บ้านตุลาไทย
17 เมษายน 2014, 17:01:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติบุคคลสำคัญทั้งไทยและเทศ  (อ่าน 77281 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2007, 09:55:20 AM »

คาร์ล มาร์กซ

     คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ (Karl Heinrich Marx) (5 พ.ค. ค.ศ. 1818 (พ.ศ. 2361) - 14 มี.ค. ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426)) เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลอย่างสูงชาวเยอรมัน เขาเป็นทั้งนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์การเมือง และยังเป็นนักปฏิวัติ มาร์กซไม่ใช่เป็นแค่นักทฤษฎีทางสังคมและการเมือง แต่เขายังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการจัดตั้งกลุ่มกรรมกรนานาชาติ (International Workingmen's Association) แม้ว่าในอาชีพของมาร์กซ เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาต่างๆ ในลักษณะของนักข่าว และนักปรัชญา ผลงานหลักของเขาคือบทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น โดยกล่าวสั้น ๆ ได้ดังคำนำในหนังสือคำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ว่า: "ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น" งานเขียนของเขาเป็นแกนหลักของการเคลื่อนไหวในแนวทางลัทธิคอมมิวนิสต์, สังคมนิยม, ลัทธิเลนิน, และลัทธิมาร์กซ

วัยเด็ก
คาร์ล มาร์กซ เกิดในครอบครัวชาวยิวหัวก้าวหน้าในเมืองเทรียร์แคว้นปรัสเซีย (ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเยอรมนี) พ่อของเขา เฮอร์เชล ผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่เป็นราไบ ทำอาชีพทนาย ชื่อสกุลเดิมของมาร์กซคือ "มาร์กซ เลวี" ซึ่งแปลงมาจากชื่อสกุลยิวเก่าว่า มาร์โดไค ในปี ค.ศ. 1817 พ่อของมาร์กซได้เปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ซึ่งเป็นศาสนาประจำรัฐปรัสเซีย เพื่อรักษาอาชีพทนายเอาไว้ ครอบครัวมาร์กซเป็นครอบครัวเสรีนิยม และได้รับรองแขกที่เป็นนักวิชาการและศิลปินหลายคนในสมัยที่มาร์กซยังเป็นเด็ก

การศึกษา
มาร์กซได้คะแนนดีใน ยิมเนเซียม ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมปลายของรัฐปรัสเซีย เขาได้รางวัลจากวิทยานิพนธ์ระดับมัธยมปลายที่มีชื่อว่า "ศาสนา: กาวที่เชื่อมสังคมเข้าด้วยกัน" งานชิ้นแรกนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้กับงานวิเคราะห์ศาสนาของเขาต่อไปในภายหลัง มาร์กซเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองบอนน์ในปี ค.ศ. 1833 (พ.ศ. 2376) เพื่อศึกษากฎหมาย ตามคำเรียกร้องของบิดา ที่บอนน์เขาเข้าชมรมนักเดินทางแห่งเทรียร์ (และบางช่วงยังได้เป็นประธานชมรม) ผลการเรียนของเขาเริ่มตกต่ำ เนื่องจากเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการร้องเพลงอยู่ในร้านเบียร์ ปีถัดไปพ่อของเขาจึงให้เขาย้ายไปยังกรุงเบอร์ลินเพื่อเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟรีดรีช-วิลเฮล์ม (Friedrich-Wilhelms-Universität) ที่เอาจริงเอาจังด้านการวิชาการมากขึ้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้คือมหาวิทยาลัยฮัมโบล์ดท (Humboldt University of Berlin)

มาร์กซและกลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่
ที่เบอร์ลิน มาร์กซเริ่มหันไปสนใจปรัชญาท่ามกลางความไม่พอใจของบิดา เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ที่มีอายุไม่มากที่เป็นที่รู้จักในชื่อ "กลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่" (Young Hegelians) ซึ่งนำโดยบรูโน บาวเออร์ (Bruno Bauer) สมาชิกหลายคนในกลุ่มพยายามโยงปรัชญาแนวหลังอริสโตเติลเข้ากับปรัชญาหลังเฮเกิล มักซ์ สเตอร์เนอร์ สมาชิกกลุ่มเฮเกิลรุ่นใหม่อีกคนหนึ่ง นำการวิพากษ์แบบเฮเกิลมาใช้เพื่อสร้างคำอธิบายที่แทบจะเป็นแบบสุญนิยม ว่าสุดท้ายแล้วอีโกนิยมคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ แนวคิดเช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของแทบทุกคนในกลุ่ม และมาร์กซได้โต้แนวคิดนี้บางส่วนใน Die Deutsche Ideologie (อุดมการณ์เยอรมัน)
เกออร์ก เฮเกิล (Georg Hegel) เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานในปีค.ศ. 1831 (พ.ศ. 2374) และในช่วงชีวิตของเขานั้น ได้เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลทางวิชาการในสังคมเยอรมนีมาก กลุ่มที่เชื่อแนวคิดแบบเฮเกิล (รู้จักกันในชื่อว่า กลุ่มเฮเกิลขวา) เชื่อว่าลำดับการวิภาษทางประวัติศาสตร์นั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และสังคมปรัสเซีย ที่ถึงพร้อมด้วยการบริการพลเมือง มหาวิทยาลัยที่ดี การพัฒนาทางอุตสาหกรรม และอัตราการจ้างงานที่สูง เป็นผลสรุปของการพัฒนาการทางสังคมดังกล่าว กลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่ที่มาร์กซสังกัดอยู่ด้วยนั้นเชื่อว่ายังจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบวิภาษอีก และสังคมปรัสเซียในขณะนั้น ยังมีความไม่สมบูรณ์อีกมาก ทั้งนี้เนื่องจากสังคมยังมีความยากจน รัฐบาลยังคงใช้ระบบเซ็นเซอร์ที่เข้มแข็ง และกลุ่มคนที่มิได้นับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเธอร์ยังคงโดยกีดกันทางสังคม
มาร์กซถูกเตือนมิให้ส่งวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฟรีดรีช-วิลเฮล์ม เนื่องจากคาดว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับที่นั่นเนื่องจากชื่อเสียงของมาร์กซ ว่าเป็นนักคิดแนวถอนรากถอนโคนในกลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่ มาร์กซจึงส่งวิทยานิพนธ์ของเขา ที่เปรียบเทียบทฤษฎีทางด้านอะตอมของดิโมคริตัสกับอีพิคารุสไปยังมหาวิทยาลัยเจนา ในปีค.ศ. 1840 (พ.ศ. 2383) ซึ่งได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มาร์กซจบการศึกษา

อาชีพ
เมื่อบาวเออร์อาจารย์ของเขาถูกขับออกจากภาควิชาปรัชญาในปี ค.ศ. 1842 (พ.ศ. 2385) มาร์กซจึงเลิกสนใจปรัชญาและหันเหความสนใจไปยังการเป็นนักข่าว เขาได้เข้าทำหน้าที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Rheinische Zeitung หนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าของเมืองโคโลญน์ อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์เล่มนั้นโดนสั่งปิดในปี ค.ศ. 1843 (พ.ศ. 2386) ซึ่งเป็นผลบางส่วนจากความขัดแย้งระหว่างมาร์กซกับมาตรการเซ็นเซอร์ของรัฐ มาร์กซกลับไปสนใจปรัชญา และหันไปเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมกับทำงานเป็นนักข่าวอิสระ ไม่นานมาร์กซก็ต้องเดินทางลี้ภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่มาร์กซต้องกระทำอยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากการแสดงความเห็นแบบถอนรากถอนโคนของเขา
มาร์กซเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส ที่นั่นเอง เขาได้ขบคิดเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับบาวเออร์และกลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่ และได้เขียนบทความ ปัญหาชาวยิว (On the Jewish Question) ซึ่งเป็นบทวิพากษ์แนวคิดปัจจุบันเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและการปลดปล่อยทางการเมือง ที่ปารีสเขาได้พบ ฟรีดริช เองเกิลส ผู้ซึ่งกลายเป็นผู้ร่วมงานกับมาร์กซไปตลอดชีวิตของเขา เองเกิลสได้กระตุ้นให้มาร์กซสนใจสถานการณ์ของชนชั้นทำงาน และช่วยแนะนำให้มาร์กซสนใจเศรษฐศาสตร์ เมื่อเขาและเองเกิลสถูกภัยการเมืองอีกครั้งอันเนื่องมาจากงานเขียน เขาย้ายไปยังเมืองปรัสเซล ประเทศเบลเยียม
พวกเขาได้ร่วมกันเขียนบทความชื่อ อุดมการณ์เยอรมัน (The German Ideology) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาของเฮเกิลและกลุ่มนิยมเฮเกิลรุ่นใหม่ หลังจากนั้นมาร์กซเขียน ความอับจนของปรัชญา (The Poverty of Philosophy) ซึ่งวิพากษ์ความคิดสังคมนิยมสายฝรั่งเศส บทความทั้งสองวางรากฐานให้กับ คำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) อันเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของมาร์กซและเองเกิลส. หนังสือ คำประกาศเจตนา ซึ่งสมาพันธ์คอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อพยพชาวเยอรมันที่มาร์กซได้พบที่ลอนดอนได้ร้องขอให้เขียน ได้รับการตีพิมพ์เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ค.ศ. 1848 (พ.ศ. 2391)ปีนั้นเอง ในยุโรปได้เกิดการลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ กลุ่มคนงานได้เข้ายึดอำนาจจากกษัตริย์หลุยส์ ฟิลิปป์ในฝรั่งเศส และได้เชิญมาร์กซกลับปารีส หลังจากที่รัฐบาลคนงานล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1849 (พ.ศ. 2392) มาร์กซย้ายกลับไปยังโคโลญน์ และได้เริ่มพิมพ์หนังสือพิมพ์ Rheinische Zeitung ขึ้นมาใหม่ก่อนจะถูกสั่งปิดลงอีกครั้ง สุดท้ายมาร์กซจึงย้ายไปยังลอนดอน. ในปี ค.ศ. 1852 (พ.ศ. 2395) มาร์กซได้เขียนแผ่นพับ การปฏิวัติของหลุยส์โบนาปาร์ต (The Eighteenth Brumaire of Louis Bonaparte) ที่วิเคราะห์เหตุการณ์ที่นโปเลียนเข้ายึดประเทศฝรั่งเศส. จากปี ค.ศ. 1852 ถึง 1861 ขณะที่อยู่ที่ลอนดอน มาร์กซทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวฝั่งยุโรปให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กทรีบูน (New York Tribune)

