บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:11:35 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิเวศประชาธรรมกับการศึกษาของไทย  (อ่าน 11430 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 21 มิถุนายน 2007, 10:35:17 AM »

ได้รับข้อมูลอันหนึ่งเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา  ดูแล้วน่าตกใจ

การสอบความรู้ฯ   ม.รัฐ   ม.เอกชน   ผลรวม
1/2547               79.33   26.99                49.88
2/2547               96.33   39.34                47.71
3/2547               84.14   36.61                74.44
1/2548               66.88   30.00                46.68
2/2548               65.85   26.42                 37.41
3/2548               76.80   30.16                 67.31
1/2549               71.11   97.13                 56.63
2/2549               60.34   26.47                 38.75
3/2549               19.20   13.70                 15.10
1/2550               64.50   13.90                  49.10

เปอร์เซ็นต์การสอบผ่านการทดสอบความรู้ผู้ขอขึ้นทะเบียน
รวบรวมโดยศูนย์สอบความรู้ผู้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ สภาเภสัชกรรม

ทำน่าสงสัยว่าในขณะที่การศึกษาของเรามีคนจบปริญญาตรี ปริญญาโทเพิ่มขึ้นทุกวัน   แต่ที่มีคุณภาพได้เกณฑ์มาตรฐานนั้นจะมีสักเท่าไร
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2007, 20:08:17 PM »

ทำไมเวลานี้สถาบันการศึกษาต่างๆ จึงพากันเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยแบบผสมที่สอนทุกสาขาวิชารวมกัน
ทั้งที่สถาบันราชภัฏควรจะกลับไปเป็นวิทยาลัยครูที่ทำหน้าที่ผลิตครูที่มีคุณภาพด้านต่างๆ ให้กับสังคม
สถาบันราชมงคลก็ควรกลับไปเป็นวิทยาลัยเทคนิค
แม่โจ้ ก็ควรเน้นกลับไปสอนด้านการเกษตร
โรงเรียนการช่างชาย การช่างสตรีก็น่าจะฟื้นคืน   
จะได้เน้นกันชัดๆ ว่าสถาบันต่างๆ เหล่านี้จะสอนอะไร   ส่วนมหาวิทยาลัยแบบผสมก็ปล่อยเขาไป
เพราะแนวโน้มทั้งปัจจุบันและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตจะมีความต้องการผู้มีความรู้สายวิชาชีพมากขึ้น
อีกทั้งผู้มีความชำนาญในสาขาวิชาชีพหางานได้ง่าย  และทำเงินได้มากกว่าจบจากมหาวิทยาลัย
การศึกษาจึงต้องจัดให้มีการเรียนการสอนที่แตกต่างกันตามความถนัดและความต้องการของตลาดแรงงาน
ไม่ใช่ผลิตคนมาเป็นพิมพ์เดียวกัน จนปริญญาตรี ปริญญาโทเต็มบ้านเต็มเมือง  แต่ทำอะไรไม่ได้หรือไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน
ใครจะมองเห็นปัญหาตรงนี้
พรรคการเมืองใดจะกล้าเสนอ
บันทึกการเข้า
salt
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2007, 21:54:46 PM »

โธ่...ลุงแสนก็.....ก็พรรคกระยาจก..ของเราไง.....จะสร้างพรรคนี้ยังไง โดยไม่ต้องพึ่ง "นายทุนสามานย์" พึ่งแต่นายทุนที่ดีๆ ไม่สามานย์หรือสามานย์น้อยหน่อย.....แล้วก็งบประมาณแผ่นดิน......ขณะเดียวกันก็เปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมคู่ขนานไปด้วย.......ตอนนี้ ส.กานต์-พ่อบ้าน ของป้าซอท์ล กะลังลงโปรแกรมติดปีกให้เวบ 2519me2NTOctober มีโปรแกรมที่แปลงไฟล์เพลงใหญ่ๆ ให้เป็นไฟล์เล้กๆ กะลังเรียนรู้ ตอนนี้ทนโหลดสิบถึงยี่สิบนาทีไปก่อนละกัน


