บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:29:31 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิเวศประชาธรรมกับการศึกษาของไทย  (อ่าน 11433 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
unred
Jr. Member
**
กระทู้: 159


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 07 กันยายน 2007, 20:27:10 PM »

อ่านๆดูแล้วคงเริ่มที่ผู้สอน
เห็นด้วยครับ
เคยอ่านข้อคิดเห็นของเด็ก(ที่เป็นส่วนน้อยของสังคมไทย)เลยขอเอามาฝากไว้ตรงนี้(บางส่วน)

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2548 09:11 น.

คุยกับ 2 เจ้าของเหรียญเงินฟิสิกส์โอลิมปิกว่าที่นักวิทย์ "วุฒิวัฒน์ - รณชัย" คนแรกเตรียมจะบินลัดฟ้าไปเรียนฟิสิกส์ที่อังกฤษพฤหัสนี้ ลั่นวาจาหากได้เป็นนายกฯ จะทำให้การศึกษาดีขึ้น

“แรงจูงมีอะไรบ้างละครับ เงินก็น้อย รัฐบาลก็ไม่สนับสนุน ผมพูดความจริงไม่ต้องกลัวใคร รัฐบาลไม่สนับสนุน เป็นมาแล้วก็เหมือนกับว่าชาวบ้านก็ไม่เข้าใจว่า เออนี่ เราจะส่งมันไปเรียนสูงๆ ทำไม กลับมาก็ไม่ได้ช่วยประเทศเลย

นอกจากนี้วุฒิวัฒน์มองว่าความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องจักรวาลของนักวิทยาศาสตร์นั้นเหมือนการตั้งคำถาม "ตายแล้วไปไหน" ที่คนเราอยากรู้อดีตเพื่อจะทำนายอนาคต และหาหนทางที่จะมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุด พยายามที่ฝืนธรรมชาติแม้จะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วก็ฝืนไม่ได้อยู่ดี แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยหรือสวดมนต์อ้อนวอนขออย่างเดียว พร้อมกันนั้นเขายังมองว่าพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกันที่สุดท้ายต้องกลับมารวมกันอยู่ดี
       
       "เราไม่ได้กลัวว่าเราฝืนธรรมชาติไม่ได้ แต่เรากลัวว่าเราไม่ได้พยายามที่จะฝืนธรรมชาติ สิ่งนี้ทำให้เราได้คิด เป็นจิตวิทยา คนเราอยากเอาชนะ อยากทำอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อเราก็เพื่อรุ่นต่อๆ ไป เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เราไม่สูญพันธุ์ คือเป็นเหตุผลทางชีววิทยาเลยครับ เกิดมาเพื่อสร้างรุ่นใหม่ เป็นการพัฒนาอารยธรรมให้คนรุ่นใหม่ โอกาสที่จะพัฒนาก็มีขึ้นเรื่อยๆ" วุฒิวัฒน์กล่าว

นี่เป็นความคิดของเด็กม.6( ในปีพศ.นั้น)

ส่วนอีกคนแม้พ่อปูทางให้รักวิทย์ด้วยการพันสายไฟตอนเด็กแต่ใฝ่ฝันที่จะเป็นวิศวกรมากกว่า

“สนใจวิทยาศาสตร์ตอนประถมครับ คุณพ่อให้พันขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า ทำไฟฉายเล่นตั้งแต่เด็ก
รณชัยเล่าว่าพ่อของเขายังช่วยปูพื้นฐานเกี่ยวกับไฟฟ้าเบื้องต้นให้กับเขาตั้งแต่ช่วง ป.6-ม.1

ครูเก่งแม้อยู่ที่กันดารก็สอนได้
       
       สำหรับมุมองต่อวงการศึกษาของไทยนั้นรณชัยกล่าวว่าเขาได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนต่างจังหวัดซึ่งอาจจะไม่มากพอที่จะสรุปถึงภาพรวมทั้งหมดแต่ก็ทำให้เขาเห็นความไม่พร้อมของการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับทำการทดลอง อย่างไรก็ดีเขามองครูมีสอนสำคัญต่อการแก้ปัญหาดังกล่าว
       
