเกษตรกรที่มีความไม่แน่นอนสูง

หรือการประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดสูง เช่น มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในต่างพื้นที่ ทำให้การเก็บภาษีตรงเป๊ะๆ ลำบากยิ่ง


ข้อเสนอทีดีอาร์ไอที่ทำให้กรมสรรพากรต้องสะดุ้งโหยง!!! คือการปรับเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วยการยื่นเสียภาษี โดยให้ผู้มีอายุครบ 18 ปีทุกคนต้องยื่นแบบฟอร์มการเสียภาษี ไม่ว่าจะมีงานทำหรือมีรายได้หรือไม่
รวม ทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยอยากยื่นแบบฟอร์มเสียภาษี ด้วยการผูกเงื่อนไขการรับสวัสดิการบางประเภทกับรายได้พึงประเมินตามแบบฟอร์ม การเสียภาษี เช่น เงินค่าเลี้ยงดูบุตร สิทธิการรับการฝึกฝีมือแรงงาน

ในมุมมองของ นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรได้ขยายฐานภาษีให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทำให้ผู้เสียภาษีจำนวนรายเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก จากสิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่รัฐบาลมีให้

“ปัจจุบันกรมสรรพากรร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ศึกษาการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น” นายวินัย ระบุ

นอกจากการขยายฐานผู้เสียภาษีแล้ว ยังติดตามการสร้างรายจ่ายเท็จเพื่อให้เสียภาษีน้อยลงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ 3% มาขอคืนภาษีอีก

ขณะเดียวกัน กำลังตามการค้าขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (อีคอมเมิร์ซ) ให้มายื่นแบบเสียภาษี เพราะถือเป็นผู้มีรายได้ โดยเชิญตัวแทนเว็บไซต์ต่างๆ มาให้ความรู้และทำความเข้าใจแล้ว

นอกจากนั้น ยังตามข้อมูลธุรกิจที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้มาจัดกลุ่มไว้ติดตาม และจะขยายผลไปยังบุคคลที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ รวมถึงดูแลการลดหย่อนภาษีของคณะบุคคลให้น้อยลง เพื่อให้ฐานภาษีกระจายมากขึ้น


ขณะเดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็พยายามเดินเครื่อง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเก็บภาษีที่ดินอย่างทั่วถึง ใครมีมากจ่ายมาก ใครมีน้อยจ่ายน้อย

ส่วนการเก็บภาษีมรดกนั้น ดูเหมือนว่ายังเป็นไปได้ลำบาก เพราะรัฐบาลเกรงว่าจะเกิดแรงต้านจากคนที่มีพลังในสังคม

แน่นอนว่า ถ้ารัฐบาลทำได้ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอและผลักดันเก็บภาษีที่ดินได้อย่างที่ คุยโวเอาไว้ น่าจะลดกระแสเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูงได้ระดับหนึ่ง


แต่รัฐบาลก็มีความเสี่ยงที่จะถูกฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยนำมาโจมตีว่าดี แต่รีดเลือดกับปู ดูดเลือดจากกระเป๋าคนจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องคิดหนัก

ประเทศไทยคงยังไม่สามารถเขยื้อนภูเขาอย่างที่ นพ.ประเวศ วะสี บอกได้เร็ววัน แต่หากไม่เริ่มวันนี้ก็ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้ทำ

ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะเลือกคะแนนเสียงหรือเอากล่องผลงานชิ้นโบแดง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #339 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2010, 08:24:54 AM »

ทำเด็กให้ฉลาดก่อนเกิด

ลม  เปลี่ยนทิศ


วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยเรื่องของ "สมองเด็กไทย" กันสักวันนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง "ความฉลาดของเด็กไทย" และ "การสร้างสมองที่สมบูรณ์ให้เด็กก่อนเกิด" ฟังดูเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่ผมรับรองว่าข้อมูลต่อไปนี้เป็น "ความจริง" ทั้งสิ้น

ผมจำไม่ได้ ว่าไปรับปากใครจาก "ยูนิเซฟ" เอาไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้ให้ (สงสัยจะมีสารไอโอดีนในสมองน้อยเลยขี้ลืม) ป่านนี้เพิ่งไปหยิบออกมาจากโต๊ะที่รกรุงรัง เป็นข้อมูลที่ยูนิเซฟส่งมาถึงผม

ท่าน ผู้อ่านคงจำได้นะครับ เคยมีข้อมูลวิจัยออกมาว่า "เด็กไทย" ปัจจุบันมี "ระดับสติปัญญา" หรือ "ไอคิว" ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ จากไอคิวเฉลี่ยที่ 91 ในปี 2540 พอผ่านมาอีก 5 ปี ไอคิวลดเหลือ 88 ในปี 2545 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยที่ องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ ไอคิวมาตรฐานเฉลี่ยต้องอยู่ในระดับ 90–110 นี่ผ่านมาอีก 8 ปีแล้ว ไม่รู้ไอคิวเด็กไทยวันนี้จะลดเหลือเท่าไร

ไอคิวเฉลี่ยของเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว อยู่ที่ 104 เป็นส่วนใหญ่

สาเหตุ ที่ทำให้เด็กไทยมีสติปัญญาลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ยูนิเซฟ ฟันธงเลยว่า เป็นเพราะได้รับ "สารไอโอดีน" ไม่เพียงพอ จากอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ทำให้เกิดโรคขาดสารไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดพิการทางสมอง และการพัฒนาทางร่างกายในเด็กเล็ก ทำให้โตไม่เต็มที่

"ทารก" จำเป็นต้องได้รับ "สารไอโอดีน" อย่างเพียงพอตั้งแต่อยู่ใน "ท้องแม่" เพื่อพัฒนา ระบบประสาท และ ระบบเซลล์สมอง ในขณะที่กำลังเติบโตอยู่ในท้องแม่ ผมเห็นภาพถ่ายสมองเด็กที่ได้รับสารไอโอดีนสมบูรณ์ในท้องแม่ กับสมองเด็กที่ขาดสารไอโอดีนในท้องแม่แล้วก็ขนลุก การได้รับสารไอโอดีนก่อนเกิดน้อย ทำให้เซลล์สมองมีน้อยและไม่หนาแน่น และทำลายสมองเด็กให้มีปัญญาต่ำไปตลอดชีวิต

ใครมี ลูกเอ๋อ สติปัญญาต่ำ การเรียนไม่ดี ก็อย่าไปโทษเด็กเลยครับ ต้องโทษพ่อแม่ที่ขาดความรู้ไม่รับประทานสารไอโอดีนเข้าไปสร้างสมองให้ลูก อย่างเพียงพอ

แล้ว สารไอโอดีน นี้จะได้มาจากไหน

คำตอบก็คือ ได้มาจาก "เกลือเสริมไอโอดีน" นั่นเอง องค์การยูนิเซฟ กำลังรณรงค์ให้ทุกประเทศทั่วโลก ออกกฎหมายมาบังคับ เลยว่า เกลือทุกชนิดต้องเสริมไอโอดีน ตามโครงการ "เกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า" (Universal Salt Iodization)

