บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:08:02 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หลังยุคพรรคทุนนายหน้าผัวเมียสามานย์/ทวงคืนสมบัติประชาชน  (อ่าน 7114 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
salt
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 02 มิถุนายน 2007, 04:40:31 AM »

ที่ทุนนายหน้าและสมุนแปลงเอาไปเป็นของมันและพวกพ้อง.....ใครครอบครองหุ้นสมบัติสาธารณที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ......ที่แปลงไปอย่างฉ้อฉลนี้ขอให้ฉิบหายวายป่วงไร้บ้านไร้แผ่นดินจะอยู่อย่างเป็นสุขเจ็ดชั่วโคตร.....


http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=49112


ปริศนาค่าการกลั่น ไทยสมรู้..ต้มไทย [2 มิ.ย. 50 - 16:50]
 
โดนใจคนทั้งประเทศ เมื่อ นางเพ็ญจิตร ปัญญวัณศิริ กับพวก 9 คน ร่วมใจยื่นฟ้องหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและ ปตท. ต่อศาลปกครอง

ประเด็นฟ้อง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการแบกรับภาระค่าน้ำมัน ที่นับวันสูงขึ้น โดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า น้ำมันที่คนไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันแพงขึ้นตามสภาพความเป็นจริงหรือเปล่า

สิ่งที่คณะผู้ยื่นฟ้องและคนไทยทั้งประเทศตั้งข้อสงสัยที่สุดคือค่าการกลั่น...

น้ำมันยิ่งแพง ค่าการกลั่นแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ค่าการตลาด...ให้กันยังไง น้ำมันแพง บริษัทค้าน้ำมันรวย แต่ทำไม ปั๊มถึงได้แข่งกันเจ๊ง

ที่สำคัญค่าการกลั่น ค่าการตลาด มักจะถูกผู้ค้าน้ำมันหยิบยกเป็นข้ออ้างทวงบุญคุณจากประชาชน บีบให้รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันมาโดยตลอด

“ถ้าคิดกันแบบง่ายๆ ความจริงแล้วค่าการกลั่น ค่าการตลาดของธุรกิจน้ำมัน ไม่แตกต่างไปจากธุรกิจผลิตสินค้าอื่นๆแต่อย่างใด”

ดร.สีหศักดิ์ อารีราชการัณย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัทลานนารีซอร์สเซส นักวิชาการปิโตรเลียม ผู้ได้ทุนรัฐบาลไทยเรียนจบปริญญาตรี-โท-เอก ด้านวิศวกรรมปิโตรเลียมโดยตรง...กล่าว

ค่าการกลั่นก็เปรียบได้กับค่าแปรรูปสินค้า แปรรูปอ้อยเป็นน้ำตาล แปรรูปน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป...ต้นทุนในการแปรรูปน้ำมันดิบเป็นเบนซิน เป็นดีเซลมีเท่าไร ค่าการกลั่นก็ควรจะเท่านั้น

ค่าการตลาดก็เช่นกัน ก็เงินเปอร์เซ็นต์ เงินกำไร ที่ทางบริษัทน้ำมันจ่ายให้กับปั๊ม แบบเดียวกับบริษัทผลิตสินค้าอย่างอื่นจ่ายให้กับห้างร้านที่ขายปลีก ให้ผู้บริโภคนั่นแหละ

ฟังคำอธิบายแล้ว ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ไม่เห็นจะแปลกพิสดารตรงไหน เหมือนธุรกิจทั่วไป...แล้วที่มันมีปัญหาวุ่นวายขายปลาช่อน สับสนเสียจนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบนั่นเป็นเพราะอะไร

ดร.สีหศักดิ์ชี้ว่า เป็นเพราะการคิดค่าการกลั่นต่างจากสินค้าอย่างอื่นตรง...

บริษัทน้ำมันคิดมาให้อย่างไร หน่วยราชการไทยเชื่อว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาว่า

“หน่วยราชการไทยไม่มีข้อมูล ไม่มีมาตรฐานในการคิดคำนวณว่าค่ากลั่นน้ำมันที่แท้จริงของโรงกลั่นแต่ละแห่งนั้นมีต้นทุนเท่าไร

น้ำมันดิบกลั่นออกมาเป็นดีเซล เป็นเบนซิน เป็นน้ำมันก๊าด น้ำมันเจ๊ทสำหรับเครื่องบิน เป็นก๊าซแอลพีจี แต่ละตัวมีต้นทุนเท่าไรกันแน่ ตัวเลขที่แท้จริงเราไม่รู้

ตัวเลขที่ผู้ค้าน้ำมันบอกมาเป็นตัวเลขจริง หรือตัวเลขลวง หน่วยราชการไทยที่รับผิดชอบไม่มีตัวเลขมาตรฐานเปรียบเทียบ เพราะที่ผ่านมา ไม่มีการศึกษาวิจัยเรื่องต้นทุนค่าการกลั่นน้ำมันที่แท้จริงเลย”

ที่สำคัญไปกว่านั้น ค่าการกลั่นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้...คิดกันแบบรวบหัวรวบหาง....แล้วมัดมือชก

“เขาคิดแบบซื้อน้ำมันดิบมาในราคาเท่าไร เมื่อกลั่นเสร็จ เอาผลผลิตที่ได้จากการกลั่นทุกอย่างไปเปรียบเทียบกับราคาขายในตลาดโลก ซึ่งก็คือราคาที่สิงคโปร์

ผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ทั้งหมดขายได้ในราคาเท่าไร เอาราคานั้นไปหักลบกับราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่าไรนั้นก็คือ ค่าการกลั่น”

เช่น ซื้อนํ้ามันดิบมาในราคาบาร์เรลละ 60 เหรียญสหรัฐฯ พอนำมากลั่น ผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ทั้งหมดเปรียบเทียบกับราคาในตลาดโลก ณ วันที่กลั่นออกมา สมมติว่า รวมกันแล้วขายได้ 100 เหรียญ

เอา 100 ไปลบ 60...ค่าการกลั่นจะตกบาร์เรลละ 40 เหรียญ ส่วนจะเป็นลิตรละเท่าไรให้เอา 159 หาร...1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร

ฉะนั้น ค่าการกลั่นที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้....ไม่ได้คิดจากต้นทุนที่แท้จริงของการกลั่น

ซ้ำร้าย...ค่าการกลั่นก็ไม่ได้คิดจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ณ วันที่ซื้อมาจริง

ประเด็นนี้ วิศวกรปิโตรเลียมระดับปริญญาเอกอธิบายว่า ปกติแล้วการซื้อน้ำมันดิบมากลั่น ประเทศไทยจะสั่งซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เพราะในละแวกแถวบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย ถูกสิงคโปร์กว้านซื้อไปหมดแล้ว

เราต้องไปซื้อไกล กว่าน้ำมันดิบจะมาถึงโรงกลั่นในบ้านเราจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ฉะนั้น การจะคิดค่า ก็ควรจะต้องคิดจากราคาน้ำมันดิบในวันที่ซื้อจริง

แต่เขากลับคิดราคาต้นทุนน้ำมันดิบ ณ ปัจจุบัน...ที่มักจะแพงกว่า

แม้ผู้ผลิตจะอ้างว่าราคาน้ำมันไม่แน่นอน มีความเสี่ยงสูง มีขึ้นมีลงตลอดเวลาก็ตาม...แต่โดยส่วนใหญ่ราคาปัจจุบันจะแพงมากกว่าราคาในอดีต เพราะมีขึ้นมากกว่าลง

ถ้าลงมากกว่าขึ้น...ราคาน้ำมันต้องลงไปอยู่ต่ำกว่าลิตรละ 20 บาท ไม่ใช่ 30 บาทอย่างนี้

เมื่อเอาราคาน้ำมันดิบปัจจุบันมาคิด ทำให้ตัวเลขที่ทำมาเสนอหน่วยราชการ ค่าการกลั่นจะออกมาต่ำกว่าความเป็นจริง

โชว์ตัวเลขให้พอเชื่อได้ว่า...ฉันไม่ได้เอาเปรียบ

แค่นั้นยังไม่พอ สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้นั่นก็คือ...น้ำมันดิบที่ซื้อมา 1 ลิตร เวลากลั่นแล้วผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีปริมาตรมากกว่า 1 ลิตร

หลายคนอาจจะงง เป็นไปได้ยังไง?

ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ เป็นวิทยาศาสตร์ล้วนๆเหมือนอย่างที่เราเรียนกันมา สสารทุกอย่างในโลกนี้ เมื่อโดนความร้อนแล้วโมเลกุลจะขยายตัว

การกลั่นน้ำมันต้องใช้ความร้อน...ร้อนในระดับที่ ดร.สีหศักดิ์บอกว่า... น้ำมันดิบ 1 ลิตร กลั่นออกแล้วได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 ลิตร

คิดดูก็แล้วกัน การคิดค่าการกลั่นตามสูตรแบบนี้ จะทำให้บริษัทน้ำมันโกยกำไรจากค่าการกลั่นมากมายขนาดไหน

นี่ยังไม่รวมกรณีโรงกลั่นรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า โรงกลั่นโรงไหนจะหยุดซ่อม ซึ่งส่งผลให้น้ำมันสำเร็จรูปขาดตลาด มีราคาแพง โรงกลั่นจะรีบสั่งซื้อน้ำมันดิบมากักตุน รอกลั่นขายตอนน้ำมันสำเร็จรูปแพง ฟันกำไรค่าการกลั่นมโหระทึก

ฟังคำอธิบาย บริษัทค้าน้ำมันฟันกำไรจากค่าการกลั่นมหาศาล แล้วทำไมยังเรียกร้องขอเพิ่มค่าการกลั่นอยู่อีก?

“นี่เป็นเทคนิคพื้นๆของบริษัทค้าน้ำมัน...” ดร.สีหศักดิ์ บอก

“ถึงจะได้ค่าการกลั่นมหาศาล แต่เขามีเทคนิคที่สามารถนำค่าการกลั่นไปซุกไว้ตามที่ต่างๆไม่ให้เราได้รู้ทัน

วงการค้าน้ำมันสามารถนำกำไรจากค่าการกลั่นไปซุกได้ทั้งที่โรงกลั่นที่ จ็อบเบอร์หรือธุรกิจขนส่งน้ำมัน และซุกไว้ที่ปั๊มหรือค่าการตลาด ขึ้นอยู่กับว่า เขาต้องการอะไร

ถ้าอยากได้เงินไปลงทุนสร้างขยายโรงกลั่น ก็จะโชว์ตัวเลขว่าโรงกลั่นมีผลกำไรดี เพื่อจะได้ปั่นหุ้นเอาเงินมาลงทุน ยิ่งสร้างตัวเลขให้รัฐบาลเชื่อว่า ได้ค่าการกลั่นน้อยแล้วรัฐบาลเพิ่มค่าการกลั่นให้ หุ้นก็จะยิ่งพุ่งถล่มทลาย เมื่อได้ดั่งใจก็เอาค่ากลั่นไปซุกไว้ในธุรกิจอื่นเพื่อหากำไรต่อ”

ค่าการตลาดก็เหมือนกัน ดร.สีหศักดิ์ ให้ข้อคิด...ทำไมน้ำมันแต่ละชนิดถึงได้ค่าการตลาดไม่เท่ากัน ทั้งที่ให้เท่ากันก็ได้

เพราะน้ำมันไม่เหมือนสินค้าอย่างอื่นๆ ที่ให้ค่าตลาดไม่เท่ากัน จ่ายให้ มากกว่า เพื่อคนขายได้เชียร์ให้ผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าของตัวเอง

ธุรกิจน้ำมัน...เคยเห็นไหมที่มีเด็กมาเชียร์น้ำมัน เหมือนเชียร์เบียร์

มีไหมที่เด็กปั๊มมาเชียร์คนขับรถให้เติม 95 ดีกว่า 91 หรือเชียร์ให้เติมดีเซลดีกว่าเบนซิน...ไม่มี

เพราะในความจริง รถใช้อะไรก็เติมอย่างนั้น แต่ทำไมบริษัทค้าน้ำมันถึงให้ค่าการตลาดน้ำมันแต่ละชนิดไม่เท่ากัน...เพื่ออะไร?

จะเพื่อสร้างความสับสนงงงวยให้เกิดขึ้นในระบบ และจะได้นำไปเป็นข้ออ้างขอขึ้นราคาไม่จบสิ้นหรือเปล่า?

ในเมื่อค่าการตลาด ค่าการกลั่นเป็นเช่นนี้...เลยมีคำถามว่า หน่วยราชการไทยมีความสามารถที่จะรู้ให้ทันและปรับเปลี่ยนแก้ไขความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่

วิศวกรปิโตรเลียมระดับด็อกเตอร์ บอกเพียงแต่ว่า ธุรกิจน้ำมันมีเงินเป็นแสนๆล้าน มีความสามารถที่จะจ่ายอะไรก็ได้

เลยทำให้นักการเมือง ข้าราชการและคนที่เกี่ยวข้อง อยากแกล้งโง่...มากกว่าอยากฉลาดกันทั้งนั้น

1111111

ดูละกันว่ามันสามานย์แค่ไหน......ต้องให้มันเปิดเผยเจ้าของหุ้น ปตท.และบริษัทในเครือ...เงินเดือนบอร์ดต่างๆ......

อ้างถึง
คิดดูก็แล้วกัน การคิดค่าการกลั่นตามสูตรแบบนี้ จะทำให้บริษัทน้ำมันโกยกำไรจากค่าการกลั่นมากมายขนาดไหน

นี่ยังไม่รวมกรณีโรงกลั่นรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า โรงกลั่นโรงไหนจะหยุดซ่อม ซึ่งส่งผลให้น้ำมันสำเร็จรูปขาดตลาด มีราคาแพง โรงกลั่นจะรีบสั่งซื้อน้ำมันดิบมากักตุน รอกลั่นขายตอนน้ำมันสำเร็จรูปแพง ฟันกำไรค่าการกลั่นมโหระทึก

ฟังคำอธิบาย บริษัทค้าน้ำมันฟันกำไรจากค่าการกลั่นมหาศาล แล้วทำไมยังเรียกร้องขอเพิ่มค่าการกลั่นอยู่อีก?

“นี่เป็นเทคนิคพื้นๆของบริษัทค้าน้ำมัน...” ดร.สีหศักดิ์ บอก

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 มิถุนายน 2007, 04:45:06 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2007, 11:42:08 AM »

จากการเฝ้าจับตามองการเมืองของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่กำลังพัฒนาอยู่นั่นแล้ว...ไม่เปลี่ยนคุณภาพเป็นประเทศพัฒนากะเขาสักที..จนกระทั่งถึงทางตัน....จนประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตที่สุดในวันนี้..จุดใหญ่ใจความก็เพราะ....ประเทศนี้มีนักการเมืองสายพันธุ์ตะกวดมากเกินไป....เกินไปทุกทีจนต้องเกิด....กระบวนการตุลาการภิวัฒน์...แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ จนต้องมี รัฐประหารภิวัฒน์ตามเข้ามากระหนาบ..และคอยคุมเกมพวกตะกวดเหลี่ยมจัด...จนกระทั่งล้างบางตะกวดการเมืองไปได้คอกหนึ่ง.....แต่ปัญหาก็ยังหาได้จบไม่.....เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ตะกวดการเมืองคอกนี้โดยเฉพาะจ่าฝูงหัวโจก ได้ใช้ความช่ำชองทางกฎหมายเจาะไชช่องโหว่หรือไม่ก็ออกกฎหมายมาเอื้ประโยชน์ตนและพวก....แบบศรีธนญชิน
ตอนนี้ก็จะใช้ช่องของตุลาการรัดทำมะนูนเสียงข้างน้อย.....เจาะไชหลุดรอดจากการถูก...ตุลาการภิวัฒน์ลงทัฑ์....ตะวกดทั้งร้อยสิบเด็ดตัว.....ด้วยข้ออ้างทางกฎหมายอาญา ฯลฯ.....ว่าไม่ย้อนหลังข้อกฎหมายอันเป็นโทษ