แนวร่วมระหว่างประเทศที่หนึ่ง และคำพูดของแกลดสโตน
ในปีค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษ วิลเลียม อีวาร์ท แกลดสโตนได้กล่าวสุนทรพจน์แก่สภาผู้แทน โดยเขาได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยของประเทศอังกฤษและได้เพิ่มเติม (ตามรายงานจากหนังสือพิมพ์ ไทมส์) ว่า "ผมควรจะมองการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งและอำนาจอย่างเมามายเหล่านี้ ด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด ถ้าผมเชื่อว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มชนที่มีชีวิตสะดวกสบายเท่านั้น ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับสภาพของประชากรที่ใช้แรงงานเลย การเพิ่มขึ้นมาของความมั่งคั่งที่ผมได้อธิบายและที่ผมคิดว่าเกิดขึ้นจากกำไรจากการลงทุนนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นที่เกิดเฉพาะกับชนชั้นที่ครอบครองทรัพย์สินเท่านั้น" แต่ในรายงานฉบับกึ่งทางการ แกลดสโตนได้ลบประโยคสุดท้ายออก ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นสิ่งที่กระทำกันทั่วไปในหมู่สมาชิกสภา
ในปีค.ศ. 1864 (พ.ศ 2407) มาร์กซได้ก่อตั้งกลุ่มกรรมกรนานาชาติที่ต่อมาถูกเรียกว่าแนวร่วมระหว่างประเทศที่หนึ่ง เพื่อเป็นแกนหลักในการทำกิจกรรมทางการเมือง ในคำสุนทรพจน์เปิดงานนั้น มาร์กซได้อ้างถึงคำพูดของแกลดสโตนไปในทำนองที่ว่า "การเพิ่มขึ้นของความร่ำรวยและอำนาจอย่างเมามายนี้ เกิดขึ้นกับเฉพาะชนชั้นที่มีทรัพย์สินเท่านั้น" เขายังอ้างถึงคำพูดนี้อีกในหนังสือ เกี่ยวกับทุน ไม่นานนักความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มาร์กซอ้างกับที่มีบันทึกไว้ในรายงาน (ซึ่งเป็นที่แพร่หลาย) ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของแนวร่วมระหว่างประเทศ มาร์กซพยายามจะโต้ตอบข้อกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์นี้ แต่ว่าข้อกล่าวอ้างนั้นก็กลับมาเรื่อยๆ
ในภายหลังมาร์กซได้ระบุแหล่งข้อมูลที่เขาใช้ว่าคือหนังสือพิมพ์ เดอะ มอร์นิง สตาร์
เองเกิลสได้ใช้เนื้อที่ในส่วนคำนำในการพิมพ์ครั้งที่สี่ของหนังสือ เกี่ยวกับทุน เพื่อพูดถึงเรื่องนี้ แต่ก็ไม่สามารถจบข้อโต้เถียงนี้ลงได้ เองเกิลสอ้างว่าแหล่งข่าวนั้นไม่ใช่ เดอะ มอร์นิง สตาร์ แต่เป็น ไทมส์ นักวิจารณ์แนวคิดมาร์กซิสม์เช่นนักข่าว พอล จอห์นสัน ยังคงใช้เรื่องนี้ในการกล่าวหามาร์กซในเรื่องความซื่อสัตย์อยู่

ช่วงปลายชีวิตของมาร์กซ
ที่ลอนดอน ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการโต้เถียงเรื่องการอ้างคำพูดของแกลดสโตนนี้ มาร์กซได้ทุ่มเทเวลาไปกับการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และเชิงทฤษฎีสำหรับการเขียนหนังสือ ทุน (หรือในชื่อเต็มว่า ทุน: บทวิพากษ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง และชื่อภาษาเยอรมันว่า Das Kapital). มาร์กซตีพิมพ์เล่มแรกของชุดในปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410), สำหรับอีกสองเล่มที่เหลือนั้น มาร์กซไม่ได้เขียนให้เสร็จสิ้น แต่ได้รับการเรียบเรียงโดยเองเกิลสจากบันทึกและร่างต่าง ๆ และตีพิมพ์หลังจากที่มาร์กซเสียชีวิตลงแล้ว
ช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนนั้น ครอบครัวของมาร์กซค่อนข้างยากจน และยังต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากเองเกิลสเป็นระยะ ๆ มาร์กซเสียชีวิตที่ลอนดอนในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) ศพของเขาฝังที่สุสานไฮห์เกต (Highgate Cemetery) ที่ลอนดอน บนป้ายชื่อของเขาจารึกไว้ว่า: "กรรมาชีพในทุกพื้นถิ่น จงรวมพลัง!" ("Workers of all lands, unite!")

ชีวิตสมรส
เจนนี ฟอน เวสฟาเลน ผู้เป็นภรรยาของมาร์กซ มาจากครอบครัวราชการ ลุงของเธอคือไลออน ฟิลิปส์ บิดาของพี่น้องเจอราร์ดและแอนตันผู้ก่อตั้งบริษัทฟิลิปส์ในปีค.ศ. 1891 ครอบครัวมาร์กซมีลูกหลายคน แต่ก็มีหลายคนที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เอลินอร์ มาร์กซลูกสาวของพวกเขา (1855-1898) ซึ่งเกิดในลอนดอน ก็เป็นนักสังคมนิยมที่ทุ่มเทและช่วยแก้ไขงานของพ่อของเธอ เจนนี มาร์กซเสียชีวิตในเดือนธันวาคมปีค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424)
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2007, 10:10:52 AM »

ต่อ
แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อความคิดของมาร์กซ
ความคิดของมาร์กซนั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากทั้งแนวคิดวิภาษวิธีประวัติศาสตร์ของเกออร์ก วิลเฮล์ม ฟรีดริช เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) และเศรษฐศาสตร์การเมืองของแอดัม สมิท (Adam Smith) และเดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) เขาเชื่อในความเป็นไปได้ที่จะศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจแนวโน้มของประวัติศาสตร์รวมถึงผลลัพธ์ของข้อขัดแย้งทางสังคมได้
ปรัชญาของมาร์กซ (ที่เองเกิลส เรียกว่า วัตถุนิยมประวัติศาสตร์) นั้นได้รับอิทธิพลอย่างสูงมาจากแนวคิดของเฮเกิลที่ว่าความจริง (รวมถึงประวัติศาสตร์) นั้นจะต้องพิจารณาแบบวิภาษวิธี (dialectic) โดยมองว่าเป็นการปะทะกันของแรงคู่ตรงข้าม หลายครั้งแนวคิดนี้ถูกเขียนย่อว่าเป็น thesis + antithesis → synthesis (ข้อวินิจฉัย + ข้อโต้แย้ง → การประสม, การสังเคราะห์) เฮเกิลเชื่อว่าทิศทางของประวัติศาสตร์นั้นสามารถพิจารณาได้เป็นช่วง ๆ ที่มีเป้าหมายไปสู่ความสมบูรณ์และจริงแท้ เขากล่าวว่าหลายครั้งพัฒนาการจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็อาจมีบางช่วงที่ต้องมีการต่อสู้และเปลี่ยนแปลงผู้ที่อยู่ในอำนาจเดิม มาร์กซยอมรับภาพรวมของประวัติศาสตร์ตามที่เฮเกิลเสนอ อย่างไรก็ตามเฮเกิลนั้นเป็นนักปรัชญาแนวจิตนิยม ส่วนมาร์กซนั้นต้องการจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปของวัตถุ เขาได้เขียนว่านักปรัชญาสายเฮเกิลนั้นวางความเป็นจริงไว้บนหัว ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจับมันให้วางเสียใหม่บนเท้าของตนเอง
ในการยอมรับวิภาษวิธีเชิงวัตถุ ซึ่งเป็นการปฏิเสธแนวคิดแบบจิตนิยมของเฮเกิลนั้น มาร์กซได้รับอิทธิพลมาจาก ลุควิก ฟอยเออร์บาค (Ludwig Feuerbach). ในหนังสือ "The Essence of Christianity" ฟอยเออร์บาคได้อธิบายว่าพระเจ้านั้น คือผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ผู้คนยกย่องพระเจ้านั้น แท้จริงแล้วเป็นคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์นั่นเอง. มาร์กซยอมรับแนวคิดเช่นนี้ และได้อธิบายว่า โลกวัตถุนั้นเป็นโลกที่แท้จริง ส่วนแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากโลกวัตถุ แม้ว่ามาร์กซจะเชื่อเช่นเดียวกับเฮเกิลและนักปรัชญาคนอื่น ๆ ในการแบ่งแยกโลกที่ปรากฏกับโลกที่แท้จริง เขาไม่เชื่อว่าโลกวัตถุนั้นจะซ่อนโลกที่แท้จริงทางจิตเอาไว้ ในทางกลับกัน มาร์กซยังเชื่อว่าอุดมการณ์ที่ถูกสร้างผ่านทางประวัติศาสตร์และกระบวนการสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ปิดบังไม่ให้ผู้คนเห็นสถาพทางวัตถุที่แท้จริงในชีวิตของพวกเขา
ผลงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่มีส่วนสำคัญในการปรับปรุงแนวคิดของเฮเกิลของมาร์กซ คือ หนังสือที่เขียนโดย ฟรีดริช เองเกิลส (Friedrich Engels) ชื่อว่า "The Condition of the Working Class in England in 1844" (สภาพของชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษในปี 1844) หนังสือเล่มนี้ทำให้มาร์กซมองวิภาษวิธีเชิงประวัติศาสตร์ออกมาในรูปของความขัดแย้งระหว่างชนชั้น และมองเป็นว่าชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่จะเป็นแรงผลักดันที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับการปฏิวัติ

ปรัชญาของมาร์กซ
แนวคิดหลักของมาร์กซวางอยู่บนความเข้าใจเกี่ยวกับ แรงงาน โดยพื้นฐานแล้ว มาร์กซกล่าวว่ามนุษย์มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้าง เขาเรียกกระบวานการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าการ ใช้แรงงาน และความพลังในการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า กำลังแรงงาน สำหรับมาร์กซแล้ว การใช้แรงงานนี้นอกจากจะเป็นความสามารถโดยธรรมชาติของกิจกรรมต่างๆ ทางกายภาพแล้ว แรงงานยังเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความคิดและจินตนาการของมนุษย์ด้วย:
แมงมุมทำกิจกรรมที่ไม่ต่างไปจากช่างทอผ้า และการสร้างรังของฝูงผึ้งก็สามารถทำให้สถาปนิกต้องอับอายได้ แต่ความแตกต่างระหว่างสถาปนิกที่แย่ที่สุดกับผึ้งที่เยี่ยมยอดที่สุดก็คือ สถาปนิกนั้นวาดภาพโครงสร้างของเขาในจินตนาการ ก่อนที่จะสร้างมันขึ้นมาในโลกความเป็นจริง.
นอกเหนือจากการที่อ้างว่าความสามารถของมนุษย์คือการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติแล้ว มาร์กซมิได้ใช้ข้ออ้างอื่นๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์อีกเลย.