การที่ เด็กไทยฉลาดน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็เพราะ รัฐบาลไทย ไม่เห็นความสำคัญของ สารไอโอดีนในเกลือ เท่าที่ควร ประเทศไทยบังคับเฉพาะ เกลือที่ใช้บริโภค  เท่านั้นที่ต้องใส่สารไอโอดีน แต่ไม่บังคับใช้กับ เกลือในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผมไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องยกเว้น ทั้งๆที่เกลือในภาคอุตสาหกรรมก็เอามาทำอาหารนั่นเอง เช่น น้ำปลา เป็นต้น

ก็ ไม่รู้ข้าราชการไทยท่านฉลาดหรือโง่ แต่ผลจากการกระทำนี้ ได้ทำร้ายประเทศชาติและลูกหลานตัวเองในอนาคตอย่างสาหัส ทำให้เด็กไทยโง่ลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งเห็นตัวเลขการบริโภคเกลือไอโอดีนของ คนในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ผมก็ยิ่งเจ็บปวด นึกไม่ถึงว่า รัฐบาล และ กระทรวงสาธารณสุข จะทำร้ายเด็กไทยทางอ้อมขนาดนี้ ท่านผู้อ่านเชื่อไหม คนไทยกินเกลือไอโอดีนน้อยกว่า เขมร ลาว พม่า เวียดนาม

อันดับ 1 คือ เวียดนาม ครัวเรือนเขากินเกลือเสริมไอโอดีนสูงถึงร้อยละ 93.2 ตามด้วย จีน ร้อยละ 90.1 ลาว อันดับ 4 ร้อยละ 85.0 พม่า อันดับ 5 ร้อยละ 84.0 เขมร อันดับ 8 ร้อยละ 72.5 และ ไทย อันดับ 10 ร้อยละ 57.6 เศร้าไหม รัฐมนตรีสาธารณสุข อยากเอาปี๊บคลุมหัวไหม


ทั้งๆที่การแก้ไขปัญหานี้ ก็ไม่มีอะไรยากสักนิด แค่ ครม.มีมติให้เกลือทุกชนิดในประเทศไทยต้องใส่สารไอโอดีนลงไปด้วยเท่านั้น ก็แก้ ปัญหาได้หมดสิ้น แต่ก็ไม่ทำ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มนิดเดียวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคนละ 1.30 บาทต่อปีเท่านั้น

ผม หวังว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีสาธารณสุข อ่านบทความนี้แล้ว จะรีบสั่งการทันที ก่อนที่เด็กไทยในวันนี้จะต้องโง่กว่าเด็กเขมรในอนาคต.

"ลม เปลี่ยนทิศ"
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #340 เมื่อ: 01 สิงหาคม 2010, 08:34:37 AM »




   วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:17:15 น.  มติชนออนไลน์

ไอเดีย "คิดใหม่ประเทศไทย" ของ "ดร.สมคิด" ก้าวข้ามวิกฤติ สลัดหลุมดำแห่งความขัดแย้ง


วันที่ 31 กรกฎาคม มูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับ เครือมติชนจัดโครงการอบรม "ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง" ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. - 5 ก.ย. เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้นำรุ่นใหม่ในทุกภาคส่วนของสังคมที่มีความ ตั้งใจจริงและมีเป้าหมายชัดเจนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นใน สังคมไทย และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป ในการอบรมวันแรกมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมมากมายอาทิ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ,ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ดร.คณิศ แสงสุพรรณ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์


การอบรมในวันแรก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ "คิดใหม่ประเทศไทย" ว่าอยากบอกกับประเทศไทยว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคิดใหม่ก่อนที่จะสายเกินไป นิตยสาร"นิวส์วีค"กล่าวถึงความสำเร็จในอดีตของไทยว่าในอดีต เรากลายเป็นเสือแห่งเอชียที่หลายคนยกย่อง ไทยเสมือนแดนสวรรค์ในสายตาโลก แต่แล้วจากประเทศที่ทุกคนคิดว่าเป็นประเทศที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้กลายเป็น สังคมที่แตกแยกพร้อมที่จะปะทุขึ้นทุกขณะ


ความผิดพลาดที่มากที่สุดของประเทศไทยคือ ไม่เคยจริงจังกับการปฎิรูปไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่เลวร้ายหรือรุ่งโรจน์ เราไม่เคยคิดจะปฎิรูปการศึกษา อุตสาหกรรม และภาคเอกชนยังขาดความสามารถที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก เรามีการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งแต่เราไม่รักษา ฟูมฟัก เรากลายเป็นสูญเสียทรัพยากรไป



ประเทศไทยขาดผู้นำเชิงรัฐบุรุษที่ พร้อมจะทำเพื่อสังคมส่วนรวม ไม่ใช่แค่เพื่อพรรคและบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่นิตยสาร"นิวส์วีค" ที่มองเราแบบนี้แต่ทั่วโลกมองเราแบบนี้ทั้งนั้น


ปัญหาใหญ่ของชาติในวันนี้คือเราไม่สามารถก้าว ข้ามวิกฤติการความขัดแย้งซึ่งเหมือนหลุมดำที่ดูดความก้าวหน้าเข้าไปอยู่ใน วังวนเหล่านี้ ประเด็นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเราวนเวียนอยู่กับเรื่อง"ทักษิณ" การเมืองและกระบวนการของเราไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาสร้างบ้านเมือง แต่ถูกใช้เพื่อเอาชนะ ใช้บนพื้นฐานว่า"ถ้าเราไม่ชนะเขามาแน่" เสมือนหนึ่งประเทศไทยไม่มีปัญหาอื่นที่ต้องแก้ไขนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ประเทศไทยเราจมปลักอยู่กับที่ ประเทศอื่นเขาปรับตัวเข้ากับบริบทใหม่ของโลก ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งอ่อนแอ



ลองหลับตานึกภาพถ้าเราไม่คิดเรื่องความขัดแย้ง ลองมองที่ประเทศไทยว่ามีปัญหาอะไรที่ท้าทายเรา รอการบริหารจัดการ ลองมองที่ภาคใต้มันสงบแล้วหรือ วันนี้แทบจะไม่มีปฎิสัมพันธ์ระหว่าง 4 จังหวัดภาคใต้เลยได้แต่ดูจากข่าวที่โผล่มาทีละอย่างว่าตรงนั้นระเบิด งบประมาณหมดไปเท่าไหร่แล้ว คนตายไปเท่าไหร่แล้ว ความคิดที่จะไปฟื้นฟูเศรษฐกิจที่นั่น ฟื้นฟูความกลมเกลียวที่นั่นอยู่ที่ไหน ? ถ้าเป็นแบบนี้ใครจะมาเชื่อมั่นเรา นี่คือปัญหาที่รอการจัดการอย่างเป็นระบบและโปร่งใส


