บ้านตุลาไทย
18 ธันวาคม 2017, 08:15:44 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 31 32 [33]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ย่อยข่าวเศรษฐกิจในสังคมไทย  (อ่าน 140931 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #480 เมื่อ: 14 มีนาคม 2011, 10:17:42 AM »

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1299999917&grpid=&catid=19&subcatid=1904 

จากมติชนออนไลน์

กลุ่มเกษตรอินทรีย์และตลาดนัดสีเขียว ชี้ ความมั่นคงทางอาหารเท่ากับความมั่นคงของชุมชน

วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:10:17

สถานการณ์โลกร้อนไม่เพียงส่งผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของโลกอีกด้วย โดยมีข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชนหรือเอฟเอโอ ระบุว่า สาเหตุจากโลกร้อนและการใช้พื้นที่เคยปลูกพืชไปปลูกพืชน้ำมันทำให้มีแนวโน้ม ว่า อนาคตอันใกล้จะมีผู้ได้รับความเดือดร้อนทั่วโลกถึง 854 ล้านคน

สำหรับประชากรไทย แม้ไม่ถูกจัดกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เพราะเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ชีวิตผู้คนผูกพันกับผลิตอาหาร แต่สิ่งที่คนไทยประสบกลับเป็นการบริโภคพืชผักและอาหารที่ไม่ปลอดภัยที่ส่งผล ต่อความมั่นคงของชีวิต !!

โดย “เภสัชกรหญิงสุธิดา บุญยศ” เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะตัวแทนจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์และตลาดนัดสีเขียว ระบุว่า ปัญหาจากการบิรโภคผักมีสารพิษพบมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และหลาย พื้นที่ในภาคอีสาน จากการสุ่มตรวจการผลิตอาหารและการปลูกพืชผักพบว่า มีสารเคมีตกค้างในผักปริมาณที่ไม่ปลอดภัยถึง 5-6 % แม้ขณะนี้กระแสการรณรงค์บริโภคอาหารปลอดภัยจะมีมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการผลิตปลอดสารเคมีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้มีข้อมูลว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้บริโภคในเมืองต้องการผักและผลไม้ที่มีความสวย งามอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตยังคงพึ่งสารเคมี ดังนั้นผู้บริโภคควรร่วมกันกำหนดทิศทางของการผลิตด้วยเช่นกัน โดยหลีกเลี่ยงการซื้อพืชผักที่ใช้สารเคมีและบริโภคผัก-ผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อ เลี่ยงการบริโภคสารเคมี นอกจากนั้นอาจจะซื้อพืชผักตามตลาดนัดสีเขียวที่มีการจำหน่ายผักปลอดสารก็ถือ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

“การจะทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร คนทั้งชุมชนและสังคมต้องส่งเสริมให้เกิดการปลูกพืชปลอดสารเคมีได้ร้อย เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้รัฐบาลควรเข้ามีบทบาทอย่างเข้มข้น โดยควรส่งเสริมให้แหล่งปลูกพืชเรียนรู้กระบวนการปลูกพืชแบบอินทรีย์และต้องวางระบบการทำเกษตรอินทรีย์ให้ดีเพื่อชีวิตของคนในสังคมจะได้มีความมั่นคงใน ชีวิตมากขึ้น”ตัวแทนจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์และตลาดนัดสีเขียว เน้นย้ำ


เภสัชกรหญิงสุธิดา ยังเสนอแนะว่า การบริโภคพืชผักที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติถือเป็นอีกทางเลือก แต่ปัจจุบันผักและผลไม้ที่เก็บจากป่าอาจมีสัดส่วนน้อยกว่าการปลูกจากเกษตรกร โดยเรื่องนี้ “จร เนาวโอภาส” นายกฯ อบต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เห็นคล้อยตามแต่ไม่เห็นด้วยทั้งหมด เพราะคนในชุมชนหนองแหนพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติมาชั่วนาตาปี แม้จะมีการปลูกพืชผักไว้กินและขายบ้าง แต่หลังจากร่วมกันบริหารป่าชุมชนหรือที่เรียกว่า “ป่าไผ่ผาก” ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารจากป่ากลับเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นคงให้ชุมชนมากขึ้น


 
นายก อบต.หนองแหน เล่าว่า เดิมป่าไผ่ผากมีเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ถือเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ในภาคตะวันออก แต่ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมามีการบุกรุกเข้าไปใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำกินและตักน้าดินไปขาย รวมทั้งมีบางคนนำขยะจากครัวเรือนไปทิ้งในป่าจนทำให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและ ปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียง 421 ไร่ แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือ การเผาป่าที่เชื่อกันว่า หากไฟไหม้ป่าจะทำให้หน่อไม้หน่อใหม่เกิดขึ้น เหตุไฟป่าจะมีขึ้นเป็นประจำในเดือนมีนาคม จึงเชื่อได้ว่าการเผ่าป่าดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่เกิดจาก น้ำมือมนุษย์ที่ไม่เพียงทำให้พันธุ์พืชและสัตว์ป่าบางชนิดสูญพันธุ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นๆ อีกด้วย

 
เมื่อป่าเริ่มทรุดโทรมลงคนในชุมชนจึงคิดหาวิธีดูแลป่าและการจัดการการใช้ พื้นที่ป่าร่วมกัน ด้วยการตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนแล้วจดทะเบียนเมื่อปี 2550 และออกระเบียบการใช้ป่าของคนในชุมชนร่วมกัน โดยมีกฎกติกาให้มีช่วงเวลาเปิด-ปิดป่าตามฤดูกาลเพื่อให้ป่าได้พัก ส่วนคนที่จะเข้าไปใช้พื้นที่ป่าต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการและต้องมี บัตรเข้า-ออกด้วย รวมทั้งมีบทลงโทษผู้ล่าสัตว์ป่าอีกด้วย

