บ้านตุลาไทย
24 เมษายน 2018, 09:28:23 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26 ... 33   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย  (อ่าน 159078 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #345 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 08:07:25 AM »

“มาร์ค” “อภิสิทธิ์” โอ่สวัสดิการรัฐปี 59 ชี้เป็นบริการขั้นพื้นฐาน ไม่กระทบการเมืองเปลี่ยน

ระบบสวัสดิการจะเข้าระบบอย่างเป็นรูปธรรมในปี 59 ย้ำผู้สูงอายุ คนพิการ หรือว่าโครงการเรียนฟรีมันเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องให้ ให้ความมั่นใจไม่มีปัญหาแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในภายหลัง
      
       วันนี้ (22 ส.ค.) ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในช่วงที่สอง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีหนี้สาธารณะในงบประมาณรายจ่ายปี 54 ที่รัฐบาลตั้ง เป็นงบประมาณใช้คืนเงินกู้ แล้วก็ใช้คืนเงินต้นด้วย ส่วนที่เป็นเงินกู้นี้ใช้คืนเงินต้นแค่ประมาณสัก 30,000 กว่าล้าน และที่ใช้คืนเป็นดอกเบี้ยแต่ละปีที่เกิดขึ้นประมาณเกือบๆ 180,000 ล้านบาท ทำไมรัฐบาลถึงจ่ายดอกเยอะ และทำไมไม่ใช้ต้น โดยมีกฎเกณฑ์อะไรที่เกี่ยวข้องในงบประมาณรายจ่าย
             
       นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลายคนทราบว่าจริงๆ แล้วดอกเบี้ยของเงินกู้ก้อนใหญ่ตรงนี้มาจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้ว คือปี 2540 ซึ่งระบบสถาบันการเงินทั้งหมดมีปัญหา และสุดท้ายหนี้ตัวนี้ก็เข้ามาสู่การเป็นหนี้ของรัฐบาล และเป็นเงินก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยก็ค่อนข้างจะเยอะ จริงๆ แล้วทางกระทรวงการคลังเขาก็จะมีหน้าที่ในการที่จะคอยดูอยู่ตลอดเวลาว่าตรงไหนจะสามารถที่จะปรับโครงสร้างต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การบริหารหนี้ไม่ให้เป็นภาระมากจนเกินไป เพราะฉะนั้นส่วนไหนนะครับที่สามารถที่จะชำระต้นเงินได้เร็วขึ้น มีประโยชน์ ถามว่าทำได้สัญญาหรือตัวมูลหนี้ที่เกี่ยวข้องนี้อนุญาตให้ทำได้เขาก็จะทำพร้อมๆ กันไป
      
       เมื่อถามว่า คล้ายกับว่าชำระก่อนกำหนด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ เพราะฉะนั้นก็จะทำตลอดเวลาในการที่จะลดภาระตรงนี้ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ที่มาถกเถียงกันนี้ ก็คือความคิดที่ว่าหนี้ตรงนี้มาจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย จะรับกลับคืนไปได้หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นที่ห่วงใยกันในเรื่องของใช้คำว่าคลังหลวงบ้าง อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ได้มีการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร
      
       เมื่อถามว่า เงินต้นที่เป็นยอดคงค้างอยู่นี้ยังไม่มีการชำระสะสาง เพราะฉะนั้น ดอกเบี้ยก็จะต้องเกิดขึ้นแต่ละปีๆ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ ทีนี้ก็เมื่อพูดถึงตรงนี้ก็ดีแล้วนะครับ เพราะว่าคำว่าหนี้สาธารณะนี้หลายคนก็มีความวิตกกังวลกันมากว่าเกิดมาแล้วมีหนี้เท่าไหร่ เกิดขึ้นมาปั๊บรับหนี้ไปแล้วจะต้องใช้เงินกันเมื่อไหร่ อย่างไร
      
       เมื่อถามว่า เอาหนี้สาธารณะเป็นตัวตั้ง เอาจำนวนประชากรหารว่ามีคนหัวละ 80,000-100,000 ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่า อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารงบประมาณนะครับ ตนว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่ไม่มีหนี้สาธารณะ เพราะว่ารัฐบาลจะมีบทบาทอยู่เรื่อยๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง เวลาเศรษฐกิจตกต่ำ รวมไปถึงการลงทุนของรัฐบาลเอง ในโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟ ซึ่งอาจจะมีเอกชนเข้ามาร่วมบ้าง แต่ว่ายังมีอีกหลายส่วนนะครับ อย่างน้อยโรงเรียนโรงพยาบาลอะไรต่างๆ รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนไปก่อน เพราะฉะนั้นหนี้ตรงนี้จะเกิดขึ้น รัฐบาลทุกรัฐบาลจะมีหนี้ ถามว่ารัฐบาลเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ ผมก็พูดมาตลอดรัฐบาลไม่มีเงินของตัวเอง รัฐบาลก็เก็บจากประชาชน เก็บจากภาษีอากร ทีนี้ถามว่าหนี้สาธารณะนี้ถ้ามันมีมากขึ้น มันไปอันตรายตอนไหน 1.ก็คือบอกว่าถ้าหนี้มันเริ่มเพิ่มเร็วกว่ารายได้ของรัฐ ก็เหมือนกับตัวคนหรือเหมือนกับองค์กร ในที่สุดก็เหมือนกับล้มละลาย หรือ 2.
      
       เมื่อถามว่า คือหามาเท่าไรก็ใช้แต่หนี้ก็หมด นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเอาเงินมาใช้อย่างอื่นแล้ว และก็ไม่พอด้วยอะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งพอเกิดอย่างนั้นปั๊บนี้หมายความว่าเจ้าหนี้เขาก็จะเริ่มมีปัญหากับเรา เขาก็จะไม่ให้เรากู้เพิ่ม ไม่ให้อะไรต่างๆ 2.ถ้าหากว่าหนี้สาธารณะมันเพิ่มขึ้นรวดเร็วนะครับ จนกระทบกับความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นนี้ก็หมายความว่าจะทำให้เจ้าหนี้บอก อย่างนี้ประเทศนี้ไม่น่าให้กู้แล้ว
      
       เมื่อถามว่าหนี้ใหม่ไม่ให้กู้ หนี้เก่าหรือว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หรือว่าคิดดอก ดอกขึ้น หรือเรียกเงินกลับคืนเร็วขึ้นหรืออะไรต่างๆ อันนี้ก็จะเป็นปัญหา ทีนี้ผมก็ขอยืนยันนะครับ หลายคนบอกรัฐบาลชุดนี้เข้ามากู้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่จริงไม่ใช่ ยกตัวอย่างว่าเดิมนี้เราเจอวิกฤตที่ต้องถือว่าแรงที่สุด เราก็คิดว่าต้องกู้เยอะ เราก็บอกว่าประกาศว่าเราพร้อมจะกู้ 800,000 ความจริงถึงกู้ครบ 800,000 นะครับ และหนี้สาธารณะอาจจะขึ้นไปแตะเกือบจะ 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ผลิตภัณฑ์มวลรวมนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับซึ่งสากลยอมรับได้นะครับ และก็เวลานี้บอกได้เลยว่าปีที่ผ่านมาในที่สุดนี้ พอเศรษฐกิจฟื้นเร็วกว่าที่คิด เราก็บอก 400,000 หลังไม่กู้ ลดมาครึ่งหนึ่งแล้ว และก็แถมที่เราบอกว่าต้องกู้มาชดเชยงบประมาณขาดดุล เดิมนี้งบไม่ใช่ที่พูดกันในสภาฯ นะ งบที่ใช้อยู่ขณะนี้ จะขาดดุล 350,000 ล้านนะครับ แต่พอผ่านมาจะครบ 12 เดือนนี้ปรากฏว่าจัดเก็บรายได้เกินเป้า อาจจะขาดดุลไม่กี่หมื่นล้าน หรือถ้าโชคดีจริงๆ อาจจะกลายเป็นงบประมาณสมดุลก็ได้
      
       เมื่อถามว่า อันนี้อาจจะเกี่ยวกับเรื่องส้มหล่นได้เงินมาอีก 40,000 กว่าล้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่านั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ว่าเรื่องใหญ่ก็คือว่าฐานะในเรื่องของหนี้มันดีกว่าที่หลายคนคาดการณ์เอาไว้นะครับในช่วงที่เกิดวิกฤต และก็เสร็จสรรพขณะนี้ก็บอกว่าหนี้สาธารณะเพิ่มจากประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์มาเป็น 42-43-44 ไม่น่าจะเกินนี้มากนัก ซึ่งใครที่อ่านข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศนี้จะทราบ ประเทศในภูมิภาคขณะนี้ปวดหัวกันหมด ของเขาขึ้นไปเกิน 100 ก็มี 80-70-60 และไม่มีประเทศไหนปีที่ผ่านมาไม่เพิ่มขึ้นสักประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ละครับ เพราะว่าทุกคนจำเป็น เมื่อถามว่าย้ำว่าก็ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใช้ตังค์นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือว่ารัฐบาลได้ดูอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าหนี้ตรงนี้กำลังจะทำให้ประเทศล้มละลาย หรือลูกหลานเราเกิดขึ้นมาแล้วไม่มี ต้องมาปวดหัว ไม่มีปัญหาในการที่จะมาใช้หนี้ ไม่มีกรณีอย่างนั้น มันเป็นเรื่องการบริหารปกติของรัฐบาล
      
       เมื่อถามว่า ถ้าหนี้สาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาลไม่เป็นปัญหานี้ ขณะนี้ที่มาโฟกัสกันหรือมาให้ความสนใจกันนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นหนี้ของประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนไปถึงตรงนั้นอีกนิดเดียวก็คือว่าอย่างที่บอกว่าเงินที่จะเอามาใช้หนี้ในที่สุดก็คือภาษี สิ่งที่ยืนยันว่าไม่ต้องกังวลก็คือ ขณะนี้รัฐบาลไม่มีความคิดว่าจะต้องเพิ่มภาษีเพราะมีปัญหาเรื่องการขาดดุล เมื่อถามว่า เคยเก็บเท่าไรก็เก็บเท่านั้นใช่หรือไม่นายก รัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่คือเก็บเท่าไรนี้อัตรา แต่ว่าการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นเพราะยังมีคนจำนวนเยอะซึ่งไม่ได้เสียและควรจะเสียนี้นะครับ นั่นก็ส่วนหนึ่งที่จะต้องทำ กับเรื่องของแม้กระทั่งภาษีที่เราจะปรับโครงสร้าง เช่น ภาษีที่ดินทรัพย์สินนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าอยากจะได้เงินเข้ามาเพิ่ม เป้าหมายอยู่ที่ว่าลดความเหลื่อมล้ำ อยู่ที่เรื่องของการปล่อยให้ทางท้องถิ่นเขามีรายได้ของตัวเองมากขึ้น มีภาษีอยู่สองตัวเท่านั้นที่ผมพูดมาตลอดว่าผมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือเหล้ากับบุหรี่ อันนี้ก็เพื่อเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนในเรื่องของเหล้ากับบุหรี่
      
       เมื่อถามว่า ในขณะนี้รัฐบาลท่านนายกฯ เข้ามามีค่าใช้จ่ายประจำอยู่มาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการให้สวัสดิการคนมีรายได้น้อย เช่น เงิน 500 บาท เบี้ยยังชีพ หรือโครงการเรียนฟรี พวกนี้พอเข้าเป็นงบประมาณแล้ว ส่วนใหญ่จะเลิกไม่ได้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเลิกไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า และถ้ารัฐบาลอื่นเข้ามาบริหารต่อ และเพิ่มจาก 500 เป็น 600 / 800 จำนวนคนก็เพิ่มขึ้นอย่างนี้ ในระยะยาว และหากถ้ารัฐบาลอื่นมาแจกอย่างอื่นอีกหรือไปเพิ่มอย่างอื่นอีก ก็จะทำให้ภาระที่เป็นงบประจำนี้มันมากขึ้น ถ้ารายได้มันไม่สัมพันธ์กันอย่างนี้มันก็จะเป็นปัญหาได้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราดูล่วงหน้า อย่างสิ่งที่ตนพูดถึงว่าเกี่ยวข้องกับสวัสดิการทั้งหมดนี้ เราก็ตั้งใจว่าพอถึงปี 2559 ทุกอย่างเข้าระบบ คำว่าเข้าระบบนี้ พูดฟังเหมือนน่ากลัวว่าเอามาเข้าระบบทำไม จริงๆ ยังไงก็มันมาจากตรงนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เดิมค่อนข้างจะเป็นนโยบายประเภทที่ว่าเฉพาะกิจบ้างอะไรบ้างนะครับ และก็มีความไม่แน่นอน และก็สุดท้ายนี้ผมว่ามันไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดหลักประกันความมั่นคง ทีนี้เราก็เอาให้ชัดนะครับว่าต่อไปนี้ ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือว่าโครงการเรียนฟรีมันเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องให้
      
       นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวนี้ผมมองว่ารูปแบบของโครงสร้างเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายทางสังคมยังไงก็ต้องเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามเราจะมองว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการลงทุนทางด้านเศรษฐกิจ ระยะหลังเราจะเห็นว่าภาครัฐจะทำน้อยลง เพราะเอกชนสามารถที่จะเข้ามาทำได้ เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องปรับเหมือนกันว่า พูดง่ายๆ คนที่รับภาระกับการลงทุนทางด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจอาจจะไม่ใช่ผู้เสียภาษีทั้งหมด อาจจะต้องแบ่งกันบ้างกับคนที่ใช้บริการ คนที่ได้ประโยชน์โดยตรง ใช่ไหมครับ เหมือนกับว่า สมมติเราเอาเงินไปสร้างทางด่วน คนเขาก็ถามอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้านี้ อ้าวแล้วถ้าเกิดผมไม่ได้ใช้ทำไมผมต้องเสียภาษีด้วย เราก็ต้องหาความพอดีตรงนี้ ซึ่งตนคิดว่าในอนาคตนี้คนที่ใช้บริการคงต้องรับในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ภาษีอากรน้อยลง แล้วเอาภาษีนี้มาทำงานทางด้านสังคมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนี้ผมคิดว่าเรื่องของการที่บอกว่ามันจะบานปลายหรือเปล่า แนวทางรัฐบาลนี้ก็ถือว่าเราจะใช้ระบบที่เอาเรื่องอื่นเข้ามาเสริมได้ อย่างผู้สูงอายุ ก็คือคนที่พูดง่าย ๆ เกษียณอายุแล้ว บอกว่าอยากจะมีบำนาญ แต่ตอนนี้ได้เบี้ยยังชีพ 500 บาท เราก็ไม่ได้กระโดดไปเพิ่มเป็น 800 / 1,000 บาท ความจริงตอนนี้ถ้าเริ่มเจออสม. เริ่มเจอผู้สูงอายุ เขาบอกแหมเมื่อไรจะขึ้น แต่เราก็จะพยายามบอก
      
       เมื่อถามว่า บางคนเป็นทั้ง อสม.ด้วยทั้งสูงอายุด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ คือเราจะดูตัวเลขของจำนวนคนครับ และเรารู้ล่วงหน้าด้วยพอสมควรว่าผู้สูงอายุจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร ๆ นี้ เราก็จะต้องคำนวณอยู่ตลอดเวลาให้มันพอดีกับเรื่องสถานะทางการคลัง กับสองก็คือว่า จะเห็นว่ารัฐบาลก็เริ่มผลักดันกองทุนเงินออมแห่งชาติ เมื่อกี้ก็พูดกองทุนสวัสดิการชาวนา เพื่อส่งสัญญาณว่าอะไร ว่าในที่สุดแล้วไม่ใช่ว่าอายุ 60 แล้วคิดว่า
      
       เมื่อถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็รอรัฐบาลจ่ายเงินอย่างเดียวไม่ได้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คุณต้องออมด้วย เมื่อถามว่า เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนยังไม่ 60 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใช่ครับ 18 ปีอะไรนี้ต้องเริ่มออมเลย แล้วออมแล้วรัฐบาลช่วยสมทบเงินให้
      
       เมื่อถามว่า เป็นแบบ Counter Fund คนออมก้อนหนึ่ง รัฐบาลจ่ายเงินให้อีกก้อนหนึ่ง อายุ 60 ก็รับเงิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะเวลานี้คนที่เป็นข้าราชการเขาก็มี กบข. คนที่อยู่ในประกันสังคม เขาก็มีประกันสังคม นายจ้างจ่าย ลูกจ้างจ่าย เราจ่าย รัฐบาลจ่าย ทำไมเราไม่ให้ชาวนา ทำไมเราไม่ให้คนประกอบอาชีพอิสระ นี่ก็คือแนวคิดรัฐบาล ต่อไปนี้ทุกคนมีอย่างนี้หมด พอทุกคนมีอย่างนี้หมด แรงกดดันต่อไปในอนาคตเรื่องเบี้ยยังชีพ ก็จะเบาลงครับ
      
      
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2010, 08:23:24 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #346 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 08:09:58 AM »

(ต่อ)
เมื่อถามว่า อันนี้จะได้เห็นในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ และขึ้นอยู่ที่กฤษฎีกา นายกรัฐมนตรีกล่าว
ว่า กองทุนเงินออมแห่งชาติขณะนี้ เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นก็เสนอเข้าสภาฯ ในสมัยประชุมนี้ ส่วนจะได้เห็นไหมอยู่ที่สภาฯ ว่าจะออกมาให้ผมก่อนหรือเปล่านะครับ ส่วนกองทุนสวัสดิการชาวนาก็ตามหลังไป ยังช้าอยู่เพราะว่าอยู่ในขั้นของการยกร่าง
       
       เมื่อถามว่า ที่จริงคุยเรื่องหนี้ก็มีหลายมิติ อย่างหนี้สาธารณะ สังเขปอย่างนี้ กลับมาทางหนี้ ตนจะข้ามหนี้ภาคเอกชนไปเลยเพราะคิดว่าหนี้ภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจเขากู้สถาบันการเงิน เขาอาจจะมีปัญหาหลักประกันกู้ไม่ได้อะไรก็สุดแท้แต่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แต่ความจริงก็มันแยกกันเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเวลาเราพูดหนี้ หนี้ครัวเรือนหรือหนี้นอกระบบ เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว หลายคนก็คือหนี้ ธุรกิจน่ะแหละ เพียงแต่เขาเป็นเอสเอ็มอี เล็กมาก ๆ เท่านั้นเอง
       
       เมื่อถามว่า ถ้าเป็นของเอกชนประชาชนขณะนี้มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ คือ ไม่ได้กู้กับสถาบันการเงิน รัฐบาลนี้พยายามทำอะไรในช่วงตั้งแต่ปีที่แล้ว มีการให้ไปลงทะเบียน มีคนมาลงทะเบียน 1,200,000 ราย เสร็จแล้วไปกรองไปคัด ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พูดคำว่า Kick off เริ่มจัดระบบว่าถ้าเกิดคนชำระหนี้ ให้กู้ไป 400,000 กว่าคนเป็นเงินประมาณ 40,000 กว่าล้าน แล้วเริ่มชำระหนี้ รัฐบาลก็พยายามจะจัดระบบ มีที่เรียกว่า ลดหนี้ มีวินัย ใช้การเงินอะไรประมาณอย่างนี้ นี่เป็นแคมเปญที่ท่านนายกฯ ออกไปเมื่อวันจันทร์สิ่งนี้คืออะไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระโดดไปถึงตรงนั้นเลยหรือ ตนนึกว่าจะคุยตั้งแต่ว่าแก้ไปกี่คน เอาอย่างนี้ดีกว่าว่า พอเราเริ่มโอนหนี้ของคนซึ่งเป็นหนี้นอกระบบ ให้ธนาคารแล้ว คือหมายความว่าตอนนี้ปลดปล่อยเขาออกจากเจ้าหนี้นอกระบบ ซึ่งมาทวงเงินกันทุกวันๆ ดอกเบี้ยมหาโหดอะไรนี้นะครับ เข้ามาสู่ระบบแล้ว อาจจะเป็นธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. หรืออะไรก็ตามนี้นะครับ เราก็จะออกบัตรอันนี้ให้นะครับ ถามว่าบัตรอันนี้ให้เพื่ออะไร คำตอบคือเราย้ำมาตลอดว่า การแก้หนี้นอกระบบนี้ไม่ใช่โอนเงินแล้วก็จบ
       
