บ้านตุลาไทย
23 พฤศจิกายน 2017, 22:05:14 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บนเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์ไทย-จีน  (อ่าน 38906 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #60 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2011, 11:36:43 AM »

ผมว่ายังไงๆ เชียงใหม่ก็มีเสน่ห์  ปีนี้ช่วงตรุษจีนก็มีคนจีนเข้ามาพอให้เห็นตามท้องถนนบ้าง
แต่ที่น่าสังเกตคือคนหน้าตาเอเชียมีมากขึ้น  เข้าใจว่ามาจากสิงคโปร์
อาทิตย์ก่อนก็เห็นคนเข้างานประกวดนางงามอินเดียมานั่งสามล้อร่วมขบวนการไม้ดอกไม้ประดับ  ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ว่ามาได้ยังไง  พอมาเจอข่าวนี้จึงถึงบางอ้อว่ามีที่มาที่ไปอย่างนี้นี่เอง
เวลานี้ทางเหนือของไทยจัดงานแบบนี้ได้อลังการ์แน่ๆ  ถ้าราคาถูกกว่าเขาครึ่งหนึ่ง  เขาได้ทั้งมาจัดงานและมาเที่ยว
นี่นับเป็นจุดแข็งอีกจุดหนึ่งของเชียงใหม่
อ่านที่เขาคอมเมนต์บล็อกข้างบนต่อท้ายก็สนุกดี  
เอาข่าวที่น่าชื่นรื่นภิรมย์ไปต้อนรับวันวาเลนไทน์บ้างนะครับ  อย่าอินกับการเมืองมาก  วันแห่งความรักจะไม่สดใส

เที่ยวเชียงใหม่ครึกครื้น  เศรษฐกิจไทยคึกคัก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 กุมภาพันธ์ 2011, 21:16:26 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #61 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2011, 21:30:25 PM »

เชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากจริงๆ 
เมื่อเทียบกับปี 2530 ก็เปลี่ยนไปมาก  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปี 2520 
บางคนก็คงบ่น และบอกว่าไม่อยากกลับมาเชียงใหม่อีก
แต่หลังจากปี 2550 เป็นต้นมา (หรือก่อนหน้านั้น 2-3 ปี หรือช่วงเดียวกับการเคลื่อนไหวของสีเหลืองและสีแดง)  มีแนวโน้มอย่างหนึ่งเกิดขึ้นนั่นคือการเกิดของโรงแรมบูติคต่างๆ  ทั้งเล็กและใหญ่
แรกๆ ก็ถูกคัดค้าน  เพราะบางโรงแรมเล่นจำลองประตูและรูปแกะสลักของวัดไปใช้เลยทีเดียว  จนคนตกใจว่าถึงว่าคงถึงยุดเสื่อมโทรมเป็นแน่แท้แล้ว  เพราะถึงยุคที่โรงแรมกลายเป็นวัด
แต่เวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ว่าข้อกังวลนี้ไม่จริง  เพราะค่าของคนอยู่ที่จิตใจ  ไม่ใช่จากวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป
จากความสำเร็จของโรงแรมที่ใช้เอกลักษณ์ล้านนาและฉานมาตบแต่งอย่างอลังการ์  ไปสู่โรงแรมแบบบูติคที่สวยงามและมีกลิ่นอายของเมืองเหนืออยู่อย่างหนาแน่นก็ทำให้ที่พักแบบนี้ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ 
ทำให้กิจการค้าเฟอร์นิเจอร์เครื่องประดับโบราณ  หรือเลียนแบบกลับมาเฟื่องฟูกันอย่างมาก   สินค้าไม่เพียงแต่มาจากพม่าหากยังลึกเข้าไปถึงอินเดียและปากีสถาน   แต่ก็เอามาแปลงกลายเป็น "ล้านนายุคใหม่" กันได้อย่างกลมกลืน
ถนนคนเดินที่แรกๆ คนก็บ่น  แต่ปรากฏว่าที่นี่ไม่เพียงแต่มีคนให้ความนิยมจนจัดได้ติดต่อกันทุกอาทิตย์เกือบจะเป็นเวลา 10 ปีแล้วกระมัง  แล้วก็ยังขยายไปยังย่านอื่นๆ เช่นย่านวัวลายในวันเสาร์  ที่ได้รับความนิยมทั้งชาวบ้านเจ้าของถิ่นและแขกที่มาเยือน  จนย่านเดิมที่ไนท์บาซาร์เงียบเหงาไปถนัดตา
สถานที่เช่นนี้จึงได้บ่มเพาะพ่อค้าแม่ขายที่เป็นงานศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นรายใหม่ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก  เป็นที่ฝึกของศิลปินนักร้อง เด็กๆ ก็มีเวทีมาแสดงกันหลายรูปหลายแบบทั้งแบบที่น่าส่งเสริมและแบบที่ไม่น่าส่งเสริม  แต่ก็ถือเป็นความหลากหลาย   จึงทำให้เชียงใหม่เป็นที่ผลิต "กองทัพ" ด้านศิลปวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุด  ต้องใช้คำว่า "กองทัพ" เพราะมีคนอยู่ในสนามนี้มากจริงๆ
จึงไม่แปลกที่เขาอยากมาจัดงานแบบใหญ่ๆ  เชียงใหม่ก็สามารถสนองความต้องการจัดให้ได้อย่างน่าประทับใจ

ในความไม่ดีจึงอาจมีดีหากช่วยๆ กันปรับไป   เหมือนกับโรงแรมแม้แต่ห้องแถวก็กลายเป็น "บูติค" มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บ้านเมืองเกิดความสวยงามและมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น  อาจยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
เรื่องบางเรื่องจึงอาจต้องดูนานๆ  บางทีตอนแรกเริ่มก็อาจถูกตำหนิอย่างนั้นอย่างนี้  แต่หากได้รับคำตำหนิแล้วปรับปรุงแก้ไขหรือนำไปใช้ให้พอเหมาะ  ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าของเดิมก็ได้
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #62 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 07:56:26 AM »

ไม่ได้ไปเยือนเชียงใหม่นานแล้ว ไปครวหน้านี้คงจะได้เห็นความเปลี่ยนปแลงอย่างชัดเจน
ว่าแต่ว่าที่หมอเขียนมานั้น ถ้าหากว่า ถึงยุคที่ดรงแรมกลายเป็นวัด...ถ้าเป็นได้ไม่เพียงแค่รูปแบบ
แต่เอาเนื้อหาเข้าไปด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม เพราะยุคนี้ คนเข้าวัดกันน้อย
แต่เข้าโรงแรมกันมาก...และก็เป็นยุคที่จิตใจคนตกต่ำมาก...ถ้าช่วยกันในทุกภาคส่วน
โดยรวมก็คงจะดีขึ้น...
เอกลักษณ์ของล้านนายังมีเสน่ห์ดึงดูดคน เพราะเป็นศิลปที่กลมกลืนกับธรรมชาติ
ดูนาน ๆก็ไม่เบื่อ...แต่มีคนคิดต่อบ้างไม๊ว่า เมื่อดึงดูดเขามาเยือนแล้ว จะสร้างความประทับใจ
ให้กับพวกเขาอย่างไรให้ไปกล่าวขานต่อ และอยากกลับมาเยือนเราอีก จนกระทั่งเห็นคุณค่าที่
จะช่วยพวกเราอนุรักษ์รักษาศิลปวัฒนธรรมของเราไว้ ไม่ถูกทำลายไป

