บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:28:12 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บนเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์ไทย-จีน  (อ่าน 38874 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 08:15:24 AM »

เปิดหัวข้อนี้มายั่วน้ำลายลุงภูเรือ และคุณวิญญูชนเล่น  รวมทั้งผู้สนับสนุนรถหกล้อจากลุงเอทีเอ็ม  ยิ้มกว้างๆ
ขอเปิดกระทู้ประกบคุณวิญญูชนไว้   ทางโน้นจะได้ว่าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สะดุด

เอารูปถนนก่อนนะครับ  หนังคนละม้วนแล้วครับคุณวิญญูชน  อันนี้ภาพจากนิตยสารภาพจีนฉบับภาษาไทยฉบับเดือนกรกฏาคมนี่เอง

บันทึกการเข้า
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 10:27:38 AM »

 เจ๋ง

ว้าว..จีนนี่ไวจริงๆ เข้าใจว่าภาพนี้คงมาจากนิตยสาร "แม่น้ำโขง" งานนี้ต้องยอมรับว่าตกข่าวจริงๆ  ถ้าเส้นทางเถิงชงไปมิตจินาเมืองหลวงของรัฐคะฉิ่นเสร็จแล้วดั่งภาพ  ถ้าเดาไม่ผิดเส้นทางนี้ต้องสร้างผ่านเขตงาน ๑๐๑ เก่าเท่านั้น  หมายถึงเขตยึดครองของ NDA-K / National Democratic Army - Kachin ที่มีท่าน "ติงยิง"  เป็นผู้นำและทหารพม่าต้องยินยอมเนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่จีนได้สัมปทานไม้จากคะฉิ่นกลุ่มติงยิง และมีข่าวว่าได้มีการค้นพบนิเกิ้ล  จีนคงจะได้สัมปทานทำเหมืองนิเกิ้ลด้วย

เส้นทางนี้ต้องตัดขึ้นเทือกเขาที่เรียกว่า "คำไบตี"  ผ่านฐานที่มั่นที่ "ปางวา" จึงจะไปถึงมิตจินาเพราะเมื่อสามปีก่อนยังเป็นลูกรัง  นับว่าจีนนี่เร็วจริงๆในเรื่องของการช่วงชิงทรัพยากรและการค้า
บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 20:35:47 PM »

ถูกแล้วครับเป็นภาพและข่าวจากนิตยสารแม่น้ำโขง
เนื้อข่าวมีดังนี้   หน่วยงานคมนาคมของจีนกับพม่าจัดพิธีอย่างมโหฬารที่กันไพตีบริเวณพรมแดนสองประเทศ  เพื่อฉลองทางหลวงช่วงในพม่าของเส้นทางทางจากเถิงชงของจีนถึงมยิตจินาของพม่า   ช่วงถนนที่เปิดเดินรถมีความยาว 96 กม.  เป็นทางไฮเวย์ที่ยาวที่สุดและมีสภาพถนนที่ดีที่สุดของพม่าปัจจุบัน

ทางหลวงเถิงชง-มยิตจิน่าช่วงประเทศพม่าเริ่มจากหลักเขตแดนหมายเลข 4   ในการนี้จีนได้สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างตลอดทั้งสาย   โดยใช้งบประมาณ 800 ล้านหยวน (ราว 4000 ล้านบาท)   หลังจากทางสายนี้เปิดแล้ว   จะสามารถขับรถจากด่านไพกันตีที่ชายแดนจีนพม่าไปถึงมยิตจิน่าในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง  จากแต่เดิมที่ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม

ทางหลวงสายเถิงชง-มยิตจิน่าสายใหม่นี้ได้ใช้เส้นทางส่วนหนึ่งตาม "ทางหลงสติลเวลโรด" สายเหนือ   ซึ่งจีนกับสหรัฐช่วยกันสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2    แต่ในการก่อสร้างครั้งนี้ได้ตัดเส้นทางใหม่ในบางช่วงตามการออกแบบการสร้างทางสมัยใหม่   ทำให้ระยะทางสั้นกว่าสายเก่า 8 กม.
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 21:21:01 PM »