ลองมองไปที่การจัดการประเทศในเรื่องยุทธศาสตร์ เราไปทางไหน เป้าหมายคืออะไร การขับเคลื่อนเป็นอย่างไรบ้าง ลองดูที่มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่ฉลาด เขาประกาศจะขยับจากประเทศรายได้หลักกลางไปสู่รายได้ระดับสูง เขามีเป้าชัดเจน เขาลงทุนในการพัฒนาบุคคลากร เขารู้ว่าความกลมเกลียวในชาติเป็นสิ่งสำคัญ เขายกเลิกสิทธิของชนชาติมาเลย์ดั้งเดิมให้ลดลงมาอย่างเท่าเทียม

 

ผมเชื่อว่าเรามีภาระทางนโยบาย 2 ประการคือ การเปลี่ยนเข็มเป้า จากที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยนไปสู่การยกระดับรายได้ความเท่าเทียมในชีวิตและลดความยากจน ตัวนี้มันก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม ยิ่งนานวันความเจริญก็ยิ่งถ่างออกไป


ในทางสังคมความไม่เท่าเทียม เราเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้ ในประเทศเรามีความต่างกันทางรายได้ประมาณ 14- 15 เท่า การเกลี่ยความยุติธรรมนั้นจำเป็น

 

ส่วนในทางการเมืองหากประชาชนที่ยากจนต้องหาเลี้ยงชีพ การเมืองจะดีก็จ่อเมื่อประชาชนแข็งแรง ฉะนั้นการยกระดับรายได้และเกลี่ยความยุติธรรมคือสิ่งแรกที่ต้องทำ


การปฎิรูปการเกษตรไม่ใช่ว่าเราไม่มีแผน แต่เราไม่ขับเคลื่อนอย่างมีพลัง ผมสนับสนุนแนวทางท่านประเวศที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เรารู้ว่าการแก้ไขปัญหาเกษตรกรรายบุคคลแก้ปัญหาไม่ได้ การรวมกลุ่มและสหกรณ์คือหัวใจ โจทย์คือ ทำอย่างไรที่จะยกระดับผู้นำชุมชนทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็งทางปัญญา โครงการอะไรต้องทำ  โลกเปลี่ยนแปลงอย่างไร บทบาทของการปฎิรูปจากรากหญ้าสำคัญมาก


การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสังคมสำคัญมาก ต้องไม่ใช่การแจกเงินและไม่ใช่กู้มาแจก ทำอย่างไรให้มีการแบ่งและกระจายอำนาจซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการ 76 จังหวัดต้องให้เขามียุทธศาสตร์ร่วมกัน จังหวัดที่มีศักยภาพสามารถให้เป็นซุปเปอร์ซิตี้ได้  ยุทธศาสตร์ของส่วนกลางมันก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดแบบนี้ กลายเป็นว่าเราเอาขนมเค้กที่หายากมากไปแบ่งกัน


ประการที่สองคือ การเปลี่ยนโครงสร้างเป็นการขับเคลื่อนด้วยวิทนาการไม่ใช่จินตนาการ สิ่งที่มาเลย์ผลิตได้ไม่ใช่แค่ความรู้พื้นฐาน ไทยเราต้องเปลี่ยนความคิดว่าเราเป็นศูนย์กลางการผลิต แต่ต้องเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางความคิดให้มากขึ้น ซึ่งการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องของครู ไอที หลักสูตร นักการศึกษารู้ปัญหาดีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะเคาะขับเคลื่อนอย่างไร


เรื่องของเทคโนโลยีคือหัวใจของอนาคตข้างหน้า ของอย่างนี้ไม่ใช่แค่ว่ามีแล้วจบ มันต้องมียุทธศาสตร์ ดูอย่างสิงค์โปร์ เขามีโครงการเอยนต์ซี่รีเสิด จุดคือพัฒนาทุนสามตัว คือมนุษย์ ปัญญาหรืองานวิจัย และทุนอุตสาหกรรม ดึงเอกชนมาร่วม ทุนมนุษย์ต้องสร้างบุคคลากร ทุนปัญญาเขาเอาเงินผลิตงานวิจัย ทุนอุตสาหกรรมเขาเอาเงินกระตุ้นให้เอกชนเข้ามาลงทุนเชิงพาณิชย์ เขารู้ว่านวัตกรรมเหมือนไข่กบมีเป็นร้อยแต่มีไม่มีฟองจะออกเป็นตัวได้ สิ่งเหล่านี้เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เมืองไทยทำอย่างเขาได้หรือไม่


นี่คือตัวอย่างของทิศทาง ถ้าเราคิดว่าสิ่งนี้ถูกต้อง ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องมาดูว่าจุดแข็งของเรามีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ นั่นคือภารกิจที่สามที่จะตามมา ความสามารถเชิงนวัตกรรมของเราอยู่อันดับที่ 59 เวียดนามอยู่ที่ 33 งบประมาณและการคลังต้องบริหารจัดการให้ดีๆ มันไม่เกี่ยวว่าจะกระทบตอนนี้หรือตอนไหน แต่มันอยู่ที่"อนาคต" อนาคตข้างหน้ามันขึ้นอยู่ที่วันนี้


สำหรับต่างประเทศ ทุกประเทศต่างปรับตัวทั้งนั้น อเมริกาวันนี้มองกลับมาถ้าปล่อยให้จีนใหญ่ต้องยุ่งแน่ ก็เข้ามาสัมพันธ์กับอาเซียน อินเดียก็ไม่ยอมให้จีนใหญ่ก็เข้ามาสัมพันธ์กับอาเซียน ไทยอยู่ตรงไหน? เราต้องเดินความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ ผมมองว่าวันหนึ่งข้างหน้าข้าวของเราจะมีปัญหาในWTO ส่วนเขาพระวิหารก็มีปัญหาเราต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เราไม่ใช่มหาอำนาจ พลังของเราอยู่ที่ประเทศเหล่านี้จะช่วยหรือไม่


ตอนนี้เรากำลังรอการบริหารจัดการอยู่ เราวนเวียนอยู่กับการจัดการตัวบุคคล ยิ่งนานยิ่งวนเวียนน เราเสียเวลาไปมากแล้ว บราซิลใช้เวลา 7 ปีเป็นมหาอำนาจ แต่อาร์เจนตินาทุกวันนี้ยังเบี้ยวหนี้อยู่เลย เพราะเป็นชาติที่ไม่เคยมีฟอร์ม และทำตัวเป็นเด็กดีที่แกล้งโง่เดินตามตะวันตก ทำตามเรตติ้งฝรั่ง กู้มาแล้วก็มาโกง การเมืองไม่สนใจเรื่องความโปร่งใส กู้มาเรื่อยๆแล้วไม่ทำประโยชน์ดอกเบี้ยก็บาน พัฒนาไม่ถูกจุดก็ไม่เกิดรายได้ ดอกเบี้ยก็ถมไปเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นบราซิลเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก คุณมีทางให้เลือกจะเป็นมีความคิดอ่านในโลกมีศักดิ์ศรี หรือจะเป็นหนี้