       “ผมมีโอกาสคุยกับเด็กนักเรียนต่างจังหวัด เห็นว่าอุปกรณ์ไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ แต่เห็นแค่ไม่กี่ตัวอย่าง ก็ยังสรุปไม่ได้ คิดว่าน่าจะปรับปรุงที่อาจารย์ เพราะถ้าอาจารย์เก่งแล้วไม่ว่าจะกันดารแค่ไหนก็น่าจะนำทรัพยากรในธรรมชาติมาประยุกต์ให้นักเรียนเห็นได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับค่านิยมของสังคมด้วย ที่คนเก่งมักจะไม่เรียนครู ก็ต้องหาทางให้นักเรียนเก่งๆ หันมาเรียนครูเยอะๆ” รณชัยสรุปทิ้งท้าย
(นี่คือความคิดเห็นของเด็กม.4ในปีพศ.นั้น)
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 08 กันยายน 2007, 08:25:48 AM »

เรื่องคุณภาพครูที่บ่นกัน เป็นสิ่งที่เห็นดาษดื่น  ประการแรกการปรับปรุงยกระดับโดยเฉพาะความคิดความกล้ารับผิดชอบต่อหน้าที่ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 นั้น มิใช่เพียงแค่งานในหน้าที่ที่ต้องทำตามหน้าที่ตามกำหนดในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่รับคำสั่งแล้วทำตาม

ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่รับผิดชอบเฉพาะตัวเองที่ไม่ยอมเสียเปรียบให้ใครและไม่ยอมเสียสละส่วนตัวเข้าร่วมรับผิดชอบเพื่อให้ส่วนรวมดีขึ้น

เรื่องนี้คงแก้โดด ๆ ไม่ได้กระมัง เพราะนักการเมือง  ระบบการเมืองที่ครอบคลุมสังคมยังคงมีแต่ผลประโยชน์ที่อ้างคุณธรรมเพื่อส่วนตัว  เป็นความชั่วต่อส่วนรวม...มีอยู่ให้เห็นอย่างจะ ๆ เต็มสองนัยน์ตา

เฉพาะหน้าคงเอาคนที่มีอยู่ในระบบออกไม่ได้....จนกว่าจะมีระบบที่สอดรับกับสภาพปัจจุบันที่สามารถพัฒนาจากรากเดิมที่มีอยู่.....

คงเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิด..... ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กันยายน 2007, 09:09:09 AM โดย จันทน์ » บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 12 กันยายน 2007, 20:53:58 PM »

แผนที่จัดวางไว้ของระบบราชการ.............

"ถ่ายโอนโรงเรียน" อปท.แค่ทำตามมติกกถ.
11 กันยายน 2550 18:57 น.
 
การถ่ายโอนโรงเรียนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) กำลังกลายเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) มีมติสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถ่ายโอนโรงเรียนแบบบิ๊กลอต โดยให้โอนโรงเรียนในบัญชี 2 จำนวน 219 แห่ง ให้ อปท.ทันที ซึ่งคงต้องรอดูว่า เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร




อย่างไรก็ตามสำหรับฝ่ายผู้รับแล้ว "สมพร ใช้บางยาง" อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า อปท.ไม่ติดใจใดๆ ทั้งสิ้นหาก ศธ.จะยอมหรือไม่ยอมถ่ายโอนโรงเรียนมาให้ อปท. 

"เพราะจริงๆ แล้ว อปท.แค่ทำตามนโยบายและมติของ กกถ. เมื่อ กกถ.สั่งให้ อปท.รับโอนโรงเรียน อปท.ก็ต้องรับ ส่วนกรมก็มีหน้าที่สนับสนุนท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับการรับโอนโรงเรียน แต่เราจะไม่ไปทะเลาะกับใคร มีปัญหาอะไรจะพูดกันใน กกถ.เท่านั้น" 

-อปท.มีความพร้อมต่อการรับโอนโรงเรียนเพียงพอหรือไม่โดยเฉพาะการรับโอนโรงเรียนบัญชี 2 อีก 219 แห่ง ตามมติ กกถ.? 

เมื่ออปท.ขอรับโอนโรงเรียน จะต้องผ่านการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์ของ ศธ.ก่อน หาก อปท.แห่งใดมีความพร้อมเพียงพอ จึงจะผ่านการประเมิน อย่างไรก็ตาม อปท.ที่ขอรับโอนโรงเรียนในบัญชี 2 นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขนาดใหญ่ มีงบประมาณจำนวนมากแต่กลับมีพื้นที่จำกัดที่อยู่ในการดูแลของ อปท.นั้นๆ กิจกรรมที่จะกระทำได้จึงไม่มาก เพราะฉะนั้นสามารถจะปรับงบประมาณของตัวเองมาให้โรงเรียนที่รับโอนไปได้แน่นอน 