เอาเรื่องใกล้เข้ามาอีกหน่อย  เรื่องทางรถไฟไทย-ลาว-คุนหมิง จากผู้จัดการออนไลน์
แม้จะฝันไปหน่อย  แต่ก็ยังดีกว่าพี่ไทยไม่ฝันเอาเสียเลย

กรุงเทพฯ-- ทางการลาวกางแผนสร้างทางรถไฟเวียงจันทน์-หลวงพระบาง-คุนหมิง แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้เมื่อไร และอย่างไรก็ตาม
       
       ขณะเดียวกันก็มีอีกแผนหนึ่งที่ลากทางรถไฟจากเวียงจันทน์ลงใต้ ก่อนแยกไปเชื่อมกับทางรถไฟในเวียดนาม
       
       ทางการลาวกล่าวว่า สำหรับเส้นทางเหนือ-ใต้นั้น อยู่ในแผนการทางรถไฟสายสิงคโปร์-คุนหมิงแนวที่ 1 ซึ่ง
       จะอำนวยความสะดวกอย่างมากในการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นแนวทางรถไฟที่ตรงที่สุด
       
       การก่อสร้างทางรถไฟสายแรกของลาวคืบหน้าไปไกลมากแล้วและคาดว่าจะเริ่มเปิดบริการได้ในปี 2552
       
       ทางการลาวมีกำหนดจะเปิดซองประกวดราคาข้อเสนอก่อสร้างทางรถไฟช่วงที่ 2 ท่านาแล้ง-นครหลวงเวียงจันทน์ ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ โดยมี 5 บริษัทเสนอตัวเข้าชิงโครงการก่อสร้างดังกล่าวซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศส
       
       ในจำนวนนี้มีบริษัทจากประเทศไทย 2 แห่ง ได้เข้าร่วมการประกวดราคาแข่งขันกับบริษัทจากฝรั่งเศส 2 แห่งและจากแคนาดาอีก 1 แห่ง ซึ่งเกือบทุกแห่งได้มีบริษัทสัญญาติลาวเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่
       
       ทางรถไฟช่วงนี้มีความยาว 9 กิโลเมตรจากบ้านโคกโพสี ท่านาแล้ง เมืองหาดทรายฟอง ไปยังสถานีเวียงจันทน์ ในเขตบ้านคำสะหว่าง ซึ่งอยู่หลังสนามกีฬาแห่งใหม่ ที่จะใช้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์พอดี
       
       การสำรวจและก่อสร้างได้รับความช่วยเหลือจากองค์การเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศสหรือ AFD (Agence France Developpement) ซึ่งได้อนุมัติงบประมาณเบื้องต้นแล้วเป็นเงิน 150,000 ยูโร

 
 
ทางรถไฟสิงคโปร์-คุนหมิง แนวที่ 1 ผ่านไทยและลาว กับแนวที่ 2 ผ่านไทย-กัมพูชา-เวียดนาม เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะไปมาหาสู่กันได้หมด กระทั่งพม่าที่ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวตัวเองจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งมวล 
 
 
       อย่างไรก็ตามคาดว่ามูลค่าก่อสร้างจากการประกวดราคาครั้งนี้จะสูงกว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ แต่ก็มีการระบุชัดเจนใน ทีโออาร์ (ToR) ว่า AFD ตกลงจะเพิ่มวงเงินให้ตามราคาประกวดราคาที่เป็นจริง สื่อของทางการลาวกล่าว
       
       ทางรถไฟช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ 2 ต่อจากช่วงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคายไปยัง ท่านาแล้งความยาว 3.5 กม.
       
