บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:31:23 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พรรคเพื่อฟ้าดิน  (อ่าน 20213 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:24:54 AM »



นโยบายพรรคเพื่อฟ้าดิน

http://www.asoke.info/02Polity/FhaeParty/politic/politic.html


.......................................................................................................

พรรคเพื่อฟ้าดิน มีนโยบายพัฒนาประชาธิปไตย ด้วยการเมืองอริยะ หรือการเมืองบุญนิยม มุ่งสร้างคน ให้มีคุณธรรมเป็นรากฐานประชาธิปไตย พัฒนาชุมชนไทยให้มีศีล ปลอดอบายมุข พึ่งตนเองได้ ไม่แก่งแย่งแสวงอำนาจ และประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งเป็นนวัตกรรม (INNOVATION) อันหนึ่งของสังคม

ผู้ทำงานการเมืองอริยะ* หรือ การเมืองบุญนิยม ต้องเป็นอริยะบุคคล มีความซื่อสัตย์ มีสมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุข ปลอดภาระส่วนตัว อุทิศตนทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างอิสระ โดยไม่รับค่าตอบแทนเป็นของตน ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุขที่สันติ ปลอดภัย ดีงาม สงบ ร่าเริง เบิกบาน สร้างวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต เป็นสังคมพึ่งพาเกื้อกูลกันสูงที่สุด เป็นสาธารณโภคี กินอยู่ ใช้สอย รวมกันในกองกลาง เกื้อกูลกันตามมีตามได้ สร้างสังคมประเทศชาติ ด้วยคุณธรรมของชุมชนบุญนิยม ซึ่งมีคติความเชื่อที่มุ่ง “บุญ” เป็นที่ตั้ง

ลักษณะบุญนิยม 11 ประการ มีดังนี้

(1) ทวนกระแสกับทุนนิยม แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกับทุนนิยม เพราะบุญนิยมมุ่งให้ ส่วนทุนนิยม มุ่งเอา จึงไม่ขัดกัน ลงกันได้ตามเป็นจริง

(2) มีคุณธรรมเข้าเขตโลกุตระ อยู่เหนือกิเลสได้

(3) ทำได้ยาก แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ดีงาม

(4) เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

(5) เป็นสัจธรรมแท้สำหรับมนุษย์และสังคม

(6) กำไร คือ การให้ การเสียสละ

(7) เน้นสร้างคนให้มีคุณธรรม และพ้นทุกข์ จนประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องหลัก การสร้างรายได้ การสร้างวัตถุทรัพย์ อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุขมาให้แก่ตน หรือการสร้างวิชาการ ถือเป็นเรื่องรอง

(เจ๋ง เข้าถึงสภาวะธรรม ขั้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตวิญญาณ

(9) ความอุดมสมบูรณ์ จะอยู่ที่ส่วนรวม หรือส่วนกลาง ไม่ใช่อยู่ที่ส่วนบุคคล

(10) เชิญชวนให้มาพิสูจน์ได้ เช่นเดียวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

(11) จุดสัมบูรณ์ คือ อิสเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ

คุณลักษณะของผู้ถึงบุญนิยม 6 ประการ ดังนี้

(1) ไม่เผาผลาญทำลาย มีความประหยัด มีชีวิตเรียบง่าย สมถะ

(2) ไม่เอาเปรียบใคร มีความมักน้อย กล้าจน เสียสละให้ได้มากที่สุดอยู่เสมอ

(3) ใฝ่ศึกษา สร้างสรร สร้างสมรรถนะ ขยันและอดทน กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก

(4) จุนเจือสังคม ผู้ขาดทุนหรือผู้เสียสละ คือผู้มีกำไรแก่ชีวิตตนเอง

(5) สละออก สะบัดออก ไม่สะสม ไม่เห็นแก่ตัว

(6) ซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ตุลาคม 2007, 12:59:48 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:27:55 AM »


1. นโยบายด้านการเมือง


(1) รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเอกราชการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และศรัทธามั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

(2) กลั่นกรองบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง พัฒนาจิตวิญญาณ ผู้ที่เจ้าไปมีบทบาททางการเมือง ให้มีจิตสำนึกในการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณลักษณะเป็นชาวบุญนิยม เพื่อพัฒนาการเมืองไปในทางที่ถูกต้อง

(3) พัฒนาโครงสร้างทางการเมือง ทั้งที่เป็นสถาบันการเมือง สถาบันข้าราชการ สถาบันสื่อมวลชน สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร และสถาบันตุลาการให้เข้มแข็งมั่นคง มีศักยภาพสูงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยสร้างวิถีชีวิตใหม่ มีแนวคิดใหม่ มีความคิดดีใหม่ในการทำงาน เพื่อประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม ตามแนวทางบุญนิยม

(4) ปรับมาตรการป้องกัน และปราบปรามทุจริตประพฤติมิขอบในวงราชการ ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้ จากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง และราชการ โดยมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการทางศีลธรรม

(5) สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอิสระ ที่กำหดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

2. นโยบายด้านการบริหาร

(1) ผู้ที่จะไปเป็นนักบริหาร ต้องมีคุณธรรมระดับอริยะบุคคลชัดเจน ในวีทางของโลกียะ กับโลกุตระ รู้จักทุกอย่างดี ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา กสิกรรม อุตสาหกรรม การเงิน สาธารณสุข การบริโภค การสื่อสาร การเมือง หรือศิลปะอย่างบุญนิยม เป็นการบริหารเพื่อสร้างคน เพื่อการเกื้อกูลให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรร อุดมสมบูรณ์ ร่างเริง เบิกบาน สงบสุข

(2) พัฒนาระบบราชการ และกระจายอำนาจการบริหาร โดยการปรับบทบาทภาครัฐ จากผู้ปฏิบัติและควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน กำหนดกระบวนการ ในระบบราชการ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เที่ยงตรงต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเน้นการพัฒนาคนและระบบ ส่งเสริมสมรรถภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มีขวัญกำลังใจ และให้หลักประกันความมั่นคงในหน้าที่การงานของผู้ปฏิบัติงาน

(3) ส่งเสริมการกระจายอำนาจการบริหาร การปกครอง การคลัง ไปสู่ส่วนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บรายได้ และบริหารงบประมาณของตนเองได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาศักยภาพของราชการ และการเมืองท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น

3. นโยบายด้านกฎหมาย

(1) พัฒนาจิตวิญญาณของผู้คนในสังคม ทำให้เกิดความเกรงกลัว และละอายต่อบาป เกิดสำนึก สำรวม สังวรด้วยตนเอง แม้ไม่มีกฎหมาย ก็ไม่กระทำผิด สามารถเป็นคนดีของสังคมได้

(2) ตรา ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ข้อบังคับ ให้สอดคล้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน และการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มิให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ลำเอียง ฉ้อฉล

(3) กฎหมาย จะต้องเป็นหลักเกณฑ์ที่จำเป็น หลักเกณฑ์ที่สำคัญ เป็นหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ศีลธรรม เป็นหลักเกณฑ์ที่สุจริตธรรมที่สุด กฎหมายจะออกให้น้อย ชัดเจน ไม่ออกไปบีบบังคับอะไรมาก ถ้าจำเป็นต้องบีบบังคับ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นรุนแรง ร้ายแรง ถ้ายิ่งมีกฎหมายมากแสดงว่าสังคมเสื่อม