ต้องการคนร่วมวง ไดอะเล็กติก-เพื่อสังเคราะห์ ไอเดียเกี่ยวกับรูปธรรมทางทฤษฎี ของพรรคการเมืองภาคพลเมืองที่เราคุยๆ กันมาอ่ะ...ว่าทำไงมันจึงจะแปรเป็นการปฏิบัติได้...ก็คงต้องปล่อยให้ใครมันหัวร่อเยาะไปก่อนอ่ะนะ.....ตอนนี้ไปคุยกะใครก็อาจจะหัวร่อก๊าก...ว่าคิดการใหญ่..แต่ตัวเองยังเอาไม่รอดจะไปคิดเรื่องพรรคเรื่องบ้านเรื่องเมือง....../เพราะที่ผ่านมาสังคมไทยมันสงวนพื้นที่การเมืองของประเทสไว้ให้แต่พวกตะกวดการเมืองเท่านั้น.......โอ้ย บ่ อยากบ่น..บ่นแล้วยาว...........ปล่อยให้พวกตะกวดการเมืองมันเดินตามแนวเก่าๆ ...ทุน..ซื้อขาย...ใอ้พวกหอกหัก......ถ้าพวกเราไม่เริ่มคิดทำอะไรเลย..ใอ้พวกนี้..มันก็นำพาประเทศไปส่วังวนอุบาทเดิมๆ อีกนั่นแหละ....เผลอๆมันจะนำพาบ้านเมืองของเราเข้าสู่สงครามกลางเมืองเอาเสียด้วย...โดยที่เราซึ่งเป็นพลเมืองที่ติดแผ่นดิน..ไม่สามารถจะอพยพไปตั้งรกรากต่างประเทศอย่างพวกมันที่ไปซื้อหฤคาสห์อยู่ที่เมืองไอ้ชั่วอังกฤษและที่ไหนๆ ทั่วมุมโลกไว้เป็นทางหนีทางไล่ของพวกมันหมดแล้ว ก็เหลือแต่เรา...แต่เราและลูกหลานของเรา..ใอ้สากกะเบือไข่แม้วดำนั่นใอ้ฉิบหายก็มีบ้านที่อังกิดบ่ใช่ก๊ะ......ฉะนั้นขอผองเราจงกระย่องกะแย่งลุกขึ้นทำอะไรจริงๆ จังๆ สักอย่าง.....ฉันต้องการ สักสามสี่คน..จม.น้อยเบอร์โทร..มา(ของลุงแสนฉันมีแล้ว-เพราะถ้าไม่สมัครใจหรือทนเสียงไหม้หูของฉันไม่ได้ฉันก็ไม่อยากคุยด้วยอ่ะ...ตอนนี้ก็ได้แล้วคนหนึ่ง-ไม่บอกว่าใคร-จนกว่าจะมาร่วมแก๊งกันก่อนอ่ะ-ฉันเหมือนเล่น...แต่เอาจริงนะ-เพราะถ้าการเมืองมันสามานย์หรือจางไลกันฉันก็ทำเรื่องออทิสติกไม่ได้)....จะใช้เวลากลางคืนเสียงตามสาย..กลางวันต้องทำงานวุ้ย..ทำสวนดูลูกกวาดบ้านถูบ้าน......ไม่เล่นนะเอาจริง....../คุยกะใอ้พวกร่นพี่เหมือนในอดีตไม่ได้แล้ว เขาไม่คุยด้วย....เพราะบักเหลี่ยมทีเดียวเชียวเพื่อนพ้องน้องพี่ต้องแตกหน่อแยกกอกันไปหมด..ไอ้จางไล(ขอด่า..ใอ้พวกตะกวดการเมืองทั้งหลายให้การก่นด่าประนามสาปแช่งพวกตะกวดการเมืองเป็นเรื่องปกติธรรมดา-จนกว่าพวกมันจะสูญพันธุ์)......ที่บ้านป้าซอท์ลเองก็แตกออกเป็นสองพวก....ฯลฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มิถุนายน 2007, 22:11:06 PM โดย salt » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 10:53:26 AM »

ขอเริ่มใหม่
สงสัยว่าในขณะที่มีการเสนอว่าให้ขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปถึงระดับมัธยมปลาย  กระทั่งถึงระดับปริญญาตรี
เรามีความต้องการพิมพ์เด็กทุกคนให้ออกมาเหมือนกันหมดหรือไม่ ?
บันทึกการเข้า
CHAT2536
Newbie
*
กระทู้: 61


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 11:32:41 AM »