 
“ยอมรับว่า ช่วงแรกๆ ของการจัดบริหารป่ามีปัญหามาก หลังจากเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันปกป้องจึงทำให้ป่ากลายเป็นสมบัติของทุกคน และทุกวันนี้พืชผักตามธรรมชาติจากป่าชุมชนจึงสามารถเลี้ยงผู้คนได้ทั้ง จังหวัด”ผู้เป็นเจ้าของร่วมป่าไผ่ผาก กล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างภูมิใจ


นอกจากนี้ชาวชุมชนหนองแหนและชุมชนใกล้เคียงที่ร่วมกันใช้พื้นที่ป่ายังมี กิจกรรมร่วมกัน ด้วยการทำบุญป่าทุกวันที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม ถือเป็นกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชนและเป็นการขอบคุณป่าที่ให้อาหารปลอด สารและมีคุณค่าที่ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชนและท้องถิ่นอีก ทางหนึ่ง

ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาได้ปลูกฝังให้ลูกหลานตระหนักรู้ในคุณค่าของแหล่ง อาหารตั้งแต่เยาว์วัยเพื่อเติบโตขี้นมาร่วมเป็นกำลังสำคัญในการพิทักษ์รักษา พื้นที่ป่าอันเป็นสมบัติของชุมชนให้คงอยู่เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนต่อไปอีก ด้วย  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มีนาคม 2011, 10:27:04 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #481 เมื่อ: 14 มีนาคม 2011, 11:11:11 AM »

จากกรุงเทพธุรกิจ

http://bit.ly/eabVDz 

ลำดับของไทยในเวทีโลก

โดย : วิทยากร เชียงกูล



การจัดอันดับของประเทศต่างๆ ทำได้หลายประเด็น ที่คนสนใจมากคือความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่จัดโดยองค์กรทางธุรกิจ ระหว่างชาติ 2 แห่ง


คือ สถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ (Institute for Management Development : IMD) และ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum)


IMD เลือกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันเฉพาะประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศ ตลาดเกิดใหม่หรือประเทศรายได้ปานกลางราว 58 ประเทศ เน้นการใช้ดัชนีชี้วัดในเรื่องความสามารถของประเทศในการบริหารจัดการ ความสามารถและทักษะความชำนาญต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการปรับตัวเพื่อรับตลาดเสรี หรือเพื่อแข่งขันทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมของโลก


การจัดอันดับของ IMD ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกจัดอันดับสมรรถนะหรือความสามารถในการแข่งขันอยู่กลางๆ ค่อนไปทางท้าย โดยเปรียบเทียบแล้วอยู่ต่ำกว่า สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และ มาเลเซีย มาตลอด การจัดลำดับประเทศไทย โดย IMD ใน 2 ปีล่าสุด(พ.ศ. 2552-2553) ไทยอยู่อันดับที่ 26 จาก อันดับที่ 58


IMD วิเคราะห์องค์ประกอบ 4 ด้าน และนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวม สำหรับไทยได้คะแนนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจดีที่สุด รองลงมาคือสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจตามลำดับ แต่ไทยได้คะแนนสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐาน (รวมทั้งพลังงาน การสื่อสาร โทรคมนาคม การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อม) ต่ำ หรือถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดใน 4 ด้าน


เมื่อพิจารณาเรื่องสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทย กลุ่มโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนที่สุด รองลงมาคือโครงสร้างเทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อม การศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตามลำดับ ทั้งนี้ เกณฑ์ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดคือ การลงทุนด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จำนวนบุคลากรด้านการแพทย์น้อย การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตน้อย สมรรถนะการศึกษาโดยรวมของไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ คือ ประมาณ 40 กว่า จาก 58 ประเทศ อย่าลืมว่าในแง่ประชากรนั้น ไทยใหญ่เป็นอันดับที่ 21 ของโลก


World Economic Forum จัดอันดับปี ค.ศ. 2010-2011 (พ.ศ. 2553-2554) ให้ไทยอยู่อันดับที่ 38 จาก 139 ประเทศ World Economic forum ใช้ดัชนีชี้วัดในด้านสถาบันภาครัฐและเอกชน นโยบายและปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทั้งในระยะปัจจุบันและระยะกลาง เน้นเรื่องประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งเรื่องของการศึกษา เทคโนโลยีและนวัตกรรม


World Economic Forum มองความสามารถของประเทศทุกด้านที่กว้างกว่า IMD ซึ่งมักเน้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและ การที่รัฐบาลและระบบเศรษฐกิจเอื้อต่อตลาดเสรี ดังนั้นการที่ IMD จัดอันดับประเทศไทยค่อนข้างสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเปิดตลาดเสรีให้ต่างชาติมากขึ้น ส่งออกสั่งเข้ามากขึ้น ขณะที่ World Economic Forum ให้อันดับไทยในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าของ IMD น่าจะเป็นเพราะเขาวิเคราะห์ว่าการพัฒนาทั้งระบบของไทยยังมีปัญหา


ผู้เขียนเห็นว่าการจัดอันดับของ World Economic Forum น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนไทยต้องพิจารณาตัวเราเองในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นอย่างจริงจัง มากกว่าพอใจแค่การจัดอันดับของ IMD และเราควรจะพิจารณาดัชนีด้านการพัฒนาทางสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วย ประเทศจึงจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน


ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP จะมองกว้างกว่าเรื่องเศรษฐกิจ โดยใช้ดัชนีชี้วัดรายได้ต่อหัวร่วมกับปัจจัยการพัฒนาด้านสังคม เช่นการศึกษา สาธารณสุข การเมืองและอื่นๆ ด้วย ประกาศล่าสุดของ UNDP เมื่อเดือนธันวาคม 2551 (แต่ใช้ข้อมูลการสำรวจเมื่อปี 2549) ให้ไทยมีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 81 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีการพัฒนาด้านสังคมหรือคุณภาพมนุษย์ต่ำกว่าการพัฒนา ทางเศรษฐกิจ (ที่วัดเชิงปริมาณแบบภาพรวม) และน่าสังเกตว่าอันดับดัชนีการพัฒนามนุษย์ของไทยตกต่ำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2541 ไทยเคยมีดัชนีการพัฒนามนุษย์อยู่อันดับที่ 59


ดัชนีการศึกษา (Education Index) เป็นดัชนีหนึ่งที่ UNDP นำไปใช้ในคำนวณภาพรวมดัชนีการพัฒนามนุษย์ ดัชนีการศึกษาคำนวณจากอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่, สัดส่วนของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการศึกษาระดับประถมถึงอุดมศึกษา สถิติในปี 2551 ดัชนีการศึกษาไทยอยู่อันดับที่ 68 ค่อนข้างไปทางต่ำ เท่ากับ แอลเบเนีย ซีเชลล์ส และ เวเนซุเอลา


ส่วน ดัชนีอัตราการรู้หนังสือของประชากร (Literacy Rate) ของไทยอยู่อันดับที่ 76 นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ เมื่อเทียบกับขนาดและสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ สถิติของ IMD รายงานว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ไม่รู้หนังสือมีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 ของประชากรทั้งหมดในปี 2545 เป็นร้อยละ 7.4 ในปี 2550 และผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก กล่าวบรรยายวันที่ 24 มีนาคม 2552 ว่าผู้ใหญ่ไทยที่ไม่รู้หนังสือมีมากกว่า 3 ล้านคน


สถิติของกระทรวงแรงงานไทยเองชี้ว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่เกินครึ่งจบ ประถมและต่ำกว่าปัญหาเรื่องการศึกษา คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของไทยค่อนข้างต่ำและเป็น เรื่องที่ต้องการปฏิรูปหรืออภิวัฒน์อย่างเร่งด่วน  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มีนาคม 2011, 11:15:18 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #482 เมื่อ: 14 มีนาคม 2011, 11:21:19 AM »

5พรรคเปิดนโยบาย-ยุทธศาสตร์การเมือง

คมชัดลึก :

ปชป.ชู "เดินหน้า เพื่อประชาชน"


 การเลือกตั้งครั้ง หน้า "พรรคประชาธิปัตย์ " ออกตัวแล้ว ด้วย 14 ตัวนโยบายที่จะเป็นจุดขาย อาทิ "ยกระดับการศึกษา-ค่าครองชีพ-ประกันรายได้เกษตรกร-รถไฟความเร็วสูง-สร้าง เมืองท่า" กับตัวเลขขั้นต่ำ 180-190 ที่นั่ง และนี่คือ...แผนยุทธศาสตร์ทั้งหมดในการสู้ศึกเลือกตั้ง

1.ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

 สนับสนุน "การศึกษา" ให้เท่าเทียม ยกระดับ "ค่าครองชีพ" ทุกกลุ่ม "เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ" เกินวันละ 300 บาท "สร้างเมืองท่า" ให้สมบูรณ์ที่แหลมฉบัง ระยอง "โครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย- จีน" เปิดเส้นทางท่องเที่ยว-ขนส่งสินค้า ทุ่มเงินพัฒนาพื้นที่ชายหาดทะเลภาคใต้ เร่งสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินทุกสายในกรุงเทพฯ ทำรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองท่าแหลมฉบัง, ประกันรายได้เกษตรกร, ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ปรับโครงสร้างภาษีเกี่ยวกับการประกอบการใหม่

 เพิ่มรายได้ครัวเรือนให้มากกว่ารายจ่าย ยกระดับความเป็นอยู่ของคนรากหญ้าให้มาเป็นชนชั้นกลาง ว่างงานไม่ให้เกิน 2% จัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร เพิ่มกองกำลังพิเศษปราบยาเสพติด 2,500 นาย เพิ่มทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย 2.5 แสนคนต่อปี เพิ่มโฉนดชุมชนให้เกษตรกร 2.5 แสนคน

2.ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง

  เชื่อว่าได้เสียงอย่างน้อย 180-190 ที่นั่ง ไม่พูดเรื่องความขัดแย้ง

ยุทธศาสตร์ พท. "7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง"

 การเลือกตั้งครั้ง หน้า พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคคู่แข่งสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี "มันสมอง" อย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" เป็น "กุนซือ" อยู่เบื้องหลังโดยยึดฐานเสียง "อีสาน" และ "เหนือ" ไว้ให้ได้

 กับยุทธศาสตร์ชูแก้ปัญหาความยากจนในภาคอีสาน พร้อมไปกับโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ ผนวกกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการจราจรใน กทม.พร้อมกับดึงแกนนำ นปช.มาลง "ปาร์ตี้ลิสต์" และ "เขต" เพื่อโกยคะแนนเสียง "คนเสื้อแดง" ตั้งเป้า ส.ส.เขต 200 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คนขึ้นไป สานฝันตั้งรัฐบาลเบ็ดเสร็จ

1.ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

 "ภาคอีสาน" ชูนโยบายแก้ปัญหาความยากจน หาแหล่งน้ำเพิ่ม เข้าถึงการรักษาพยาบาล ชูนโยบาย 30 บาทอีกครั้ง เร่งโครงการรถไฟรางคู่ในภาคอีสาน "ภาคเหนือ" จะเน้นแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน "ภาคใต้" ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ให้คน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไปทำงานประเทศมาเลเซีย "ภาคกลาง" เน้นแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ "กทม." จะสร้างตัวระบายน้ำ เป็นแม่น้ำสายใหม่เพื่อเป็นสาขาแม่น้ำเจ้าพระยานำน้ำจากอยุธยาและปทุมธานี ไปลงสมุทรปราการออกทะเล "แก้ปัญหาการจราจร" จะเร่งสร้างรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง ใช้วิธีออก "บอนด์" หรือให้เอกชนมาลงทุน รัฐเก็บค่าสัมปทานคุมค่าโดยสาร