(4) ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สร้างเป็นธรรมในสังคม รักษาสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ

4. นโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม

(1) พัฒนากระบวนการยุติธรรมแบบบุญนิยม ให้มีความเข้าใจในจิตวิญญาณ และสัจจะของมนุษย์ รวมทั้งเข้าใจในการปฏิบัติของกลุ่มหมู่บุคคล และกระทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยยุติธรรมได้อย่างมีภูมิธรรม

(2) ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพ เป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

(3) ส่งเสริมบทบาทในการป้องกัน และยับยั้งข้อพิพาทขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมระบบการตรวจสอบสิทธิในการควบคุมช่องทางการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ให้เป็นเครื่องมือของประชาชน ผู้บริโภค และผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น

(4) พัฒนาศักยภาพขององค์กร บุคลากรของกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถแกปัญหาความไม่เป็นธรรม และข้อพิพาทระดับสากล ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน เกษตรกร นักลงทุน ทรัพย์สิน ทรัพยากร และผลประโยชน์ของชาติ

บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:29:59 AM »


5. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

(1) สร้างเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เน้นไปหาสาธารณโภคี ผลผลิตหรือรายได้ ยินดีเสียสละ นำเข้าส่วนรวม หรือส่วนกลาง และเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูล แจกจ่ายอย่างถูกต้อง จนเกิดการสร้างคน ให้มีสมรรถภาพ ขยันขัยแข็ง สร้างสรรพึ่งตนต่อไปได้ ไม่เป็นขี้ขอ แต่เป็นคนมีศักดิ์ศรี และมีสำนึก ไม่เห็นแก่ตัว แก่พรรคพวกของตน

(2) ฟื้นฟูเอกราชทางเศรษฐกิจของชาติ ไปสู่ความเป็นไทยิ่งขึ้น ด้วยการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ ตามแนวความคิดเศรษฐกิจบุญนิยม เศรษฐกิจพอเพียงที่สร้างคนให้รู้จักประหยัด รู้จักกินใช้ รู้จักของที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา และลดละกิเลส ให้ตนเองมาสร้างสรรสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตนั้นจริงๆ สะพัดผลผลิตในหลักการค้า และการตลาด ดังนี้

หลักการค้าบุญนิยม คือ ขายถูก ไม่ฉวยโอกาส ขยัน อุตสาหะ ประณีต ประหยัด ซื่อสัตว์ เสียสละ

หลักการตลาดบุญนิยม คือ ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ

โดยการปลูกฝังอุดมการณ์ ทัศนคติ ชาตินิยม ให้แข็งแรงมั่นคงอุดมสมบูรณ์ก่อน แล้วเกื้อกูลต่อสากลให้ยิ่งขึ้น

(3) ปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทย สนับสนุนให้ใช้ของที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก

(4) ส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้มีลักษณะปลาใหญ่ช่วยปลาเล็ก มิใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

6. นโยบายด้านการเงิน

(1) จัดสรรการเงินด้วยความเข้าใจว่า เงินเป็นแต่เพียงสิ่งแทนค่า ไม่หลงใหล แสวงหา สะสม ให้เกิดความร่ำรวย พยายามจัดสรร พึงสะพัดออกให้ทั่วถึงกันอย่างสมดุล สมบูรณ์เสมอสมาน

(2) ผู้ทำงานด้านการเงิน ต้องไม่ติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญและโลกียสุข

(3) ไม่ส่งเสริมให้สะสมเงินเป็นของตัวเอง แต่จะสะพัดออกสู่สังคม สู่ส่วนกลาง ให้ส่วนกลางมีมากกว่าส่วนตัว

7. นโยบายด้านกสิกรรม

(1) ส่งเสริมกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา เพื่อสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารที่สะอาด ไร้สารพิษ มีราคาถูก สะพัดได้อย่างเพียงพอทั่วถึง โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงดิน การแปรรูปขยะให้เป็นปุ๋ย และนำส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้กลับมาใช้อีก

(2) การสร้างกสิกรรม จะต้องมีน้ำใจ มีความซื้อสัตย์สุจริต มีความจริงใจที่รู้จักข้อสำคัญว่า สร้างมาเพื่อเลี้ยงมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ยังชีพอยู่อย่างแข็งแรง เป็นสุข ไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพื่อฆ่ามนุษย์ เพื่อทำลายกันอย่างไม่มีน้ำใจ อย่างอำมหิต เพราะผลผลิตมีทั้งพิษสะสม หรือมอมเมา

(3) ส่งเสริมการผลิตให้เพียงพอแก่การใช้ บริโภค ในชุมชน ส่วนเหลือ แจกจ่ายสะพัดสู่ชุมชนอื่น ในรูปการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ด้วยลักษณะเกื้อกูลตามหลักบุญนิยม

หลักการแจกจ่าย และแลกเปลี่ยน หรือซื้อขาย ของบุญนิยม มีเจนาตั้งใจเสียสละให้ได้มากที่สุดยิ่งๆ ขึ้นเสมอ

ขั้นที่ 1 ขายในราคาพยายามให้ต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่สามารถ

ขั้นที่ 2 ขายในราคาเท่าทุน

ขั้นที่ 3 ขายในราคาต่ำกว่าทุนให้ได้มากเท่าที่สามารถ

ขั้นที่ 4 แจกฟรี หรือให้เปล่า

(4) พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ที่ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างศูนย์ศึกษาและพัฒนาด้านกสิกรรมธรรมชาติ ลานค้าชุมชน ตลาดนัดชุมชน และการตลาดของสินค้ากสิกรรมชุมชน สนับสนุนเครือข่ายด้านกสิกรรมธรรมชาติ และเครือข่ายร้านค้าชุมชน

8. นโยบายด้านอุตสาหกรรม

(1) ส่งเสริมอุตสาหกรรมแบ่งย่อย อุตสาหกรรมที่แบ่งงานไปเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว อุตสาหกรรมหมู่บ้าน อุตสาหกรรมชุมชน ประสานกันเป็นอุตสาหกรรมที่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำนวนใหญ่ เมื่อต้องการผลผลิตจำนวนมาก ด้วยระบบวิธีของสังคมที่มีเครือข่าย เพื่อการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

(2) ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งที่เป็นของภาครัฐและของภาคมหาชน ให้มีลักษณะร่วมกันเป็นอุตสาหกรรมส่วนรวม

อุตสาหกรรมภาครัฐ ต้องให้ประชาชนเข้าไปร่วมด้วย อุตสาหกรรมภาคมหาชน มีการร่วมหุ้นกันเป็นมหาชนจริง โดยการนำอุดมการณ์ของกระบวนการสหกรณ์ มาใช้เป็นหลักในการดำเนินงาน