ก็ดี.....การเมืองภาคพลเมืองจะได้ใช้สถานการณ์การดิ้นรนที่หลีกเลี่ยงการลงวทันในพฤติกรรมตะกวดๆ ของตัวของพวกตะกวดทั้งร้อยสิบเดอ็นตัวนี้ร่วมกะขบวนการตุลาการภิวัฒน์.....วางมาตรฐานและบรรทัดฐานกฎหมายทางการเมืองขึ้นมาให้ให้เป็นนวตกรรมทางข้อกฎหมาย ที่แยกต่างหากออกมาจากกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง......ถ้าเปรียบเส้นขนานที่มีกันหลายๆ เส้น...คดีอาญาเป็นเส้นหนึ่ง คดีแพ่งเป็นเส้นหนึ่ง....คดีการเมืองก็ควรจะเป็นอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีบรรทัดฐานแยกต่างหากในเรื่องหลักของการใช้พิจารณา...โดยเฉพาะ...บรรทัดฐานที่จะต้องกำหนดให้กฎหมายที่จัดการกะพฤติกรรมของนักการเมืองที่กระทำต่อรัฐต่อสังคมต่อประเทศ......มีผลทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต........


11111

"จาตุรนต์"ดับเครื่องชน ยุบ"ทรท.-ตัดสิทธิ5ปี"อยุติธรรม!



หมายเหตุ - นายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย เปิดแถลงข่าวตอบโต้กรณีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 111 คน ที่พรรคไทยรักไทย เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 มิถุนายน



วันนี้จะขอพูดในฐานะประชาชนชั้น 2 ของประเทศ ที่ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนอย่างประชาชนคนไทยแล้ว พูดอีกอย่างคือ ผมมีสิทธิเท่ากับคนต่างด้าวคนหนึ่ง เพราะถ้าสมมุติว่าผมไปในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เขาก็จะรับรองสิทธิเสรีภาพในหลายอย่าง ยกเว้นสิทธิในการเลือกตั้ง คือ ผมกำลังได้รับสิทธิ เสรีภาพเหมือนคนอพยพมาจากต่างประเทศ

สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่ใหญ่มาก และในฐานะที่เป็นนักประชาธิปไตย ก็ไม่อาจยอมรับได้ว่าต้องมาถูกตัดสิทธิอย่างนี้ในข้อหาร่วมล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และพยายามจะได้อำนาจการปกครองมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ได้พยายามเรียกร้องประชาธิปไตย พยายามประคับประคองเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ แล้วก็ถูกมาตัดสินโดยคำสั่งของคณะที่ยึดอำนาจที่ได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และล้มประชาธิปไตยไปกับมือ

ทราบดีว่าขณะนี้พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปแล้ว ไม่มีสมาชิกพรรคไทยรักไทย และยังถูกเพิกถอนสิทธิซึ่งได้เข้าใจสภาพนี้ทุกอย่าง และไม่ประสงค์ที่จะประท้วง ต่อต้าน เคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้า รวมทั้งได้พยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ปัญหา เพราะยังมีหนทางในการต่อสู้ในระบบรัฐสภาโดยสันติวิธี

แต่เนื่องจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านก็ทราบและได้ชี้แจงเองว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล แต่เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งก็มาจากการยึดอำนาจนั่นเอง

ฉะนั้น ประชาชน นักวิชาการ ย่อมมีสิทธิที่จะวิจารณ์คำวินิจฉัยได้ จึงขอใช้สิทธิของพลเมืองในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา

"ผมขอย้ำว่า การที่นักการเมือง 100 กว่าคน ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปีในครั้งนี้ ถือว่าได้รับความอยุติธรรม เนื่องจากได้ยอมรับอำนาจในการสั่งการของผู้ยึดอำนาจ ที่ได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้ยึดอำนาจนี้ได้ออกคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 15 และ 27"

นอกเหนือจากคำสั่งอีกหลายคำสั่ง หรือประกาศหลายๆ ประกาศแล้ว มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 และ 27 ที่มุ่งหวังไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องทำลายล้างพรรคการเมืองที่เขาเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ต่อมาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเจตนาจะต้องการกวาดล้างทำลายล้างพรรคการเมืองนี้


และยังมีความไม่ยุติธรรมจากการตีความว่า ประกาศฉบับนี้ซึ่งมาออกภายหลัง สามารถมีผลย้อนหลังในทางให้โทษแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำการใดๆ ขึ้นก่อนมีประกาศฉบับนี้

ความไม่ยุติธรรมนี้ทำให้สั่นสะเทือนถึงระบบความคิดที่ขัดต่อหลักการสำคัญๆ หลายเรื่อง ได้แก่ การยอมรับอำนาจเผด็จการโดยดุษฎี ทั้งที่อำนาจเผด็จการ คำสั่งของ คปค.นั้น เกิดจากคำสั่งของคนคนเดียว ไม่ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติใดๆ และไม่ได้มีโอกาสนำทูลเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยด้วย จึงถือว่าขัดต่อหลักนิติรัฐ ขาดนิติธรรม

เป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย และขัดต่อหลักการในเรื่องของบุคคลที่ต้องรับโทษจากการกระทำของตนเองเท่านั้น แต่กลับให้บุคคลต้องมารับโทษจากการกระทำของผู้อื่น และขัดต่อหลักการในเรื่องกฎหมายที่มีผลย้อนหลังไปเป็นโทษแก่บุคคล ทำให้เกิดความสับสน เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปอย่างมาก

ที่สำคัญยังสะท้อนให้เห็นว่า สิทธิเสรีภาพที่สำคัญของมนุษย์อยู่ที่สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเท่านั้น ขณะที่สิทธิเสรีภาพทางการเมืองและการเลือกตั้งไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่สำคัญ ทั้งที่นานาอารยประเทศทั่วโลก ถือเป็นสิทธิสำคัญขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

และยังมีความสับสนในเรื่องที่เห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีค่าเท่ากับพระราชบัญญัติทั่วไป ซึ่งขัดต่อความเห็นของนักวิชาการ กฎหมายมหาชนที่เคยศึกษาไว้ ซึ่งขณะนี้ได้เกิดการวิพากษ์ขึ้นแล้ว และเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่หนักหนาสาหัส จนกำลังจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในความเป็นนิติรัฐ

หลักนิติธรรมของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องสำคัญๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ความเป็นนิติรัฐ และความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ

กลุ่มไทยรักไทยอยากเรียกร้องให้มีการศึกษาคำวินิจฉัย ทั้งที่เป็นคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนที่จะเผยแพร่ออกมาในเร็วๆ นี้อย่างจริงจัง และควรจะเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ประชาชนและนักวิชาการสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรี

สิ่งที่กลุ่มจะทำต่อไปคือ การรวบรวมคำวินิจฉัยส่วนกลางและส่วนบุคคลให้เป็นรูปเล่มที่สะดวก ง่ายต่อการหยิบใช้ และเราจะทำการส่งให้คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงนักศึกษากฎหมายที่เป็นคนไทยในต่างประเทศ โดยจะจัดทำฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่แอบอ้างว่าเป็นคำแปลของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

โดยจะส่งคำแปลดังกล่าวให้องค์กรต่างๆ ทั่วโลก เช่น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในประเทศที่พัฒนา ศาลสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของโลก องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาของระบบพรรคการเมืองของโลก เพื่อหวังว่าจะทำให้เกิดการศึกษาอย่างจริงจัง และจะได้มีการเผยแพร่ผลการศึกษา อันจะเป็นความรู้กลับเข้ามาสู่สังคมไทย