ต้องปรับปรุงคุณภาพครูก่อนครับ   เด็กฉลาดโดยตัวเองอยู่แล้ว  ต้องการคนชี้ทางที่ได้เรื่องได้ราวเท่านั้น  เด็กๆก็วิ่งฉิวแล้ว

            ถ้าดีพรรคไหนเสนอพรรคไหนเสนอนโยบาย  ยุบกระทรวงศึกษาทิ้งซะ  ผมจะเลือกพร้อมช่วยหาเสียงด้วย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 14:00:00 PM »

เอาอย่างนั้นเลยเหรอครับ  เจ๋ง

ทุกวันนี้ก็ยังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าไม่ควรอัดความรู้แก่เด็กมากเกินไป   ควรให้ความรู้สมแก่วัย  ต้องให้มีเวลาได้เล่นหรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างเพื่อเด็กจะได้เติบโตอย่างสมบูรณ์    อันนี้ก็เห็นเหมือนกันทุกคน  ไม่มีใครค้าน

แต่เอาเข้าจริง   การกวดวิชายังเป็นไปอย่างดุเดือด   โรงเรียนกวดวิชามีอยู่ทุกหัวระแหง   เด็กไม่เพียงแต่เรียนในชั้นเรียน  แล้วก็ยังมีเรียนเสริมตอนเย็น (เรียนเสริมหมายถึงเรียนเพิ่มนะครับไม่ใช่แค่พาทำการบ้านอย่างยุคของเรา)   แล้วก็มีเรียนต่อภาคค่ำภาคกลางคืน   เรียนเสาร์อาทิตย์   อาจารย์บางท่านยังกล่าวว่าเดี๋ยวนี้ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยลดลงมาสอนถึงชั้นมัธยมต้นแล้ว    ไม่รู้จะเร่งเรียนไปอะไรกันนักหนา

ผู้ปกครองเด็กคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าพาลูกไปกวดวิชาที่โรงเรียนคณิตศาสตร์แห่งหนึ่ง  ปรากฏว่าเขาใช้วิธีให้เด็กทำแต่โจทย์ซ้ำๆ กันเป็นประจำทุกวัน   ทำจนคล่อง  ทำจนเด็กเห็นโจทย์ก็แทบจะบอกคำตอบได้  วิธีนี้ดูเหมือนดี   แต่ทำไปทำไม

ผู้ปกครองอีกจำนวนหนึ่งพาลูกหนีความแออัดของชั้นเรียนปกติ   ไปอยู่ชั้นเรียนอิงลิชโปรแกรมที่แพงกว่าหลักสูตรปกติถึง 3 เท่า    แทนที่จะรู้สึกว่าดีที่เรียนตามแบบฝรั่งและห้องเรียนก็ไม่แออัด    กลับรู้สึกว่าลูกตัวเองได้เรียนน้อยกว่าภาคปกติ (หมายถึงวิชาอย่างคณิตศาสตร์  สังคม นะครับ)  สุดท้ายก็ต้องเอาลูกไปเรียนวิชาคณิตศาสตร์  สังคม ที่โรงเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียนหรือวันเสาร์อาทิตย์อีก   แบบนี้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว    กระแสความกลัวลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ไม่ได้   กลัวจะเรียนไม่ทันลูกคนอื่น  กลายเป็นกระแสครอบงำที่นับวันมีแต่จะมากขึ้นๆ ทุกที
บันทึกการเข้า
unred
Jr. Member
**
กระทู้: 159


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 20:22:25 PM »

อันดับแรกขออย่าด่าแบบหยาบคายและเสียดสีกัน(เหมือนใครบางคนที่คุณแสยใชยว่า................)
ข้อสองไม่ได้มาวิวาทะกับใครมาเพียงแต่เสนอสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่
บังเอิญหลังจากการถูกหักหลังจากลูกป้าใหญ่และครอบครัว(พวกจังหวัดน่านคงรู้จักกันดี)
ผมก็ได้ เข้าไปสอนเด็กๆในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง
สอนทางด้านวิทยาศาสตร์
กลับมีความรู้สึกเหมือนกับคุณCHAT2536
ที่ต้องปรับปรุง"คุณภาพครูก่อน"
ในส่วนตัวผมนะครับคือสภาพชีวิตและความเป็นอยู่
เพราะไอ้สิ่งที่คุณแสยไชยนำเสนอ ผมมองว่าไม่เข้าใจสภาพครูเลยนี่คือประเด็นแรกที่ผมสัมผัสมาและอยากนำเสนอ
ประเด็นที่สองเรื่องการกวดวิชาเพราะอย่าให้ลูกตัวเองเก่งมันเป็นเพราะอะไร
ผมนั้งอ่านหลักสูตร แล้วก็บ่นว่า"สอนไม่ครบนิหว่า"แล้วก็มีเสียงที่คัดค้านคำพูดผมว่า
"ไม่จริง ไม่ยอมสอนมากกว่า"เพราะจะได้ไปกวดวิชาหรือเรียนพิเศษ