       การก่อสร้างทางรถไฟช่วงแรกของลาวได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยเป็นเงิน 197 ล้านบาท ในนั้น 30% เป็นการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ที่เหลือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
       
       จนถึงปัจจุบันการก่อสร้างทางรถไฟช่วงแรกแล้วเสร็จไป 28.11% และจะให้เสร็จสมบูรณ์ในเดือน พ.ค.2551 ฝ่ายลาวต้องการให้ทางรถไฟทั้งสองช่วงแล้วเสร็จทันใช้งานในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่ลาวเป็นเจ้าภาพจัดในปี 2552 เวียงจันทน์ใหม่กล่าว
       
       ทางรถไฟช่วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟแนวที่ 1 ตามความคิดสร้างการขนส่งระบบรางจากสิงคโปร์ไปยังเมืองคุนหมิงของจีน ตามแนวเขตเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า North-South Economic Corridor ขั้นต่อไปก็จะมีการก่อสร้างรถไฟช่วงเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ไปจนด่านบ่อเตน (Boten) ติดชายแดนจีน
       
       สื่อของลาวกล่าวว่าจากบ่อเต็นสามารถต่อเชื่อมไปยังเมืองจิ้งหงและไปยังคุนหมิงได้ในที่สุด ซึ่งจะสามารถต่อเชื่อมกับทางรถไฟสายเอเชียที่ต่อมาจากประเทศเวียดนามได้
       
       จากนครหลวงเวียงจันทน์ ลาวมีแผนที่จะต่อทางรถไฟอีกช่วงหนึ่งไปยังหลักกิโลเมตรที่ 21 บนทางหลวงเลข 13 ใต้ ซึ่งรัฐบาลลาวได้ใช้ทุนของตัวเองทำการสำรวจในปีนี้


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 สิงหาคม 2007, 21:25:04 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
Vinyuchon
Hero Member
*****
กระทู้: 1016



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2007, 23:10:27 PM »

 เจ๋ง

เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่นคือ "มิตจินา" (Myitkyina) อยู่บนไม้เอกพอดิบพอดีตามแผนที่ที่เห็น  ผมเคยไปสองครั้งและอยากจะกลับไปอีกถ้าพม่าออกวีซ่าให้ ยิ้มกว้างๆ  เส้นทางที่อ้ายแสนไชยพูดถึงจากนิตยสาร "แม่น้ำโขง" โดยเฉพาะ "ถนนสตีลเวล" (Stilwell's Road) ก็คือเส้นทางสายพม่านั่นเองครับ  ถ้าจีนยอมลงทุนคงจะใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทจึงจะทะลุถึงเมือง "ลิโด - Lido" ชายแดนของอินเดียได้  ถ้าจีนเอาจริงเพราะขนาดทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลกไปยังทิเบตก็ยังทำสำเร็จมาแล้ว
บันทึกการเข้า

สุดฝันที่ปลายฟ้า..มุ่งหาสัจธรรม..
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2007, 22:09:49 PM »

ในประเทศเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีภูเขาหิมะเหมือนกัน
ระหว่างรอเครื่อง  เห็นภาพในนิตยสารฉบับหนึ่ง(จะเฉลยตอนท้าย) จึงอดที่จะเอามาฝากไม่ได้  เพราะเจ้าของกระทู้ "แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยน"  ออกเดินทางไปสู่ "สนามรบ" อีกแห่งหนึ่ง  จึงเสนอมาคั่นรายการระหว่างรอ




บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2007, 22:14:37 PM »

อีกภาพ  log cabin แต่เอ น่าจะเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงแบบคุ้นๆ ตามากกว่า   ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาหิมะมหึมาอยู่เบื้องหลัง   ลองทายดูสิว่าเป็นที่ไหน

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 15 สิงหาคม 2007, 22:18:53 PM »

ไม่ใกล้ไม่ไกล  รัฐคะฉิ่นเหนือสุดของพม่านี้เอง
เหนือสุดของพม่าติดกับธิเบต   เป็นเทือกเขาที่ทอดยาวมาจากที่ราบสูงธิเบต-ชิงไห่
น่าอิจฉาพม่าที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย 
ภาพทั้งหมดจากนิตยสารอิระวดี  ตีพิมพ์ในเชียงใหม่  รูปเล่มเหมือนพวกไทมส์ นิวสวีคเปี๊ยบเลย

ภาพนี้วันหลังจะชวนคุณวิญญูชนไปเดินข้ามสะพานที่นี่กันสักรอบ  ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า
คนภูเรือ
Sr. Member
****
กระทู้: 847

สวัสดีครับมิตรสหาย.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 07:55:06 AM »


