บ้านตุลาไทย
23 ตุลาคม 2014, 06:53:23 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย  (อ่าน 76490 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #465 เมื่อ: 10 มกราคม 2011, 08:42:39 AM »

จากสยามธุรกิจ

อพท.ดันท่องเที่ยวชุมชน ‘เกาะเกร็ดโมเดล’นำร่อง
   
   
 
อพท. เปิดแนวรุกยุทธศาสตร์ “ท่องเที่ยวยั่งยืน” เร่งฟื้นชุมชนหลังน้ำลด กระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน มั่นใจกระแส CSR ปัจจัยสำคัญหนุนให้เป็นปีทองท่องเที่ยวชุมชน สร้าง “เกาะเกร็ดโมเดล” ก่อนรุกเดินหน้าทั่วประเทศ

กลายเป็นกระแสกำลัง มาแรงหลังประเทศไทยต้องประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่พร้อมๆ กับการเร่ง ฟื้นฟูเส้นทางแห่งการท่องเที่ยว ชุมชน ที่กำลังกลับฟื้นคืนมาพร้อมๆ กับการสร้างเศรษฐกิจ ที่เข้มแข็งของชุมชนหลังน้ำลด เพื่อรับกับกระแสการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งหลายฝ่ายคาด ว่าจะมาแรงในปีนี้

นายดำรงค์ แสงกวีเลิศ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรืออพท. กล่าวถึงกระแสการ ท่องเที่ยวชุมชนและการฟื้นฟู ชุมชนหลังอุทกภัยเพื่อรับกับ กระแสดังกล่าวว่า

“กระแสที่มาแรงในปีนี้ในเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชนที่จะเน้นไปที่การท่อง เที่ยวในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น มีเหตุผลมาจาก เป็นการท่องเที่ยวที่สะดวก ประหยัด และเป็นเรื่องของ CSR ไปในตัว การท่องเที่ยวชุมชนนั้นแตกต่างจากการท่องเที่ยวในรูปแบบอื่นๆ ตรงที่ จะมุ่งเน้นไปที่จุดเด่นจุดขายต่างๆ ของทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่

ดังนั้นอพท.จึงมีหน้าที่สำคัญในการผลักดันเพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยว แบบยั่งยืนอันจะเป็นการเสริมสร้างความเข็มแข็งในด้านต่างๆ ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจชุมชนที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาคมในชุมชนอีกด้วย

โดยทั่วประเทศไทยมีหลากหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และทางอพท.ก็ได้ดำเนินการในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้หลายๆ พื้นที่ ได้รับผลกระทบอพท.จึงได้ดำเนินการ สนับสนุนและฟื้นฟูการท่องเที่ยวชุมชน โดยเริ่มต้นที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก่อนจะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวยั่งยืนไปทั่วประเทศ

ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความพิเศษแตกต่างไปจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งอื่นๆ ที่สำคัญ คือ การท่องเที่ยวเกาะเกร็ด มีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน มีการแบ่งปันและกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึงในชุมชน

ทั้งนี้ชุมชนมีการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนแบ่งหน้าที่ในการดำเนินงาน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกันอย่างชัดเจนโดยที่มาหรือความริเริ่มในการพัฒนา เกิดจากสภาพปัญหาของพื้นที่มีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ความไม่สวยงามของพื้นที่ เกิดปัญหาผู้ประกอบการแย่งชิงพื้นที่จำหน่ายสินค้า ไม่มีการรวมกลุ่มหรือร่วมบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน จึงนำมาสู่การหารือเพื่อร่วมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดย อพท. ได้ประสานการหารือร่วมกันระหว่าง อบต. ชมรมคลังสมองนนทบุรี จังหวัด สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนนทบุรี ตลอดจนชุมชนประชาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมหาแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งได้จัดให้มีเวทีประชาคมเพื่อร่วมวางแผนและบริหารจัดการการท่องเที่ยว ร่วมกัน การจัดตั้งคณะกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเกาะเกร็ดโดยมีการประชุมกันอย่างต่อ เนื่อง จัดอบรมพัฒนาคณะกรรมการเพื่อการดำเนินงาน การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ ที่สำคัญชุมชนเกาะเกร็ดมีการจัดทำแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวตำบลเกาะเกร็ด แล้ว โดยมี อพท. ทำหน้าที่ในการประสานการจัดทำแผนดังกล่าวโดยรายละเอียดในแผนส่วนหนึ่งชุมชน มีการกระจายแหล่งท่องเที่ยวจากเดิมที่มีการกระจุกตัวอยู่เพียง 4 หมู่บ้าน กระจายเป็น 7 หมู่บ้าน (หมู่ที่ 1-7) ทั้งนี้เพื่อแบ่งปันและกระจายรายได้ให้กับเพื่อนๆ ชุมชนหมู่อื่นๆ รวมทั้งลดความแออัดของนักท่องเที่ยว ซึ่งในระยะต่อไป จะพัฒนาให้เป็นแผนพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งมอบแผนและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชุมชนจะร่วมกันดำเนินโครงการพัฒนาท่องเที่ยวภายใต้แผนดังกล่าวต่อไปจาก ช่วงที่ผ่านมา ชุมชนเกาะเกร็ดเป็นชุมชนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ซึ่งนอกเหนือจากผลกระทบด้านความเป็นอยู่แล้ว ในด้านการท่องเที่ยวนับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัย ธรรมชาติในครั้งนี้เช่นกัน”รองผู้อำนวยการ กล่าว

ด้านนายสุภรกร เกียรติเจริญ ประธานคณะกรรมการท่องเที่ยวชุมชนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวเกาะเกร็ดเป็นการท่องเทียวที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงวิถีชุมชนไว้ได้อย่างดี คงเอกลักษณ์ตามวิถีวัฒนธรรมแบบมอญที่หาได้ไม่ง่ายในปัจจุบัน แต่นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสกับบรรยากาศเช่นนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบใน ชุมชนเกาะเกร็ด ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยจึงอยากเชิญชวน นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวในแบบการท่องเที่ยวชุมชนพร้อมร่วมเรียนรู้ วันนี้ชุมชนเกาะเกร็ดเปิดแล้ว พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ซึ่งค่าใช้จ่ายของคุณจากการท่องเที่ยวจะถูกแบ่งปันไปให้กับชุมชน ซึ่งคุณจะได้รับความสุขที่พิเศษแตกต่างไปกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปที่คุณเคย สัมผัสมา

ขณะที่กระแสการท่องเที่ยวชุมชนในปีนี้ เจ้าหน้าที่จากอพท.เปิดเผยว่า จะกลายเป็นหนึ่งในกระแสที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากหน่วยงานภาคเอกชน เพราะนอกจากจะเป็นการท่องเที่ยวที่ประหยัด สะดวก แล้วจะยังเป็นส่วนหนี่งของกระแส CSR ที่กำลังมาแรงในปีนี้อีกด้วย 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #466 เมื่อ: 10 มกราคม 2011, 08:45:18 AM »

   วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4278  ประชาชาติธุรกิจ


วิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ

คอลัมน์ เศรษฐกิจต้องรู้

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ




ใน การประเมินสภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐโดยไอเอ็มเอฟร่วมกับรัฐบาลสหรัฐ ประจำปี 2010 ได้เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเห็นว่ามีข้อมูลที่น่านำมาใช้เป็นพื้นฐาน ในการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งผมได้รวบรวมตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญดังเสนอในตาราง

ก่อนอื่นจะ ต้องถามว่าตัวเลขข้างต้นล้าสมัยไปแล้วหรือยัง เพราะได้มีพัฒนาการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น การแพ้การเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต ทำให้สูญเสียเสียง ในวุฒิสภาและสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้กับพรรครีพับลิกัน ทำให้ในสองปีข้างหน้า ประธานาธิบดีโอบามาจะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของตนได้เหมือน 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นประธานาธิบดีโอบามาต้องพึ่งพา

เสียงสนับสนุน จากอดีตประธานาธิบดี คลินตัน โดยประธานาธิบดีโอบามาเชิญให้คลินตันมาแถลงข่าวร่วมกันที่ทำเนียบขาวและเปิด โอกาสให้คลินตันชี้แจงกับนักข่าวว่าทำไม ส.ส.และ ส.ว.ของพรรคเดโมแครตจึงควรสนับสนุนข้อเสนอต่ออายุการลดภาษีที่โอบามาจัดทำ ขึ้นร่วมกับพรรครีพับลิกัน

ผู้สังเกตการทางการเมืองให้ความเห็นว่า เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ประธานาธิบดีโอบามาจำต้องพึ่งพาบารมีและความ นิยมของอดีตประธานาธิบดีคลินตันในการผลักดันฝ่ายเดโมแครตด้วยกันเองให้รับ ข้อเสนอของตน ซึ่งฝ่ายซ้ายของพรรคเดโมแครตมองว่าเป็นการยินยอมให้กับพรรครีพับลิกันมาก เกินไป ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีคลินตันย้ำว่าหากไม่รับข้อเสนอประนีประนอมครั้งนี้ก็จะยิ่ง ประสบปัญหามากขึ้นและเผชิญกับข้อต่อรองที่หนักข้อกว่านี้ใน 2 ปีหน้าที่พรรคริพับลิกันมี เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร


ข้อ เสนอเพื่อประนีประนอมของประธานาธิบดีโอบามานั้น ผมสรุปง่าย ๆ ว่าเป็นการยอมรับข้อเสนอของพรรครีพับลิกันส่วนหนึ่ง คือยอมให้ขยายการลดภาษีที่เป็นประโยชน์กับคนรวยไปอีก 2 ปี พร้อม ๆ กับการขยายการลดภาษีโดยถาวรให้กับชนชั้นกลาง และโอบามาก็ขอขยายการลดภาษีของตนอีกหลายประการโดยที่เป็นแก่นสารหลัก ๆ คือการลดภาษีเงินเดือน (payroll tax) และการขยายอายุเงินอุดหนุนผู้ตกงานออกไปอีก 13 เดือน กล่าวโดยสรุปคือหากพรรครีพับลิกันจะขอใช้เงิน (และรัฐต้องกู้เงิน) มากขึ้น โอบามาก็จะต้องขอใช้เงินมากขึ้นเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน



ดังนั้นตัว เลขการคาดการณ์เศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟ (ร่วมกับรัฐบาลสหรัฐ) ก็น่าจะต้องปรับเล็กน้อยในปี 2011 คือเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.9% (อาจเป็น 3.1-3.2%) และรัฐบาลสหรัฐจะต้องขาดดุลงบประมาณมากขึ้น คือแทนที่จะขาดดุล 8.1% (เมื่อเทียบกับจีดีพี) ก็อาจขาดดุล 8.5% ก็ได้

คำ ถามคือทำไมการขาดดุลจึงเพิ่มมากกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ คำตอบคือเมื่อประชาชนสหรัฐมีเงินมากขึ้น (จากการลดภาษีและเพิ่มเงินอุดหนุนผู้ตกงาน) ก็คง จะนำไปใช้บริโภคสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้รายได้ไหลออกนอกประเทศ ดังนั้นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะสูงกว่า 3.4% ของจีดีพีในปี 2011 อีกด้วย

เมื่อโยงประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็จะทำให้สามารถวิเคราะห์สภาวะ และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐได้โดยพิจารณาตัวเลขในตารางข้างต้น ซึ่งผมมี ข้อสังเกตและข้อสรุปหลัก ๆ ดังนี้

1.เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มจะขยาย ตัวอย่างเชื่องช้าเฉื่อยชาขึ้นในอนาคต กล่าวคือเมื่อขยายตัว 3.3% ในปี 2010 ก็จะขยายตัวลดลงไปเรื่อย ๆ เหลือ 2.6% ในปี 2014 และ 2015 โดยรัฐบาลสหรัฐจะต้องยอมขาดดุลงบประมาณอย่างมากคือ 5% ต่อจีดีพีหรือมากกว่านั้นเพียงเพื่อให้จีดีพีขยายตัวประมาณ 2.6-2.8% ต่อปี การฟื้นตัวโดยการต้องกู้ยืมเงินย่อมไม่ใช่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน

2.การ ขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐนั้นดูเสมือนว่าจะมีแนวโน้มลดลงในช่วง 2011 ถึง 2013 (แต่อาจไม่ลดลงมากเช่นคาด เพราะข้อเสนอประนีประนอมด้านภาษีที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้มีภาระที่ต้องกู้ เงินเพิ่มขึ้น) แต่จะกลับเพิ่มขึ้นอีกในปี 2014-2015 ทั้งนี้เพราะเงินที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อรัฐสวัสดิการต่าง ๆ โดยเฉพาะ ค่ารักษาพยาบาลจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสหรัฐจะ ปรับสูงกว่าจีดีพีตั้งแต่ปี 2012 และปรับ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การที่หนี้สาธารณะสูงกว่าจีดีพีนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเพียงดอกเบี้ยของหนี้ประมาณ 5% ต่อปี ก็มากกว่า 25% ของรายได้ของรัฐบาลกลาง ซึ่งประเมินว่าประมาณ 19% ของจีดีพี

ไอเอ็ม เอฟจึงเน้นย้ำว่าสหรัฐจะต้องสร้างวินัยทางการคลังภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยสรุปว่าสิ่งที่ท้าทายประการหนึ่งคือ สร้างกรอบทางนโยบายที่น่าเชื่อถือเพื่อ ปรับลดหนี้สาธารณะให้ไปสู่ระดับที่ยั่งยืน (A key challenge is to ensure that public debt is set on a credible, sustainable path) แต่ปัญหาคือคณะกรรมการที่โอบามาได้จัดตั้งขึ้นเพื่อร่างแผนลดหนี้สาธารณะลง เกือบ 4 ล้านล้านเหรียญใน 10 ปีข้างหน้าไม่สามารถตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก (14 จาก 18 เสียง) ได้ดังที่คาดหวังเอาไว้ ดังนั้นสถานการณ์ของสหรัฐในปัจจุบันจึงเป็นการใช้เงินในระยะสั้นโดยยังไม่มี แผนการที่จะลดการใช้จ่ายเกินตัวในระยะกลางและระยะยาว อาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจึงได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ หลังนี้

3.นายเบอร์นันเก้มักจะเน้นว่าปัญหาหลักของสหรัฐคือการว่าง งาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะลดลงอย่างเชื่องช้าใน 5 ปีข้างหน้า (สหรัฐควรมีอัตราการว่างงานปกติประมาณ 5-6% ไม่ใช่ 9% เช่นปัจจุบัน) นอกจากนั้นก็ยังสามารถคำนวณได้ว่าผลผลิตของสหรัฐในขณะนี้ต่ำกว่ากำลังการ ผลิตที่มีอยู่ (output gap) อย่างมาก เช่น คำนวณว่า output gap ในปี 2011 นั้นก็จะยังมีมากถึง 3.1% ของจีดีพี

นายเบอร์นันเก้จึงยืนยันว่าจะ ต้องใช้มาตรการทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ และแม้ว่าจะต้องใช้มาตรการที่แหวกแนว เช่น QE2 (คือการพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ แต่ผมมีข้อแย้งว่านายเบอร์นันเก้มองมิติเดียวแล้วสรุปว่าสหรัฐใช้จ่ายต่ำ กว่ากำลังการผลิต 3% ใน ปี 2011 เพราะหากมองจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายเกินตัวของคนในประเทศ) คาดการณ์ว่าจะเท่ากับ 3.4% ของจีดีพี หากนายเบอร์นันเก้และประธานาธิบดีโอบามาพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกในปี 2011 ดังที่กล่าว ข้างต้นก็เป็นไปได้ว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะสูงกว่า 3.4% ในปีหน้า

จึงขอสรุปสั้น ๆ ว่าหากรัฐบาลสหรัฐกู้เงินมาใช้จ่ายเกินตัว 5-8% ต่อจีดีพี ทำให้ประเทศใช้จ่ายเกินตัว 3.5-4.0% ของจีดีพี ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 100% ของจีดีพี ก็ยากที่จะเชื่อว่าการฟื้นตัวของสหรัฐจะเป็นการฟื้นตัวที่ยั่งยืนครับ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10 มกราคม 2011, 08:49:34 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #467 เมื่อ: 10 มกราคม 2011, 08:51:18 AM »

   วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4278  ประชาชาติธุรกิจ


พลังงานใต้เท้าคุณ

คอลัมน์ คิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

BY TCDC





ทรง กลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตรสารอะเดย์ เคยบอกว่าความฝันของเขาคือ การที่เป็นคนออกแรงหมุนโลก "คนคิดทฤษฏีสิ่งแวดล้อมทำให้โลกเปลี่ยน คนคิดไอพอดทำให้โลกเปลี่ยน" ทรงกลดพูดให้เราฟังถึงลักษณะบุคคลที่ออกแรงหมุนโลก

คายามิซุ โคเฮ คือหนึ่งในคนเหล่านั้น หลังจากเรียนจบปริญญาโท โคเฮตัดสินใจก่อตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมาใช้ชื่อว่า Soundpower ผลิตภัณฑ์ชิ้นสำคัญของบริษัทคือ Power-Generating FloorsTM มีลักษณะเป็นแผ่นกระเบื้องที่ภายในบรรจุสารที่เรียกว่า piezoelectric element หน้าที่ของมันก็คือแปรสภาพของแรงกดทับจากภายนอกให้เป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งพลังงานที่ได้มาเป็นพลังงานสะอาด

นอกจากนั้นโคเฮยังมีงานวิจัย ที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น เช่น ผนังฉนวนกันเสียงที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่าน เครื่องผลิตงานไฟฟ้าจากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากคนเดินถนนและรถที่วิ่งผ่าน บนสะพาน โดยเมื่อรับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิว ลูกตุ้มที่อยู่ภายในเครื่องจะแกว่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างกับ สะพานในเวลากลางคืน

แรงบันดาลใจของโคเฮในการคิดค้นเครื่องผลิต พลังงานต่างๆ เหล่านี้คือ ในตอนเด็กเขาเรียนรู้ว่าเสียงที่ออกมาจากลำโพงนั้น เกิดจากการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นเสียง ดังนั้นมันก็น่าจะมีวิธีที่ทำให้เกิดพลังงานในทางกลับกันได้เช่นกัน จนเมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาจึงตั้งใจที่จะเลือกเรียนและศึกษาในสิ่งที่เขาเคยสงสัยเมื่อตอนเด็ก จนสามารถพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ขึ้นเป็นผลสำเร็จ

อาจเร็วเกินไปที่จะ บอกว่า โคเฮ กับ สตีฟ จ๊อบส์ ไม่ต่างกัน เพราะผลิตภัณฑ์ของโคเฮ ก็ยังคงต้องการการพัฒนาและนำไปใช้งานในวงกว้างอยู่ แต่เหนื่ออื่นใดเราเชื่อว่าอีกไม่นาน ผลิตภัณฑ์สร้างพลังงานสะอาดจากบริษัท Soundpower จะเป็นนวัตกรรมที่สำคัญต่อโลกพลังงานในอนาคต อย่างน้อย โคเฮ ก็ได้ออกแรงหมุนโลก ด้วย "แผ่นกระเบื้อง" ของเขาได้บ้างแล้ว

ก้าวต่อ ไปของ TCDC คือการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยให้พร้อมก้าวทันโลกยุคเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาองค์ประกอบหลักสามประการ คือ ผู้ประกอบการ เมือง และองค์ความรู้ และเราเชื่อมั่นว่า จะเห็นคนที่ออกแรงหมุนโลก สัญชาติไทย ในอีกไม่นานนี้

ข้อมูลอ้างอิง: บทความ The power beneath your feet จากเว็บไซต์ http://web-japan.org 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #468 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 01:02:38 AM »

จากกรุงเทพธุรกิจ

Productivity Growth

โดย : Creative Economy

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี
   
    ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)



ผมเชื่อเสมอว่า การจะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เกิดความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ เราจะต้องวางกระบวนการคิดอย่างมีหลักมีเกณฑ์ และต้องทำอย่างจริงจัง


ผม เชื่อเสมอว่า การจะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เกิดความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ เราจะต้องวางกระบวนการคิดอย่างมีหลักมีเกณฑ์ และต้องทำอย่างจริงจัง
ทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth Theory) ก็เช่นกัน ต้องมีคนช่วยคิดรวบยอด (Conceptualize) ให้ภาพที่ชัด และตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นมา เราถึงจะรู้ว่า เส้นทางการเติบโตนั้นควรทำอย่างไร ?

