บ้านตุลาไทย
19 ตุลาคม 2017, 08:44:58 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานนักรบประชาชน "ภูซาง"  (อ่าน 18435 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
BusyBoy
Jr. Member
**
กระทู้: 153


ประชาชนปฏิวัติ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 02 กันยายน 2006, 21:40:47 PM »

ภูซาง เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ที่เริ่มจากริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เหยียดยาวลงมาทางใต้ผ่านอำเภอน้ำโสม อำเภอบ้านผือ กิ่งอำเภอสุวรรณคูหา อำเภอหนองบัวลำภู (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) แล้ววกไปทางทิศตะวันตกผ่านจังหวัดอุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ จนจรดแม่น้ำโขงอีกครั้งหนึ่งที่จังหวัดนครพนม
เทือกภูซางซึ่งตระหง่านอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดเลย อุดรธานี และหนองคาย มีสภาพเป็นป่าเขาสลับซับซ้อน ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และแหล่งน้ำ รวมทั้งพื้นที่อันกว้างใหญ่ ทำให้เทือกภูซางเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งพักพิงและเป็นสมรภูมิสู้รบของนักรบประชาชน

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมประสานกับเขตงานปฏิวัติอื่นๆในภาคอีสานได้ง่าย และยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเขตต่างๆของภาคอีสานกับศูนย์กลางทางภาคเหนืออีกด้วย ในยุครัฐบาลเผด็จการภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามกวาดล้างผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากตน ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จับกุมคุมขังและเข่นฆ่าบุคคลต่างๆ มากมาย พร้อมกับมีนโยบายสร้างถนนหนทางทั่วประเทศโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะเข้าถึงพื้นที่ในชนบทได้ง่ายขึ้น

จุดเริ่มต้นของขบวนปฏิวัติแห่งเทือกเขาภูซางจึงได้ก่อตัวขึ้นที่บริเวณภูช่อฟ้า กิ่งอำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2504 โดยเริ่มต้นพร้อมๆ กับการก่อสร้างทางสายอุดร-หนองบัวลำภู ซึ่งบริษัทก่อสร้างรับคนท้องถิ่นเข้าเป็นกรรมกรสร้างทาง แต่จากการที่ประชาชนถูกข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เนืองๆ และสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นอำนวยให้ ทำให้ประชาชนในแถบนี้มีความตื่นตัวขึ้น ชาวนาที่เคยอยู่อย่างกระจัดกระจาย เมื่อไปรวมตัวกันเพื่อเป็นแรงงานสร้างทาง ประกอบกับมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนายช่างซึ่งเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วยให้การรวมกลุ่มปลุกจิตสำนึกทางการเมืองและการจัดตั้งมวลชนง่ายขึ้น การปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดไม่อาจหยุดยั้งการขยายตัวของขบวนประชาชนปฏิวัติในเขตนี้ได้

หลังจากเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนมเมื่อ 7 สิงหาคม 2508 มวลชนปฏิวัติแถบบ้านโนนทันและบริเวณใกล้เคียง ก็พร้อมที่จะจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยอาศัยภูช่อฟ้าเป็นสถานที่จัดศึกษาและพักพิง พร้อมกับส่งคนเดินทางไปรับการฝึกฝนทางการทหารและการแพทย์ ด้วยความช่วยเหลือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อขบวนปฏิวัติของประชาชนในเขตภูช่อฟ้ามีความพร้อมและเข้มแข็งขึ้น จากการสนับสนุนของมวลชนจัดตั้งที่คอยส่งข่าวสารและเสบียงอาหารอย่างสม่ำเสมอ กองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ก็ได้แตกเสียงปืนครั้งแรกโดยการเข้าตีโรงพักหนองบัวลำภูเมื่อปี 2509

จากนั้นการเคลื่อนไหวก็ขยายไปสู่การสร้างฐานที่มั่นของเขตจรยุทธบนเทือกภูซาง โดยจัดตั้งหน่วยงานเพื่อเคลื่อนไหวให้การศึกษาแก่มวลชนในพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้น รวมทั้งการก่อตั้งกองทหารหลักและกองทหารท้องถิ่น เพื่อหนุนช่วยการทำงานของหน่วยงานมวลชน นอกจากนี้ยังจัดตั้งกองทหารหญิงเพื่อให้มีการฝึกฝนทางด้านการทหารด้วย การเคลื่อนไหวปฏิวัติของนักรบภูซาง ดำเนินไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคม ผ่านการเรียนรู้และสรุปบทเรียนด้วยตนเอง ล้มลุกคลุกคลานบ้าง ประสบผลสำเร็จบ้าง ทั้งด้านงานมวลชนและการทหาร