ป้าชอบขนบธรรมเนียมของล้านนาในสมัยก่อนมาก (2520) แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปจนแทบจะไม่เหลือดเค้าไว้เลย
ทำอย่างไรจะกลับคืนมาให้ลูกหลานได้เห็นกันอีก เพราะจะเล่าให้ลูกฟังยังไง ก็มองไม่เห็นภาพที่เรากคยเห็น
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #63 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 08:16:20 AM »

ดูท่าคงจะไม่สามารถหวนกลับคืนไปแบบเดิมได้ทั้งหมด
เพราะโครงสร้างของเมืองเปลี่ยนไปมาก  ยังดีที่ว่าในกรอบคูเมืองที่เป็นเมืองเก่าผังเมืองและถนนหนทางยังถูกรักษาให้คงเดิม
ตั้งแต่กลับบ้านมาปักหลักอยู่ตรงนี้  20 กว่าปีผ่านไปที่มองการเปลี่ยนแปลงรอบๆ ด้วยการหายใจไม่ทั่วท้อง
การเติบโตอย่างไร้ทิศทาง  ผู้บริหารท้องถิ่นไม่เคยมีวิสัยทัศน์ระยะยาว  
แต่เนื่องจากมีคนที่มีคุณภาพ มีสถาบันที่เกี่ยวกับการศิลปะวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย  จึงทำให้ในการเปลี่ยนแปลงก็มีคนพยายามรักษาและสืบทอด  มากบ้างน้อยบ้าง  แต่ก็พอไปได้
ทำให้ในความเปลี่ยนแปลงก็เกิดสิ่งใหม่ๆ ที่พอไปไหว  แม้แต่ถนนคนเดินแรกๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบ  แต่เวลานี้กลายเป็นวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่  เพราะกลายเป็นจุดนัดพบ จุดแลกเปลี่ยน จุดเดินเล่น เป็นภาพจำลองของวัฒนธรรมที่มีชีวิตอย่างที่หลายแห่งต้องการให้เป็น   เพราะไม่ใช่การแสดงเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นครั้งคราวอีกแล้ว   เวลาไปนั่งทานอาหารในร่มไม้ของวัดก็ได้บรรยากาศที่ดีอยู่ไม่น้อย
แต่สำหรับถนนใหม่อย่างนิมมานเหมินทร์นั้น   ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องไปเดิน  เพราะที่นั่นก็เหมือนกับถนนสายใหม่เป็นวิถีชีวิตแบบใหม่  
แต่ก็อย่างที่เชียงใหม่เป็นอย่างที่เคยเป็น   นั่นคือมีทุกสิ่งทุกอย่างให้เลือก  ในการเดินทางที่ไม่ติดขัด  และไม่อยู่ห่างไกลกันเกินไป

วันนี้ก็ขอโฆษณาเชียงใหม่เสียหน่อย   ยิ้มกว้างๆ    
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 11:55:30 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #64 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 08:42:58 AM »

ฟังเพลงต้อนรับวันวาเลนไทน์หน่อยครับ  "กุหลาบแดง" โดย ไก่ พรรณิภา  นักร้องคนเชียงใหม่
ราวๆ ปี 30  เธอร้องอยู่แถวๆ โรงแรมแม่ปิง  พอปี 35-36 ก็ดังเป็นพลุแตกด้วยเพลงนี้
ปีนั้นผมยังล่องเรืออยู่ในแม่น้ำโขงจากเชียงรุ่งสิบสองปันนาผ่าเชียงแสน เชียงของ ไปเชียงทอง-หลวงพระบาง  ก็ได้เพลงนี้เป็นเพื่อน  ทั้งนี้เพราะเพลงนี้เอามาจากทำนองเพลงจีน  ของเขา 999 ดอก แต่ของเราเติมไป 9999 ดอก  แต่เป็นอันว่าร้องกันได้   พอคนจีนร้องเนื้อจีนจบก็สลับมาเป็นเนื้อไทย   ดังไปทั่วคุ้งแม่น้ำโขง  คงทำเอาสิงสาราสัตว์พากันกระเจิงหนีหมด   เพราะเวลากลางคืนนอกจากเสียงน้ำที่ไหลซัดโตรกหินเป็นพักๆ แล้วก็ไม่มีเสียงอื่น
มิวสิควิดีโอก็ย้อนยุคราวๆ ปี 2535  กฤษดาดอย

http://music.xclub.cc/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87-%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87_%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2_ID302.html
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #65 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 16:05:22 PM »

รถไฟมาแล้ว  แต่ที่ลาวโน่น
ส่วนที่ไทยยังคงอีกนาน  เพราะไม่เพียงแต่ยังทะเลาะกันอยู่  แต่ดูท่าโครงการนี้จะถูกต่อต้านไม่น้อย
ไม่เป็นไร  ลาวจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง  ส่วนของไทยก็ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ไปก่อนก็แล้วกัน

.......................................................

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554
รถไฟลาว-จีนความเร็วสูงจริงๆ
Posted by Supalak , ผู้อ่าน : 58 , 14:29:38 น.   
 
http://www.oknation.net/blog/mekong/2011/02/14/entry-2                           

ในขณะที่ไทยกับกัมพูชายังคงสาละวนอยู่กับปัญหาพิพาทเขตแดนแบบชนิดที่กล่าวได้ว่าติดหล่มจนไม่รู้ว่าจะสามารถนำตัวเองขึ้นมาจากหล่มได้เมื่อใดนั้น นับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในลาวเพื่อเชื่อมต่อกับจีนอย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้

ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าหลายภาคส่วนในลาวได้แสดงความมั่นใจว่าลาวจะได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลจากโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูงกับจีนดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคส่วนที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าจากแขวงภาคเหนือของลาวลงมาที่นครเวียงจันทน์นั้นย่อมจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น สมสะหวาด เล้งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีผู้ประจำการคณะรัฐบาลลาว ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการดังกล่าวนี้ ถึงกับได้แถลงยืนยันว่าโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างลาวกับจีนนี้จะส่งผลดีอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของลาวในอนาคต เพราะไม่เพียงจะเป็น โครงการที่สนองตอบต่อแผนการพัฒนาให้ลาวเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อด้านคมนาคม-ขนส่งในเขตลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น หากยังจะทำให้ลาวเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบรถไฟความเร็วสูงอีกด้วย ดังที่ ท่านสมสะหวาด ได้กล่าวว่า

“โครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อลาว-จีนนี่เป็นเส้นทางที่มีความหมายประวัติศาสตร์ อันจะนำเอาผลประโยชน์มาสู่ประเทศเราอย่างมหาศาล พร้อมกันนั้น ก็เป็นการเฮ็ดให้ประเทศลาวเป็นใจกลางเชื่อมต่อกับบรรดาประเทศในอนุภาคพื้นให้ปรากฏเป็นจริง ด้านหนึ่งอีกก็เป็นการยกสูงบทบาทอิทธิพลของประเทศลาว เพราะว่าประเทศลาวจะเป็นประเทศตำอิด(แรก)อยู่ในเอเชียอาคเนย์ที่มีรถไฟความไวสูงตามมาตรฐานสากล”

พร้อมกันนี้ สมสะหวาด ยังได้แถลงชี้แจงด้วยว่าทางการลาวและจีนได้ตกลงในบันทึกความเข้าใจร่วมกันอย่างชัดเจนแล้วว่าจะร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบการก่อสร้างทางรถไฟความ เร็วสูงที่เชื่อมต่อระหว่างลาวกับจีนดังกล่าว โดยรัฐบาลลาวจะถือหุ้นลงทุนในสัดส่วน 30% ในขณะที่รัฐบาลจีนนั้นก็จะถือหุ้นในสัดส่วน 70% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดในโครงการ

ยิ่งไปกว่านั้น สมสะหวาด ยังได้แสดงความมั่นใจด้วยว่าการก่อสร้างทางรถไฟเฉพาะในเขตลาวนั้นจะเริ่มลงมือก่อสร้างในภาคปฏิบัติที่เป็นจริงนับจากเดือนเมษายน 2011 นี้เป็นต้นไป และถ้าหากว่าการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ก็คาดว่าการก่อสร้างทางรถไฟเฉพาะในเขตลาวที่มีระยะทางยาวถึง 421 กิโลเมตรนั้น จะแล้วเสร็จตลอดเส้นทางภายในปี 2015 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพอดีอีกด้วย

ทั้งนี้โดยตามแผนการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเฉพาะในเขตลาว ซึ่งจะเชื่อมต่อจากจีนที่ด่านชาย แดนบ่อเต็นในแขวงหลวงน้ำทาในภาคเหนือของลาวนั้นจะมีการก่อสร้างสถานีใหญ่ 5 แห่ง ก็คืออยู่ที่ด่านบ่อเต็น ลงมาที่แขวงอุดมไซ แขวงหลวงพระบาง เมืองวังเวียงในแขวงเวียงจันทน์ และที่นครเวียง จันทน์ นอกจากนั้นก็ยังจะมีสถานีย่อยอีก 16 แห่งที่อยู่ระหว่างสถานีใหญ่ทั้ง 5 แห่งดังกล่าวด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าการก่อสร้างทางรถไฟส่วนใหญ่ในลาวนั้นจะต้องผ่านเขตภูเขาสูง จึงทำ ให้ต้องมีการเจาะอุโมงก์หลายแห่งที่คิดเป็นระยะทางรวมกันถึง 190 กิโลเมตร ทั้งก็ยังจะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแม่น้ำอีกหลายสาย ที่คิดเป็นความยาวของสะพานรวมกันมากกว่า90 กิโลเมตรอีกด้วยนั้น จึงทำให้ทางการจีนประมาณการว่าการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเฉพาะในเขตลาวนี้จะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น ถ้าหากพิจารณาตามสัดส่วนของการร่วมทุนระหว่างลาวกับจีนก็คือ 30% ต่อ 70% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดนั้น ก็หมายความว่าทางการลาวนั้นจะต้องร่วมทุนด้วยคิดเป็นมูลค่าถึง 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็เชื่อว่าทางการจีนพร้อมที่จะให้ทางการลาวกู้ยืมในส่วนนี้อย่างแน่นอน แต่ก็มีเงื่อนไขว่าทางการลาวจะต้องรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินตามแนวการก่อสร้างทางรถ ไฟที่จะมีความกว้างของพื้นที่ไม่น้อยกว่า 80 เมตรในตลอดระยะทางยาว 421 กิโลเมตรด้วยนั่นเอง

โดยเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินดังกล่าวนี้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับทางการลาวแต่อย่างใด เพราะการที่มีพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นที่ครองอำนาจทางการเมืองในลาวอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพนับเป็นระยะเวลากว่า 35 ปีติดต่อกันมาแล้วนั้น ย่อมจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างสะดวกโยธินอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกอบกับร้อยทั้งร้อยของประชากรลาวทั้งชาติต่างก็อยากจะเห็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ด้วยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ทุกครอบครัวของคนลาวที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวนี้ ต่างก็ได้ออกมาแสดงความพร้อมและยินดีที่จะย้ายออกไปจากที่ดินของพวกตนเพื่อเปิดทางให้กับโครงการแล้วในเวลานี้ ในขณะที่ทางการลาวนั้นก็ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนแล้วเช่นกันว่าจะชดเชยให้กับทุกครอบครัวอย่างยุติธรรม

แน่นอนว่าการที่ทุกอย่างในลาวได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะการที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวเท่านั้นที่ผูกขาดอำนาจทางการเมืองในลาว หากแต่ยังเป็นผลจากการที่ประชาชนลาวได้เล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับจากโครงการนี้ด้วย โดยไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานมากกว่า 5 หมื่นอัตรา การที่จะต้องใช้ปูนซีเมนต์ที่ผลิตในลาวมากถึง 3.5 ล้านตัน และการที่จะสร้างผลประโยชน์ได้อีกอย่างมหาศาลจากการท่องเที่ยว เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวนั้น สมพง มงคนวิไล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและประธานองค์การท่องเที่ยวแห่งชาติลาวนั้นถึงกับได้แสดงความเชื่อมั่นว่า “รถไฟความไวสูงนี่หนะเฮ็ดให้การไปมาหาสู่กันนี่หนะมันได้ตัดเวลาลงหลาย ดังนั้น ถ้าหากว่ารถไฟมันเชื่อมตัวเข้ากันกับประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศอื่นๆหนะ คนก็จะเข้ามาบ้านเฮาหลาย แล้วกะนักท่องเที่ยวจีนนี่ก็จะลงมาหาเฮาหลายคือกัน เพราะว่านักท่องเที่ยวจีนนี่นับมื้อเพิ่มทวีขึ้น ในปัจจุบันนี่หนะบ่มีทางรถไฟ บ่มีรถไฟเขาเจ้ากะเข้ามาหลายอยู่แล้ว ถ้าหากว่ามีรถไฟพวกเขาเจ้ากะแฮงจะเข้ามาหลายตื่มขึ้นอีก”