       เมื่อถามว่า ไม่ใช่ใช้หนี้แทนด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ใช่ใช้หนี้แทนด้วยนะครับ แล้วโอนเข้ามามันอาจจะไม่จบ ไม่จบเพราะอะไร เพราะว่าถ้าเขาเป็นลูกหนี้ไม่ดี ก็กลายเป็นหนี้เสียอีก วันข้างหน้าเดี๋ยวก็ต้องมาเรียกร้องอีกว่าทำอย่างไร ปลดหนี้ พักหนี้ แฮร์คัตอะไรต่างๆ กับสองนี้ก็คือว่า พอเขาโอนเข้ามาแล้วคงไม่ได้หมายความว่าเขาอาจจะไม่มีความต้องการในการที่จะได้วงเงินเพิ่ม เราจะส่งสัญญาณอย่างไร เราก็คิดกันว่าถ้าอย่างนั้นเมื่อโอนเข้ามาแล้วให้เขาเป็นลูกหนี้ที่ดี ถึงใช้คำว่า นายหรือนางสาว นะ คนไทย วินัยดี วินัยดีคือะไร หมายความว่าพอโอนหนี้เข้ามาแล้วนี้คุณ ส่งเงิน ดอกเบี้ยทุกงวด ทุกเดือนอะไรนี้นะครับได้ครบตามที่ตกลงกันไว้ พอถ้าครบตรงนี้ บัตรนี้ คือใครเข้าโอนปั๊บ เข้ามาสู่ระบบปั๊บได้บัตรนี้ แล้วก็มีบาร์โค้ด พอชำระหนี้เสร็จปั๊บครบทั้งปี เราก็บอกเลยว่าธนาคารจะมีวงเงินให้กู้เพิ่ม ครึ่งหนึ่งของที่เขาจ่ายเข้าไป อันนี้เพื่ออะไร เพื่อส่งเสริมว่าเมื่อคุณเข้ามาแล้วนี้ถ้าคุณมีวินัย วินัยดีอย่างที่ว่านี้ก็จะได้รับการลดหนี้ มีวงเงินอย่างที่ว่า แล้วตรงนี้ก็จะมีเรื่องสิทธิ เรื่องประกันชีวิต เรื่องอะไรต่าง ๆ อีกนะครับ เพื่อที่จะบอกอะไรครับ เพื่อที่จะบอกว่าการที่เราจะแก้ปัญหาหนี้สินให้มันยั่งยืนนี้ สุดท้ายยังต้องกลับมาในเรื่องของวินัย และเรามีแต่ คือเรามักจะเห็นแต่บทลงโทษใช่ไหม มีค่าปรับฟ้องร้องอะไรต่างๆ แต่ขณะนี้เรากำลังจะจูงใจว่า ถ้าคุณมีวินัย มันมีสิ่งตอบแทน
       
       เมื่อถามว่า วิธีการแก้หนี้ ผมจำสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือพักหนี้ 3 ปี รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยส่วนต่างให้กับเจ้าหนี้ ของรัฐบาลท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวลามองหนี้ประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นกว้างๆ บางคนกู้ไม่ได้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง บางคนกู้มาแล้วใช้ไม่ได้ก็เป็นปัญหาหนึ่ง บางคนกู้ในระบบไม่ได้ก็ต้องไปกู้นอกระบบ อันนี้เวลาเราเข้าไปรับกับปัญหาเรื่องหนี้ของภาคครัวเรือนแบบนี้ แตกต่างจากสมัยรัฐบาลเดิมอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คือรัฐบาลเดิมมีพักหนี้ด้วยนะครับ แล้วก็เคยมีขึ้นทะเบียนแบบนี้
       
       เมื่อถามว่า ขึ้นทะเบียนคนจน เขาใช้คำว่าขึ้นทะเบียนคนจน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แต่เขาจะแยกว่าคนจนมีปัญหาเรื่องที่ดิน ปัญหาเรื่องอะไร ขึ้นไปแล้วตอนนั้น 1.7 ล้าน แล้วก็แก้ไปได้ประมาณ 80,000 คน แต่ว่าเรื่องพักหนี้ก็หมายความว่า 3 ปีนั้นรัฐบาลก็ช่วย แต่ว่าพอครบ 3 ปีก็กลับไปเป็นสาธารณะเดิม ทีนี้ที่เราแก้นี้ขณะนี้คือหนี้นอกระบบนี้ คือพวกที่ไปกู้เงินจากในชุมชน จากใครต่อใคร แล้วดอกเบี้ยโหดมาก แล้วก็ทวงกัน แล้วก็มีปัญหาอื่นๆ แทรกซ้อนเข้ามา เราก็เริ่มต้นจากการให้มาขึ้นทะเบียนก่อน ก็ขึ้นมา 1.2 ล้าน เราก็คิด จริงๆ ตอนนั้นเราคิดว่าแก้ได้สัก 200,000-300,000 คนก็ถือว่าเยอะแล้วนะครับ แต่หลักคิดของเราคืออะไร ไม่ใช่รัฐบาลไปจ่ายหนี้ให้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ไม่เป็นไรผมรับหนี้มา
       
       เมื่อถามว่า ไม่ใช่รัฐล้างหนี้ให้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ใช่ เราเพียงแต่บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมานั่งจ่ายดอกเบี้ยกัน 5 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน และวันจันทร์ที่ผมไปงานเขานี้ เจอคนที่จ่าย 1 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน กู้มา 200,000 จ่ายวันละ 2,000 มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราก็บอกว่าอย่างนี้มันไม่ไหว แล้วสุดท้ายนี้ก็ครอบครัวล่มสลาย ค่าตัวตาย หรือว่าทวงหนี้กันแล้วก็ต้องไปฆ่าแกงกัน
       
       เมื่อถามว่า เป็นการลงไม้ลงมือกัน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ใช่ เราก็บอกว่าไม่เอาแล้ว อยู่กันแบบนี้ สิ่งแรกที่เราทำก็คือว่า ให้ฝ่ายปกครอง มหาดไทย และตำรวจเขาช่วยด้วย เอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ มาประนีประนอมกัน คุณอย่าอยู่อย่างนี้เลย เจ้าหนี้คุณก็ได้ไปพอสมควรแล้ว เมื่อถามว่า จะเป็นการผ่อนผันผ่อนเกณฑ์อะไรก็ทำ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นการประนอมหนี้กันได้ไหม ขั้นตอนนี้จาก 1.2 ล้าน ก็ได้ประมาณสัก คือก่อนจะถึงตรงนี้ก็มาตกลงกันประมาณ 700,000 ราย แล้วก็ตกลงกันได้ 600,000 อีก 500,000 ที่หายไปนี้ผมก็พยายามให้เขาไปไล่ดูเพราะอะไร มีอย่างที่คุณวีระพูด ส่วนหนึ่งบอกว่าเข้าใจว่ารัฐบาลจะจ่ายให้อะไรอย่างนี้
       
       นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะล้างหนี้ให้ รัฐบาลไม่ล้างให้ไม่สนใจเข้าร่วมโครงการอะไรอย่างนี้มี แต่ว่าสุดท้ายพอ 600,000 ตกลงกันได้ เราก็บอกว่าหนี้อันนี้ให้ธนาคารเขาไปเอามาจากเจ้าหนี้นั่นแหละ แล้วก็จะได้เข้ามาสู่ระบบที่มันพอไหวหน่อย อัตราดอกเบี้ยที่มันสมเหตุสมผล
       
       เมื่อถามว่า 1 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือว่าจะเป็น 0.75 สุดแท้แต่ว่า คือการลดลงนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ลดลงไปเยอะ อย่างรายที่ผมพูดเมื่อกี้ 200,000 เคยจ่ายวันละ 2,000 ตอนนี้จ่ายเดือนละ 3,800 เท่านั้น อย่างนี้เขาก็จะลืมตาอ้าปากได้ ก็เอาเข้ามา ทีนี้ตอนเอาเข้ามามันก็ต้องมีหลักเกณฑ์บ้างนะครับ เราจะไปบังคับธนาคารบอกว่าคุณต้องรับมามันไม่ได้ เพราะเขาก็ต้องดูฐานะ
       
       เมื่อถามว่า เขาเป็นคนปล่อยกู้ ถ้าเกิดเขาตึงเกินไป เสียหายเขาก็แย่อีกนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครับ หรือว่าสุดท้ายถึงเขาเสียหายเขาก็คงวิ่งมาขอรัฐ ถ้ารัฐไปทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเขาก็จะวางหลักเกณฑ์เรื่องว่า มีคนมาค้ำประกันมาอะไร ทีนี้บางทีก็เข้าใจผิด หรืออาจจะไม่ผิดแต่ไม่อยากให้กู้หรืออย่างไรไม่ทราบ ทั่วประเทศที่ร้องผมมามากที่สุดตอนนั้นก็บอกว่า ต้องไปหาข้าราชการมาค้ำ ความจริงไม่ใช่ข้าราชการ เราก็กำหนดหลักเกณฑ์ว่าใครก็ได้ แต่ว่ามีรายได้ รู้สึกว่าจะ 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลหนี้ ก็ทำกันมา แล้วก็ช่วงหนึ่งก็ปรากฏว่ามีหลายคนบอกหาคนค้ำประกันไม่ได้ เราก็วิ่งไปเอา บสย. มาช่วยค้ำประกันให้ ตอนนี้ก็เลยทำไปได้เกิน 400,000 รายแล้ว เข้ามาสู่แล้วก็จะมีบัตรอย่างนี้ครับ 400,000 ราย แล้วก็คิดว่าน่าจะเดินต่อไปได้อีกประมาณสักเกือบ 100,000 เหมือนกัน
       
       เมื่อถามว่า ที่ตกค้างหรืออาจจะมี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ยังอยู่ในกระบวนการ เมื่อถามว่า พูดง่าย ๆ ว่าถ้าเริ่มสตาร์ทจาก 1.2 ล้าน ตัดคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรออกไปเสียส่วนหนึ่ง รัฐบาลสามารถช่วยคนที่เป็นหนี้นอกระบบนี้ 500,000 คน แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับเงินประมาณ 40,000 - 50,000 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แล้วตอนนี้ก็คิดว่าคงจะเปิดรอบสองในอนาคตอาจจะไม่ไกลเกินไป ให้มาขึ้นทะเบียนสำหรับคนอื่นๆ เพราะมีหลายคนบอกรอบแรกไม่ได้ขึ้น ไม่เชื่อว่าจะทำได้ อะไรอย่างนี้นะครับ
       
       เมื่อถามว่า ทั้งหมดนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้ตังค์จากงบประมาณแม้แต่บาทเดียวนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถูกต้องครับ อันนี้เป็นการโอนเข้ามา ทีนี้สิ่งที่ตนหวังมากไปกว่านั้นขณะนี้ อาจจะเล็งผลไปไกลอีกก็คือว่า ธนาคารที่เข้ามาในโครงการนี้ โดยเฉพาะถ้าตัวนี้ไปได้ดี คือหมายความว่าเขาได้ลูกค้าดีๆ เข้ามา ตนว่าเขาจะเริ่มคิดเรื่องที่เราเรียกว่า Micro Finance กันมากขึ้นนะครับ ความหมายก็คือว่า คนมองว่าลูกหนี้นอกระบบ คนไม่มีสตางค์คนไม่มีอะไร แต่คุณวีระมานั่งคิดดูนะครับ ถ้าเราต้องจ่ายเงินวันละ 2,000 อย่างที่ผมว่า เรามีปัญหาไหมครับบางที ไม่มีหรอก แสดงว่าคนเหล่านี้เขามีศักยภาพนะ เขามีศักยภาพ
       
       เมื่อถามว่า แล้วที่จะหาตังค์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใช่ เพียงแต่ว่าเขาขอให้เขามีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง เพียงแต่ว่ามันเป็นระบบซึ่งอาจจะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ได้รู้จักคนที่จะมาค้ำประกันอะไรต่างๆ ต้องไปช่วยคนเหล่านี้ ทีนี้กลุ่มที่เหลือที่ยังมีปัญหา แก้ยากสุดคือไม่มีรายได้ อย่างนี้ยากแล้ว พอไม่มีรายได้ใครเขาจะปล่อยให้กู้ เราก็เลยบอกว่าสำหรับกลุ่มนี้ให้กระทรวงแรงงานเข้ามาอีกทางหนึ่ง สร้างอาชีพ
       
       นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทีนี้มาถึง Micro Finance ก็คือว่า พอคนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นลูกหนี้ของธนาคาร เราก็หวังว่าธนาคารจะเริ่มคิดระบบที่ปล่อยกู้ ที่มันสอดคล้องกับความเป็นจริงของคนเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้ถ้าไปใช้แบบระบบปกติไม่มีทางผ่าน ใช่ไหมครับ บังเอิญเรามีนโยบายนี้ และก็มีการมาประนีประนอมหนี้อะไรต่างๆ และก็พูดง่ายๆ คือตามติด และยิ่งตอนหลังมีสายด่วน 1689 คนชอบโทร.มาฟ้อง ว่านี่ไปติดต่อธนาคารอะไรอย่างนี้ จี้เข้าไป มันก็ช่วยกระตุ้นอะไรหลายอย่าง ตอนนี้ผมเข้าใจว่าการคิดเรื่องของระบบสินเชื่อสำหรับรายย่อยจริงๆ Micro Finance นี้ไปได้ดี ธ.ก.ส. ก็ไปทำที่ศรีสะเกษ เป็นธนาคารชุมชน เราก็หวังว่าตัวนี้จะเป็นการเติบโตขึ้นมา ทำให้คนเข้าถึงแหล่งทุน ก็ไปนึกถึงว่าตอนที่เขาไปสำรวจความคิดเห็นในโครงการปฏิรูปประเทศนี้ว่าปัญหาความยากจนแน่นอนมาอันดับ 1 เสมอนี้ อะไรสาเหตุความยากจน มากสุดก็บอกว่าเข้าไม่ถึงแหล่งทุน คือเขามีความเชื่อว่าจริงๆ ขอให้เขาได้มีการเข้าถึงแหล่งทุนที่มันสมเหตุสมผล
       
       เมื่อถามว่า ถามเป็นเรื่องส่วนตัวสักนิด ตัวท่านนายกฯ มีหนี้ไหม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนเป็นมนุษย์เงินเดือน และครอบครัวก็มนุษย์เงินเดือน มันก็มีความง่ายอย่างหนึ่ง ก็คือว่ามันมีความแน่นอนของมันอยู่ว่ารายได้เราเท่าไหร่ มันสำคัญที่สุดคือว่าเมื่อเรารู้ว่ารายได้เราเท่าไหร่ ต้องอย่าให้รายจ่ายเรามันเกินรายได้ ก็จะไม่มีหนี้ และหนี้ที่มีก็จะมีเฉพาะเรื่องผ่อนรถ
       
       เมื่อถามว่า แต่ละคนก็มีภาระครอบครัว เงินเดือนท่านนายกฯ บวกเงินเดือนภรรยาท่าน ซึ่งรับราชการทั้งคู่ และท่านนายกฯ มีลูกต้องเลี้ยงดู คุณพ่อคุณแม่ต้องเลี้ยงดู ตำแหน่งนายกฯ เงินเดือนนายกฯ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพอเลี้ยงครอบครัวหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถ้าบอกว่าพอ จะบอกว่าพอ ไม่พอ ก็คงไม่ใช่นะครับ คือผมจริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังพอมีฐานะมีรายได้อยู่ ครอบครัวก็มีฐานะอยู่ คือถ้าพูดตรงๆ มาทำงานการเมืองและหวังว่าจะรวยขึ้นอย่าหวังเลย และก็ไม่ควร ถ้าคิดว่าเข้ามาทำงานการเมืองแล้วรวยขึ้น แต่ว่าเงินเดือนนายกฯ แสนกว่าๆ พอหักภาษีไป และตนอยู่พรรคซึ่งหักอีกเดือนละ 20,000 อีก พูดตรงๆ ไม่น่าพอ จริงๆ ถามว่าคุ้มกับการทำงาน มันไม่น่าจะคุ้ม แต่ว่าเราไม่ได้มาทำเพื่อตรงนี้ เราก็คิดว่าเงินเดือนราชการ ซึ่งพูดไปเมื่อช่วงต้นรายการเหมือนกัน เราก็เห็นว่าต้องผลักดัน แต่ว่าราชการโชคดีเรื่องของสวัสดิการของการรักษาพยาบาล อันนี้ใครอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ความจริงแต่ละปีเราก็ใช้เงินเยอะมาก สวัสดิการราชการ และค่าใช้จ่ายของบุคคล โดยเฉพาะยามเจ็บป่วยในยามชราเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งสูงมากและมีผลกระทบ
       
       เมื่อถามว่า ปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีจะพูด แล้ววันจันทร์นี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งปีแรกของปี 2553 ท่านนายกฯ พูดว่าประมาณบวกลบ 10 เปอร์เซ็นต์ ครึ่งแรกปีนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บวกไม่ลบ
       
       เมื่อถามว่า ประมาณบวก 10 เปอร์เซ็นต์หรือ 8 เปอร์เซ็นต์ 9 เปอร์เซ็นต์ ก็สุดแล้วแต่ ทั้งปี 6-7 เปอร์เซ็นต์ มองแบบนี้เทียบกับคนอื่นในปีนี้เราเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาจจะมีสิงคโปร์กับไต้หวันที่อาจจะสูงกว่าเรา แต่ว่านอกนั้นต้องถือว่าเราอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก และเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งติดลบหนักหนาสาหัส จนกระทั่งมาตีตื้นเอาตอนปลายปี ก็ถือเป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่หลายคนคาด แม้กระทั่งเทียบย้อนกลับไปปี 2540 ต้องถือว่าครั้งนี้เราฟื้นตัวได้เร็วกว่า และที่ผมคิดว่าหลายคนก็เข้าใจด้วยก็คือว่านอกจากวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้เราเจอวิกฤตการเมืองด้วย ก็ปรากฏว่าตัวผลกระทบตรงนั้นที่ชัดเจนที่สุด ก็จะอยู่ที่ภาวะการท่องเที่ยว แต่แม้กระทั่งภาวะการท่องเที่ยวขณะนี้จะฟื้นตัวขึ้นมาค่อนข้างเร็วกว่าคิด นักท่องเที่ยวที่เข้ามาสุวรรณภูมิ เราใช้เกณฑ์มาตรฐานว่า 30,000 คน ถือว่าปกติ ขณะนี้ได้กลับมาเกิน 30,000 แล้ว โรงแรมในกรุงเทพฯ จริง ๆ พื้นที่อย่างราชประสงค์ ตอนนี้ดีมาก แต่ว่าข้างนอกต่างจังหวัดยังเป็นปัญหาอยู่ บางจังหวัดเขาก็คิดว่าเป็นเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ยกเลิกให้แล้ว
       
       เมื่อถามว่า ตอนนี้เหลือแค่ 7 จังหวัดแล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหลือแค่ 7 จังหวัด ส่วนใหญ่ก็กรุงเทพฯ ปริมณฑล และมีจังหวัดในอีสานอยู่ ซึ่งจะทยอยยกเลิกไป นอกเหนือจากการท่องเที่ยว การขยายตัวภาคอุตสาหกรรม การส่งออก รายได้ภาคการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะฉะนั้นก็เป็นการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจะสมดุลด้วย
       
       เมื่อถามว่า แต่ว่าเรื่องส่งออกที่โตเยอะ ๆ ช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวสูง พอถึงช่วงครึ่งหลังที่จะไหลเข้าไป มีปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งอีกแล้ว ผู้ส่งออกบ่นหลายคน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความจริงค่าเงินบาท ตอนที่เข้ามาก็ถกเถียงกันเยอะ เพราะตอนนั้นแนวโน้มว่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นมาตลอด พอไปศึกษาดูค่าเงินบาทกระทบกับการส่งออกน้อยกว่ารายได้ของลูกค้าเรา พูดง่ายๆ คือว่าถ้าเศรษฐกิจข้างนอกดี แม้ของของเราอาจจะแพงขึ้นแต่เขาก็ซื้อ แต่ว่าถ้าเกิดข้างนอกไม่ดี คือเขาไม่ใช้จ่าย อันนี้ต่อให้ค่าเงินอ่อนอย่างไรก็ลำบาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนกลัวมากกว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากเรื่องของยุโรป ถ้าตรงนั้นบายปลายคิดว่าจะกระทบชัดเจนกว่า แต่ก็เข้าใจและเห็นใจ เพราะว่าคนที่เป็นผู้ส่งออกรายได้ที่เข้ามาเป็นเงินเหรียญ และมาเปลี่ยนเป็นเงินบาทมันก็ลดลง เราทำได้ก็คือไม่ให้มันผันผวนจนเกินไป แต่ถามว่าของเราแข็งขึ้น คู่แข่งเราโดยเฉพาะในแถบนี้ก็แข็งขึ้นเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น ความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันไม่มาก ก็จะมีคนพูดถึงเวียดนาม เพราะเวียดนามค่าเงินลด แต่ค่าเงินลดของเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อเขาสูงกว่าเรา เราก็จะพยายามดูตรงนี้ว่ามีอะไรที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนหรือผันผวนจนเกินไป แต่ผมคิดว่าเราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ เราเกินดุลเยอะมาก ดุลบัญชีเดินสะพัด คือตราบใดก็ตามที่เราส่งออกได้มากกว่านำเข้า รวมบริการ รวมอะไรด้วยแล้ว และเงินมันเข้ามา ค่าเงินเราก็ต้องแข็งขึ้น
       