ในขณะเดียวกันทางฝ่ายอำนาจรัฐก็กริ่งเกรงการเจริญเติบโตของขบวนประชาชนปฏิวัติ จึงดำเนินการปราบปรามขบวนการประชาชนในแถบนี้อย่างหนัก โดยเฉพาะเหตุการณ์บ้านล่องป่าบุ่น ซึ่งกลายเป็นโศกนาฏกรรมในเวลาต่อมา จากเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งผ่านวันเวลาที่เสียงปืนแตกครั้งแรกของขบวนปฏิวัติภูซางนับสิบปี รัฐบาลในขณะนั้นใช้อำนาจปราบปรามขบวนการนักเรียน นักศึกษา ประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณท้องสนามหลวงอย่างป่าเถื่อน


หลังจากเหตุการณ์โหดกลางเมืองครั้งนั้นแล้ว เขตงานภูซางจึงมีโอกาสต้อนรับสหายใหม่จากในเมืองจำนวนมากเข้าเป็นสหายร่วมรบ จนต้องเปิดโรงเรียนการเมืองการทหารถึง 3 รุ่น เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้ว จัดตั้งก็ส่งสหายเหล่านี้เข้าร่วมปฏิบัติงานในเขตงานมวลชนต่างๆ ตามความเหมาะสม บางส่วนก็เดินทางสู่ฐานที่มั่นภาคเหนือ นอกจากสหายที่แยกย้ายไปสู่เขตงานต่างๆแล้ว “คนเดือนตุลา” ในเขตงานภูซางส่วนหนึ่ง ที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ เช่น นักร้องนักดนตรีจากวงคาราวาน คุรุชน และโคมฉาย ก็รวมตัวกันตั้งวงดนตรีชื่อ “ภูซาง 60” ( เลข 60 หมายถึง วันที่ 6 เดือนตุลาคม ) ทำหน้าที่เคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมและเป็นหน่วยบันเทิงประจำเขต

ส่วนอดีตนักศึกษาแพทย์และพยาบาล ก็เข้ารับการศึกษาทางการแพทย์เพิ่มเติมซึ่งเน้นการป้องกันโรคและการรักษาตามสภาพป่าเขาและเขตจรยุทธ ก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์ประจำหน่วยงานมวลชนและกองทหารต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์ปฏิวัติในเขตจรยุทธ มวลสหายทั้งชาวนา กรรมกร นักเรียน นักศึกษา ปัญญาชน บนเทือกภูซางต่างก็ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุข ทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการลงเคลื่อนไหวงานมวลชน การลำเลียงเสบียงอาหารหรือยุทธปัจจัย ยามสภาพปกติก็ช่วยกันทำการผลิต ปลูกผัก ปลูกข้าว พึ่งตนเองเพื่อลดภาระของหน่วยงานมวลชน ในยามที่ทางการยกกำลังขึ้นล้อมปราบบนภูก็ร่วมกันสกัดการโจมตี หรือหลบหลีกการล้อมปราบตามสภาพความจำเป็นของแต่ละหน่วย บางครั้งบางคราวก็ตกอยู่ในสภาพอดอยากต้องกินข้าวผสมข้าวโพด หรือขุดมันป่าขุดกลอยแบ่งปันกันกินตามสภาพ บางคราวก็มีความขัดแย้งไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้างในหมู่สหาย

แต่ปัญหาทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำลายมิตรภาพที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งในหมู่สหายลงได้ ยิ่งมีความยากลำบากเท่าไร สหายก็ยิ่งรักกันมากขึ้นเท่านั้น ขบวนปฏิวัติภูซางได้ขยายเขตเคลื่อนไหวไปทางภูหลวง จังหวัดเลย และภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งระหว่างประเทศสังคมนิยม ซึ่งต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์จีนและลาวได้ยกเลิกการสนับสนุนการต่อสู้ของขบวนปฏิวัติไทย อันเป็นเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสับสนภายในขบวนปฏิวัติด้วย ในปี 2523 ขบวนปฏิวัติภูซางได้เคลื่อนย้ายศูนย์การนำของเขตไปทางภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเตรียมตัวเพื่อการประชุมสมัชชาครั้งที่ 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเป็นจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลไทยประกาศนโยบาย 66 / 23 เปิดทางให้คนป่าคืนเมือง แม้ฝ่ายนำของเขตภูซางจะพยายามปรับขบวนเพื่อต้านกระแสของความสับสนเหล่านี้ แต่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่อาจต้านทานได้ ขบวนปฏิวัติภูซางจึงเหลือเพียงความทรงจำของสหายที่ยังมีชิวิตอยู่ เพื่อที่จะเล่าสู่ลูกหลานต่อๆ ไป อย่างไรก็ตาม …ธงแดงเหนือภูซางก็ยังคงโบกสะบัดอยู่ในใจของนักปฏิวัติภูซางทั้งมวล