2.ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง

 นำ "แกนนำเสื้อแดง" ลงเลือกตั้ง เพื่อเป็นฐานเสียงให้พรรค ใช้แคมเปญพรรค "5 ล้มเหลว 10 จำทน" ปราศรัยช่วงเลือกตั้งด้วย

ภท.ชู "ประชานิยม-สังคมเป็นสุข"

 "พรรคภูมิใจไทย" พรรคใหญ่อันดับ 3 เดินหน้า "ประชานิยม" โดยหวังว่านโยบายนี้จะประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้ง และยังคงชูเรื่องการปกป้อง 3 สถาบันหลัก ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ที่เป็นจุดเด่นของพรรค พร้อมไปกับสานต่อนโยบายถนนปลอดฝุ่นในชนบทและประกันสังคม

1.ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

 ปกป้อง 3 สถาบันหลัก ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ต่อต้านแนวทางบุคคลที่ต้องการชูสร้างรัฐไทยใหม่

 2.ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง

 สานต่อนโยบายถนนปลอดฝุ่นในพื้นที่ชนบท, สนับสนุนเบี้ยยังชีพคนชรา-รักษาพยาบาลฟรี-กองทุนหมู่บ้าน จะทำให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายโดยมีส่วนร่วม ของประชาชน ประกันราคาข้าว เพิ่มผลผลิตให้มีการขายสินค้าทางการเกษตรอย่างเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีกำไร เช่น ยางพารา และการสร้างแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน

ยุทธศาสตร์ ชทพ. "ปฏิรูปการเมือง-เน้นปรองดอง"

 "ปฏิรูปการเมือง-แก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างความเป็นธรรม-ไม่สองมาตรฐาน-สร้างความปรองดองในชาติ" คือ นโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้ง นี้ของ "พรรคชาติไทยพัฒนา" ยุคที่มี "ชุมพล ศิลปอาชา" เป็นหัวหน้า และมี "บิ๊กเติ้ง" บรรหาร ศิลปอาชา ผู้พี่กุมบังเหียนเบื้องหลัง กับเป้าหมายพรรคขนาดกลาง 40-50 ที่นั่ง เพื่อหวังเป็น "พรรคตัวแปร" จัดตั้งรัฐบาล
1.ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

 ชูนโยบายการปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญสร้างความเป็นธรรม "สร้างความปรองดองในชาติ" โดยยึดผลประโยชน์ประเทศชาติและความกินดีอยู่ดีของประชาชน สนับสนุนนโยบายด้านต่างๆ ทั้งด้านเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยวกีฬาและการสาธารณสุข มุ่งเน้นใช้การกีฬาเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ

2.ยุทธศาสตร์ด้านการเมือง

 มุ่งรักษาฐานเสียงเดิมของพรรคชาติไทย คือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 14 จังหวัดภาคใต้ ส่ง ส.ส.ระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อครบ 500 คน เป็นพรรคขนาดกลาง จำนวน ส.ส. 40-50 คน ไม่เป็นศัตรูหรือปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองอื่น จุดยืนของพรรคอยู่ที่สถานการณ์และผลประโยชน์ประเทศชาติ อยู่บนจุดที่ถูกต้องและควรจะเป็น

ยุทธศาสตร์ พผ."รัฐสวัสดิการ-สร้าง

 “เพื่อแผ่นดิน” ปรับนโยบายหวังควบรวมกับพรรครวมชาติพัฒนาของ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แต่ตอนนี้การ "ควบรวม" ยังไม่เกิด จึงต้องงัดยุทธศาสตร์ “รัฐสวัสดิการ” เป็นนโยบายพรรคเป็นจุดขายในการเลือกตั้ง

1.ยุทธศาสตร์ด้านนโยบาย

 กินอยู่ดี ด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดหนี้ สุขภาพดี ด้วยการสร้างสุขภาพมากกว่าซ่อมสุขภาพ ผู้ป่วยต้องเข้าถึงบริการเพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง จัดการศึกษาเข้าถึงและมีมาตรฐาน ครอบครัว ชุมนุมเข้มแข็ง เพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยชีวิต, สิ่งแวดล้อมดี รณรงค์ลดการใช้พลังงาน ราคาพืชผลเกษตรดี ด้วยการพัฒนาระบบชลประทาน ประกันราคาสินค้าเกษตร รู้รักสามัคคี ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่โปร่งใส เอาประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้งศักดิ์ศรีประเทศดี สร้างความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมและค่านิยมไทย สร้างบรรยากาศการค้าการลงทุนในและต่างประเทศ

2.นโยบายฟื้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว

 1.ตั้งหนึ่งตำบลหนึ่งโฮมสเตย์ เพื่อให้ชุมชนตื่นตัวเรื่องการท่องเที่ยว, ส่งเสริมการพำนักระยะยาว เช่น สำหรับผู้เกษียณอายุจากต่างแดน, พัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน



ยุทธศาสตร์ กมม."10นโยบายสู้เลือกตั้ง"

 พรรคเล็กๆ อย่าง "พรรคการเมืองใหม่" จะแจ้งเกิดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ได้หรือไม่ เป็นสิ่งท้าทายยิ่ง แต่ด้วยนโยบายฉีกจากทุกพรรคจะเป็นทางเลือกให้แก่สังคม

http://www.npp.or.th/ 

"10 นโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง"