เยี่ยมมากลุงแสน งั้นผมจะจัดทริปเลย ออกเดินทางตั้งแต่วันแรกที่เอ๊กซโปจัด
ไปสัก3คืนพอมีเวลาได้เนื้อหาช่องทางทำกินเพิ่มขึ้นกลับมาบ้าง
วันสองวันนี้จะโทรชวนพลาณรงค์ไปด้วยกัน

อีกกระทู้หลานกิ่งหลิวช่วยเอารายละเอียดงานอาเชียนจีนมาโพสต์ด้วย

สํานักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา นายเจิ้ง จวินเจี้ยน รองเลขาธิการสํานักเลขาธิการงานเอ๊กซโปจีน-อาเซียนประกาศที่เมืองหนานหนิงว่า เนื่องจากระหว่างงานเอ๊กซโปจีน-อาเซียนครั้งที่ 4 จะจัดการประชุมฟอรั่มสําคัญและกิจกรรมเฉพาะกิจหลายอย่าง เพื่อประกันให้งานครั้งนี้ประสบผลสําเร็จ จึงมีมติให้เลื่อนเวลาการจัดงานเอ๊กซโปจีน-อาเซียนครั้งที่ 4 จากวันที่ 20-23 ตุลาคมเป็นวันที่ 28-31 ตุลาคม

นายเจิ้ง จวินเจี่ยนประกาศในขณะเดียวกันว่า การประชุมสุดยอดเกี่ยวกับการลงทุนและพาณิชย์จีน-อาเซี่ยนและการประชุมฟอรั่มเกี่ยวกับความร่วมมือและการพัฒนาท่าเรือจีน-อาเซี่ยนก็จะปรับปรุงเวลาตามนี้ด้วย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2007, 08:02:07 AM โดย คนภูเรือ » บันทึกการเข้า

ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศชาติ
คนภูเรือ
Sr. Member
****
กระทู้: 847

สวัสดีครับมิตรสหาย.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 09:31:05 AM »

เห็นชอบครับลุงแสน
ดำเนินการได้
ตั๋วของบางกอกแอร์เวย์เป็นแพคเกจทัวร์ราคาย่อมเยาว์ด้วย

ผมสนใจฟอรั่มท่าเรือจีนใต้และเวียดนามทั้งหมด
คิดว่าต้องรีจีสเตอร์ก่อนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2007, 09:37:36 AM โดย คนภูเรือ » บันทึกการเข้า

ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประเทศชาติ
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 19:09:36 PM »

เอาข้อมูลดิบก่อนนะครับ

เขตปกครองตนเองกวางสี(Guangxi Zhuang Autonomous Region)

                                            จากกองเอเชียตะวันออก 3  กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ

ที่ตั้ง   ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ทิศตะวันออกติดกับมณฑลกวางตุ้ง
   และทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกติดกับมณฑลยูนนาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับเวียดนาม

พื้นที่         210,000 ตารางกิโลเมตร(ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของจีน)
เมืองหลวง      นครหนานหนิง

ภูมิประเทศ      ร้อยละ 75 ของพื้นที่เป็นภูเขาสูง โดยด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่
ราบสูงในขณะที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ราบ

ภูมิอากาศ      อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 1,250 มิลลิเมตร
ประชากร   49 ล้านคน ประชากรร้อยละ 64 เป็นชาวฮั่น และร้อยละ 32 เป็นชาวจ้วง
(มากเป็นอันดับ10 ของชาวจีน)

ทรัพยากรธรรมชาติ   มีแร่ธาตุมาก โดยเฉพาะดีบุก พลวง และแมงกานีส
GDP         48,054 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราเติบโตร้อยละ 12.5 (2548)
รายได้เฉลี่ย      รายได้เฉลี่ยของประชารที่อาศัยในเขตชนบทเท่ากับ 311 ดอลลาร์สหรัฐ
(2548)