"ธงแดงโบกพลิ้วสะบัดเหนือภู
มองดูงามเด่นเข้มขลัง
อยู่เหนือภูซางเหมือนดังตะวัน
ในยามเช้าอันเรืองรองสดใส
เปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ลุกแดง
โหมแรงทั่วถิ่นดินไทย
เหล่าทหารประชาก้าวรุดหน้าไป
จับปืนมั่นไว้ด้วยหัวใจทรนง
ศัตรูเหมือนเสือกระดาษ
เราจะฟาดมันให้แหลกเป็นผง
เสียงปืนปฏิวัติก้องดง
โค่นล้มมันลงรัฐบาลปฏิกิริยา
เหล่าทหารปฏิวัติของมวลประชา
หาญกล้าฮึกห้าวแกร่งไกร
ทำลายศัตรูเพื่อปลดแอกไทย
สร้างชาติไทยให้รุ่งเรืองดำรง"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กันยายน 2006, 21:59:29 PM โดย BusyBoy » บันทึกการเข้า

สถูปสูงส่งฟ้า
จารึกนามนิรั
BusyBoy
Jr. Member
**
กระทู้: 153


ประชาชนปฏิวัติ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กันยายน 2006, 21:53:23 PM »

ขบวนปฏิวัติบนเทือกภูซางผ่านระยะบุกเบิก ล้มลุกคลุกคลานและเติบโตขึ้นภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งปะเทศไทย ซึ่งมีศูนย์กลางตั้งอยู่ในภาคเหนือ มีสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ตั้งอยู่ในประเทศจีน ตามนโยบายเกื้อหนุนการปฏิวัติของพรรคพี่น้อง อดีตสหายนำคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า “ภูซาง” ถือหลักพึ่งตนเองเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นเขตจรยุทธ์ที่ไม่ใหญ่โตนัก เมื่อเทียบกับเขตงานอื่น เรื่องสำคัญก็รายงานและขอคำชี้แนะจากศูนย์กลาง แต่เงื่อนไขการปฏิวัติในป่าเขาทำให้หลายเรื่องต้องอาศัยการตัดสินใจของฝ่ายนำในเขตงาน


เมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 พรรคมีนโยบายเปิดรับนักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร และคนที่ต้องการเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธ หรือต้องการเป็นแนวร่วมเข้าสู่ป่าเขา แต่ทุกอย่างเป็นไปโดยฉุกละหุก เป็นเรื่องใหม่ และสถานการณ์ใหม่ที่ขบวนปฏิวัติต้องเผชิญ เขตงานภูซางได้เปิดประตูด่านหน้า คือเขตเอเชีย ซึ่งมีฐานงานมวลชนมวลชนที่แข็งที่สุด เส้นทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อต้อนรับคนเดือนตุลา โดยให้พักที่ภูช่อฟ้าชั่วคราวก่อนเดินทางขึ้นสู่ภูซาง สหายที่ทำหน้าที่รับส่งสหายใหม่จากรุงเทพฯ ฟื้นความหลังว่า ได้สัมผัสมือขาวๆ ของสหายนักเรียนนักศึกษา ทั้งหญิงชาย หลายบุคลิก ไม่ต่ำกว่า 200 คนที่ภูช่อฟ้า ระหว่างรอเมล์ ซึ่งทยอยรับสหายเข้ามาแล้วส่งต่อไปภูซาง มีเรื่องราวมากมายให้จดจำ ล้วนเป็นมิตรภาพซาบซึ้งด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย เป็นสิ่งที่สหายนักปฏิวัติแห่งเทือกภูซาง ซึ่งสร้างงานปฏิวัติบนแผ่นดินผืนนี้มานานถึง 15 ปี ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นได้จริง

