บ้านตุลาไทย
01 สิงหาคม 2014, 20:51:31 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สหกรณ์ ปรัชญาและแนวคิดที่หนุนเสริมการเมืองภาคพลเมือง  (อ่าน 15396 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 13 มกราคม 2008, 00:11:50 AM »

แรงบันดาลใจเกี่ยวกับการสร้างงานเศรษฐกิจภาคประชาชนในครั้งนี้  ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากความหมดหวังกับระบบทุนแบบเก่าที่มีมานานแล้ว  และนับวันการล้มละลายของชนชั้นกลางในสังคมไทยคงมีให้เห็นเรื่อย ๆ   แม้ด้านหนึ่งภาครัฐจะโฆษณาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ตลอดเวลา  แต่มันก็ยังเป็นนามธรรม  แต่การแสวงหาหนทางรูปธรรมที่เห็นผลก็คือโครงสร้างเศรษฐกิจในรูปแบบสหกรณ์  ที่จะทำให้สังคมใหม่ที่เราใคร่อยากเห็นนั้นจะปรากฏเป็นจริงด้วยมือเรา  หากเราช่วยกันทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้  และไม่ใช่เรื่องที่เป็นฝันกลางวัน  แต่มันคืออาวุธที่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะไปต่อกรกับกลุ่มทุนในห้วงเวลาต่อไป  และจะเป็นพื้นฐานให้งานการเมืองภาคประชาชนมีความคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 13 มกราคม 2008, 15:27:15 PM »

เข้าไปค้นข้อมูลในกูเกิ้ลเกี่ยวกับเกษตรปลอดสารพิษ  ได้ข้อมูลข่าวสารของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาดังนี้

"ดันสหกรณ์เปิดร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ  ส่งต่อให้เพื่อน  พิมพ์หน้านี้   
  ข่าวจาก อ.ส.ม.ท. 31 พ.ค. 48 [อ่าน:73|ตอบ:0]   

  กระทรวงเกษตรฯ 31 พ.ค.- กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมผลักดันให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเปิดร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษ รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐาน ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ตั้งในพื้นที่สหกรณ์ 100 แห่งทั่วประเทศ

นายบุญมี จันทรวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการสนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยจากสารพิษเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการซื้อหาอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้กรมได้ให้ทุกจังหวัดคัดเลือกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 2 แห่ง โดยจะพิจารณาจากสหกรณ์ที่มีศักยภาพและพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม อยู่ในแหล่งชุมชน และมีการคมนาคมสะดวก เหมาะสำหรับการจัดตั้งร้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2551 สามารถจัดตั้งร้านได้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ส่วนสินค้าเกษตรที่นำมาจำหน่ายต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการโอท็อปที่ได้มาตรฐานแล้ว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นตามความต้องการของผู้บริโภค โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้สหกรณ์มีร้านจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนทั่วไปแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าของตนเอง เป็นการเพิ่มทางเลือกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าด้วย

นายบุญมี กล่าวด้วยว่า สำหรับสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับนำไปตกแต่งร้านค้าและจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงเงินทุนหมุนเวียนอีกสหกรณ์ละ 200,000 บาท เพื่อนำไปดำเนินธุรกิจ จัดซื้อสินค้าและการสนับสนุนให้กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยจำหน่าย ซึ่งนอกเหนือจากการสนับสนุนให้สหกรณ์ต่าง ๆ ได้เปิดร้านจำหน่าย สินค้าเกษตรปลอดภัยแล้ว กรมยังได้จ้างที่ปรึกษามาทำการศึกษาความเหมาะสมการจัดตั้งร้าน กำหนดรูปแบบโครงสร้างและแนวทางการบริหารจัดการ รวมไปถึงแผนการดำเนินงานที่ทันสมัย โดยจัดทำเป็น   คู่มือการปฏิบัติงานให้สหกรณ์ยึดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป.- สำนักข่าวไทย
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 3924


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 14 มกราคม 2008, 08:58:10 AM »