ที่ทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าขณะนี้สังคมไทยมีปัญหาสับสนอย่างมาก ควรรีบสร้างองค์ความรู้ และทำความเข้าใจให้ตรงกันโดยเร็วในเรื่องสำคัญๆ ประมาณ 4-5 เรื่อง

คือ เรื่องความเป็นนิติรัฐ ความหมายของนิติรัฐและนิติธรรม หลักกฎหมายทั่วไป พื้นฐานเรื่องความหมายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

ความหมายของพรรคการเมือง ความสำคัญของพรรคการเมือง และเหตุความจำเป็นกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาของการยุบพรรคการเมือง ซึ่งต้องการให้มีการศึกษากันครั้งใหญ่ว่า สังคมไทยต้องการปกครองระบอบอะไรกันแน่ ยังต้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และถ้าต้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ความหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่

"ส่วนเรื่องถวายฎีกาเป็นสิทธิส่วนบุคคลในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทย ผมไม่สามารถพูดแทนท่านอื่นได้ เพราะเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่สำหรับผมไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหาของตนเองด้วยการถวายฎีกา"

ส่วนช่องทางในการอุทธรณ์คำวินิจฉัยที่เคยให้ความเห็นหนึ่งว่า คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ใช่ ถือเป็นการสิ้นสุด อาจจะอุทธรณ์ได้ ที่พูดเพื่อให้บรรยากาศที่ประชาชนไม่พอใจคำวินิจฉัยผ่อนคลายลง แต่มาวันนี้ที่ได้ฟังความเห็นหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากสำนักงานศาลยุติธรรม จึงเห็นว่าไม่น่าจะมีช่องทางและความเป็นไปได้ในการอุทธรณ์คดีนี้แล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีการดำเนินการในการอุทธรณ์คดีนี้ต่อไป

สำหรับเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม น่าจะเป็นความคิดริเริ่มที่ดีต่อบ้านเมือง แต่ผมยังไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านจะตั้งใจจริง ขอย้ำว่าผมยังเห็นว่ามีช่องทางในการทำให้เกิดความยุติธรรมกลับคืนมา ซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป

แต่วิธีการที่จะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมานั้น เราจะไม่ขอร้องให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม และถ้าจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เราจะขอแสดงความเห็นหรือขอทราบหลักการ เหตุผลที่ชัดเจนว่า ถ้าหากจะเป็นการนิรโทษกรรมเนื่องจากเห็นว่าเราได้กระทำความผิด หมายถึงคนส่วนใหญ่ใน 111 คน ได้กระทำความผิด แต่จะยกโทษให้หรือนิรโทษให้เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ก็ขอบอกล่วงหน้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับหลักเหตุผลอย่างนี้ เพราะยังถือว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้กระทำความผิด และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ จึงไม่อาจยอมรับได้ว่า ถ้าใครจะมาบอกว่าผมได้กระทำผิดแล้ว และจะยกโทษให้

ทั้งนี้ ขอให้คำนึงถึงเกียรติ ศักดิ์ศรี ของความเป็นคนไทยคนหนึ่ง และความเป็นนักประชาธิปไตย ที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดชีวิต จะให้ผมยอมรับว่าไปทำการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้น ไม่ยอมรับแน่นอน

ฉะนั้นจะไม่ขอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนถ้าท่านจะไปทำกัน ก็ขอทราบเหตุผลและจะได้แสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม และต้องชมเชยว่าเป็นความริเริ่มที่ดีในทางสร้างสรรค์

ส่วนทางออกที่ผมเห็นว่าจะทวงความเป็นธรรมหรือทำให้เราได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมกลับคืนมาได้ คือการออกพระราชบัญญัติแก้ประกาศ คปค. 2 ฉบับ โดยมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ

1.ยกเลิกเนื้อหาสาระของประกาศทั้ง 2 ฉบับนี้ หรือ 2.ถ้ายังต้องการคงเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค ในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ ก็ควรจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจนว่า ข้อความนั้น เนื้อหาสาระนั้น หรือการที่จะให้โทษนั้นไม่มีผลย้อนหลังต่อการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนประกาศ คปค. 2 ฉบับ

"ที่เสนอนี้ไม่ได้เกิดจากการขอความเมตตา สงสาร แต่เป็นเรื่องการยืนยันหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ที่เป็นสากล ฉะนั้นหากมีการแก้ โดยออกกฎหมายเพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประกาศ คปค. 2 ฉบับดังกล่าว พวกผมก็จะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา"

หน้า 2

11111111111


หมายถึงต้องสร้างหลักนิติรรมที่เป็นสากลขึ้นมาใหม่ และคนไทยมีสิทธิที่จะเริ่มต้นอะไรที่เป็นนวตกรรมโดยไม่จำเป็นต้องเดินตามหลักการหลักเกณฑ์ของพวกฝรั่งตาน้ำข้าวหรือต่างชาติชาติไหนๆ เท่านั้น...เพราะถ้าเดินตามนั้นแน่แน...ก็เข้าทางตีนใอ้พวกตะกวดการเมืองยุคดิจิตอลและนักวิชาการทาสทฤษฏีฝรั่งตาน้ำข้าว.....ว่ามะ?

ก็อย่างที่บอกตุลาการจะต้องภิวัฒน์ต่อให้ครอบคลุมข้อกฎหมายที่ใอ้พวกเนติบริกรและตะกวดการเมือง...มันใช้..มาสอนประชาชนให้ชั่ว สอนลูกให้ชั่ว....สอนผัวสอนเมียให้ชั่ว.....


จำไว้...เกิดเป็นคนจงอย่าชั่ว.....ตุลาการจะต้องภวัฒน์ไปให้ครอบคลุม....และปิดและอุด...ฯลฯ ช่องโหว่ทางกฎหมาย.....โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่จะใช้กับตะกวดการเมือง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 มิถุนายน 2007, 11:45:04 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 18 มิถุนายน 2007, 06:54:52 AM »

หายนะและวอดวายเจ็ดชั่วโคตร

ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

อนาคตของการเมืองบนท้องถนน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ในขณะที่สื่อและคนกรุงเทพฯ (ลูกค้ารายใหญ่ของสื่อ) วิตกกังวลกับการชุมนุมที่ถูกเรียกว่า "ม็อบ" ถึงกับบางคนเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินจัดการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านที่จะนะกำลังวิตกกังวลกับการวางท่อก๊าซจากโรงแยกก๊าซไปป้อนโรงไฟฟ้าจะนะ เพราะแนววางท่อพาดผ่านกลางหมู่บ้านป่างาม

การเคลื่อนไหวต่อต้านการวางท่อก๊าซของชาวบ้านที่จะนะดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเล็กน้อย เมื่อเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ส่งหนังสือลงวันที่ 16 พ.ค.2550 ไปถึงผู้อำนวยการบริษัทการปิโตรเลียม จำกัด ขอความร่วมมือระงับการวางท่อก๊าซชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งกับชาวบ้าน

แต่บริษัทดังกล่าวก็ยังคงวางท่อก๊าซต่อไปตามเดิม โดยไม่ได้ใส่ใจต่อคำขอร้องของ กอ.รมน.ภาค 4 แต่อย่างใด (ผมไม่ทราบว่ามีการตอบจดหมายหรือไม่ด้วยซ้ำ) ฉะนั้นความวิตกกังวลของชาวบ้านจึงเพิ่มทวีขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็มีผู้มีอิทธิพลประจำถิ่นที่รับจ้างบริษัทการปิโตรเลียม รักษาความปลอดภัยตามแนวท่อก๊าซ ช่วยคุ้มครองการทำงานวางท่อของบริษัท และยังมีโทรศัพท์ข่มขู่แกนนำชาวบ้านหลายคนจากมือลึกลับอื่นๆ

สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นจนอาจเกิดการปะทะกันได้ ลือกันว่าชายฉกรรจ์นอกพื้นที่จำนวน 40 คนถูกว่าจ้างให้ลุยชาวบ้านกลุ่มคัดค้านท่อก๊าซ

บริษัทการปิโตรเลียม จำกัด คือใคร เขาคือ ปตท.เจ้าเก่านั่นเอง แต่เป็น ปตท.ที่ได้นำเข้าไปขายในตลาดแล้ว โดยไม่ได้แยกทรัพย์สินส่วนที่เป็นของชาติออกไปจากทรัพย์สินของบริษัทด้วย ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ผลกำไรส่วนหนึ่ง (ซึ่งไม่เล็ก) ของบริษัทย่อมตกเป็นของต่างชาติผู้ถือหุ้น เช่นใน พ.ศ.2548 21% ของเงินปันผลของเครือบริษัทจ่ายให้แก่ต่างชาติ เฉพาะงวดครึ่งปีนี้ก็จ่ายให้แก่ต่างชาติร่วม 2,000 ล้านบาทไปแล้ว

อันที่จริงชาวบ้านจะนะได้เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านโครงการแยกก๊าซเพื่อป้อนให้มาเลเซียมานานหลายปี และหลายรัฐบาลมาแล้ว ปัญหานี้เคยถูกนำเข้าพิจารณาในวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่อำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถทำให้ฝ่ายบริหารทบทวนโครงการได้ อีกทั้งไม่ได้แรงหนุนจากสภาผู้แทนราษฎรด้วย

ด้วยเหตุดังนั้นชาวบ้านจึงจำเป็นต้องใช้การเมืองบนท้องถนนสืบมาเป็นเวลานาน

ปัญหาประเภทเดียวกันนี้ทั่วประเทศไทย ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐสภา ชาวบ้านจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้การเมืองบนท้องถนน เพื่อสื่อความต้องการของตนให้เป็นที่รับรู้ของสังคม รวมทั้งต่อรองให้ฝ่ายบริหารทบทวนโครงการ

แน่นอนว่า ระบบราชการยิ่งไม่คิดว่าตัวมีหน้าที่สะท้อนปัญหาของชาวบ้านขึ้นไปสู่ระดับสูง นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่สิ่งที่ราชการจะท้วงติง แม้แต่ท้วงติงภายในระบบก็ตาม (อย่าลืมว่า หวยบนดินซึ่งถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ผิดกฎหมายนั้น ดำเนินการมาเกือบ 4 ปี โดยไม่มีสุภาพบุรุษท่านใดในคณะกรรมการนั้นสะกิด-คือบอกอย่างไม่เป็นทางการ-ให้รัฐบาลรู้เลยว่าผิดกฎหมาย จนกระทั่งรัฐบาลนั้นถูกรัฐประหารไปแล้ว)

นี่เป็นปัญหาในระบบการเมืองของไทย ใหญ่กว่าปัญหาการซื้อเสียงเสียอีก ซึ่งไม่มีวันที่เทวดาอันจุติมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดจะเข้าใจได้ และไม่เคยถูกนำมาเป็นประเด็นในการ "ปฏิรูปการเมือง" เลย

ในตัวระบบการเมืองเอง จึงผลักดันให้เกิดการเมืองบนท้องถนนอยู่แล้ว ไม่ว่าเทวดาและคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จะชอบหรือไม่ก็ตาม

เพราะแท้ที่จริงแล้ว การเมืองบนท้องถนนเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองในระบบอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อใดที่คนกลุ่มใดรู้สึกว่าตัวไม่มีตัวแทนสำหรับส่งเสียงความต้องการของตนบนเวทีการเมือง เขาย่อมต้องส่งเสียงเองเป็นธรรมดา ทั้งนี้รวมทั้งคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ด้วย

"ม็อบ" (ถ้าจะเรียกอย่างนั้น) ครองพื้นที่ส่วนใหญ่บนเวทีการเมืองมาก่อนหน้าการรัฐประหาร เพราะความเดือดเนื้อร้อนใจของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ (ไม่ว่าจะเพื่อส่วนตัวหรือส่วนรวม) ไม่อาจสะท้อนผ่านระบบการเมืองในปลายสมัยทักษิณได้ หรืออย่างได้ผล

เช่นเดียวกับ "ม็อบ" สนามหลวงในทุกวันนี้ ก็เพราะไม่มีองค์กรใดในระบบการเมืองที่จะสะท้อนความคิดความต้องการของประชาชนฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร จึงเป็นธรรมดาที่ต้องใช้การเมืองบนท้องถนน

การเมืองบนท้องถนนจึงเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่ใครๆ ก็ใช้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านซึ่งไม่มีพื้นที่การเมืองของตนเอง หรือคนชั้นกลางซึ่งครอบครองพื้นที่สื่อไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และทำให้การเมืองบนท้องถนนของคนชั้นกลางครอบครองพื้นที่ทางการเมืองได้กว้างขวาง

ฉะนั้น จึงคาดเดาได้เลยว่า ความขัดแย้งใดๆ ก็ตามในสังคมไทยปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะใช้ท้องถนนเป็นเวทีต่อรองกัน แม้แต่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่น่าจะทำให้ความขัดแย้งเลื่อนขึ้นไปอยู่ในระบบการเมืองที่เป็นทางการ เพราะระบบการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จะมีคนจำนวนมากมองเห็นว่าขาดสิทธิธรรม (legitimacy) ที่จะสร้างอำนาจตามกฎหมายใดๆ ขึ้นมาได้

การเมืองบนท้องถนนซึ่งจะมีหนาตาขึ้น จะทำให้รัฐบาล (ทั้งรัฐบาลปัจจุบัน+คมช.และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในภายหน้า) หวั่นไหวต่อการสูญเสียอำนาจที่ยึดกุมมาได้ (ผ่านปืนหรือหีบบัตรเลือกตั้ง) จนกระทั่งไม่มีความสนใจเหลืออยู่ที่จะแก้ปัญหาของประชาชนระดับล่าง การเมืองบนท้องถนนของคนระดับล่างยิ่งน่ารำคาญ เพราะมาซ้ำเติมความเพลี่ยงพล้ำของอำนาจซึ่งถูกการเมืองของคนชั้นกลางเขย่า

ฉะนั้น รัฐบาลจึงจะปล่อยให้อิทธิพลในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นนายทุนใหญ่ที่ร่วมมือกับอิทธิพลท้องถิ่น หรือโครงการขนาดใหญ่ของเอกชนและรัฐว่าจ้างอิทธิพลท้องถิ่น ให้เข้ามาจัดการกับการเมืองบนท้องถนนด้วยความรุนแรง อย่างที่ชาวบ้านจะนะกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

ทำอะไรก็ได้ ขอแต่ให้ท้องถนนปลอดจากการเมืองไปเท่านั้น

จึงอาจคาดเดาได้ว่า การเมืองระดับล่างในสังคมไทยจะใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลกลางไม่มีสมรรถภาพจะจัดการอะไรได้ อย่างเดียวกับที่เกิดกับคุณเจริญ วัดอักษร, และนักอนุรักษ์ท้องถิ่นอีกหลายสิบชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับการเมืองบนท้องถนน ในการต่อรองกับกลุ่มทุนและรัฐ

ความพยายามที่จะทำให้ชาวบ้านต้องใช้การเมืองบนท้องถนนน้อยลง คือการออกกฎหมายสภาชุมชน กฎหมายนี้ไม่ได้ให้อำนาจอะไรแก่ประชาชนมากไปกว่าอำนาจในการตรวจสอบ ซึ่งทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ เป็นไปอย่างมีความหมายมากขึ้น แต่ราชการไม่พร้อมที่จะให้ประชาชนตรวจสอบ มหาดไทยจึงเป็นหัวหอกที่จะขัดขวางมิให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมาใช้