ขณะเดียวกันกรมเองก็มีงบประมาณอัดฉีดสายตรงอีกทางให้ อปท.แต่ละแห่งไปสร้างอาคารเรียนเพิ่ม จัดหาอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ ให้โรงเรียนที่รับโอนมา โดยโรงเรียนที่รับถ่ายโอนมารุ่นแรก 69 แห่งนั้น กรมได้จัดสรรงบประมาณให้แล้ว 546 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนที่รับโอนมาล่าสุดอีก 20 แห่ง จัดสรรให้ไปแล้ว 198 ล้านบาท รวมเป็น 744 ล้านบาท

-ในส่วนของครูอปท.จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร หากครูส่วนใหญ่ไม่ยอมโอนตามมา?

ยอมรับว่าเรื่องครูมีปัญหาบ้างเพราะฉะนั้นเราจะต้องไปตกลงกับสำนักงบประมาณให้จัดอัตรามาให้ อปท.ใช้รับครูใหม่ เพราะเมื่อครูเก่าตัดสินใจขอกลับไปอยู่กับ ศธ.แล้ว อัตราก็จะถูกตัดตามตัวครูไปด้วย ซึ่งกรมก็ไม่ต้องการไปแย่งอัตราตรงนั้น ควรให้ ศธ.คืนไป จะได้ไปใช้โปะแก้ปัญหาขาดแคลนครู แล้วสำนักงบฯ ควรให้อัตราใหม่แก่ อปท.มาแทน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ครูส่วนใหญ่ของโรงเรียนที่ถ่ายโอนมา โอนไปเป็นข้าราชการท้องถิ่นแล้ว ที่เหลือยังไม่ตัดสิน ใจเพราะยังไม่ครบกำหนดที่ให้ครูช่วยราชการสอนที่เดิมได้ 2 ปี 

-แล้วในเรื่องของประสบการณ์ในการจัดการศึกษา ซึ่งถูกพูดถึงเสมอว่าเป็นจุดอ่อนของ อปท.? 

แม้อปท.บางแห่งยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษา แต่เรื่องประสบการณ์ไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าไร เพราะโรงเรียนที่โอนมาก็จะมีครูตามมาด้วย และโรงเรียนหลายแห่งก็มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาสามารถเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ได้ ซึ่งในส่วนของผู้บริหาร อปท.คงจะไม่เข้าไปยุ่งกับการบริหารจัดการของโรงเรียนมาก เพราะผู้บริหาร อปท.ส่วนใหญ่ไม่เชี่ยวชาญในงานนี้อยู่แล้ว อีกทั้งการศึกษาเป็นงานพิเศษสามารถดำเนินการไปได้โดยอัตโนมัติ 

-แล้วที่กลัวกันว่าเมื่อโอนโรงเรียนไปอยู่กับ อปท.แล้ว การเมืองท้องถิ่นอาจเข้ามาแทรกแซงการบริหารของโรงเรียน หรือโรงเรียน-ครูอาจถูกดึงไปเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 

ในความเป็นจริงก็อาจมีบ้างที่ครู โรงเรียน จะถูกให้ช่วยงานอื่นๆ ของท้องถิ่น หรือการเมืองท้องถิ่นอาจใช้โรงเรียนหาฐานเสียง แต่คงไม่มาทำให้คุณภาพของโรงเรียนด้อยลง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับคุณภาพของโรงเรียน ไม่ส่งผลกระทบต่อกัน 

ศธ.ตั้งข้อสังเกตว่าโรงเรียนในบัญชี 2 เป็นโรงเรียนมัธยมจำนวนมาก และบางจังหวัดมีโรงเรียนมัธยมในบัญชี 2 กระจุกจำนวนมาก เช่น นครราชสีมา มีโรงเรียนมัธยมในบัญชี 2 กว่า 50 แห่ง หากโอนมาหมดจะเกิดปัญหาได้? 