มาร์กซสืบทอดแนวคิดแบบวิภาษวิธีของเฮเกิล ดังนั้นเขาจึงมักจะหลีกเลี่ยงความคิดที่ว่ามนุษย์มีธรรมชาติบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง บางครั้งมาร์กซิสจะอธิบายแนวคิดนี้โดยการเปรียบเทียบระหว่าง "ธรรมชาติ" กับ "ประวัติศาสตร์" หลายครั้งพวกเขาจะกล่าวว่า "สภาพการมีอยู่นำหน้าสำนึก" นั่นคือใครคนหนึ่งจะเป็นอย่างใดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหนและเวลาที่เขาอยู่ -- สถาพทางสังคมมีอำนาจมากกว่าพฤติกรรมดั้งเดิม หรืออาจกล่าวได้ว่าลักษณะสำคัญของมนุษย์คือการปรับตัวให้เขากับสิ่งต่างๆ รอบตัว
มาร์กซไม่เชื่อว่าคนทุกคนจะทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่เขาก็ไม่เชื่อเช่นเดียวกันว่าลักษณะที่ใครสักคนทำงานนั้นถูกกำหนดด้วยความคิดส่วนตัวไปทั้งสิ้น เขากลับอธิบายว่าการทำงานนั้นเป็นกิจกรรมทางสังคม และเงื่อนไขรวมถึงรูปแบบของการทำงานนั้นถูกกำหนดโดยสังคมและเปลี่ยนแปลงตามเวลา
การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของมาร์กซนั้นวางอยู่บนความแตกต่างระหว่าง ปัจจัยการผลิต ซึ่งหมายถึงสิ่งของเช่นที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปจนถึงเทคโนโลยี ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าที่เป็นวัตถุ และ ความสัมพันธ์เชิงสังคมของการผลิต ที่กล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์เชิงสังคมที่ผู้คนถูกดึงเข้าไปร่วม เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของและได้ใช้ปัจจัยการผลิต ปัจจัยสองประการนี้รวมเป็น รูปแบบการผลิต มาร์กซสังเกตว่าในสังคมหนึ่งๆ รูปแบบการผลิตนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย สำหรับสังคมทางยุโรปนั้นมีรูปแบบในการพัฒนาโดยเริ่มจากรูปแบบการผลิตแบบศักดินา ไปจนถึงรูปแบบการผลิตแบบทุนนิยม โดยทั่วไปแล้ว มาร์กซเชื่อว่าปัจจัยการผลิตนั้นเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมากกว่าความสัมพันธ์ของการผลิต ยกตัวอย่างเช่นเราได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต แต่ต้องใช้เวลาหลังจากนั้น ก่อนที่เราจะได้พัฒนากฎหมายที่ควบคุมเทคโนโลยีนั้น สำหรับมาร์กซแล้วการไม่เข้ากันของ ฐาน ทางเศรษฐกิจกับ โครงสร้างส่วนบน (superstructure) ทางสังคม คือสิ่งที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายและความขัดแย้งในสังคม
ในการพิจารณาความสัมพันธ์เชิงสังคมของการผลิตนั้น มาร์กซไม่ได้มองแค่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกแต่ละคน แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน หรือ กลุ่มชนชั้น มาร์กซมิได้นิยาม "ชนชั้น" ขึ้นมาโดยอาศัยใช้เพียงแค่การบรรยายแบบอัตวิสัย (subjective) เท่านั้น หากแต่ว่าเขายังพยายามจะนิยามชนชั้นด้วยเงื่อนไขที่เป็นแบบวัตถุวิสัย (objective) ด้วย เช่นการเข้าถึงทรัพยากรในการผลิต
มาร์กซให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับกำลังแรงงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของมนุษย์เอง ในการอธิบายความสัมพันธ์นี้โดยละเอียด มาร์กซทำโดยผ่านทางปัญหาความแปลกแยก ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงาน กล่าวคือ เมื่อกำลังแรงงานได้ถูกใช้ไปในการผลิต แต่เมื่อกิจกรรมนั้นสิ้นสุดลงกรรมสิทธิ์ของผลลัพธ์ที่ได้กลับตกไปเป็นของนายทุน นั่นคือมองได้ว่าเป็นการละทิ้งกรรมสิทธิ์ในกำลังแรงงานของตนเอง สภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดความแปลกแยกจากธรรมชาติของตนเอง และก่อให้เกิดความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดสภาพการคลั่งไคล้โภคภัณฑ์ (commodity fetishism) ซึ่งผู้คนจะคิดว่าสิ่งสำคัญที่พวกเขาสร้างขึ้นก็คือสินค้า ความสำคัญทุกอย่างจะถูกถ่ายโอนไปที่วัตถุรอบกายแทนที่จะเป็นผู้คนด้วยกันเอง หลังจากนั้นผู้คนจะมองเห็นและเข้าใจตนเองผ่านทางความสัมพันธ์กับทรัพย์สินหรือสินค้าที่ตนเองครอบครองไว้เท่านั้น
การคลั่งไคล้โภคภัณฑ์นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เองเกิลสเรียกว่า สำนึกที่ผิดพลาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่องของ อุดมการณ์ ซึ่งมาร์กซและเองเกิลสได้ให้ความหมายว่าเป็นความคิดที่สะท้อนผลประโยชน์ของบางชนชั้นในบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ แต่กลับถูกแสดงว่าเป็นความเชื่อที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ ชนชั้นและทุกๆ เวลา ในความคิดของพวกเขานั้น ความเชื่อดังกล่าวมิได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่สำคัญทางการเมืองด้วย กล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า การควบคุมที่ชนชั้นหนึ่งๆ กระทำผ่านทางการครอบครองเครื่องมือการผลิตนั้นมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกับการผลิตอาหารหรือสินค้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับการผลิตความคิดหรือความเชื่อด้วยเช่นกัน ความคิดนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมสมาชิกของชนชั้นที่ถูกกดขี่จึงยังมีความเชื่อที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นแม้ว่าความเชื่อบางอย่างจะผิดพลาดแต่มันก็ยังเผยให้เห็นความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่าสิ่งของที่คนผลิตขึ้นนั้นมีผลิตผลมากกว่าคนที่ผลิตมันขึ้นมานั้นอาจฟังประหลาด แต่มันก็แสดงให้เห็น (ในความคิดของมาร์กซและเองเกิลส) ว่าผู้คนภายใต้ระบบทุนนิยมนั้นถูกทำให้แปลกแยกจากกำลังแรงงานของตนเอง อีกตัวอย่างหนึ่งพบได้ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาโดยมาร์กซ ที่สรุปได้ในย่อหน้าหนึ่งของ Contribution to the Critique of Hegel's "Philosophy of Right:"
ความทุกข์ทางศาสนานั้นเป็นทั้งการแสดงออกของความทุกข์ที่แท้จริงและการประท้วงไม่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ที่แท้จริง ศาสนาคือเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกดขี่ หัวใจของโลกที่ไร้หัวใจ และวิญญาณของสภาพไร้วิญญาณ มันคือฝิ่นของมวลชน
แม้ว่าในงานวิทยานิพนธ์ระดับเตรียมอุดมศึกษาเขาเคยอ้างว่าหน้าที่หลักของศาสนาคือการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในที่นี้มาร์กซมองว่าศาสนานั้นเป็นเครื่องมือทางสังคมสำหรับการแสดงออกและจัดการกับความเหลื่อมล้ำนั่นเอง
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2007, 10:20:21 AM »

ต่ออีกนิด ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
การวิพากษ์ระบบทุนนิยมโดยมาร์กซ
มาร์กซอธิบายว่าสภาวะแปลกแยกของกำลังแรงงาน (ที่ทำให้เกิดการคลั่งไคล้โภคภัณฑ์) นั้นเป็นลักษณะเฉพาะตัวของระบบทุนนิยม หาใช่การเกิดขึ้นของตลาดเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากก่อนหน้าจะมีระบบทุนนิยม ในยุโรปก็มีตลาดที่ผู้ค้าและผู้ผลิตได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอยู่แล้ว ในทัศนะของมาร์กซ รูปแบบการผลิตแบบทุนนิยมพัฒนาขึ้นในยุโรปเมื่อแรงงานถูกเปลี่ยนให้เป็นโภคภัณฑ์---นั่นคือ เมื่อชาวนามีอิสระที่จะขายกำลังแรงงานของตนเอง และอยู่ในภาวะจำเป็นต้องกระทำการดังกล่าวเนื่องจากการขาดที่ดินหรือเครื่องมือสำหรับการผลิต ผู้คนยอมขายกำลังกายของตนเมื่อเขายอมรับค่าตอบแทนสำหรับงานใดๆ ที่เขาทำในช่วงเวลาหนึ่งๆ (ในอีกทางหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิต แต่พวกเขากลับขายความสามารถในการทำงาน) ค่าตอบแทนที่แลกมาด้วยกำลังแรงงานคือเงินที่ทำให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไปได้ กลุ่มคนที่ต้องขายกำลังแรงงานเพื่อการยังชีพคือ "ชนชั้นกรรมาชีพ" ในขณะที่คนที่ซื้อกำลังแรงงาน ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่ครอบครองที่ดินและเครื่องมือรวมถึงเทคโนโลยีในการผลิตคือ "นายทุน" หรือ "กระฎุมพี" แน่นอนว่าจำนวนของชนกรรมาชีพย่อมมากกว่าจำนวนนายทุน มาร์กซเชื่อว่าการอธิบายระบบทุนนิยมในลักษณะนี้เป็นการอธิบายแบบวัตถุพิสัย ซึ่งแตกต่างจากคำกล่าวอ้างอื่นๆ เกี่ยวกับระบบทุนนิยม ซึ่งมักจะขึ้นกับอุดมการณ์บางอย่าง
มาร์กซแยกแยะความแตกต่างระหว่างนายทุนกับผู้ค้าขาย พ่อค้าแม่ค้าซื้อสินค้าจากที่หนึ่งมาเพื่อขายในอีกที่หนึ่ง หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือ พวกเขาซื้อของจากตลาดหนึ่งเพื่อไปขายยังอีกตลาดหนึ่ง เนื่องจากกฎอุปสงค์และอุปทานทำงานภายในตลาดใดๆ ตลาดเดียว ราคาโภคภัณฑ์ระหว่างสองตลาดอาจมีความแตกต่างกันได้ ผู้ค้าขายจึงใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้เพื่อหวังกำไร ในความคิดของมาร์กซนั้น นายทุนกลับใช้ความแตกต่างระหว่างตลาดแรงงานกับตลาดของโภคภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น มาร์กซสังเกตว่าในทุกๆ อุตสาหกรรมที่ประสบผลสำเร็จ ค่าจ้างแรงงานจะมีราคาต่ำกว่าราคาของสินค้าที่ผลิตได้ มาร์กซเรียกความแตกต่างนี้ว่า "มูลค่าส่วนเกิน" และอธิบายว่ากำไรของนายทุนนั้นเกิดจากมูลค่าส่วนเกินนี่เอง
รูปแบบการผลิตแบบทุนนิยมนั้นมีศักยภาพในการเติบโตได้มหาศาล ทั้งนี้เนื่องจากนายทุนนั้นสามารถนำผลกำไรที่ได้ไปลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ และนายทุนเองก็มีแรงจูงใจที่จะการลงทุนเพิ่มเติมในลักษณะเช่นนี้ด้วย มาร์กซมองว่าชนชั้นนายทุนเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกลุ่มที่คอยปฏิวัติเครื่องมือในการผลิตอยู่ตลอดเวลา แต่มาร์กซเชื่อว่าในระบบทุนนิยมนั้นจะมีการเกิดวิกฤตเป็นระลอกๆ เขาชี้ให้เห็นว่านายทุนจะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ในปริมาณที่มากขึ้น ในขณะที่จะลดต้นทุนของแรงงานลงเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมาร์กซเชื่อว่ามูลค่าส่วนเกินที่ได้จากการขูดรีดแรงงานคือที่มาของกำไร เขาสรุปว่าการลงทุนดังกล่าวจะทำให้อัตราได้กำไรลดลงแม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นก็ตาม การที่อัตราได้กำไรลดลงต่ำกว่าจุดๆ หนึ่งจะก่อให้เกิดภาวะถดถอยหรือภาวะตกต่ำที่จะทำให้บางส่วนของระบบเศรษฐกิจจะพังลง มาร์กซเข้าใจว่าในช่วงวิกฤตดังกล่าวค่าจ้างแรงงานก็จะเกิดการตกต่ำลงเช่นเดียวกัน และในที่สุดก็จะทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เป็นไปได้ และทำให้เกิดการเติบโตขึ้นของส่วนใหม่ๆ ของระบบเศรษฐกิจ
มาร์กซเชื่อว่าวงจรของการเติบโต, ทรุด, และเติบโตใหม่ จะก่อให้เกิดภาวะวิกฤตที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาเชื่อว่าผลกระทบในระยะยาวของกระบวนการนี้จะทำให้นายทุนมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กรรมาชีพกลับยากจนลงทุกที เขาเชื่อว่าถ้ากรรมาชีพลุกขึ้นสู้และเข้ายึดครองเครื่องมือในการผลิตแล้ว พวกเขาจะสร้างความสัมพันธ์ในสังคมขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม และก่อให้เกิดระบบการผลิตแบบใหม่ซึ่งทนทานต่อวิกฤตการณ์มากกว่าแต่ก่อน กล่าวโดยทั่วไปแล้ว มาร์กซเชื่อว่าการเจรจาอย่างสันติจะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และการปฏิวัติอย่างรุนแรงของมวลชนขนาดใหญ่ที่มีการจัดการที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็น เขากล่าวว่าเพื่อจะรักษาการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ รัฐเผด็จการโดยกรรมาชีพจะต้องถูกสร้างขึ้น แต่หลังจากที่ระบบการผลิตแบบใหม่ได้เริ่มขึ้นรัฐดังกล่าวจะค่อยๆ ลดความสำคัญลงและหายไปเอง