นอกจากนี้ การที่โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเฉพาะในเขตลาวที่เชื่อมต่อจากจีนที่ด่านชาย แดนบ่อเต็นในแขวงหลวงน้ำทาดังกล่าวนี้ก็มีแผนการที่จะทำการก่อสร้างสถานีใหญ่ 5 แห่งที่ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของลาวทั้งสิ้น กล่าวคือสถานีที่ด่านบ่อเต็นในแขวงหลวงน้ำทานั้นก็เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สถานีที่อุดมไซก็เป็นเขตศูนย์กลางในภาคเหนือของลาว สถานีที่หลวงพระบางก็เป็นเมืองมรดกโลก สถานีที่วังเวียงก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมชมชอบเป็นอย่างดี และสถานีที่นครเวียงจันทน์ ก็เป็นศูนย์กลางประเทศลาวด้วยนั้นจึงทำให้ทางการลาวเชื่อมั่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า 2.8 ล้านคนที่จะเดินทางเข้าไปลาวในปี 2015 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคนในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2010 ถึง 3 เท่า

แน่นอนว่าคาดหมายดังกล่าวนี้ของทางการลาวย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันอีกด้วย เพราะมีรายงานว่า ทางการจีนได้เริ่มลงมือก่อสร้างทางรถไฟตามแผนการเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูงกับลาวนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 เป็นต้นมาแล้ว โดยถึงแม้ว่าจะเป็นการเริ่มการก่อสร้างจากแคว้นสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานที่อยู่ภายในจีนก็ตาม แต่ล่าสุดทางการจีนก็ได้แจ้งให้ทางการลาวได้รับทราบอย่างเป็นทางการแล้วว่าการก่อสร้างทางรถไฟในเขตประเทศลาวนั้นจะเริ่มลงมือดำเนินการได้ในเดือนเมษายนปีนี้อย่างแน่นอน

ส่วนการก่อสร้างทางรถไฟจากเขตจีนมายังชายแดนลาวที่ด่านบ่อเต็นในแขวงหลวงน้ำทานั้นก็จะแล้วเสร็จภายในปี 2012 เป็นอย่างช้า ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อระหว่างจีนกับลาวก็คงจะคืบหน้าไปมากแล้ว และก็คงจะทำให้ลาวเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีระบบรถไฟความเร็วสูงตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ในปี 2015 จริงๆ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็เห็นจะเป็นไทยกับกัมพูชาที่ไม่รู้ว่าถึงวันนั้นจะเลิกทะเลาะกันแล้วหรือยัง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #66 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 16:44:04 PM »

รถไฟความเร็วสูง ก็คงต้องขอให้ช่วยนิยามด้วยว่า รถจักรแบบใดที่เข้าข่ายความเร็วสูงในสายตาผู้เขียน หรือกระทั่งผู้อ่านเอง
และเราจำเป็นไหมหากต้องมีรถไฟความเร็วสูงสเปคแบบเดียวกับเขา
ก็ว่ากันไปตามเนื้อหา

ที่แน่ๆ จะบอกว่าเราทะเลาะกันจนไม่ได้สร้าง ก็คงจริง
และอีกส่วนที่จริงเหมือนกันคือ สมรรถนะรถไฟเราไม่เลวอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนระบบรางบางอย่าง
ไม่จำเป็นต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างง่ายๆ คือ รางประธานแต่ละสายควรใช้รางขนาด 110 ปอนด์ขึ้นไป หมอนคอนกรีตโมโนบล็อค
ในสายย่อยๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นขนาด 100 ปอนด์ก็ได้

วางระบบรางให้มีรัศมีความโค้งมากขึ้น
ทำตอม่อสะพานให้รับน้ำหนักกดเพลาได้ 20 - 25 ตัน

รถจักรเราแม้จะเก่า แต่ด้วยพลังของพี่น้องชาว รฟท. ฝีมือของนักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ไม่ใช่ของที่จะมาดูแคลนกันได้
เราสามารถทำรถไฟระบบเดิม แต่ความเร็วเพิ่มขึ้นได้

ต้องนิยามว่า เราจะเปลี่ยนใหม่หมด หรือจะใช้ของเก่า แต่ทำให้ดีขึ้น
ถือว่าเอาเสียงสะท้อนจากหัวอกชาวการรถไฟฯ มาพูดแทนละกันครับ
ไม่อยากให้สื่อมวลชน นักการเมือง คนที่หวังดีแต่อาจไม่ทราบเทคนิควิศวกรรมรถไฟ
เอาเรื่องนี้มาหากินมากไป จนกลายเป็นประเด็นการเมือง

ลำพังรางเก่า ขบวนเก่า แต่ได้รับการบำรุงดีๆ ให้ชาวกรรมกรรถไฟ วิศวกรรมรถไฟได้แสดงฝีมือ เราก็จะมีของดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #67 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 18:47:24 PM »

เอาความเร็วสูงไว้ตอบสนองคนที่ชอบไปไหนเร็วๆ มาเร็วๆบ้างก็คงไม่เป็นไร  แต่เห็นด้วยว่า ไม่จำเป็นขนาดว่าถ้าไม่มีแล้วจะสู้ใครไม่ได้

ความเร็วสูงก็คงไม่ใช่คำตอบว่าประเทศไทยเจริญกว่าชาติอื่นๆ  หรือไม่ทันเวียดนาม เขมร

ลาวถึงจะมีรถไฟความเร็วสูงปี 2015 จริง  แต่ก็เชื่อว่า พี่น้องลาวเทิงยังคงขี้ล้อขี่เกวียนอยู่เป็นส่วนใหญ่..เหมียนเดิม

รถไฟความเร็วปานกลาง  ระบบขนส่งมวลชนที่ขนส่งได้คราวละมากๆ ขนของได้มาก  ไม่สิ้นเปลืองพลังงานน้ำมัน แก๊ส  ก็น่าใช้อยู่

ประภทถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างแบบที่เป็นอยู่มากว่า 100 ปี นี่ก็ไม่ไหว  การปรับปรุงระบบที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิมจะตอบสนองความต้องการของคนหมู่มากได้มากกว่า

ปัญหามันอยู่ที่นักการเมืองที่เข้าไปหาประโยชน์จากที่ดินรถไฟ หาประโยชน์ในทางอื่นกันยกเว้นการทำให้รถไฟพัฒนาเลยทำให้รถไฟไทยไม่ไปไหน

เอานิเวศประชาธรรมด้วย เอารถไฟความเร็วสูงด้วย  มันก็ดูขัดๆกัน

แนวหนึ่งเอาพอเพียง แต่อีกแนวเอาด่วนจี๋..ด่วนธรรมดาๆก็พอทำเนาแต่นี่เอาด่วนจี๋ตอบสนองคนบางกลุ่ม

อย่างพวกแนวกรีนนี่เค๊าเรียกร้องให้เลิกทำอะไรที่มันด่วนๆมากๆสิ้นเปลืองมาก  แม้แต่การเดินทางโดยเครื่องบินทุกวันนี้ไม่ว่าจะโลว์คอสหรืออะไรก็ตามบินกันทั่วฟ้าขึ้นลงทุก3นาที ผลวิจัยออกมาระบบขนส่งแบบเครื่องบินสร้างคาร์บอนในบรรยากาศจากการใช้เครื่องบินมาหาศาลมากกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ๆ