ในทางเศรษฐกิจหน่วยเล็กๆ ก็ต้องรู้จักรวมตัวกัน  เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีกำลังพอที่จะดำเนินการบางอย่างที่ไม่อาจอาศัยคนๆ เดียวหรือครอบครัวเดียวได้
อย่างเช่นเรื่องทำปุ๋ยอินทรีย์   ทำคนเดียวก็ไม่มีเงินพอซื้ออุปกรณ์  หรือถึงมีก็ไม่คุ้มที่จะลงทุนคนเดียว
เรื่องร้านค้าอาหารปลอดสารพิษ   ต้องมีเครือข่ายเพราะลำพังจะให้คนทั้งปลูก  ทั้งขนส่ง  ทั้งจัดจำหน่ายขายส่งหรือขายปลีก คนเดียวทำไม่ได้
การรวมตัวจึงต้องการแก้ปัญหาสิ่งที่คนๆ เดียวหรือปัจเจกทำไม่ได้
อีกทั้งยังเป็นการฝึกการเรียนรู้สิ่งที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อกูลกัน และการแก้ปัญหาระหว่างกันที่จะเกิดขึ้นระหว่างการรวมตัวกันได้
ต้องแก้ทั้งปัญหาความเฉื่อยเนือยจากสหกรณ์แบบเดิม  ที่คนคิดว่าแค่เอาเงินไปลง แล้วก็รอปันผล  สุดท้ายสหกรณ์ไม่ได้ก้าวหน้าอะไรขึ้น  และเสื่อมไปในที่สุด
อีกทั้งต้องแก้การมุ่งหากำไรแต่เพียงถ่ายเดียวอย่างบริษัทต่างๆ 
การรวมตัวเป็นสหกรณ์ต้องเข้มแข็งทั้งผลประกอบการ   ทั้งสำนึกในการรวมหมู่  และผลที่ดีต่อสังคม
เช่นนี้คงจะเป็นความหมายของสหกรณ์ที่ก้าวหน้า   ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังของสังคมในการรับมือกับนโยบายประชานิยมที่รังแต่สร้างความอ่อนแอให้กับภาคเศรษฐกิจของประชาชน   และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรับมือกับด้านมืดของสิ่งที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์
บันทึกการเข้า
pracha
Newbie
*
กระทู้: 31


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 30 มกราคม 2008, 11:03:22 AM »

ถ้าพูดถึงสหกรณ์ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ก็ต้องคำนึงพื้นฐาน ภาคเกษตร อยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ โอกาสเกิดความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องง่าย และมีปัจจัยภายนอกอยู่มาก เช่น ดินฟ้าอากาศ ที่มีผลต่อการผลิต แล้วถ้าจะยกตัวอย่างในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ธนาคารสหกรณ์ (เครดิต อะจิโก) ถ้าจำไม่ผิด ธนาคารใหญ่เป็น 5 ของฝรั่งเศส สินทรัพย์มากกว่า ธนาคารกรุงเทพ เท่าตัว แต่ภาคการเกษตรของฝรั่งเศส รัฐบาลให้การอุดหนุนเฉลี่ย 50,000 เหรียญต่อครัวเรือน โดยการปลูกองุ่นและผลิตไวน์มีการอุดหนุนไม่มาก
ดังนั้น  ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ เราควรทบทวนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการผลิตที่มีประสิทธิภาพก่อน เพราะการรวมกลุ่มจะเป็นรูปแบบไหน เป็นพัฒนาการขององค์กร แต่การดำรงอยู่มาจากปัจจัยพื้นฐาน
บันทึกการเข้า

thaiindy ข่าวทางเลือก: http://www.thaiindy.org/
widebase โลกไอที: http://www.widebase.net/
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2008, 21:22:48 PM »

ทางออกของปัญหา:กองทุนหมู่บ้าน- ประชานิยมไม่อาจแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างได้
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 กุมภาพันธ์ 2551 19:01 น.
 
 
       โครงการกองทุนหมู่บ้านและโครงการให้สินเชื่อรายย่อยประเภทต่างๆ ช่วยให้คนจนมีเงินสดหมุนเวียนไปประกอบอาชีพเกษตรกรและอาชีพอิสระรายย่อยเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ยากที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้จริงๆ เพราะการที่คนจนจะก้าวข้ามพ้นความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การมีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดินหรือปัจจัยการผลิตอื่น มีความรู้ความสามารถในการจัดการ มีระบบตลาดและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผู้ผลิตรู้จักรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ฯลฯ
       