       เมื่อถามว่า ท่านนายกฯ เป็นนายกฯ ไม่กี่คนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์โดยตรง เรียนเศรษฐศาสตร์ เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าสิ่งที่ผมเห็นท่านนายกฯ เกือบ ๆ 2 ปี ส่วนใหญ่เป็นทักษะ หรือใช้ความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์ ทางด้านการเมือง คือคนที่เป็นนายกฯ ที่เก่งเรื่องการเมืองก็อยากจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากเลย คนที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจกลับต้องมาแก้ปัญหาการเมือง มันเกิดอะไรกลับตาลปัตร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราไปเลือกไม่ได้ว่าเราจะต้องแก้ปัญหาอะไร เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ความจริงไม่ใช่หรอกครับ ผมก็ทำงานทางด้านเศรษฐกิจต่อเนื่อง และผมยืนยันว่าถ้ารัฐบาลเสียสมาธิกับเรื่องการเมือง และไม่แก้เศรษฐกิจ ผมยืนยันไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้นมาได้อย่างนี้ การวางแผนแต่ละอย่าง อย่างช่วงแรกก็เถียงกันเยอะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ถึงวันนี้ทุกคนบอกเช็ค 2,000 บาท ตรงนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมาก
       
       เมื่อถามว่า แต่มีการดึงอำนาจซื้อกลับมาเร็ว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถูกต้อง พลิกกลับมาเร็ว และอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งหลายประเทศมาดูว่าเราใช้นโยบายซึ่งมุ่งไปที่ตรงนี้มากกว่าที่จะไปทำตามปกติ คือคิดสร้างถนนหนทางลงทุน ซึ่งความจริงใช้เวลานานมาก และการกระจายตัวตรงนั้นกว่าจะไปเกิดผลก็ค่อนข้างจะช้า อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามดูในทางเศรษฐศาสตร์มาตลอด ผมก็ประชุมไม่ ครม.เศรษฐกิจ ก็ กรอ. เกือบทุกอาทิตย์ ก็ให้ความสำคัญกับตรงนี้ด้วย แต่ว่าธรรมดาครับ สื่อก็สนใจเรื่องการเมืองมากกว่า เศรษฐกิจอยู่หน้าในๆ และตัวเลขเยอะ

บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #347 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 08:14:14 AM »

ทีนี้เราก็เอาให้ชัดนะครับว่าต่อไปนี้ ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือว่าโครงการเรียนฟรีมันเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องให้
ฟฟฟ

ฮืมฮืมฮืม??

แต่ว่าเงินเดือนนายกฯ แสนกว่าๆ พอหักภาษีไป และตนอยู่พรรคซึ่งหักอีกเดือนละ 20,000 อีก พูดตรงๆ ไม่น่าพอ จริงๆ ถามว่าคุ้มกับการทำงาน มันไม่น่าจะคุ้ม แต่ว่าเราไม่ได้มาทำเพื่อตรงนี้ เราก็คิดว่าเงินเดือนราชการ ซึ่งพูดไปเมื่อช่วงต้นรายการเหมือนกัน เราก็เห็นว่าต้องผลักดัน แต่ว่าราชการโชคดีเรื่องของสวัสดิการของการรักษาพยาบาล อันนี้ใครอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ความจริงแต่ละปีเราก็ใช้เงินเยอะมาก สวัสดิการราชการ และค่าใช้จ่ายของบุคคล โดยเฉพาะยามเจ็บป่วยในยามชราเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งสูงมากและมีผลกระทบ
ฟฟฟ

พวกข้าราชการกินภาษีประชาชนเยอะหมั่กๆ.....ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกนี้เยอะหมั่กๆๆๆ...แล้วยังทำงานห่วยแตกอีกโดยเฉพาะไอ้พวกข้าราชการการเมือง.....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2010, 08:17:52 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #348 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 08:27:08 AM »

กองทุนเงินออมแห่งชาติขณะนี้ เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นก็เสนอเข้าสภาฯ ในสมัยประชุมนี้ ส่วนจะได้เห็นไหมอยู่ที่สภาฯ ว่าจะออกมาให้ผมก่อนหรือเปล่านะครับ ส่วนกองทุนสวัสดิการชาวนาก็ตามหลังไป ยังช้าอยู่เพราะว่าอยู่ในขั้นของการยกร่าง
ฟฟฟ

ภาคพลเมืองน่าจะตามติดเรื่องกองทุนพวกนี้.....กองทุนเงินออมแห่งชาติ......กองทุนสวัสดิการชาวนา.....และเข้าไปมีส่วนในการกำหนดกฎกติกา....ไม่งั้นพวกอื่นพวกข้าราชการพวกองค์กรอิสระ....ฯลฯ หรือพวกอะไรก็แล้วแต่ที่บริหารกองทุนพวกนี้จะเอาไปแด๊กก...โม้ดดด....เหมือนกองทุนต่างๆ ของคนพิการที่อิฉันและใครๆ กะลังมีปัญหาอยู่เนี่ยะว่ามันตั้งกฎกติกาไม่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของกลุ่มเป้าหมาย.....อย่างเช่น..."แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบาลในชุมชน สถานอนุบาลเด็กอ่อนในชุมชน โรงเรียอนุบาล/โรงเรียนทุกระดับสำหรับประชากรในวัยเรียนทุกกลุ่มในชุมชน วิทยาลัย/วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย/การศึกษาทุกระบบในชุมชน เกษตรกรรม/หัตถกรรม/อุตสาหกรรม/ฯลฯ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในชุมชน บ้านพิทักษ์คนชรา/คนพิการ/เด็กสตรี/ฯลฯในชุมชน.".....จะมีส่วนสัมพันธ์และเชื่อมต่อกะไอ้กองทุนพวกนี้อย่างไร?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2010, 08:31:54 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #349 เมื่อ: 26 สิงหาคม 2010, 08:31:24 AM »

    ประชาชาติธุรกิจ


ตัวชี้วัดการพัฒนา และปัญหาความยากจนกับการปฏิรูป

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย ไสว บุญมา sboonma@msn.com




เมื่อ ไม่นานมานี้ มีผลการวิจัยสองชิ้นพิมพ์ออกมา ชิ้นแรก เป็นของนักวิชาการในธนาคารโลก และมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ชิ้นที่สอง เป็นงานของโครงการในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ทั้งสองชิ้นน่าสนใจ โดยเฉพาะในบริบทของเมืองไทยในยุคจะปฏิรูป จึงขอนำมาเล่าคร่าว ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างสำหรับแนวทางปฏิรูป

จีดีพีมัก ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนา นั่นคือประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนสูง ถือว่าก้าวหน้ากว่าประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวคนต่ำ จีดีพีเป็นตัวย่อของ Gross Domestic Product ซึ่งแปลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เนื่องจากมันสั้นดี จีดีพีจึงเป็นที่นิยมใช้ในหมู่คนไทยมากกว่าคำไทย จีดีพีเป็นการคำนวณหรือตีค่าของสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมายภายในประเทศ ฉะนั้นมันไม่รวมธุรกิจผิดกฎหมายจำพวกโสเภณี การพนัน หรือยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ทั้งที่บางประเทศยอมรับว่าถูกกฎหมาย และรวมไว้ในจีดีพีของตน นอกจากนั้นมันยังไม่รวมบางอย่างทั้งที่มีค่าสูง เช่น การทำอาหารของแม่บ้านและการให้นมลูกของแม่ แต่กลับไปรวมสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ซ้ำร้ายยังมีโทษอีกด้วย เช่น บุหรี่ การรวมและไม่รวมสิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจเข้าไปในตัวเลขจีดีพี จึงก่อให้เกิดปัญหาอยู่บ้าง เมื่อนำไปใช้ในการพิจารณาระดับการพัฒนาของประเทศ แต่นั่นยังเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการซุกซ่อนหรืออำพรางสิ่งต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจที่ไม่ผิดกฎหมาย หากดูจากผลการวิจัยของนักวิชาการในธนาคารโลก และมหาวิทยาลัยในเยอรมนี งานวิจัยมีชื่อว่า Shadow Economies All over the World : New Estimates for 162 Countries from 1999 to 2007 คำว่า Shadow ในที่นี้ มีความหมายว่า อำพราง หรือซุกซ่อน ซึ่งในบางกรณี นักวิชาการอาจใช้คำว่า "เศรษฐกิจไม่เป็นทางการ" หรือ "เศรษฐกิจนอกระบบ" (unofficial หรือ informal economy) แต่แตกต่างจากคำว่า "เศรษฐกิจใต้ดิน" (underground eco nomy) ซึ่งมักรวมสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปด้วย

ตามคำจำกัดความ "เศรษฐกิจอำพราง" จึงรวมการผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดที่ถูกกฎหมาย แต่ถูกซุกซ่อนมิให้ทางการเห็น เพื่อหลีกเลี่ยง

1)การ จ่ายภาษี 2)การจ่ายสวัสดิการสังคม 3)กฎข้อบังคับด้านแรงงานจำพวกค่าแรงงานขั้นต่ำ เพดานชั่วโมงทำงาน และความปลอดภัยในที่ทำงาน และ 4)การตอบคำถามจำพวกการสำรวจข้อมูลต่าง ๆ ของทางการ

การวิจัยได้ข้อสรุปว่า ในช่วงเวลา 9 ปี เศรษฐกิจอำพรางขยายตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจทางการ ยังผลให้เศรษฐกิจอำพรางเพิ่มจาก 33.7% ของเศรษฐกิจทางการที่วัดออกมาเป็นจีดีพี ในปี 2542 เป็น 35.5% ในปี 2550 ผู้วิจัยพยายามแบ่งประเทศออกเป็นหลายกลุ่ม และวัดด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ ข้อสรุปยังคงเดิม ตัวเลขชี้ว่าประเทศในกลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกันสูง ประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางต่ำที่สุด ไม่ว่าจะวัดแบบไหนและจัดกลุ่มอย่างไร ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีเศรษฐกิจอำพรางระหว่าง 7.7% และ 9.1% ของจีดีพี ส่วนประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุด ได้แก่ จอร์เจีย ซึ่งมีเศรษฐกิจอำพรางระหว่าง 64.8% และ 72.5% ของจีดีพี

ไทยอยู่ ใกล้ ๆ กับประเทศที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุด คือระหว่าง 51.8% และ 57.2% ของจีดีพี นอกจากนั้นสัดส่วนนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย ในการวัดรวมกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากลุ่มใหญ่ที่สุด 98 ประเทศ ไทยได้อันดับสูงถึงที่ 91 ในบรรดาประเทศในเอเชียด้วยกัน พม่าเท่านั้นที่มีเศรษฐกิจอำพรางสูงกว่าไทย คือได้ที่ 93 ในการวัดรวมกับกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ 151 ประเทศ ไทยได้อันดับที่ 144 ถ้านำตัวเลขเหล่านี้มาเป็นตัวบ่งชี้ว่า ใครมีเศรษฐกิจอำพรางสูงสุด ไทยจะได้อันดับ 8 ใน 151 ประเทศ ส่วนเวียดนามได้ที่ 136 สิงคโปร์ที่ 143 และจีนที่ 144 ซึ่งแสดงว่าสังคมไทยซุกซ่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เก่งกว่าเขาเหล่านั้น ปานฟ้าสูงกว่าดิน

การผลิตซึ่งคิดออกมาเป็นจีดีพี คือฐานของการทำรายได้ ผู้ผลิตได้น้อย หรือผลิตสิ่งที่มีค่าต่ำ จึงทำให้มีรายได้น้อย การวิจัยในอดีตมักใช้เกณฑ์ว่า ถ้าบุคคลมีรายได้ ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน บุคคลนั้นยากจน หรือบางทีก็ใช้รายได้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อวันเป็นเกณฑ์ อย่างไรก็ตามนักวิชาการตระหนักดีว่า การขาดรายได้ มิใช่ปัจจัยเดียว ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ก่อให้เกิดความยากจน โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิต เช่น การเข้าถึง น้ำสะอาด ไฟฟ้า การศึกษา และการ สุขอนามัย แม้จะมีรายได้เกินวันละ 1 ดอลลาร์ แต่ถ้าไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยเหล่านั้นได้ก็ทำให้ยากจน ฉะนั้นการวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จึงพยายามนำปัจจัยอื่นมาพิจารณาด้วย และตั้งชื่อดัชนีที่ได้ออกมาว่า Multidimensional Poverty Index (MPI)

การคำนวณพบว่าในหลาย ๆ ประเทศ ดัชนีที่ได้จากการคำนวณใหม่นี้แตกต่างจากดัชนีที่ใช้รายได้อย่างเดียวเป็น เกณฑ์ เช่น เอธิโอเปีย ถ้าใช้การวัดแบบเก่า โดยยึดเอารายได้ต่ำกว่า 1.25 ดอลลาร์ต่อวัน เป็นความยากจน คนเอธิโอเปีย 39% ยากจน แต่ถ้าใช้วิธีคิดแบบใหม่ ชาวเอธิโอเปียถึง 90% ยากจน ตรงข้ามกับแทนซาเนีย ซึ่งถ้าวัดแบบเดิม 89% จะยากจน แต่ถ้าวัดแบบใหม่ 65% จะยากจน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแม้จะมีรายได้น้อย แต่ชาวแทนซาเนียเข้าถึงปัจจัยในการดำเนินชีวิตได้ในอัตราที่สูงกว่าชาว เอธิโอเปีย

สำหรับเมืองไทย ไม่ว่าจะวัดด้วยวิธีใด ดัชนีก็คงที่คือ คนไทย 2% ยากจน เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด 104 ประเทศ ที่รวมไว้ในการคำนวณ เมืองไทยแทบจะไม่น้อยหน้าใครเลย นั่นคือมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้น ที่สัดส่วนความยากจนต่ำกว่าไทยเมื่อใช้ดัชนีทั้งสองอย่างวัด ทั้งนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตได้ใน อัตราที่สูงกว่าประเทศจำนวนมาก ที่ดูจะก้าวหน้ากว่าไทยหากใช้จีดีพีเป็นตัวชี้วัดอย่างเดียว การวิจัยนี้ได้คำนวณสัดส่วนของคนยากจนโดยใช้ รายได้ 2 ดอลลาร์ต่อวันเป็นเกณฑ์ด้วย ผลลัพธ์คือ คนไทย 12% ยากจน ตัวเลขนี้ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการคำนวณความยากจนของไทยเอง ซึ่งพบว่าคนไทย 14% ยากจน ตัวเลขเหล่านี้คงตีความหมายได้หลายอย่าง เช่น เนื่องจากเศรษฐกิจอำพรางมีสัดส่วนสูงมาก แต่เราไม่รู้ว่ามันเกิดจากส่วนไหนเท่าไร การคำนวณการกระจายรายได้จากการใช้จีดีพี จึงอาจไม่มีความหมายมากนัก และหากเราจะใช้การคำนวณนั้นเป็นฐานของการอ่านความเป็นธรรมในสังคม เราอาจได้ข้อสรุปที่ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นการปฏิรูปจะต้องวางอยู่บนฐานของการพิจารณาเศรษฐกิจอำพรางอย่างจริงจัง ด้วย

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ คนไทยแทบไม่ยากจนและเข้าถึงปัจจัยสำหรับการดำเนินชีวิตเบื้องต้นอย่างทั่ว ถึง ตัวเลขของทางการไทยที่ว่า คนไทย 14% ยากจน เมื่อเทียบกับประเทศที่ก้าวหน้า เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ไม่ต่างกันนักเนื่องจาก ชาวอเมริกัน 13.2% ยากจน ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ไม่ว่าจะก้าวหน้าขนาดไหน ความยากจนจะไม่หมดไปแบบสมบูรณ์ ฉะนั้นการตั้งจุดมุ่งหมายว่าจะทำให้ความยากจนหมดไป เป็นการหลอกตัวเอง พร้อมกับเป็นการสร้างความคาดหวังผิด ๆ ด้วย ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไร จึงจะให้ผู้ที่ยากจนมีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างทั่วถึง และในตอนที่เขายังยากจน เขาจะเข้าถึงสวัสดิการเบื้องต้นได้อย่างไร

การวิจัยชิ้นแรกพบว่า ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการซุกซ่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมี 4 อย่าง คือ

1)ภาระด้านภาษีและค่าสวัสดิการสังคม ซึ่งรวมทั้งระดับของภาษีและความยากง่ายของวิธีจ่ายและวิธีการเรียกเก็บ

2)ความสลับซับซ้อนของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการทำธุรกิจจำพวกเกี่ยวกับแรงงานและขั้นตอนของการทำธุรกิจ

3)ระดับของความฉ้อฉล หรือ ธรรมาภิบาล โดยเฉพาะของข้าราชการ และพนักงานของรัฐ

และ 4)ความซบเซาของภาวะเศรษฐกิจ การที่เมืองไทยมีเศรษฐกิจอำพรางสูงมาก น่าจะนำไปสู่การพิจารณาว่า ปัจจัยเหล่านี้ มีปัญหาจริงหรือไม่ และควรได้รับการ ปฏิรูปอย่างไร ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ความฉ้อฉลของคนไทยที่องค์กรความโปร่งใสสากลชี้ว่ามีอยู่สูงมากนั้นไม่ผิด แต่ ณ วันนี้ คือวันที่ 4 สิงหาคม ยังไม่มีการกล่าวถึงของคณะปฏิรูปเลยว่าความฉ้อฉลของคนไทยคือปัญหาใหญ่หลวง ฉะนั้นการปฏิรูปจึงดูจะล้มเสียก่อนออกเดินก้าวแรกแล้ว   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #350 เมื่อ: 29 สิงหาคม 2010, 08:44:10 AM »



รัฐตั้งธง"คนกินดีอยู่ดี" ตีกรอบจัดสวัสดิการสังคม

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



สถาบันพระปกเกล้าจัดโครงการบรรยายพิเศษหัวข้อ "การพัฒนารัฐสวัสดิการที่เหมาะสมกับสังคมไทย"


โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานวานนี้


ตั้งเป้าสร้างคนพึ่งตนเอง ฝัน8ปีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจกับรัฐสวัสดิการ” ว่า นายกฯ ไม่เคยพูดว่าประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการ แต่พูดถึงการสร้างระบบสวัสดิการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งเรื่องการจัดระบบสวัสดิการ อยากให้คิดนอกกรอบ และไม่ขอเรียกว่า "ระบบรัฐสวัสดิการ หรือระบบสังคมสวัสดิการ" เพราะไม่ว่าจะเรียกอย่างไร เป้าหมายสุดท้ายที่รัฐบาลต้องการเห็น คือ เห็นคนไทยกินดีอยู่ดี ส่วนการทำให้คนไทยทุกคนมีความสุขได้หรือไม่นั้น ก็ต้องแล้วแต่ว่านิยามความสุขของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร ที่แน่ๆ สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ขณะนี้ คือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะช่วงปี 2000-2010 แต่ไม่ทำให้คนไทยกินดีอยู่ดีอย่างทั่วถึง

“เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ได้ทำให้คนไทย 60 ล้านคนกินดีอยู่ดีอย่างทั่วถึง มีเพียงคนบางส่วนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ตรงข้ามคน 60 ล้านคนต้องเสียภาษีในอัตราที่เท่ากันเมื่อมีการใช้จ่าย ที่สำคัญเราไม่เคยพบว่าเศรษฐีต้องเสียภาษี เพราะเศรษฐีไม่มีเงินเดือน โดยคนที่เสียภาษี 2.6 ล้านคน ก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ดังนั้นเศรษฐกิจที่โตสูงๆ ในหลายปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะคน 20% มีรายได้คิดเป็น 54% ของรายได้ประเทศ ขณะที่คน 80% กลับมีรายได้เพียง 47% เท่านั้น”