เราเรียกร้องพลังงานสะอาดไม่สิ้นเปลือง ซึ่งโลกควรจะหาพลังงานแบบนี้มาใช้ และเก็บทรัพยากรไว้ใช้อย่างอื่นที่จำเป็น

รถไฟความเร็วสูงอาจลดการใช้น้ำมันแต่รบรองว่างบประมาณมหาศาล บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารถไฟความเร็วสูงคงตอบสนองคนบางกลุ่มได้  แต่ก็คงสิ้นเปลืองงบประมาณไม่น้อย

แต่อย่างว่าล่ะครับ  คนอยากได้ก็คงมี  เหมือนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คนอยากได้ก็เห็นแต่ข้อดีเสียจนหลงตามฝรั่งที่หลอกขายโรงละเป็นแสนๆล้าน แต่ไม่มองยาวไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นภายหน้า กากนิวเคลียร์เอาไปฝังที่ไหน  ทำไมบางประเทศเลิกใช้ ยกแต่ข้อดีของประเทศที่ยังใช้อยู่ เวียดนามจะมีแล้ว  ประเทศโน้นจะมีแล้ว ทำไมไทยไม่เอาอย่าง

แต่บางทีความอยากได้กับประโยชน์ที่คุ้มค่าเหมาะสม ไม่ไปด้วยกันสักเท่าไหร่

พวกแนวกรีนบอกว่ามนุษย์ควรลดการเดินทางข้ามโลกโดยใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองลงไป  คงจะช่วยลดภาวะโลกร้อนไปได้มาก

กิจกรรมของมนุษย์ที่โลดโผน ใช้งบมาก ใช้เงินลงทุนสูง ล้วนแล้วแต่ทำให้ทรัพยากรหมดโลกโดยไม่จำเป็น

รถไฟความเร็วสูง มีหรือไม่มีผมก็คงไม่เดือดร้อน เพราะกิจกรรมของผมคงใช้น้อยอยู่แล้ว   ผมเอารถไฟความเร็ว 120  สม่ำเสมอ ไม่รอหลีกนาน  ขนคนได้มาก ปลอดภัยสูง  ไปเชียงใหม่ 6 ชั่วโมงก็ได้  ไม่ต้อง 2 ชั่วโมงถึงหรอก  ผมไม่รีบขนาดนั้น

เห็นด้วยกับทั่นวิสเค๊าน์นะประเด็นนี้   ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 18:50:17 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #68 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 21:09:31 PM »

สงสัยต้องกลับไปอ่านของเดิมที่เคยเขียนไว้แล้วล่ะครับ
เราพูดเรื่องรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟรางคู่ในความหมายที่จะใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการสร้างชุมชนใหม่  นั่นคือชุมชนสีเขียวตามที่รถไฟจะผ่านไป
อีกทั้งได้เสนอเรื่องการลดขนาดเมืองใหญ่ตามไปด้วย  เพราะหากพัฒนาทางรถไฟได้แล้วสร้างเมืองใหม่ตาม ก็จะสามารถกระจายชุมชนไปได้ไม่ต้องมากระจุกอยู่ในเมืองใหญ่หรือกรุงเทพ
แต่ที่ต้องการนำเสนอข้างต้นคือประเทศเราไม่ค่อยได้คิดอะไรอย่างมีโครงการระยะยาว   และเมื่อคิดแล้วก็ไม่ค่อยมีใครผลักดันให้สำเร็จ

เรื่องรถไฟหากทำได้ก็จะเป็นตัวนำเศรษฐกิจ  เพราะจะลดเรื่องการใช้รถยนต์ส่วนตัวสำหรับการเดินทางไกล  และหากวางเครือข่ายให้มีเส้นทางเชื่อมต่อไปก็จะลดการใช้พลังงานได้อีกมาก
ของเดิมที่เสนอมาได้เสนอไปโดยควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนใหม่เพื่อลดขนาดเมืองใหญ่ และการสร้างชุมชนสีเขียว  ซึ่งน่าจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
และเรื่องนี้ได้เสนอก่อนที่จะมีการพูดถึงเรื่องรถไฟความเร็วสูงในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ
หากคิดได้ครบถ้วนทุกด้าน  ได้ทั้งการพัฒนาและการสร้างสมดุลก็จะเป็นโมเดลให้กับการพัฒนาในยุคใหม่  

ไม่นานมานี้ได้นั่งดูสารคดีที่ฝรั่งทำเกี่ยวกับเรื่องทางรถไฟไปธิเบต  แรกๆ ก็มีเสียงว่าจากภายนอกเหมือนกันว่าจะทำให้จีนรุกเข้าสู่ธิเบตได้มากขึ้น
แต่เขาไปสัมภาษณ์ผู้โดยสารรถไฟซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวธิเบต  ปรากฏว่าชาวธิเบตกลับพึงพอใจมาก  เพราะทำให้เขาย่นเวลาการเดินทางที่แต่เดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้หรือต้องเดินทางแรมเดือนแรมปีไปได้

ผมจึงคิดว่านิเวศประชาธรรมไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาต่างๆ
การพัฒนายังเป็นหลักอยู่เรื่องนี้ไม่ขึ้นกับเจตจำนงของเราแต่ทิศทางของเศรษฐกิจมันเป็นเช่นนั้น   เพียงแต่นิเวศประชาธรรมจะต้องดูแลให้ทุกอย่างอยู่ในสมดุล  สมดุลเป็นสมดุลเคลื่อนไหวไม่ใช่สมดุลที่หยุดนิ่งหรือถอยหลัง

แล้วก็ที่พูดๆ กันมาเรื่องรถไฟความเร็วสูงจากจีนผ่านลาวมาไทยนั้น  ผมยังสงสัยอยู่ว่าที่พูดกันจริงๆ นั้นจะเป็นรถไฟความเร็วสูงจริงหรือ  เอาเข้าจริงอาจเป็นแค่ทางรถไฟธรรมดาเท่านั้น  ไม่ใช่หัวจรวดอย่างที่เข้าใจกัน    แต่เขาอาจวิ่งได้เร็วหากใช้วิธีเจาะอุโมงค์ทำให้ไม่ต้องไต่เขากัน   (ของเรานี่ถ้าแถวๆ ขุนตาลเจาะอุโมงยาวๆ สักหน่อยน่าจะดี  รถไฟก็วิ่งได้เร็วขึ้นอีกเป็นชั่วโมง  รถยนต์ก็ไม่ต้องขึ้นเขา  ประหยัดพลังงานที่ใช้   อีกทั้งวิธีเจาะอุโมงค์ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับธรรมชาติต่างๆ ที่ต้องการรักษา  เหมือนกับของไทยที่ชอบตัดลัดเลาะไปตามป่าเขา  คือเมื่อก่อนเทคโนโลยีไม่ถึงก็ต้องจำยอม  แต่เวลานี้มีเทคโนโลยีแล้วก็ต้องคิดวิธีให้ดีกว่าเดิม)