(3) ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มิใช่ทำเพื่อแสดงหากำไร หรือเพื่อสร้างอิทธิพลไปก่อความร่ำรวยแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นอุตสาหกรรมสร้างผลผลิตที่จำเป็นในการใช้สอย ประชาชนจะได้รับส่วนแบ่ง หรือได้รับส่วนจากอุตสาหกรรมนั้นอย่างทั่วถึง สุจริต ยุติธรรม โดยผู้มีสมรรถนะสูงจะช่วยเหลือ อุ้มชู เสียสละแก่ผู้มีสมรรถนะต่ำกว่า

9. นโยบายด้านวิทยาศาสตร์

(1) ส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ ด้วยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดคุณค่า ปลูกฝังความเชื่ออย่างมีเหตุผล โดยกระบวนการเรียนรู้พิสูจน์ จนเกิดผลที่เป็นจริง

(2) พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อตอบสนองต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

(3) ส่งเสริม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในด้านการวิจัย ด้วยการสนับสนุนหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตเพื่อการบริโภค ที่ไม่ทำงายระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม

(4) ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่จะตำไปใช้ใช้กับสังคม ต้องแจ้งบอกถึงพิษภัยและมีกฎหมายออกมารองรับ

10. นโยบายด้านการสื่อสาร

(1) ส่งเสริม การใช้สื่อการเพื่อการพัฒนา สร้างสรร สร้างอย่างมีการเลือกเฟ้นด้วยปัญญา ให้เป็นคุณค่าประโยชน์ที่จะเกื้อกูล สร้างสันติสุข สร้างความอบอุ่น สร้างความเจริญงอกงามให้แก่มนุษยชาติ โดยเน้นการสอนการแนะนำ ทั้งวิธีการ และจัดสรรบริหารให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ส่วนรวมให้มาก จนเกิดการเรียนรู้ทางสังคม และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

(2) ป้องกันและควบคุมสื่อสาร ที่ทำลายคุณธรรม และจริยธรรม หรือใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อแสวงหาประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยสิ่งที่เป็นพิษภัย จะต้องสื่อสารถึงกัน ให้เข้าใจทั่วถึงอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ระมัดระวังป้องกันอย่างทันท่วงที

(3) สร้างและปรับปรุงแหล่ง หรือเครื่องมือสื่อสาร ให้พ้นจากการเป็นฐานอำนาจ หรือฐานหาผลประโยชน์ เพื่อตน เพื่อกลุ่มคณะบุคคล มาเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่ออำนาจของปวงประชา

11. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

(1) การผลิตในภาคกสิกรรม และอุตสาหกรรม ต้องคำนึงถึงการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์เป็นสำคัญ

(2) สนับสนุนให้องค์การชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ป่าต้นน้ำลำธาร ป่าชายเลน ป่าบุ่ง ป่าทาม ให้มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์

(3) ศึกษาและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความรู้ และช่วยกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้สมดุลสมบูรณ์อยู่เสมอ

(4) ส่งเสริม ศึกษา และจัดการเกี่ยวกับขยะอย่างมีระบบ ให้มีประโยชน์สูงประหยัดสุด และไร้สารพิษ

12. นโยบายด้านสังคม

ส่งเสริม ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง รู้คุณค่าการพึ่งตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และเอื้อเฟื้อผู้อื่น เกื้อกูลช่วยเหลือ เสียสละต่อผู้อื่นต่อสังคม คือ คุณค่าประโยชน์ของความเป็นมนุษย์แท้จริง ปลูกฝังให้เยาวชน มีความเชื่อ ความศรัทธา ในจริยธรรมแห่งความซื้อสัตย์ ความมีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม

การได้เปรียบ คือ ความเลวร้ายและไร้ค่า การเสียสละ คือ ความดีงามและเป็นประโยชน์

บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:31:37 AM »


13. นโยบายด้านศาสนา

(1) ส่งเสริม พระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆ สนับสนุนในด้านงบประมาณ เพื่อให้ศาสนิกชนทุกศาสนา ได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ได้ตามความศรัทธาอย่างเสรี

(2) สนับสนุนองค์กรทางศาสนา และสถาบันการศึกษาทางศาสนา ให้เป็นแกนนำในกาพัฒนาจิตใจของประชาชน เพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในชาติ

(3) ปลูกฝังสังคมให้เกิดวัฒนธรรม ที่มีศาสนาเป็นหลักยึดสำคัญยิ่ง ของความเป็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

14. นโยบายด้านการศึกษา


(1) ยึดปรัชญา “ดีก่อนเก่ง” โดยส่งเสริมการศึกษาให้เกิดภูมิธรรมบุญนิยม เน้นศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ให้คุณค่าศีลธรรม 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นงาน 35 เปอร์เซ็นต์ ชาญวิชา (วิชาการ) 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นคนดีด้วยศีลธรรมก่อน พึ่งตนเอง จนเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ เพราะเป็นงาน และมีวิชาการเป็นองค์ประกอบเพิ่ม เป็นการร่วมรู้ร่วมคิด ร่วมสมัยเท่าทันสังคม

(2) สร้างความเข้มแข็งของประชาชน ทั้งในทางร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ โดยส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกระบบ เพื่อสนองตอบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทุกวัย ทุกอาชีพ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม

(3) ส่งเสริม และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วมจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา

15. นโยบายด้านการศิลปะ

(1) ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจ และใช้ศิลปะในทางสร้างสรร ก่อให้เกิดความประเสริฐแก่มนุษย์ ไปสู่ความเจริญอันสูงสุด มีทั้งสุนทรียศิลป์ และแก่นศิลป์ หรือสารศิลป์ เป็นสิ่งที่ประกอบชี้ชวน ชักชวนให้เกิดความสนใจในสาระ เป็นคุณค่า เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ และชีวิตความเป็นอยู่

(2) ให้การศึกษา จนรู้เท่าทันในงานอนาจาร หรืองานศิลปะแท้จริง และช่วยกันลดละ ป้องกัน การเกิดขึ้นของงานอนาจาร

16. นโยบายด้านวัฒนธรรม

(1) ไทยต้องมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย

(2) ส่งเสริม และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี โดยมีรากฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดำเนินชีวิต เพื่อความเป็นอยู่อย่างสันติสุข

(3) ปลูกฝังสังคมให้เกิดวัฒนธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ ไปสู่ความเป็นผู้เจริญ ตามหลักธรรมทางศาสนา

17. นโยบายด้านสาธารณสุข

(1) รณรงค์หลักการ “กันดีกว่าแก้” ส่งเสริมการป้องกันยิ่งกว่าการรักษา แนะนำประชาชน ให้รู้จักวิธีป้องกันตนเองจากสิ่งที่มาสังเคราะห์กับชีวิต ครอบคลุมไปถึงเรื่องจิตใจ เน้นความสมกุลของชีวิต โดยอาศัยหลัก 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และอิทธิบาท (มีความยินดี พอใจ มีความเพียร มีความทุ่มเท และมีการไตร่ตรอง และการกระทำเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น)

(2) ให้บริการทางการสาธารณสุข และการแพทย์ ที่เป็นไปเพื่อการเกื้อกูล ช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจ มีความบริสุทธิ์ใจ เห็นทุกข์ของมนุษย์ในโลกอย่างแท้จริง