จริงๆแล้ว เป็นเรื่องที่ผู้บริหารโรงเรียนมัธยม ซึ่งสมัยก่อนคือกรมสามัญศึกษา เขาพร้อมใจกันโอนมาอยู่กับ อปท.เอง เพราะเขาต้องการมารวมตัวกันจัดการศึกษาระดับมัธยมให้เป็นระบบ

สมพรยอมรับว่า ปัจจุบัน อปท.มีความตื่นตัว สนใจในการจัดการศึกษาอย่างมาก ก่อนหน้านี้มีโรงเรียนของ อปท.แค่ประมาณ 500 ทั้งหมดเป็นโรงเรียนเทศบาล แต่ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา เมื่อเริ่มมีการถ่ายโอนโรงเรียน อบจ.และ อบต.ขอจัดตั้งโรงเรียนเพิ่มจำนวนมาก เพราะเบื่อรอถ่ายโอน จนปัจจุบันรวมโรงเรียนที่รับโอนมาด้วยแล้ว มีโรงเรียนสังกัด อปท.ทั้งหมด 671 แห่ง ซึ่ง อปท.แต่ละแห่งดูแลโรงเรียนเป็นอย่างดี แม้จะมีข้อจำกัดด้านประสบการณ์ แต่ อปท.มีความตั้งใจอย่างมากในงานการศึกษา จัดงบประมาณสนับสนุนอย่างเต็มที่

แม้ว่าในอดีตอปท.อาจให้ความสำคัญกับการสร้างถนน สร้างสาธารณูปโภคมากกว่า เพราะเห็นผลงานชัดเจนมีผลต่อคะแนนนิยม แต่กรมพยายามทำความเข้าใจกับผู้บริหาร อปท.ใหม่ว่า "ลูก" คือ แก้วตาดวงใจของพ่อแม่ หากสามารถดูแลเด็กอย่างดี จัดการศึกษาที่ดีให้ลูกของเขา จะได้รับความชื่นชม ได้คะแนนนิยมมากกว่าสร้างถนน 

"ปัจจุบัน อปท.ได้เปลี่ยนมุมมองในเรื่องนี้ไปแล้ว หันมาให้ความสำคัญกับงานการศึกษา และ อปท.หลายแห่งก็ทำได้ดี โดยเฉพาะ อบจ.และเทศบาล รวมทั้งโรงเรียนของ อปท.ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง อย่าง อบต.หมื่นศรี จ.สุรินทร์ ขอรับโอนโรงเรียนประถมที่มีนักเรียนแค่ 40 คนมา ปัจจุบันนักเรียนเพิ่มเป็น 270 คน แล้ว" สมพร กล่าวทิ้งท้าย 


สุพินดา  ณ  มหาไชย 
 
http://www.komchadluek.net/2007/09/12/e001_134778.php?news_id=134778
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
CHAT2536
Newbie
*
กระทู้: 61


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 14 กันยายน 2007, 09:34:00 AM »

เคยเข้าประชุมกับโรงเรียน  เป็นการไปนั่งฟังอาจารย์พล่าม  คุยกับครูประจำชั้นก็ไม่รู้อารมย์อีกว่าพร้อมจะรับฟังหรือเปล่า มีอะไรที่โรงเรียนกดดันอยู่หรือไม่ (ตอนโรงเรียนเก่าของลูกเมื่อปีที่แล้วคุยกับครูบ่อย  พอเราย้ายครูก็ลาออกด้วย)    ตอนปลายปีโรงเรียนก็ส่งแบบสอนถามมากา  แล้วส่งกลับ ไม่ได้แลกเปลี่ยนเลย
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2007, 17:47:11 PM »

กระชากหน้ากาก ร.ร.ในฝัน เผยต้นแบบแบกหนี้ 1.8 ล.ต่อแห่ง
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2550 17:14 น.
 
 
       เปิดผลวิจัยโรงเรียนในฝัน เผยพลิกภาพการศึกษาแต่ไม่อาจหยุดวงจรความยากจน โรงเรียนทุ่มงบประมาณมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบก้าวกระโดด จนก่อให้เกิดหนี้สินบานตะไท โรงเรียนในฝันต้นแบบเฉลี่ยแบกหนี้ 1.8 ล้านต่อโรงเรียน ส่วนที่ยังไม่ผ่านการประเมินมีหนี้เกือบ 8 แสน และขาดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพราะผู้บริหารมีภาพลักษณ์โรงเรียนไม่ตรงกัน ต่างคนต่างฝัน
       