การค้าระหว่างประเทศ   -ปี 2548 มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ 5,183 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น
                                ร้อยละ 20.9
         -มูลค่าส่งออก 2,877 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 สินค้าส่งออกที่
สำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้าและสิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้าง
         -มูลค่านำเข้า 2,305ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 สินค้านำเข้าที่
สำคัญ ได้แก่ หนังสัตว์ เครื่องจักรกล สินแร่
         -อาเซียนและเวียดนามเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเขตปกครองตนเองกวางสี
มูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและเขตปกครองตนเองกวางสี คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 1,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(2548)

ผลผลิตสำคัญ      น้ำตาล (มากเป็นอันดับ 1 ของจีน) ผลไม้ (มากเป็นอันดับ 5 ของจีน)
อะลูมิเนียม (มากเป็นอันดับ 1 ของจีน) ผลิตภัณฑ์ทางทะเล และทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2007, 19:11:24 PM โดย Saenchai » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 19:10:45 PM »

ความสำคัญ      รัฐบาลกลางของจีนได้กำหนดให้มณฑลกวางสีเป็นศูนย์กลางลำเลียงสินค้า
ระหว่างจีนและประเทศในเขตอาเซียน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในแง่ของการเป็นเมืองเปิดที่ติดชายฝั่งทะเล เมืองพัฒนาตามนโยบายมุ่งพัฒนาตะวันตกเป็นเขตชนกลุ่มน้อยและเป็นเมืองเขตชายแดน
กวางสีมีความอุดมสมบูรณ์และมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรโดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งผลิตได้มากเนื่องจากกวางสีเป็นมณฑลที่ปลูกอ้อยมากที่สุดในจีน นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอื่นที่สำคัญ เช่น ประมง อาหาร เยื่อกระดาษ วัสดุก่อสร้าง

ปัจจุบันนครหนานหนิงยังเป็นเจ้าภาพจัดงาน China-ASEAN Expo ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของภูมิภาคเป็นประจำทุกปี(เริ่มตั้งแต่ปี 2547)เพื่อวางพื้นฐานให้เป็นเมืองศูนย์กลางติดต่อการค้ากับอาเซียน-จีน ตามกรอบ FTA อาเซียน-จีน

ความสัมพันธ์กับไทย   มูลค่าการค้ารวมในปี 2547 ประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีธุรกิจการ
ลงทุนของไทยรวม 108 บริษัท มูลค่าการลงทุนรวม 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนได้แก่ ด้านอาหารสัตว์ วัสดุก่อสร้าง น้ำตาล และอาหารเป็นต้น นอกจากนี้ มีจำนวนนี้มีจำนวนนักท่องนักเที่ยวต่างชาติปีละประมาณ 6 ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละประมาณ 6 ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปกวางสี 37,000 คน และมีบริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัดบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-กุ้ยหลิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน

มูลค่าการค้า      87,346,667 ดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 24,501,657 ดอลลาร์สหรัฐ และ
นำเข้า 62,845,010 ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป้ฯฝ่ายขาดดุลการค้า(2548)

หน่วยงานไทย      สำนักงานกงสุล ณ นครหนานหนิง(2549)

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 19:18:52 PM »

ชาวจ้วงในกวางสี พูด"ภาษาไทย" 3,000 ปีมาแล้ว
คอลัมน์ ภูมิสังคมวัฒนธรรม
โดย Suvarnabhumi Museum www.svbhumi.com e-mail : sv@svbhumi.com
สรุปย่อจากหนังสือ คนไทย มาจากไหน? และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน?
หนานหนิง เป็นชื่อเมืองหลวงของมณฑลกวางสี ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเพิ่งเดินทางไปประชุมนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้ แล้วมี "สื่อ" จำนวนมากติดตามไปทำข่าว ได้พบชนชาติ "จ้วง" พูดภาษาไทยอยู่ที่นั่น

มณฑลกวางสีทางใต้ของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม (ทางเหนือ) หลายปีมาแล้วกองทัพจีนเคยทำ "สงครามสั่งสอน" เวียดนาม บริเวณพรมแดนกวางสีกับเวียดนามตรงนี้

มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งอยู่ติดกัน เป็นคน "เครือญาติ" พวกเดียวกันมาก่อนยุคสามก๊ก (ราว 2,000 ปีมาแล้ว) ความหมายของชื่อมณฑลก็อย่างเดียวกันคือ กวาง หมายถึงที่ราบหรือที่กว้าง สี หมายถึงทิศตะวันตก ตุ้ง หมายถึงทิศตะวันออก