พูดถึงวงการเศรษฐศาสตร์ มีนักวิชาการชาวออสเตรีย ชื่อ Joseph Schumpeter  ประสบการณ์เคยเป็นอาจารย์สอนในยุโรป และสอนที่ Harvard University สหรัฐฯ ในช่วงชีวิตปี  1883-1950 ผมและคนในวงการจะนับถือเขามาก  เพราะ Joseph เป็นคนแรกที่วาง  Concept ไว้ค่อนข้างชัดเจน

  เขาบอกว่า “ถ้ามีการประดิษฐ์ ( Invention ) จะนำไปสู่ Entrepreneurial Innovation  และเกิด Productivity Growth เมื่อมี Productivity Growth ก็จะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ซึ่งผมคิดว่า เป็นจริงที่สุด

 Joseph อธิบายให้คิดไว้ว่า วงจรธุรกิจ (Business Cycle) ทำไมบางช่วงเศรษฐกิจขยายตัวดี ทำไมบางช่วงเศรษฐกิจขยายตัวไม่ดี คำว่า ขยายตัวดี ขยายตัวน้อย มันเป็นอย่างไร วงจรธุรกิจที่สั้นและยาวจะอยู่ในช่วง 6-10 ปีไล่ไปเรื่อยๆ

จากคำอธิบายข้างต้น สำหรับผมถือว่าเป็น Entrepreneurial Innovation จะเกิดขึ้นเป็นระยะ ขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาด เวลามีอะไรออกมาใหม่ ตลาดไม่ยอมรับ เพราะไม่คุ้นเคยนั้น  Cycle จะช้า พอคนเริ่มยอมรับ Cycle จะไปต่อ และไปได้เร็ว

 เพราะ แท้จริงแล้ว รูปแบบวงจรธุรกิจต้องเน้นเรื่อง Productivity เป็นหลัก
 อีก ท่านชื่อ Sir Lloyd Harrod และ Professor Domar อยู่ทางฝั่งอเมริกา ขณะนั้นเป็นยุคที่เศรษฐศาสตร์กำลังรุ่งเรือง ทั้ง 2 ท่านถือว่าได้เปรียบ เพราะเป็น Professor ที่ได้ทำงานและออกตำราร่วมกัน

 มีบทความหนึ่งที่น่ายกย่อง พวกเขาเขียนไว้เมื่อปี 1939 ซึ่งเน้นในหลักการของการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า "ต้องมาจากการสะสมทุน"

 เมื่อ สะสมทุนจะทำให้ Incremental Capital / Output ratio ไม่เกิน  1 Capital / Output ratio ซึ่งมีวิธีการวัด โดยเอา Capital ใส่เข้าไป 1 ออกมาเป็น  Output 5   อันนี้ถือว่าเป็น Capital / Output ratio ในวิชาเศรษฐศาสตร์

 หาก Incremental Capital เพิ่มขึ้น 10% และ Output เพิ่มขึ้น 10% และไม่เกิน 1 ธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ และเป็นการเติบโตแบบสมดุล (Balance Growth) โดยที่โครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหลายไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

 Key หรือกุญแจสำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้คือ "ต้องมีการออม"

 ถ้า สังคมใดไม่มีการออม ธุรกิจของสังคมนั้นก็จะไม่โต  เมื่อออมแล้วสังคมนั้นๆ ก็จะต้องรักษาความสามารถในเรื่องการผลิตเอาไว้ด้วย ทุกอย่างถึงจะไปได้ดี

 Incremental Capital / Output ratio ยิ่งต่ำ ยิ่งดี ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ จะสามารถสร้าง Output ได้มากกว่าเดิม แต่ส่วนใหญ่เราเชื่อในเรื่องของ Diminishing return คือผลตอบแทนของส่วนที่เพิ่มขึ้นจะน้อยลง Harrod  บอกว่า แค่ Incremental Ratio ไม่เกิน 1 ก็เป็นที่ยอมรับและเป็นที่เข้าใจแล้ว ซึ่งถือเป็น Balance Growth สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ด้วย

 แต่ส่วนใหญ่คนเชื่อว่า  การที่จะทำให้อัตราการขยายตัวเป็นไปอย่างที่ Harrod ว่าไว้นั้น "ไม่น่าจะง่ายนัก"

 นี่ จึงเป็นที่มาของการเกิด Paper ของ Robert Solow ในปี 1953 เขาเป็นอาจารย์อยู่ที่ MIT ในเมื่อ Physical Capital ส่วนใหญ่จะมี Diminishing return ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจะสร้างผลผลิตได้น้อยกว่าเดิม จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีการออมและ Productivity  ของทรัพยากรบุคคล (HR)  เพิ่มขึ้นมากกว่า

 หมายความว่า Productivity ของ HR ในสังคมนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าทำให้ Capital  ที่มี Diminishing return to scale มีผลน้อยลง และก็สามารถเติบโตได้

 อันนี้ถือเป็นทฤษฎีอมตะ

อีก ท่าน Edmund Phelps บอกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมมาจากการสะสมทุนและนำทุนนั้นไปลงทุนเพื่อที่จะรักษาระดับผลผลิตและทำให้สภาวะแวดล้อมโดยรวมไม่เสื่อม

 และบอกด้วยว่า การเติบโตที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่ลงทุนเฉยๆ แต่ต้องลงทุนในสิ่งที่รักษาทรัพยากรด้วย อย่างน้อยเราต้องรักษาเอาไว้ หรือทำให้ดีกว่าเดิม แปลว่าต้องมากกว่าที่ธุรกิจหรือเศรษฐกิจทั่วไปควรจะเป็นด้วยซ้ำ

อันนี้ เรารู้จักกันในชื่อว่า Golden Rule  ซึ่งจริงๆ แล้วคล้ายกับเศรษฐกิจพอเพียง  (Sufficiency Economy) หรือเปล่า บางคนก็ตีความว่าคล้ายกัน

ทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่ทำให้เกิด นโยบายเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตด้วยวิธีการที่เหมาะ กับทุกฝ่าย เป็นหลักคิดที่พวกเรายึดมั่นและนำมาปฏิบัติในระยะหลัง

ในสาย Productivity ในเรื่องของ HR หรือทุนมนุษย์ เป็นเรื่องของงานวิจัย ( R&D) เหมือนที่หลายคนบอกไว้ว่า ถ้าได้ไปแหล่งเรียนรู้ ไม่ต้องกระตุ้นอะไรเลย มีแหล่งเรียนรู้ให้เรียนรู้ Productivity ก็ขึ้นแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไร

 อย่างในฝรั่งเศส เขาจะสร้างแหล่งเรียนรู้เยอะมาก พอเรียนรู้แล้ว สังคมธุรกิจเขาก็จะเพิ่ม Productivity ด้วยตัวของมันเอง


 อังกฤษ ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีวิธีกระตุ้น แต่คนจะตีความว่า Productivity ที่ดี น่าจะเป็น Endogenous หรือ Exogenous ภายในหรือภายนอก ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็อยู่ทั้งสองฟากนั่นล่ะ  เพราะ HR ครอบคลุมหมดในทุกสังคมของการเรียนรู้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในโซนเอเชีย จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน โตอย่างมีคุณค่า

เรา จะพลิกวิธีคิดและสร้าง “จุดแตกต่าง” ให้เป็น “จุดแข็งจุดขาย” ได้อย่างไร? ทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ต้องคิดให้แตก คิดเพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวเดินต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน

อย่า ลืมว่า การลงทุนต้องคำนึงถึงการรักษาและพัฒนาทรัพยากรของประเทศด้วย หากทำได้ นี่คือบ่อเกิดของการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เป็น Productivity อย่างแท้จริง 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #469 เมื่อ: 19 มกราคม 2011, 01:07:28 AM »

สกู๊ปเศรษฐกิจจากไทยรัฐ

แผนปฏิรูปแค่โปรยยาหอม ไร้ยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างประเทศไทย 

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/141769 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #470 เมื่อ: 21 มกราคม 2011, 07:36:06 AM »

อ้างถึง


นฤมล คนึงสุขเกษม
  
เศรษฐกิจเบอร์1ของโลก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว นายอาร์วิน ซับรามาเนียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สันในสหรัฐ

*เศรษฐีร้อยล้านอัตโนมัติ*ระบบการลงทุนที่ช่วยให้คุณ ร่ำรวยและมีความสุขดั่งใจฝันth.DistinctionEducation.org

  ออกมาประกาศอย่างน่าตื่นตาตื่นใจว่า เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐไปแล้วในแง่ของความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing power parity - PPP)

 ข้อมูลของนายซับรามาเนียนระบุว่า เศรษฐกิจจีนมีขนาด 14.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2553 ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีขนาด 14.6 ล้านล้านดอลลาร์

 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจีนแย้งว่า จีนยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว อีกทั้งข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกก็แสดงภาพจีนในแง่มุมที่แตกต่างออกไป

 ไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดประมาณ 14.6 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อพิจารณาจากความเสมอภาคของอำนาจซื้อ ขณะที่เศรษฐกิจจีนมีขนาดประมาณ 10.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการประเมินโดยธนาคารโลก

 นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะวัดกันแบบไหน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากเศรษฐกิจจีนใหญ่ที่สุดในโลกจริงๆ ผู้กำหนดนโยบายของจีนคงพยายามแก้ไขตัวเลขของไอเอ็มเอฟไปแล้ว

 อย่างไรก็ตาม นายซับรามาเนียนแย้งว่า จีนไม่เอาธุระกับข้อมูลตัวเลขของไอเอ็มเอฟ ก็เพราะเล็งเห็นว่าการปรับปรุงข้อมูลจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินหยวนมากขึ้นไปอีก

 พูดถึงในเชิงทฤษฎี การประเมินขนาดเศรษฐกิจด้วยความเสมอภาคของอำนาจซื้อมีจุดบกพร่องหลายข้อ เช่น การเลือกพิจารณาเฉพาะสินค้าที่มีการซื้อขายกับต่างชาติ แต่ละเว้นสินค้าที่ไม่สามารถซื้อขายกับต่างชาติ

 นอกจากนี้ ทฤษฎีดังกล่าวยังไม่ใส่ใจกับอิทธิพลของต้นทุนการค้าและกำแพงการค้า อีกทั้งมองข้ามผลกระทบจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยน

 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนเชื่อว่า การยกย่องจีนเป็น ผู้ชี้นำเศรษฐกิจโลก เป็นเพียงข้ออ้างที่สหรัฐจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลปักกิ่ง ให้ปล่อยเงินหยวนแข็งค่าขึ้น และข้อสรุปของนายซับรามาเนียน ยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก

 ตัวเลขของไอเอ็มเอฟแสดงว่า ชาวอเมริกันโดยทั่วไปมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวสูงกว่าชาวจีนประมาณ 6 เท่า แต่นายซับรามาเนียนคำนวณตัวเลขออกมาได้เพียง 4 เท่า

 อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันที่เห็นด้วยกับนายซับรามาเนียนก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดูจากผลสำรวจของสถาบันวิจัย พิวรีเสิร์ชเซ็นเตอร์ ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏว่าผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 47% ระบุว่าจีนเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ขณะที่ 31% ยังมองสหรัฐเป็นอันดับ 1 ของโลก

 ผลสำรวจดังกล่าวแตกต่างจากเมื่อเดือนก.พ.2551 ที่ชาวอเมริกัน 41% มองสหรัฐเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ส่วน 30% คิดว่าน่าจะเป็นจีน

แต่หากพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐได้ในตอนนี้ ก็คงเป็นเพียงแค่เรื่องของขนาดเท่านั้น ในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวม จีนคงต้องเดินทางอีกยาวไกลกว่าจะแข็งแกร่งได้เท่าสหรัฐ  

รู้ ๆ กันอยู่ กับบทบาทของจีนที่เดินตามญี่ปุ่นที่เคยเป็นนักก๊อปปี้และปัจจุบันจีนจะแทนที่ญี่ปุ่นในตลาดของสหรัฐในฐานะ  "โรงงานของโลก"  แต่มองในด้าน  "จ้าวแห่งการคิดค้นนวัตกรรมใหม่"  จีนคงแทนที่สหรัฐยากเหมือนกันคงต้องดูกันต่อไป  ประเทศเกิดใหม่อย่างจีนคงต้องไล่ตามสหรัฐอีกนานเพราะวัฒนธรรมพื้นฐานของประชาชนที่แตกต่างกัน  น่าห่วงที่ผู้นำพรรคของจีนไม่ได้รณรงค์สร้างจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมแนวโน้มหนักไปทางวัฒนธรรมทุนนิยมสุดโต่งที่เน้นการบริโภคนิยมและตัวใครตัวมันที่สุดท้ายจะกลายเป็นบ่วงรัดคอ พคจ.และจะล่มสลายด้วยน้ำมือตนเองที่นำเอาแมวมาจับหนูอย่างสะเปะสะปะและไม่รู้ถึงพิษภัยของแมว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มกราคม 2011, 07:38:44 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #471 เมื่อ: 21 มกราคม 2011, 07:54:10 AM »

อ้างถึง
การเมือง : สถานการณ์โลก
วันที่ 21 มกราคม 2554 06:49


พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามรับศก.โตไม่จริง แก้ปัญหาเรื้อรังไม่ได้

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ที่ประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ยอมรับเวียดนามโตไม่จริง ปัญหาเรื้อรังยังแก้ไม่ตก


การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่จัดขึ้นทุก 5 ปี และครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งที่ 11 เปิดฉากที่กรุงฮานอย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา และใช้เวลาประชุมรวม 8 วัน ก่อนจะปิดฉากลงเมื่อวันที่ 19 มกราคมนั้น นายเหงียน ตัน ดุง นายกรัฐมนตรี ได้รับแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเป็นสมัยที่ 2 ตามความคาดหมาย

ส่วนนายเหงียน ฟู จอง วัย 66 ปี ประธานสภาสมัชชาแห่งชาติ ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และเป็น 1 ใน 14 สมาชิกใหม่ในโพลิตบูโร หรือ กรมการเมือง องค์การบริหารงานสูงสุด ศูนย์กลางอำนาจในการกำหนดนโยบาย และการดำเนินงานของรัฐบาล

ขณะที่นายจอง ทาน ซาน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์ และสมาชิกโพลิตบูโร

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมครั้งนี้ คือ การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ไร้ซึ่งเสถียรภาพ และบรรดาผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุม ที่นอกจากจะเลือกตัวผู้นำคนสำคัญแล้ว ยังต้องร่วมกันกำหนดนโยบายใหม่ ๆ ด้วย

ส่วนสีสันและบรรยากาศของการประชุมนั้น บรรดาผู้นำได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ ในวันเริ่มเปิดการประชุม ถนนทุกสายในกรุงฮานอย ได้รับการประดับประดาด้วยผ้าสีแดงและเหลือง บางแห่งมีสัญลักษณ์ค้อน-เคียว  มีโปสเตอร์ภาพผู้นำปฏิวัติ โฮ จิ มินห์ ในเครื่องแบบแรงงาน อันเป็นสัญลักษณ์ติดอยู่ทั่วไป

ในระหว่างการประชุม จะมีหญิงสาวสวมชุดประจำชาติ คอยเสิร์ฟน้ำชาให้กับผู้นำ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเหงียน ตัน ดุง

สิ่งที่สะท้อนว่า เศรษฐกิจของเวียดนามเติบ โตอย่างไม่แข็งแรง ก็คือ ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งติดต่อกันเป็นเดือนที่ 22 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง รวมทั้ง ค่าเงินด่องที่ถูกปรับลดค่ามา 3 ครั้งแล้ว เพียงเพื่อจะควบคุมปริมาณการขาดดุลการค้า และอุดหนุนภาคการส่งออก

การพัฒนาประเทศของเวียดนาม ที่มีประชากร 90 ล้านคนนั้น เหมือนอ่านตำราคนละเล่ม กับประเทศที่มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนหลักแบบเดียวกันอย่างจีน โดยเฉพาะการส่งเสริมการบริโภคเพื่อกระตุ้นศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ ก้าวไปคนละทิศทางกับบรรดาเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก ที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือ หรือ มังกร แห่งภูมิภาค ที่ต่างก็พึ่งพาการส่งออก ไม่ใช่การบริโภค

ในฐานะตลาดเกิดใหม่ เวียดนามก็ ยังทำตัวไม่เหมือนใคร เพราะแม้จะขึ้นทำเนียบผู้ส่งออกสินค้าในหลายประเภท แต่กลับขาดดุลการค้ามหาศาลทับถมเข้าไปอีก สถานการณ์ในตลาดหุ้นของเวียดนามยังห่างไกลจากไทยและอินโดนีเซียหลายช่วงตัว

การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้กลายเป็นที่จับตาของนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายขนานใหญ่

นักลงทุนและนักวิเคราะห์มองว่า การเร่งรัดให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ตามรอยจีนนั้นไม่ดีนักสำหรับเวียดนาม ถ้าตราบใดยังไม่อาจสร้างความสมดุลให้กับตนเองได้ เพราะรากฐานยังง่อนแง่นเกินกว่าจะยืนอยู่บนโลกที่มีการแข่งขันอย่างสูง และรุนแรงเหมือนอย่างในปัจจุบัน 

น่าติดตามสำหรับเวียดนามที่ปลดปล่อยรวมประเทศหลังจีนเกือบสามสิบปี  การเปิดประเทศและส่งเสริมทุนต่างชาติเข้าไปโดยขาดฐานการผลิตที่พึ่งตนเองทำให้เศรษฐกิจภาคเมืองคืออุตสาหกรรมและบริการโตเร็วเกินไปจนภาคเกษตรตามไม่ทันซึ่งมีส่วนคล้ายจีนตรงนี้แต่ปัญหาเงินเฟ้อหนักกว่าเพราะควบคุมค่าครองชีพไม่ได้โดยเฉพาะราคาของอาหารที่พุ่งขึ้นเร็วและราคาของพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

สำหรับจีนการพัฒนาภาคเกษตรการเปลี่ยนจากระบบคอมมูนมาสู่สหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชนและเป็นระบบเช่าเหมาคือทำสัญญาเช่าระหว่างรัฐกับชาวนาในยุคเติ้ง  ภายหลังจากที่นโยบายก้าวกระโดดไกลในยุคเหมาที่ตัวเหมาค้นพบเองว่าผู้ปฏิบัติงานของพรรครายงานเท็จและเกินจริง  ระบบคอมมูนไม่สามารถทำให้การผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าพอใจ  การจูงใจชาวนาด้วยวิธีนี้เร็วเกินไปและสุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว

ภายหลังจากเป็นระบบแบบเช่าเหมาผลผลิตล้นเกินจนสุดท้ายหันมาเน้นสินค้าการเกษตรที่หลากหลายเช่นผักและผลไม้ต่าง ๆ รวมทั้งเมื่อเข้า WTO การส่งออกไปต่างประเทศก็ทำได้ง่ายขึ้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #472 เมื่อ: 22 มกราคม 2011, 17:09:21 PM »

จากสยามธุรกิจ

พิสูจน์ฝีมือรัฐ

     
 
วิบากกรรมถาวร ข้าวเเพง-ชาวนาจน ยังคงเป็นกรรมของชาวนาไทย ที่กี่ชาติกี่สมัยก็ยังไร้ซึ่งทางออกที่ชัดเจน แม้ว่า จะอยู่ในยุคปีทองแห่งสินค้าเกษตร ที่หลาก หลายรายการ ทั้งยางพารา พืชไร่ พืชสวน ไม่เว้นแม้แต่พืชพลังงานทดแทน ที่พากันขยับขึ้นราคา จนชาวสวนชาวไร่ล่ำซำเข้า ร้านทองออกรถป้ายแดงกันเป็นว่าเล่น ในขณะที่ชาวนาไทย กลับยังยากจนเหมือนเดิม จึงกลายเป็นคำถามเป็นข้อกังขา ที่น่าสนใจถึงคำตอบ!! วลีที่ว่า “เกิดเป็นชาวนาคงต้องจนไปตลอดชาติ” ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมารัฐบาล ไหนจะไป ชาวนาไทย ก็ยังคงย่ำอยู่ในวังวน เดิมๆ โดยเฉพาะ “วังวนแห่งความจน!!”

ในปัญหาเกี่ยวกับในด้านราคาและการตลาดของข้าวไทย ที่เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับชี้วัดถึงความเป็นอยู่ของ เกษตรกรไทย เมื่อศึกษาจากข้อมูลต่างๆ ใน อดีตที่ผ่านมา ทั้งยอดการส่งออกข้าว ความ ต้องการข้าว และราคารับซื้อเฉลี่ยในตลาด โลกในรอบ 3 ที่ผ่านมา วิเคราะห์ได้ว่า “ข้าว ไทยไม่ได้ประสบกับปัญหาในด้านราคา และ กำลังซื้อ แต่ข้าวไทยกลับประสบปัญหาหลักๆ ในด้านการบริหารจัดการภายในประเทศที่ กลายเป็นปัจจัยสำคัญให้ชาวนาไทยยังตกอยู่ในวังวนแห่งความยากจน

โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าเกษตรหลักๆ เช่น ยางพารา เมื่อสำรวจย้อน หลังไป 3 ปี จะพบว่าราคารับซื้อยางแผ่นชั้น 3 ในปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 87 บาท และลดลงในปี 2553 อยู่ที่ 66 บาท ก่อนจะขยับสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2553 ที่ 115 บาท และกลายเป็นราคารับซื้อที่สูงสุดในปัจจุบันที่ 143-150 บาท และคาดการณ์ว่าอาจจะยังคงมีราคาขยับอย่างต่อเนื่องในอนาคตกลายเป็นที่มาของ “เศรษฐียาง” และ “เศรษฐีเกษตรกรชาวสวนชาวไร่” ที่เว้นวรรคความรวยไว้แค่เฉพาะ “ชาวนา”

เกี่ยวกับปัญหาของชาวนา จากการรวบรวมข้อมูลที่ได้รับ พบว่า ปัจจัยองค์ประกอบที่ทำให้ชาวนาไทย ยังคงเผชิญหน้า กับความจน หลักๆ จะมาจาก 3 ด้าน นายประยุทธ์ วีระกิตติ ที่ปรึกษาสภาเครือข่าย องค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ท.) เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ชาวนาไทยยังคงยากจน แม้สินค้าเกษตรอื่นๆ จะปรับตัวขึ้น คือ หนี้สินเก่า ที่ภาคเครือข่ายชาวนาเองยืนยัน ปัจจัยถัดมาเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของรัฐ รวมถึงปัจจัยความไร้เอกภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่ซ้ำซ้อนกันหลายหน่วยงาน บวกรวมเข้ากับปัจจัยสำคัญ คือการเอื้อให้เอกชนเข้ามามีบทบาทกับการกำหนด ราคาสูงเกินไป และมีผลต่อเนื่องไปถึงการทำให้ “ข้าว” กลายเป็น “สินค้าเกษตรการเมือง”

ที่ปรึกษา (สค.ท) กล่าวต่ออีกว่า “ปัญหาทั้งหมดเกิดจากกลไกที่ถูกอุปโลกน์ ขึ้นมา การแก้ปัญหาภาครัฐเป็นแค่เพียงการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและที่ปลายเหตุแบบฉาบฉวย ถ้ามองจากภาพรวมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสินค้าเกษตรจะมีราคาดีเพียงใด ชาวนา และเกษตรกรจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีคุณภาพชีวิตหรืออะไรที่ต่างไปจากอดีตเห็นภาพง่ายๆ จากเกษตรกรที่วันนี้ก็ยังเป็นหนี้วันนี้ต้องยอมรับว่า ข้าราชการ การเมือง และกลุ่มทุน ก็ยังเป็นกลไกสำคัญของ การเกิดทั้ง 3 ปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ในเรื่องของหนี้สินชาวและเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริง จังและจริงใจ เมื่อโฟกัสลงไปที่ปัญหา ราคา รับซื้อ กับการจัดการปัญหาหนี้สิน สถาบันการเงินที่ยังไล่ยึดที่ดิน ทั้งหมดคือปัญหาที่เกี่ยวเนื่องและเป็นสาเหตุของ 3 ปัจจัยหลักของชีวิตชาวนาไทย” ประยุทธ์ กล่าว

และเมื่อพิเคราะห์ผ่าน 3 ปัจจัยสำคัญ กับการแก้ปัญหาของภาครัฐ ก็พบถึงความ จริงใจในการแก้ปัญหา และผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ GAP ราคารับซื้อในประเทศ กับความต้องการและ ราคาในตลาดโลกถี่ห่างออกไปเป็นเส้นขนานและที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีที่ประกาศแก้ปัญหาราคาข้าวอย่างจริงจังก่อน ที่จะได้เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงพาณิชย์ โดย “พร ทิวา นาคาสัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ “นายธีระ วงศ์สมุทร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการผลักดันยุทธศาสตร์ ที่จนถึงวันนี้ในการรับรู้ของสังคมทั่วไป ยังมองว่ามีความ ผิดพลาดและขัดแย้งกันเองในเชิงนโยบายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการจัด การปัญหาข้าวและการช่วยเหลือเกษตรกร (ชาวนา)

ย้อนหลังกลับไปกับเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่เกษตรกรจากชนบทมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว แนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนเพื่อ “ลดดีกรี” ทางการเมือง การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เสนอเม็ดเงินถึง 6 หมื่นล้าน เพื่อรับซื้อหนี้เกษตรกรจากสถาบันการเงินนำมาบริหารเอง

แต่สุดท้ายภายใต้การทำงานของ รัฐบาลประชาธิปัตย์ เรื่องนี้กลับไร้ความคืบหน้า!! ในขณะที่การแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ ก็ยังคงเป็น ไปแบบไร้หางเสือ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่าง เดิน และกลายเป็นเรื่องของการเมือง ที่เข้า มีอิทธิพลในด้านต่างๆ โดยเฉพาะตลาดข้าว และราคาข้าว ในประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ “ชาวนา” ต่างจากเกษตรกรอื่นๆ

โดยเฉพาะใน “ยุคทองสินค้าเกษตร” ที่กลายเป็นยุค “ชาวไร่ชาวสวนเดินห้างซื้อทอง ชาวนาเดินตลาดซื้อปุ๋ยใช้หนี้” ซึ่งปฏิเสธได้ยากว่า เป็นผลส่วนหนึ่งมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ที่เป็น “กรรมตลอดชาติของชาวนาไทย” และนี่ยังคงเป็นมหากาพย์แห่งปัญหา ที่จะต้องเดินหน้าขุดคุ้ยกันอย่างต่อเนื่อง!!   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #473 เมื่อ: 24 มกราคม 2011, 18:50:36 PM »

เอ็นจีโอจ่อฟ้องมาบตาพุดรอบใหม่    PDF    พิมพ์    อีเมล

เขียนโดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ   
วันจันทร์ที่ 24 มกราคม 2011 เวลา 09:28 น.

altมาบ ตาพุดเสี่ยง! เจอกลุ่มเอ็นจีโอเจ้าเก่า จ่อฟ้องรอบใหม่ เรียกค่าเสียหายรัฐชดเชยคนเจ็บ-ตายจากสารพิษ เชื่อโรงงานเป็นต้นเหตุ ยกกรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะเทียบเคียง   ชี้ที่ผ่านมารัฐไม่กล้าแตะโรงงานเดิม ต้นตอปัญหา แต่ไปมุ่งออกมาตรการคุมรง.ใหม่ที่ยังไม่ก่อมลพิษ  ยันต้องหยุดขยายไม่ว่าจะก่อมลพิษหรือไม่ก็ตาม ด้าน "ชัยวุฒิ" รับการฟ้องทำได้แต่ต้องสู้บนข้อมูลที่เป็นจริง

 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลผ่านตัวแทนชาวบ้านที่ ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากโรงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย จากภาครัฐกรณีที่ออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงานในพื้นที่ตำบลมาบตาพุด และตำบลบ้านฉาง จังหวัดระยอง ส่งผลทำให้ชาวบ้านได้รับมลพิษ จนเกิดการเจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งและเสียชีวิต  ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารวบรวมหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับจากนี้ไป แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นวงเงินเท่าใด