"มีคนบอกว่ายุคนี้ต้องเลือกข้าง ผมว่าอันนั้นเป็นการขุดหลุมฝังประเทศ ถ้าคุณนำประโยชน์ของชาติมาไว้ก่อน ไม่ใช่แค่ประโยชน์ของความขัดแย้งแค่นี้ทำไมจะก้าวข้ามไปไม่ได้ ทำไมมันแก้ไม่ได้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่แล้ว"


การบรรยายของผมขอจบด้วยคำกล่าวของเนล สัน แมนเดล่า ที่กล่าวว่า"ชีวิตของผมต่อสู้เพื่อประชาชนแอฟริกาใต้ ต่อสู่กับชนชั้นปกครองผิวขาวและผิวดำที่แบ่งแยก ผมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่คนทุกคนอยู่ร่วมกันเพื่อประเทศ ผมอยู่เพื่อเห็นวันนั้น ถ้าต้องตายเพื่อที่จะได้เห็นวันนั้น ผมก็ยอม"  
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #341 เมื่อ: 09 สิงหาคม 2010, 08:09:31 AM »

อ้างถึง

วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:18:42 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้าน ชี้ เกษตรกรายย่อยเป็นเครื่องมือของนายทุนและเกษตรยักษ์ใหญ่


 


นายประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้าน   กล่าวในการเสวนาพิเศษเรื่อง "ปฎิรูปการเกษตร" ว่า  ประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมเรื่องเกษตรมากที่สุด ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ก็อยู่กับการเกษตร แต่เราใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยมากไป เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และประเพณีต่างๆอาจพัฒนามากเกินไป สมัยก่อนบอกว่าประเทศไทยส่งออก 4 อย่าง คือข้าว ไม้สัก ยางพารา และแร่ดีบุก เราพัฒนาจนหายไปสองอย่างแล้วคือ ไม้สัก และแร่ดีบุก ถ้าเราพัฒนาไปแบบนี้ข้าวอาจต้องซื้อต่างชาติกินก็ได้


การพัฒนาที่เน้นว่าคนเจริญขึ้นเป็นช่องทางให้เกษตรผิดพลาดมามากแล้ว เกษตรกรทั่วไปลืมไปว่าเรากลายเป็นเครื่องมือของผู้ส่งออก ผู้ที่ทำธุรกิจรวยขึ้นแต่เกษตรกรจนลง เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยถ้าตามกระแสส่งออก เกษตรกรจะลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วเพราะตกเป็นเครื่องมือทางธุรกิจพออยู่ไม่ ได้ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไปเป็นลูกจ้างเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง


ถ้าการปฎิรูปไม่ทำให้เกษตรกรมีความรู้มากขึ้น พอมีปัญหาเกษตรทำได้อย่างเดียวคือปิดถนน การปฎิรูปต้องมาจากเกษตรก่อนและปฎิรูปโครงสร้างให้เอื้อต่อการดูแลอย่างถูก ต้อง นโยบายรัฐก็ต้องสอดคล้องกับความเป็นนจริง แผนออกมาสวยหรูแต่เวลาประกาศใช้การปฎิบัติกลับไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน ถ้าคิดดีแล้วไม่เอาระบบเข้าไปปฎิบัติไม่มีประโยชน์เลย


การที่คนมีหนี้เพิ่มขึ้นเพราะสร้างกระแสและให้คนโหนกระแส ไปทำในแนวทางที่ส่งเสริมโดยที่ยังไม่มีความรู้ ตรงนี้เป็นจุดอ่อนอยู่ การทำให้เกษตรกรายย่อยเป็นเครื่องมือของนายทุนและเกษตรยักษ์ใหญ่ ซึ่งเขาก็โยนให้เกษตรรายเล็กเป็นผู้เสี่ยง เช่นการเลี้ยงปลาทับทิม เขาก็สนับสนุนให้ชาวบ้านทำ แต่ผลผลิตออกมาแล้ว ส่วนที่มีกำไรไม่เสี่ยงเขาก็เอาไปทำเอง พอทำแล้วไม่สำเร็จหนี้ก็เพิ่ม เขาก็ไม่รับผิดชอบเรื่องขาดทุน


"เกษตรรายย่อยอย่าไปคิดเรื่องความร่ำรวยแต่คิดเรื่องความอยู่รอดตามหลัก ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ผ่ามมาหลายกลุ่มหลายชุมชนทำแล้วสามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่ผมไม่มั่นใจว่าหากมีเสรีการค้าอาเชียน กลุ่มเหล่านี้จะอยู่รอดได้อย่างไรเพราะจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตลาด ของที่เหลือใช้ก็กลายเป็นต้องมีความจำเป็นเรื่องการแข่งขัน"


การปฎิรูปต้องทำให้เกษตรกรรายย่อยหรือกลางเป็นผู้กำหนดเอง 3 เรื่องคือ เรื่องคุณภาพผลผลิต นำหนักของตัวเอง และกำหนดราคาได้ ซึ่งต้องไปถามผู้ซื้อตลอด ว่าเกรดไหน ราคาเท่าไหร่ น้ำหนักเท่าไหร่ แนวทางที่จะกำหนดได้นั้นทำได้ แต่ต้องสร้างความร่วมมือให้แต่ละคนมีความรู้ ความเข้าใจ


ยกตัวอย่าง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือกันเอาน้ำยางมารวมกันคุณภาพที่ได้ก็ตรงตามตลาด คนก็มาแย่งกันขอซื้อ เราก็กำหนดราคาคุณภาพน้ำหนักได้ ซึ่งเกษตรกรรายย่อยต้องทำตรงนี้ คิดว่าเรามีความจำเป็นในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่มีเรื่องภูมิปัญญา ประสบการณ์ เทคโนโลยีเท่านั้น ต้องเอาเข้ามาปรับร่วมกัน

 

"แนวทางที่ว่าให้ลูกไปเรียน ทำงานดีๆจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร จะทำให้การปฎิรูปเจ๊ง เราต้องทำให้เกษตรกรเป็นเถ้าแก่ในอนาคตเพื่อลดการถอยห่างจากอาชีพเกษตรของคน รุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นหลังเห็นว่าเกษตรกรไม่ได้ย่ำแย่ ต้องทำให้เป็นตัวอย่างให้เห็นกัน" นายประยงค์กล่าว 

ความเห็น

จากบีไอบีเอฟในยุคธารินทร์  ตอนนี้ ปชป. กำลังจะผลักดัน  "เขตการค้าเสรีอาเซียน" จะทำอะไรถามประชาชนหรือยังและเตรียมความพร้อมในด้านความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรมากน้อยแค่ไหน?  สุดท้ายแผ่นดินนี้จะเหลืออะไรให้คนรุ่นลูกหลาน??
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #342 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2010, 08:21:04 AM »

ปฏิรูปประเทศไทย : ถ้าไม่ปฏิรูปนโยบายพลังงาน ไม่สำเร็จ!