และดูเหมือนหัวหน้ารัฐบาลเองก็หวังเพียงการประนีประนอม มากกว่าการให้อำนาจตรวจสอบแก่ประชาชนจริง ฉะนั้น เมื่อร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมา ก็คงออกมาในรูปของการตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ราชการต้องรับผิดชอบ (account for) การกระทำของตนเองต่อประชาชนต่อไป

สรุปก็คือระหว่างสภาชุมชนและการเมืองบนท้องถนน อาจเป็นได้ว่าอำนาจรัฐในปัจจุบันจะเลือกการเมืองบนท้องถนนต่อไป

หน้า 6<


ฟฟฟฟฟ

เพราะมาซ้ำเติมความเพลี่ยงพล้ำของอำนาจซึ่งถูกการเมืองของคนชั้นกลางเขย่า

งงงงงง
หึหึหึ
ไม่มีบทความบทไหนของอีตาด๊อกกกกคนนี้จะไม่เสียดสีหรือกระแนะกรแหนชนชั้นกลาง?......ไม่รุผูกใจเจ็บอะไรกันนักกันหนากะชนชั้นนี้?ฮืม?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มิถุนายน 2007, 06:58:03 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 มิถุนายน 2007, 08:20:34 AM »

โคตรโกง กฟภ. 3 พัน ล.โผล่! "พชร"บี้เอาผิด กม.น้องแม้ว
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 17 มิถุนายน 2550 22:00 น.
 
 
       อัปยศผลงานทักษิณและเครือญาติทยอยโผล่ตามรัฐวิสาหกิจ ล่าสุดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคป่วนจากโครงการติดตั้งคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ฯ มูลค่า 3 พันล้าน ใช้การไม่ได้-ส่งมอบไม่ทัน เผย "พชร ยุติธรรมดำรง" ในฐานะประธานบอร์ดตรวจสอบ กฟภ.ตามเจอก่อนบี้ให้เอาผิดทางกฎหมาย "พอร์ทัลเน็ท" บริษัทน้องทักษิณ พ่วงด้วยพันธมิตรอย่าง Consortium SPIFS ,ไอบีเอ็มและซีเมนส์ แต่ยังไม่คืบ คนในทนไม่ไหวแฉผู้บริหารไม่คิดค่าปรับกรณีล่าช้า แถมดองเรื่องทำงบ กฟภ.ค้างเติ่ง
       
       รายงานข่าวระบุว่า นายพชร ยุติธรรมดำรง ประธานกรรมการตรวจสอบ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ทำหนังสือถึง นายพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมการฯ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับเอกชนที่ชนะประมูลโครงการคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก เนื่องจากยังมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา งานโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามสัญญา
       
       "กฟภ.ต้องจัดการทั้งเรื่องการบริหารสัญญา การเรียกเก็บค่าปรับต่างๆ การพิจารณาผู้รับจ้างที่ทำสัญญากับ กฟภ.ว่ามีแบล็คลิสต์หรือไม่ การติดตามคดีที่ขาดอายุความ งานทั้งหมดที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ ทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงของสำนักงานกฎหมาย ที่ควรจะนำไปจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงหรือทำให้ กฟภ.ไม่มีความเสี่ยงด้านกฎหมายต่อไป" นายพชรระบุเอาไว้ชัดเจนในหนังสือที่ทำถึงนายพงศ์โพยม
       
       ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลด้วยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความเสี่ยงจากการประชุมคณะกรรมการการบริหารความเสี่ยง เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ที่ประชุมได้พิจารณาในเรื่องต่างๆ โดยมีมติให้รายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบทราบ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้รับทราบผลการประชุม
       
       นอกจากโครงการคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลักแล้ว ยังมีผลการสอบทานการดำเนินงานตามแผนบริหารความเสี่ยง ระดับองค์กร ปี 2549 สิ้นสุดไตรมาส 4 และการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลและสูนย์สำรองข้อมูลของ กฟภ. จากการเยี่ยมชม Complete Secure Facility Data Center ที่ Cyberjaya ประเทศมาเลเซีย
       
       สำหรับรายละเอียดการตรวจสอบโครงการคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก มูลค่าโครงการ 3 พันล้านบาท คณะกรรมการตรวจสอบพบว่า ยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามสัญญา และมีการขอขยายระยะเวลาสัญญา นั้น กฟภ. ควรจะต้องพิจารณาว่าผู้รับจ้างมีขีดความสามารถในการดำเนินการหรือไม่ รวมถึงความสามัคคีของผู้รับจ้างด้วย เนื่องจากเป็น Consortium โดยมีบริษัทที่รับผิดชอบดำเนินการร่วมกัน ในส่วนของการพิจารณาว่าจะขยายระยะเวลาสัญญาหรือไม่ กฟภ. จะต้องพิจารณาด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้วระบบงานนี้สามารถที่จะใช้กับงานของ กฟภ. ได้หรือไม่ และผู้รับจ้างมีขีดความสามรถในการดำเนินงานให้สำเร็จหรือไม่
       
       ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้รับจ้างมีความสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ จึงจะพิจารณาขยายระยะเวลาให้ กฟภ. จะต้องของสงวนสิทธิในการดำเนินงานให้เป็นไปตามสัญญา หรือหากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้รับจ้างไม่มีความสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ กฟภ. จะต้องสงวนสิทธิในการจะยกเลิกสัญญาด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะขยายระยะเวลากันไปเรื่อยๆ โครงการก็จะไม่แล้วเสร็จ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับ กฟภ.
       
       ประธานกรรมการตรวจสอบยังเห็นควรให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ นำรายงานทั้งหมดนี้เสนอผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อพิจารณาสั่งการให้ผู้รับผิดชอบโครงการฯ สรุปปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมด้วยว่า ความล่าช้าของระบบดังกล่าว ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จทั้งหมด นั้น ส่งผลกระทบต่อระบบการใช้งานอย่างไร และผลกระทบดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายถึงขณะนี้ในเรื่องอะไรบ้าง อย่างไร กฟภ. มีแนวทางหรือวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร แล้วนำเสนอคณะกรรมการ กฟภ. เพื่อพิจารณาให้ความเห็น เนื่องจากหากไม่ติดตามหรือไม่ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจนจะเกิดความเสียหายกับ กฟภ. ได้
       
       ทั้งนี้ ข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยคณะกรรมการตรวจสอบของ กฟภ. พ.ศ. 2547 คณะกรรมการ กฟภ. มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานรายงานทางการเงิน รายงานทางการบริหาร ผลการดำเนินงาน รายการที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีและนโยบายที่คณะกรรมการ กฟภ.กำหนด ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบมีความรับผิดชอบต่อคณะกรรมการ กฟภ. โดยตรง
       
       แหล่งข่าว กฟภ.เปิดเผยว่า แม้นายพชรจะส่งหนังสือไปตั้งแต่เดือน เม.ย.แต่ถึงขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่คืบหน้า เนื่องจาก นายไมตรี ลักษณโกเศศ รองผู้ว่าฯ กฟภ. ซึ่งทำหน้าที่ผู้ว่าฯ เพิกเฉย ที่สำคัญเลยสัญญาส่งมอบมาแล้วตั้งแต่ มี.ค.ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการคิดค่าปรับเอกชนที่ประมูลโครงการ ขณะที่งบบัญชีการเงินก็ยังรับรองไม่ได้
       
       "ผู้ว่าฯ กฟภ. คือนายประเจิด สุขแก้ว เพิกเฉยจนเกษียณอายุในเดือน พ.ค. มาถึงนายไมตรที่รักษาการแทน ไม่ยอมจัดการ รวมทั้งนายพงศ์โพยมซึ่งเป็นประธาน กฟภ. ก็ไม่สนใจ กฟภ.วันนี้กำลังปั่นป่วน" แหล่งข่าวกล่าวและว่า ปัญหานี้ผิดตั้งแต่ต้นที่ไปเลือกบริษัทพอร์ทัลเน็ทของนางมณฑาทิพย์ (โกวิทย์เจริญกุล) ชินวัตร และพวก เข้ามา ขณะนั้นมีพนักงานต่อต้านและเรียกร้องให้มีการประมูลอย่างโปร่งใสแต่ผู้บริหารและคณะกรรมการ กฟภ.ไม่รับฟัง สร้างปัญหามาถึงวันนี้

 
aaaaaa

ใอ้ชั่วตัวไหนอย่าลักไก่แปรง กฟผ./เข้าตลาดห้นนะเมิ-ง
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2007, 17:21:37 PM »

ครม.เห็นชอบร่าง ก.ม.กำกับการแปรรูป รสก.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มิถุนายน 2550 15:59 น.
 