(3) ส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรทางการสาธารณสุข และการแพทย์ ให้มีคุณธรรม มีคุณภาพ และพอเพียงต่อภารกิจ รวมทั้งจัดให้มีการกระจายบุคลากรที่เหมาะสม พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และสนับสนุนการวิจัยกับการพัฒนาของภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ กับการบริการสาธารณสุขอย่างจริงจัง ไม่ขูดรีดทางการรักษาพยาบาล ให้ความสำคัญต่อคุณค่าของคน ดูแลรักษากันอย่างเสมอภาค ยุติธรรม

(4) ส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการใช้สมุนไพร เพื่อประโยชน์ในทางการสาธารณสุขและการแพทย์ รวมทั้งการให้ความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทางการแพทย์ และเภสัชแผนไทย

18. นโยบายด้านการบริโภค

(1) เสริมสร้างความเข้าใจในการบริโภคอย่างถูกต้อง รู้จักการกินการอยู่อย่างเหมาะสม เป็นคุณค่าประโยชน์ที่ไม่ผลาญพร่า ไม่ทำลาย ไม่มอมเมา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านชีวิตและการเป็นอยู่ ตลอดจนจิตใจของตนเอง และผู้อื่น ให้รู้จักบริโภคอย่างคนมีภูมิธรรม มีภูมิปัญญา เฉลียวฉลาดให้ได้กิน ได้ใช้ ได้อาศัยอย่างเป็นสุข และเจริญพัฒนา

(2) ส่งเสริมการผลิตสิ่งอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา และขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิต

(3) ส่งเสริมการศึกษาให้รู้เท่าทันสิ่งอุปโภคและบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา แล้วลดละเลิก มีการบริโภคที่เป็นอาริยะ บริโภคอย่างมีปัญญา มีคุณธรรม ไม่เปลือง ไม่ผลาญ

19. นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติ

(1) การมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่น เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่ใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์

(2) ส่งเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างชาติอย่างมีภูมิปัญญา มีน้ำใจ มีความปรารถนาดี มีสุจริตธรรม โดยคำนึงถึงศักยภาพในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ หากเรายังให้ประโยชน์คุณค่ากับเขาไม่ได้ ก็จะสงวนท่าทีสงบเสงี่ยมไว้ก่อน

(3) การรับความช่วยเหลือจากชาติอื่นๆ จะขอรับความช่วยเหลือแต่น้อย เราจะช่วยตัวเอง ให้พึ่งตัวเองให้ได้อย่างแข็งแรง ไม่เป็นภาระแก่สังคมโลก

(4) ร่วมมือกับประเทศอาเซียน และองค์กรสำคัญในระดับภูมิภาค และระดับโลก ที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกอย่างเสมอภาค และคำนึงถึงศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ร่วมกันแก้ไข ปัญหาโครงการการเพิ่มบทบาท ทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด้วนอย่างเป็นระบบ สร้างดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อเป็นเกราะกำบังผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของทุนระหว่างประเทศ

(5) ไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน และยึดหลักการต่างตอบแทน รวมทั้งประสานความร่วมมือในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม กสิกรรม การศึกษา สิ่งแวดล้อมและการปราบปรามยาเสพติด

(6) ปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารให้ทันสมัย โดยประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานราชการด้านการต่างประเทศ และเอกชน ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และ ให้หน่วยงานราชการในต่างประเทศ สามารถใช้ข้อมูล ให้เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงที

 
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:33:57 AM »


ที่ปรึกษาพรรค (นิตินัย)

1. นางขวัญดี อัตวาวุฒิชัย
2. นางจุฬา สุดบรรทัด
3. นางอาภรณ์ ภูมิพันนา
4. นายสงกรานต์ ภาคโชคดี
5. นายพิบูลย์ มนัสพล
6. นายอำนาจ หมายยอดกลาง

ที่ปรึกษาพรรค (พฤตินัย)

1. พลตรีจำลอง ศรีเมือง
2. พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์
3. นายธำรงค์ แสงสุริยจันทร์
4. นายธาตุบุญ ข่าทิพย์พาที
5. ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิ นวรัตน์
6. นายอรรถภพ ว่องธนวณิช
7. นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
8. นายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง

คณะกรรมการบริหารพรรค

นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ  หัวหน้าพรรค
นางสาวฟากฟ้าหนึ่ง อโศกตระกูล  รองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 (ภาคกลาง) ..ดูแลงานเครือข่ายชุมชนอโศก
นางสาวใบลาน ชุ่มอินทรจักร  รองหัวหน้าพรรค คนที่ 2 (ภาคอิสาน) ..ดูแลงานอุตสาหกรรม
นายกระจาย บุญยัง  รองหัวหน้าพรรค คนที่ 3 (ภาคเหนือ) ..ดูแลงานการศึกษา
นายสุเทพ ไชยพงษ์  รองหัวหน้าพรรค คนที่ 4 (ภาคใต้) ..ดูแลงาน คกร.
นายแก่นฟ้า แสนเมือง  เลขาธิการพรรค ..ดูแลงานเครือข่ายชุมชนอโศก
เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์   รองเลขาธิการพรรค คนที่ 1 (ภาคกลาง) ..ดูแลงานเครือข่ายชุมชน
นายร้อยแจ้ง จนดีจริง   รองเลขาธิการพรรค คนที่ 2 (ภาคอิสาน) ..ดูแลงานพาณิชย์
นางสาวต้นกล้า มากสุข  รองเลขาธิการพรรค คนที่ 3 (ภาคเหนือ) ..ดูแลงานสาธารณสุข
นางสาวจิตรา ปลอดอักษร  รองเลขาธิการพรรค คนที่ 4 (ภาคใต้)..ดูแลงานสาธารณสุข
นางวนิดา วงศ์พิวัฒน์   เหรัญญิกพรรค ..ดูแลงานการคลัง
นายสมพงษ์ ฟังเจริญจิตต์   โฆษกพรรค ..ดูแลงานสารสนเทศ
นายสุรศักดิ์ หมื่นนาอาน  นายทะเบียนพรรค ..ดูแลงานเครือข่ายชุมชนอโศก
นางสาวดินนา โคตรบุญอารยะ   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงานพาณิชย์
นางสาวฟ่องฟ้า ศรีวรพรกุล   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน การคลัง
นางสาวฟ้าดาว นาวาบุญนิยม   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน คกร.
นางสาวปลูกขวัญ รักพงษ์อโศก  กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน การศึกษา
นายหินชนวน อโศกตระกูล   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน คกร.
นายวีรพล กมลรัตน์   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน คกร.
นายสุเมธ พรหมรักษา   กรรมการบริหารพรรค ..ดูแลงาน คกร.
นางสาวเบญจวรรณ เจริญวงษ์   กรรมการบริหารพรรค ...ดูแลงานสารสนเทศ
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 11:36:59 AM »



สำนักงาน
พรรคเพื่อฟ้าดิน

พรรคเพื่อฟ้าดิน
สำนักงานใหญ่
FOR HEAVEN AND
EARTH PARTY
644 ซอยเทียมพร
ถนนนวมินทร์
แขวงคลองกุ่ม
เขตบึงกุ่ม
กรุงเทพฯ 10240
โทร. 02-733-6165