"การเรียกร้องครั้งนี้ จะใช้กรณีที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ได้จ่ายค่าชดเชยจากการได้รับมลพิษมาเทียบเคียงกับคดี ที่ชาวบ้านผู้ได้รับความเสียหายจำนวน 868 ราย ได้รับเงินชดเชยรายละไม่ต่ำกว่า 246,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย7.5% ต่อปี"

 นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะเดินหน้าฟ้องคดี สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่า  กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้ลงมาแก้ปัญหาด้านสุขภาพและมลพิษในพื้นที่ก่อน หากหน่วยงานดังกล่าวยังนิ่งเฉย จึงจะส่งฟ้องต่อศาลปกครองกลางแน่นอน ภายในเดือนเมษายน 2554

++มีผลพิสูจน์รองรับ

 ทั้งนี้ การฟ้องคดีในครั้งนี้ เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายให้กับชาวมาบตาพุดและบ้านฉาง ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเจ็บป่วย เป็นโรคมะเร็ง และเสียชีวิต โดยมีงานวิจัยมากมายยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่นี้ต้องเจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็ง และเสียชีวิตเนื่องมาจากสารพิษ อาทิ งานวิจัยของ รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และข้อมูลจากโรงพยาบาลระยอง เป็นต้น ส่วนที่มีข้อโต้แย้งว่าการเจ็บป่วยเป็นมะเร็งหรือเสียชีวิตของชาวระยอง เป็นเพราะเป็นโรคประจำตัวหรือเป็นประชากรแฝงมาจากพื้นที่อื่น ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายตรงข้ามจะยกขึ้นมาอ้าง
 นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การที่หยิบยกประเด็นนี้มาฟ้องร้อง เนื่องจากเห็นว่า การแก้ไขปัญหามาบตาพุดช่วงที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด แผนลดและขจัดมลพิษก็ยังไม่เห็นผล งบประมาณจำนวนมากที่ลงมาในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษ แต่เป็นงบพัฒนา เช่น การทำน้ำประปา ซึ่งเป็นงานที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดรัฐมีหน้าที่ก็ต้องทำอยู่แล้ว  แต่ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้นั้น  เป็นเพราะรัฐบาลไม่กล้าเข้าไปแตะต้องโรงงานเดิม อันเป็นต้นตอในการก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งเป็นกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มโรงไฟฟ้า แต่กลับไปกำหนดมาตรการสำหรับบังคับใช้กับโรงงานใหม่ ที่ยังไม่ก่อมลพิษ ทำให้มลพิษเก่าในพื้นที่มาบตาพุดยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่ปัญหามลพิษเป็นประเด็นหลักของมาบตาพุด

++ร้องรัฐหยุดตั้งโรงงาน

 ด้านนางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ภาครัฐต้องมีมาตรการจริงจังในการตรวจสอบสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือวีโอซีใน พื้นที่มาบตาพุด ทั้งการตรวจสอบการรั่วไหลของสารวีโอซี ตามแนวท่อและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการควบคุมปล่องเผาก๊าซเหลือทิ้ง (Flare) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมเป็นการเฉพาะ เนื่องจากไม่เห็นความสำคัญของผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากการเผาก๊าซเหลือทิ้ง

ดังนั้น มูลนิธิบูรณะนิเวศจึงเตรียมเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการเผาก๊าซเหลือทิ้งอย่าง จริงจังภายในปีนี้ โดยอาจออกเป็นกฎกระทรวง หรือประกาศกระทรวง ผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กนอ. หรือ กรอ. เพราะเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีปล่องเผาก๊าซ เหลือทิ้งดีขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดระยะเวลาในการเผาก๊าซเหลือทิ้ง ไม่ใช่เผาก๊าซเหลือทิ้งได้อย่างเสรีเช่นในปัจจุบัน
 นอกจากนี้ผลการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติที่ยืนยันว่านิเวศวิทยาในมาบตาพุดมีปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่าย ได้สะท้อนว่ารัฐควรต้องฟังเสียงชาวบ้าน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดควรหยุดได้แล้ว โดยไม่ควรมีการขยายโรงงานเพิ่มไม่ว่าโรงงานนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมหรือไม่ก็ตาม

++รมว.อุตฯยอมให้ฟ้อง

 นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หากภาคประชาชนจะดำเนินการฟ้องร้องภาครัฐ เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการที่อนุญาตให้มีการตั้งโรงงานในพื้นที่มาบตาพุด จนส่งผลให้เกิดมลพิษ และทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือเสียชีวิตนั้น ก็เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นการต่อสู้บนฐานของข้อเท็จจริง และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ภาครัฐมีมาตรการและกติกาที่ชัดเจนด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว ส่วนการเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อนักลงทุนหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นจริงนั้น ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรนอกจากข้อเท็จจริงซึ่งจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนและ ประชาชนเชื่อมั่นได้มากที่สุด

 นอกจากนี้นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์ด้านมลพิษทางอากาศ เช่น ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถือว่าอยู่ในระดับที่ดีใช้ได้ แต่สิ่งที่ภาคประชาชนมีความกังวลคือเรื่องของสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือวีโอ ซี  ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องติดตามตรวจสอบเคร่งครัดมากขึ้น

 ส่วนนโยบายที่ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปทบทวนเรื่องการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อลดมลพิษหรือผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมนั้น คณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะมีการพิจารณารายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์ใน เดือนกุมภาพันธ์นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

++พบ 36 รง.ต้นตอปล่อยมลพิษ

 ด้านนายพุฒิพงศ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 24 มกราคมนี้  จะมีการเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องแนวปฏิบัติเพื่อควบคุมสาร อินทรีย์ระเหยง่ายจากอุปกรณ์ในโรงงานต่อรมว.อุตสาหกรรม โดยประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าว จะเป็นกลไกในการควบคุมตรวจสอบการรั่วซึมของสารวีโอซีจากอุปกรณ์หรือข้อต่อ ต่างๆ ในโรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษที่กำหนดไว้อยู่แล้ว และในวันเดียวกันนี้จะมีการเรียกประชุมโรงงานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดจำนวน 36 โรงงาน ที่มีกระบวนการผลิตที่มีความเสี่ยงในการปล่อยสารวีโอซี เพื่อทำแผนเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบการปล่อยสารดังกล่าว ทั้งนี้เชื่อว่าจะช่วยให้ปริมาณการปล่อยสารวีโอซี ในพื้นที่มาบตาพุดลดลงได้มากขึ้น

++เอกชนดิ้นส่งอีเอชไอเอ

 นายอนุตร จาติกวณิช กรรมการ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน บริษัทเก็คโค่-วัน จำกัด ซึ่งเป็นโครงการที่ติดอยู่ใน 11 ประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 วรรค 2 เปิดเผยว่า โครงการของเก็คโค่-วัน เตรียมที่จะยื่นรายงานศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (EHIA) ต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สำหรับการดำเนินงานก่อสร้างโครงการนั้น ยังเป็นไปตามแผน ที่คาดว่าจะทดลองเดินเครื่องได้ในเดือนมีนาคมนี้

 เช่นเดียวกับนายวีรศักดิ์ โฆษิตไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด(มหาชน)กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด (ส่วนขยาย) ผู้ผลิตเอทิลีนออกไซด์ และเอทิลีนไกลคอล ที่ต้องปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 ว่า บริษัทจะส่งรายงานให้ สผ. อีกครั้งหลังจากปรับปรุงมาครั้งหนึ่งแล้วในปลายเดือนมกราคมนี้ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นการผลิตส่วนขยายที่มีกำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 2,400 ล้านบาทต่อปี รวมระยะเวลาที่ถูกระงับโครงการจนถึงขณะนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้ว หรือคิดเป็นรายได้เกือบ 5,000 ล้านบาท จึงต้องการให้โครงการเดินเครื่องการผลิตได้ให้เร็วที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะ อนุมัติได้เร็วเมื่อใด 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #474 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2011, 08:33:55 AM »

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1298706124&grpid=&catid=09&subcatid=  

จากประชาชาติธุรกิจ

ทีดีอาร์ไอเสนอโรดแมประบบภาษี ระบุ′แวต-ทรัพย์สิน′แหล่งรายได้หลักเข้ารัฐ




   

 ทีดีอาร์ไอเสนอแผนกำหนดทิศทางระบบภาษีในอีก 20 ปีข้างหน้า ชี้ต้องหารายได้เพิ่ม ปรับปรุงขีดแข่งขัน ดูแลสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม ระบุชัดในอนาคตภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทรัพย์สินจะเป็นแหล่งรายได้หลัก ส่วนภาษีนิติบุคคลควรปรับลดลงไม่ให้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จี้ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้คนรวยทั้งหมดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ด้าน "ประดิษฐ์" เตรียมเชิญสภาอุตฯ-หอการค้าไทยถกแผนปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบสัปดาห์หน้า
  

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมาได้เรียกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตมาประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าแผนการปรับโครงสร้างภาษีทั้ง ระบบ และได้เชิญสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบภาษีของประเทศไทย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีการปรับโครงสร้างภาษีมาตั้งแต่ปี 2535
 

 

นายประดิษฐ์ยังระบุด้วยว่า นโยบายของภาครัฐเองยังไม่มีความชัดเจน ว่าจะปรับโครงสร้างภาษีไทยไปในทิศทางใด อาทิ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้คงจะต้องมองออกไปอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศด้วย
 

"หลังจากฟังความคิดเห็นของทีดีอาร์ไอแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทยมาแสดงความคิด เห็นเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบด้วย" นายประดิษฐ์กล่าว
 

 

ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายหลังการนำเสนอทิศทางระบบภาษีใน 20 ปีข้างหน้าให้กับทีมผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า รัฐบาลควรมีทิศทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบภาษีของประเทศในระยะยาว โดยทีดีอาร์ไอได้นำเสนอใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
 ประเด็นแรก รายได้การจัดเก็บภาษีต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
(จี ดีพี) ปัจจุบันต่ำมาก มีสัดส่วนเพียง 17-18% ต่อจีดีพี หากไม่มีการเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้สูงขึ้นจะทำให้รัฐบาลไม่มีเงินไปลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานและโครงสร้างทางสังคม ดังนั้นต้องพยายามปรับเพิ่มรายได้ภาษีให้สูงขึ้น อย่างน้อยต้องเพิ่มขึ้นเป็น 25% ต่อจีดีพี
 

 

ประเด็นที่ 2 ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เปลี่ยนจากแนวคิดเดิมที่มักให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเดียว เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ควรยกเลิกหรือลดลงเพื่อให้อุตสาหกรรมไทย ธุรกิจไทยแข่งขันได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งทีดีอาร์ไอเห็นว่า ควรมีการปรับลดภาษีนิติบุคคลไม่ให้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และควรเป็นอัตราเดียว

 

ประเด็นที่ 3 ควรใช้มาตรการภาษีเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพเป็นสำคัญ โดยใช้ภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือหลักในการจัดเก็บภาษี
 

 

และประเด็นสุดท้าย ภาษีจะต้องมีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การให้สิทธิประโยชน์การลดหย่อนรูปแบบต่าง ๆ เช่น ในการลงทุนกองทุนรวมเพื่อลงทุนในหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF) เนื่องจากสิทธิประโยชน์เหล่านี้กลายเป็นการแจกภาษีให้กับคนรวย จึงควรทบทวนยกเลิกให้หมด
 

 

ดร.นิพนธ์กล่าวว่า ทั้ง 4 ประเด็นคือ กรอบทิศทางของระบบภาษีที่ควรจะเป็นในอีก 20 ปีข้างหน้า ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเด็น กระทรวงการคลังจะต้องศึกษาแนวทางปฏิบัติในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเดินตามกรอบดังกล่าว จากปัจจุบันที่โครงสร้างภาษีค่อนข้างบิดเบือน และมีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างมาก ก็ควรปรับให้เข้ากรอบที่ควรจะเป็นที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีอยู่ในทุกหน่วยงานที่ดูแลเรื่องภาษี แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้การปรับโครงสร้างภาษีไม่สามารถเดินหน้าได้ และยังเป็นอุปสรรคทำให้เอกชนปรับตัวไม่ได้
 

 

"ในระยะยาวภาษีการบริโภค หรือ VAT และภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก จะเป็นรายได้หลักของการจัดเก็บภาษี ส่วนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลจะลดลงมา ทำให้รายได้จากการจัดเก็บจะลดลงจากปัจจุบัน นี่คือทิศทางภาพใหญ่ของระบบภาษีในอนาคตที่รัฐบาลควรผลักดันให้เกิดการขับ เคลื่อนไปข้างหน้า และเพื่อให้มีทิศทางชัดเจนให้เอกชนปรับตัวได้ด้วย" ดร.นิพนธ์กล่าว
  
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #475 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2011, 08:37:15 AM »

จากประชาชาติธุรกิจ

"น้ำมันถั่วเหลือง"ผสมโรงน้ำมันปาล์ม ยื่นพาณิชย์ขอขึ้นราคาบ้าง อ้างวัตถุดิบราคาพุ่ง




   

ผู้บริโภคอ่วมอีก ปัญหาน้ำมันปาล์มขวดขาดแคลนยังไม่คลี่คลาย เจอน้ำมันถั่วเหลืองขอขึ้นราคาอีก อ้างเมล็ดถั่วราคาพุ่ง โรงงานถั่วเหลือง 4 โรงต้องหยุดการผลิต ขณะที่การกระจายน้ำมันปาล์มขวดเข้าห้างยังไม่สามารถตกลงกันได้ หลังโรงกลั่นยืนกระต่ายขาเดียว ต้องลดค่าธรรมเนียมการจำหน่ายสินค้าลง

 

แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะมีมติสั่งให้องค์การคลัง สินค้า (อคส.) นำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ จำนวน 30,000 ตัน จากประเทศมาเลเซียเข้ามาทันที เพื่อให้โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มจุกชมพู จำหน่ายให้ผู้ผลิตถึง 22 ล้านขวด ภายในกลางเดือนมีนาคมนี้
 

แต่ปัญหาของระบบน้ำมันพืชภายในประเทศก็ยังไม่คลี่คลาย เมื่อกลุ่มโรงงานผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองยื่นขอปรับราคาน้ำมันถั่วเหลือง เข้ามาอีก ในขณะที่ช่องทางการจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มจุกชมพูลอตใหม่ก็ยังประสบปัญหา เมื่อโมเดิร์นเทรดกับผู้จัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มยังไม่สามารถตกลงกันได้ถึงต้น ทุนค่าใช้จ่ายในการนำน้ำมันปาล์มจุกชมพูเข้าห้าง
 

นายวิชิต วิทยฐานกรณ์ นายกสมาคมน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองเตรียมยื่นเรื่องขอให้กรมการค้าภายในพิจารณาปรับ ขึ้นราคาเพดานขายปลีกน้ำมันถั่วเหลือง จากปัจจุบันที่กำหนดไว้ขวดละ 46 บาท ภายในเดือนมีนาคมนี้


โดยสาเหตุที่ต้องขอปรับขึ้นราคา เป็นเพราะราคาเมล็ดถั่วเหลืองได้ปรับขึ้นมาต่อเนื่อง จากตันละ 900 เหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2553 ขณะนี้ได้ปรับขึ้นไปถึงตันละ 1,500 เหรียญสหรัฐแล้ว
 

"โรงงานผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองทั้ง 4 ราย จากทั้งหมด 10 ราย ไม่สามารถผลิตน้ำมันถั่วเหลืองออกสู่ตลาดได้แล้ว ประกอบกับที่ผ่านมา น้ำมันปาล์มขวดขาดแคลน ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปาล์มที่แพงกว่าน้ำมันถั่วเหลืองเพียง 1 บาท ยังทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองมากขึ้น จนเกิดปัญหาขาดตลาดอย่างหนัก" นายวิชิตกล่าว
 

ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนและมีราคาแพง ด้วยการเร่งนำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์จากมาเลเซียมาให้โรงกลั่นน้ำมัน ปาล์มบริสุทธิ์ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มจุกชมพูนั้น นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการหารือกับโรงกลั่นน้ำมันปาล์มทั้ง 10 โรงที่ได้รับการจัดสรรโควตานำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ลอตใหม่ จำนวน 30,000 ตัน ได้รับการยืนยันว่า ทุกโรงงานจะเดินเครื่องผลิตน้ำมันปาล์มจุกชมพูได้หลังเที่ยงคืนของวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ และจะทยอยนำน้ำมันปาล์มจุกชมพู ออกสู่ตลาดเต็มกำลังการผลิตภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
 

ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ จำนวน 30,000 ตัน ลอตใหม่ (การจัดสรรโควตาตามตารางประกอบ) ทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) ซื้อจากบริษัท เทรดดิ้ง Wilmar ในราคา 1,258 ตัน ซึ่งถูกกว่าน้ำมันปาล์มลอตแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่มาเลเซียเร่งระบายน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ ส่งผลให้เงินชดเชยการขาดทุน จากการตรึงราคาน้ำมันปาล์มไว้ที่ขวดละ 47 บาท "ลดลง" จากที่กำหนดจะชดเชยลิตรละ 5 บาท เหลือเพียงลิตรละ 3.20 บาท
 

อย่างไรก็ตาม การกระจายน้ำมันปาล์มจุกชมพูเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรดยังประสบปัญหา เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ยืนยันที่จะส่งน้ำมันปาล์มจุกชมพูให้ ห้างโมเดิร์นเทรดในราคาขวดละ 44 บาท และให้ห้างจำหน่ายปลีกที่ราคาขวดละ 47 บาท ในประเด็นนี้ มีทางบิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต ยืนยันว่า ต้นทุน 44 บาท ที่โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ส่งให้ห้างเพื่อจำหน่ายปลีกในราคาขวดละ 47 บาทนั้น ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรอต้องรับภาระขาดทุน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าขนส่ง-การกระจายสินค้า และการบริหารจัดการ จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในส่วนนี้ด้วย
 

ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ยังคงยืนยันให้กรมการค้าภายในช่วย ไกล่เกลี่ยปัญหากับโมเดิร์นเทรดโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดค่าธรรมเนียมการจำหน่ายสินค้า เพราะถือเป็นต้นทุนเพิ่ม "หากยังไม่ลดค่าธรรมเนียมให้ เราจะไม่ยอมส่งน้ำมันปาล์มให้ห้างอย่างแน่นอน"
 

ขณะที่นายอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม กล่าวถึงสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศล่าสุดยังมีเหลืออยู่ประมาณ 50,000 ตัน จากปกติที่ควรมีสต๊อกประมาณ 120,000 ตัน แต่สมาคมเชื่อว่าสถานการณ์น้ำมันปาล์มจะกลับมาคลี่คลาย เพราะผลผลิตปาล์มสดฤดูใหม่ในประเทศจะทยอยออกในเดือนมีนาคมนี้
 

"ทางโรงกลั่นก็จะเข้าไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงสกัด และโรงสกัดเข้าไปรับผลปาล์มสดจากทางเกษตรกร แต่ยังไม่สามารถประเมินทิศทางราคาได้ว่า น้ำมันปาล์มบรรจุขวดหลังจากนี้ไป จะขายในราคา 47 บาท ต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับราคาต้นทุนผลปาล์มสด เนื่องจากราคาขายน้ำมันปาล์มขวดละ 47 บาท คำนวณจากน้ำมันปาล์มดิบ 31 บาท/ก.ก. หรือทอนกลับไปเป็นผลปาล์มสด จะอยู่ที่ราคา 5.5-6 บาท/ก.ก.เท่านั้น" นายอัสนีกล่าว
 