ทั้งนี้การทำให้คนไทย 60 ล้านคน โดยเฉพาะคนวัยแรงงาน 30-40 ล้านคน กินดีอยู่ดีได้ ต้องทำให้คนเหล่านี้พึ่งตัวเองได้ แต่หากรัฐบาลยังแบกภาระทั้งลักษณะรัฐสวัสดิการหรือสังคมสวัสดิการ แสดงว่าคนไทยยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ไปสู่จุดหมายนั้น โดยไม่ใช่วิธีที่เรียกว่า "ประชานิยม" ซึ่งขอเสนอ 3 ขั้นตอนคือ 1.รัฐบาลต้องมีนโยบายให้ประชาชนมีรายได้แน่นอน และมีหลักประกัน มีระบบสวัสดิการให้ประชาชนเต็มที่เพื่อลดรายจ่าย เช่น ค่าไฟฟ้าฟรี โครงการเรียนฟรี และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ หากมีนโยบายเช่นนี้ใน 4-8 ปีคนจนหรือคนเป็นหนี้จะมีน้อยลง

2.เมื่อคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นและมั่นคงแล้ว หมายถึง สังคมไทยจะมีคนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลต้องส่งเสริมให้คนเหล่านี้สมทบเงินจัดระบบสวัสดิการสังคม และ 3.เมื่อคนส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางเพิ่มเป็น 70-80% รัฐมีหน้าที่จัดสวัสดิการหรือระบบสงเคราะห์เท่าที่จำเป็น คือ ช่วยเหลือเฉพาะคนบางกลุ่มที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว

"รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรมีรายได้แน่นอนและไม่ขาดทุน เช่น โครงการประกันรายได้ที่ใช้วงเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ครัวเรือนทั่วประเทศได้รับการช่วยเหลือค่าครองชีพทั้งโครงการเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ และค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท หากสถานการณ์เป็นอย่างนี้ใน 4-8 ปีจะเกิดคนชั้นกลางเพิ่มขึ้น"

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “ประชาสังคมกับความคาดหวังในระบบรัฐสวัสดิการ” ว่า การสร้างระบบสวัสดิการสังคมเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการมีสุขภาพดี ซึ่งเห็นว่าการจัดระบบสวัสดิการสังคมต้อง มาจากฐานราก คือ การทำให้ชุมชนมีการจัดระบบสวัสดิการของตนเองและให้ประชาชนเป็นผู้ออมเงิน เพื่อนำเงินนั้นมาจัดสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาลไปจนถึงการมีบำนาญตลอดชีพ ขณะที่รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีส่วนร่วมในการจ่ายเงินสมทบ

“ระบบสวัสดิการที่ผมคิดว่าเหมาะสมกับสังคมไทย น่าจะมาจากการพึ่งพาตัวเองของชุมชนนั้นๆ เป็นหลัก และเงินที่นำมาจัดเป็นสวัสดิการสังคมควร เป็นการออมของคนในชุมชนเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นโครงการออมวันละบาท กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ และกลุ่มเครดิตยูเนียน โดยหากประชาชนยังต้องพึ่งพาเงินจากรัฐ ระบบสวัสดิการนั้นๆ ยังมีปัญหาและไม่ยั่งยืน และหากชุมชนซึ่งเป็นฐานรากของสังคมมีความแข็งแรง นอกจากจะสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ ยั่งยืนและเข้มแข็งแล้ว ยังนำไปสู่การปฏิรูปประเทศในด้านอื่นๆ อย่างกว้างขวางทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง จิตใจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สร้างสุขภาพกายและใจของคนไทยให้แข็งแรง และการทำให้ อปท.ได้รับอำนาจที่สมบูรณ์ขึ้น”

..............................................

แนะรื้อโครงสร้างประชากรรองรับสวัสดิการ

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวบรรยายในหัวข้อ "การบริหารงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายรัฐสวัสดิการ" ว่า ปัจจุบันไทยจัดสวัสดิการสังคมตั้งแต่ แรกเกิดถึงวัยชรา เช่น รักษาพยาบาลฟรี ระบบประกันสังคม และโครงการเรียนฟรี แต่พบว่าการดำเนินการขาดคุณภาพ ขณะที่การสำรวจความต้องการประชาชนพบว่า ประชาชนต้องการสวัสดิการเรื่องเรียนฟรีมากที่สุด รองลงมา รักษาฟรี และช่วยเหลือคนพิการ แต่หากถามว่าประชาชนต้องการระบบสวัสดิการ “ถ้วนหน้า” หรือ “เฉพาะคนจน” พบว่า ฝึกอาชีพและจัดหางานเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ รองลงมารักษาพยาบาลมีคุณภาพ และเรียนฟรี ขณะที่เฉพาะคนจนต้องการบำนาญชราภาพอันดับแรก

"ปี 2551 รัฐบาลมีรายจ่ายสวัสดิการ 8.28 แสนล้านบาท คิดเป็น 9.1% ของจีดีพี เป็นสวัสดิการด้านการศึกษา 56% สุขภาพ 35.5% และพัฒนาแรงงาน 1.6% แต่ปี 2554 ถ้ารัฐบาลต้องการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 2.3-2.5 แสนล้านบาท รวมแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นจำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการจัดสวัสดิการ และพิจารณาหาเงินภาษีจากแหล่งต่างๆ รองรับรายจ่ายส่วนนี้ เพื่อไม่ให้เบียดบังรายจ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะงบลงทุน ขณะที่การรับภาระสวัสดิการสังคมนั้น ภาระทั้งหมดไม่ควรอยู่ที่รัฐบาลเท่านั้น แต่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมจ่ายเงินสมทบด้วย"

ทั้งนี้คาดว่ากองทุนประกันสังคมจะล้มละลายในอีก 20 ปีข้างหน้าหากไม่ปรับปรุง ตนเห็นว่าหากต้องการให้กองทุนอยู่ต่อไปต้องเพิ่มระยะเวลาจ่ายเบี้ยชราภาพออก ไปจาก 55 ปี และต้องเพิ่มอัตราจ่ายเงินสมทบด้วย รวมทั้งปฏิรูปค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลโดยเฉพาะข้าราชการที่เป็นระเบิดเวลาลูก ใหญ่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวให้ไม่ต่ำกว่า 4-4.5% ต่อปี เพราะไม่เช่นนั้นการสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้าจะเกิดยาก

นายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ไม่สนับสนุนรัฐสวัสดิการ แต่ต้องการเห็นระบบสวัสดิการภาคประชาชน หรือจัดหลักประกันเพื่อสังคม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน โดยเห็นว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะออมภาคบังคับระดับชุมชนหรือตำบล เพื่อให้ประชากรวัยทำงานออมเงินไว้ใช้ในยามชรา โดยประชาชนออมเงินเดือนละ 300 บาท รัฐบาลและ อปท.ร่วมสมทบอีก 240 บาทคิดเป็นสัดส่วน 100 ต่อ 80 ซึ่งจะสร้างภาระงบประมาณเพียง 4-5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่ทำให้ประชาชนมีบำนาญ 1,300 บาทต่อเดือนไว้ใช้ยามชรา

นอกจากนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมประชาชนออมเงิน เช่น ออกพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เช่น อัตรา 6-7% โดยรัฐบาลจ่ายเงินสมทบส่วนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนมีเงินใช้เมื่อเกษียณอายุ ส่วนการจัดหางบประมาณเพื่อใช้จัดสวัสดิการสังคมนั้น รัฐบาลควรหารายได้เพิ่มจากภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับการซื้อเครื่องปรับอากาศหรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ภาษีค่าบรรจุภัณฑ์ ขณะที่การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ตนมองว่าการเพิ่มภาษีมูลค่าเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นลำดับสุดท้าย เพราะภาระดังกล่าวสร้างภาระให้กับคนจนด้วย

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดระบบสวัสดิการสังคม หรือสร้างรัฐสวัสดิการนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญมากกว่ารายได้ภาษี คือ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เช่น สหรัฐจะครบรอบเป็นรัฐสวัสดิการ 75 ปี แต่ในอีกไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้าสหรัฐจะอยู่ในภาวะ "ถังแตก" เพราะไม่มีเงินพอที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม และค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่มีอัตราเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงทุกปี เพราะคนมีอายุยืนมากขึ้นและค่ายาที่สูงขึ้น

สำหรับไทยจะพบว่าในปี 2010 มีคนในวัยทำงานใกล้จุดสูงสุด หรือมีศักยภาพเลี้ยงคนแก่สูงสุด แต่การจัดระบบสวัสดิการต้องคำนวณตัวเลขอย่างน้อย 20 ปีว่าในอนาคตคนรุ่นลูกจะสามารถผลิตสินค้าและบริการเลี้ยงคนแก่ได้หรือไม่ ปัจจุบันพบว่าสถานะการคลังของไทยไม่น่าไว้ใจ เพราะตัวเลขงบประมาณ 2.07 ล้านล้านบาทนั้น รายได้มีเพียง 1.65 ล้านล้านบาทต้องถูกจ่ายเงินเดือนข้าราชการหมด ส่วนที่เงินลงทุนต้องกู้ หากรัฐบาลต้องการสร้างรัฐสวัสดิการควรทำงบสมดุลให้ดูก่อนได้หรือไม่ และหากเป็นไปได้ต้องเพิ่มระยะเวลาในการเกษียณอายุเป็น 60-64 ปี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีภาระน้อยลงในการจัดระบบสวัสดิการ 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #351 เมื่อ: 29 สิงหาคม 2010, 08:47:46 AM »



'อภิสิทธิ์'มอบงบสวัสดิการชุมชน820กองทุน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



"อภิสิทธิ์"มอบงบสวัสดิการชุมชน 820 กองทุน จาก 75 จังหวัด ย้ำนโยบายสวัสดิการสังคมที่รัฐผลักดัน ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้รัฐ เน้นปชช.มีส่วนร่วม


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมมนตรี เป็นประธาน มอบงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนครั้งที่ 2 จำนวน 820 กองทุนจาก 75 จังหวัด และมอบนโยบายการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมเพื่อ ชุมชนเข้มแข็งและปิดการประชุมสมัชชาสวัสดิการชุมชน ในงาน "สมัชชาสวัสดิการชุมชน ปฏิรูปสังคมจากฐานราก" จัดโดยคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ซึ่งมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และกระทรวงมหาดไทย ที่ห้องประชุมพระปกเกล้า อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) โดยมีผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชน และสมาชิกเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศมาร่วมงานกว่า 1,500 คน

นายกฯ กล่าวหลังมอบงบประมาณตอนหนึ่งว่า รู้สึกยินดีที่ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านสวัสดิการชุมชน ทั้งที่เป็นส่วนในการขยายจำนวนกองทุนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ครอบคลุมกว่า 1,000 องค์กร และจำนวนพี่น้องประชาชนเป็นสมาชิกหรือได้ประโยชน์จากระบบสวัสดิการชุมชนก็ ขยับเข้าใกล้ 1 ล้านคน จากเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และบางจังหวัดเรียกได้ว่าจะแทบครอบคลุมทั้งพื้นที่ ซึ่งนอกจากจำนวนพื้นที่และจำนวนกองทุนแล้ว ความหลากหลายที่มีในส่วนของระบบสวัสดิการแก่สมาชิกเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อาสามารถรวมกลุ่มประชาชนมาทำงานร่วมกันบนหลักการของการเคารพ ให้เกียรติ และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อีกทั้งเป็นที่น่ายินดีว่าการบริหารจัดการก็มีการพัฒนาขึ้นมาในลักษณะของการ เป็นเครือข่าย มีระบบบริหารที่จะเชื่อมโยงขึ้นมาจนถึงในระดับจังหวัดและก้าวขึ้นมาสู่ใน ระดับชาติ ซึ่งตรงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะต้องเดินหน้าขยายตัวในส่วนของโครงการ สวัสดิการชุมชนต่อไป

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงสังคมสวัสการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการว่า ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้จากภาครัฐ แต่จะมีความหลากหลายมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ดังนั้นการเดินหน้าของรัฐบาลในการสนับสนุนโครงการสวัสดิการชุมชนก็ต้องทำต่อ ไป โดย 1 ปีข้างหน้าสิ่งที่จะมีการขยายตัวในนโยบายเรื่องนี้ จะมีส่วนของการที่รัฐบาลกำลังจะเสนอกองทุนเงินออมแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภา ยืนยันว่าการผลักดันกฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนออมเงินและได้รับการ สมทบเงินจากรัฐบาล เป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบประกันความมั่นคงให้พี่น้องประชาชน ที่จะไม่ได้เป็นการลดความสำคัญของระบบสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งยังมีหลายกลุ่มที่จะสร้างระบบสวัสดิการเฉพาะขึ้นมา เช่น ชาวนาที่รัฐบาลกำลังยยกร่างกฎหมายกองทุนสวัสดิการชาวนาที่จะหักเงินจากการ ขายข้าวของชาวแล้วมีเงินสมทบจากรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การจัดระบบสวัสดิการเช่น เดียวกัน    

.....................................

โดย บ้านเมืองออนไลน์     เมื่อเวลา 9:44:00  วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2553

มาร์คไม่เอา “รัฐสวัสดิการ” หันใช้ “สวัสดิการถ้วนหน้า



เมื่อ วันที่ 27 ส.ค. สถาบันพระปกเกล้า อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ มีโครงการบรรยายพิเศษ “การพัฒนารัฐสวัสดิการกับอนาคตประเทศไทย” โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิด และมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มาให้การต้อนรับ และนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ


จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ระบบรัฐสวัสดิการกับอนาคตประเทศไทย” ว่าที่สังคมไทยมีการจัดระบบสวัสดิการมากขึ้นเพื่อความมั่นคงในชีวิตของ ประชาชนคนไทยซึ่งเป็นหัวใจของการวางรากฐานของสังคม นอกจากจะมีความเป็นธรรมแล้วก็ต้องมีความพร้อมความแข็งแกร่งที่จะเผชิญความ ท้าทายทุกด้านทั้งสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าตลอดเวลาที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและประสบความสำเร็จมากใน 50 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบทุกประเทศในโลกและมี เสถียรภาพ ยกเว้นในช่วงสั้นๆ ที่เกิดวิกฤติการเงินเมื่อปี 2540 และเมื่อสามารถลดสัดส่วนคนยากจนที่มีนิยามรายได้เฉลี่ยต่อปีที่สูงถึงร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 ของประชากรประเทศ แต่การเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ก็ไม่ได้ดีขึ้น



นายกฯ กล่าวอีกว่า ถ้ามองความยากจนเรื่องของรายได้ขั้นต่ำว่าเป็นเท่าไรเราอาจจะสำเร็จในแง่ ความเป็นอยู่ แต่ความยากจนไม่ได้วัดที่รายได้ระดับใดระดับหนึ่ง แต่ผูกพันความรู้สึกของความศักดิ์ศรีในการอยู่ในสังคมอย่างมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา ยังตอบโจทย์ไม่ได้ เพราะคนที่มีรายได้สูงสุดของประเทศร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งรายได้มากกว่าของรายได้กึ่งนึ่งของรายได้ประเทศ ในขณะที่คนที่มีรายได้ต่ำร้อยละ 20 กลับมีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึงร้อยละ 5 และตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนแปลงน้อยมากในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และถ้าจะใช้ตัวชี้วัดที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้คือค่าสัมปสิทธิ์จะพบว่าจะอยู่ที่ ระดับประมาณ 0.48-0.49 มาเป็นระยะเวลาร้อยละ 20 ปี แม้จะไม่สูงมากแต่ว่าสูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ดังนั้นปัญหาความยากจนในแง่ความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำต้องได้รับการ แก้ไข


“ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำว่ารัฐสวัสดิการ เพราะประเทศเรารัฐไม่สามารถแบกรับได้ทั้งหมด ซึ่งประเทศที่มีฐานะดีกว่าเราก็ปวดหัวทั้งนั้น ทั้งยุโรปหรืออเมริกา ดังนั้นถ้ารัฐตัดสินใจแบกแล้วจะต้องเก็บภาษีสูง ก็มีปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันและเรื่องของการเลี่ยงภาษี หรือถ้านำภาษีมาจ่าย ทั้งที่ในอนาคตโครงสร้างของประชากรปรับไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ถ้าคนทำงานต้องเสียภาษีและนำมาจ่ายให้คนสูงอายุ ก็จะทำให้คนทำงานแบกรับมากขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 สิงหาคม 2010, 08:49:53 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #352 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2010, 09:57:15 AM »




ชี้ใช้จ่ายในปท.หนุนเศรษฐกิจโตต่อ  


คมชัดลึก :

สศค.ยันเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเกิน 7% เตรียมประกาศตัวเลขใหม่ปลายก.ย.นี้ ระบุเศรษฐกิจเดือนก.ค.โตต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายในประเทศ รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้น ทดแทนส่งออกชะลอตัว


 นายสาธิต รังคศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกขยายตัวได้ถึง 10.6% โดยเฉพาะการขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ที่ 9.1% นั้น ถือเป็นระดับการขยายตัวที่สูงกว่าที่ สศค.เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 8% และแม้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะมีสัญญาณการขยายตัวที่ชะลอลง แต่เชื่อว่าคงไม่ขยายตัวต่ำกว่า 5% ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2553 จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 7% จากที่เดิมที่ประมาณการไว้ที่ 5-6% โดย สศค.จะประกาศประมาณการเศรษฐกิจครั้งใหม่ในวันที่ 29 กันยายนนี้

 สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม พบว่ายังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากการใช้จ่ายใน ประเทศ ช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนค่าเงินบาท คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 32.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยพบว่าการแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมายังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

 "ส่วนกรณีที่ ธปท. ออกมาส่งสัญญาณว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น เชื่อว่า ธปท.จะทราบดีว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาค การบริโภคในประเทศ สศค.จึงไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณเตือน ธปท. ในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยแต่อย่างใด" นายสาธิตกล่าว

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเวลานี้ถือว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะทันทีที่การส่งออกเริ่มชะลอลง การบริโภคก็เริ่มเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตได้อย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยมาจากจำนวนผู้ว่างงานหากอยู่ในระดับต่ำต่อไป จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีรายได้มาจับจ่ายใช้สอย ประการต่อมาคือรายได้ของเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งผู้ที่มีอาชีพเกษตรกรคิดเป็น 40% ของแรงงานทั้งหมด 38 ล้านคน และปัจจัยสุดท้ายคือการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อการอุปโภค บริโภคมีการขยายตัวสูงมาก  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 สิงหาคม 2010, 09:59:19 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #353 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2010, 10:04:56 AM »


การเมือง : ทัศนะวิจารณ์


กาแฟดำ
   

ประชานิยมก็ไม่ชัด รัฐสวัสดิการก็ไม่เชิง 'ระบบสวัสดิการ' คืออะไร




หลายคนสงสัยมานานแล้ว ว่านโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ นี่เป็น “ประชานิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” หรือผสมผสานทั้งสองสูตร


 นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไขข้อข้องใจในคำปราศรัย เมื่อสัปดาห์ก่อนที่สถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วย “ระบบสวัสดิการกับอนาคตประเทศไทย” ด้วยการประกาศจะแจ้งว่า

 นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ คือ “ระบบสวัสดิการ” ไม่ใช่ “รัฐสวัสดิการ”

 แล้วสองแนวทางนี้ต่างกันอย่างไร

 คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า สิ่งที่เขาได้ย้ำและหลีกเลี่ยงมาตลอด คือ การใช้คำว่า “รัฐสวัสดิการ”

 ที่ไม่ใช้คำว่า “รัฐสวัสดิการ” เพราะรัฐไม่อยู่ในฐานะที่จะจัดระบบสวัสดิการที่รัฐจะแบกรับได้ทั้งหมด
 เพราะถ้ารัฐเข้าไปแบกรับทุกสิ่ง ที่สุดก็ต้องเก็บภาษีสูง ทำให้เกิดปัญหาความสามารถการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

 คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า ระบบที่พึ่งพาภาษีปัจจุบันไม่มีทางยั่งยืนอีกแล้ว เพราะสังคมไทยขณะนี้จะต้องปรับตัวไปสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 และหากรัฐเก็บภาษีแต่คนทำงานเพื่อมาจ่ายให้คนสูงอายุ คนทำงานก็ต้องจ่ายภาษีที่สูงขึ้นตลอด เพราะสัดส่วนคนทำงานจะน้อยกว่าคนสูงอายุ

 สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กำลังทำอยู่ คือ การนำระบบหลักประกันของคนที่สมควรจะมีสวัสดิการมาใช้ นำไปสู่การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพคนพิการ เป็นต้น