 

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 1)
66 หมู่ที่ 5 ตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000
โทร. (034) 258470-1

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดศรีสะเกษ
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 2)
270 หมู่ที่ 15 ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33110
โทร. (045) 635691

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดนครราชสีมา
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 3)
935/1-3 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000
โทร. (044) 256060

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดอุบลราชธานี
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 4)
99 หมู่ที่ 10 ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 34190
โทร. (045) 240584-5

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดนครสวรรค์
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 5)
116 หมู่ที่ 3 ตำบลโคกเดื่อ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ 60220
โทร. (056) 259217

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดสงขลา
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 6)
49 ถนนจุติอนุสรณ์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
โทร. (074) 346436

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดพังงา
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 7)
34 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา 82000
โทร. (076) 412217

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดเชียงใหม่
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ เจ๋ง

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาจังหวัดชุมพร
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 9)

พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขาเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (สาขาพรรค ลำดับที่ 10)
65/40 หมู่ที่ 5 ซอยเทียมพร ถนนนวมินทร์ ตำบล/แขวงคลองกุ่ม อำเภอ/เขตบึงกุ่ม จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10240
โทรศัพท์ 3758511 โทรสาร 3757800
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ตุลาคม 2007, 11:40:38 AM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 12:00:10 PM »



เนชั่นสุดสัปดาห์ มองหาพรรคการเมือง ที่รวมจุดดีของทั้งสังคมนิยม และประชาธิปไตย เพื่อเป็นทางเลือก
ในการดำเนินชีวิตที่สงบเย็น และ เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อย่างสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ
ส่งผู้สื่อข่าว สัมภาษณ์คณะกรรมการบริหาร พรรคเพื่อฟ้าดิน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สำนักงานใหญ่พรรค กรุงเทพฯ

ข่าวสารเพื่อประชาธิปไตยเห็นว่า รายงานการสัมภาษณ์เรื่อง “พรรครากหญ้า” ที่ตีพิมพ์ ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 569-573 มีสาระน่าสนใจ จึงนำมาพิมพ์ซ้ำ

การเมืองบุญนิยม: หน่ออ่อนจากสันติอโศก

นับแต่นี้ต่อไป ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะมี พรรคการเมืองน้อยลงไปทุกที และทำท่าว่าจะรวมศูนย์ เป็นพรรคเดียวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การถ่วงดุลอำนาจ เป็นไปได้ยาก มากขึ้นอีกเช่นเดียวกัน ความหวังกับพรรคประชาธิปัตย์? หรือพรรคทางเลือกที่ 3 พรรคทางเลือกที่ 4 มีจริงๆ บ้างไหม ที่มีแนวทางแตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ และไม่มุ่งไปในทางทุนนิยมสุดโต่ง แต่ก็คงไม่ใช่หนักไปทางสังคมนิยมจ๋า ซึ่งก็พ่ายแพ้แก่อำนาจ ของกิเลสเงินตราไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่เป็นพรรคที่มองหาจุดร่วม จุดดีของทั้งสังคมนิยมและประชาธิปไตย ที่สามารถเป็นทางเลือกในการดำเนินชีวิตที่ สงบเย็น และเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน อย่างสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ

หันกลับมาที่ชุมชนอโศก ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ที่เคยถูกทางรัฐบาลตัดตอน ไม่ให้เติบโตไปช่วงหนึ่ง บัดนี้ ชุมชนดังกล่าว กลับได้รับการยอมรับมากขึ้น ในทุกวันนี้ หลังจาก 30 กว่าปีของบททดสอบตนเอง ก็พิสูจน์ได้ว่าชาวอโศกนั้น นอกจากมุ่งขัดเกลากิเลสตน ด้วยความเบิกบานใจแล้ว ยังแบ่งปัน ช่วยเหลือสังคมอย่างเงียบๆ มาตลอด โดยการทำกสิกรรมปลอดสารพิษ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ อาหารมังสวิรัติ ปุ๋ยธรรมชาติ พลังงานสะอาด และเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กๆ ที่เติบโตอยู่ในชุมชน ได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ ในการดำรงชีวิตอย่างรอบด้าน จนกระทั่งได้รับการยอมรับ ทั้งในประเทศและชาวโลก ที่ทวนกระแสทุนนิยม ในขณะนี้อยู่ไม่น้อย

จากการทำงานหนักของชาวบ้าน ชาววัด สมณะ และนักบวชหญิง ที่เรียกว่า สิกขมาตุ กว่า 100 รูป ปัจจุบันชุมชนอโศก มีกองทุนหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน สำหรับให้ชาวอโศก กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย สำหรับผู้ที่คิดจะออกไปทำทุนการค้าขาย ทำกสิกรรม หรือทำธุรกิจพึ่งตนเองด้วย


 พลตรีจำลอง ศรีเมือง


และในสองปีที่ผ่านมา ชุมชนอโศก มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นแล้ว และเป็นที่น่าสนใจว่า จะเป็นพรรคการเมือง ทางเลือกใหม่ ให้กับคนไทยในอนาคตได้หรือไม่ แต่นั่นคือการวางรากทางการเมือง ที่มีธรรมะเป็นฐาน โดยไม่รีบร้อนว่า จะต้องมาลงสมัครหาเสียงเลือกตั้งอย่างเช่น พรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่อาจเติบโตได้ ในกระแสทุนนิยมอันแรงกล้า และแม้แต่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร เอง ที่เริ่มต้นจากพรรคดังกล่าว ก็ยังโบยบินจากไป และตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น โดยใช้อำนาจเงินเป็นฐาน ที่กลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีอิทธิพลสูงสุดในขณะนี้

 
 เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ (เสื้อขาว)

เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ รองเลขาธิการ พรรคเพื่อฟ้าดิน เล่าย้อนถึงการจบลง ของพรรคพลังธรรม ในเวลาไม่นานนักว่า เป็นเพราะตอนนั้นมีคนเดียวเสียงเดียว แรงเดียวที่เข้าไปทำ ก็เลยต้านไม่ไหว

“ผมก็อยู่ช่วยในพรรคด้วย เป็นคนเล็กๆ ในนั้น ไม่ได้มีบทบาทอะไร ปัญหาเมื่อครั้งที่คุณจำลอง เข้าไปทำงาน คือ มีปริมาณน้อยในส่วนใหญ่ ซึ่งทิฐิไม่เสมอกัน จะมีปัญหามากกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่เห็นไม่เหมือนกัน”

แต่สำหรับพรรคใหม่ที่ชื่อว่า ‘พรรคเพื่อฟ้าดิน’ นี้จะมาอีกแนวหนึ่ง ไม่ใช่ของพล.ต.จำลอง แต่เป็นชาวอโศกทั้งหมด มีคณะกรรมการบริหารพรรค 21 คน ตอนนี้มีสาขาถึง 12 สาขา ขณะที่พรรคไทยรักไทยมีอยู่ 8 สาขาเท่านั้น และพรรคมีสมาชิกกว่า 5,000 คนโดยไม่ได้ใช้วิธีล่ารายชื่อ แต่ผู้ที่มาเป็นสมาชิกทุกคน จะต้องมีการสัมภาษณ์ถึงความเข้าใจ ในหลักการของพรรค และจุดเริ่มต้นคือต้องละอบายมุขให้ได้เสียก่อน อีกทั้งเน้น ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมทางการเมืองมากที่สุด และ เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ มีนโยบายที่ชัดเจน ในระดับรากหญ้าจนถึง การช่วยเหลือเชื่อมประสานกับ ประเทศอื่นๆ ในแนวทางบุญนิยม 19 ข้อ ซึ่งจะเล่าสู่กันฟังต่อไป