        การเน้นโครงการให้สินเชื่อรายย่อยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแบบแข่งขันในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ทั้งๆที่คนที่ยากจนขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นอย่างมากนั้น จนเพราะถูกระบบระบบทุนนิยมผูกขาดเอาเปรียบ และพวกเขาควรได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแบบให้เปล่าในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข บริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้าและหารายได้ต่างๆมาช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาหรือปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในถิ่นที่ยากจน จึงจะเป็นช่องทางช่วยพัฒนาคนจนให้ช่วยตัวเองได้
       
        การส่งเสริมการปล่อยเงินกู้รายย่อยให้ประชาชนเข้าไปแข่งขันในระบบทุนนิยมผูกขาดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จในบางพื้นที่ แต่ก็อาจจะอยู่ในขอบเขตจำกัดและในระยะสั้นๆ ไม่อาจจะแข่งขันสู้กับบริษัทใหญ่ได้ในระยะกลางและระยะยาวได้ ยกเว้นแต่จะมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตที่เข้มแข็ง
       
       การส่งเสริมธนาคารให้สินเชื่อขนาดย่อมเป็นด้านหลักโดยไม่ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย เป็นเพียงการเปลี่ยนการขูดรีดดอกเบี้ยจากคนจนโดยระบบนายทุนเงินกู้เอกชน มาเป็นการขูดรีดโดยสถาบันการเงิน ที่คิดดอกเบี้ยต่ำกว่านายทุนเงินกู้เอกชนหน่อย แต่ดอกเบี้ยที่รายย่อยกู้ได้ยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีมากเท่านั้น เนื้อแท้ของการขูดรีดผ่าน ระบบการซื้อ (ปัจจัยการผลิต) แพง ขาย (ผลผลิต) ได้ถูก ไม่ได้เปลี่ยนแปลง โครงการเงินกู้รายย่อยเพียงช่วยให้ผ่อนคลายปัญหาและช่วยให้เศรษฐกิจทุนนิยมเดินต่อไปได้โดยไม่สะดุดดูดี แต่คนจนก็ยังติดกับดักของเงินกู้ คือต้องเป็นหนี้สะสมเพิ่มขึ้นไปชั่วชีวิตไม่ต่างไปจากเดิม
       
       ทางออกของคนจน
       
       เราน่าศึกษาบทเรียนจากธนาคารกรามีนของบังคลาเทศ (อ่าน วิทยากร เชียงกูล มูฮัมหมัด ยูนูส ธนาคารคนจนและรางวัลโนเบล สายธาร 2551) สหกรณ์ และองค์กรประชาชนในประเทศอื่นๆเพื่อหาจุดแข็งจุดอ่อนและนำมาประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น โดยจะต้องวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองให้เข้าใจสภาพสาเหตุแนวทางการแก้ไขให้เชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม ทางออกของคนจน คงไม่ใช่แค่การจัดตั้งธนาคารคนจน กลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ออมทรัพย์แค่นั้น แต่ต้องจัดตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์ประเภทต่างๆที่เข้มแข็งและมีเครือข่ายกว้างขวาง เช่น สหกรณ์การเกษตร ที่มีเครือข่ายระดับภูมิภาคและประเทศ ร่วมกันซื้อปัจจัยการผลิตได้ถูกลงและร่วมกับขายพืชผลได้อย่างมีความรู้มีการจัดการและอำนาจต่อรองขึ้น อย่างสหกรณ์การเกษตรในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาถึงขั้นมีธนาคารของตัวเอง มีร้านค้าสหกรณ์และบริษัทขายส่ง บริษัทส่งออกของตัวเอง
       
       คนงานผู้ประกอบอาชีพต่างๆสามารถพัฒนา สหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค ที่สมาชิกสหกรณ์เป็นเจ้าของโรงงาน ธุรกิจต่างๆเองได้ แม้แต่การแพทย์และการรักษาพยาบาล ทั้งแพทย์ พยาบาล ประชาชนก็มีการ ตั้งสหกรณ์เพื่อการรักษาพยาบาล ในบราซิลและประเทศอื่นๆที่มีจุดแข็งมากกว่าโรงพยาบาลรัฐซึ่งให้บริการได้จำกัดและโรงพยาบาลเอกชนซึ่งคิดแพง ในหลายประเทศมีการตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำ ไฟฟ้า ฯลฯ ที่มีจุดแข็งมากกว่ารัฐวิสาหกิจหรือบริษัทนายทุนเอกชน เพราะสหกรณ์เป็นการจัดระบบการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพแบบระบบตลาด แต่การบริหารและการแบ่งปันผลประโยชน์มีความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เน้นเพื่อประโยชน์สมาชิกส่วนรวม สหกรณ์จึงเป็นทางเลือกที่สามที่ดีกว่ารัฐวิสาหกิจ รัฐสังคมนิยมและระบบนายทุนเอกชน
       