สหายชาวนาหลายคนเคยเล่าว่า เดิมทีพวกเขาเห็นขบวนปฏิวัติที่ออกป่ามา มีแต่ชาวไร่ชาวนาน ซึ่งต่อสู้เพื่อปลดปล่อยสังคมให้พ้นจากความยากจนข้นแค้นและเผด็จการ มีสหายจากในเมืองมาร่วมเพียงไม่กี่คน แค่ “6 ตุลา” ส่งสหายมาจากทั่วทุกสารทิศ มีทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษา กรรมการและปัญญาชน คนในเมืองหลายอาชีพ นักปฏิวัติที่อยู่ก่อนจึงรู้สึกได้ว่า ขบวนปฏิวัติแห่งเทือกภูซางกำลังเข้าสู่สถานการณ์ใหม่จริงๆ

ปัญหาที่ตามมาก็คือ การเตรียมรับ ทำอย่างไรการฝึกสอนให้สหายใหม่-คนเมือง เหล่านี้ สามารถช่วยเหลือตนเองเพื่อดำรงชีวิตอยู่ในป่าเขาให้ได้ ทั้งต้องรู้วิธีการใช้อาวุธ และพร้อมที่จะเผชิญกับภาวะสงครามจากการล้อมปราบที่เกิดขึ้นจนเป็น “ฤดูกาล” โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ทำอย่างไรจึงจะมีเสบียงอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน มีเสื้อผ้า อาวุธ เครื่องนอน ฯลฯ และที่สำคัญ จะต้องหางานที่เหมาะสมให้สหายใหม่ซึ่ง “เร่าร้อน” และ “เรียกร้องตนเองสูง” ได้มีส่วนร่วมด้วย


สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ การเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร  เนื่องจากนักเรียนมาก   แต่มีครูน้อย ก็จำเป็นต้องแบ่งนักเรียนออกเป็น 3 รุ่น  คณะครูตั้งชื่อโรงเรียนให้มีความหมายถึงวันที่ 6 และ เดือน 10  จึงได้ชื่อโรงเรียน  ว่า 60/1, 60/2 และ 60/3 โดยทยอยเปิดให้กลุ่มที่เข้ามาก่อน  และขอให้รุ่นพี่เข้ารวมอยู่ในคณะครู   ช่วยสอนรุ่นน้องๆ ต่อไป   โรงเรียนรุ่น 60/3 เป็นรุ่นสุดท้าย  และเป็นรุ่นที่มีจำนวนนักเรียนเข้าร่วมมากที่สุด หลายคนเป็นอดีตนักศึกษาแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล  จำนวนหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาจากวิทยาลัยครู นักเรียนโรงเรียนระดับมัธยมปีที่  3-4-5 อีกจำนวนหนึ่งเป็นอดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ  และ กรรมกรโรงงานต่างๆ แม้ว่าแต่ละคนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 มากน้อยแตกต่างกัน แต่ก็กล่าวได้ว่าทุกคนตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธ เพราะไม่อาจทนอยู่ร่วมใน ”สังคมป่าเถื่อน” ที่อำนาจรัฐทำต่อขบวนการนักเรียนนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 6 ตุลาได้

แม้ว่าการระดมกำลังเพื่อต้อนรับสหายใหม่ ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่เทือกเขาภูซางกว่า  200 ชีวิต จะดำเนินไปอย่างเรียบร้อยพอสมควร   ไม่ว่าเรื่องการเปิดโรงเรียนการเมืองการทหาร  หรือการจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในป่าให้   แต่ระยะยาว  อดีตงานอาวุโสเล่าว่า  หลังจากสำรวจสภาพความคิด  สุขภาพและความพร้อมของแต่ละคนแล้ว เห็นว่า หลายคนไม่เหมาะที่จะอยู่ในเขตจรยุทธ์  และจะมีบทบาทมากกว่าถ้าอยู่ในเมือง  แต่ก็ไม่กล้าส่งกลับ  เนื่องจากบรรยากาศหลัง “6 ตุลา“ ทำให้คนตัดสินใจละทิ้งชีวิตต่อสู้ในเมืองอย่างเด็ดเดียว  จึงได้ถามไปทางศูนย์กลางฯ ว่า ต้องการกำลังคนเพื่อร่วมในฐานที่มั่นภาคเหนือหรือไม่  เมื่อศูนย์กลางตอบรับ ทางภูซางจึงเตรียมจัดเมล์ส่งสหายจำนวนหนึ่งเดินทางผ่านประเทศลาว เข้าสู่เขตฐานที่มั่นภาคเหนือ  และส่วนงานอื่นๆ ตามความเหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม “คนเดือนตุลา”  ทั้งส่วนที่อยู่ระหว่างการรอเมล์เดินทางไปปฏิบัติงานทางอื่น  กับส่วนที่อยู่ประจำในเขตงานภูซาง  แต่ก็แยกย้ายไปสังกัดตามทับศูนย์ของแต่ละเขตงาน  เช่น 22,  88, 66, 99 เป็นต้น  บางส่วนสังกัดหน่วยงานมวลชน คนที่มีความคล่องตัวก็สังกัดกองทหาร ส่วน
นักร้อง นักดนตรี จากวงคาราวาน คุรุชน และโคมฉาย  ก็ให้รวมกันเป็นวงดนตรีชื่อ “ภูซาง 60”เพื่อทำหน้าที่เคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรม   และให้ความบันเทิงในเขตงาน