บันทึกการเข้า
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 20:28:00 PM »

ต้องปรับปรุงคุณภาพครูก่อนครับ   เด็กฉลาดโดยตัวเองอยู่แล้ว  ต้องการคนชี้ทางที่ได้เรื่องได้ราวเท่านั้น  เด็กๆก็วิ่งฉิวแล้ว

            ถ้าดีพรรคไหนเสนอพรรคไหนเสนอนโยบาย  ยุบกระทรวงศึกษาทิ้งซะ  ผมจะเลือกพร้อมช่วยหาเสียงด้วย

สำหรับผม ถ้าพรรคไหนไม่มีปิยะสวัสดิ์(ยุบกระทรวงพลังงาน)ผมเลือกพรรคนั้น

แถมอีกกระทรวง
กระทรวงเกษตรควรยุบด้วย
บันทึกการเข้า
unred
Jr. Member
**
กระทู้: 159


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 20:45:42 PM »

"เรามีความต้องการพิมพ์เด็กทุกคนให้ออกมาเหมือนกันหมดหรือไม่ ?"
คำตอบสำหรับผมคงไม่ใช่
แต่ผมยอมสอน"วิทยาศาสตร์"เพื่อให้เขารู้จักการใช้ความคิด
จากเด็กๆที่ไม่กล้าพูดผ่านไปสองเดือน กลายเป็นเด็กที่กล้าแสดงความคิดเห็น
กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยและกล้าสนับสนุนในความคิดของตัวเอง
(แต่ไม่ได้บอกนะว่าผิดหรือถูก)

"ทุกวันนี้ก็ยังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าไม่ควรอัดความรู้แก่เด็กมากเกินไป   ควรให้ความรู้สมแก่วัย "
พอดีอาจารย์ทางศิลปะ ให้ทำโมบาย เวลาลมพัดดังกรุ๊งกริ๋งผมเอามาสอนเรือง"โมเมน"
ผมเอารถเด็กเล่นสองคันซื้อตามตลาดนัดคันละยี่สิบบาท น้ำหนักต่างกันวิ่งมาชนกันเอามาสอนเด็กเรื่อง"โมเมนตั้ม"
เด็กๆเข้าใจ เอตรงนี่เกิดวัยไปหรือป่าว

สอนเรื่องกฎของOHMเกี่ยวข้องกับ อสมการต้องแว๊บไปสอนคณิตศาสตร์เด็กป.6
เด็กๆก็เข้าใจเรื่องการแปรผันตรง
ยังมีอีกแค่เทียนเล่มเดียว เมื่อจุดมันขื้นมาเด็กๆยังถามถึงสถานะของสสาร
สงสัยเด็กไม่เล็กอย่าที่คุณแสยไชยนำเสนอหรือป่าวครับ





บันทึกการเข้า
unred
Jr. Member
**
กระทู้: 159


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 21:11:09 PM »

"ผู้ปกครองเด็กคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าพาลูกไปกวดวิชาที่โรงเรียนคณิตศาสตร์แห่งหนึ่ง  ปรากฏว่าเขาใช้วิธีให้เด็กทำแต่โจทย์ซ้ำๆ กันเป็นประจำทุกวัน   ทำจนคล่อง  ทำจนเด็กเห็นโจทย์ก็แทบจะบอกคำตอบได้     แต่ทำไปทำไม"

"วิธีนี้ดูเหมือนดี "อยากถามกลับไปก่อนนะครับเพื่อการแลกเปลี่ยนว่า "ดูเหมือนจะดีแล้วมันไม่ดีตรงไหนในการศึกษาเรียนรู้"นี่เป็นคำถามแรก