สรุปว่ากวางสีหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันตก ส่วนกวางตุ้งหมายถึงที่ราบทางทิศตะวันออก

เย่ว์ร้อยเผ่า บรรพชน "คนไทย"
 
สนับสนุนข้อมูล โดย มติชน
บันทึกเมื่อ 10 November, 2006
 
คนพื้นเมืองดั้งเดิมในกวางสีกับกวางตุ้งมีหลายชาติพันธุ์ จีนโบราณเคยบันทึกเป็นเอกสารว่าเป็นพวกเย่ว์ร้อยเผ่า เรียกเป็นภาษาจีนโบราณว่า ไป่เย่ว์ มีชีวิตอยู่ทางใต้ลุ่มน้ำแยงซี (เกียง) มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ยุคเดียวกับวัฒนธรรมบ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านเก่า (กาญจนบุรี) และบ้านโนนวัด (นครราชสีมา)

เย่ว์ร้อยเผ่า เป็นบรรพบุรุษของคนหลายกลุ่ม รวมทั้งเป็นบรรพชนคนพูดภาษาตระกูลไทย-ลาวทุกวันนี้ด้วย มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก ชี้ว่าเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว มีเย่ว์ร้อยเผ่าเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณสุวรรณภูมิโดยเฉพาะสองฝั่งโขงที่ลาวและอีสาน แล้วผสมกลมกลืนกับชาติพันธุ์พื้นเมืองกลายเป็นบรรพชนคนไทยและคนลาวปัจจุบัน (อ่านรายละเอียดในหนังสือ คนไทยมาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 และ "พลังลาว" ชาวอีสาน มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549)

เย่ว์ร้อยเผ่ามีกระจัดกระจายอยู่อย่างน้อย 3 มณฑล คือ กวางสี กวางตุ้ง และยูนนาน รวมทั้งที่เมืองกุ้ยหลินอันงดงามมีเสน่ห์ ก็คือพวกเย่ว์ในตระกูลไทย-ลาว หรือจ้วงนั่นแหละ แต่อาจเรียกตัวเองว่า ต้ง

แต่เฉพาะในกวางสีถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขอร้องให้ใช้ชื่อรวมๆ เรียกเหมือนๆ กันเมื่อ พ.ศ.2508 ว่า จ้วง นับแต่นั้นมาพวกตระกูลไทย-ลาวในกวางสีเลยได้ชื่อจ้วง ทุกวันนี้มีราว 13 ล้านคน

แต่ในความจำกัดและคลุมเครือนั้น มีหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ ยืนยันสอดคล้องกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในมณฑลกวางสีและกวางตุ้งของจีนตอนใต้ (จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่) พูดภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย แต่สมมุติเรียกให้กระชับและเข้าใจอย่างง่ายๆ ในที่นี้ว่าภาษาไทยสืบเนื่องกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว ปัจจุบันยังมีบางกลุ่มใช้พูดจาสื่อสารกันเองในชุมชนหมู่บ้านและในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลจากเมือง

แม้คนในเมืองที่ไม่พูดภาษาไทยแล้ว แต่ยังมีความทรงจำบอกเล่าว่าบรรพชนของตนพูดภาษา "จ้วง" อันเป็นตระกูลเดียวกับภาษาไทย แต่ไม่ใช่คนไทย แล้วเรียกภาษาพูดของตนว่าภาษาจ้วง ที่จับสำเนียงได้ว่าใกล้เคียงตระกูลภาษาไทยสำเนียงลาวสองฝั่งโขงและสำเนียงปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช

บรรพชนคนจ้วงดั้งเดิมปลูกเรือนเสาสูง กินข้าวเหนียว จึงมีบ๊ะจ่างเหมือนขนมจ้างของไทย-ลาว กับทำขนมเข่งด้วยข้าวเหนียวใช้ไหว้เจ้า (ผี) ตอนตรุษจีน (พวกฮั่น (จีน) อยู่ทางเหนือๆ ขึ้นไป กินข้าวสาลี ทำหมั่นโถวซาลาเปาไหว้เจ้า)