สำหรับอดีตนักศึกษาแพทย์  พยาบาล  และนักศึกษาจำหนึ่ง ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนวิชาการแพทย์เพิ่มเติมจากอดีตนายแพทย์ที่เข้ารับหน้าที่หมอใหญ่ประจำเขตภูซาง ตั้งแต่ปี 2517 โรงเรียนแพทย์ที่จัดขึ้นต่อจากโรงเรียนการเมืองการทหารนี้ ก็เพื่อถ่ายทอดวิชาการแพทย์ในสภาพการสู้รบของเขตจรยุทธ์ให้กับนักเรียนหอรุ่นใหม่ ก่อนที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ทับศูนย์และทับกลางของแต่ละเขตงาน กองทหาร หน่วยงานมวลชนและเป็นหมอที่สังกัดโรงพยาบาล (ทับหมอ) แห่งเทือกภูซาง ซึ่งต้องทำหน้าที่จัดอบรมวิชาการแพทย์ ให้ความรู้ และคำแนะนำต่างๆ ในการป้องกันโรคกับสหาย ที่สำคัญคือการรักษาโรคต่างๆ และการรักษาบาดแผลสงคราม ซึ่งเป็นภาระหน้าที่หลักภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องมือและยา ในสภาพป่าเขาและสงคามจรยุทธ์ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ในขบวนปฏิวัติภูซาง ซึ่งผสมผสานวิชาการแพทย์ของตะวันตก (ฝรั่ง) กับตะวันออก (จีน) และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้สหายมีสุขภาพอนามัยที่ดี และมีคำขวัญกำลังใจในการสู้รบจนเป็นที่ยอมรับและชื่นชมของสหายทุกคน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กันยายน 2006, 22:04:03 PM โดย BusyBoy » บันทึกการเข้า

สถูปสูงส่งฟ้า
จารึกนามนิรั
BusyBoy
Jr. Member
**
กระทู้: 153


ประชาชนปฏิวัติ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 02 กันยายน 2006, 22:33:11 PM »

สหายรุ่นบุกเบิกของเขตงานเอเชียคนหนึ่งเล่าว่า "คอมมิวนิสต์มาพร้อมกับกรรมกรสร้างทาง" ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่บ้านเมืองเข้าสู่ยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหาร ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 แล้วก็ได้ใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามกวาดล้าง บุคคลที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างจากตน โดยใช้ข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ สั่งประหารชีวิต เช่น ประหารนายศุภชัย ศรีสติ กรรมกรสภาคนงานแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2502 ประหารนายครอง จันดาวงศ์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2504 และสั่งประหารนายรวม วงษ์พันธ์ ในวนที่ 24 เมษายน 2505

นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมคุมขังบุคคลที่มีความตื่นตัวทางการเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างเหวี่ยงแหนับพันคน ตลอดจนโฆษณาให้ภาพคอมมิวนิสต์เป็นยักษ์มาร พร้อมกันนั้น ก็ได้เร่งจัดการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเริ่มต้นฉบับแรกในปี 2504 เน้นการสร้างถนนหนทางทั่วประเทศ โดยหวังว่า การสร้างความเจริญทางวัตถุจะทำให้คอมมิวนิสต์หดหายไป และทำให้ทางการเข้าถึงพื้นที่ชนบทได้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ ยัง