โดย ประสาท มีแต้ม    9 สิงหาคม 2553 16:29 น.


       1. คำนำ
       
       ชื่อบทความนี้อาจจะทำให้บางท่านรู้สึกว่า เป็นการทอนพลังของการปฏิรูป ที่ กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่การทอนพลังครับ แต่เป็นการทำให้การปฏิรูปมีประเด็นที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้ง่าย รวดเร็ว เมื่อเทียบกับการปฏิรูปมหาวิทยาลัย ปฏิรูปการศึกษาที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
       
       ผมได้ตรวจสอบประเด็นของการปฏิรูปของคณะกรรมการชุดที่คุณหมอประเวศ วะสี เป็นประธานแล้วพบว่า ไม่มีประเด็นเรื่องนโยบายพลังงานเลย
       
       บทความนี้จะนำเสนอให้เห็นว่า (1) ทำไมจะต้องปฏิรูปนโยบายพลังงานในทันที (2) จะปฏิรูปไปสู่อะไร และ (3) ทำอย่างไร เริ่มต้นที่ไหนก่อน
       
       2. ทำไมจะต้องปฏิรูปนโยบายพลังงานในทันที
       
       เรื่องนโยบายพลังงานไม่ใช่เป็นเดียวโดดๆ ที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมมนุษย์ยุคปัจจุบัน แต่มันเกี่ยวข้องกับปัญหาความยากจน คนว่างงาน การทำลายแหล่งทำมาหากินของชาวชนบท รวมทั้งปัญหาโลกร้อนที่กำลังเป็นปัญหาแก้ไม่ตกของคนทั้งโลก
       
       เพื่อความกระจ่างขึ้น ผมขอขยายความเป็นข้อๆ ดังนี้
       
       (1) ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของคนไทยเรามีขนาดใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับรายได้ประชา ติ ในปี 2536 คนไทยใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่าเพียง 11% ของรายได้ประชาติ แต่เพียง 15 ปีผ่านไป รายจ่ายด้านพลังงานกลับเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 19% ในปี 2551
       
       ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงขนาดของปัญหาเท่านั้น แต่ได้ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงของปัญหาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
       
       (2) แหล่งพลังงานฟอสซิลที่รวมศูนย์ (ซึ่งได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ทำให้คนตกงานจำนวนมาก เฉพาะกิจการน้ำมันและกิจการไฟฟ้า (ที่มีขนาดถึง 11.1% และ 4.3% ของรายได้ประชาติ) พบว่ามีการจ้างแรงงานรวมกันไม่ถึง 1% ของแรงงานทั้งประเทศ ตัวเลขนี้ได้คิดรวมเด็กที่ทำงานตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศประมาณ 2 แสนคนเข้าไปแล้ว
       
       (3) พลังงานไม่เพียงแต่เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ บุกอิรัก เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชุมชนของแต่ละประเทศอีกด้วย ระหว่างชุมชนด้วยกันเอง เช่น เขื่อนปากมูลเพื่อการผลิตไฟฟ้าได้ทำให้ประชาชนต้องอพยพกว่า 1,700 ครอบครัว ผลผลิตการประมงลดลง 80% นอกจากนี้ชาวแม่เมาะ มาบตาพุด ชาวระยอง และชาวจะนะ จังหวัดสงขลา ก็กำลังได้รับผลกระทบทางระบบหายใจ มะเร็ง ดังที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ คงไม่ต่างกันมากนักกับสงครามที่ใช้ อาวุธที่มองเห็น
       
       ปัจจุบันนี้ ทางรัฐบาลกำลังมีแผนการจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นมาใหม่ถึง 6 โรง ทั้งๆ องค์กร กรีนพีช พบว่า ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลก ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็ชี้ชัดลงไปแล้วว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในบรรดากิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์
       
       (4) พลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานที่พ่อค้าจำนวนน้อยรายสามารถผูกขาดได้ นอกจากจะทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผลแล้ว ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนท้องถิ่นจำนวนมาก เป็นการขยายช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากขึ้น
       
       จากรายงานการศึกษาของ UNDP หน่วยงานเพื่อการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ พบว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยที่สุด 20% แรกกับคนจนที่สุด 20% ล่างสุดของประเทศไทยห่างกันถึง 13-15 เท่า ในขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้านอยู่ระหว่าง 9-11 เท่า (ญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียเพียง 3-4 เท่า)
       
       จากบทความเรื่อง The Battle for Thailand ของ Warren Bello พบว่า เพียงช่วง 30 ปีของการพัฒนา (ในทศวรรษที่ 1960 ถึง 1990) ได้ทำให้รายได้ของคนในภาคการเกษตรลดลงจาก 1 ใน 6 เหลือเพียง 1 ใน 12 ของภาคส่วนอื่น
       
       เว็บไซต์ nationmaster.com ที่อ้างถึงงานศึกษาจาก 141 ประเทศทั่วโลกพบว่า แหล่งน้ำจืดในประเทศไทยมีค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำเฉลี่ยต่ำที่สุดในโลก คืออยู่ในระดับที่ทำให้ปลารู้สึกเครียด นั่นแปลว่า ทั้งแหล่งอาหารโปรตีนและแหล่งรายได้ของชาวชนบทต้องอัตคัดขัดสนตามไปด้วย
       
       แม้ว่าสาเหตุของปัญหาค่าออกซิเจนละลายในน้ำต่ำจะมาจากภาคอุตสาหกรรม และภาคคนในเมืองด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคพลังงานก็มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก
       
       (5) การรวมศูนย์กิจการพลังงานที่มีลักษณะผูกขาด ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อโอกาสในการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดโครงการใหม่ การหวังค่านายหน้าที่ดิน การวางแผนที่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ รวมถึงการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ประชาชนไม่มีอำนาจใดๆ ไปต่อรอง ย่อมส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมในสังคมที่สามารถสัมผัสได้
       
       (6) การจ้างคนให้มาทำงานเพื่อการประหยัดพลังงานก็เป็นอีกประเด็นที่คุ้มค่าการจัดหาพลังงาน
       
       นี่คือเหตุผล 6 ประการที่เชื่อมโยงถึงกันหมดดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่อยากจะเรียนย้ำอีกครั้งก็คือว่า มันมีขนาดใหญ่มากและเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริง
       
       3. จะปฏิรูปไปสู่อะไร
       
       ถ้าเราใคร่ครวญทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมาแล้ว เราก็สามารถทราบได้ทันทีว่า เราต้องหาแหล่งพลังงานอื่นที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ (1) ไม่สามารถผูกขาด (2) ไม่ก่อมลพิษทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก (3) มีการว่าจ้างแรงงานให้คนได้ทำกันเยอะๆ และ (4) ไม่ยั่วน้ำลายของผู้ที่จ้องจะหากินกับโครงการขนาดใหญ่
       
       แหล่งพลังงานที่ว่านี้คือ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล รวมทั้งการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงานด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยราชการ
       
       หลายท่านอาจจะแย้งผมว่า “พูดแต่ทฤษฎี” ผมขอยกเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นจริงดังนี้ครับ
       
       ในช่วงปี 2545 ถึง 2552 ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปเขามีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ไม้ฟืน น้ำเสียขนาดเล็ก 1 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และมีเป้าหมายให้ถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์ (มากกว่า 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตที่ประเทศไทยใช้) ภายในปี 2556
       
       คำถามก็คือ ประเทศไทยเรามีศักยภาพที่จะมีเชื้อเพลิงชีวมวลน้อยกว่าประเทศในยุโรปหรือ?
       