 
       นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.กำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูป รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการแปรรูป เพราะจะควบคุมดูแลทุกขั้นตอนในการกระจายหุ้น โดยจะกำหนดเงื่อนไขในกฎหมายอย่างชัดเจนว่า หากรัฐวิสาหกิจใด ที่เข้าข่ายในกลุ่มให้บริการพื้นฐานที่จำเป็น และผูกขาด เช่น ธุรกิจประปา ไฟฟ้า จะไม่แปรรูป รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการด้านสุขภาพ หรือธุรกิจที่สร้างปัญหาต่อสังคม เช่น โรงงานยาสูบ สำนักงานสลากฯ ก็จะไม่แปรรูป เช่นกัน
        ส่วนรัฐวิสาหกิจใด ที่ ครม. เห็นชอบแปรรูปในอนาคต จะต้องคืนทรัพย์สิน และอำนาจสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้แก่รัฐ โดยไม่สามารถโอนไปยังบริษัทที่แปรรูป หรือบริษัทลูกได้ แต่สามารถใช้บริการในทรัพย์สินดังกล่าวได้ แต่จะต้องจ่ายค่าเช่า ค่าธรรมเนียมให้แก่รัฐ โดยกฎหมายนี้ จะครอบคลุมไปถึงบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ หากจะกระจายหุ้นฯ จะต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วย โดยหลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว ทางรัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา จากนั้นจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาปลายเดือน กรกฎาคมนี้

 
 
 
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2007, 03:33:37 AM »

ล้อมคอก!รสก.ซิกแซกแปรรูป
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 19 มิถุนายน 2550 19:40 น.
 
 
       วานนี้ (19 มิ.ย.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่าง พ.ร.บ.การกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือ ร่างพ.ร.บ.กำกับการแปรรูป ที่ตั้งขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจพ.ศ.2542 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
        นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรม- การนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะทำให้การกำกับดูแลและพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เป็นไปในเชิงบูรณาการและก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นกฎหมายกลางสำหรับการแปรรูปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจไปจนถึงการกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งการดำเนินงานทุกขั้นตอน จะต้องเปิดเผยและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ และมีกระบวนการรายงานต่อรัฐสภา
        นายอารีพงศ์กล่าวว่า กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกรัฐวิสาหกิจเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป จะต้องมีมูลค่าทรัพย์สินเกินกว่า 2,000 ล้านบาท และจะไม่มีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการะคุณ โดยจะให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไป ด้วยวิธีการจัดสรรแบบขั้นบันได หรือโดยวิธีการอื่นซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสำคัญแก่ผู้จองซื้อหุ้นจำนวนน้อย และห้ามมิให้ผู้ใดถือหุ้นของบริษัทที่แปลงสภาพเกินกว่า 5%
        นอกจากนี้ กรอบของกฎหมายกำหนดให้ การแปรรูปจะต้องไม่โอนอำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรืออำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ฯลฯ หรืออำนาจอื่นใดที่เป็นอำนาจมหาชน หรือสิทธิพิเศษที่มีอยู่ในรัฐวิสาหกิจนั้นไปให้แก่กิจการที่แปรรูปเป็นบริษัท โดยสิทธิพิเศษนี้หมายรวมถึงการได้รับยกเว้นไม่ต้องให้อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร
        กระบวนการแปรรูปตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการ 3 คณะประกอบด้วย 1.คณะกรรมการนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่เสนอแนวทางและหลักเกณฑ์การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เหมาะสม และกำกับดูแลกิจการของรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปโดยทั่วไป
        2. คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี มีปลัดที่มีอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูปเป็นประธาน และผู้แทนองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเข้ามาคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่กำหนดรายละเอียดการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจและการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่จะแปรรูป 3. คณะกรรมการกระจายหุ้น ทำหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการกระจายหุ้น และราคาหุ้นที่จะจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป
        ในการจัดทำ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังครอบคลุมถึงกรณีที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องการจัดตั้งบริษัทลูกหรือนิติบุคคลอื่นใดเพื่อประกอบกิจการขึ้นแทนตนเอง กิจการนั้นจะต้องไม่เป็นการประกอบกิจการซึ่งโดยสภาพของกิจการหรือการลงทุนทำให้ไม่มีการแข่งขันในตลาด หรือกิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีผลเสียต่อสุขภาพอนามัยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องไม่มีการโอนอำนาจมหาชนหรือสิทธิพิเศษอื่นใดไปให้บริษัทลูกที่จัดตั้ง นอกจากนี้ การกระจายหุ้นของบริษัทลูกที่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตาม ร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วย
        "การแปลงสภาพไปเป็นบริษัทจำกัดของบริษัทลูกก็เข้าข่ายการแปรรูปชนิดหนึ่งด้วย เพื่อป้องกันรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคตั้งบริษัทลูกไปทำธุรกิจแล้วรัฐวิสาหกิจแม่กลายเป็นโฮลดิ้ง เช่น สายส่งไฟฟ้า หรือ ท่อส่งประปา ห้ามแปรรูป รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการด้านสุขภาพ หรือธุรกิจที่สร้างปัญหาต่อสังคม เช่น โรงงานยาสูบ สำนักงานสลากฯ"
        นายอารีพงศ์กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมายใน 30 วัน และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ภายใน 45 วัน และ คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2550 ทั้งนี้ ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ หากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลทำให้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ถูกยกเลิกทันที ซึ่งแม้จะไม่มีผลดำเนินงานกับรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพและจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว แต่จะมีผลกับการกระจายหุ้นครั้งใหม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการในหมวดว่าด้วยการกระจายหุ้นของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพไปแล้วในอดีต แต่ยังไม่มีการกระจายหุ้น ก็ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้เช่นกัน
       
       สรส.ยื่นนายกฯ ระงับ
       
       บ่ายวานนี้ (19 มิ.ย.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัม-พันธ์ (สรส.) ได้รวมตัวกันประมาณ 30 คน ยื่นหนังสือถึง
       พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ผ่านทางศูนย์รับร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ ครม.ระงับการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว เพราะเห็นว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการขายสมบัติประชาชนให้กับนายทุน
        นอกจากนี้ สรส.ยังเสนอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ อย่างไม่มีเงื่อนไข รวมทั้งแนวคิดในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้วย เนื่องจากมีบทเรียนที่ผ่านมา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ปตท. ทำให้หุ้นตกไปอยู่ในมือของนักการเมือง การแปรรูป กฟผ. มีปัญหาศาลปกครองตัดสินให้ยกเลิกการแปรรูป ดังนั้นจึงเสนอให้รัฐบาลยุติแนวคิดในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะจะสวนทางกับที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อสาธารณชนและสนช.