แต่การสร้างและซ่อมแซมถนนสายอุดร-หนองบัวลำภู กลับกลายเป็นจุดกำเนิดงานจัดตั้งมวลชนของเขตงานเอเชีย ซึงเป็นเขตงานแรกของขบวนปฏิวัติแห่งเทือกภูซาง เพราะเมื่อบริษัทรับเหมาสร้างและซ่อมแซมถนนสายอุดร-หนองบัวลำภูจากทางการ ก็ได้รับสมัครคนท้องถิ่นเข้ามาเป็นกรรมกร ทำหน้าที่สร้างทาง และซ่อมแซมเส้นทางที่ชำรุดอยู่เสมอ ทำให้ชาวนาที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไดมีโอกาสรวมกลุ่ม และได้เข้ามาใกล้ชิดกับคนของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นนายช่าง ต่อมาจึงมีการจัดตั้งเป็นหน่วยๆ ละ 3 คน และให้แต่ละคนไปขยายการจัดตั้งเป็น 1 ต่อ 2 ต่อ 3 โดยเริ่มจากกลุ่มผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือก่อน แล้วขยายลงไปสู่กลุ่มคนหุ่ม เช่นนี้ ไม่นานนัก ด้วยความสัมพันธ์ผ่านระบบเครือญาติและเพื่อนฝูงที่เหนียวแน่นในหมู่อีสาน ทำให้ประชาชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในกิ่งอำเภอหนองบัวลำภู มีความตื่นตัวทางการเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ส่งสหายมาจัดการศึกษามวลชนโดยใช้เอกสารประกอบการศึกษา ชื่อ "เรื่องของเราเอง" เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของความทุกข์ยากในชนบทว่า เกี่ยวโยงกับการเมืองอย่างไร ชี้ให้เห็นปัญหาของชาติว่า ทางการเป็นสมุนรับใช้จักรพรรดินิยมอเมริกา ซึ่งจะนำประชาชนไทยเข้าไปร่วมในสงครามอินโดจีนอย่างไร เพราะเหตุใดประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเอกราชและประชาธิปไตยที่แท้จริง

ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนั้น ได้ทำให้ประชาชนชาวอีสานมีความตื่นตัว เพราะเผชิญกับปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องที่สหรัฐอเมริกาเริ่มส่งทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยถึง 7 แห่ง ในปี พ.ศ.2507 เช่นที่ จังหวัดอุดรธานี อุบลราชธานี เป็นต้น นอกจากนี้ เครื่องบินที่บรรทุกระเบิดไปทิ้งในสงครามเวียตนาม ยังนำระเบิดที่เหลืออยู่ในเครื่องมาปลดทิ้งที่บริเวณ "ดงระเบิด" ในภาคอีสาน ก่อนที่จะนำเครื่องลง ทำให้ชาวบ้านหลายคนถูกระเบิดบาดเจ็บล้มตายโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนยากจน ยอมเสี่ยงเข้าไปค้นหา หวังรายได้จากการนำชิ้นส่วนโลหะจากระเบิดมาขาย ก็ต้องพบกับชะตากรรมอย่างน่าอนาถ นอกจากนี้ มวลชนชาวอีสาน ยังต้องเผชิญกับการใช้อำนาจเผด็จการ กดขี่ข่มเหง ถูกดูถูกเหยียดหยาม จากข้าราชการที่บ้าอำนาจในยุคซึ่งบ้านเมืองอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร ชาวบ้านอยู่ในสภาพที่ถูกรังแกจาก "เจ้านาย" ทุกเมื่อเชื่อวัน และเมื่อถึงขีดสุดก็ต้องลุกขึ้นสู้

สภาพเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นบรรยากาศโดยรวมของชนบทไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสาน งานจัดตั้มวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์จึงลงลึกและเติบโตอย่างรวดเร็ว ราวกับ "ไฟที่ไหม้ลามทุ่ง" ข่าวการลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้กับทางการของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จากจุดต่างๆ ส่งผลให้มวลชนในจัดตั้งมีความกระตือรือร้น โดยเฉพาะกรณีเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ได้ทำให้มวลชนในกิ่งอำเภอหนองบัวลำภู เขตงานเอเชียเรียกร้องที่จะพัฒนาหน่วยจัดตั้ง เป็นกองกำลังที่พร้อมต่อสู้ด้วยอาวุธ ประกอบกับทางการเมื่อรู้ว่าชาวบ้านเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐ ก็ใช้นโยบายปราบปราม ทำร้ายอย่างเหี้ยมโหดและขาดเหตุผล เช่น จับชาวบ้านโนนทันมาซ้อม และขุดหลุมฝังให้เหลือแค่คอ