 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 19:19:50 PM »

จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทย

"จ้วง เป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด" มีคำอธิบายรายละเอียดพร้อมรูปถ่าย (ที่พิมพ์ประกอบในเรื่องนี้) ไว้ในหนังสือชื่อคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2537) จะขอสรุปคัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

ที่ว่า "จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทย" ก็เพราะภาษาจ้วงกับภาษาไทยอยู่ในตระกูลเดียวกัน ฉันทลักษณ์ในบทร้อยกรองของจ้วงกับของไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และมีพื้นฐานจากคำคล้องจองเช่นเดียวกัน

นิทานปรัมปราและนิยายศักดิ์สิทธิ์ที่ถ่ายทอด "ปากต่อปาก" ด้วยภาษาจ้วงหรือภาษาตระกูลไทย เช่น เรื่องกำเนิดคน เรื่องการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำฝน เช่น กบ ฯลฯ ล้วนคล้ายคลึงกับนิทานและนิยายของชนชาติไทยทุกกลุ่มทุกเหล่า รวมทั้งคนไทยในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงย่อมพูดว่า "ไทยเป็นเครือญาติตระกูลจ้วง"-ด้วยก็ได้

ที่ว่า-"ผู้ยิ่งใหญ่"-ก็เพราะในมณฑลกวางสีมีชาวจ้วงถึง 12-13 ล้านคน และอยู่ในเขตมณฑลอื่นๆ อีกเกือบ 1 ล้านคน นับเป็นเครือญาติตระกูลไทยที่มีจำนวนมากที่สุดที่อยู่นอกดินแดนประเทศไทยซึ่งนับว่าใหญ่มาก

นอกจากนั้นชาวจ้วงยังมีส่วนเป็นเจ้าของ "วัฒนธรรมฆ้อง" (มโหระทึก) ที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมยุคแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วย นี่แหละ "ผู้ยิ่งใหญ่"

ที่ว่า-"เก่าแก่ที่สุด"-ก็เพราะมีร่องรอยและหลักฐานว่าจ้วงมีวัฒนธรรมสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูจากภาพเขียนที่ผาลายกับมโหระทึกและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อ "ผี"

ภาพเขียนมหึมาบนภูผามหัศจรรย์-หรือผาลาย เป็นภาพพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีภาพมโหระทึกและกลุ่มคนประโคมตีมโหระทึก มีภาพคนประดับขนนกบนหัวแล้วทำท่ากางขากางแขนคล้ายกบ

มโหระทึกเป็นกลองหรือฆ้องทำด้วยสัมฤทธิ์ที่มีตัวตนเป็นวัตถุจริงๆ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์โดยเฉพาะ และมีพัฒนาการเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว อาจนับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคอุษาคเนย์ก่อนรับอารยธรรมจากจีนและอินเดีย

เฉพาะบริเวณที่เป็นถิ่นฐานของชาวจ้วงในมณฑลกวางสี พบมโหระทึกฝังอยู่ใต้ดินไม่น้อยกว่า 600 ใบ และชาวจ้วงทุกวันนี้ยังมีมโหระทึกประจำตระกูลกับประจำหมู่บ้านใช้งานในพิธีกรรมที่ทำสืบเนื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์อีกรวมนับพันๆ ใบ แสดงว่าชาวจ้วงให้ความสำคัญต่อมโหระทึกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าจ้วงเป็นเจ้าของวัฒนธรรมมโหระทึก (แม้ชนชาติอื่นจะมีมโหระทึกด้วย แต่รวมแล้วไม่มากเท่าจ้วง)

ทุกวันนี้ชาวจ้วงยังใช้มโหระทึกประโคมตีในพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรม "ขอฝน" เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังพิธีบูชากบประจำปีตามหมู่บ้านต่างๆ มีขบวนมโหระทึกแห่กบ มีการละเล่นแต่งตัวเป็นกบช่วยเหลือมนุษย์ ฯลฯ ล้วนสอดคล้องกับภาพเขียนที่ผาลาย แสดงว่าชาวจ้วงยังสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานราว 3,000 ปีมาแล้ว
 