‘พรรคเพื่อฟ้าดิน’ (พฟด.) เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า FOR HEAVEN AND EARTH PARTY (FHAE) และ มีคำขวัญคือ ‘เศรษฐกิจพึ่งตน ชุมชนเข้มแข็ง ประชามีธรรม ประเทศมีไท’

เพราะฉะนั้น เกณฑ์ที่เราเลือกกรรมการพรรค ผู้บริหารพรรค แม้แต่คนที่จะมาร่วมงาน ก็ต้องหาคนที่ทิฐิเสมอกัน มันถึงจะไปทางเดียวกัน มีน้ำหนัก ในการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราทำไม่เร็ว แต่เราไม่ล้ม เราทำนาน อีก 100 ปีก็ได้ เราไม่ได้หวังตรงรุ่นเรา แต่ลูกหลานเราต้องได้เป็นรัฐบาล เมื่อประชาชนเข้าใจการทำงานของเรา แล้ว ประชาชนจะบอกต่อกันไป ให้เราไปลงสมัครเถอะ เขาจะเลือก เมื่อนั้นเราจึงจะได้ และจะมีปริมาณเยอะขึ้น สำหรับเวลา บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เราทำเต็มที่นะ ไม่ได้อู้”

เรือตรีแซมดิน กล่าว และเล่าถึงกำเนิดพรรคให้ฟังว่า เดิมไม่คิดจะตั้งพรรค ก่อนหน้านั้น ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ (หรือติวเตอร์หมู หน้ารามคำแหง) ไปจดทะเบียน กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ก่อน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2543 พอตั้งเสร็จ เขาก็หาว่าใครที่มีอุดมการณ์ที่ตกผลึกแล้ว หาคนร่วมอุดมการณ์ให้เหมือน ระบบสหกรณ์ในอุดมคติ หมายความว่า คนจะมาร่วมมือกันทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง มีอะไรมาช่วยกัน

 
 ดร.นิติภูมิ นวรัตน์
“แต่แล้วคุณนิติภูมิเขาต้องไปต่างประเทศ ก็ฝากพรรคพวกไปหาสมาชิกพรรค พอกลับมาถาม คณะของเขาก็ไปตั้งโต๊ะหาสมาชิกที่หน้ารามคำแหง เขาก็ เอ๊ะ อย่างนี้ ไม่ใช่อุดมการณ์อย่างที่เขาต้องการ เขาก็เลยมองหาว่าที่ไหนในประเทศไทยมีกลุ่มคน ที่มีการตกผลึกทางความคิด มีอุดมการณ์ที่แน่นพอ ชัดเจนแล้ว และมีจำนวนมากพอด้วย เขาก็มาเจอชาวอโศก เมื่อมาปรึกษากับเรา ว่าจะรับไหม ถ้ารับก็ยกให้เลย เพราะเห็นว่าทำงานอย่างที่เขาฝันไว้ได้”

สายสัมพันธ์ระหว่างนิติภูมิกับชาวอโศก สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ ทางอโศกเคยเชิญเขามาเป็นวิทยากร ก็รับแนวความคิดกันได้ ก็เลยเป็นเสมือนญาติธรรมกัน

“ก่อนหน้านั้นเราไม่เห็นด้วย เพราะเราทำงานด้านศาสนาอยู่ แล้วอยู่ดีๆ จะให้พรรคการเมืองเข้ามา ตอนนั้นเรารู้สึกว่า นักการเมืองยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ของประชาชนนัก นักการเมืองค่อนข้างจะเป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์ ก็มีการถกกันไปถึงจุดหนึ่งที่ว่า ศาสนาก็คืองานที่ช่วยสังคม พรรคการเมือง ก็คืองานที่จะช่วยสังคม แล้วถามว่า เราพึ่งตนเองได้แล้วหรือยัง เราก็ตอบตัวเองว่า พึ่งตนเองได้แล้ว เพราะขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เราไม่เจอผลกระทบ ถามว่า ถ้าเราพึ่งตนเองได้แล้วเราจะไม่ช่วยผู้อื่นเลยหรือ”

เมื่อชาวอโศกเจอคำถามนี้ ก็สะดุด ทุกคนเลยปรึกษากันใหม่ ตกลงเห็นด้วยก็รับพรรคสหกรณ์มาบริหารกัน ขณะนั้นต้องหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คนภายในเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 2-3 เดือน หรือประมาณ 180 วันที่จะต้องส่งให้ กกต. สำหรับชาวอโศกไม่ใช่เรื่องยากเลย ในที่สุดก็ได้สมาชิกครบ และเปลี่ยนชื่อ จากพรรคสหกรณ์ เป็นพรรคเพื่อฟ้าดิน ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับการสนับสนุน อย่างเป็นเอกฉันท์ จากการคัดเลือกชื่อกว่า 60 ชื่อ เพราะชื่อเดิมไปพ้องกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวได้

 

“เดิมคุณนิติภูมิเขามีนักบริหารชุดของเขาติดมาด้วย เราก็มาเลือกกรรมการบริหารใหม่ โดยวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ก็ได้กรรมการบริหารชุดใหม่ เป็นชาวอโศกทั้งหมด แล้วคุณนิติภูมิ ก็เป็นที่ปรึกษาไป” เรือตรีแซมดินอธิบาย
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 12:03:40 PM »


ขวัญดิน สิงห์คำ หัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดิน

หัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดิน คนแรกจนปัจจุบันคือ น.ส.ขวัญดิน สิงห์คำ เลขาธิการพรรค คือ นายแก่นฟ้า แสนเมือง ทั้งสองอยู่ใน จ.ศรีสะเกษ และ สำนักงานใหญ่อยู่ที่สันติอโศก ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ โดยมี นางอาภรณ์ วิชัยดิษฐ์ เป็นผู้อำนวยการพรรค และ เรือตรีแซมดิน เลิศบุษย์ รองเลขาธิการพรรคคนที่ 1 ช่วยทำหน้าที่ติดต่อกับ กกต.และประสานกับพรรคการเมืองต่างๆ

การทำงานของพรรคเพื่อฟ้าดินเป็นอย่างไร นโยบายในระดับรากหญ้าทำได้จริงหรือไม่ และผู้ที่ช่วยผลักดันให้พรรคเดินหน้าด้วยอุดมการณ์ที่กินได้คือใคร ฉบับหน้า...