 1.การปราบปรามคอรัปชั่น 2. ขจัดความเลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคม 3.จัดสวัสดิการสังคมต้องเป็นจริง 4.ต้องหยุดนโยบายขายสมบัติชาติ 5.ประเทศต้องมีอิสรภาพทางเศรษฐกิจ 6.ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตัวเอง ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.หลักนิติธรรมต้องนำหลักนิติรัฐ 8.ต้องปฏิรูปการศึกษามุ่งพัฒนาคุณค่าคน 9.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 10.ต้องปฏิรูปสื่อเพื่อเป็นเครื่องมือปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรม
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มีนาคม 2011, 11:26:17 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #483 เมื่อ: 20 มีนาคม 2011, 08:51:10 AM »

จากมติชนออนไลน์

นโยบายสาธารณะของไทย: ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร

วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:30:30 น.



   

ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา

ความจริงคิดเรื่องการเงินท้องถิ่นมาพักหนึ่งแล้ว โดยคิดว่าปัญหาของท้องถิ่นตอนนี้ได้เงินฟรีจากรัฐบาลที่มาจากภาษีของคนทั่ว ไป ไม่ได้เกิดจากคนในท้องถิ่นโดยตรง ดังนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบของการใช้เงินและการ ตรจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Account Ability) เพราะขณะนี้การตรวจสอบมีความเบาบางและแผ่วบางมาก

 

ขณะนี้ระบบราชการไทยมีเรื่องนี้อยู่น้อย โดยเฉพาะในรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร แม้ในช่วงนั้นคุณทักษิณจะทำให้เกิดคำว่า ประชาธิปไตยกินได้ แต่ก็ยังขาดการตรวจสอบอยู่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตรงนี้ผมอยากให้นำรายได้จากภาษีทรัพย์สินและปลูกสร้างทั้ง หมดยื่นให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ดูแล โดยให้มีการเก็บภาษีออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.เก็บจากการประเมินราคา  2.เก็บจากกำหนดอัตราการประเมิน และ 3.เก็บจากการเดินไปเก็บกับประชาชนหรือการเรียกเก็บ

 

 

ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลกลางดูแลเรื่องการเก็บจากการประเมินและการเก็บแบบ เรียกเก็บ เพราะหากดูจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นใน กทม.แล้วจะมีพฤติกรรมแบบเกาหลังกันไปกันไปมา คนอยู่ในกทม.ก็จะจ่ายเงินให้กับคนที่มาประเมินที่มันเกิดการซูเอี๋ยกัน คล้ายๆ กับว่า มีความทับซ้อนกันของผลประโยชน์ (Conflict  of Interest) ดังนั้นควรให้คนเก็บและคนประเมินเป็นหน่วยงานอิสระที่ลดความทับซ้อนของผล ประโยชน์เสีย โดยอปท.จะต้องกำหนดอัตราใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ เช่น พื้นที่ กทม. คนรวยมากไม่ควรเก็บภาษีได้ต่ำ เป็นต้น


รัฐบาลควรมีมาตราการแรงจูงใจว่า หากท้องถิ่นใดมีความพยายามในการจัดเก็บได้ดี รัฐบาลก็จะแถมให้ โดยหลักการอยากจะเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปกครองตนเอง ทั้งนี้อปท.จะต้องแลกเปลี่ยนกับประชาชนของเขาว่า จะสร้างภาระให้กับประชาชนมากน้อยแค่ไหนและอปท.จะทำงานอะไรให้กับคนในท้องที่ และเพื่ออะไร ถือเป็นการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ เพราะคนเขาใกล้ชิดกันมากกว่าส่วนกลาง

 

 

นอกจากนี้ยังเห็นว่า เรื่องครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญมากเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดและอยากให้นัก วิชาการศึกษาเรื่องครอบครัวให้มากและขอเน้นคำว่า “ครอบครัว” ที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ก็เริ่มการศึกษาวิจัยจากครอบครัว แต่กลับมีงานวิจัยเรื่องนี้อย่างจำกัด โดยปัจจุบันเราบ่นกันมากว่า สังคมไทยเป็นสังคมปัจเจกนิยมมากขึ้น ต้องขอออกตัวว่า ครั้งนี้ไม่มีข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่มีคำถามที่อยากให้คิด

 

 

“ครอบครัว” ถือเป็นชุมชนเล็กๆ ที่สร้างขึ้นโดยสมัครใจหรืออาจจะตัดสินแบบถูกบังคับหรืออะไรก็แล้วแต่ หากมีการศึกษาเรื่องครอบครัวก็จะได้นโยบายอีกหลายอย่างที่รัฐบาลจะต้องส่ง เสริมให้กับครอบครัว โดยทั่วไปสถิติที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดเก็บก็จะเลือกกำหนดการจัดเก็บจาก การกำหนดจากครัวเรือนก่อน จากนั้นจึงจะเก็บข้อมูลครอบครัว นั่นเพราะ “ครอบครัว” ถือเป็นจุดรวมของการบริโภค

 

 

โดยหลักแล้ว “ครอบครัว” มี “ครัวเรือน” อยู่ในนั้น และนิยามของคนว่า “ครัวเรือน” หมายความว่า “คนกินข้าวหม้อเดียวกัน” นั่นจึงเป็นจุดศูนย์รวมของการบริโภคที่มีการแบ่งปันหรือการแชร์กัน ที่เห็นชัดที่สุด คือการแชร์ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ในสมัยก่อนครัวเรือนก็ถือเป็นจุดศูนย์รวมของเกษตรกรรม เพราะการทำเกษตรใช้แรงงานในครอบครัวเป็นเกษตรแบบครัวเรือน มี พ่อ แม่และลูก แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีการจ้างแรงงานนอกครัวเรือนเข้ามาทำงานแทน เพราะลูกไปทำงานต่างจังหวัด