       คำตอบคือไม่ ประเทศเรามีนาร้างจำนวนมหาศาล เฉพาะภาคใต้อย่างเดียวก็มีถึง 5 แสนไร่ นอกจากนี้ยังมีต้นตอของยางพาราที่ต้องโค่นทิ้งๆ ทุกๆ 20 ปีอีก 13 ล้านไร่
       
       ผมประเมินอย่างคร่าวๆ ว่า ทั้งอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราชที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์นั้น มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพียง 6-7 เมกะวัตต์เท่านั้น ถ้าใช้เชื้อเพลิงที่ชาวบ้านผลิตเองได้ในท้องถิ่น รายได้ก็จะตกเป็นของชาวบ้านประมาณหนึ่งร้อยล้านบาทต่อปี
       
       ดีกว่าเอาถ่านหินนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะนอกจากเงินจะไหลไปต่างประเทศแล้ว ยังทำให้คนไม่มีงานทำ และทิ้งมลพิษไว้บ้านเราอีก
       
       สำหรับกังหันลมทั่วโลกมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 31% แต่ประเทศไทยเรายังไม่มีเนื้อมีหนังเลย ส่วนพลังงานโซลาร์เซลทั้งเทคโนโลยีก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในขณะเดียวกันต้นทุนถูกลงมากและกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์บอกว่ากำลังจะมาลงที่ประจวบคีรีขันธ์ แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชาวบ้านคัดค้าน
       
       ก็ถือว่าเป็นข่าวดีนะครับ
       
       4. จะทำอย่างไร เริ่มต้นที่ไหน
       
       ง่ายที่สุดและขอให้เป็นจุดเริ่มต้นด้วยคือ ขอโอกาสให้กลุ่มคนที่ทำงานในเรื่องพลังงานที่ผมเสนอ (ซึ่งก็มีหลายกลุ่ม) ได้มีโอกาสใช้สื่อของรัฐเท่าเทียมกับกลุ่มพ่อค้าพลังงานที่โฆษณาอยู่ทุกวัน ว่า “ถ่านหิน...พลังงานสะอาด” หลังจากนั้นสังคมจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเดินไปทางไหน อย่างไร
       
       5. สรุป
       
       ผมเห็นด้วยครับว่า การปฏิรูปประเทศไทยต้องทำพร้อมกันหลายด้าน และต้องไม่ทอนพลังกันเอง แต่ถ้าละเลยเรื่องนโยบายพลังงานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โต เร่งด่วน และเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ชัดเจน แล้วผมไม่คิดว่าการปฏิรูปจะไปถูกทาง แถมอาจจะเป็นการเสียเวลาเปล่าอย่างที่บางฝ่ายกล่าวถึง
       
       ขออภัยที่ต้องขอสรุปอย่างตรงๆ เช่นนี้ครับ
       
                                    prasart.m@psu.ac.th   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #343 เมื่อ: 10 สิงหาคม 2010, 08:23:00 AM »

ธุรกิจมืด ท่อน้ำเลี้ยงจีดีพีไทย
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน    9 สิงหาคม 2553 19:13 น.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000110329 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5923


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #344 เมื่อ: 22 สิงหาคม 2010, 07:49:18 AM »

อ้างถึง

   
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:07:51 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ไอเดีย(ไม่)ตกผลึกของ"กรณ์" อุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้แข่งขันแท้จริง เป็นยิ่งกว่าโบรกเกอร์

มีคนชื่นชม"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพูดจาตรงไปตรงมา ไม่วกวน ตอแหลแบบนักการเมืองที่เห็นกันทั่วไป และข้อดีอีกประการคือ ไปพูดในเวทีระดับประเทศดูน่าเชื่อถือ ไม่อายใคร แต่นักข่าวพบว่า ยังมีแนวคิดอีกหลายเรื่องของ"กรณ์"ที่ยังไม่ตกผลึก แต่น่าสนใจ

สัปดาห์ที่ผ่านมา "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นประธานเปิดโครงการก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ จากที่ลงทะเบียนไว้ 1,183,355 คน เป็นวงเงินหนี้ 122,672 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติ 6 แบงก์รัฐเข้ามาอยู่ในระบบได้ 412,741 ราย


ระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย

 

"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการนี้เล่าว่า คนที่เข้ามาในวัฏจักรหนี้นอกระบบส่วนใหญ่มีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล คำตอบสุดท้ายเขาเข้าถึงระบบธนาคารไม่ได้ เพราะระบบ ธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย ยิ่งรวยยิ่งกู้ได้ ยิ่งจนยิ่งกู้ไม่ได้ ตัวเลขแบงก์ชาติบอกว่า 15% ของประชากรไม่มีบัญชีเงินฝาก ถ้าถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถกู้ได้ ผมว่า 30% หรือมากกว่านั้น

 

ดังนั้นการถลำเข้าไปเพราะชีวิตสะดุด เช่น ตั้งครรภ์ แม่ป่วย มีภาระลูกเรียน เป็นจุดที่เข้าสู่หนี้นอกระบบ เราจึงต้องจัดให้เขามีที่พึ่ง และโครงการนี้พร้อมจะช่วยคนที่พร้อมจะช่วยตัวเอง คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะประมาณ 450,000 ราย โดยมีหนี้เฉลี่ย 100,000 บาท/คน คิดเป็นวงเงินหนี้ที่รีไฟแนนซ์ 40,000-45,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต่อคนประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,000 บาท/คน/เดือน

 

"ถือว่าเยอะมากสำหรับคนกลุ่มนี้ เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ เป็นการใช้กลไกธนาคารรัฐ อาศัยกลไกตลาดที่ไม่ใช่เงินภาษี 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับ 4 หมื่นกว่าล้านที่อยู่ในมือคน 4 แสนราย ซึ่งมีผลในระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้เขา"

 