ทุกวันนี้จากปักกิ่งมาคุนหมิงที่ยูนนานยังไม่มีรถไฟหัวจรวดความเร็วสูงเสียด้วยซ้ำ จึงยังไม่คิดว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงจริงๆ  แต่ก็พูดยากเพราะจีนเขาเนรมิตได้โดยใช้เวลาไม่นานหากเขาจะเอาจริง

ค่อยมาติดตามดูว่าจะเป็นอย่างไร  ประเด็นอยู่ที่ว่าหากจะสร้างจริง  จะใช้โครงการนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดอย่างไร 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 21:34:11 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #69 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 21:43:21 PM »

ของเดิมเมื่อไม่นานมานี้อยู่ตรงนี้

http://www.thaioctober.org/forum/index.php?topic=1527.15

ส่วนของที่อยู่ไกลๆ ที่นำเสนอมาตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้วก่อนใครๆ ค่อยไปค้นมาอีกที

http://www.thaioctober.org/forum/index.php?topic=1356.15

อันนี้ก็เขียนเมื่อปี 2008 โน่นแล้ว  อยู่ในหัวข้อนิเวศประชาธรรม

"แนวทางของประเทศไทยคือการเป็นประเทศเกษตรกรรมอินทรีย์   เป็นแหล่งพลังงานอาหารของโลก     เป็นสถานที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพของพลโลก    พร้อมกับการเสริมสร้างพลังชุมชนให้รู้จักปกครองและดูแลตัวเองในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมอย่างเข้มแข็ง

นโยบายของรัฐทุกอย่างจะต้องดำเนินไปเพื่อสนับสนุนแนวทางข้างต้น   
อุตสาหกรรมที่ขัดกับแนวทางข้างต้นจะต้องถูกระงับหรือไม่จัดสร้างขึ้นประเทศไทย   
อุตสาหกรรมที่มีอยู่จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สนับสนุนแนวทางข้างต้น

เช่นนี้ยังมีต้องมีมาตรการที่สำคัญอีก 3-4  ประการ  นั่นคือ

- ลดขนาดของเมืองใหญ่  โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร
- สร้างระบบขนส่งมวลชนระดับใหญ่ทั่วประเทศ   ไม่ใช่แต่ในกรุงเทพ  นั่นคือระบบรถไฟรางคู่จะต้องสร้างขึ้นโดยเร็วภายใน 5-10 ปีนี้ (ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยคาดว่าดีเซลจะถึงลิตรละ 40 บาท ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า  และถึง 60 บาทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า  จะเป็นตัวบังคับให้คิดสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ทั่วประเทศในไม่ช้า)
- ส่งเสริมการเรียนวิชาชีพด้านการเกษตรเทคโนโลยี   ให้มากกว่าระบบสหศึกษาอย่างที่เป็นอยู่
- กระจายสถานศึกษาที่มีคุณภาพ   ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ  ให้ออกจากเมืองใหญ่"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 กุมภาพันธ์ 2011, 23:35:52 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #70 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 01:14:49 AM »

ขอบคุณครับลุงคลัมฯ ที่เข้ามาเสริม  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ไม่ยักรู้ว่าลุงเองก็สนใจเรื่องรถไฟด้วย

พูดอย่างกลางๆ ในฐานะคนเสียภาษีตามกฎหมาย
และในฐานะคนรักวิศวกรรมรถไฟครับ
การพัฒนาระบบรางบ้านเรา จะรางคู่ หรือวางรางอะไรก็แล้วแต่เห็นชอบพูดกันว่า เราวางระบบรางคู่ ระบบอย่างนั้นอย่างนี้
มันน่าจะดี

ไม่ง่ายครับ เพราะพื้นที่ระบบรางคู่ ประเภทรางประธาน เหมาะกับช่วงภาคกลาง นอกนั้นด้วยสภาพพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์
ไม่ง่ายถ้าจะวางรางคู่ แต่บำรุงทางได้ก็เยี่ยมมากแล้วครับ
วิศวกรรมระบบราง ต้องคำนึงถึงพื้นดิน การเลื่อนไหลของดิน สภาพน้ำ อะไรอีกมากมาย
การวางรางผ่านป่าเขาในเส้นทางสายเหนือ ที่จริงชาววิศวกรรมรถไฟก็อยากปรับปรุง แต่สภาพมันจำกัดมากๆ
ทำให้วิ่งได้ช้า เพราะรัศมีความโค้งของรางแคบถึงแคบมาก จะเจาะอุโมงค์เพิ่มก็ไม่ง่าย เพราะภูเขาไม่ได้แข็งแบบเยอรมนี
จะรองรับระบบรางก็ต้องคิดให้ดี

ที่จริงการใช้การขนส่งระบบรางนั้นดีถึงดีมากๆ เพราะลดต้นทุนการขนส่งได้มาก ขนทีละมากๆ ได้ด้วย
เราเคยทำได้มาแล้วครับ แต่หลายคนอาจไม่ทราบ ในยุคหนึ่งการรถไฟรุ่งเรืองมากๆ ก่อนที่นายทุนขนส่งระบบถนนจะเข้ามา
เราจะฟื้นฟูเส้นทางสายเก่าในวันนี้ก็คงไม่สายไปหรอกครับ

สายที่น่ายกมาพูดกันให้มากๆ คือ สายหาดใหญ่-สงขลา เพราะมันสามารถช่วยการขนส่งเข้าหาดใหญ่ มาจากท่าเรือสงขลาได้สะดวก
เดิมสายนี้วิ่งมาได้จนถึง 2521 แล้วก็ยกเลิกไป ปัจจุบัน แม้เส้นรางประธานยังอยู่ แต่ถูกถนน บ้านคน กลบทับหมดแล้ว สะพานประวัติศาสตร์ (สะพานน้ำน้อย หรือ สะพาน 400 ศพ) ก็กลายเป็นโครงเหล็กดำๆ เห็นภาพแล้วน้ำตามันจะไหล

แม้อาจฟื้นยาก แต่ฟื้นมาแล้วคุ้มกว่าขนส่งด้วยรถยนต์มากนัก

ถ้าสัมผัสจริงๆ จะพบว่า ทางรถไฟ เป็นเส้นทางที่มากกว่าการขนส่ง มันคือเส้นทางเปี่ยมวัฒนธรรม
เส้นทางรถไฟผ่านไปทางใด ที่นั่นมักมีระบบวัฒนธรรมเข้มแข็ง ตรงกันข้ามกับเส้นทางรถยนต์ ที่มักมีความฉาบฉวยทางวัฒนธรรมและชุมชนสูงกว่า

ถามพี่น้องชาวใต้ได้ครับ พี่น้องชาวใต้ส่วนมากผูกพันกับเส้นทางรถไฟ ถึงขั้นลงทุนทำทริปสำรวจเส้นทางสายเก่ากันเลย