เศรษฐกิจทุนนิยม เป็นสิ่งผิดสัจจะ

นโยบายพรรคเพื่อฟ้าดิน วรรคแรกระบุว่า พัฒนาประชาธิปไตยด้วยการเมืองอริยะ หรือการเมืองบุญนิยม มุ่งสร้างคนให้มีคุณธรรมเป็นรากฐานประชาธิปไตย พัฒนาชุมชนให้มีศีล ปลอดอบายมุข พึ่งตนเองได้ ไม่แก่งแย่งแสวงอำนาจและประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งเป็นนวัตกรรม (innovation) อันหนึ่งของสังคม


เพียงเท่านี้ หลายคนอาจมองว่า จะเป็นจริงไปได้อย่างไร เพียงแค่พัฒนาชุมชนให้มีศีล ปลอดอบายมุข ก็ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับรัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ที่สนับสนุนเหล้าพื้นบ้าน และกำลังผลักดันให้เกิดบ่อนกาสิโน ที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย และยังขัดกับกิเลสคนบางส่วน ที่มุ่งไปทางนี้อยู่แล้ว

แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะประชาชนธรรมดาที่ไม่ข้องแวะกับอบายมุข และสิ่งมึนเมา ย่อมไม่เห็นดีเห็นงามด้วย กับนโยบายของรัฐบาลนี้ และถ้าจะมีพรรคการเมือง ที่มาคานอำนาจทางโลก ไม่ให้เพิ่มดีกรีความร้อนแรง ไปในทางเสพติดทางวิญญาณมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ก็น่าจะเป็นทางออก ที่นำไปสู่สังคมที่สงบเย็นได้ เพราะผลจากการดื่มน้ำเมา และเสพติดอบายมุขนั้นทำร้ายเด็ก วัยรุ่น และครอบครัวอยู่ทุกวัน

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 สมณะโพธิรักษ์ ได้แสดงธรรมให้ชาวอโศกฟัง เกี่ยวกับพรรคเพื่อฟ้าดินตอนหนึ่งว่า กฎหมายห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นเรื่องไม่ถูก ควรให้พระผู้ปฏิบัติดี แนะนำสั่งสอนนักการเมืองให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ให้ทำงานเสียสละ เพื่อบ้านเมือง

“คนปฏิบัติธรรมลดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ ควรเข้าไปทำงานการเมือง ทุกวันนี้นักการเมืองโลภมาก เห็นแก่ตัวและพวกพ้องของตน กอบโกย โกงบ้านโกงเมือง ไม่อาย ไม่กลัวบาป อาตมาถึงเวลาพิสูจน์ พรรคการเมืองบุญนิยม หลังจากพรรคพลังธรรมของคุณจำลองไม่ประสบความสำเร็จ”

สำหรับนโยบายพรรคเพื่อฟ้าดินนั้น สมณะโพธิรักษ์กล่าวว่า เป็นผู้กำหนดเอง แม้ว่าโดยทางนิตินัย จะห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่โดยพฤตินัยปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่านมีบทบาทในการเป็นผู้นำชาวอโศก หาหนทางเดินออกจากโลกียะ มุ่งสู่โลกุตระอย่างชัดเจน ในแนวทางของท่าน เช่นเดียวกับแนวทาง ของพรรคเพื่อฟ้าดิน ที่ท่านเป็นผู้นำทางอีกเช่นกัน

“คนนอกยังไม่เข้าใจสองคำคือ อริยะ กับ สร้างสรร คำใหม่ที่อาตมากำหนด อาริยะ ก็มาจากอริยะ หมายถึงผู้บรรลุธรรม หรือผู้พ้นไปจากทุกข์ ที่ปัจจุบัน มีความหมายเพี้ยนไปแล้ว สร้างสรรค์ เดิมก็ไม่มี ‘ค์' หมายถึงเลือกเฟ้น ไม่ใช่สร้างดะ แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรสร้างขึ้นมาเลย หลายอย่างที่ทำให้โลกฉิบหาย”

สมณะโพธิรักษ์เล่าย้อนว่า พรรคเพื่อฟ้าดิน เป็นพรรคเล็กๆ โนเนมก็จริง แต่สองปีที่ผ่านมาก็ได้รับคำชื่นชม จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ทำงานจริง เอกสารทุกชิ้น ทุกเรื่องก็รายงานส่งตามที่ กกต.กำหนด ตรงเวลา ตรงกับความเป็นจริง

“ไม่ยกเมฆเหมือนพรรคอื่นๆ พิสูจน์ได้ตลอดเวลา ไม่มีแบบผักชีโรยหน้า ไม่แย่งผลงาน แต่ช่วยกันอย่างกลมเกลียวสามัคคี นักการเมืองพรรคเพื่อฟ้าดินไม่รับเงินเดือน ถ้าจำเป็นต้องเซ็นชื่อรับเงิน ก็รับแล้วบริจาคเข้ากองกลาง จะไม่เอาเป็นส่วนตัว ตอนที่ผู้อำนวยการทุกพรรค มาประชุมสัมมนากันที่สันติอโศก ปรากฏว่าผู้มาเข้าร่วมประชุม จำนวนมากกว่าไปประชุม ใช้สถานที่ของพรรคอื่น มาสัมผัสเข้าก็ทึ่งในความเป็นไปได้ และเป็นดีไม่มีใครเหมือน ไม่มีพรรคใดในโลกเหมือนพรรคเพื่อฟ้าดิน" สมณะโพธิรักษ์กล่าว

เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน อธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับการที่สมณะโพธิรักษ์ มาเป็นที่ปรึกษาพรรคนั้น เป็นไปในลักษณะของที่ปรึกษามากกว่า เพราะการทำงานอะไร ก็ตามต้องมีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นที่ปรึกษา คอยท้วงติงถ้าทำ
ไม่ถูก และแนะแนวทางที่นำไปสู่สันติ และสำหรับคุณสมบัติ ของผู้ที่มาทำงานในพรรคนั้นต้องเป็นผู้พ้นมิจฉาชีพ 5 ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์ ค้ามนุษย์



แม้เรือตรีแซมดิน จะอธิบายว่า สมณะโพธิรักษ์เป็นเพียง ที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ก็ปฏิเสธอีกไม่ได้ว่า ท่านเป็นผู้กำหนดนโยบายเอง ดังที่ท่านกล่าวกับชาวอโศกว่า นโยบายอาตมาต่างจากคุณทักษิณ นายกฯ จะช่วยทำให้คนรวย ส่วนอาตมาพาคนมาจน จน อย่างเสียสละ ช่วยคนจนด้วย คุณทักษิณไม่เข้าใจอาตมาเรื่องนี้ แต่อาตมาเข้าใจ คุณทักษิณ และเห็นด้วยหลายเรื่อง

"บุญนิยม ช่วยสังคมให้เกิดสภาพคล่อง ส่วนคนมุ่งจะรวย ก็กักตุน ทุนนิยมจะดูด ดูดจากคนในประเทศไม่พอ ดูดจากต่างประเทศด้วย เบียดเบียนเขาให้เมา ฟุ้งเฟ้อ จมไม่ลง แล้วก็เครียด ฆ่าตัวตายหนีปัญหา เศรษฐกิจทุนนิยม จึงเป็นสิ่งผิดสัจจะ ทำให้เดือดร้อนทั่วโลก ไม่ควรทำ ไม่ควรส่งเสริม ควรเลิก"