"กรณ์" ย้ำว่า เราตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาหนี้ให้เขาครั้งเดียวแล้วจะไม่มี ปัญหาอีก ดังนั้นเพื่อให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินในอนาคต เราตอบโจทย์ให้ 4 แสนคนนี้ ด้วยการออกแบบนวัตกรรมคือบัตรลดหนี้ โดยมี 2 เป้าหมาย 1.ต้องการให้คนกลุ่มนี้มีวงเงินในอนาคตที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบ ธนาคารได้โดยไม่กลับไปที่เจ้าหนี้นอกระบบ 2.มาตรการช่วยกระตุ้นมีวินัยทางการเงิน ทุกบาทที่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จะได้คืนเป็นวงเงินครึ่งหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ สมมติมีหนี้แสนบาท คุณชำระเงินต้นบวกดอกเบี้ย ณ สิ้นปีแรกจะได้วงเงิน 6,000 บาท เป็นฟรีเครดิตไลน์ วงเงินนี้เป็นของเขากดเงินได้จากตู้เอทีเอ็ม และเราเก็บวงเงินเครดิตไลน์ให้เขา 4 ปี รวมทั้งทุกรายมีประกันชีวิตฟรีด้วย ซึ่งแบงก์รับภาระต่อราย 35 สตางค์"

 

"กรณ์" กล่าวว่า เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาทำได้อย่างไร ที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน แต่เวลาไปกู้กับแบงก์ แบงก์มองไม่เห็นความสามารถเขา ทั้ง ๆ ที่เขาทำได้ ปากกัดตีนถีบ ผมพยายามกล่อมแบงก์ว่า ถ้าเขาเคยจ่ายร้อยละ 10 ต่อเดือนได้ คุณต้องมีจุดเริ่มต้นว่าเขาทำได้ แบงก์ต้องเข้าไปดู เรามานั่งคำนวณว่าภาระหนี้ที่มี หากเขาเป็นลูกค้าที่ดี 1 ปี หรือมากกว่า ผมมั่นใจว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาเอง เพราะเราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1% ต่อเดือน แบงก์อาจจะให้วงเงินเขาเพิ่มขึ้นเอง

 

ผมกำลังคิดว่าในอนาคตลูกค้ากลุ่มนี้หากรักษาไว้ได้ เป็นกลุ่มที่มีค่า จะรักษาอย่างไรค่อยว่ากัน อนาคตหากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินคงทำธนาคารรากหญ้าที่จะทำไมโครไฟแนนซ์ ก็มี 4 แสนรายนี้เป็นเชื้ออยู่แล้ว

 

แนวคิด ธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า

แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบตั้งแต่แรก ต้องมีธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า จากประสบการณ์ 9 เดือนที่ทำเรื่องนี้ มีบทเรียนว่าหนึ่งในอุปสรรคที่พบคือวัฒนธรรมองค์กรของธนาคารรัฐ ยังไงก็ยัง "เป็นธนาคาร" และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เปิดสายด่วน 1689 มาที่กระทรวงการคลัง มีคนโทรศัพท์เข้ามา 400-500 คนทุกวัน มีคนร้องเรียนจำนวนมาก อาทิ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคนค้ำประกันต้องเป็นข้าราชการ ซึ่งคน 70% ที่โทร.เข้ามาเป็นเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ประกาศไปแล้ว ทำให้เรารู้ว่าทุกเรื่องหากจะทำให้ได้ ต้องลงมาขันเอง และวัฒนธรรมองค์กรต้องเปลี่ยน

 

การทำธนาคารคนจนหรือธนาคารรากหญ้า ไม่จำเป็นต้องแยกองค์กรออกมาดูแลต่างหาก ใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เช่น สัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารรากหญ้าอยู่แล้ว โมเดลที่เราคิดอยู่คือให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินซึ่งมีหน้าที่ดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่ให้มีอีกหน้าที่คือ "โฮลเซล" เอากลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพวก กู้เงินจาก ธ.ก.ส.และออมสินเพื่อไปปล่อยกู้ต่อโดยมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ให้เขาบริหาร ดูแลลูกค้าของเขา แทนที่ออมสิน ธ.ก.ส.ต้องไปดูแลเอง

 

หรือแม้แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์ เจ้าหนี้นอกระบบ ให้เขามาขึ้นทะเบียน เป็นนิติบุคคล เป็นเหมือนเอเย่นต์ของ ธ.ก.ส. ออมสิน กลุ่มเหล่านี้เขารู้วิถีชาวบ้าน ให้เขาไปดูแลกันเอง นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

เจ้าหนี้นอกระบบ 60% เป็นคนอุทัยธานี

"กรณ์" เล่าเบื้องหลังว่า การได้มาทำโครงการหนี้นอกระบบได้พบอะไรแปลก ๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าหนี้นอกระบบกระจุกตัวเหมือนกัน หมายความว่าเจ้าหนี้นอกระบบ 60% ของวงเงินหนี้ทั้งหมดเป็นคนอุทัยธานี คือวันดีคืนดีที่ประกาศโครงการนี้ไป มีคนกระซิบบอกว่าหากผมอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องคุยกับ ส.ส.คนหนึ่งคือ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทย ซึ่งผมเชิญมานั่งคุยด้วย เขาบอกว่าหากรัฐมนตรีอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ เขาจะช่วย ให้ผมส่งทีมงานไปที่บ้านเขาและเขานัดเจ้าหนี้มาคุย หากคุยกับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้ก็จบแล้ว

 

ผมให้เจ้าหน้าที่ไปพบเจ้าหนี้กว่า 200 คน เริ่มเข้าใจวัฒนธรรม วิธีการปฏิบัติ การแก้ปัญหา เราในฐานะนักการเงินเอาข้อมูลเขาคำนวณว่าเขาคิดดอกเบี้ย มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงส่วยที่ต้องส่ง หนี้เสีย ค่าจ้างนักเลง ฯลฯ คำนวณออกมาผลตอบแทนสุดท้ายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพดานแบงก์ชาติ 28% (ดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมด้วย) เมื่อเราถามว่าหากเราให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้ เอาไหม เขาเอาเพราะชีวิตเขาต้องคอยหลบหลีก คือได้มา 100 บาท เหลือในมือเขาแค่ 10 บาท เขารันทด เก็บกดด้วย ทำให้เราคิดว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้

 

 

นอกจากนี้ "กรณ์" กล่าวว่า อีกมิติที่สำคัญมาก คือการสร้างวัฒนธรรม สร้างวินัยทางการเงิน งานนี้ได้ประสานหลายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าผมอยากให้มี "หมอหนี้" เป็นอาสาสมัครที่อยู่ทุกหมู่บ้าน 70,000 หมู่บ้าน ฝึกอบรมโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ซึ่งมีโครงการบัญชีครัวเรือนที่แข็งแรงมากอยู่แล้ว มีหน้าที่คอยติดตาม ประสานระหว่างธนาคารกับหมู่บ้านและพัฒนาไปสู่บัญชีหมู่บ้าน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันได้ ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ออมสิน หลังโอนลูกหนี้มาเป็นลูกหนี้เขาแล้ว เขามีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จัดตามวัดให้คนกลุ่มนี้ ผมว่าดีมาก ปัจจุบันเรามี "อสม." ดูแลสุขภาพอนามัย ต่อไปเราจะมีหมอหนี้ดูแลสุขภาพทางการเงิน