ระบบรางบ้านเราต้องคำนึงอะไรอีกมาก เพราะระบบรางเรามันเป็นระบบ 1 เมตร มีที่เชื่อมกันได้ก็มาเลเซีย ไปถึงบัตเตอร์เวิร์ธ
เพราะรถไฟเรากับเขาระบบเดียวกัน

ถ้าเราคิดไกลไปถึงว่า จะให้พัฒนาเส้นทางต่อกับลาว อาจยากครับ เพราะถ้าลาวใช้ระบบเชื่อมจากจีนแบบเต็มตัวจริงๆ จีนเป็นระบบราง 1.40 เมตร เข้ากับระบบรางเราไม่ได้เลย
การเปลี่ยนระบบรางยุ่งยากมากถึงมากที่สุด มีค่าเท่ากับเปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีทีเดียว ถ้าอุปมาครับ
อธิบายคงยืดยาว สรุปคือระบบประแจราง ระบบสัญญาณ วิศวกรรมสะพาน วิศวกรรมรางทั้งระบบต้องรื้อใหม่หมดเลย

เส้นทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ และสายบ้านแหลม-แม่กลอง เป็นสายที่คนทั้งประเทศกำลังจะลืม
แต่ชาวบ้านประชาชนทั้งแม่ค้าไปจนถึงระดับออฟฟิศสีลม ไม่มีวันลืม
เพราะเขาได้พึ่งพามัน ลดเวลาเดินทางและประหยัดค่ารถได้มากโขถึง 3-4 เท่า
แถมเส้นที่ผมว่ามาเป็นเส้นที่มีวิถีชีวิตเฉพาะตัวด้วย
น่าเศร้าที่เป็นขบวนแบบเก่า (กซม.ป. และ กซข. โละมา)  และรางยังเป็นขนาด 80 ปอนด์เก่าๆ
เหมือนไม่เต็มใจให้สายนี้วิ่งอย่างไรไม่รู้

ถ้าพัฒนาให้เชื่อมได้หมดทั่วถึงกัน ส่งเสริมให้เต็มที่ ประเทศนี้มีหวังรอดแน่ครับ 

ก็มานั่งบ่นเฉยๆ ให้อาหมอกับลุงคลัมซี่ฟัง ครับ ตามประสาคนรักรถไฟไทย
เพราะเส้นไทรโยค ก็มีแผนจะยกเลิก
สายอีสานก็ยังเป็นระบบรางเก่าขนาด 80 ปอนด์ รางชำรุดหลายจุดทั้งๆ ที่เป็นสายที่คนเดินทางมากที่สุด
ฟังแล้วมันเศร้า

ถ้าลูกราชนาวี มีประเพณีเดินเรือเฉพาะของตนเอง
ชาวการรถไฟ ก็มีประเพณีรถไฟของตัวเองเช่นกันครับ
เขาไม่ได้คิดว่านี่แค่กิจการบริการขนส่งธรรมดา หรือกิจการหากิน
แต่ชาวรถไฟ ถือว่านี่คือชีวิตของตนเอง เสมือนเพื่อนยาก เสมือนเพื่อนตาย เสมือนพี่น้องของตน
ถามพนักงานได้ครับ พขร. ไปจนถึงสารวัตรรถจักร รักรถจักรอย่างกับอะไรดี
ชาววิศวกรรมระบบราง รักรางเหล็ก รักหมอนรองราง รักสะพาน อย่างกับอะไรดี
ตลอดจนพนักงานเดินรถ รักธงแดง-ธงเขียว ไฟสัญญาณ มากๆ

ถ้าเรายังมีแรง มีช่องทาง มีกำลัง มาช่วยกันส่งเสียงให้รัฐและสังคม หันมาฟื้นชีวิตให้รถไฟไทยกันเถอะครับ

มันมีดีกว่าการพัฒนาประเทศ การกระจายรายได้ การกระจายผู้คน มันมีอะไรมากกว่านั้น
เสมือนทำบุญช่วยคนไข้ให้ฟื้นมามีชีวิตคนเลยล่ะครับ
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
salt
Hero Member
*****
กระทู้: 1672


มุ่งสู่รัฐสวัสดิการตามแผนที่ชีวิตพลเมืองไทย


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #71 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 05:17:38 AM »

ไม่รุนะ ข้าพเจ้่าไม่ค่อยเลื่อมใสอะไรสูงๆ พวกนี้.....และอยากให้ถอยหลัง กลับไปใช้เกวียนด้วยซ้ำ......โลกจะได้ถูกทำลายน้อยลงและช้าลงหน่อย

ความเร็วสูงควรเอาไว้ออกไปนอกโลกเท่านั้น.....หัวเราะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 05:24:11 AM โดย change » บันทึกการเข้า

แผนที่ชีวิตพลเมืองไทย:โรงพยาบา
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #72 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 08:14:53 AM »

ค่อยครึกครื้นเพราะกระทู้คึกคักก่อน  ยิ้มกว้างๆ
ป้าตอนเด็กๆ เคยดูหนังการ์ตูนเรื่องยุคอวกาศบ้างหรือเปล่าล่ะป้า    หนังเรื่องนั้นนอกจากยานอวกาศลำเล็กๆ ที่ใช้ขับขี่ฉวัดเฉวียนไปมาอย่างรวดเร็วแล้ว  ก็ยังมีเรื่องของเส้นทางติดต่อในหลอดแก้ว  ที่มีทั้งแบบระบบกดลิฟท์  และระบบทางไปวิ่งไปตามหลอดแก้ว   และมีเส้นทางที่สลับซับซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ    
ผมว่าโลกอนาคตที่จะพัฒนาไปในเรื่องของการเชื่อมต่อดูท่าแล้วก็คงเป็น "รถไฟความเร็วสูง" นี่แหละ   ทั้งนี้เพราะมีเทคโนโลยีพร้อมแล้ว  และประเทศที่ผลิตและเป็นผู้นำในด้านนี้คือจีนก็พร้อมแล้ว   ดังนั้นคงจะได้เห็นโครงข่ายแบบนี้สานต่อกันในยุคของเราแน่เลย

ประเด็นก็มีอยู่ว่า  โครงการแบบนี้ถ้าเกิดในเมืองไทย  เขาก็คิดกันแต่เพียงว่าจะมีโครงการใหญ่ๆ เพื่อหากินกับโปรเจคต์ตั้งแต่การเขียนโครงการ การหากินค่าหัวคิวต่างๆ อย่างไร  ไม่ได้คิดเรื่องที่ว่าโครงการแบบนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ได้อย่างไร   นี่เป็นความพิกลพิการอย่างหนึ่งทำให้โครงการเกิดได้ไม่เต็มที่หรือไม่เกิดประโยชน์ให้คุ้มค่ากับเงินที่ลงไป    แต่ความพิกลพิการอีกอย่างหนึ่งก็คือ  บางส่วนพอเห็นโครงการใหญ่ๆ ปุ๊บ ก็มองตามเขียวปัด   คิดว่าจะเป็นภัยโน่นภัยนี่  