 ต่อไปก็จะมี “กองทุนสวัสดิการเงินออม” ซึ่งจะมาในรูปของพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาสมัยประชุมนี้ เพื่อว่าคนที่อยู่ “นอกระบบ” ประกันสังคม จะมีโอกาสเป็นครั้งแรกที่ออมเงินของตัวเอง และได้เงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อจะมีเงินก้อนในวัยชราภาพ และจะได้มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือด้านรายได้

 คุณอภิสิทธิ์ พูดถึง “กองทุนสวัสดิการชาวนา” ที่จะให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งศึกษาตั้งขึ้น โดยจะหักเงินจากการ “ขายน้ำ” เป็นสวัสดิการ เพื่อการดูแลอนาคต

 พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลนี้กำลังส่งสัญญาณว่าจะค่อยๆ ปรับจาก “ระบบสงเคราะห์” เป็นการ “คุ้มครองสิทธิ” พร้อมๆ กับส่งเสริม “ระบบสวัสดิการ” แต่ไม่ใช่ “รัฐสวัสดิการ”

 พูดให้ชัดกว่านั้น ก็คือ ระบบสวัสดิการที่ว่านี้ ให้รัฐร่วมกับประชาชนร่วมกันสร้างหลักประกัน

 ละม้ายกับระบบ Central Provident Fund (CPF) ของสิงคโปร์ ที่ประชาชนทุกคนต้องส่งเงินออมเข้ากองทุนนี้ โดยรัฐบาลสมทบด้วยในจำนวนที่เกือบจะเท่าๆ กันทุกเดือน

 แต่ไม่ใช่ระบบ “รัฐสวัสดิการ” อย่างของประเทศสแกนดิเนเวีย ที่รัฐดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ทุกคนต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมาก

 การเก็บภาษีอัตราสูงนั้นเป็นเรื่องยาก ทั้งในแง่การเมืองและการบริหาร อีกทั้งหากฐานของผู้เสียภาษีคับแคบ และประสิทธิภาพของการเก็บภาษีไม่ได้มาตรฐานด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

 โอกาสที่จะทำให้เกิดระบบ “รัฐสวัสดิการ” หรือ “welfare state” ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดยาก

 เพราะจะอยู่ตรงข้ามกับนโยบาย "ประชานิยม" ที่รัฐบาลลดแลกแจกแถมให้ประชาชน (โดยเอาเงินภาษีประชาชน แต่ไม่กล้าเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น) ซึ่งไม่ต้องอธิบายและน้าวโน้มประชาชนเท่าไร

 แต่หากเกาะติดสิ่งที่รัฐบาลนี้พูดและทำมาตลอด ก็จะยังมีความเป็น “ประชานิยม” สูงอย่างน้อยก็ในแง่ของการ “นำเสนอ” เพื่อให้เกิดความนิยม และให้ได้ผลสำหรับการเลือกตั้งในคราวหน้า

 แม้ว่าโดยเนื้อหาแล้วคุณอภิสิทธิ์ และใครก็ตามที่ไม่โกหกประชาชน จะต้องยอมรับว่านโยบาย “ประชานิยม” นั่นไม่สามารถมีความ “ยั่งยืน” และ “ต่อเนื่อง” ได้ เพราะมี “วาระซ่อนเร้น” เพื่อเป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยที่ไม่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างจริงจัง ในระยะกลางและระยะยาวได้เลย

 ดังนั้น สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ บอกว่า เป็นนโยบาย “ระบบสวัสดิการ” และไม่ใช่ “รัฐสวัสดิการ” นั้น จึงจำเป็นต้องอธิบายให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชน โดยเฉพาะการที่ประชาชนคนไทยต้องรู้จัก “ออม” และพร้อมจะเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อสร้างรากฐานอันมั่นคงสำหรับตัวเอง และประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรม

 โดยไม่ให้นักการเมืองฉวยโอกาสหลอกให้หลงทาง และไม่หลอกตัวเองว่ามีใครเอาของฟรีมาแจกเราได้ตลอดไป

 เพราะโลกนี้ไม่มี “ของฟรี”... ไม่ว่านักการเมืองจะพยายามหลอกให้เราเชื่อตามเขาเพียงใดก็ตาม 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #354 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2010, 17:58:11 PM »

งบประมาณแผ่นดินปี 2554 ที่ได้ตั้งเอาไว้ที่ประมาณ 2.07 ล้านล้านบาท ฟังแล้วก็น่าสะท้อนใจเพราะตัวเลขงบประมาณแผ่นดินปีหน้าถือได้ว่าตั้งเอาไว้สูงที่สุดในประวัติการณ์ เป็นปีที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท และจะมีหนี้สาธารณะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.5 ล้านล้านบาท
      
       ประเทศไทยขาดดุลงบประมาณ (รายจ่ายมากกว่ารายได้) ติดต่อกันเป็นปีที่ 14 โดยอ้างว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งประเทศจะจัดเก็บรายได้มาคืนหนี้ที่กำลังพอกพูนเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร?
      
       การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 - 2543 ที่ใช้ข้ออ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ตามมาด้วยปี 2544 - 2554 ที่ประเทศไทยก็ยังใช้ข้ออ้างว่าทำตามนโยบายประชานิยม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอภิมหาโครงการมากมาย
      
       “กระตุ้น” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า: ใช้มือหรือสิ่งใดๆ กระแทกเบาๆ ให้รู้ตัว, โดยปริยายหมายความว่า เตือนหรือหนุน
      
       การขาดดุลงบประมาณแผ่นดินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เขามีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งบประมาณเพื่อให้เอกชนสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อได้ จึงยอมขาดดุลงบประมาณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเอกชนสามารถเดินหน้าได้ก็จะมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก และสร้างรายได้กลับคืนมาสู่รัฐอีกครั้งเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศได้ รายได้ของรัฐบาลบางส่วนนำไปคืนหนี้ที่ได้กู้มา และบางส่วนเพื่อสำรองเอาไว้ในบัญชี “เงินคงคลัง” เมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
      
       ทุกรัฐบาลก็จะอ้างว่าหนี้สาธารณะที่พอกพูนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในขณะที่ข้อเท็จจริงประเทศไทยมีฐานการจัดเก็บภาษีที่แคบและไม่สามารถจะคืนหนี้สาธารณะได้
      
       วันนี้ประเทศไทยอาจจะยังสามารถกู้เงินใหม่มาคืนหนี้เก่าและกู้เงินทุกปีเพื่อมาทำโครงการต่างๆ ได้ แต่หากเรายังไม่มีรัฐบาลไหนเริ่มคิดที่จะทำให้ประเทศไทยกลับไปสู่การตั้งงบประมาณสมดุล (รายรับเท่ากันกับรายจ่าย) หรืองบประมาณเกินดุล (รายได้มากกว่ารายจ่าย) เพื่อหยุดยั้งขาดดุลงบประมาณแผ่นดินไทย ประเทศชาติก็จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทุกปี วันหนึ่งหากการกู้เงินของชาติเริ่มสะดุดลง ประเทศไทยมิต้องถึงวันที่ต้องขายรัฐวิสาหกิจและทรัพย์สินของชาติซ้ำอีกรอบหรอกหรือ?
      
       อันที่จริงไม่มีรัฐบาลชุดไหนสนใจคำว่า “วินัยการคลัง” กันนานแล้ว นอกจากขอให้รัฐบาลตัวเองได้กู้ในรัฐบาลของตัวเองให้ได้มากที่สุด และสร้างอภิมหาโครงการให้มากที่สุดเพื่อจะโกงภาษีประชาชนเพื่อให้ได้ใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งต่อๆ ไป
      
       10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยตั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2553 เอาไว้ที่ 908,613 ล้านบาท 10 ปีผ่านไปเราตั้งงบประมาณต่อปี 2.07 ล้านล้านบาท หรือสูงขึ้นถึง 2.28 เท่าตัว!!!
      
       และสิ่งที่ควบคู่กันมากับการมีงบประมาณขาดดุลแบบนี้ก็คือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” โดย 10 ปีมานี้คิดเฉพาะงบลงทุน (ไม่นับรายจ่ายประจำ และผลประโยชน์ในเรื่องสัมปทานต่างๆ) มีประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่มีการประมาณกันว่าการทุจริตในงบลงทุนในรอบ 10 ปีมานี้สูงถึง 30% ก็แปลว่ารัฐบาลนักการเมือง ข้าราชการ โกงไปถึงประมาณ 900,000 ล้านบาท
      
       ลองคิดดูกันว่าในงบลงทุน 10 ปีมานี้ บางส่วนมาจากการจัดเก็บรายได้ และอีกส่วนมาจากการกู้เงิน โดยปี 2544 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาท แต่ปี 2554 ประเทศไทยจะมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านบาท แปลว่าหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาจาก 10 ปีที่แล้ว ถึง 1.6 ล้านล้านบาท
      
       10 ปีมานี้รัฐบาลกู้เงินมา 1.6 ล้านล้านบาท แต่เงินถูกโกงผ่านงบลงทุนไปเสีย 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 56% (เกินครึ่งหนึ่งของเงินที่กู้มา) นี่คือสิ่งที่เรียกกันว่า “กู้มาโกง”
      
       ตัวอย่างงบประมาณที่น่าจับตาในเวลานี้ ก็คือ โครงการรถไฟฟ้าหลากสีของรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) กระทรวงคมนาคม ว่ามีความโปร่งใสหรือไม่?
      
       ความอัปลักษณ์ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ที่ได้ตั้งกรอบงบประมาณ 36,055 ล้านบาท ฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้บริหารของ รฟม. ข้าราชการและนักการเมืองในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างปล่อยผ่านให้มีการโยกภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยกเว้นไว้สำหรับเงินกู้ต่างประเทศเป็นจำนวนเงิน 5,896 ล้านบาท มาเติมให้กับงบประมาณในโครงการที่ได้ประมูลไปแล้ว ลดงบประมาณสำรองสำหรับเผื่อรื้อถอนสาธารณูปโภคมาเติมให้โครงการที่ได้ประมูลไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 3,537 ล้านบาท ลดมูลค่ารางที่ยังไม่ประมูลเพื่อมาเติมงบประมาณที่ได้ประมูลไปแล้วอีก 438 ล้านบาท
      
       โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงปรากฏว่าบริษัทเอกชนได้จากวิธีการดังกล่าวไปเต็มๆ คือ กิจการร่วมค้า CKTC นำโดย บมจ. ช.การช่าง ผู้ชนะการประมูลสัญญาที่ 1 ซึ่งเป็นทางยกระดับจากเตาปูนถึงเชิงสะพานพระนั่งเกล้าฯ (ส่วนตะวันออก) และ บมจ. ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ผู้ชนะการประมูลสัญญาที่ 2 ซึ่งเป็นทางยกระดับจากสะพานพระนั่งเกล้าฯ ถึงคลองบางไผ่ (ส่วนตะวันตก) ซึ่งช่างบังเอิญที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลชุดนี้ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทนี้มากับมือ
      
       ราวกับว่าในยุคนี้ถ้าราคาดีมีแรงสนับสนุนทางการเมือง ชิโน-ไทย กับ ช.การช่าง จะเข้าเส้นชัยอยู่เสมอ จริงหรือไม่!?
      
       ปัจจุบัน “ชิโน-ไทย” มีรายได้รอรับรู้ทางบัญชีจาก โครงการต่างๆ ที่เซ็นสัญญาไปแล้วสูงถึง 34,000 ล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 48 ปี และยังมีงานที่ประมูลได้แล้วแต่อยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญาอีก 17,000 ล้านบาท รวมถึงมีโครงการที่เตรียมเข้าประมูลตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไปอีกหลายโปรเจกต์ อาทิ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะและวังน้อย รวมมูลค่างานประมาณ 10,000 ล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 2 สัญญา มูลค่าก่อสร้าง 44,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ “ชิโน-ไทย” มีกำไรครึ่งปีแรกในปีนี้สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 137%
      
       เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ เวลาพูดถึงว่าเศรษฐกิจโตขึ้นเพราะงบประมาณแผ่นดินได้ใช้ไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึงได้กระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม ในขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้นเหมือนที่รัฐบาลได้โฆษณาประชาสัมพันธ์
      
       ว่ากันว่าวิธีการปั้นงบประมาณ และประมูลโครงการต่างๆ ที่นักการเมืองจะหลบหนีการตรวจสอบจากองค์กรตรวจสอบอิสระที่แนบเนียนที่สุดก็คือ “ให้ผู้ประมูลแอบเจรจาตกลงแบ่งโครงการกันทำ” เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีการแข่งขันราคาซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการร้องเรียนซึ่งกันและกัน ภาษาในวงการเรียกว่า “ฮั้ว” ยิ่งมีการวางสเปกผู้รับเหมาที่ให้ผ่านคุณสมบัติได้น้อยรายการในขณะที่มีการแบ่งโครงการย่อยเป็นหลายโครงการและประมูลในเวลาใกล้เคียงกัน โอกาสที่จะฮั้วกันก็ยิ่งเป็นไปได้ง่ายขึ้น
      
       ถ้ามีงบประมาณมีการปั้นเอาไว้ให้สูงเกินความเป็นจริงและมีการ “ฮั้ว” สำเร็จลงตัวเมื่อไร นักการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผู้รับเหมาก็คงอิ่มเอมสำราญกันทั่วหน้าในการโกงกินงบประมาณแผ่นดินที่ได้มาจากภาษีหยาดเหงื่อของประชาชน
      
       กรณีที่ต้องจับตาตามมาว่ามีการฮั้วแบ่งงานกันระหว่าง บมจ. ช.การช่าง กับ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือไม่? ก็คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ) มูลค่ากว่า 52,000 ล้านบาท ที่สลับกันได้งานในราคาที่เฉียดฉิวกันอย่างน่าสนใจยิ่ง
      
       สัญญาที่ 1 (หัวลำโพง - สนามไชย) 2.8 กิโลเมตร ราคากลาง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ประมาณ 10,835 ล้านบาท ผลการประมูลปรากฏว่า ช.การช่าง ชนะการประมูลไปด้วยราคาประมาณ 10,753 ล้านบาท ห่างจากราคากลาง 82 ล้านบาท
      
       ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาคิดเป็นส่วนต่างจากราคากลางเพียงแค่ประมาณ 0.76% !!!?
      
       ที่น่าสนใจตามมาก็คือ ผู้เสนอราคาสูงรองลงมาเป็นอันดับที่ 2 คือ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคาอยู่ที่ 10,765 ล้านบาท ห่างจากผู้ชนะการประมูลคือ ช.การช่าง เพียงแค่ 12 ล้านบาท
      
       ผู้เสนอราคามาเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็นส่วนต่างจากผู้ชนะการประมูลเพียงแค่ประมาณ 0.11% !!!?
      
       มีกระแสข่าวในสื่อมวลชนบางฉบับได้รายงานในทางลับซึ่งมีความเคลือบแคลงสงสัยว่ามีโผเดิมว่า “ช.การช่าง-อิตาเลียนไทย” จะได้คนละ 1 สัญญากันหรือไม่? แต่ดูเหมือนว่าเวลาเปิดซองจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
      
       สัญญาที่ 2 (สนามไชย-ท่าพระ) 2.6 กิโลเมตร ราคากลาง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 10,062 ล้านบาท ผลการประมูลปรากฏว่า ช.การช่าง ชนะการประมูลไปด้วยราคาประมาณ 10,029 ล้านบาท ห่างจากราคากลาง 33 ล้านบาท (ห่างจากราคากลางเพียงแค่ 0.32%) ในขณะที่ผู้เสนอราคาอันดับที่ 2 เป็น อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคามาอยู่ที่ 10,054 ล้านบาท (ห่างจากผู้ชนะประมูลเพียงแค่ 25 ล้านบาท (ห่างจากผู้ชนะประมูลเพียงแค่ 0.24%)
      
       ราคาที่ใกล้เคียงกันอีกครั้งทำให้กระแสข่าวที่สงสัยว่า 2 บริษัท แบ่งงานกันคนละ 1 สัญญาต้องเบาบางลงไป เพราะกลายเป็นว่า ช.การช่าง ได้ทั้ง 2 สัญญาในราคาที่ใกล้ราคากลางแบบเฉียดฉิว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เกิดคำถามเคลือบแคลงสงสัยว่ามีการ “หักหลัง” กันหรือไม่?
      
       แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดในวงการเท่าที่เคยมีมาก็ตรงที่ หลังรู้ผลการประกวดราคาทั้ง 2 สัญญาแล้ว กระทรวงคมนาคมพยายามจะพลิกผลการประมูลดังกล่าว โดยสัญญาที่ 1 ซึ่งเป็นงานโครงสร้างใต้ดินช่วงหัวลำโพง-สนามไชย ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ซึ่งประมูลไปก่อนหน้านี้ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ควรเป็นผู้ได้รับงานแทน ช.การช่าง ด้วยเหตุผลว่า บริษัทที่ปรึกษาของ รฟม. ตรวจสอบผลการเสนอราคาแล้วพบว่า อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ คำนวณผิดพลาดราคาสูงไป 60 ล้านบาท จึงควรจะเป็นผู้ชนะการประมูลแทน ช.การช่าง ใช่หรือไม่!?
      
       เรื่องแปลกประหลาดในองค์กรนี้ยังมีให้เห็นกันต่อไป เพราะกรรมการสรรหาผู้ว่า รฟม. คนใหม่ที่จะมาแทนคนเก่าที่เสียชีวิตไป ปรากฏชื่อ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ตำรวจที่มีความใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ เป็นประธานกรรมการสรรหา แถมด้วย นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เกิดบุรีรัมย์ และเป็นอดีตข้าราชการทางหลวงจังหวัดบุรีรัมย์มีความใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ เป็นกรรมการสรรหาร่วมด้วยเช่นกัน ทำให้เห็นสายสัมพันธ์เครือข่ายของเนวินในองค์กรแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
      
       งานนี้หวังว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะได้จับตาเดินหน้าตรวจสอบองค์กรแห่งนี้อย่างเข้มข้น และรวดเร็วได้แล้ว!!!