ดังนั้น หน่วยจัดตั้งที่นัดศึกษากันตามหัวไร่ปลายนา ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น มีการอยู่เวรยามและเสาะหาสถานที่ปลอดภัย ต่อมาจึงได้ใช้ภูช่อฟ้าเป็นสถานที่จัดศึกษาและพักพิง ในลักษณะ "กึ่งป่ากึ่งบ้าน" เมื่อเสียลับก็หลบภัยพร้อมทั้งฝึกฝนตนเอง เพื่อเตรียมการอยู่ป่าให้ได้ พร้อมทั้งเริ่มสะสมอาวุธเพื่อการต่อสู้ต่อไป

ประมาณปี 2508 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ส่งคนจากภูช่อฟ้าไปศึกษาวิธีการทำสงครามประชาชน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในป่าเขา ความรู้เรื่องการทหาร การแพทย์ ซึ่งในระยะนั้นได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเวียตนาม โดยจัดการอบรมให้เป็นรุ่นๆ พร้อมกับสหายในเขตงานอื่น ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ขยายการจัดตั้งไปถึง ทั้งจากเขตงานอื่นๆ ในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

เมื่อสหายชุดที่เดินทางไปเรียนการทหารรุ่นแรกกลับมา ก็ได้เข้าตีโรงพักหนองบัวลำภูในปี 2509 นี่เป็นการ "แตกเสียงปืน" ครั้งแรกของขบวนการปฏิวัติภูซาง ตีและยึดอาวุธได้แล้ว แต่ขณะที่กำลังจะถอยออก มีตำรวจคนหนึ่งแอบยิง ที่สุดในเหตุการณ์นั้นมีสหายเสียชีวิต 2 คน คือ สหายรังสี และสหายชาญชัย สหายบางคนให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ตีโรงพักหนองบัวลำภูครั้งนั้น ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ไทยเรื่อง "ไฟเย็น" ทำให้ชื่อ "หนองบัวลำภู" ในยุคนั้น
"แดง" มาก

แม้ว่าการสูญเสียชีวิตของสหายทั้ง 2 คน จะทำให้มวลชนและสหายเสียขวัญ แต่ก็ส่งผมให้ความขัดแย้งระหว่างสหายและมวลชนจัดตั้ง กับคนของทางการรุนแรงมากขึ้น ต่อมามีการแย่งชิงปืนจาก อส. และ ตชด. เกิดขึ้นบ่อยๆ สหายที่เคยเห็นเหตุการณ์ในสมัยนั้นเล่าว่า เมื่อ อส. ไปเที่ยวงานวัด ก็อาจถูกกระชากปืนไปจากมือได้ซึ่งๆ หน้า โดยไม่มีชาวบ้านคนใดให้ความช่วยเหลือพวกคนในเครื่องแบบ มีแต่มองตา ส่งกำลังใจให้สหาย

กล่าวสำหรับการขยายงานมวลชนในเขตภูช่อฟ้า ตั้งแต่ปี 2504 จนถึงการแตกเสียงปืนในปี 2509 ใช้เวลาถึง 5 ปี และยิ่งมีความเข้แข็งมากขึ้นเป็นลำดับมา มีการแบ่งเขตการเคลื่อนไหวเป็น 3 ส่วน คือ เขตเอเชีย ยุโรปและลาติน แม้ว่าสภาพภูมิประเทศจะเป็นไร่นาไร่นาที่ราบ มีเพียงภูเขาหินทีไม่ซับซ้อนอย่างภูช่อฟ้าเป็ฯที่พักพิง แต่ก็มีมวลชนจัดตั้ง ที่เข็มแข้งช่วยเป็นหูเป็นตา ให้ข่าวสาร และเกื้อหนุนเรื่องเสบียงอาหาร มวลชนส่งลูกหลานเข้าป่าเพื่อร่วมในกองทหาร 24 ซึ่งมีกำลังระดับ "หมู่" ด้วยความเต็มใจ มีความเอื้ออาทรให้กับสหายซึ่งเป็นกองทหารลูกหลานของตน และได้พากันสร้างความหวังว่า กองกำลังต่อสู้ด้วยอาวุธภยใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนี้ จะต่อสู้เพื่อให้พวกเขาได้สังคมใหม่ ทีไม่มีความทุกข์จนและไม่มีเผด็จการ สหายบางคนกล่าวถึงความรู้สึกต่อมวลชนว่า สิ่งที่มวลชนได้ทำเพื่อสหายในเขตเอเชียตลอดมา สอนให้เขาเข้าใจลึกซึ้งว่า "มวลชนดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" นั้น เป็นความจริงแท้เพียงใด แม้ในเวลาต่อมาการเคลื่อนไหวจะขยายไปสู่การสร้างที่มั่นของเขตจรยุทธ์ที่ภูซาง แต่ภูช่อฟ้าก็ยังคงมีบทบาทเป็นด่านหน้า ที่เอื้ออำนวยให้แก่การเติบโตของขบวนการปฏิวัติบนเทือกภูซางตลอดมา