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติมีมติให้กระทรวงพลังงาน โอนน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 5,000 ตัน มาให้กับโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มขวดจำหน่ายในราคา ขวดละ 47 บาท โดยโรงกลั่นจะได้รับเงินชดเชยการขาดทุนลิตรละ 9.50 บาทนั้น
 

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับกลุ่มโรงงานผู้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B100 พบว่าโรงงานมีปริมาณสต๊อกเหลืออยู่แค่ 7,700 ตัน หากแบ่งสต๊อกน้ำมันปาล์มไปให้ผู้บริโภค สต๊อกของโรงงาน B100 ก็จะเหลือแค่ 2,200 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของบริษัทน้ำมันแน่
 

"กระทรวงพลังงานช่วยเหลือได้อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อสต๊อก B100 เหลือน้อยลง เราไม่ต้องการให้โรงงาน B100 ซื้อปาล์มน้ำมันเข้ามาผลิตเอง ไม่อย่างนั้น ปัญหามันก็จะวนกลับมาที่เดิมอีก ตอนนี้กำลังคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร เพื่อเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ต่อไป"
 

ด้านแหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซล (B100) กล่าวว่า กลุ่มผู้ผลิต B100 พร้อมที่จะแบ่งส่วนที่เป็นสต๊อกน้ำมันปาล์ม เพื่อเข้าสู่การผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อการบริโภคที่ 5,000 ตันได้ และจะพยายามใช้สต๊อกเก่าเท่าที่มีอยู่ 2,200 ตันไปก่อน โดยที่โรงงานจะ "ไม่ซื้อ" น้ำมันปาล์มเข้ามาผลิต B100 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์จากมาเลเซียลอตที่สอง 30,000 ตันเข้ามาถึงนี้
 

โดยปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อมาผลิตเป็น B100 จากเดิมที่ใช้อยู่ประมาณ 15,000 ตัน/วัน ก็จะลดลงเหลือแค่เพียง 700 ตัน/วันเท่านั้น เนื่องจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ล่าสุดให้ลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B100 ในเนื้อน้ำมันดีเซลลงเหลือเพียงร้อยละ 2 (ขายเกรดเดียว B2) ซึ่งจะทำให้ภาคพลังงานใช้น้ำมันปาล์มน้อยลงมาก
 

"หลังวันที่ 7 มีนาคม ปัญหาปาล์มน้ำมันน่าจะคลี่คลายลง เพราะภาคบริโภค นอกจากจะได้ปันส่วนที่เป็นสต๊อก 5,000 ตันไปแล้ว ยังได้ส่วนที่ภาคพลังงานลดการผสม B100 ลงอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัน ซึ่งมากกว่าเป้าหมายด้วยซ้ำ" แหล่งข่าวกล่าว
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #476 เมื่อ: 08 มีนาคม 2011, 09:08:32 AM »


คปร.ออกจดหมาย 5 ข้อ แจงปมจำกัดถือครองที่ดิน 50 ไร่

http://www.prachatai3.info/journal/2011/03/33426 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #477 เมื่อ: 08 มีนาคม 2011, 09:14:27 AM »

ทีดีอาร์ไอ ชี้ “ผังเมือง” บอกอนาคตประเทศ แนะถึงเวลาจัด “โซนนิ่ง” พื้นที่เกษตร

Tue, 2011-03-08 01:07

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย


http://www.prachatai3.info/journal/2011/03/33424 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #478 เมื่อ: 12 มีนาคม 2011, 08:38:03 AM »

จากสยามธุรกิจ

รัฐหมดท่าสังปิดไบโอดีเซล
   

 
โรงงานบี 100 อ่วม-กำลังการผลิตล้นทันที 4 ล้านลิตรต่อวัน


รัฐปิดฉากชื่อ “ไบโอดีเซล” หันมาเรียกน้ำมันดีเซลเหมือน เดิม ไม่กำหนดว่าจะต้องทำ บี3 บี4 หรือ บี5 ขึ้นอยู่กับผลผลิตปาล์ม ถ้าปาล์มมากก็ผสมมาก ถ้าปาล์มน้อยก็ผสมน้อย ด้านโรงงานบี100 ที่นำไปผสมทำไบโอดีเซลหืดจับกำลังการผลิตเหลือบานเกือบ 4 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่ทีดีอาร์ไอกำหนดแผน 50 ปีข้างหน้า แนะรัฐบาลออกกฎหมายโซนนิ่งกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน จังหวัดไหนปลูกพืชอาหาร จังหวัดไหนปลูกพืชพลังงานดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าประเด็นที่มีการเข้าใจกันว่าภายในเดือนนี้จะมีบริษัทน้ำมันผลิตน้ำมันไบ โอดีเซล บี3 บี4 หรือบี5 ออกมาบริการหลังแนวโน้มผลผลิตปาล์มเริ่มทยอยออกสู่ตลาดนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบาย ของกระทรวงพลังงานว่าจะให้ผลิตหรือเปล่า ถ้ากระทรวงพลังงานยังไม่ให้ผลิตก็ผลิตไม่ได้

ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อไปว่า น้ำมันดีเซล ที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนผสมของพืชไบโอหรือปาล์มน้ำมันประมาณ 2% เพราะถ้าไม่มีส่วนผสมดังกล่าวจะทำให้เราต้องเสียเงินนำเข้าน้ำมันหล่อลื่น จากต่างประเทศจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดว่าน้ำมันดีเซลจะต้องมีส่วนผสมของปาล์มน้ำมันประมาณ 2% เพื่อช่วยให้การหล่อลื่นดีขึ้น แต่จะมากกว่านั้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีผลผลิตเพียงพอหรือเปล่า

“ในอดีตเรามีนโยบายจะผลิตน้ำมันไบโอดีเซล บี7 คือมีส่วนผสมของปาล์มน้ำมัน 7% หลังจากเราทำบี5 ได้แล้ว แต่ต่อมาการขาดแคลนวัตถุดิบคือปาล์มน้ำมันทำให้ต้องหยุดการผลิตบี5 ในที่สุด ในอนาคตยังบอกไม่ได้ว่าเราจะทำ บี3 บี4 หรือบี5 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีวัตถุดิบเพียงพอหรือเปล่า” ดร.อนุสรณ์ กล่าว

ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อไปอีกว่า การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลในอนาคตจะไม่เรียกว่าไบโอดีเซล ไม่ว่าจะมีส่วนผสมของปาล์มน้ำมัน เท่าไหร่ก็ตาม แต่จะเรียกรวมเป็นชื่อเดียวว่าน้ำมันดีเซล ซึ่งบางช่วงอาจมีส่วนผสมของปาล์มน้ำมันมาก บางช่วงอาจมีส่วนผสม ของปาล์มน้ำมันน้อย

โดยปัจจุบันมีนักลงทุนใช้เงินลงทุนเพื่อก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซล หรือบี 100 ที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลรวมกันประมาณ 2 หมื่นล้านบาท รวมกว่า 10 โรงงาน มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 4-5 ล้านลิตรต่อวัน แต่ปริมาณการใช้มีเพียง 1 ล้านลิตรต่อวัน คือใช้ผสมในน้ำมันดีเซล 2% ทำให้กำลังการผลิตของเครื่องจักรเหลือว่างประมาณ 3-4 ล้านลิตรต่อวัน

ด้านนายสมภพ ธนะธีรพงศ์ นายกสมาคมผู้ค้าน้ำมัน เปิดเผยว่า ปัญหาการแย่งวัตถุดิบกำลังกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบาย การบริหารจัดการที่ดีพอ ทำให้โรงงานอาหาร ต่างก็พยายามกว้านซื้อวัตถุดิบเข้าไปเก็บไว้ในสต็อกให้มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ เป็นเหตุให้บริษัทน้ำมันไม่มีวัตถุดิบมาผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เกี่ยวกับ มาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาดำเนินการชดเชยไม่ให้ ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาท/ลิตร จนถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้ โดยขณะนี้กองทุนฯ มีเงินสดอยู่ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า จากการประเมิน แนวโน้มราคาน้ำมันในขณะนี้มีความผันผวนค่อนข้างสูง จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศตะวันออกกลางและลิเบีย แต่หากกระทบมากไปกว่านี้ก็ต้องมีการทบทวนมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า จากการที่มีส่วนเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับการจัดทำผังประเทศและผังภาคของ ประเทศไทยในอีก 50 ปีข้างหน้า พบว่าการแข่งขันกันในเรื่องการผลิตพืชอาหารคน พืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงาน ต้องมีการจัดการให้สมดุล เพราะการมีพืชชนิดใดชนิด หนึ่งมากๆ ย่อมมีผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากพืชอื่น จึงต้องมีการวางแผนการจัดแบ่งพื้นที่การปลูกพืชอาหารและพืชพลังงานให้สมดุล ไม่ใช่ใครมีที่ดินแล้วอยากปลูกอะไรก็ปลูกโดยดูราคาในปัจจุบันเป็นหลัก แล้วก็ไปเสี่ยงต่อภาวะผลผลิตล้นตลาดราคาถูกเอาเองในอนาคตหรืออาจจะเกิดการ ขาดแคลนผลผลิตพืชบางตัว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายกำหนดโซนนิ่งให้ชัดเจนว่าจังหวัดไหนควรปลูก พืชเพื่อทำอาหาร จังหวัด ไหนปลูกพืชเพื่อใช้ในการผลิตพลังงาน 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #479 เมื่อ: 12 มีนาคม 2011, 08:39:24 AM »

"สมภพ มานะรังสรรค์" นโยบายตรึงราคา ควบคุมเงินเฟ้อ แต่บิดเบือนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1299847399&grpid=&catid=09&subcatid= 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!