การวิพากษ์มาร์กซโดยนักคิดร่วมสมัย
ทฤษฎีมาร์กซิสถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ มุมมอง

ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมได้อธิบายว่า แท้จริงแล้ว ในท้ายที่สุด ระบบทุนนิยมจะมีประสิทธิภาพในการสร้างและกระจายความร่ำรวย ได้ดีกว่าระบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่มาร์กซและเองเกิลสกังวลนั้น เป็นแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราวเท่านั้น. บางคนกล่าวว่า ความละโมบและความต้องการที่จะมีทรัพย์สินนั้น เป็นความต้องการพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ของมนุษย์ หาใช่เป็นผลมาจากการรับเอาระบบทุนนิยมเข้ามา หรือว่าเกิดจากระบบเศรษฐกิจใด ๆ (แม้ว่านักมานุษยวิทยาจะตั้งข้อสงสัยกับคำกล่าวอ้างนี้) และระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกันนั้น เกิดจากสังคมที่แตกต่างกันสะท้อนความจริงนี้ออกมาไม่เหมือนกัน กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์สายออสเตรียวิจารณ์มาร์กซในการใช้ทฤษฎีมูลค่าจากแรงงาน (labor theory of value) นอกจากนี้นโยบายและการกระทำต่าง ๆ ของรัฐสังคมนิยม ที่มักอ้างว่าเป็นการกระทำตามแนวคิดของมาร์กซ ได้ทำลายชื่อของมาร์กซอย่างมากมายในโลกตะวันตก

มาร์กซเองก็โดนวิพากษ์วิจารณ์จากทางฝ่ายซ้ายด้วยเช่นกัน นักสังคมนิยมแนววิวัฒนาการไม่เชื่อคำอ้างของมาร์กซว่า การสร้างรัฐสังคมนิยมจะต้องกระทำผ่านทางการปะทะระหว่างชนชั้น และการปฏิวัติอย่างรุนแรงเท่านั้น. บางกลุ่มก็กล่าวว่า ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้นนั้น ไม่ใช่ความไม่เท่าเทียมพื้นฐานของประวัติศาสตร์ และชี้ให้เห็นความปัญหาของลัทธิชายเป็นใหญ่ และการเหยียดชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความถูกต้อง ทั้งในด้านทฤษฎีและด้านประวัติศาสตร์ ในการใช้ "ชนชั้น" เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ และมีการตั้งคำถามในทิศทางเดียวกันนี้ ถึงการที่มาร์กซถือความเชื่อของสมัยศตวรรษที่ 19 ที่เชื่อมวิทยาศาสตร์เข้ากับแนวคิดของ "ความก้าวหน้า" (ดู วิวัฒนาการเชิงสังคม) หลายคนเชื่อว่าระบบทุนนิยมเองได้เปลี่ยนแปลงไปมาก นับจากสมัยของมาร์กซ และการแบ่งแยกชนชั้นก็มีรูปแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยยกตัวอย่างจากการที่คนงานก็มีสิทธิถือครองหุ้นของบรรษัทขนาดใหญ่ได้ โดยผ่านทางกองทุน (ดู แนวคิดหลังโครงสร้างนิยม และ แนวคิดหลังสมัยใหม่ สำหรับการเคลื่อนไหวสองกลุ่มที่มักมีทิศทางสอดคล้องกับแนวคิดฝ่ายซ้าย ที่วิพากษ์มาร์กซและลัทธิมาร์กซ)

ยังมีกลุ่มที่วิจารณ์มาร์กซโดยใช้ทัศนะจากการศึกษาด้านปรัชญาของวิทยาศาสตร์ ที่โดดเด่นก็คือ คาร์ล พอพเพอร์ ผู้เป็นนักปรัชญา ได้วิพากษ์ทฤษฎีของมาร์กซว่า เป็นสิ่งที่ตรวจสอบว่าผิดไม่ได้ ซึ่งจะทำให้คำอ้างทางประวัติศาสตร์ รวมถึงด้านสังคมและการเมืองของมาร์กซนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ สาเหตุหลักมาจากการทำนายของมาร์กซว่า ระบบทุนนิยมจะล่มสลายลงเนื่องจากการปฏิวัติของชนชั้น ผู้ที่ไม่เชื่อจะกล่าวว่า "สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น" ในขณะที่เหล่ามาร์กซิสจะโต้ว่า "แต่มันจะต้องเกิด" ลักษณะเช่นนี้ทำให้ข้อพิสูจน์ต่าง ๆ ของแนวคิดมาร์กซที่วางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์นิยมนั้น เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ พอพเพอร์จึงอธิบายว่า ไม่ว่ามาร์กซจะอ้างว่า ได้ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่ความจริงแล้ว ความคิดแนวมาร์กซไม่สามารถเป็นความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้. กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ในฝั่งตะวันตกมักกล่าวโทษมาร์กซอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากการมองมาร์กซผ่านทางการกระทำของรัฐคอมมิวนิสต์ และปัญหาการเมืองเมื่อสมัยสงครามเย็น

พรรคการเมืองมาร์กซิสต์รวมถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้น ลดความเข้มแข็งลง ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต นักวิจารณ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายขวา ได้ใช้เหตุการณ์นี้อธิบายว่า เกิดขึ้นมาจากความล้มเหลวภายในหลาย ๆ อย่างในสหภาพโซเวียต และการล่มสลายที่ตามมานี้ เป็นผลพวงโดยตรงจากแผนการของมาร์กซ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของแนวคิดมาร์กซิสม์. อย่างไรก็ตาม กลุ่มมาร์กซิสต์กล่าวว่า นโยบายของสหภาพโซเวียต ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบเลนินนิสต์และสตาลินนิสต์นั้น แม้จะดูผิวเผินแล้วคล้ายคลึงกับทฤษฎีของมาร์กซ แต่ในเนื้อแท้แล้วแตกต่างกันมาก. มาร์กซวิเคราะห์โลกในยุคสมัยของเขา และปฏิเสธที่จะเขียนแผนการว่าโลกสังคมนิยมจะต้องเป็นอย่างใด โดยเขากล่าวว่าเขามิได้ "เขียนตำราอาหาร สำหรับอนาคต". สำหรับภายนอกยุโรปและสหรัฐอเมริกาแล้ว การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยม รวมถึงการกลุ่มชาตินิยม มักมีความสำคัญกว่าคอมมิวนิสต์. อย่างไรก็ตาม หลายครั้งกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ ได้ใช้แนวคิดของมาร์กซเป็นพื้นฐานทางทฤษฎี.
ผู้สนับสนุนมาร์กซในปัจจุบันกล่าวโดยทั่วไปว่า มาร์กซนั้นพูดไว้อย่างถูกต้องว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นภาพสะท้อนมาจากผลของประวัติศาสตร์และสภาพทางสังคม (ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้ถ้ายังเชื่อว่ามีธรรมชาติที่แท้ของมนุษย์อยู่) พวกเขาเชื่อว่าการวิเคราะห์เกี่ยวกับสินค้าของมาร์กซยังคงเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ และความแปลกแยกก็ยังเป็นปัญหาที่สำคัญอยู่ พวกเขากล่าวว่าระบบทุนนิยมนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นระบบโดด ๆ แยกกันไปตามแต่ละประเทศ ดังนั้นการวิเคราะห์จะต้องพิจารณาว่าเป็นระบบที่เชื่อมต่อกันในระดับโลก พวกเขากล่าวว่าเมื่อมองในระดับโลกแล้ว ระบบทุนนิยมในขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการก่อตัว และก็กำลังขยายช่องว่างระหว่างคนมั่งมีและคนยากจนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับในประเทศอังกฤษในบทความของเองเกิลส ซึ่งช่องว่างนี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้มาร์กซหันเหจากการศึกษาปรัชญามาสนใจปัญหาสังคม
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2007, 10:28:01 AM »

การทำกระทู้นี้เพื่อให้บุคคลที่เข้ามาได้ศึกษาประวัติของบุคคลในอดีต อาจจะสะดวกต่อการทำรายงานด้วย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นฝ่ายไหน  ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา ถ้าใครมีประวัติของใครก็ช่วยลงได้นะครับ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2007, 20:34:56 PM »

ปรีดี  พนมยงค์

จากลูกชาวนาสู่ผู้อภิวัฒน์ 2475 ผู้นำเสรีไทยแต่สุดท้ายเป็นคนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ

          ปรีดี  พนมยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 11  พฤษภาคม  พ.ศ.2443  ถือกำเนิดในเรือนแพหน้าวัดพนมยงค์  อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   บิดาชื่อนายเสียง เป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว  ซึ่งมีบรรพบุรุษข้างปู่สัมพันธ์กับพระเจ้าตากสิน  มารดาชื่อนางจันทน์ สืบเชื้อสายมาจากพระนมแห่งกษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "ประยงค์"  ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดห่างจากกำแพงพระราชวังด้านตะวันตกชื่อ วัดนมยงค์ หรือ "พนมยงค์"   เมื่อครั้งมีการประกาศพระราช บัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ.2456 ครอบครัวนี้จึงได้ใช้นามสกุลว่า "พนมยงค์"
          สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ โรงเรียนวัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า ได้เข้าศึกษาต่อชั้น มัธยมเตรียมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ   แล้วก็ออกมา ช่วยบิดาทำนาอีกหนึ่งปี  จากนั้นจึง เข้าศึกษาที่โรงเรียนกฏหมาย กระทรวงยุติธรรม   ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2460 จึง สอบไล่วิชากฏหมาย ชั้นเนติบัณฑิตได้ เมื่ออายุเพียง 19 ปี ต่อมาเมื่ออายุ 20 ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นสมาชิกเนติ บัณฑิตยสภา  เนื่องจากกระทรวงยุติธรรมพอใจในผล สอบจึงให้ทุนนายปรีดีไปเรียนต่อกฎหมาย ที่ประเทศ ฝรั่งเศส  เข้าเรียนชั้นปริญญาตรีทางกฏหมาย ที่ มหาวิทยาลัยก็อง (Univesite de Caen )
ในเดือนสิงหาคม   ปี พ.ศ.2463 ปรีดีได้ร่วมกับ นักเรียนไทยในยุโรป   (ยกเว้นอังกฤษ) ก่อตั้งสมาคม "สามัคคยานุเคราะห์สมาคม" โดยปรีดีได้รับเลือกเป็น เลขาธิการสมาคม  ต่อมาได้รับเลือกให้เป็นสภานายก สมาคมในปี พ.ศ.2468 -2469 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2496 ปรีดี  พนมยงค์ ได้ร่วมกับเพื่อนอีก 6   คน คือ ร.ท.ประยูร  ภมรมนตรี, ร.ท.แปลก  ขีตตะสังคะ(หลวงพิบูลสงคราม) นักศึกษา วิชาทหารปืนใหญ่, ร.ต. ทัศนัย  มิตรภักดี นักศึกษาวิชา
การทหารม้า, นายตั้ว  ลพนุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอกในสวิตเซอร์แลนด์, หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ  สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตประจำกรุงปารีส และนายแนบ  พหลโยธิน   เนติบัณฑิตอังกฤษ ประชุม ครั้งแรกในการก่อตั้งคณะราษฎร    ที่หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส เพื่อตกลงที่จะทำการเปลี่ยน แปลงการปกครองจากกษัตริย์เหนือกฏหมาย  มาเป็น การปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฏหมาย โดยใช้วิธีการยึด อำนาจโดยฉับพลันและจับกุมบุคคลสำคัญไว้เป็นตัว ประกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ใช้สำเร็จมาแล้วในการปฏิวัติ ฝรั่งเศสและรัสเซีย อีกทั้งเป็นการป้องกันมิให้ประเทศ มหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศสถือโอกาสยกกำลังทหาร เข้ามายึดสยามขณะที่เกิดความไม่สงบภายในประเทศ
ที่ประชุมตกลงกันว่า เมื่อกลับประเทศแล้วหากการ ก่อการครั้งนี้ล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ ให้นายแนบ พหลโยธิน ซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อนเป็นผู้ดูแลครอบครัวของเพื่อนที่ ติดคุกหรือตาย
          ต่อมาได้มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อการเพิ่มขึ้น คือ ร.อ.สินธุ์   กมลนาวิน ร.น.(หลวงสินธุ-สงครามชัย)  นายควง  อภัยวงศ์ นายทวี  บุณยเกตุ  ดร.ประจวบ  บุนนาค  ม.ล.อุดม  สนิทวงศ์ นายบรรจง  ศรีจรูญ และได้ชักชวน พ.อ.พระยา ทรงสุรเดช อดีตนักเรียน เยอรมันซึ่งอยู่ในระหว่างการไปดูงานที่ฝรั่งเศสให้เข้า ร่วมด้วย    ปี พ.ศ.2469 นายปรีดีได้รับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ทางกฎหมาย(Docteur en Droit) และสอบไล่ได้ประกาศ นียบัตรทางการศึกษา ชั้นสูงใน ทางเศรษฐกิจ (DiplÔme d'  Economie  Politique )  จากมหาวิทยาลัยปารีส เมื่ออายุได้ 26 ปีในปี พ.ศ.2470 นายปรีดีได้เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นคนไทยคนแรกที่จบดุษฎีบัณฑิตจากมหา วิทยาลัยปารีส   นายปรีดีได้เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม  ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม  และยังได้เป็นผู้สอนในโรงเรียนกฎหมาย  กระทรวงยุติธรรม ในเวลาว่างก็ได้เปิดการอบรม ทบทวนวิชากฎหมายให้แก่นักเรียนกฎหมายที่บ้านถนนสีลมโดยไม่คิดค่าสอน  ทำให้ได้เผยแพร่อุดมการณ์และได้ ลูกศิษย์เช่น นายซิม  วีระไวทยะ  นายสงวน  ตุลารักษ์  นายดิเรก   ชัยนามมาเข้าร่วมเป็นกำลังในคณะราษฎรด้วย ในส่วนของคณะราษฎรแต่ละสายก็ได้แยกย้ายกันหาสมาชิกที่จะเข้าร่วมก่อการปฏิวัติ  ซึ่งภายหลังการปฏิวัติแล้ว ปรากฏว่ามีสมาชิกทั้งสิ้น  115 คน มากกว่าครึ่งมีอายุน้อยกว่า 30 ปี
          วันที่ 24 มิถุนายน  พ.ศ.2475 คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจ การปกครองแผ่นดินอย่างรวดเร็ว  โดยลวงทหารจากกรมกองต่างๆให้มา ชุมนุมพร้อมหน้ากันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและถือโอกาสประกาศ เปลี่ยนแปลง การปกครองทันที  กำลังอีกส่วนหนึ่งไปเชิญพระบรม วงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์มาเป็นตัวประกัน  นายปรีดี เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนหลังจากยึดอำนาจในกรุงเทพฯได้แล้ว  คณะผู้ก่อการได้ส่งนาย ทหารเรือเป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐานอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล  จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์  ให้ทรงทราบ และพระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ.2475  ที่ร่างโดยนายปรีดี  พนมยงค์  และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก และมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ของประเทศ
          วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 เริ่มมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของสยาม โดยมีนายปรีดี  พนมยงค์ เป็นอนุกรรมการร่าง  และต่อมาได้มี พ.ร.บ.การเลือกตั้งฉบับแรกออกมาด้วย  ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและ สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฏรได้เท่าเทียมผู้ชาย (นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมี สิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง)  นายปรีดีได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี
          ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2476 นายปรีด  พนมยงค์ได้เสนอ "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เพื่อให้พิจารณาใช้เป็นหลัก สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นสหกรณ์เต็มรูปแบบ แต่ไม่ทำลาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของ เอกชน โดยให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพัทธบัตร  มีดอกเบี้ยประจำปี   ให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ว่าเมื่อราษฎรผู้ใดไม่สามารถ ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือชราหรืออ่อนอายุก็จะได้รับความอุปการะ เลี้ยงดูจากรัฐบาล แต่แนวความคิดดังกล่าว ฝ่ายพระยามโนปกกรณ์ นายกรัฐมนตรีและขุนนางต่างๆ ไม่เห็นด้วยเนื่องจาก ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเจ้าและขุนนาง ยังกุมอำนาจอยู่  เมื่อนำเข้าสู่สภาแล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วย  นายปรีดีจึงได้ลาออก จากตำแหน่ง   รัฐบาลร่วมกับทหารบางกลุ่มทำการยึดอำนาจปิดสภาและออก พ.ร.บ. ว่าด้วยคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476  ออกแถลงการณ์ประณามนายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์  นายปรีดีจึงถูกเนรเทศออกนอก ประเทศไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส  เมื่อวันที่ 12  เมษายน  พ.ศ.2476
          ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน  พ.ศ.2476 พ.อ.พระยาพหลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจ และได้รับแต่ตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แทนรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา  สภาผู้แทนได้ตั้งกรรมาธิการสอบสวนกรณี นายปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์  ผลการสอบสวนได้ข้อสรุปว่า นายปรีดีเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2477 และต่อมาได้นายปรีดีได้ กลับมาเมืองไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 21  มีนาคม  พ.ศ.2477นายปรีดีได้ทำการร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2476 มีเนื้อหาสำคัญคือ การกระจายอำนาจการปกครองเป็น  ส่วนกลาง   ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น    ดำเนินการสถาปนาคณะกรรมการ กฤษฎีกา เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายแผ่นดิน ผลักดันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ ศาลปกครองซึ่งมีหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และทำให้ราษฎรสามารถตรวจสอบ ฝ่ายปกครองได้แต่ทำไม่สำเร็จ  ประเทศไทยมามีศาลปกครองก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไป 67 ปี
          วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2477 นายปรีดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และได้มีพิธีสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองที่ อาคารโรงเรียนกฎหมาย  กระทรวงยุติธรรม ในปีแรกที่มี การเปิดสอนมีผู้สมัครเข้าเรียนถึง 7,094 คน และในปีแรกนี้ผลิตบัณฑิตที่โอนมาจากโรงเรียนกฎหมายเดิม 19 คน
          วันที่ 12  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2478 นายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลพระยาพหล พยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี   ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนายปรีดีและคณะได้ออกเดินทางด้วยเรือไปประเทศอิตาลี พบกับมุโสลินี ผู้นำฟาสซิสม์ของอิตาลี เข้าพบนายปิแอร์  ลาวาล นายกรัฐมนตรี ฝรั่งเศส เพื่อเจรจายกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม  ต่อจากนั้นเดินทางไปประเทศเยอรมนี พบตัวแทนของอดอล์ฟ  ฮิตเลอร์ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจ  เดินทางไปอังกฤษ เพื่อเจรจากู้เงินกับเซอร์  แซมมวล  ฮอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผลการเจรจา เจ้าหนี้ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มาเมื่อ พ.ศ.2467  จำนวน  2,340,300 ปอนด์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปีเหลือเพียง ร้อยละ 4 ต่อปี  จากนั้นได้เดินทางไป ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายคอร์เดล  ฮัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เรื่องการแก้ไขสนธิสัญญา  แล้วเดินทางต่อมาที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าพบ จักรพรรดิฮิโรฮิโต และเขาพบนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพื่อขอให้ยกเลิกสัญญา ที่ไม่เป็นธรรม    เมื่อเดินทางกลับ มาเมืองไทยนายปรีดีได้ย้ายที่ทำงานมาที่ กระทรวงการต่างประเทศ  และดำเนินการทางการทูตเจรจาขอยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กับสิบสองประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์  เบลเยี่ยม สวีเดน  เดนมาร์ก  สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์  อังกฤษ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส  ญี่ปุ่นและเยอรมนี จนสามารถยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยาม สมัยสมบูรณาญา สิทธิราชย์ทำไว้กับประเทศต่างๆในนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือได้สำเร็จ  จนได้รับเอกราชทาง ศาลและเอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมา  พร้อมกันนั้นได้ลงนามสนธิสัญญาใหม่ที่ใช้หลัก "ดุลยภาพแห่งอำนาจ" เพื่อให้สยามได้เอกราชอธิปไตยสมบูรณ์และมีสิทธิเสมอภาคกับต่างชาติ
          เดือนธันวาคม  พ.ศ.2481 นายปรีดี  พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ในคณะ รัฐมนตรี พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม  นายปรีดีคาดว่าอาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในไม่ช้า เงินปอนด์ที่สยามประเทศ ใช้เป็นทุนสำรองเงิรตราอาจจะลดค่าลงได้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนการเก็บรักษาเงินทุนสำรองเป็นทองคำแท่งแทนเงินปอนด์ โดยนำเงินปอนด์ที่เป็นทุนสำรองจำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำแท่งหนัก 273,815 ออนซ์ (ราคาออนซ์ละ 35 เหรียญสหรัฐ อเมริกา)  และนำมาเก็บไว้ที่ห้องนิรภัยกระทรวงการคลัง ทำให้ค่าเงินบาทมีความเสถียรภาพมาก และได้วางรากฐาน จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น ( มีพิธีเปิดธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2485 ซึ่งมีพลตรีเภา เพียรเลิศ  บริภัณฑ์ยุทธกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง )
          วันที่ 24 มิถุนายน  พ.ศ.2482 รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศยกเลิกนามประเทศว่า สยาม (Siam) ให้เปลี่ยนเป็นประเทศไทย (Thailand) และประกาศเลิกใช้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ให้เปลี่ยนมาใช้วันที่ 1 มกราคม ของทุกปีแทน ( ดังนั้นนับตั้งแต่วนที่ 1 มกราคม พ.ศ.2483ในปฏิทินเก่า จึงให้ถือว่าเป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484)
          วันที่ 8 ธันวาคม  พ.ศ.2484 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา  ญี่ปุ่นยกทัพขึ้นบกเข้ามาในประเทศไทยทางอ่าวไทย พร้อมกันหกแห่ง   รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ตกลงยอมแพ้และได้เซ็นสัญญาเป็นพัทธมิตรกับญี่ปุ่น ที่หน้าวัด พระแก้วมรกต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม  พ.ศ.2484  ต่อมานายปรีดีถูกทหารญี่ปุ่นกดดันให้จอมพลป.  พิบูลสงครามปลด นายปรีดีให้พ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐบาล  ในเวลาต่อมานายปรีดีได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
          วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2485  รัฐบาลจอมพลป.  พิบูลสงครามได้ประกาศสงคราม กับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ฝ่ายอังกฤษประกาศสงครามตอบแต่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ประกาศ สงครามด้วย  โดยถือว่าไทยถูกญี่ปุ่นรุกราน  แต่นายปรีดี ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้ลงนามในประกาศสงครามดังกล่าว   และได้ดำเนินการจัดตั้งขบวนการ เสรีไทยในทางลับ  มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขบวนการ ภายใต้รหัสลับ "รูธ" ประสานงานลับกับฝ่ายสัมพันธมิตร  ดำเนินการ ต่อต้านญี่ปุ่นและ เจรจาให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าใจว่าการประกาศสงครามของจอมพลป. ไม่ถูกต้องตาม กฎหมาย ต่อมาในวันที่ 1  สิงหาคม  พ.ศ.2487 สภาผู้แทนราษฏรมีมติให้นายปรีดี ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ แต่ผู้เดียว
          วันที่ 15  สิงหาคม  พ.ศ.2488 หลังจากเครื่องบินสหรัฐอเมริกาไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและ นางาซากิ ญี่ปุ่นได้ยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข    ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 นายปรีดีในฐานะ ผู้สำเร็จราชการ ก็ประกาศสันติภาพ มีสาระสำคัญว่า การประกาศสงครามของจอมพลป. พิบูลสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และอังกฤษเป็นโมฆะ  มีผลทำให้ประเทศไทยไม่ต้องถูกปลดอาวุธกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม  สัมพันธมิตรรับรอง เอกราชอธิปไตยของไทย  รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย
         วันที่ 5 ธันวาคม  พ.ศ.2488 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัติพระนคร  ในครั้งนี้ได้ทรงบรรลุ นิติภาวะแล้ว   นายปรีดี  พนมยงค์จึงพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2488 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯยกย่องให้นายปรีดีในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส มีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการ
         วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2489 นายปรีดี พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี(ครั้งที่1) และได้มีการประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่  ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนั้น
         วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดี  พนมยงค์ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่2)   แต่ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน  พ.ศ.2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต   ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เสนอของความเห็น ชอบจากรัฐสภา ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์    ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายปรีดีได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ครั้งที่3)  และได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีกรณีสวรรณคตรัชการที่ 9
        วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารนำโดยพลโทผิน  ชุณหะวัณ ยึดอำนาจการปกครองประเทศ  นายปรีดี  พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปประเทศสิงคโปร์
          วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ดำเนินการ "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" หรือ "กบฏ วังหลวง" เพื่อยึดอำนาจแต่ ไม่ประสบความสำเร็จ นาย ปรีดี  พนมยงค์ได้ลี้ภัย การเมืองที่ประเทศสาธารณ ประชาชนจีน ในระหว่าง ปี พ.ศ.2592 - 2513  และได้ ลี้ภัยการเมืองต่อที่ประเทศ ฝรั่งเศส ระหว่างปี    พ.ศ.2513 - 2526
        วันที่ 2 พฤษภาคม  พ.ศ.2526  นายปรีดี   พนมยงค์อสัญกรรมที่บ้านพักชานกรุงปารีส   ต่อมาในปี พ.ศ.2543 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)  ได้ประกาศบรรจุชื่อ นายปรีดี  พนมยงค์ไว้ใน ประวัติบุคคลสำคัญของโลก ปี ค.ศ.2000-2001
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 02 สิงหาคม 2007, 20:36:56 PM »