 

 

นอกจากภาคเกษตรกรรมแล้ว หากเราเดินไปร้านโชว์ห่วยต่างๆ เราก็จะพบว่า เป็นกิจการของครอบครัวที่มีคนในครอบครัวเป็นทำ ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายถึง “โสภณพานิช” หรือ “ชินวัตร” แต่หมายถึงครอบครัวในฐานะของการทำกิจการหรือทำงานร่วมกันในครัวเรือน เพราะในกิจการเหล่านี้ก็จะเห็นผู้ผ่องถ่ายทรัพย์สินระหว่างรุ่น เพราะจากข้อมูลที่มีเราพบว่า ครอบครัวไทยกำลังจะไปเป็นครอบครัว 3 รุ่นมากขึ้นเรี่อย ๆ

 

 

หากเราแบ่งอายุคนออกเป็น 3 ช่วงก็จะพบว่า คนอายุระหว่าง 15-20 ปี จะบริโภคมากกว่าผลิต อายุระหว่าง 20-60 ก็จะเป็นผู้ผลิตมากกว่าบริโภค จากนั้นก็จะกลับมาบริโภคมากกว่าผลิตอีก เพราะกำลังหมดแล้ว ดังนั้นทั้ง 3 รุ่นนี้ก็จะมีการผ่องถ่ายกันละกันต่อเนื่อง โดยมีความหวังว่าคนรุ่นกลางจะเป็นผู้สนับสนุนมี อย่างไรก็ตามหากครอบครัวใดมีคนอยู่สามรุ่นด้วยกันก็จะสะดวกด้วยประการทั้ง ปวง เพราะมีคนแก่ช่วยดูแลหลาน

 

 

การที่คนในครอบครัวทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกันก็มีนัยยะทางนโยบาย เพราะถือเป็นระบบ Social Security กันเองในครอบครัว ถือว่าครอบครัวไทยมีระบบนี้ทำงานของมันเองอยู่แล้ว ทุกคนรู้ดี ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยรัฐบาลควรจะใช้หลักนี้เป็นประโยชน์เท่าที่จะเป็นไปได้

 

แต่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาล คือ จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Moral Passive หรือ การเกิดภาวะประชาชนรอเงินจากรัฐบาลอยู่ฝ่ายเดียว โดยเฉพาะนโยบายการดูแลผู้สูงวัย รัฐบาลควรคิดหาวิธี เพราะการจัดการเรื่องนี้ หากรัฐบาลดูแล แล้วลูกก็จะไม่ดูแล หรือบางรายลูกก็ไม่มีความสามารถดูแล ดังนั้นต้องคิดหาวิธีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนกันระหว่างความดูแล ของรัฐและครอบครัว

              
ทั้งนี้โครงสร้างของครอบครัวไม่ได้เกิดจากครอบครัว เป็นตัวตั้งอย่างเดียว บางทีเกิดมาจากผลกระทบมาจากนโยบายของรัฐที่มีอยู่โดยตรง ในบางประเทศเมื่อรัฐให้สวัสดิการสังคมแบบสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่า ลูกกับคนสูงวัยต้องแยกจากกัน โดยสังคมอเมริกันพ่อแม่ก็จะบอกว่า ถ้าลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วกลับมาอยู่บ้านจะถือว่าล้มเหลวในชีวิต ดังนั้นเขาจะให้ออกไปอยู่ข้างนอก เขาต้องการอย่างนั้นและลูกก็พร้อมทำอย่างนั้นเพราะเห็นว่า พ่อแม่ได้รับเงินจากรัฐอยู่แล้ว ถือเป็นการตัดสินใจร่วมกันว่า จะมีโครงสร้างอย่างนั้น

              

 

จึงเป็นคำถามว่า ระบบสวัสดิการทางสังคมที่ผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุนจากคนข้างนอกกับสังคม ไทยแล้วจะดีหรือไม่ และสังคมไทยควรจะทำอย่างไรที่จะให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ได้บอกว่า วิธีนี้ดีที่สุด ส่วนตัวอยากให้ครอบครัวดูแล แต่ก็มีบางครอบครัวที่ลูกทำไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะต้องคิดเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเครื่องมือมาบังคับให้คนอยู่ร่วมกันสามรุ่นในครอบครัว เดียวกัน อีกอย่างการอยู่กันสามรุ่นบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ดังนั้นจึงจะต้องวิเคราะห์ว่าอะไรจะทำได้และอะไรเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาว่า รัฐดูแลมากเกินไป

              

 

นอกจากนี้ยังอยากให้ทำการศึกษาเรื่องการเงินในครัวเรือนว่า สามีภรรยาใช้เงินร่วมกันอย่างไร เพราะส่วนหนึ่งสามีภรรยาใช้เงินร่วมกัน แต่บางคนก็แยกกระเป๋า โดยการศึกษาแบบนี้อาจจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไป เพราะในประเทศญี่ปุ่นเขามีวัฒนธรรมให้ภรรยาเป็นคนถือเงินเกือบทั้งหมด แล้วสามีก็แอบขยักไว้นิดหน่อย เรื่องนี้ท้ายที่สุดจะมีนัยยะต่อนโยบาย

---------------------------------

หมายเหตุ: ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายสาธารณะของไทย:ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร” ภายใต้การวิจัยเรื่อง “สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทย:นัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มีนาคม 2011, 08:53:22 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #484 เมื่อ: 20 มีนาคม 2011, 08:52:47 AM »

จากมติชนออนไลน์

ข่าวร้าย ! 2 ทศวรรษ ประเทศไทย คนรวยมีรายได้สูงกว่าคนจนกว่า 14 เท่า รวยกระจุกจนกระจายเหมือนเดิม

วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15:35:14 น.