 นี่แหละ "จ้วง-เครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด"

แต่-จ้วงไม่ใช่คนไทย เพราะไม่ได้เป็นประชากรของประเทศไทย และไม่ได้อยู่ในดินแดนประเทศไทย ทุกวันนี้ชาวจ้วงเป็นคนจีน เพราะเป็นประชากรจีน และอยู่ในดินแดนประเทศจีน รวมทั้งวิถีชีวิตที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นบ้านช่องที่อยู่อาศัย และขนบธรรมเนียมประเพณีหลายๆ อย่าง

แม้จ้วงเป็นเครือญาติตระกูลไทยผู้ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเมืองจ้วง มณฑลกวางสี แต่อาจมีชาวจ้วงบางกลุ่มเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็น "เจ๊ก" ในดินแดนประเทศไทยแล้วแต่งงานกับสาวลาวจนกลายเป็น "คนไทย" สมัยโบราณก็ได้ ส่วนชาวจ้วงเกือบทั้งหมดก็อยู่เมืองจ้วงในกวางสีนั่นแหละ
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2007, 19:37:05 PM »

อ่านมาถึงตอนนี้ทำให้สะดุดกับคำหลายคำ

คำแรก  ที่เขาแปลนั้นตกไป  คำเต็มต้องแปลว่า  "เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี"   อันนี้น่าคิดนะครับว่าทำไมเขายกชนชาติจ้วงที่มีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นชื่อของมณฑลได้

เรื่องยกย่องชนชาตินี่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร   แต่จีนทำได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ  ความจริงสหภาพโซเวียตหรือประเทศแถบยุโรปตะวันออกก่อนล่มสลายก็ทำได้ดีเช่นกัน   

ไม่ต้องอื่นไกลเขาไม่ใช่ตั้งแต่ชื่อ   แต่การตั้งการปกครองเช่นนี้มีความหมายว่าตัวผู้ว่าการมณฑลต้องเป็นชนชาติจ้วง    ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลนี่เขาไม่ใช่กระจอกแบบผู้ว่าของบ้านเรานะครับ    แต่เป็นตำแหน่งที่อยู่ในระดับรัฐมนตรีช่วยเลยทีเดียว    พวกผู้ว่ามณฑลนี่จะเลื่อนขึ้นไปเป็นรองนายกหรือนายกรัฐมนตรีต่อไป   หรือหากเป็นชนชาติก็จะได้เป็นอย่างน้อยรองประธานสภาประชาชนโน่น

ผมประทับใจหลายครั้งที่เห็นการประชุมสภาประชาชนหรือสภาที่ปรึกษาของเขาจะมีชนชาติส่วนน้อยต่างๆ สวมชุดประจำชนชาติของตนเองเข้าร่วมประชุมกับชุดจงซานหรือชุดสูทอย่างเท่าเทียมกันและด้วยความภาคภูมิใจ

ไม่เหมือนแถวๆ บ้านเรา  ชนชาติส่วนน้อยหรือชาวเขาเมื่อเข้าเมืองจะพยายามซ่อนตัวอยู่ในชุดของชาวเมืองหมด

ที่พูดถึงเรื่องนี้คือทำไมจีนถึงยอมให้ตั้งเขตปกครองตนเอง  และชนชาติมาเป็นผู้ว่าได้  (แม้ใครจะยังว่าตำแหน่งเลขาพรรคยังเป็นชาวฮั่นอยู่ก็ดี)    และทำได้โดยไม่เกิดปัญหาการแบ่งแยกดินแดน   อันนี้ถ้าเป็นภาษาแบบเราๆ  ก็อาจชมว่า "เป็นความล้ำเลิศของนโยบายชนชาติของพรรคสังคมนิยม"  ก็ได้     เพราะหันมาดูภาคใต้ของเรา   เรื่องนี้อ่อนไหวมาก   ใครบังอาจเสนอให้เป็นเขตปกครองตนเองมีหวังถูกเหยียบเป็นผลธุลี
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!