อีกนิด

      ในช่วงที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว ประเทศเพื่อนต่างๆหลายประเทศได้ตกเป็นอาณา นิคมของ ประเทศมหาอำนาจ  สยามประเทศสูญเสีย เอกราชทางการ ค้าจากการถูกบังคับให้เซ็นสัญญาบาวริง ในปี พ.ศ.2398 และเสียดินแดนบางส่วนด้วย  ปรีดีพบว่า ชาวนาต้องขัดสนยากจนด้วยทุนและหนี้สิน  ราคาข้าวตกต่ำเป็นอย่างมาก   

      ในประเทศจีนมีการเปลี่ยน แปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นการปกครองแบบ สาธารณรัฐในปี พ.ศ.2454  โดยมี ดร.ซุนยัดเซ็น เป็น หัวหน้า  ส่วนในประเทศไทยได้เกิดกบฏ ร.ศ.130 แต่คณะ ผู้ก่อการถูกจับกุ่มได้   ในประเทศรัสเซีย ปี พ.ศ. 2491 กลุ่มบอลเชวิกได้ก่อการล้มล้างพระเจ้าซาร์

      ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 กรุงปารีสเป็นที่รวมของ แนวคิดทฤษฎีทางการเมืองของค่ายต่างๆ  ทั้งมาร์กซ์ เองเกลส์ และเลนินก็เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่   นักศึกษาต่าง ชาติที่ต่อมาเป็นนักปฏิวัติคนสำคัญ ต่างก็มาอยู่ที่ฝรั่งเศส เช่น โจวเอินไหล  เติ้งเสี่ยวผิง  โฮจิมมินห์  เป็นต้น  ปรีดี พนมยงค์ก็สำเร็จการศึกษาจากที่นี่

       และในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นยุคแห่ง ขบวนการปฎิวัติ และขบวนการชาตินิยม ซึ่งเติมโตขึ้น ในแทบทุกที่ที่มีการคุกคามของมหาอำนาจ ในภาคพื้น เอเชียตะวันออกเฉลียงใต้ ผู้นำขบวนการชาตินิยม คนสำคัญหลายคนถือกำเนิดขึ้น นำการเคลื่อนไหวเพื่อ ปลดปล่อยประเทศของตนให้เป็นอิสระจากเจ้าอาณา นิคมตะวันตก เช่น ซูการ์โน(2444-2523) แห่ง อินโดนีเชีย , อองซาน (2458-2490) , แห่งพม่า และโฮจิมมินห์ (2433-2510) แห่งเวียดนาม

      สำหรับในด้านยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ทั้งด้านศิลปะและวิทยาการ และใน ทางการเมือง รัสเซีย เกิดการปฏิวัติโค่นล้มระบบซาร์ (2460) , เยอรมนี กลายเป็นประเทศสาธารณรัฐ (2461), พร้อมๆกับการเติบโตขึ้นของอุดมการณ์ชาตินิยม, สังคมนิยม, เสรีนิยม และคอมมิวนิสต์

      ปรีดี  พนมยงค์ขณะใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาที่ต่าง ประเทศได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางการปะทะสังสรรค์ทาง ความคิดใหม่ๆ  บรรยากาศในยุโรปที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน สยามมีผลอย่างมากต่อความคิดเปลี่ยนแปลงการ ปกครองของปรีดีในวัยหนุ่ม  ณ  ที่นั่นปรีดีและสหายได้ ก่อตั้งสมาคม สามัคยานุเคราะห์สมาคม ขึ้นในปี 2467 ต่อมาร่วมกับมิตรสหายได้เริ่มก่อตั้ง คณะราษฎร ขึ้นใน ปี 2469  ซึ่งในอีกเจ็ดปีต่อมา คณะราษฎรก็สามารถนำ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามเป็นผลสำเร็จ ในปี พ.ศ.2475 
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
รอฟ้าสีทอง
Newbie
*
กระทู้: 15


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2007, 21:21:18 PM »

  พี่กิ่งหลิวหาประวัติจากไหนมาเยอะแยะเลย  อยากให้มีกระทู้ที่เป็นสาระอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ นะคะ  รอดูผลงานอยู่เรื่อย ๆ นะคะ  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

อุทิศชีวีเพื่อศักดิ์ศรีไทยดำรงคู่ฟ้า
ดั่งแสงตะวันแรงกล้า ส่องแสงเจิดจ้าทั่วแคว้นแดนไทย
Pa Pol
Full Member
***
กระทู้: 222


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2007, 22:47:16 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
น้องกิ่งหลิว
ลงประวัติเพื่อนๆเราที่เสียชิวิตได้ไหมคะ
 ยิ้ม ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Red Sun
Hero Member
*****
กระทู้: 1450



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 16:48:43 PM »



มาร์ก และ เองเกล  คู่นักคิดผู้ยิ่งใหญ่

ยังปรากฎตัวอยู่ทุกวันนี้ที่กรุงเบอร์ลิน
บันทึกการเข้า
Red Sun
Hero Member
*****
กระทู้: 1450



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 16:51:22 PM »



สองนักคิดผู้ยิ่งยง  ใครไปเบอร์ลิน อย่าลืมแวะไปเยี่ยมนะครับ
 ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Red Sun
Hero Member
*****
กระทู้: 1450



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 17:04:54 PM »

คาร์ล มาร์กซ

     
ช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนนั้น ครอบครัวของมาร์กซค่อนข้างยากจน และยังต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากเองเกิลสเป็นระยะ ๆ มาร์กซเสียชีวิตที่ลอนดอนในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) ศพของเขาฝังที่สุสานไฮห์เกต (Highgate Cemetery) ที่ลอนดอน บนป้ายชื่อของเขาจารึกไว้ว่า: "กรรมาชีพในทุกพื้นถิ่น จงรวมพลัง!" ("Workers of all lands, unite!")




ที่สุสานไฮห์เกต (Highgate Cemetery)

Workers of all lands, unite
บันทึกการเข้า
Chontai
Sr. Member
****
กระทู้: 523


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 17:36:51 PM »

สิ่งที่ควรศึกษาจากทั้งสองท่านนี้คือ  การกล้ายืนหยัดในแนวคิดของตน

แม้จะมีแรงเสียดทาน   มีแรงโต้ตอบหนักเพียงใดก็กล้ายืนหยัดแนวคิดของตน  จนกลายเป็นปรัชญาทางวิทยาศาสตร์สังคมและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญของโลก
บันทึกการเข้า
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 18:05:00 PM »

ป้าPa Pol ครับ เดี๋ยวผมจะพยายามหามาลงให้นะครับ  ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
idilio
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #13 เมื่อ: 06 สิงหาคม 2007, 18:59:10 PM »

SPEECH AT THE GRAVESIDE OF KARL MARX

By  F. Engels
   
   On the 14th of March, at a quarter to three in the afternoon, the greatest living thinker ceased to think. He had been left alone for scarcely two minutes, and when we came back we found him in his armchair, peacefully gone to sleep -- but for ever.
    An immeasurable loss has been sustained both by the militant proletariat of Europe and America, and by historical science, in the death of this man. The gap that has been left by the departure of this mighty spirit will soon enough make itself felt.
    Just as Darwin discovered the law of development of organic nature, so Marx discovered the law of development of human history: the simple fact, hitherto concealed by an overgrowth of ideology, that mankind must first of all eat, drink, have shelter and clothing, before it can pursue politics, science, art, religion, etc.; that therefore the production of the immediate material means of subsistence and consequently the degree of economic development attained by a given people or during a given epoch form the foundation upon which the state institutions, the legal conceptions, art, and even the ideas on religion, of the people concerned have been evolved, and in the light of which they must, therefore, be explained, instead of vice versa, as had hitherto been the case.
    But that is not all. Marx also discovered the special law of motion governing the present-day capitalist mode of production and the bourgeois society that this mode of production has created. The discovery of surplus value suddenly threw light on the problem, in trying to solve which all previous investigations, of both bourgeois economists and socialist critics, had been groping in the dark.
    Two such discoveries would be enough for one lifetime. Happy the man to whom it is granted to make even one such I discovery. But in every single field which Marx investigated -- and he investigated very many fields, none of them superficially -- in every field, even in that of mathematics, he made independent discoveries.
    Such was the man of science. But this was not even half the man. Science was for Marx a historically dynamic, revolutionary force. However great the joy with which he welcomed a new discovery in some theoretical science whose practical application perhaps it was as yet quite impossible to envisage, he experienced quite another kind of joy when the discovery involved immediate revolutionary changes in industry, and in historical development in general. For example, he followed closely the development of the discoveries made in the field of electricity and recently those of Marcel Deprez.
    For Marx was before all else a revolutionist. His real mission in life was to contribute, in one way or another to the overthrow of capitalist society and of the state institutions which it had brought into being,  to  contribute to the liberation of the modern proletariat,  which he was the first to make conscious of its own position and its needs, conscious of the conditions of its emancipation. Fighting was his element. And he fought with a passion, a tenacity and a success such as few could rival. His work on the first Rheinische Zeitung (1842), the Paris Vorzwärts! (1844), the Deutsche-Brüsseler-Zeitung (1847), the Neue Rheinische Zeitung (1848-49), the New York Tribune (1852-61), and in addition to these a host of militant pamphlets, work in organizations in Paris, Brussels and London, and finally, crowning all, the formation of the great International Working Men's Association -- this was indeed an achievement of which its founder might well have been proud even if he had done nothing else.
    And, consequently, Marx was the best hated and most calumniated man of his time. Governments, both absolutist and republican, deported him from their territories. Bourgeois, whether conservative or ultra-democratic, vied with one another in heaping slanders upon him. All this he brushed aside as though it were cobweb, ignoring it, answering only when extreme necessity compelled him. And he died beloved, revered and mourned by millions of revolutionary fellow workers -- from the mines of Siberia to California, in all parts of Europe and America -- and I make bold to say that though he may have had many opponents he had hardly one personal enemy.
    His name will endure through the ages, and so also will his work!
บันทึกการเข้า
กิ่งหลิว
Full Member
***
กระทู้: 475