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000121749

aaa

นักการเมืองกะพวกชั่ว(แต่ฉลาด)มันหลอกพลเมืองว่าไม่มีของฟรี แต่พวกมันเอาโภคทรัพย์ของประเทศไปฟรีๆ.......ผ่านช่องทางคอรัป-ผลประโยชน์ทับซ้อน....ดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น พลเมืองเสียภาษีอยู่แล้วแต่พวกมันนักการเมืองไม่เสียหรือเสียน้อย.....จริงมะ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 สิงหาคม 2010, 18:01:09 PM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #355 เมื่อ: 01 กันยายน 2010, 07:50:43 AM »


   วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4240  ประชาชาติธุรกิจ


รัฐบาลก้าวไม่ทันโลก นโยบายบิดเบี้ยว...ช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม





1 ปีของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy watch) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเริ่มติดตามการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 จนถึงมิถุนายน 2553 ได้นำเสนอประเด็นทางนโยบาย 11 ข้อ กับอีกหนึ่งบทสรุปที่ได้จากการ จับตานโยบายรัฐบาล

"จากการจับ ตานโยบายรัฐบาลมาเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่ารัฐบาลยังก้าวช้ากว่าปัญหาหนึ่งก้าวเสมอ การทำงานเป็นเชิงตั้งรับมากกว่ามองไปข้างหน้าและป้องกันปัญหาที่จะ เกิดขึ้น" ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลกล่าวในการแถลงครบรอบ 1 ปี ของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ดร.ปัทมา วดีอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสังคมไทย เศรษฐกิจโลก รวมถึงกติกาในประเทศและกติการะหว่างประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนภาค การเมืองและรัฐไทยก้าวตามไม่ทัน

ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มีลักษณะก้าวหน้าและสะท้อนภาพของสังคมในอุดมคติเกี่ยวกับสิทธิชุมชน สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังคาดหวังต่อบทบาทของรัฐที่พึงปรารถนาในการบริหารจัดการประเทศ แต่เมื่อรัฐไทยไม่สามารถปรับตัวก้าวตามได้ทัน การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา 67 วรรค 2 จึงไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับ และมีจุดอ่อนในการกำกับดูแลจนเกิดปัญหากรณีมาบตาพุด

ช่องว่างนโยบาย จึงเกิดขึ้นจากการที่รัฐไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในขณะที่ปัญหาเก่าก็ยังสะสมเรื้อรังพร้อมที่จะปะทุขึ้นมาได้ ดังเช่นกรณีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นที่สนใจหลังวิกฤตการ เมือง

ดร.ปัทมาวดีย้ำว่า ช่องว่างนโยบายเกิดจากปัญหาด้าน "ทิศทาง" คือเป็นนโยบายที่ไม่ถูกต้องอันเกิดจากสมมติฐานผิด ข้อมูลไม่เป็นจริง การแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในนโยบาย การมองภาพย่อยไม่เห็นภาพรวม

นโยบายที่มีปัญหาด้าน "ขนาด" ของช่องว่างจะก้าวไม่ทันสถานการณ์ มีสาเหตุเกิดจากขาดการบริหารจัดการที่ดี มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบชัดเจน หน่วยงานขาดความรู้และขาดประสิทธิภาพ ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และกฎกติกาที่ไม่ทันการ หรือกติกาทำให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติ รวมถึงขาดความต่อเนื่องของนโยบาย

ข้อสรุปข้างต้นของกลุ่มจับตานโยบาย รัฐบาล ได้จากการจัดสัมมนา "วิเคราะห์ช่องว่างของนโยบายเศรษฐกิจไทย" หลังจากติดตามการดำเนินนโยบายรัฐบาลมาครบ 1 ปี ซึ่งจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2553

โดยมีนักวิจัยนำเสนอผลการ ศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปปัญหาในการดำเนินนโยบายรัฐบาล 5 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการคลัง ด้านการศึกษาและสวัสดิการแรงงาน ด้านอุตสาหกรรม และด้านเกษตร ข้อสรุปโดยรวมของประเด็นปัญหาคือการดำเนินนโยบายมี "ช่องว่าง" ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ขณะเดียวกันในเวทีสัมมนามีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเพื่อปิดช่องว่างนโยบายดัง นี้



ด้านมหภาค ควรปรับลดรายจ่ายประจำและรายจ่ายผูกพันระยะยาว เพื่อเป็นการรักษาวินัยการคลัง เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงจะมีปัญหาหนี้สาธารณะหากไม่ระมัดระวังและยังทำให้ สามารถจัดสรรงบประมาณร่ายจ่ายด้านอื่น ๆ ได้มากขึ้น ให้มีการจัดเรียงลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนอย่างเป็นระบบ และควรให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐและรัฐ วิสาหกิจ

ด้านการคลัง มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มภาษี 1-2% ของจีดีพี โดยควรให้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีรายได้เพิ่มขึ้น การปรับปรุงด้านรายจ่ายรัฐบาลและ อปท. ตามแนวทางการเพิ่มพลังคนจน เช่น จัดสวัสดิการ และขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานที่ไม่เป็นทางการ สนับสนุนให้มีการวิจัยนโยบายสาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อขยายพรมแดนความรู้ ช่วยให้เข้าใจว่าใครได้ใครเสีย

ด้านการศึกษา เสนอว่าควรประเมินความคุ้มค่าของการทุ่มเท งบประมาณเพื่อการศึกษาในเชิงปริมาณ และทบทวนคุณภาพการศึกษาอย่างเร่งด่วน โดยเร่งเสริมสร้างศักยภาพของครู และพัฒนาอุปกรณ์สื่อการสอน เช่น วิชาคณิตศาสตร์ รวมทั้งวางแผนการผลิตแรงงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และภาคธุรกิจ ที่สำคัญต้องศึกษาแนวทางจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพระหว่างการศึกษาในระดับชั้นและรูปแบบต่าง ๆ โดยมีโอกาสให้เอกชนรวมทั้ง อปท.เข้ามาร่วมจัดการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

ด้าน สวัสดิการ ควรรณรงค์ให้เกิดวัฒนธรรมการออมและลงทุนในระยะยาว โดยรัฐต้องสร้างเครื่องมือหรือองค์กรเพื่อกำกับสถาบันการเงิน (กองทุน) ให้ดำเนินการอย่างเหมาะสม เตรียมพร้อมเพื่อการสร้างอาชีพและการสะสมทุนมนุษย์ หรือให้แรงงานมีโอกาสในการเปลี่ยนย้ายที่ทำงานได้ตามความเหมาะสมความรู้และ สภาพร่างกายในวัยสูงอายุ ต้องหาแนวทางให้เศรษฐกิจนอกภาคทางการเข้ามาอยู่ในภาคทางการเพื่อเพิ่มภาษี และดูแลสวัสดิการได้ดีขึ้น รวมถึงการสร้างระบบหรือวัฒนธรรมการพึ่งพาตนเองมากที่สุดในการสร้างหลัก ประกันในยามเกษียณ เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอีก 40 ปีโครงสร้างประชากรไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมากกว่าวัยแรงงาน

ด้าน อุตสาหกรรม ต้องส่งเสริมให้เกิดสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทาง รายสาขาให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงการผลิต การวิจัย และการพัฒนาตลาด มีการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ ภาษี และมองทิศทางเกี่ยวกับ "นโยบายอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน" ในอนาคต และ ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรและฐานทรัพยากรในท้อง ถิ่น ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กับกิจการขนาดใหญ่อย่างเป็นธรรม



ด้าน การเกษตร ควรจัดให้มีคลัสเตอร์ (cluster) หรือกลุ่มสินค้าในระดับนโยบาย เพื่อพิจารณาทั้งการผลิตและการตลาดจากต้นทางถึงปลายทางแบบครบวงจร และมีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนกำหนดนโยบาย โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการเกษตรมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่สำคัญการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรควรทำเท่าที่จำเป็น สำหรับทางออกในการระบายสต๊อกข้าว ควรนำข้าวในสต๊อกมาทำข้าวบรรจุถุงแจกให้กับคนยากจน นอกจากนี้การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา ควรเน้นเรื่องการประกันความเสี่ยงอย่างเดียว และควรครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมดเพื่อความเป็นธรรม

ดร.ปัทมาวดีบอกว่า ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญของนโยบายต้องทำเร่งด่วนเพื่อปิดช่องว่างนโยบาย มี 4 เรื่องพื้นฐาน ได้แก่ พื้นฐานอันดับแรกที่ต้องทำคือ "กติกา" โดยเฉพาะการจัดทำคู่มือประเมินโครงการและผลกระทบโครงการที่กำหนดแนวทางการ ประเมินตัวแปรและค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม (เช่น อัตราคิดลด) เพื่อไม่ให้ผู้ประเมินมีความลำเอียงที่จะเลือกใช้ตัวแปรและพารามิเตอร์ที่จะ ส่งผลเป็นบวกหรือเป็นลบตามที่โครงการมีความต้องการ เช่น โครงการเขื่อนปากมูล หากมีการประเมินถึงประโยชน์และต้นทุนที่แท้จริงตรงไปตรงมาตามมาตรฐานหลัก วิชาการ โครงการนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เป็นต้น

กลุ่มจับตานโยบาย เสนอว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ควรเป็นหน่วยงานที่จัดทำคู่มือประเมินโครงการ ทั้งนี้ในการประเมินโครงการผู้ที่ทำการศึกษาส่วนใหญ่ คือ นักวิชาการ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีบางโครงการไม่เหมาะสมแต่ผ่านการประเมินให้ดำเนินการได้ สิ่งที่เกิดนี้ทำให้แวดวงนักวิชาการบางท่านเรียกสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์นี้ ว่า "นักวิชาการขายตัว" ดังนั้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันจึงควรมีคู่มือประเมินโครงการ

นอก จากนี้ กติกาที่เร่งด่วนอีกเรื่อง คือ การกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การกำหนดมาตรฐานปลายทาง (Ambient standard) เพื่อไม่ให้ปล่อยมลพิษออกรวม ๆ กันแล้วมากเกินกว่าความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับและบำบัดได้ ซึ่งในบางประเทศมีการกำหนดแล้ว

พื้นฐานอันดับที่ 2 คือ เรื่องคุณภาพของคน ในส่วนนี้ต้องมุ่งไปที่เรื่องการศึกษาของไทยที่มีข้อด้อยเยอะมาก ที่ผ่านมายิ่งพัฒนายิ่งถดถอย เห็นได้จากการสอบ แข่งขันคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของไทยเทียบกับต่างประเทศในภูมิภาคเมื่อปี 2006 ได้คณิตศาสตร์ 417 คะแนน วิทยาศาสตร์ 421 คะแนน แต่พอ ปี 2007 ได้คณิตศาสตร์ 441 คะแนน วิทยาศาสตร์ 471 คะแนน

ดังนั้น ต้องปรับปรุงเรื่องการศึกษา เช่นควรทบทวนเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เห็นว่าควรปรับลดระยะเวลาเรียนฟรีเหลือเพียง 12 ปี จากนั้นชั้นอุดมศึกษาก็ใช้ช่องทางต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีอยู่ เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้เรื่องการศึกษาต้องทำควบคู่ไปกับเรื่องสวัสดิการและแรงงาน เนื่องจากเป็นเรื่องคุณภาพของคน เพราะคนที่มีคุณภาพจะเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาในอนาคต

พื้นฐาน อันดับที่ 3 คือ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร จะต้องมีสถาบันเฉพาะทางเป็นรายสาขามากขึ้น จากปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยมาก เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น

พื้นฐานอันดับที่ 4 คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หากประเทศพัฒนาแบบรวมศูนย์ยากที่จะตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เพราะฉะนั้นแผนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่าง จริงจัง

สุดท้าย ดร.ปัทมาวดีย้ำว่า ช่วงติดตามนโยบายรัฐบาลมา 1 ปียังไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินนโยบายเท่าไร โดยทิศทางนโยบายส่วนใหญ่ยอมรับว่า เป็นทิศทางถูกต้อง เช่น การช่วยเหลือคนยากจน แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติใช้หลาย ๆ ครั้ง "หมิ่นเหม่" ว่าเป็นประชานิยมหรือไม่ เช่น โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่มีคำขวัญว่า "บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน"

โครงการนี้ดูเหมือนจะดี ช่วยเหลือคนระดับรากหญ้า แต่ ดร.ปัทมาวดีให้ข้อสังเกตจากประสบการณ์โครงการกองทุนหมู่บ้านที่มีโครงการ คล้าย ๆ กัน คือ เมื่อผ่อนชำระครบตรงเวลาจะสามารถกู้เพิ่มได้ในอัตราดอกเบี้ยถูกลง ทำให้มีการกู้ยืมเงินนอกระบบเพื่อมา "หมุนหนี้" เพื่อจะได้มีเครดิตในการกู้ยืมครั้งต่อไปในอัตราดอกเบี้ยถูกลง ดังนั้นต้องระวังเรื่องนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะ กลายเป็นปัญหาซ้ำซาก

ที่ สำคัญคำจำกัดความ "วินัยดี" แคบไป เน้นแต่เรื่องการลดหนี้ ซึ่งก็ถูก แต่ควรรวมถึงการออมเข้าไปด้วย โดยให้มีการเปิดบัญชีเงินออมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะตอบโจทย์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวได้มากกว่า

"การทำ นโยบายช่วยเหลือคนยากจน หรือกลุ่มคนด้อยโอกาส รัฐบาลควรนำประเด็นเรื่องความยั่งยืนทำควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดนโยบายที่ยั่งยืนในระยะยาว" ดร.ปัทมาวดีกล่าว 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #356 เมื่อ: 09 กันยายน 2010, 07:23:27 AM »

ยุทธศาสตร์ใหม่  วิสัยทัศน์ใหม่

ดร.เสรี  พงศ์พิศ


การ พัฒนาประเทศของไทยตั้งแต่2504 ที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมและแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติแผนที่ 1 (ยังไม่มีคำว่า "สังคม") จนถึงวันนี้ที่กำลังร่างแผนที่11 ยังใช้กระบวนทัศน์เก่า ฐานคิดเดิม เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก ให้ความสำคัญน้อยกับเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ ที่เมื่อบูรณาการกันเข้าอย่างลงตัวและสมดุลก็เรียกกันว่า "การพัฒนายั่งยืน"

          แม้ว่าตั้งแต่แผนฯ 8 เป็นต้นมา มีความพยายามเบนน้ำหนักจากเศรษฐกิจมาสู่สังคม(โดยเขียนไว้สวยงามในแผนฯ) เน้นการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน จนปรากฏร่องรอยของการเอา "ความสุข" เป็นเป้าหมาย พัฒนาอย่างไรให้คน "รอด" ก่อนจะรวย "พอเพียง" ก่อนจะฟุ่มเฟือย "มั่นคง" ก่อนจะมั่งคั่ง

          แต่ก็ดูเหมือนว่านักการเมืองที่กำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศไม่ได้สนใจแผน พัฒนาฯ เหล่านี้ และมักโยงทุกอย่างเข้าหาแผนเมื่อจำเป็นต้องเชื่อมกับงบประมาณที่ตั้งไว้ตาม กรอบของแผนฯ เท่านั้น

          เมื่อ คนเราคิดเหมือนเดิม ก็ทำเหมือนเดิม เกิดปัญหาเหมือนเดิม คนจนก็ยิ่งจนลงคนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น ปัญหาสังคมไม่ได้รับการแก้ไข มักจะกวาดฝุ่นไว้ใต้พรม หรือขยะลงท่อระบายน้ำ จนอุดตัน น้ำท่วม น้ำเน่าเหม็นกันทั้งเมือง แล้วก็ระดมแก้ปัญหากันแบบเฉพาะหน้าตลอดมา

          ดังกรณีของถนนขึ้นเขาใหญ่ที่ขยายใหญ่โดยไม่มีวิสัยทัศน์อะไรนอกจาก "บรรเทาปัญหาจราจร" ซึ่งคับคั่ง โดยเฉพาะหน้าเทศกาล หรือมีการจัดงาน จัดคอนเสิร์ต โดยพูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการท่องเที่ยว โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

          นักการเมืองรู้ดีว่า "สิ่งแวดล้อม" แปลว่าอะไร แต่ไม่ได้มี "สำนึก" เรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แค่ใน "หัว" แต่ไม่ได้อยู่ใน "หัวใจ" ไม่ได้สนใจผลกระทบของการขยายถนนต่อสภาพอากาศ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า "เศรษฐกิจ"ในความหมายแคบๆ ของนักการเมือง

          ที่สำคัญ ประชาชนทั่วไปไม่เชื่อว่านักการเมืองทำโครงการนี้เพียงเพื่อ "บรรเทาปัญหาจราจร" แต่มีผลประโยชน์โดยตรงโดยอ้อม เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องรีบๆรอไม่ได้ ไม่นานรัฐบาลก็ไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนามั่นคงยั่งยืนอันนั้น "กินไม่ได้"

          ประเทศไทยคงกลับไปเป็นแบบภูฏานไม่ได้ ที่นั่นเขาจำกัดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพราะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อสังคม ของเขาโดยรวม ทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรมแต่ถ้าเราใส่ใจและจริงใจกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสักนิดหนึ่ง เราก็สามารถปรับวิถีทางแห่งการพัฒนาให้เป็นอะไรที่สมดุลกว่าไม่ใช่บ้าไปกับ เรื่องเศรษฐกิจแบบไม่ลืมหูลืมตา ประเภทขายได้ทำลายได้หมด ขอเพียงให้ได้ "เงิน"

          ประเทศภูฏานเอา "ความสุขเป็นเป้าหมาย ใช้เงินเป็นเครื่องมือ" ของเราเอา "เงินเป็นเป้าหมาย ความสุขเป็นผลพลอยได้"ปัญหาก็คือ แล้วเกิดผลพลอยได้จริงหรือเพราะเอาเงินนำหน้า ปัญญาตามหลัง ทำให้ชีวิตถูกลากจูงไปโดยกระแสทุนและกระแสบริโภค ถ้าคิดได้แค่นี้ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาสังคมได้ เพราะ ถ้าเงินนำหน้าปัญญาก็หดหายไม่เหลืออะไร มองอะไรไกลกว่าปลายจมูกไม่ได้

          ประเทศไทยต้องการยุทธศาสตร์พัฒนาใหม่ ต้องการฐานคิดใหม่ ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ ต้องการภาพฝัน ภาพนิมิตใหม่ภาพที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากร่วมกันทำให้เกิดเป็นจริง ซึ่งไม่มีทางเกิดได้ถ้าไม่ใช่พลังปัญญา อย่างที่ซุนหวู่อยากบอกในตำราพิชัยสงครามของเขาว่าถ้าต้องการรบชนะโดยไม่ ต้องรบก็ต้อง "สู้ด้วยยุทธศาสตร์รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้"

          ภาพฝัน ภาพนิมิตหรือที่เรียกกันว่าวิสัยทัศน์ (vision) มาจากความแหลมคมของผู้นำ ผู้มองทะลุสิ่งขวางกั้นทั้งหลายด้วยปัญญาญาณ (wisdom) และมีความกล้าหาญที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน และสร้างปัญหาไม่รู้จบ

          ผู้นำที่มีปัญญาและความกล้าหาญต้องการความอดทนสูงมาก เพราะต้องสู้กับกระแสหลักที่ครอบงำด้วยผลประโยชน์ส่วนตนส่วนพรรค ส่วนพวกมากกว่าส่วนรวม แต่ความอดทนเยี่ยงพระมหาชนกที่ว่ายน้ำข้ามทะเลอันกว้างใหญ่น่าจะทำให้ไปถึง ฟากฝั่งที่หมายได้

          ผู้นำประเทศที่มียุทธศาสตร์ที่ดี วิสัยทัศน์ที่แหลมคมไม่ใช่นักการเมืองธรรมดา(politician) แต่ได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ(statesman)

          รัฐบุรุษจะไม่สร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจบนโศกนาฏกรรมทางสังคม 


................................



ปฏิรูปบนฐานอะไร

เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com


การ พัฒนาห้าสิบปีที่ผ่านมาใช้วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่าแบบทุนนิยม ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่าภาคอื่นๆ เน้นการส่งออก โดยเชื่อว่า ถ้าจีดีพีโต ประเทศก็มีเงินหมุนเวียนมาก มีเงินทุนมาก อย่างอื่นก็จะพัฒนาไปด้วย

                ตรรกะแบบนี้ได้มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย แต่ที่สุดก็พบว่า เศรษฐกิจโตไม่ได้แปลว่าประเทศเจริญพัฒนาและผู้คนมีความสุขเสมอไป คนเครียดมากขึ้น บ้าและฆ่าตัวตายมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเสื่อมทรามลง ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป ตัวใครตัวมันที่ยากจนก็ดิ้นรนปากกัดตีนถีบเพื่ออยู่ให้รอด ที่รอดแล้วก็ดิ้นรนอยากรวย ที่รวยแล้วก็อยากรวยมากยิ่งขึ้น ไม่มีคำว่าพอ คิดว่าพอคือถอยหลัง

                ทุนนิยมอยู่ได้เพราะกระตุ้นให้คนบริโภคมากๆ ให้คนอยากมี อยากได้ อยากใช้ให้มาก ทุนที่ใช้ในระยะแรกเป็นทุนเงินที่หาได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติ หาของจากป่า จากดิน จากน้ำไปขายให้ได้เงินมาแลกกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เมื่อสิ่งเหล่านั้นน้อยลงและหมดไปก็ขายแรงงาน

                การพัฒนาแบบทุนนิยมจึงทำลายทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายทุนดั้งเดิมที่บรรพบุรุษได้สั่งสม รักษา สืบทอดถ่ายทอดมาให้ลูกหลาน แล้วเรายังจะใช้ฐานคิดเดิมนี้ต่อไปในการปฏิรูปประเทศไทยอีกหรือ

                คงเป็นเรื่องยากที่จะออกจากโลกใบนี้ที่เป็นทุนนิยมไปหมดแล้ว คิดไปก็ได้แต่ฝัน แต่การพัฒนาประเทศมีได้หลากหลายรูปแบบ แม้แต่สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ก็ยังเอาทุนนิยมไปใช้ เปิดประเทศที่เคยปิดมาหลายสิบปี เรียกระบบเศรษฐกิจลูกผสมของตนเองว่า เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) ทุนนิยมเองก็มีแบบอ่อนแบบแข็ง แบบสุดโต่ง แบบสามานต์ แบบสังคม พัฒนาระบบสวัสดิการโดยรัฐขึ้นมาคานอำนาจทุน

                หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คอนราด อเดเนาว์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี ฟื้นฟูประเทศโดยใช้ระบบทุนนิยมผสมผสานกับหลักธรรมทางศาสนาคริสต์ สร้างรัฐสวัสดิการเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย

                ประเทศไทยในยุคปฏิรูปต้องถามตัวเองว่า จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ใช้วีธีคิดแบบเดิม วิธีปฏิบัติแบบเดิม ปรับเปลี่ยนแบบ mionor change  เปลี่ยนแปลงแต่เพียงเล็กน้อย อื่นๆ เหมือนเดิม หรือว่าถึงเวลาต้องพิจารณากันอย่างจริงจังเสียทีว่า ควรปรับฐานคิดกันได้หรือยัง ควรนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจังได้หรือยัง

                เพราะที่เป็นอยู่ตั้งแต่แผน 8 เป็นต้นมา ที่อ้างว่าเน้นการพัฒนาคน พัฒนาชุมชน มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานนั้นคงไม่เป็นความจริง เพราะถ้าจริง ประเทศไทยไม่น่าจะมาถึงจุดวิกฤติอย่างวันนี้ เศรษฐกิจพอเพียงมีเขียนไว้สวยหรูในเอกสารเท่านั้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังแต่ประการใด ปล่อยให้นายก. นายข. ชุมชน ค. ชุมชน ฮ.นกฮูกทำกันไป กลายเป็นอะไรที่ romantic และ exotic เท่านั้น

                ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมสุดขั้วหรือสามานต์กับเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เปรียบได้ว่า ทุนนิยมส่งเสริมให้คนกินอาหารเยอะๆ อะไรก็ได้จะได้เต็มท้องเข้าไว้ ร่างกายใหญ่โต อ้วนเท่าไรไม่เป็นไร ป่วยไข้มาก็ไปหาหมอ กินยา ขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงจะเน้นที่การกินเป็นอยู่เป็น การป้องกันโรค อยู่พอดี กินพอดี ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะมีความสมดุล

                เราต้องการพัฒนาประเทศแบบส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตแบบที่ให้คนกินมากๆ อ้วนเท่าไรไม่ว่า ขอให้มีความสุขกับการกินเป็นพอ หรือเราต้องการส่งเสริมให้คนบริโภคอย่างมีสติ มีสุขภาพดี แบบที่เศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกิดการพัฒนาที่ดี (healthy) มั่นคงยั่งยืน

               ถ้า หากเลือกเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานคิดใหม่อย่างจริงจัง ก็ต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบโครงสร้าง ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละคนที่อยากพอเพียงดิ้นรนเอาเอง ขณะที่ระบบโครงสร้างนอกจากไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว ยังกระหน่ำซ้ำเติม และเป็นอุปสรรคด้วยซ้ำ

               อยากให้คนมีสุขภาพดี อยากให้มีการทำเกษตรอินทรีย์ชีวภาพให้มาก แต่ยังปล่อยให้ธนาคารของรัฐบังคับให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเคมีเมื่อกู้เงิน ข้าราชการระดับสูงที่ส่งเสริมการเกษตรยังถือหุ้นอยู่ในบริษัทปุ๋ยเคมี สารเคมี รัฐมนตรียังเป็นคนเดียวที่มีอำนาจอนุมัติการนำเข้าปุ๋ยเคมี ฯลฯ

                   เหล่านี้ล้วนเป็นอะไรที่ต้องปฏิรูป ไม่ใช่ได้แต่ท่องจำสามห่วงสองเงื่อนไขแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #357 เมื่อ: 09 กันยายน 2010, 07:29:29 AM »


คืนสู่รากเหง้าก้าวที่ 2 ของการถอย

เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com


     ถอยหลังไปตั้งหลักแตกต่างจากถอยหลังลงคลอง อย่างแรกเป็นยุทธวิธีในการถอยเพื่อรุก ไม่ว่าซุนหวู่ เจ้าตำราพิชัยสงคราม หรือใครในวงการไหนก็ใช้กันทั้งนั้น แต่กระนั้นรัฐบาลนี้รัฐบาลไหนก็ไม่คิดจะถอยไปตั้งหลักอยู่ดี เพราะเข้าใจว่ามีแต่เสียไม่มีได้

     การคืนสู่รากเหง้าก็เช่นเดียวกัน คนจำนวนมากสับสนระหว่างคืนสู่อดีตกับคืนสู่รากเหง้า คิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งๆ ที่เป็นคนละเรื่อง คืนสู่อดีตเป็นการกลับไปอยู่แบบคนโบราณ ด้วยรูปแบบเนื้อหาเดียวกัน ประเภทวันวานยังหวานอยู่ กลายเป็นคนหลุดโลก ตกยุค ตกสมัย

     การคืนสู่รากเหง้าหมายถึงการกลับไปสืบค้นหาที่มา กำพืดของตนเอง ไปค้นหาตัวเอง อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน จะได้รู้ว่าจะไปทางไหน เพราะ “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต”  ขงจื้อบอกว่า “ให้ศึกษาอดีตเพื่อกำหนดอนาคต”

     คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขากำหนดอนาคตให้หมดเลย คิดเองไม่เป็น ตัดสินใจเองไม่ได้ ให้คนอื่นบอก สั่ง ครอบงำ ทำทุกอย่างตามกระแส ตามระบบคุณค่าโลกานุวัตร วิ่งไปหมุนไปตามคนอื่นแบบหาความเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ แยกไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรจริงอะไรเท็จ อะไรแท้อะไรเทียม

     แยกไม่ได้ระหว่างความต้องการกับความจำเป็น เพราะสังคมบริโภคแบบทุนนิยมสุดโต่งยัดเยียดทุกอย่างให้เป็นความจำเป็นไปหมด ผู้คนจึงอยากได้ อยากมี อยากเป็นตามค่านิยมที่สังคมนี้สร้างขึ้นมา ไม่ได้วันนี้ก็ดิ้นรนให้ได้ในวันหน้า ไม่ได้ทางตรงก็ไปทางอ้อมทางลัด ไม่ได้ด้วยวิธีปกติก็หาวิธีพิเศษแม้กระทั่งด้วยการโกง การทุจริต การกระทำผิด

     การคืนสู่รากเหง้าเป็นกระบวนการกลับไปค้นหาคุณค่าดีงามอันเป็นรากฐานชีวิต ของบรรพบุรุษ เพื่อจะได้สืบทอดคุณค่าเหล่านั้นด้วยการประยุกต์ให้สมสมัย ให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของชีวิตวันนี้ โดยพัฒนารูปแบบใหม่ ผสานหรือบูรณาการกับระบบคุณค่าอื่น รูปแบบอื่น ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

     การคืนสู่รากเหง้าเป็นกระบวนการพัฒนาจิตสำนึก เป็นการค้นหาประวัติศาสตร์ของตนเอง ประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่ใช่รู้แต่ประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ไม่รู้ว่าหมู่บ้านของตัวเองเป็นมาอย่างไร ร้องแต่เพลงชาติทุกวัน แต่ไม่สนใจภูมิปัญญา คุณค่า วัฒนธรรมของท้องถิ่นของตนเอง

     เป็นสังคมที่ไม่มีรากเหง้า เด็กๆ เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศเช่นนี้ แทนที่จะทำให้พวกเขาภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด ในพ่อแม่ปู่ย่าตายาย กลับทำให้พวกเขาอายที่เกิดเป็นคนบ้านนอก อายที่จะบอกใครๆ ว่าตนเองมาจากหมู่บ้านไหน อำเภออะไร

     สังคม นี้ดูถูกคนบ้านนอก ดูถูกชนกลุ่มน้อย ชาวเขาชาวดอย คนเราถูกดูถูกมากเข้าก็เริ่มดูถูกตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในรากเหง้าเผ่าพันธุ์บ้านเกิดของตนเอง โตขึ้นมาฝันแต่จะหนีไปไกลๆ ไปอยู่ในเมืองที่มีแสงสีและศิวิไลซ์ จะได้ไม่รู้สึกต่ำต้อยด้อยคุณค่าในบ้านป่าบ้านทุ่ง “ห่างไกลความเจริญ”

     ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทย ต้องปฏิรูปท้องถิ่น ปฏิรูปจิตสำนึก เริ่มจากการฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพราะ “ชุมชนอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เนื่องจากถูกทำลายความจำ ความรู้เรื่องไทยที่ผ่านมาเป็นแง่มุมของรัฐ ประวัติศาสตร์ของชุมชนไม่ปรากฏ ชุมชนถูกลืมไป” (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา)

     “ประวัติศาสตร์หรือสำนึกเกี่ยวกับอดีตจึงกลายเป็นเครื่องมือครอบงำของอำนาจ เสมอ จะอธิบายอดีตอย่างไร จึงทำให้ผู้อ่านผู้ชมซึ่งเป็นคนปัจจุบันรู้สึก คิด ยึดถือ ชื่นชม รังเกียจ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรตามที่อำนาจอยากให้เป็น เราจะทำให้ปัจจุบันเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสำนึกเกี่ยวกับอดีตของเราอย่างไร”   (นิธิ เอียวศรีวงศ์)

     ปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นจริง รัฐต้องส่งเสริมท้องถิ่นอย่างจริงจังด้วยการเลิก “ครอบงำ” ด้วยการปฏิรูปกฎหมาย ระบบโครงสร้าง แต่เท่านี้ไม่พอ ท้องถิ่นเองต้อง “ปลดปล่อย” ตัวเอง และ ”สร้างพลัง” อย่างมียุทธศาสตร์ ให้เกิดจิตสำนึกใหม่ คืนความเป็นไทให้ตัวเอง  


....................................

เข้าพรรษา ประชา+รัฐ ร่วมสร้างสวัสดิการ

เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com


http://www.siamrath.co.th/?q=node/51077 

     เข้าพรรษา 90 วัน ถ้าสักครึ่งหนึ่งของคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนทำการออมวันละบาท ออกพรรษาน่าจะมีเงินออมรวมกันไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ถ้าหากคนไทยลดเลิกกินเหล้า และเอาเงินที่ได้จากการกระทำนั้นมาออมด้วยน่าจะได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท

     ถ้าหากรัฐบาลเห็นว่า ความคิดนี้ดี มีผลทั้งต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคมก็ควรจะออกมาประกาศว่า ชุมชนใด ตำบลใด อบต.เทศบาลใดสามารถออมเงินระหว่างเข้าพรรษาด้วยการลดละเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ นำเงินมาออมได้เท่าไร รัฐบาลจะสมทบให้อีกเท่าตัว ก็จะเป็น 40,000 ล้านบาท

       ถ้าหากชุมชนหนึ่งออมด้วยวิธีการ ดังกล่าวระหว่างเข้าพรรษาได้ 100,000 บาท รัฐบาลก็สมทบให้ 100,000 บาท ก็จะมีงบประมาณเพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น หรือเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมในชุมชน อันนั้นไว้พิจารณากันอีกทีว่าจะเอาไปทำอะไร

     เงินที่รัฐบาลใช้สมทบควรนำมาจากกองทุนต่างๆ ที่มีหน้าตาประชานิยมทั้งหลาย เช่น โครงการ SML ที่รัฐบาลนี้เพิ่มวงเงินเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว แทนที่จะทุ่มเงินไปในลักษณะนั้นอย่างเดียวก็น่าจะลดลงมาให้เท่ากับตอนที่ เริ่มต้นใหม่ๆ เพื่อนำงบประมาณที่เหลือมาสมทบโครงการที่กำลังพูดถึงนี้

     เรื่องที่ว่านี้ไม่ใช่ฝันแบบเลื่อนลอย มีหลายประเทศในยุโรปทำมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจากประเทศเยอรมนี ซึ่งได้แนวคิดริเริ่มจากศาสนจักรที่รณรงค์ให้คนลดละเลิกอบายมุขระหว่าง เทศกาลศีลอดที่คาทอลิกในประเทศไทยเรียกกัน “มหาพรต” หรือ Lent คล้ายกับเข้าพรรษาของพุทธ และระมะฏอนของอิสลาม

      ระห่าง 40 วันของ Lent นั้น มีการณรงค์ให้คนลดละเลิกอบายมุข หรือความสุข ความสะดวกสบาย ต่างๆ เช่น การดื่มไวน์ แอลกอฮอร์ การไปดูมหรสพ การไปเที่ยว การบริโภค การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยแต่ละปีจะเลือกเอาหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

     องค์กรทางศาสนจักรที่ดำเนินการเรื่องนี้จะแจกเอกสารไปทุกโบสถ์ โรงเรียน ชุมชน องค์กร หน่วยงาน ชุมชนและประชาคมต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมกับกล่องเล็กๆ หรือกระปุก ให้คนหยอดเหรียญหรือธนบัตรเป็นการออมรายวัน ใครจะออมเท่าไรก็ได้ ไม่ได้ออมเพื่อตนเองเอาไปใช้หลังเทศกาล แต่ออมเพื่อไปช่วยเหลือผู้อื่น

     บางคนเลิกกินเหล้าก็เอาเงินที่ตนเองกินเหล้าทุกวันหรือทุกสัปดาห์มาหยอด กระปุกนี้ คนที่เคยไปดูหนังดูดนตรีทุกอาทิตย์เมื่อไม่ไปก็เอาเงินค่าดูหนังดูคอนเสิร์ต มาหยอดกระปุก หลายคนไม่กินอาหารเย็นวันศุกร์ก็เอาเงินที่คำนวณว่าเป็นค่าอาหารมาใส่กระปุก

     หลังจาก 40 วันของเทศกาลมหาพรตก็เป็นการฉลองปาสกา (Easter) วันที่พระเยซูทรงกลับคืนชีพ ทุกคนก็นำกล่องหรือกระปุกที่ออมไปรวมกันที่โบสถ์ แล้วนำเงินทั้งหมดไปรวมกันที่หน่วยงานของศาสนจักรที่ดำเนินการเรื่องนี้ใน ระดับประเทศ ออมได้เท่าไรรัฐบาลเยอรมันสมทบให้อีกเท่าตัว

     ทุกปี คาทอลิกเยอรมัน (ซึ่งมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ) ออมด้วยวีธีดังกล่าวได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท รัฐบาลเยอรมันก็ให้อีก 3,000 ล้านบาท รวม 6,000 ล้านบาท องค์กรทางศาสนจักรก็นำเงินดังกล่าวไปช่วยงานพัฒนาในประเทศยากจนต่างๆ ทั่วโลก ด้วยสำนึกว่า “พวกเขาจนเพราะพวกเรารวย” จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความทุกข์ยากอันเกิดจากความไม่ ยุติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวยและประเทศจน

     เงินดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากคนเล็กๆ ที่ออมวันละไม่กี่บาท แต่ด้วยวิธีการจัดการที่ดีและด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เกิดไม่เพียงแต่เงิน ออม แต่ให้เกิดสำนึกใหม่ ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวมีคุณค่าตั้งแต่การออมทุกวันแล้ว ไม่ใช่เกิดผลเมื่อนำไปช่วยเหลือคนยากจนในประเทศต่างๆ เท่านั้น

     การออมดังกล่าวจึงเป็นการออมแบบ “ทวีคูณ” ที่มีแต่ได้กับได้ทุกฝ่ายทุกส่วน คนที่ออมก็ได้ลดละเลิกอบายมุข ความสะดวกสบาย ได้สำนึกรับผิดชอบต่อประชาคมโลก ได้ช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากยากแค้นในประเทศต่างๆ (ไม่ใช่ออมแล้วได้เงินก้อนโตหลังเข้าพรรษาเพื่อไปซื้อของเป็นรางวัลให้ตน เอง) รัฐบาลเองก็ได้สมทบและผนึกพลังกับประชาสังคม

     กว่า 40 ปีที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานทาง ศาสนาในยุโรป (ที่ได้เงินมาด้วยวิธีการดังกล่าว) เพื่อทำงานกับคนจนในชนบท ในเมือง เด็ก เยาวชน คนชรา คนพิการ คนเจ็บคนป่วย งานด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม พลังงาน สุขภาพ และอื่นๆ

     เราสามารถเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศเหล่านี้ที่รัฐนอกจากจะไม่ทำโครงการ ประชานิยมแล้ว ยังสร้างระบบสวัสดิการไม่ใช่แบบคิดเองทำเองอย่างเดียว แต่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากชุมชน จากประชาสังคมด้วยการสมทบและการปรับระบบโครงสร้างที่ก่อให้เกิดสวัสดิการที่ ยั่งยืน  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กันยายน 2010, 07:32:40 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #358 เมื่อ: 09 กันยายน 2010, 07:54:15 AM »

อ้างถึง
ค่าเงินบาทกับปัญหาการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง, สุวินัย ภรณวลัย
     8 กันยายน 2553 15:16 น.


ผลกระทบของเงินทุนไหลเข้า เปรียบได้กับ “ช้างตัวใหญ่” ที่เข้ามาในแช่ใน “บ่อน้ำเล็ก” เช่นเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นเสมือน “น้ำในบ่อ” กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ท่านคิดว่าจะมีวิธีจัดการกับช้างตัวใหญ่นี้อย่างไร
       
       หากตอบถูกได้ใจมีรางวัลเป็นตำแหน่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ รับได้ที่นายกฯ อภิสิทธิ์
       
       เงินบาทที่มีค่าแข็งตัว (appreciate) เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่ผ่านมาน่าจะมีที่มาจากการ เกินดุลในดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายมากกว่าดุลบัญชีเดินสะพัด ดังจะเห็นได้จากในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2552 ดุลบัญชีเดินสะพัดมีการเกินดุลประมาณ 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเงินของประเทศไทยที่ทำมาค้าขายหามาได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเงินตราต่าง ประเทศประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากคิดง่ายๆ ว่าเมื่อคราวเกิดวิกฤตฯ เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยแทบจะไม่มีเงินสำรองที่ว่านี้เหลืออยู่เลย แสดงให้เห็นว่ามีเงินจำนวนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มิใช่เป็นของไทยแต่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย
       
       ความพยายามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ 18 ธ.ค. 49 ที่ผ่านมาด้วยมาตรการสำรองร้อยละ 30 จึงเป็นความพยายามที่จะขจัดหรือชะลอเงินทุนไหลเข้าไม่ให้ไหลเข้ามาเป็นจำนวน มากเพราะเงินส่วนนี้ ประเทศไทยมิได้เป็นเจ้าของและสามารถก่อให้เกิดความผันผวนกับเศรษฐกิจไทยได้ โดยง่าย อันเนื่องมาจากการไหลเข้า-ออกในภาวการณ์ในปัจจุบันเป็นไปในปริมาณมากและ อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่มาตรการดังกล่าวมีอายุสั้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่า นั้น เพราะในวันถัดมาก็มีการยกเว้นในส่วนสาระสำคัญคือในเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาด หุ้น
       
       ประเทศไทยเคยชินกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นตัวช่วยเพื่อให้ผู้ส่งออกให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นมา เป็นเวลานาน การเสพติดค่าบาทคงที่หรือค่าบาทอ่อน ก่อให้เกิดการขาดแรงจูงใจในการปรับโครงสร้างในการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นของจริงมิใช่แต้มต่อหรือตัวช่วยดังเช่นค่าเงินบาทคงที่หรืออ่อน
       
       ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจของไทยเมื่อปี พ.ศ. 2540 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปรับมาเป็นประมาณ 40-45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อหลังเกิดวิกฤตฯ และมาอยู่ในระดับประมาณ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ทำไมผู้ผลิตผู้ส่งออกที่ยังประกอบธุรกิจอยู่ในตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2540 และอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันจึงไม่คิดปรับปรุงตนเองอะไรบ้าง? เพราะมีเวลาถึงกว่า 10 ปี ได้กำไร 10-15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากภาวการณ์บาทอ่อนมานานแล้ว ทำไมเมื่อบาทยังไม่แข็งค่ากลับไปที่ระดับเดิมที่ 25-26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำไมจึงอยู่ไม่ได้? คำตอบก็คือการขาดการปรับตัวใช่หรือไม่?
       