   

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่โรงแรมรามาการ์เดนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะหัวข้อ “สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทย :  นัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ”

               
นาย นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นำเสนอผลงานวิจัยหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย” ว่า จากการศึกษาข้อมูลในช่วง 20 ปีพบครอบครัว 6 ประเภท คือ ครอบครัวอยู่คนเดียว 2.4 ล้านครัวเรือน อยู่กับเพื่อนหรือญาติ 0.7 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 1 รุ่น (พ่อแม่ลูก) 3.3 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 2 รุ่น (คน 2 ครอบครัวอยู่ด้วยกัน) 8.0 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 3 รุ่น (3 ครอบครัวอยู่ด้วยกัน) 4.0 ครัวเรือน และครอบครัวแหว่งกลาง (หลานอยู่กับปู่ย่าตายาย)มี 2.3 ล้านครัวเรือน

จากการศึกษาก็พบทั้งข่าวร้ายและข่าวดี แต่น่าสนใจว่ามีตัวเลขของผู้สูงอายุมากขึ้นมาก อีกทั้งครอบครัว 3 ประเภท คือ ครัวเรือนอยู่คนเดียว ครัวเรือน 3  รุ่น ครัวเรือนแหว่งกลางหรือครอบครัวที่หลานอยู่กับปู่ย่าตายายมีจำนวนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการพึ่งพิงระหว่างสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น

               
นาย นิพนธ์ กล่าวว่า น่าสนใจว่าครอบครัวแหว่งกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอีสานและภาคเหนือ เพราะมีการอพยพของแรงงานจากชนบทไปสู่ภาคอื่นทำให้คนอยู่ในกลุ่มแรงงานส่งลูก หลานไปอยู่กับปู่ย่าตายาย น่าสนใจว่าผู้สูงอายุที่เลี้ยงหลานมีอายุต่ำกว่า 65 ปีและพึ่งพิงการดูแลจากภาคอื่น คนกลุ่มนี้มีสัดส่วนได้รับเงินอุดหนุนจากครอบครัวประเภทอื่นถึงร้อยละ 53 โดยมีค่าเฉลี่ยที่ส่งเงินกลับบ้านถึง 4 หมื่นบาทต่อปี

 

 

 

ขณะที่ครัวเรือนประเภทอื่นได้รับเงินอุดหนุนเพียงร้อยละ 12-23 เท่า นั้น ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฎการณ์คนในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ในเมืองอยู่ร่วมกันมาก ขึ้น ทั้งนี้มีเหตุผลที่จะช่วยกันประหยัดรายจ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน เนื่องจากการเช่าบ้านในเมืองใหญ่มีราคาแพง เป็นต้น

 

 

ทั้งนี้มีความน่าสนใจว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นมากแทบทุกด้าน นั่นเพราะขนาดของครัวเรือนเล็กลงทำให้การศึกษาดีขึ้นทั้งในเมืองและชนบท รวมทั้งมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้มีตัวเลขรายได้ต่อหัวของครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่ายต่อหัวและ มีตัวเลขคนจนลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและสาเหตุรองมาจากนโยบายแก้ไข ปัญหาความยากจน เช่น เบี้ยคนชรา โครงการอาหารกลางวัน หลักประกันสุขภาพที่เห็นได้ชัดหลังจากปี 2542 ที่เห็นได้ชัดว่านโยบายนี้ช่วยลดจำนวนคนจนลงเกือบ 7.5 แสน คน ทั้งนี้เห็นได้ชัดว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยดีขึ้นกว่าการเพิ่มจีดี พีเล็กน้อยและอัตราการเพิ่มรายได้ครัวเรือนกับรายได้จีดีพีมีความใกล้เคียง กันหรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย

 

“ในสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงปี 2503-2533 แต่จากการศึกษาพบว่าตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้มีค่อนข้างสูงและมีแนวโน้วขึ้นๆ ลง ๆ ตั้งแต่ปี 2535 แต่หลังจากนั้นความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยก็ยังคงระดับสูงหรือแทบไม่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีข่าวร้ายเรื่องการกระจายรายได้ เพราะยังพบตัวเลขคนรวยยังคงมีรายได้ในระดับสูงหรือสูงกว่าคนจนกว่า  14 เท่า ดังนั้นจึงถือว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดลงเลย เพราะรายได้ยังคงมีการกระจุกเช่นเดิม ถ้ามีการพัฒนาที่ดีจะไม่เป็นอย่างนี้”นายนิพนธ์ กล่าว

     
นอกจากนี้ยังมีปรากฎการณ์ที่สำคัญในการศึกษาที่พบว่า มีผู้เรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ลูกของคนที่เรียนน้อยหรือลูกของคนจนมีโอกาสเรียนต่อ น้อยกว่าลูกในครัวเรือนที่พ่อแม่เรียนสูงหรือฐานะดี นั่นจึงเป็นกระบวนการผลิตซ้ำความยากจน เพราะการศึกษาถือเป็นการยกระดับรายได้ โดยเห็นได้ชัดว่าการศึกษาของพ่อแม่มีผลกระทบต่อการเรียนต่อของลูกมากที่สุด ส่วนคนพิการนั้นก็มีโอกาสเรียนต่อมากขึ้น อย่างไรก็ตามความสำเร็จของคนไทยในการขยายโอกาสทางการศึกษาแทบไม่มี