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 12:20:50 PM »

วลาดิมีร์ เลนิน

     วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน (Vladimir Ilyich Lenin, Владимир Ильич Ленин) เกิด 22 เมษายน พ.ศ. 2413-21 มกราคม พ.ศ. 2467) ผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตที่สถาปนาเมื่อ พ.ศ. 2465 หัวหน้าพรรคบอลเชวิก นายกรัฐมนตรีคนแรกและเป็นเจ้าของแนวคิดส่วนใหญ่ในลัทธิเลนิน

ชื่อ “เลนิน” นั้นเป็นหนึ่งในนามแฝงที่ใช้ในการปฏิวัติ เดิมมีชื่อสกุลว่าอูเลียนอฟ (Ulyanov) ได้รับการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคาซาน และเซนปีเตอร์สเบิร์ก เลนินถูกจำคุกระหว่าง พ.ศ. 2438-2440 และในปีต่อมาถูกเนรเทศไปไซบีเรียจนถึง พ.ศ. 2443 เนื่องจากเข้าขบวนการปฏิวัติใต้ดิน หลังการปฏิวัติเลนินได้เป็นหัวหน้าพรรค “บอลเชวิค” (Bolshevik) ที่ทำการปฏิวัติล้มล้างระบบกษัตริย์ของรัสเซียในปี พ.ศ. 2460 และตั้งตนเป็นผู้นำประเทศและรีบทำการเจรจาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อทุ่มกำลังปราบปรามฝ่ายต่อต้านในสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2461-2464

เลนินมีความเชื่อมั่นในระบอบสังคมนิยม จึงรวบอำนาจมารวมไว้ในพรรคคอมมิวนิสต์ และเริ่มปรับเปลี่ยนระบบควบคุมจากส่วนกลางที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดของพวกบอลเชวิก มาทุ่มเทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวใหม่ที่เรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจแนวใหม่” (New Economic Policy) อย่างเต็มที่เพื่อล้มระบบทุนนิยม แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจากกลุ่มหัวรุนแรงเดิมว่าเป็นการอ่อนข้อให้ระบบทุนนิยมและหนีห่างจากระบบสังคมนิยมมากเกินไป

ก่อนเสียชีวิต เลนินป่วยหนักมีอาการชักและมีโลหิตออกในสมอง ศพของเลนินได้รับการอาบน้ำยาตั้งไว้ให้ประชาชนเคารพในสุสานที่จตุรัสหน้าวังเครมลินจนถึงปัจจุบัน นับว่าเลนินเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตที่ยังมีคนนับถือ พรรคคอมมิวนิสต์ได้เปลี่ยนชื่อเมืองสำคัญคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มาเป็นเมืองเลนินกราดเมื่อ พ.ศ. 2467 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา แต่ได้กลับมาใช้ชื่อเดิมอีกหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากเลนิน คือ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตเข้าสู่ยุคม่านเหล็กที่ลึกลับที่ปิดประเทศจากโลกเสรี มีการปกครองที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยมขัดกับเจตจำนงเดิมของเลนินอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตสลายได้โดยง่ายเมื่อปี พ.ศ. 2534

ชีวิตวัยเด็ก

     เลนินเกิดในเมืองเซมเบิร์ซก์ของรัสเซีย เป็นบุตรชายของ อิลยา นิโคเลวิช อุลยานอฟ (ค.ศ. 2374-2429) ข้าราชการรัสเซียผู้ที่ทำงานเพื่อประชาธิปไตยและโอกาสการศึกษาที่ทั่วถึงในรัสเซีย และมารดาของเลนินคือ มาเรีย อเล็กซานดรอฟนา บลังก์ ผู้ที่มีหัวเสรีนิยม เลนินมีเชื้อสายคาลมิก (รัฐริมทะเลสาบแคสเปียน) ผ่านทางบิดา และมีเชื้อสายชาวเยอรมนีที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโวลกาผ่านทางยาย (ยายของเลนินนับถือศาสนาคริสต์นิกายลูเธอรัน) และเชื้อสายยิวผ่านทางตา (ตาของเลนินภายหลังเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์) ส่วนตัวเลนินเองได้รับพิธีล้างบาปในนิกายรัสเซียนออร์ธอดอกซ์
วลาดิมีร์ทำให้ตัวเองแตกต่างกับคนอื่นด้วยการศึกษาภาษาละตินและกรีก ชีวิตวัยเด็กของเขามีเหตุการณ์น่าเศร้า 2 อย่าง คือ ในปี พ.ศ. 2429 พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคเลือดออกในสมอง และในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2430 พี่ชายของเขา อเล็กซานเดอร์ อุลยานอฟ ถูกแขวนคอในข้อหามีส่วนร่วมในการวางแผนลอบปลงพระชนม์ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 เหตุการณ์หลังนี้ทำให้วลาดิมีร์กลายเป็นพวกเสรีนิยมสุดโต่ง (ผู้เขียนประวัติของเลนินได้เขียนว่าเหตุการณ์นี้เป็นศูนย์รวมของความกล้าหาญในการปฏิวัติของเลนิน) ต่อมาในปีนั้น วลาดิมีร์ก็ถูกจับกุมและไล่ออกจากมหาวิทยาลัยคาซานด้วยข้อหาที่ว่าวลาดิมีร์เข้าร่วมในการประท้วงของนักศึกษา เขาได้ศึกษาต่อด้วยตัวเองและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพทางกฎหมายได้ในปี พ.ศ. 2434

การปฏิวัติ

     แทนที่วลาดิมีร์จะประกอบอาชีพทางกฎหมาย วลาดิมีร์กลับมีส่วนรวมในความพยายามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการปฏิวัติ และการศึกษาลัทธิมาร์กซมากขึ้นเรื่อย ๆ วลาดิมีร์ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของเขาในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นส่วนมาก ต่อมา ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2438 วลาดิมีร์ก็ถูกจับกุมและคุมขังเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นก็ถูกเนรเทศไปที่หมู่บ้านชูเชนสโกเยในไซบีเรียดังกล่าวมาแล้ว
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2441 วลาดิมีร์แต่งงานกับ นาเดชด้า ครุปสกายา ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวสังคมนิยม ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ. 2442 เขาได้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า พัฒนาการของระบบทุนนิยมในรัสเซีย ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 การเนรเทศของเขาก็ได้สิ้นสุดลง วลาดิมีร์ได้เดินทางทั้งภายในรัสเซียและไปยังส่วนต่าง ๆ ของยุโรป และได้พิมพ์หนังสือพิมพ์อิสกรา เช่นเดียวกับสิ่งพิมพ์และหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ
เขาได้ร่วมกิจกรรมของพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยของรัสเซีย และในปี พ.ศ. 2446 เขาได้เป็นผู้นำฝ่ายบอลเชวิกภายในพรรค ภายหลังจากที่แตกแยกกับกลุ่มเมนเชวิกที่ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากงานของเลนินชื่อว่า จะทำอะไรในอนาคต (What is to be done?) ในปี พ.ศ. 2449 เลนินได้รับเลือกเข้าไปในคณะกรรมการบริหารพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยของรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2450 เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ฟินแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาได้ท่องเที่ยวไปในยุโรปต่อและร่วมในการประชุมและกิจกรรมของพวกสังคมนิยมในหลายๆแห่ง รวมถึงการประชุมซิมเมอร์วัลด์ในปี พ.ศ. 2458 ด้วย เมื่อ อิเนสซ่า อาร์วัลด์ ออกมาจากรัสเซียแล้วตั้งถิ่นฐานในปารีส เธอก็ได้พบกับเลนิน และสมาชิกบอลเชวิกคนอื่น ๆ ที่ถูกเนรเทศมา ในที่สุดเธอก็ได้กลายเป็นสหายของเลนิน
ในวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2460 เขาได้ออกจากสวิตเซอร์แลนด์กลับไปยังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (เปโตรกราด) ในรัสเซียหลังจากที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกโค่นล้ม และมีบทบาทสำคัญในขบวนการบอลเชวิก เขาได้พิมพ์เมษาวิจารณ์ (April Theses) ต่อมาหลังจากความล้มเหลวในการประท้วงของคนงาน เลนินได้หนีไปยังฟินแลนด์เพื่อความปลอดภัย เขากลับมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน และได้ปลุกระดมทหารให้ลุกขึ้นปฏิวัติโดยมีคำขวัญว่า “อำนาจทั้งหมดเพื่อโซเวียตทั้งหลาย” (คำว่า โซเวียต แปลว่า สภา) เพื่อต่อต้านรัฐบาลชั่วคราวที่นำโดย(อเล็กซานดร์ เคเรนสกี้) ความคิดของเลนินเกี่ยวกับรัฐบาลนั้นเขียนอยู่ในบทความเรื่อง “รัฐและการปฏิวัติ” ซึ่งเรียกร้องให้มีระบบการปกครองใหม่ที่มีรากฐานมากจากสภาของคนงาน หรือโซเวียต