        สหกรณ์ที่มีสมาชิกมีความรู้และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมในหลายประเทศ ยังเป็น องค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางสังคมและสภาพแวดล้อมให้สมาชิก ชุมชน และประเทศ ได้ดีกว่าบริษัทธุรกิจเอกชนด้วย เช่น การเน้นการผลิตและการบริโภคสินค้าที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม การให้สวัสดิการและความช่วยเหลือแก่คนจนหรือคนด้อยโอกาสในชุมชน การส่งเสริมสิทธิสตรี สิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย นอกจากจะการจัดสวัสดิการชุมชนให้สมาชิกและรณรงค์ในเรื่องให้สมาชิกละเลิกอบายมุข และไม่ขายเสียงในการเลือกตั้งผู้แทนด้วย
       
       ดังนั้น การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันของประชาชนในแนวสหกรณ์ จึงมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาได้สูงกว่าการพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันหากำไรส่วนบุคคล คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่เกิดขึ้นได้จริง ถ้าแนวคิดการพัฒนาประเทศไทยยังเน้นแนวทางเปิดเสรีภายใต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเป็นด้านหลัก เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นจริงได้ก็ต่อ เมื่อเราต้องพัฒนาระบบสหกรณ์ พัฒนาการรวมกลุ่มของประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองระดับชุมชนได้เพิ่มขึ้น และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจการเมืองให้กับชุมชน ทำสหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค สหกรณ์ออมทรัพย์ ร้านค้า สหกรณ์ ฯลฯ ให้เข้มแข็งสามารถแข่งกับบริษัทนายทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ ประชาชนไทยจึงจะมีโอกาสแก้ไขปัญหาความยากจน และปัญหาความด้อยพัฒนาอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 10 มีนาคม 2008, 18:03:05 PM »

 
ทางออกของปัญหา:ศึกษาการพัฒนาทางเลือกใหม่จากเวเนซุเอล่า
 
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 9 มีนาคม 2551 23:05 น.
 
 
       ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมล้วนๆมีปัญหาเรื่องการผูกขาดกลุ่มในมือนายทุนขนาดใหญ่ การกระจายทรัพย์สินรายได้ไม่เป็นธรรม และการมุ่งค้ากำไรสูงสุดของเอกชนจนไม่คำนึงถึงการทำลายสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และศีลธรรม ขณะที่สังคมนิยมแบบเก่าคือสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางซึ่งรัฐมีบทบาทสูง ก็มีปัญหาเรื่องการขาดประสิทธิภาพและแรงจูงใจ ประชาชนในหลายประเทศจึงแสวงหาทางเลือกที่ 3 ใน รูปแบบต่างๆกัน เช่น รัฐสวัสดิการและระบบประกันสังคมในยุโรปเหนือ
       
       เวเนซูเอล่า ประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกา (พลเมือง 27 ล้านคน มีพื้นที่ใหญ่กว่าไทยและส่งออกน้ำมันได้มาก) เป็นกรณีที่น่าศึกษาสำหรับไทย นับตั้งแต่ อูโก ชาเวซ นายทหารหัวก้าวหน้าผู้มีแนวคิดรักชาติและรักความเป็นธรรมได้รับเลือกขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีในปลายปีพ.ศ. 2541 และได้รับเลือกในสมัยที่ 2 มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเวเนซูเอล่าได้ใช้รายได้จากการส่งออกน้ำมันมาให้บริการทางการศึกษา สาธารณสุข การปฏิรูปที่ดิน การจัดหาอาหารราคาถูกให้กับประชาชน โดย เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ การต่อต้านการเอาเปรียบของบริษัทข้ามชาติและการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่เป็นธรรม
       
       เวเนซุเอล่าได้สนับสนุนให้ประชาชนจัดตั้งองค์กรต่างๆรวมทั้งสภาชุมชนสหกรณ์และระบบบริหารร่วมกันระหว่างนายจ้างลูกจ้างเพื่อกระจายอำนาจสู่ชุมชนระดับรากหญ้า ซึ่งพวกเขาเห็นว่าจะเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนา "สังคมนิยมในทศวรรษที่ 21" ได้อย่างเป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิภาพ
       