       นางจริยา เสถบุตร ผอ.สถาบันวิจัยนโยบายและแผนอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยผลงานวิจัยประเมินผลการดำเนินงานโรงเรียนในฝัน ในการสัมมนาระดมความคิดเรื่อง โรงเรียนในฝัน : พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้ยั่งยืนอย่างไร จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า จากการสอบถามโรงเรียนในโครงการ 1 โรงเรียน 1 อำเภอในฝันจำนวน 921 แห่งในเดือน พ.ย. 2549-เดือน ม.ค. 2550 พบว่าโรงเรียนส่งแบบสอบถามกลับคืนมาจำนวน 471 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนที่ผ่านการประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝันจำนวน 430 แห่ง และโรงเรียนที่ยังไม่เข้ารับการประเมินจำนวน 41 แห่ง ผลสำรวจพบว่า โครงการดังกล่าวสามารถพลิกโฉมด้านการศึกษาได้ แต่ยังไม่สามารถยุติวงจรความยากจนลงได้ เพราะโรงเรียนต่างมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้จัดการเรียนการสอน เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่โรงเรียนต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากจนก่อภาระหนี้สินผูกพัน และแม้จะสามารถส่งเสริมศักยภาพบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้อยากมาเรียน และไม่เบื่อการเรียนการสอน
       
       “แต่โครงการดังกล่าวยังขาดความยั่งยืนในการพัฒนา เนื่องจากขาดผู้บริหารสืบทอดโครงการ เพราะภาพลักษณ์ของโรงเรียนในฝันไม่ตรงกันในลักษณะต่างคนต่างฝัน หรือ โรงเรียนนายฝัน ที่สำคัญการบริการงบประมาณของโรงเรียนเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข โดยงบประมาณที่โรงเรียนได้รับจากรัฐบาลเพียง 1ใน 3 ของค่าใช้จ่ายจริง รวมถึงมีความล่าช้า โรงเรียนจึงต้องใช้งบประมาณอุดหนุนรายหัว และเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ทำให้โรงเรียนเป็นหนี้ จึงต้องระดมทรัพยากรจากนักเรียน ผู้ปกครองทุกวิถีทางมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นทอดผ้าป่า จัดดนตรีการกุศล ทำให้โรงเรียนต้นแบบโรงเรียนในฝันมีหนี้สินเฉลี่ย 1.8 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่ได้เข้ารับการประเมินมีหนี้สินเฉลี่ย 779,000 บาท วิธีการชำระหนี้ที่โรงเรียนดำเนินการเป็นการทำสัญญาผ่อนชำระกับทางร้านค้าเป็นงวดๆ ทั้งรายเดือน และรายภาคการศึกษา หรือตามงวดที่ได้รับงบประมาณ บางโรงเรียนจ่ายดอกเบี้ยก่อนเพื่อยืดระยะเวลาการหาเงินมาชดใช้ หรือใช้รายได้จากการขายสินค้าของโรงเรียนมาใช้หนี้ ทำให้ครู นักเรียน และผู้บริหารเกิดความเครียด “ นางจริยากล่าว
       
       ด้าน นายไพทูรย์ ขันแก้ว ผอ.โรงเรียนลืออำนาจวิทยาคม จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ตนใช้เวลาพัฒนาโรงเรียนในฝัน 7 เดือน โดยจัดสรรงบประมาณรายหัวมาดำเนินการในการจ้างบุคลากร และพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งไม่เพียงพอจนต้องทำสัญญาผ่อนชำระเครื่องคอมพิวเตอร์กับร้านค้าจนเป็นหนี้ แต่ก็ภาคภูมิใจที่สามารถพลิกระบบการศึกษาได้ อย่างไรก็ตามหลายโรงเรียนยังยึดการรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนโดยต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและก่อหนี้สิน ผู้บริหารหลายคนต้องปิดมือถือหนีเจ้าหนี้ เมื่อถึงเวลาครบกำหนดชำระหนี้
       
       “สิ่งที่ต้องทำคือต้องปรับความเข้าใจในการดำเนินการที่ถูกต้องให้ผู้บริหารทราบ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเกิดความความเครียดจากภาระหนี้สินของโรงเรียน โดยอาจให้ศึกษานิเทศก์มาช่วยจัดทำแผนงบประมาณ หรือให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยอบรมบุคลากร”
       
       นายปรีชา แร่ทอง ผอ.โรงเรียนนาบอน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองเรื่องงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนเป็นตัวตั้ง แต่อยากให้มองศักยภาพของท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการพัฒนาตามศักยภาพ ซึ่งนอกจะไม่ก่อหนี้สินแล้วยังได้รับความช่วยเหลือจากพลังชุมชนด้วย ทำให้โรงเรียนของตนผ่านการประเมินเป็นโรงเรียนต้นแบบโดยไม่มีหนี้สิน และมีงบประมาณเหลือไปซื้อหนังสือให้ห้องสมุดชุมชน
 
..................................................................

นิเวศประชาธรรมทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนในฝันไม่ใช่ "โรงเรียนนายฝัน" ได้อย่างแน่นอน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!