             
 “ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมาความเสียเปรียบเรื่องการศึกษาในเมืองกับชนบทแทบไม่มี แต่น่าสนใจว่าผู้ชายและหญิงในชนบทมีโอกาสทางการศึกษา แต่ผู้หญิงมีการศึกษามากกว่าผู้ชายทั้งในเมืองและชนบท โดยพบว่าแรงงานไทยมีการศึกษาสูงขึ้น แต่น่ากังวลว่า ผู้มีการศึกษาต่ำส่วนใหญ่ทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่มีรายได้ไม่มั่นคงและ ยังคงรายได้ต่ำ”นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้เป็นข่าวดีว่ามีตัวเลขการออมเพิ่มขึ้น 10-12 เท่า ในช่วงปี 2531-2552 โดยพบว่าครัวเรือนที่เกิดรุ่นหลังมีการออกมากขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ อันเป็นผลมาจาการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

 

 

ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หากมองผลการวิจัยครั้งนี้มีนัยยะเชิงนโยบายที่สามารถปรับใช้เป็นนโยบายทาง สังคม โดยรัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการมีบุตรที่ไม่เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับพ่อแม่ เพื่อลดปัญหาสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ด้วยการมีนโยบายลดหย่อนภาษีรายได้สำหรับผู้มีบุตรในอัตราก้าวหน้าและแม่ที่ ต้องทำงาน รวมทั้งควรสวัสดิการช่วยเหลือการมีบุตรด้วย ส่วนเรื่องการศึกษานั้นควรปรับปรุงเรื่องคุณภาพการศึกษามากกว่าการขยายโอกาส ทางการศึกษาและจัดการการศึกษาที่เหมาะสำหรับนักเรียนยากจนที่ไม่ได้อยู่กับ พ่อแม่หรือพ่อแม่ที่มีการศึกษาต่อ

             
 “จาก การศึกษาครั้งนี้พบว่า โรงเรียนชนบทโดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสมีนักเรียนน้อยลง แต่ขาดแคลนครูดี ดังนั้นรัฐบาลควรมีนโยบายยุบหรือเคลื่อนย้ายครูไปยังตามชนบทหรือไม่”นาย นิพนธ์ กล่าว

             
 นายนิพนธ์  ยัง เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหานโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนว่า การลดความยากจนโดยเฉพาะกลุ่มคนจนดักดานและแรงงานนอกระบบไม่อาจพึ่งการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจหรือการใช้นโยบายสินเชื่อและไม่อาจอาศัยญาติมิตรได้ ดังนั้นบทบาทของรัฐส่วนกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน สำหรับเรื่องการกระจายรายได้ควรอย่างยิ่งที่ต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี ทรัพย์สินที่ดิน หุ้น มรดกและขยายฐานภาษีเงินได้ สำหรับนโยบายผู้สูงอายุนั้นควรให้โอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ รวมถึงเตรียมทรัพยากรด้านดูแลและค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ รวมทั้งควรมีนโยบายด้านสุขภาพจิตด้วย

               
ขณะที่นายอานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับชนบทว่า ช่วง 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในชนบทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชนบทไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวเองได้อีกแล้ว จากการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างชนบทเห็นได้ชัดว่า ชนบทเปลี่ยนแปลงจากโลภาวิวัฒน์และเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบข้ามพรมแดนมากขึ้น ตลาดเสรีมีกลไกที่ไร้พรมแดนมากขึ้น การมองดูเรื่องของโลกาภวิฒน์ไม่อาจจะมองเรื่องการผลิตอย่างเดียวได้ โดยรัฐปล่อยให้ทรัพย์สินส่วนรวมทั้งที่ดิน น้ำ และป่าไม้ กลายเป็นสินค้าและรัฐทำนโยบายการขยายพื้นที่รัฐเหนือพื้นที่ด้วยการออกวาท กรรมเบียดขับให้ชาวนาออกพื้นที่ เช่น การบอกว่า การทำไร่เลื่อนลอยบนเขาไม่ได้ แต่ถ้าปลูกยางพาราในพื้นที่เดียวกันได้ เป็นต้น

         
 นอกจากนี้รัฐยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรรมอาหารขนาดใหญ่ช่วงชิงพื้นที่การเพาะ ปลูกของรายย่อย รวมถึงมีการช่วงชิงและการกีดกันการเข้าถึงที่ดินเกษตรมากขึ้นและพบว่ามีการ ขายโฉนดปลอมเพิ่มมากขึ้น การจัดการทรัพยากรยักย้อนซับซ้อน สนับสนุนการขยายตัวของตลาด ทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจการจัดการทรัพยากรนำมาซึ่งความไม่มั่นคงของการ ดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย ทั้งนี้พบว่าแรงงานภาคเกษตรมีการไหลเข้า-ไหลออก สำหรับคนที่ไหลกลับนั้นเป็นกลุ่มคนที่ออกจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อคืนท้องถิ่น แต่ก็มีการพบว่า การทำเกษตรมีต้นทุนสูงจึงทำให้ตอนนี้แรงงานภาคเกษตรแม้จะเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ก็กลายเป็นแรงงานภาคเกษตร

 

 

“สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนผ่านของคนชนบทในรอบ 20 ปี คือ คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้นำชุมชนรู้จักวิธีการรักษาสิทธิของตัวเองมากขึ้น เขาพยายามอำนาจการต่อรองกับรัฐอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังพบว่า คนในชนบทเข้าใจการเมืองมากขึ้น”นายอานันท์ กล่าว   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #485 เมื่อ: 02 กันยายน 2011, 21:55:54 PM »

ไพศาล” ท้วงรัฐอย่าลดการผลิตอาหาร แต่ต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ชี้เป็นโอกาสทอง

http://www.paisalvision.com/news/2008-12-01-04-43-11/6986-2011-09-02-03-19-51.html 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #486 เมื่อ: 04 กันยายน 2015, 11:05:07 AM »

เทียบหมัดต่อหมัด วิเคราะห์ 2 สไตล์ หม่อมอุ๋ย VS สมคิด !?

http://www.thairath.co.th/content/519658
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 ... 31 32 [33]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!