บันทึกการเข้า

สถูปสูงส่งฟ้า
จารึกนามนิรั
นิรนาม
Newbie
*
กระทู้: 20


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2006, 18:49:30 PM »

คิดถง "ส.กอบ"(ประยุทธ ชุมนาเสียว) เห็นเดินสายโทง ๆ อยู่กับ อพช. มีอะไร ที่ไหน อย่างไร น่าจะนำมาบอกเล่าเก้าสิบกันบ้างนะ
บันทึกการเข้า
Pa Pol
Full Member
***
กระทู้: 222


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2006, 19:53:44 PM »

ส.กอบท่านอยู่เขตภูชางหรือเขตอื่นคะคิดถึงเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2006, 20:35:44 PM »

ส.กอบน่าจะอยู่เขตภูสระดอกบัวนะป้าปอล ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
Pa Pol
Full Member
***
กระทู้: 222


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 20 พฤศจิกายน 2006, 22:12:45 PM »

ขอบคุณคะ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2007, 20:14:57 PM »

บล็อคนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นในเว็บบ้านตุลาไทย

ลองคลิ๊กไปดูมีภาพอัดเดดใหม่ๆ  วันนี้ได้ขึ้นหน้าแรก

http://www.oknation.net/blog/SNAIL/2007/10/07/entry-2
บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 09 ตุลาคม 2007, 08:42:10 AM »

ลุงแสนไชย แวะไปเยี่ยมบล๊อกนั้นมาแล้ว ชื่อ "ดาวแดง เหนือภูหินลาดช่อฟ้า" http://www.oknation.net/blog/SNAIL/2007/10/07/entry-2

ชอบประโยคนี้จัง

"สหายชาวนาอาวุโสแห่งภูหินลาดช่อฟ้าเคยเล่าถึงสหายนักศึกษาที่เขาเคยพาเดินป่า   ซึ่งต่อมามีหลายคนที่เข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองใหญ่คับฟ้าพรรคหนึ่ง    แปรพักต์ไปอยู่ฝ่ายทุนนิยมเต็มตัว   สหายชาวนาที่ยังยึดมั่นอุดมการณ์พรรค   ถึงแก่บอกว่า...รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้   ตอนนั้นถีบให้ตกแม่น้ำโขงไปซะจะดีกว่า....  "
บันทึกการเข้า
vc2002
Sr. Member
****
กระทู้: 975


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2009, 22:58:16 PM »

อยากจะบันทึกไว้....ณ.บ้านนี้
เพื่อบอกเล่าอีกหนึ่งตำนาน
ของนักรบจาก"ภูซาง"
ชัยชนะของ พธม. บนแผ่นดินด้ามขวาน อุดรธานี
ผู้มีส่วนสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจาก.............
ลูกหลานจาก "ภูซาง"และเพื่อนเยาวชน
พวกเขาเอาการเอางาน
แม้ไม่มีหน้าที่โดยตรง
แม้ฝ่ายนำ พธม.จะไม่รับรู้
แต่ขอบันทึกไว้ ณ. ที่แห่งนี้
เยาวชนเหล่านั้น ได้กระทำการมากมาย
และนำเสนอต่อ ผปง.ของ  พธม.
เป็นทั้งข้อมูลเสริม
เป็นทั้ง ผปง.เสริม
และเป็นผู้สนับสนุนด้านการข่าว
จนสามารถดำเนินการต่างๆได้ลุร่วง
พวกเขาองอาจ  เสียสละไม่แพ้คนรุ่นพ่อแม่
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2015, 08:06:39 AM »

โทษทีครับ  มีผู้บันทึกทั้งเรื่องราวและรูปภาพไว้ที่ตรงนี้แล้ว
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!