 
ฟฟฟฟฟฟ

ต้องออกกฎหมายปกป้องกิจการสาธารณูปโภค กิจการพลังงาน ฯลฯ ที่เป็นเส้นเลือดแดงใหญ่ของประเทศจากการงาบอย่างถูกกฎหมายของตะกวดเอกชน...พรรคการเมืองภาคพลเมืองจะมีนดยบายตรงนี้ ป้องกันทรัพย์สมบัติชาติออกเสียจากกลไกการงาบโลกของพวกทุนข้ามชาติสามานย์ ที่มีทุนนายหน้าในประเทศและพวกเอี้ยพวกตะกวดการเมืองตะกวดข้าราชการในประเทศเป็นมือเป็นเท้ากระทำการขับเคลื่อนเอาทรัพย์สมบัติชาติประเคนให้ทุนข้ามชาติ....อย่างที่อย่างที่สาปแช่งใครถือห้น ปตท. สมัติสาธารณะบนความทุกข์ยากของประชาชน..ใอ้พวกสาดดดดนารก.......เคยเติมน้ำมันหกร้อนตอนี้ต้องเติมเป็นพัน...เพราะต้องแบกกำไรของให้พวกถือห้น ปตท. ชาติชั่ว....แหม...กำไรสองแสนล้านใอ้พวกจางไล...ขอให้ครอบครัวใดที่ถือหุ้น ปตท.รวมทั้งห้นบริษัทที่เกี่ยวเนื่องจงฉิบหายวายป่วงเจ็ดชั่วโคตร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 มิถุนายน 2007, 03:36:36 AM โดย salt » บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2007, 11:55:53 AM »

 
บอกให้ปิดช่องงาบสมบัติชาติ.....ไอ้จางไล...สามานย์จางไลกันไม่เลิก.....

โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ


ว่าแต่ “แม้ว” โกงชาติ ขิงแก่เป็นเอง ออกกฎหมายขายชาติ
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 มิถุนายน 2550 05:35 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

 
 
 
  ว่าแต่ “แม้ว” โกงชาติขิงแก่เป็นเอง ออกกฎหมายแปรรูปทั้งโคตรสาธารณูปโภคไทย ผช.โฆษกเผย “ฉลองภพ-สมเกียรติ ทีดีอาร์ไอ” อยู่เบื้องหลังกฎหมายขายชาติ อึ้ง!!! ตอบไม่ถูกเหตุไม่มีหลักประกันถูกการเมืองแทรก
       
       นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่า หลักเกณฑ์ที่ออกมานี้เป็นการกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาภายใต้การดูตรวจสอบอย่างละเอียดจากนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง โดยมีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เป็นผู้ช่วยยกร่าง โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะกำหนดชัดเจนในเรื่องการกระจายหุ้นที่ไม่จะไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง รวมถึงยังจะเพิ่มหลักเกณฑ์ต่างเพื่อทำให้การแปรรูปมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหลักเกณฑ์ที่จะไม่ทำให้เกิดการผูกขาด เพราะจะทำให้การแข่งขันที่เป็นธรรม
       
       เมื่อถามว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีวิเคราะห์กันหรือไม่ว่า หากมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะทำให้เกิดการต่อต้านจากภาคประชาชนเหมือนรัฐบาลที่แล้ว นายโชติชัย กล่าวว่า ได้มีการหารือเช่นกัน แต่คิดว่าแนวทางและหลักเกณฑ์ที่เขียนขึ้นนี้มีความรัดกุมพอสมควร เพราะมีคณะกรรมการกลั่นกรองหลายชั้น อีกทั้งมีการคานอำนาจและการถ่วงดุลอยู่ในตัวเอง
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทีมงานโฆษกรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ว่ามีหลักประกันอะไรที่จะไม่ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการกระจายหุ้นและการผูกขาดได้ โดยทีมงานโฆษกรัฐบาลได้แต่นิ่งเงียบและค้นเอกสารอยู่นาน จนกระทั่งนายโชติชัยตอบคำถามว่า เท่าที่สัมผัสผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนายฉลองภพ และนายสมเกียรติ ต่างมีความตั้งใจดีและเขียนกฎหมายอย่างรัดกุมที่สุดแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะพิจารณาเพิ่มเติมหรือปรับแก้กฎหมายฉบับนี้อย่างไรหรือไม่
       
       สำหรับคำถามที่ว่า หากร่าง พ.ร.บ.นี้ประกาศใช้เท่ากับว่าการแปรรูป กฟผ.จะยังต่อไปใช้หรือไม่ ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามดังกล่าวว่า เข้าใจว่าการแปรรูป กฟผ.ก็อยู่ใน พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้ พ.ร.ฎ.การแปรรูป กฟผ.ได้ล้มเลิกไป ซึ่งต้องพิจารณาว่า กฟผ.อยู่ใน พ.ร.บ.นี้ด้วยหรือไม่
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวมีทั้งหมด 36 มาตรา โดยมีสาระสำคัญว่า รัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูปนั้นจะต้องเป็นกิจการที่มีลักษณะที่เป็นการค้าและให้บริการทั่วไป กิจการที่เป็นการจัดทำและให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน และกิจการซึ่งโดยสภาพของกิจการหรือการลงทุนทำให้มีผู้ประกอบการได้น้อยรายในตลาด การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจึงต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกว่ากิจการใดของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูปได้ แต่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ที่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจปัจจุบันนั้น กำหนดเพียงหลักเกณฑ์การแปรรูปให้เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด โดยการเปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นทุนของบริษัทที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด
       
       ทั้งนี้ยังมีสาระสำคัญอีกว่า โดยมิได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการพิจารณาว่ากิจการใดของรัฐวิสาหกิจที่จะสามารถแปรรูปได้ และมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ ในการกระจายหุ้นแก่ประชาชนหรือบุคคลใดๆ ตลอดจนหลักเกณฑ์อื่นที่จำเป็นในการแปรรูป เป็นต้นว่า การศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของการแปรรูป การกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลในกิจการที่มีการแปรรูป การรับฟังความเห็นจากประชาชน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการแปรรูป การกระจายหุ้นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นจากการแปรรูปแก่ประชาชนหรือบุคคลใดๆ และการแยกสิทธิพิเศษและอำนาจมหาชนออกจากบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปรรูปเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในกิจการที่มีการแปรรูป
       
       “เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ชัดเจน อันจะทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และคุ้มครองสิทธิผู้บริษัทจึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้” เอกสารระบุ
 
1111111111
 นายฉลองภพ และนายสมเกียรติ ต่างมีความตั้งใจดีและเขียนกฎหมายอย่างรัดกุมที่สุดแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะพิจารณาเพิ่มเติมหรือปรับแก้กฎหมายฉบับนี้อย่างไรหรือไม่
1111111111
ตั้งใจดี......ใอ้พวกจางไลเอ้ย...? ทำไมต้องเร่งออก กม...แปรรูป ทำไมไม่ยกเลิก ถูกประชาชนต้านจนต้องระเห็จออกไปเร่ร่อนตัวหนึ่งแล้ว.....ยังมาเร่งแปรรูปอีกใอ้จางไล...เลิกไปเลยกฎหมายขายชาติ...ขอสาปแช่ง.....

 โกรธ โกรธ โกรธ โกรธ
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2009, 11:21:05 AM »

ขุดกระทู้เก่า....ค่ะ
บันทึกการเข้า
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2010, 07:23:44 AM »

เชิญส่งหลักฐานร่วมฟ้องทวงคืนหุ้น ปตท. 
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2553 20:13 น.
 
 
       นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงความคืบหน้าการฟ้อง ปตท.กรณีการกระจายหุ้นให้เอกชนอย่างไม่เป็นธรรม ว่า ขณะนี้รายชื่อประชาชนที่ประสงค์จะยื่นฟ้องที่ส่งเข้ามามีจำนวนมากแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบปรากฏว่า ประชาชนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ที่เคยจองหุ้น ปตท. ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ที่เคยจองหุ้น ปตท.และยินดีที่จะร่วมฟ้อง ให้ส่งหลักฐาน ชื่อ ที่อยู่ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมหลักฐานการจองหุ้น หรือเช็กที่จ่ายไปในการจองหุ้น ไปที่โทรสารหมายเลข 0 2513 0135-6 เพื่อที่จะรีบฟ้องให้เสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
       
 
 
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2010, 07:26:07 AM »

แล้วเรียกคืนหุ้นทั้งหมด......
บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!