ลองคิดดูเรื่องง่ายๆ สิ   อย่างเรื่องโทรทัศน์  สมัยเราเด็กๆ พ่อแม่ก็ต้องเตือนเราว่า  อย่าดูมาก  จะเสียสายตา  จะเสียการเรียน  เอาแต่ดูหนังดูละคร  เปิดนานๆ เปลืองค่าไฟฟ้า  แล้วเวลานี้เป็นอย่างไร  ไม่มีใครพูดถึงภัยของโทรทัศน์กันอีก  กลับพากันยอมรับกันโดยดุษฎี    ต่อมาเมื่อมีคอมพิวเตอร์ก็เอาอีก  ว่าเอาแต่เพ่งหน้าจอ เสียสายตา เสียค่าไฟ ค่าเน็ท  เด็กๆ ก็เอาแต่เล่นเเกมส์  แล้วเป็นอย่างไร  ก็มีคอมพิวเตอร์กันหมดทั้งบ้าน  ผู้ใหญ่ที่ชอบตำหนิเด็กว่าเล่นเกมส์  เผลอๆ ตนก็เอาด้วย    จนเวลานี้ก็ไปถึงพวกแพดๆ ทั้งหลาย  ก็บ่นว่าจะมาแทนหนังสืออะไรได้   แต่อีกไม่นานเด็กก็จะถือพวกไอแพดไปเรียนกันทุกคน

เหมือนกับบ่นเรื่องการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก   แต่ทุกวันก็ยังนอนห้องแอร์เปิดแอร์เย็นเฉียบ   เช้าๆ เย็นๆ ก็ยังควบรถคู่ใจไปเผาน้ำมันตามท้องถนน    บอกชอบต้นไม้แต่ก็ยังนอนห้องตึก   เหล่านี้มันเป็นความ "ไม่สมดุล" ของวิธีคิด    

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับความเป็นจริง  ไม่ใช่เอาแต่ความรู้สึกของตัวเอง  (แต่ในชีวิตประจำวันก็ทำไม่ค่อยได้อย่างข้างต้น)    จึงได้มีการเสนอมาตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนว่าหากเราอยู่กันไปอย่างนี้ก็ไม่ไหว    เพราะคนก็ต้องอพยพเข้าเมืองใหญ่มากขึ้นทุกวัน   เพราะเมืองใหญ่คือคำตอบของงานและรายได้    แต่ถ้าคนเข้ามามากๆ  อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ตึกเปิดแอร์นอน (อยากถามว่าทุกวันนี้คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ใครที่ไม่เปิดแอร์นอนบ้าง)  แค่นี้ถ้าไม่แก้ปัญหาแล้วจะไปพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร   หรือจะเอาแค่บางเสาร์อาทิตย์ไปสวนบ้างก็ว่าแก้ปัญหาโลกร้อนแล้ว  ทั้งที่เวลาปกติไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่ยังช่วยเติมก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่บรรยากาศทุกวัน    อีกทั้งเมื่อคนเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่มากๆ  ก็พยายามไปคิดรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินมาแก้ปัญหา   แต่กว่าจะสร้างเสร็จ  คนก็เคลื่อนย้ายเข้ามามากขึ้นอีก  ก็ต้องหาทางสร้างขึ้นอีกวนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ดังนั้นจะแก้ปัญหาอย่างถึงรากได้อย่างไร  ในนิเวศประชาธรรมและหัวข้อที่เกี่ยวข้องจึงได้เสนอ "การลดขนาดเมืองใหญ่"   แต่จะลดได้อย่างไร  ก็ต้องหาทางกระจายออก   การกระจายออกคนจะไปอยู่ได้อย่างไร  ก็ต้องเป็นสถานที่ที่ตอบคำถามเขาได้  นั่นคือการมีงานทำ  การมีสภาพแวดล้อมที่ดี (จะบอกว่า นิเวศที่ดี ก็ได้) และมีการสาธารณสุขและการศึกษาที่ดีเท่าเทียมกับเมืองใหญ่   จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร  ก็ต้องมีโครงข่ายคมนาคมที่รวดเร็วรองรับ

จึงได้เป็นที่มาของการเสนอโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่ที่จะเป็นทั้งหัวรถจักรในการฉุดนำเศรษฐกิจประเทศ   ซึ่งเน้นที่ระบบทางรถไฟ  และได้เสนอทั้งระบบรางคู่ รางเดี่ยวที่จะเป็นลูกข่าย ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง (ซึ่งได้พูดมาก่อนรัฐบาลชุดนี้) แต่เพียงอย่างเดียว

เวลาที่ติดใจกันก็คือเรื่องรถไฟความเร็วสูง   เรื่องนี้ควรปล่อยวางเรื่องการจ้องการทุจริตจากโครงการไปก่อน  เพราะตรงนั้นน่าจะใช้กลไกต่างๆ ควบคุมให้เข้มแข็งกันอีกที

แต่มาเปรียบเทียบกับ  เรื่องการลงทุนการคมนาคมติดต่อโดยเครื่องบิน   ก็น่าคิดว่าอันไหนที่ลงทุนมากกว่ากัน    เครื่องบินแต่ละลำราคาเท่าไหร่   สนามบินและภาคบริการซ่อมบำรุงต่างๆ มีค่าเท่าไหร่  สามารถขนคนได้ทีละเท่าไหร่   และที่สำคัญคือไอเสียจากเครื่องบินนั่นแหละที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่อย่างมหาศาลในทุกวัน   หากให้ว่ามูลค่าในการลงทุนเท่ากัน   แต่อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างกันมาก  ก็น่าคิดว่าควรจะพัฒนาไปด้านไหน

แต่ก็แปลก  ทีเรื่องเครื่องบิน การขยายเส้นทางคมนาคมทางอากาศไม่เห็นมีใครคัดค้านเลย  

หรือว่าคัดค้านรถไฟความเร็วสูง  แต่ตัวเองยังชอบนั่งเครื่องบินไปโน่นมานี่   ตกใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 08:17:45 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #73 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2011, 08:20:18 AM »

ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่าหากจะแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง  ก็ควรจะแก้อย่างจริงจังหรือไม่

เพราะไม่งั้นหากเอาแต่พูด   แต่กลับไม่เสนอหรือสนับสนุนวิธีแก้ปัญหา

ที่พูดๆ ไปก็เป็นความฝันอันว่างเปล่า  ไม่มีมรรคผลใดๆ ทางปฏิบัติเท่านั้น 

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #74 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2011, 08:18:41 AM »

เพิ่งรู้ว่าเขามีเทศกาลแบบนี้

ขอบคุณเจ้าของบล็อกที่นำมาแนะนำให้รู้จักบ้านใกล้เรือนเคียงกันครับ

http://www.oknation.net/blog/cm-arabica/2011/11/11/entry-1
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!