       เมื่อชาเวซขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในต้นปี 2542 เศรษฐกิจเวเนซูเอล่าซึ่งขึ้นอยู่กับการลงทุนและการค้ากับบริษัทข้ามชาติมากกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นเวลา 2 ทศวรรษเขาได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายการให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันแก่บริษัทข้ามชาติใหม่ โดยกำหนดให้บริษัทเหล่านั้นต้องจ่ายค่าสัมปทานและเสียภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐมีรายได้จากบริษัทเพิ่มขึ้น เขายังแปรรูปบริษัทโทรคมนาคมและไฟฟ้าของบริษัทข้ามชาติมาเป็นของรัฐ นำรายได้จากน้ำมันที่รัฐหาได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล(ส่วนหนึ่งเพราะน้ำมันราคาสูงขึ้น) มาพัฒนาระบบสหกรณ์ และองค์กรประชาชน ให้บริการการศึกษา การรักษาพยาบาล การช่วยให้คนจนซื้ออาหารได้ในราคาถูก และการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง
       
       รัฐบาลออกกฎหมายและจัดตั้งองค์กรเพื่อหนุนช่วยให้คนงานในบริษัทขาดทุนปิดกิจการไปให้ตั้งสหกรณ์คนงาน เข้าไปเป็นเจ้าของและฟื้นฟูบริหารบริษัทขึ้นมาใหม่แทน โดยมีรัฐบาล ให้กู้ยืมเงินทุน คิดดอกเบี้ยต่ำและปลอดดอกเบี้ยในช่วงแรกๆ ทั้งรัฐบาลยังตั้งวิทยาลัย ฝึกอบรมผู้ประกอบการ บริหารจัดการระบบสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้บัณฑิตจบใหม่ไปสร้างงานด้วยตนเอง ด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ย่อยๆขึ้น
       
       ภายในระยะเวลา 7 ปี สหกรณ์ในเวเนซูเอล่า เพิ่มจาก 762 แห่ง เป็น 108,000 แห่ง ในกลางปี พ.ศ. 2549 มีสมาชิกรวมราว 1.5 ล้านคน หรือ 10% ของประชากร สหกรณ์ส่วนใหญ่ 31% เป็นสหกรณ์การค้าและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร 29% เป็นสหกรณ์ขนส่ง คลังสินค้าและโทรคมนาคม 18% เป็นสหกรณ์เกษตร และการประมง 8.3% เป็นสหกรณ์การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม รัฐบาลยังมีนโยบายพยายามสร้างเพิ่มผลผลิตรวมทั้งอาหารเพื่อลดการพึ่งพาการสั่งเข้า ด้วยปฎิรูปที่ดิน นำที่ดินของรัฐและซื้อคืนจากเอกชนนำที่ดินที่ทิ้งรกร้างมาจัดสรรให้เกษตรกรได้ปลูกพืชที่เป็นอาหารเพิ่มขึ้น
       
       ชาเวซกล่าวว่า "เราไม่ได้โอนโรงงานเป็นของคนงานเพียงเพื่อช่วยให้คนงานกลุ่มนี้รวยขึ้น เราต้องการให้ประชาชนทุกคนรวยขึ้น"
       
       การปฎิวัติแบบสันติวิธีของเวเนซูเอล่าเน้น 3 แนวทางคือ
       
       1.ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม เช่นการจัดตั้งสภาชุมชน สภาคนงาน ฯลฯ ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งมากขึ้น
       
       2.ปฎิรูปเศรษฐกิจให้เป็นแบบสหกรณ์ และระบบรัฐวิสาหกิจเพื่อประชาชน แทนธุรกิจเอกชนในระบบทุนนิยม เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น
       
       3.เพื่อป้องกันปัญหาที่ทหารในลาตินอเมริกามีอำนาจมากเกินไปและทำรัฐประหารได้บ่อยครั้ง เวเนซูเอล่าปฎิรูปทหารและพลเมืองให้ทำงานร่วมมือกันมากขึ้น ด้วยการลดจำนวนของทหารอาชีพลง สนับสนุนให้พลเมืองเข้ามาเป็นทหารสำรองเพิ่มขึ้น
       