 

อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปี แต่รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

 

นอกจากนี้ "กรณ์" ได้ตอบคำถามเรื่องงบประมาณที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขณะนี้ว่าการ ทำงบประมาณปัจจุบันไม่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

ผมเรียนท่านนายกฯว่าแทนที่จะทำงบประมาณปีต่อปี หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล แต่รัฐบาลมักอยู่ไม่ครบ 4 ปี ดังนั้นต้องยืดหยุ่นให้โอกาสรัฐบาลใหม่ปรับเปลี่ยนได้ นั่นคืองบฯกลางของนายกรัฐมนตรี โดยนำเฉพาะส่วนนั้นเข้าสภาพิจารณาในแต่ละปี

 

ปัจจุบันการใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากการที่ได้พบกับหอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัด ผมหารือกับเขาว่าอยากเห็นยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ของเขา โดยเสนอผ่านมาที่รัฐบาล หลังจากนั้นจะได้กำหนดงบประมาณที่จะได้ตอบโจทย์ของเขาได้ อย่างภาคใต้ อุตสาหกรรมยางรวมตัวกัน ยุทธศาสตร์ยางของประเทศคืออะไร รัฐบาลควรสนับสนุนอะไร ตอนนี้งบประมาณคิดจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการที่แท้จริง ดังนั้นหากทำเป็นคลัสเตอร์และทำแมทริกซ์ คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

 

กรณ์กล่าวถึงงบประมาณปีนี้ที่รายรับกับรายจ่ายประจำที่เท่ากัน 1.6 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐต้องลงทุนจะต้องใช้เงินกู้ ว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่ยังต้องทำงบประมาณขาดดุล พร้อมอธิบายว่าถ้าไม่ขาดดุล นั่นคือ 1.ลดรายจ่ายได้ไหม...ยาก 2.เพิ่มรายได้ไหม...ก็ไม่ง่าย ดังนั้นหากจะให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มก็ต้องขาดดุล ความจริงคนทั่วไปกลัวเรื่องการขาดดุลมากเกินไป สำหรับผมไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือถ้าขาดดุลแล้วเศรษฐกิจมีการเติบโตหรือไม่ ถ้าเติบโตก็ไม่มีปัญหา

 

ดังนั้นถ้ารัฐไม่มีเงินลงทุนและไม่ขึ้นภาษี ตรรกะมันพาไปคือให้เอกชนลงทุน แต่เราจะพึ่งพาการลงทุนของเอกชนไทยอย่างเดียวหมายถึง "การผูกขาด" ไม่มีการแข่งขัน หากให้เอกชนลงทุนก็ต้องให้ต่างชาติมาลงทุน

 

กรณ์กล่าวว่า ถ้าจะต้องคุยกันจริง ๆ เรื่องนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติ ต้องถอดเรื่องการเมืองออกไป เพราะสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องที่การเมืองไม่กล้าแตะ เช่น สิทธิการถือหุ้น รวมถึงสิทธิการครองที่ดิน ขนาดผู้บริหารมาประมูล 3G ยังเป็นต่างประเทศไม่ได้เลย มันจึงยังอีกไกล...

 

ในแง่การลงทุน "กรณ์" มองว่า ส่วนหนึ่งรัฐไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเยอะมาก เช่นใบอนุญาต กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่สามารถตัดสินใจในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูตั้งแต่สมัยไหน ๆ เช่นบริษัทใหญ่ ๆ 20-30 บริษัทของไทย ล้วนมีส่วนหากินกับรัฐทั้งสิ้น ทั้งสัมปทาน ธุรกิจใบอนุญาต กรณ์กล่าวว่า ในแง่มุมหนึ่งผมชื่นชมพวกอสังหาริมทรัพย์มากสุด เพราะเขาแข่งขันกันจริง ๆ เขาไม่มีใบอนุญาต ไม่มีสัมปทาน นอกนั้นธนาคารพาณิชย์ โทรคมนาคม ปตท. ต่างมีสัมปทาน ผูกขาด เราถึงไปแข่งต่างประเทศไม่เป็น

 

อุตสาหกรรมแบงกิ้ง...ยิ่งกว่าโบรกเกอร์


ส่วนเรื่องสเปรดดอกเบี้ย "กรณ์" กล่าวว่า "ผมคุยกับ ดร.ประสาร (ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่) ผมว่าต้องแยก 2 ส่วน เรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคคือ 1.สเปรดดอกเบี้ย 2.ค่าธรรมเนียม เช่นค่าโอนข้ามเขต เดี๋ยวนี้ระบบไม่มีต้นทุนแล้ว แบงก์เถียงว่าเขามีกำไรเกินควรเพราะมีไว้ซับซิไดซ์เรื่องการรับเช็ค ซึ่งต้นทุนสูงมาก เราก็ฟังและบอกว่าต้องโปร่งใสในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยต้องแยกส่วนระหว่างลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอี ลูกค้ารายบุคคล มันมีการซับซิดี้กันอยู่ ลูกค้ารายใหญ่ ๆ แบงก์ขาดทุนในแง่สเปรด แต่ไปได้อย่างอื่นเช่นทรานแซ็กชั่น แคชแมเนจเมนต์ เป็นต้น

 

เวลาแบงก์ชาติอ้างส่วนต่างดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยเทียบกับวงเงินกู้โดยรวมว่าไม่ ได้สูงเกินไป ผมว่า...ใช่ แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่คิดกับคอนซูเมอร์โลน มันกว้างมาก คิดเฉลี่ยไม่ได้ ต้องคิดแยกส่วน ซึ่ง ดร.ประสารเข้าใจเรื่องนี้ ผมว่าอุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้เป็นการแข่งขันที่แท้จริง มันเป็นคลับมากกว่า ยิ่งกว่าโบรกเกอร์อีก
 
จริง ๆ ต้นทุนของแบงก์สูง ทำให้เขาอ้างว่าสเปรดต้องกว้าง ประเด็นคือหากเราไปปรับสเปรด ก็ทำให้เขาต้องลดต้นทุนเอง ตอนนี้เขาไม่ต้องลดต้นทุนเพราะสเปรดมันกว้างอยู่ ที่น่าห่วงมากคือค่าธรรมเนียม ปีที่จีดีพีติดลบที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมแบงก์ขยายตัวมากสุดในเอเชีย เขาถึงไม่ปล่อยกู้ เราเอาแบงก์รัฐมาปล่อยกู้แทน เขาหากินที่ค่าธรรมเนียม  อ่านต่อได้จากลิ้งค์นี้.....

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1282373738&grpid=02&catid=no   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 21 22 [23] 24 25 ... 33   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!