ประมุขของรัฐโซเวียต

     ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2460 เลนินได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาประชาชน (ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยต่อมา) โดยสภาคองเกรสโซเวียตในรัสเซีย ในขณะนั้น เลนินต้องเผชิญกับการโจมตีของเยอรมนี เลนินต้องการให้รัสเซียลงนามในสัญญาสันติภาพทันที ผู้นำบอลเชวิกคนอื่นๆ ต้องการให้ทำสงครามกับเยอรมนีต่อไปเพื่อเป็นการกระตุ้นการปฏิวัติในเยอรมนี ส่วนลีออน ทรอตสกี้ที่เป็นประธานในการเจรจานั้นรักษาสถานะเป็นกลางระหว่างสองฝ่าย คือ เรียกร้องสันติภาพ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียดินแดนเพิ่ม หลังจากที่การเจรจาล้มเหลว เยอรมนีก็ได้โจมตีและยึดครองดินแดนฝั่งตะวันตกของรัสเซียไปมาก ซึ่งส่งผลให้ข้อเสนอของเลนินได้รับการสนับสนุนการเสียงส่วนมากของผู้นำพรรคบอลเชวิก และในที่สุดรัสเซียก็ต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาเบรสต์-ลิตอฟสก์ ซึ่งรัสเซียเสียเปรียบอย่างมาก ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2461
เมื่อเลนินยอมรับว่าระบบโซเวียตเป็นระบบเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย เลนินจึงได้ปิดสภาร่างรัฐธรรมนูญรัสเซียลงเพราะว่าพรรคบอลเชวิกไม่ได้เสียงข้างมากในสภานั้น แต่พรรคที่ได้เสียงข้างมากคือพรรคปฏิวัติสังคมนิยมที่ต่อมาภายหลังแตกออกเป็นฝ่ายซ้ายที่นิยมระบบโซเวียต และฝ่ายขวาที่ต่อต้านระบบโซเวียต ส่วนพรรคบอลเชวิกนั้นมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรสโซเวียต และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับฝ่ายซ้ายของพรรคปฏิวัติสังคมนิยม อย่างไรก็ตาม การร่วมมือครั้งนี้ก็ได้ล้มเหลวลงหลังจากพรรคปฏิวัติสังคมนิยมต่อต้านสนธิสัญญาเบรสต์-ลิตอฟสก์ และได้ไปเข้าร่วมกับพรรคอื่นเพื่อล้มรัฐบาลโซเวียต สถานการณ์ได้เลวร้ายลง เมื่อพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคบอลเชวิก (รวมถึงกลุ่มสังคมนิยมหลายกลุ่ม) ได้พยายามล้มรัฐบาลโซเวียต เลนินได้ตอบโต้ด้วยการพยายามยุบพรรคเหล่านั้น แต่ไม่สำเร็จ
ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ฟันย่า คัปลัน สมาชิกพรรคปฏิวัติสังคมนิยม ได้เข้าใกล้เลนินหลังจากที่เลนินได้กล่าวปราศรัยในการประชุมพบปะ และกำลังเดินกลับรถ เธอได้ร้องเรียกเลนิน เมื่อเลนินหันกลับมาเพื่อจะตอบ เธอก็ได้นำปืนยิงเลนินไป 3 นัด 2 นัดทะลุเข้าที่ปอดและไหล่ของเลนิน เลนินถูกพากลับไปยังเครมลิน เพราะว่าเขาปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลเนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีคนดักรอทำร้ายอยู่ที่โรงพยาบาลแน่ แพทย์ได้ถูกเรียกมาดูอาการของเลนิน แต่ได้ลงความเห็นว่าเป็นการเสี่ยงอันตรายเกินไปที่จะถอนลูกกระสุนออกมา ต่อมาไม่นานเลนินก็เริ่มฟื้นตัว แต่สุขภาพของเขาก็เริ่มย่ำแย่ลง และเชื่อกันว่าจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสาเหตุของการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองของเลนินในเวลาต่อมา
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2462 เลนินและผู้นำพรรคบอลเชวิกคนอื่น ๆ ได้พบกับกลุ่มปฏิวัติสังคมนิยมจากทั่วโลก และได้ร่วมกันก่อตั้ง คอมมิวนิสต์นานาชาติ (คอมินเทิร์น) ในครั้งนี้ สมาชิกของคอมินเทิร์น รวมถึงพรรคบอลเชวิกเอง ได้แยกตัวออกจากขบวนการสังคมนิยม ต่อไปพวกเขาจะเป็นที่รู้จักกันว่า "คอมมิวนิสต์" ในรัสเซียเอง พรรคบอลเชวิกก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย" ซึ่งต่อมาภายหลังจะกลายเป็น "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต" (CPSU)
ในขณะเดียวกัน สงครามกลางเมืองก็ได้แผ่ขยายลุกลามออกไปทั่วรัสเซีย การเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายชนิดและผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้จับอาวุธขึ้นสู้เพื่อโค่นล้มรัฐบาลโซเวียต แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายที่เข้าร่วมสงครามกลางเมือง แต่มีฝ่ายหลัก ๆ เพียงสองฝ่ายคือ ผ่ายกองทัพแดง (คอมมิวนิสต์) และฝ่ายกองทัพขาว (นิยมกษัตริย์) มหาอำนาจต่างชาติได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นก็ได้แทรกแซงสงครามนี้ (โดยเป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพขาว) แต่ในที่สุด ฝ่ายกองทัพแดงก็มีชัยในสงคราม โดยเอาชนะกองทัพขาวและพันธมิตรได้ในปี พ.ศ. 2463 (แม้ว่ากองกำลังต่อต้านขนาดย่อม ๆ ยังคงเหลืออยู่ต่อมาอีกหลายปี)
ในไม่กี่เดือนสุดท้ายของปี พ.ศ. 2462 ความสำเร็จของกองทัพแดงเหนือกองทัพขาวได้ทำให้เลนินมั่นใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะขยายวงการปฏิวัติไปสู่โลกตะวันตก โดยการใช้กำลังหากจำเป็น เมื่อสาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 2 ที่เพิ่งเป็นอิสระได้ใหม่ๆ เริ่มต้นที่จะป้องกันพรมแดนทางตะวันออกที่ติดกับรัสเซีย ที่แต่เดิมเป็นของรัสเซียมาตั้งแต่การแบ่งโปแลนด์ในศตวรรษที่ 18 ก็เกิดการปะทะกับฝ่ายรัสเซียเพื่อยึดครองดินแดนส่วนนี้ ทำให้เกิดสงครามโซเวียต-โปแลนด์ขึ้นในปี พ.ศ. 2462 ระหว่างนั้นก็มีการปฏิวัติในเยอรมนีและสันนิบาตสปาร์ตาซิสต์กำลังเจริญเติบโต เลนินก็มองว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะ “แทงยุโรปด้วยดาบปลายปืนของกองทัพแดง” โดยเลนินเห็นโปแลนด์เป็นสะพานที่จำเป็นต้องข้ามเพื่อเชื่อมต่อการปฏิวัติในโซเวียตกับผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในการปฏิวัติในเยอรมนี และเพื่อเป็นการช่วยเหลือขบวนการคอมมิวนิสต์ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ของโซเวียตรัสเซียในสงครามกับโปแลนด์ ได้ทำให้แผนนี้ถูกล้มเลิกไป
สงครามอันยาวนานในรัสเซียได้ทำลายส่วนมากของรัสเซียให้เหลือแต่ซาก ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2464 เลนินได้แทนที่นโยบายคอมมิวนิสต์ด้วยสงคราม (ที่ถูกใช้ในช่วงสงครามกลางเมือง) ด้วยนโยบายเศรษฐกิจใหม่ เพื่อที่จะพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตร แต่ในเดือนเดียวกัน ก็มีการปราบปรามการลุกฮือขึ้นของกะลาสีที่เมืองครอนสตัดท์ (เรียกว่า การกบฏที่ครอนสตัดท์)

การเสียชีวิตของเลนิน     

     สุขภาพของเลนินนั้นได้เสียหายอย่างรุนแรง เนื่องจากความเครียดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการปฏิวัติและสงคราม ความพยายามที่จะสังหารเลนินเมื่อก่อนหน้า ก็ยังช่วยซ้ำเติมปัญหาสุขภาพของเลนิน ลูกกระสุนในคราวนั้นก็ยังฝังอยู่ที่คอของเลนินบริเวณที่ใกล้เส้นประสาทมาก เกินกว่าเทคโนโลยีในสมัยนั้นจะช่วยผ่าตัดออกได้โดยไม่กระทบเส้นประสาท ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2465 เลนินมีอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองเป็นครั้งแรก เขากลายเป็นอัมพาตที่บางส่วนในซีกขวาของร่างกาย ทำให้เลนินมีบทบาทน้อยลงในรัฐบาล หลังจากการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองครั้งที่สองในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เลนินก็ได้วางมือจากกิจกรรมทางการเมืองทุกชนิด ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2466 เลนินมีอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองครั้งที่สาม ทำให้เขาต้องนอนอยู่กับเตียงและไม่สามารถพูดได้
เลนินเสียชีวิตในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2467 ข่าวลือที่ว่าเลนินเสียชีวิตด้วยโรคซิฟิลิสนั้นแพร่กระจายไปไม่นานหลังจากที่เขาตาย แต่สาเหตุการเสียชีวิตของเลนินอย่างเป็นทางการคือ เลนินเสียชีวิตจากการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองครั้งที่ 4 แต่ว่านายแพทย์ประจำตัวของเลนิน 8 คนจาก 27 คนเท่านั้น ที่ลงนามในผลสรุปการชันสูตรศพ ดังนั้น ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเลนินก็ยังมีการนำเสนออยู่เรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น การวินิจฉัยหลังการเสียชีวิตโดยจิตแพทย์ 2 คนและนักประสาทวิทยา 1 คน ที่มีรายงานลงตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาของยุโรป อ้างว่าเลนินเสียชีวิตจากโรคซิฟิลิส
ในปี พ.ศ. 2466 เลนินได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยตัวยาซัลวาซาน ที่เป็นตัวยาเดียวในสมัยนั้นที่ใช้รักษาโรคซิฟิลิส และตัวยาโพแตสเซียมไอโอดีน ที่เป็นวิธีปฏิบัติในการรักษาโรคนี้ในขณะนั้นเช่นกัน
แม้ว่าเลนินอาจเป็นโรคซิฟิลิสเช่นเดียวกับคนรัสเซียจำนวนมากในขณะนั้น แต่เลนินก็ไม่มีอาการของโรคซิฟิลิสขั้นสุดท้ายที่แสดงให้เห็นบริเวณร่างกาย นักประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงเห็นพ้องต้องกันว่า เลนินเสียชีวิตด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งเกิดจากลูกกระสุนที่ฝังอยู่ในลำคอจากการลอบสังหาร
เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเมือง "เลนินกราด" เพื่อเป็นเกียรติแก่เลนิน เมืองนี้ยังคงชื่อเลนินกราดไว้จนกระทั่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2534 จึงเปลี่ยนชื่อกลับเป็นเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
หลังจากที่เลนินมีอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองครั้งแรก เลนินได้เขียนงานหลายฉบับที่กำหนดแนวทางของรัฐบาล ที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดางานเหล่านี้ คือ พันธสัญญาของเลนิน ส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้ได้วิจารณ์สมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ลีออน ทรอตสกี้ และโจเซฟ สตาลิน สำหรับสตาลิน ผู้ที่ได้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1922 เลนินกล่าวว่า เขามี “อำนาจล้นเหลือที่รวมอยู่ในมือของเขา” และแนะนำให้ “สหายจงคิดหาวิธีทำให้สตาลินพ้นจากตำแหน่งนั้น” ภรรยาของเลนินได้ค้นพบงานชิ้นนี้ในห้องทำงานของเลนิน และอ่านให้คณะกรรมการกลางของพรรคฟัง ส่วนหนึ่งของคณะกรรมการฟัง เชื่อ แต่ไม่ได้ซึมซับคำพูดเหล่านี้เอาไว้ ทำให้การวิจารณ์ภายในพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เปิดเผยออกมากว้างขวางนัก
ในช่วงต้นคริสตทศวรรษ 1920 (ประมาณ พ.ศ. 2464-69) การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับลัทธิพลังจักรวาลในรัสเซียค่อนข้างเป็นที่นิยม ทำให้มีความพยายามที่จะแช่แข็งร่างของเลนินไว้ เพื่อจะทำให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาในอนาคต อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นได้รับการซื้อเข้ามาในรัสเซีย แต่ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้แผนนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยร่างของเลนินได้ถูกนำไปดอง และตั้งไว้ในอนุสาวรีย์เลนินในกรุงมอสโกว
เลนินได้แสดงความปรารถนาก่อนเสียชีวิตไม่นานว่า ไม่ให้สร้างอนุสาวรีย์อะไรเพื่อระลึกถึงเขา แต่มีนักการเมืองบางคนต้องการยกสถานะตัวเอง โดยนำตนเองไปเกี่ยวข้องกับเลนินหลังจากที่เลนินเสียชีวิต และตัวตนของเลนินนั้นก็ถูกยกขึ้นไปเกือบเทียบเท่าบุคคลในตำนาน และมีอนุสาวรีย์มากมายที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนเขา



* 180px-Serov-Lenin_proclaims_Soviet_power.jpg (11.36 KB, 180x239 - ดู 20954 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

เพื่อปลดปล่อยพันธนาการแห่งการกดขี่ขูดรีดไปสู่อิสรภาพ "พวกเราไม่มีอะไรจะสูญเสีย นอกจากโซ่ตรวน"
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!