ส่วนคำถามที่สอง "ถ้าไม่ดีจริง"ผมยอมรับได้แล้วมีวิธีการอื่น อีกไหมครับที่ดีกว่าและทำให้เด็กแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์
เพราะผมอยากเรียนรู้เพิ่มเติม
ประเด็นที่สาม"แต่ทำไปทำไม"ประเด็นนี้ คงต้องถามผู้ปกครองเด็กท่านนั้นว่า ส่งไปเรียนทำไมหรือไม่ก็ คงต้องให้ การศึกษาในระดับรูปการจิตสำนึกแก่สังคม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กันยายน 2007, 20:28:42 PM โดย unred » บันทึกการเข้า
unred
Jr. Member
**
กระทู้: 159


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 06 กันยายน 2007, 21:12:54 PM »

ไม่รู้สึกว่าต่างกันที่ตรงไหนครับ
เชิญอภิปรายต่อเลย
คงไม่เข้าใจคำพูดคุณแสนไชย ขออภัยด้วยครับ
บันทึกการเข้า
CHAT2536
Newbie
*
กระทู้: 61


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 07 กันยายน 2007, 09:47:54 AM »

ประเด็นเรื่องการศึกษาของลูกบังเกิดเกล้าทั้งหลายเป็นเรื่องใหญ่   ผมละท้อใจกับการศึกษาไทยจริง   พาณิชย์กันทั้งนั้น   ต้องกวดวิชาซ้ำกับวิชาที่เรียนในโรงเรียนเพราะครูสอนไม่รู้เรื่อง(ระดับมัธยมของรัฐ)   ส่วนประถมคุณภาพครูก็แย่มาก  วิชาสิ่งแวดล้อม  ให้เด็กหาหนอนแล้วเลี้ยงแล้วไปส่งครู   ไม่รู้เป้าหมายมันอยู่ตรงไหน   ทำไมไอ้ครูมันไม่หาหนอนมาให้เด็กดูวะ  ไอ้คนอยู่คอนโดทำไงหาได้ไหม   ผู้ปกครองกลับบ้านดึกจะหาได้อย่างไร  กลุ้ม
บันทึกการเข้า
Red Sun
Hero Member
*****
กระทู้: 1453



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 07 กันยายน 2007, 10:25:36 AM »

ใช่ครับ  คุณภาพบุคคลากร ที่เป็นครู  ผู้สอนให้เด็กมีความรู้ ตกต่ำอย่างยิ่ง

เมื่อวานลูกเล่าให้ฟังว่า  ครูสอนภาษาอังกฤษ  อ่านคำว่า คาเฟ่  Cafe   ว่า เคฟ

สงสัยจะเป็นครูด้านกลับมากกว่า  คือแสดงให้ดูว่า  การขาดความรอบรู้นั้นเป็นอย่างไร

ได้แต่บอกลูกไปว่า  อย่าไปดูหมิ่นครูเขานะ  คำนี้เขาอาจจะไม่รู้  แต่ยังมีเรื่องอื่น ที่ครูเขารู้มากกว่าหนูแน่ๆ
ค้นหาดูก็แล้วกัน

บันทึกการเข้า
คนภูเรือ
Sr. Member
****
กระทู้: 847

สวัสดีครับมิตรสหาย.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 07 กันยายน 2007, 10:28:59 AM »



ชมเชยวิธีคิดวิธีสอนลูกของลุงเรดมากๆ ยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิ้มเท่ห์
สังคมเราถ้าได้คนอย่างลุงสักสิบเปอร์เซนต์
ก้าวไปโลดแล้วครับ
บันทึกการเข้า

ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศชาติ
arunprapa_w
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #14 เมื่อ: 07 กันยายน 2007, 12:04:00 PM »


 วิชาสิ่งแวดล้อม  ให้เด็กหาหนอนแล้วเลี้ยงแล้วไปส่งครู   ไม่รู้เป้าหมายมันอยู่ตรงไหน   ทำไมไอ้ครูมันไม่หาหนอนมาให้เด็กดูวะ  ไอ้คนอยู่คอนโดทำไงหาได้ไหม   ผู้ปกครองกลับบ้านดึกจะหาได้อย่างไร  กลุ้ม

คุณ CHAT2536 ควรหาโอกาสเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง และนำเสนอปัญหาดังกล่าวสิคะ
เพื่อหาแนวทางจัดการ การเรียนการสอนร่วมกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง
จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกนะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!