“รัฐบาลยอมรับแล้วว่า การธนาคารที่ทำกันอยู่เป็นความล้มเหลว เกิดหนี้เน่า ไปไม่รอด เปรียบเทียบกับธนาคาร กองบุญสวัสดิการของเราตอนนี้มีเงิน 20 ล้าน สามารถกู้ยืมไปลงทุนสร้างสรรเพื่อส่วนรวมได้ โดยไม่เสียดออกเบี้ย”


 สมณะโพธิรักษ์

ยังมีอีกกองทุนนึ่งคือ ‘สัจจะออมทรัพย์' ของชุมชนอโศก หากจะกู้ยืม ต้องเสียดอกเบี้ยบ้าง ทั้งสองแหล่งเงินทุนรวม 100 ล้านแล้ว แม้ว่าสมณะที่นี่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินทองเลย แต่สมณะโพธิรักษ์ก็ยังมีบทบาทในการสอดส่องดูแล รับฟังรายงานกิจการการเงินของชาวอโศกที่อยู่ในรูปของมูลนิธิธรรมสันติ และกองทุนต่างๆ ด้วย ท่านกล่าวว่า ในจำนวนกองทุนต่างๆ นั้น ทางคณะกรรมการก็จะพิจารณาความเหมาะสมก่อนว่าควรให้ยืมจึงจะให้

นอกจากนี้ท่านยังกล่าวว่ายังมีบริษัท พลังบุญ ฟ้าอภัย แด่ชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทที่มีหุ้นซึ่งไม่มีชื่อใครเป็นเจ้าของ ถ้าล้มละลายก็ไม่ถูกฟ้อง ไม่มีบริษัทใดทำได้เหมือน ยิ่งบริษัท ขอบคุณ ยิ่งมหัศจรรย์ ยืนหยัดขายขาดทุนทุกปี อยู่ได้ไม่เจ๊ง เพราะคนทำงานบริษัทนี้ทำฟรี ไม่มีเงินเดือนให้

“อาตมาเศร้าที่สุด ผู้บริหาร นักการเมืองถูกสอบสวนว่า ทำไมมีเงินมากมาย ก็ตอบว่าเล่นการพนันได้ คนทำงานเสียสละเพื่อสังคม ประเทศชาติ ควรเป็นคนที่ยิ่งทำงานยิ่งจน ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งรวยแล้วเก็บซ่อน เปิดจดทะเบียนทรัพย์สิน กันแบบตอแหล"


โปรดคลิกไปอ่านต่อที่...

http://www.asoke.info/02Polity/FhaeParty/news/vol0007jul2003.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ตุลาคม 2007, 12:07:48 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 03 ตุลาคม 2007, 12:45:54 PM »

ลุงภูเรือ พอจะมีเรื่อง "สันติอโศก" มาเล่าสู่กันฟังบ้างไหม  ยิ้มเท่ห์

เห็นข่าวมีการจัดสภากาแฟ เมื่อ วันอาทิตย์ที่​23 ​กันยายน ตามนี้


อ้างถึง
สภากาแฟครั้งที่​1 ​หัวข้อ "กรณีศึกษา​เปรียบเทียบ สันติอโศก​กับ​ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม"​
– สุรเธียร​ ​จักรธรานนท์​ ​
เวลา​ 13.00​น​. ​วันอาทิตย์ที่​23 ​กันยายน​ ​ที่สำนักงานใหม่​ 

สำหรับหัวข้อนี้ก็สืบ​เนื่องมาจากคุณสุรเธียรที่เขียนหนังสือ "สันติอโศก"ออกมา​เมื่อไม่นานมานี้​ ​
และ​เกริ่นไว้ใน​บทนำ​ถึง​จุดเริ่มต้นที่​ใกล้เคียงกันของทั้งสองขบวนการแต่ลงท้ายแตกต่างกัน
จึงเป็นที่มาของสภากาแฟที่หยิบเอาเรื่องนี้มาถกกัน

จัดโดย
กลุ่มเพื่อนสามจังหวัด ร่องกล้า เขาค้อ ภูขัด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ตุลาคม 2007, 12:57:05 PM โดย Jedi » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2011, 18:45:24 PM »

มีคนเข้ามาอ่านกระทู้นี้กันมาก
น่าสนใจ...
ลองกลับมาอ่านดูอีกครั้ง
เพราะเห็นข่าวเมื่อเช้านี้ว่า ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตในกทม. 1 คน
แต่จำรายละเอียดไม่ได้
นอกนั้นก็คนหน้าเดิม ๆซะมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พฤษภาคม 2011, 20:34:37 PM โดย ดวง » บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2011, 23:28:59 PM »


พรรคเพื่อฟ้าดิน  ส่งคนเดียวเพื่อไม่ให้ถูกยุบ เพราะไม่ส่งผู้สมัครสส.ลงสองสมัย 8 ปี  กฎหมายเลือกตั้งบอกให้ยุบพรรค ( แปลกดี..พรรคการเมืองไม่ลงเลือกตั้งไม่ได้รึไง  ..ฮืม)

ผู้สมัครพรรคฟ้าดินที่ลงสมัครนั้น เขาออกมารณรงค์ให้  "  โวตโน จ้า  "

แต่เชื่อไม๊  ไม่วายที่คนของพรรคการเมืองใหม่ยังออกกล่าวหาว่า " ทีพรรคเพื่อฟ้าดินลงได้ ทำไม การเมืองใหม่จะลงไม่...."

ดังนั้น พรรคการเมืองใหม่  น่าจะเข้าใจเสียให้ถูกต้องนะ  จะได้ไม่เอาข้อมูลผิดๆไปเผยแพร่เพื่อแก้ตัว.. ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ.
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 18 สิงหาคม 2011, 09:40:39 AM »

อาจมีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ดีกว่าพรรคเพื่อฟ้าดิน
อาจมีพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายที่กินได้มากกว่าพรรคเพื่อฟ้าดิน
อาจมีพรรคการเมืองที่รักชาติรักประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อฟ้าดิน

แต่ ยังไม่เห็นพรรคดังว่า ทนทานต่อการพิสูจน์ จากกระแสโลกธรรมทางการเมืองได้สักราย
ไม่แพ้เงินตรา
ก็แพ้คนชั่วช้า

พรรคการเมืองที่ไม่รอ ไม่ขอ ไม่สน
ลงมือทำเลย
ทำจนกว่าคนตาบอดจะมองเห็น
ร้อยปีพันปีก็ทำได้ จนกว่าคนในพื้นที่เกิน กึ่งหนึ่ง
จะมาเรียกร้องขอให้ทางพรรคลงเป็นผู้แทนประชาชน
เขาถึงจะลงการเมืองเต็มตัว

แม้นักทฤษฎีรัฐศาสตร์ สาขาพรรคการเมืองศึกษา จะบอกว่า มันคือความเพ้อฝันที่ยิ่งกว่ายูโทเปีย
แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน
ก็ดีกว่าฝันจะสร้างระบบ เอาคนชั่วมาถ่วงดุลคนชั่ว
เอาผลประโยชน์มาแบ่งเค้กกินกันตามระบบ
ซึ่งหาประโยชน์อันใดมิได้เลย
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!