       การออกมาให้ความเห็นของผู้ประกอบการหรือนักอุตสาหกรรมเกี่ยว กับเรื่องบาทแข็งและเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงช่วยเหลือจึงเป็นประจักษ์ พยานที่ดีที่สนับสนุนว่าขาดการปรับตัว
       
       อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ราคารถยนต์ผลิตในประเทศที่ขึ้นราคาเพราะค่าเงินบาทที่อ่อนลง ทำให้ราคารถยนต์ปรับตัวขึ้นมาจากเมื่อปี พ.ศ. 2540 จาก 500,000 บาทก็กลายมาเป็น 750,000 - 800,000 บาทในปัจจุบัน ฟังดูก็มีเหตุผลดี แต่เมื่อค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงแข็งค่าขึ้น ทำไมราคารถยนต์จึงไม่ลดลงตามไปด้วย ทั้งๆ ที่สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศก็มิได้เปลี่ยนแปลง หรือจะโทษเงินเฟ้อ ค่าจ้างขั้นต่ำ หรืออะไรอื่นอีกที่จะเอามาอ้าง แม้แต่การลดเลิกภาษีตามกรอบของอาฟตาเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีผลทำให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่นำเข้าจากอาเซียนไม่มีภาษี ผู้ผลิตก็ไม่ลดราคาให้ ท่านบอกว่าราคาที่ใช้อยู่คิดลดไว้ให้แล้ว ช่างหยั่งรู้การณ์ล่วงหน้าได้เก่งจริงๆ
       
       ประเด็นก็คือ ในขณะที่ค่าบาทแข็งเช่นในปัจจุบัน ทำไมอุตสาหกรรมยานยนต์จึงต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเข้าแทรกแซงค่าเงิน เพราะตอนที่บาทอ่อนก็ปรับขึ้นราคาตามค่าบาท เมื่อบาทแข็งก็จะปรับขึ้นราคาอีกหรืออย่างไร ช่างอหังการเสียนี่กะไรสำหรับอุตสาหกรรมนี้
       
       การที่เอกชนไม่ปรับตัวก็มีผลกระทบในวงแคบเพราะเกี่ยวข้องกับ ภาคเอกชนเป็นรายๆ ไปเท่านั้น แต่การที่รัฐบาลโดยนักการเมืองตั้งแต่เกิดวิกฤตฯ เป็นต้นมา ไม่ว่าชุดใดก็ไม่มีวิสัยทัศน์ นี่ซิจึงเป็นผลกระทบในวงกว้างกับประเทศไทยจริงๆ ทั้งที่รัฐบาลควร ฉกฉวยโอกาสในการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเสียใหม่ เพราะประสบการณ์ของการพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ชี้ให้เห็นว่า ตัวช่วยเช่น อัตราแลกเปลี่ยนนี้สามารถใช้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว หากแต่การสะสมปัจจัยซึ่งเป็นที่มาของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การศึกษา การวิจัย จึงจะเป็นของจริงที่ผลักดันให้ประเทศก้าวพ้นจากสภาวะเดิมและแข่งกับผู้มา ใหม่ได้
       
       เครื่องชี้ที่สำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความแข็งแรงหรือไม่ก็ คือ ความสามารถที่เศรษฐกิจจะทนทานหรือรับกับความผันผวน เช่น จากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งความสามารถดังกล่าวมีที่มาจากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ทำให้ผู้ ประกอบการมีต้นทุนต่ำ หรือการมีส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนสูงนั่นเอง
       
       ในระยะยาวการแทรกแซงตลาดเพื่อให้ค่าเงินอ่อนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาด หวังได้อีกแล้วเพราะจะเป็นการบิดเบือนราคาและไม่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมมีการ ปรับตัวในทิศทางที่ถูกต้อง ระบบอัตราและเปลี่ยน (exchange rate regime) จะเป็นแบบคงที่หรือลอยตัวก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักมิใช่ เป็นไปตามแรงผลักดันของกลุ่มผลประโยชน์ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เครดิตของประเทศ (creditability) เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาจากการกระทำที่ตรงกับคำพูดที่ได้ประกาศไป หาซื้อหรือให้ใครมารับรองไม่ได้
       
       ในระยะสั้นสิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คืออะไรคือเหตุของปัญหาค่าบาทแข็งที่ เป็นอยู่ในขณะนี้ มิใช่อยู่ที่เงินส่วนเกินที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่มักจะพำนักอยู่ที่ตลาด หุ้นดอกหรือ ฉะนั้นมาตรการอะไรที่ออกมาก็จำเป็นต้องทำให้ส่วนเกินนี้หมดไปหรือไม่ก่อให้ เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวของเงินทุนส่วนนี้
       
       ทางเลือกที่ ธปท.ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อลดผลกระทบของเงินทุนไหลเข้าที่เปรียบได้กับ “ช้างตัวใหญ่” ที่เข้ามาแช่ใน “บ่อน้ำเล็ก” เช่น เศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นเสมือน “น้ำในบ่อ” กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ก็พอจะประเมินได้แล้วว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด เช่น
       
       การอนุญาตให้นำเงินดอลลาร์ภายในประเทศไปลงทุนนอกประเทศก็เป็นอีกทาง เลือกหนึ่งแต่ก็ไม่ตรงจุด เพราะทำได้เฉพาะเงินส่วนที่ได้มาจากการเกินดุลการค้า มิใช่ส่วนที่ได้มาจากดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายอันเป็นส่วนที่อยากให้ไหลออกไป และมีผลกระทบที่ควรคำนึงก็คือ การส่งเงินทุนออกก็เปรียบเสมือนการส่งตำแหน่งงานออกไปเช่นกันและนำกลับยาก
       
       การจัดตั้งกองทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องกับผู้ส่งออกนั้นเป็นเรื่องที่ ภาคราชการนิยมทำ เพราะเป็นการเลื่อนปัญหาออกไปในอนาคต แต่ก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าในปัจจุบันปัญหานี้มิใช่เป็นปัญหาชั่วครั้งชั่ว คราว หากแต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างต่างหากเพราะมีแนวโน้มที่บาทจะมีค่าแข็งขึ้น เรื่อยๆ กองทุนดังกล่าวจึงไม่น่าจะประสบความสำเร็จแต่อย่างใด
       
       การอนุญาตให้ถือครองเงินตราต่างประเทศหรือสามารถนำไปชำระราคาได้โดย ตรงอาจเป็นผลดีในเชิงจิตวิทยาเนื่องจากเคยชินกับบาทอ่อนดอลลาร์แข็ง แต่ก็ไม่น่าประสบความสำเร็จเช่นกันเพราะในปัจจุบันเป็นในทางตรงกันข้าม ที่สำคัญก็คือ หากไม่สามารถเปลี่ยนการคาดคะเนของตลาดว่าเงินบาทจะมีค่าแข็งกว่าดอลลาร์ สหรัฐ หรือดอลลาร์สหรัฐจะมีค่าอ่อนลงในอนาคต ใครจะยอมถือเงินตราที่คาดว่าจะมีค่าเสื่อมถอย
       
       เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สินค้า เช่น เงินตราต่างประเทศไม่มีขายในตลาด future ของไทยดังเช่นทองคำ ทั้งๆ ที่มีผู้ใช้ทองคำเพื่อเป็นวัตถุดิบจำนวนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ ต้องการใช้เงินตราต่างประเทศและต้องการปกป้องความเสี่ยง
       
       อย่าสับสนกับตลาด forward ที่มีการซื้อขายล่วงหน้าของเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการอยู่ เพราะธนาคารจะทำหน้าที่เป็นคู่ค้า (counterpart) อีกข้างหนึ่งเสมอ คืออยากขายล่วงหน้าธนาคารก็จะเป็นฝ่ายซื้อ ธนาคารจึงมักเป็นฝ่ายกำหนดราคาและปริมาณเพราะเป็นคู่ค้าเพียงรายเดียวและมัก เป็นรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดเนื่องจากมีไม่กี่ราย และต้องมีการส่งมอบสินค้าที่ตกลงซื้อขายล่วงหน้ากันจริงๆ
       
       ดังนั้น เมื่อมีความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ธนาคารจะตั้งค่าธรรมเนียมซื้อขายหรือ premium ในอัตราที่สูงในตลาด forward เนื่องจากต้องทำตัวเป็นคู่ค้าซึ่งมีน้อยรายและจะไปออกตัวหรือกระจายความ เสี่ยงให้กับผู้อื่นๆ ต่อไปได้ยาก ผิดกับในตลาด future ที่จะมีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากและมีโอกาสสูงที่แต่ละฝ่ายจะมองไปในอนาคตไม่ เหมือนกัน ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงไปให้ผู้อื่นที่มองหรือคาดการณ์ไปในอนาคตต่างกันจึงมี มาก ทำให้มีราคาซื้อขายในทุกช่วงราคาอยู่ตลอดเวลา และมีค่า premium ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ
       
       มาตรการเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้า เช่น Tobin’s Tax หรือมาตรการสำรองร้อยละ 30 จึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประเทศบ่อน้ำเล็ก เป็นเสมือน “รั้ว” ที่จะนำมาเพื่อป้องกันช้างตัวใหญ่ไม่ให้เข้ามาอาศัยบ่อน้ำหนีร้อน หากเป็นช้างตัวย่อมๆ ก็ยินดีต้อนรับ มิได้เป็นการถือปืนไป “ฆ่า” ช้างดังที่หลายฝ่ายพยายามสร้างภาพให้เห็นแต่อย่างใด
       
       อย่าลืมว่าผู้ที่นำเงินทุนเข้ามา อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อหวังประโยชน์จากการรักษาค่าเงินบาทมิให้ผันผวนกับ เงินตราต่างประเทศ ที่ทางการไทยดำเนินมาทุกยุคทุกสมัยมิใช่หรือ แล้วต้นทุนในการ “รักษาความสงบของเงินบาท” ที่ปรากฏจากการขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนที่ ธปท.เข้าไปแทรกแซงเพื่อรักษาค่าเงินบาทมิให้ผันผวนจะมาจากใคร มิใช่จากประชาชนทุกคนดอกหรือ แต่ผู้รับประโยชน์กลับรวมเอาคนต่างประเทศที่ไม่เคยเสียภาษีในประเทศไทยแม้ แต่เก๊เดียว
       
       ต้องอย่าให้คนไทยด้วยกันว่ารัฐบาลมี 2 มาตรฐาน เก่งแต่เก็บภาษีคนไทย ทีต่างชาติทั้งขาเข้านำเงินเข้ามาและขาออกนำเงินบวกกำไรออกไปก็ไม่สามารถ เก็บภาษีอะไรได้เลย
       
       ประเทศไทยควรหรือที่ต้องการเงินร้อนที่หวังเพียงแค่เข้ามาหาที่พัก เพื่อเก็งกำไรทั้งค่าเงินและราคาหุ้น แต่ทิ้งไว้ซึ่งความผันผวนทางเศรษฐกิจกับคนไทยทุกคน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรเก็บภาษีขาเข้าเงินทุนจากต่างประเทศเสียที
       
       ประเด็นสำคัญที่ประชาชนพลเมืองเข้มแข็งควรจะกระตุ้นให้ภาครัฐคำนึงถึงก็คือ การ ยึดติดกับนโยบายการเข้าแทรกแซงเพื่อมิให้ค่าบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจะทำได้ มากน้อยเพียงใดในอนาคต ด้วยต้นทุนเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ และที่สำคัญการสะสมความมั่งคั่งของประเทศโดยการถือ “กระดาษ” ในรูปเงินตราต่างประเทศกับการปล่อยให้บาทแข็งไปตามที่ควรจะเป็น เปลี่ยนการสะสมความมั่งคั่งในรูปของสินค้านำเข้าที่จำเป็นแทน “กระดาษ” เช่น การไปลงทุนในกิจการพลังงานนอกประเทศ และปล่อยให้เศรษฐกิจปรับตัวจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่
       
       อย่ารอการริเริ่มหรือคำตอบจากนักการเมืองเพราะพวกเขาอาจไม่มีศักยภาพพอที่จะมาคิดหรือตัดสินใจเรื่องยากๆ เช่นนี้ 


ความเห็น

เราจะหาประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่าได้อย่างไร?
นอกจากการสร้างวัตถุจากการสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ใหญ่โตจากรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟความเร็วสูง
รัฐบาลนี้มีแผนการอะไรในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในชนบทบ้าง  เช่นการสร้างระบบชลประทานที่แผ่ขยายคลุมพื้นที่ประเทศนี้  การส่งเสริมสังคมปัญญาด้วยการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังและการเปิดรับภูมิปัญญาเก่า ๆ ด้วยการรวบรวมจัดพิมพ์งานของปัญญาชนไทย  ตำราวิชาการจากต่างประเทศที่มีคุณค่าและประยุกต์ใช้ได้กับประเทศนี้

เมื่อไรเราจะได้เห็นการริเริ่มจากพวกท่าน?
หยุดเกมไล่ล่าและการปรองดองแบบปลอม ๆ เสีย
แล้วหันกลับมาพัฒนาประเทศนี้อย่างจริงจัง !
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #359 เมื่อ: 16 กันยายน 2010, 09:31:31 AM »

http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=41695:-1-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524  

จากฐานเศรษฐกิจ

 ช่องว่างรายได้ในสังคมไทย: ข้อเท็จจริงและมายาคติ


 

การ พัฒนาเศรษฐกิจ’ ของไทยมีรูปแบบคล้ายกับหลายประเทศที่มีการเติบโตเร็ว คือใช้ระบบตลาดเป็นหลัก โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ภาครัฐก็ทำหน้าที่สนับสนุนอย่างแข็งขันด้วยการจัดหาโครงสร้างพื้น ฐาน (infrastructure) ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น สร้างถนนหนทาง เขื่อน ไฟฟ้า แหล่งน้ำเพื่อการผลิต  รวมทั้งวางรากฐานการบริหารจัดการที่เน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายการ เงินการคลังที่มีความรอบคอบและรัดกุม

 

 

การที่ภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสร้าง ‘ชนชั้นนายทุน’ หรือผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่ ‘ผู้นำ’ ในการลงทุนสร้างกิจการ หาตลาด สร้างการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน ป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเลต่างๆ  ซึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วนั้น ในช่วงแรกชนชั้นนายทุนก็จะเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งของผลพวงการเติบโตที่ มากกว่าคนอื่น อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์อย่างสูงด้วยคือเจ้าของที่ดินและผู้มี ‘อำนาจ’ ในการใช้และจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ

 

ส่วนเจ้าของปัจจัยการผลิตประเภทอื่นๆ เช่น แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของที่ดินผืนเล็กๆ ก็ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเช่นนี้เช่นกัน เนื่องจากมีส่วนร่วมในกระบวนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในฐานะ ‘ผู้ตาม’ เราเรียกกระบวนการนี้ว่า trickle-down หรือ ‘การไหลรินอย่างช้าๆ’ ของประโยชน์จากการพัฒนาจากบนลงล่าง  อย่างไรก็ตาม ‘ผู้ตาม’ มักได้รับส่วนแบ่งในสัดส่วนที่น้อยกว่า ‘ผู้นำ’  ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้เพราะผู้ตามจะรับภาระความเสี่ยงน้อยกว่าผู้นำ ส่งผลให้การกระจายรายได้ในระยะนี้จึงมีแนวโน้มแย่ลง แต่ความยากจนก็ลดลงเร็วเช่นกัน


ประเทศไทยในระยะ 30 ปีแรกของการพัฒนา (ช่วงต้นทศวรรษ 1960s ถึงต้นทศวรรษ 1990s มีลักษณะนี้ชัดเจน ส่วนประเทศอื่นที่เดินตามแบบแผนนี้ในปัจจุบันอาทิเช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย  ก็พบว่าจำนวนคนจนลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การกระจายรายได้ก็แย่ลงเช่นกัน


ถ้าดูจากสถิติตัวเลข ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดความยากจน    เพราะสัดส่วนคนจนต่อประชากร (poverty incidence) ลดลงค่อนข้างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา  คือลดจากร้อยละ 44.9 ของประชากร ในปี 1986 เหลือร้อยละ 8.1 ในปี 2009


ความยากจนเป็นปัญหาของคนชนบทมากกว่าคนเมือง (ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล)  ในปี 1986 สัดส่วนคนจนในชนบทเท่ากับร้อยละ 52.6 ของประชากรในชนบท และลดลงมาเหลือ 10.4 ในปี 2009   ในขณะที่สัดส่วนคนจนในเมืองเท่ากับร้อยละ 25.3 ในปี 1986 ลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2009   นอกจากนี้ ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 15.2 ในปี 2009) และภาคเหนือ (ร้อยละ 12.7 ในปี 2009)  (รูปที่ 1 และตารางที่ 1)

 

 รูปที่ 1  สัดส่วนคนจนในประชากรไทยแยกตามเขตเมืองและนอกเขตเมือง ปี ค.ศ. 1986-2009 (%)

 

 

 


 
Source: calculated from socio-economics survey (SES) data, National Statistic Office.

 

การที่ความยากจนโดยรวมลดลงค่อนข้างเร็วนั้น เป็นความสำเร็จที่มองในแง่เศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเป็นผลพวงจากการที่ระบบเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากขึ้น (openness) และมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้คนจนด้านเศรษฐกิจ ลดลงตามไปด้วย  อย่างไรก็ตามผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนี้มิได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันดัง ที่ได้กล่าวไว้แล้ว  ข้อมูลที่แสดงถึงช่องว่างในการกระจายรายได้ของไทยที่ชัดเจนคือ การพิจารณาส่วนแบ่งรายได้ในแต่ละกลุ่มรายได้ ซึ่งคำนวณได้โดยการเรียงลำดับประชากรไทยตามรายได้ (จากน้อยไปมาก) และแบ่งประชากรออกเป็นห้ากลุ่ม (แต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่าๆ กัน)  จากนั้นคำนวณหารายได้รวมของแต่ละกลุ่ม  ตัวเลขล่าสุด (ปี ค.ศ. 2009) พบว่ากลุ่มที่รวยที่สุดมีส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมด โดยมีส่วนแบ่งรายได้สูงถึงร้อยละ 54.4   ในขณะที่กลุ่มที่จนที่สุดมีส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 4.6  (รูปที่ 2)  ผู้มีรายได้สูงสุด 20% ของประชากร  มีรายได้เฉลี่ยคิดเป็นประมาณ 11.9 เท่าของผู้มีรายได้ต่ำสุด 20% (รูปที่ 3) นอกจากนี้ ถ้าดูจากดัชนีความเหลื่อมล้ำที่ใช้กันกว้างขวาง คือสัมประสิทธิ์จินี  (gini coefficient) ก็มีค่าสูงถึง 0.49 ในปี 2009   ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงมากของโลกประเทศหนึ่งทีเดียว โดยมีระดับใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่มี ‘ชื่อเสียง’ ในด้านการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน (รูปที่ 4)

 

Table 1  สัดส่วนคนจนในประชากรไทยแยกตามภาคและตามเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล ปี ค.ศ. 1986-2009



 



 
ในทางทฤษฎี เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานระยะหนึ่ง จะถึงจุดที่ปัจจัยการผลิตที่เป็นของ ‘ผู้ตาม’ เริ่มขาดแคลนและเป็นที่ต้องการมากขึ้น เช่นแรงงานจากภาคเกษตรที่เคยย้ายไปภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนน้อยลง จนไม่พอกับความต้องการของทั้งภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ทำให้ค่าจ้างเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การไหลรินของประโยชน์จากการพัฒนาที่เคยเป็นไปอย่างช้าๆ ก็จะเร่งเร็วขึ้น และอาจเร็วมากพอที่จะทำให้การกระจายรายได้เริ่มดีขึ้น

 

ตัวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และในกลุ่มประเทศยุโรปหากกระบวนการพัฒนาเป็นเพียงเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนที่เกิดขึ้นมีความเป็นธรรม หรือไม่เป็นธรรม เพราะมีเหตุตามธรรมชาติหลายประการที่ทำให้คนมีรายได้ไม่เท่ากัน การกล่าวหาว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาตลอดเป็น ‘ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง’  จึงมีส่วนที่เป็น ‘มายาคติ’ อยู่ไม่น้อย เป็นมายาคติเพราะไม่สนใจข้อเท็จจริงของความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะ แรก


การกล่าวอ้างถึงสงครามชนชั้น โดยใช้ความไม่เป็นธรรมที่สืบเนื่องจากช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนเป็นปฐมเหตุ เมื่อไม่นานมานี้จึงขาดน้ำหนักและเป็นมายาคติ (มีต่อตอนที่ 2)

 

สมชัย จิตสุชน
จิราภรณ์ แผลงประพันธ์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ความเห็น

ถ้ามองตามรายได้จากระดับเส้นความยากจนอาจจะใช่
แต่ปัจจุบันค่าแรงกรรมกรวันละ  200 บาท  ก็แทบอยู่กันไม่ได้แล้ว
การขูดรีดแรงงานด้วยการให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อให้แรงงานได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้น
จึงเป็นสิ่งที่ระบบทุนเลือกใช้
แต่ในยามเศรษฐกิจตกต่ำการปลดคนงานออกก็เป็นไปอย่างง่ายดาย
รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า

แรงงานในชนบทอยู่ได้เพราะมีฐานทางเศรษฐกิจพอเพียงรองรับ
แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการซื้อข้าวสารจากตลาดกินเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ซึ่งก็ทำให้ค่าครองชีพในชนบทสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กันยายน 2010, 09:33:44 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 22 23 [24] 25 26 ... 33   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!