       แม้นโยบายเศรษฐกิจของชาเวซจะถูกโจมตีจากโลกตะวันตกว่าเป็นพวกซ้ายหรือชาตินิยม แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจเวเนซูเอล่าในยุค 4 - 5 ปี ที่ผ่านมาเติบโตกว่ายุคก่อน และปัญหาความยากจนและการขาดบริการทางสังคมของประชาชนในเวเนซูเอล่า ลดลงจากเมื่อก่อนหน้าอย่างมาก
       
       นโยบายช่วยเหลือคนจนของประธานาธิบดีชาเวซ ดูเผินๆอาจจะเป็นนโยบายประชานิยมแบบที่รัฐบาลประเทศในลาตินอเมริกาหลายแห่งชอบใช้ แต่ประชานิยมของชาเวซนั้น ไม่ใช่โครงการลดแลกแจกแถมแบบเก่า แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจครั้งสำคัญ เปิดโอกาสให้คนชั้นล่างได้มีการศึกษา เป็นเจ้าของและผู้บริหารเศรษฐกิจและธุรกิจด้วยตัวของพวกเขาเอง สหกรณ์คนงานที่ตั้งใหม่หลายแห่ง สมาชิกลงมติที่จะทำงานเกินเวลา และรับค้าจ้างต่ำกว่าในตลาดแรงงาน เพื่อให้สหกรณ์ของพวกตนตั้งได้ และมีเงินหมุนไปใช้หนี้เงินกู้ได้ก่อน เพื่อที่เมื่อสหกรณ์เติบโตในปีหลังๆ พวกเขาจะได้ปันผลในภายหลัง
       
       นี่คือทางเลือกใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต่างไปจากการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่ครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐที่กดขี่ขูดรีดชาวลาตินอเมริกา (และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ) มานับร้อยปี แม้เวเนซุเอล่าจะโชคดีที่มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้มาก แต่ประเทศที่มีน้ำมันหรือทรัพยากรอื่นๆมาก ก็ไม่ได้เลือกแนวทางพัฒนาเพื่อประชาชนส่วนใหญ่แบบเวเนซุเอล่า ดังนั้น อุดมการณ์ แนวคิด ความตั้งใจของรัฐบาลและประชาชนในการพัฒนาทางเลือกใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
 
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
pracha
Newbie
*
กระทู้: 31


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 17 มีนาคม 2008, 15:39:24 PM »

การริเริ่มกิจกรรมสหกรณ์อาจเริ่มจากการก่อตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในหมู่สมาชิกบ้านตุลาไทยแล้วเมื่อกองทุนมีมากพอเราอาจขยายการจัดตั้งไปสู่สหกรณ์การเกษตรปลอดสารพิษโดยประสานกับชาวบ้านหรือมวลชนในพื้นที่ให้ทำการผลิตและทางเราจะดำเนินการด้านการตลาด  เช่นเช่าพื้นที่ในตลาดไทหรือตามห้างต่าง ๆ  นอกจากนี้สหกรณ์ที่เกี่ยวกับสหกรณ์เพื่อผู้บริโภคเช่น  การตั้งปั้มชุมชนที่ขายน้ำมันไบโอดีเซลและพลังงานทางเลือกต่าง ๆก็เป็นทางเลือกที่ต้องช่วยกันคิดต่อ

ถ้าที่นี่คิดทำจริงในเรื่องนี้ เรื่องตั้งสหกรณ์จะไม่เร่งด่วนนัก แต่การจัดการตลาดด้านพืชปลอดสารพิษสามารถทำได้อย่างง่ายๆและเล็กๆ โดยพวกคุณเป็นผู้ซื้อ แน่นอน อาจจะเริ่มต้นเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ นำผักจากพื้นที่ใกล้เคียงที่จะไปแนะนำ เช่น เขตงาน อ. ด่านช้าง สุพรรณบุรี
ตัวเลขเบื้องต้นพวกเราต้องซื้อให้ได้ 1 ตันเป็นต้นทุน และพยายามขายให้บุคคลทั่วไปอีก 1 - 1.5 ตัน ตามความสามารถบรรทุกของรถกะบะ ที่ 2.8 ตัน เรื่องนี้อาจจะเริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ
ขอให้มีคนซื้อแน่นอน สถานที่ขายก็น่าจะหาได้ไม่ยาก
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นรูปธรรม
บันทึกการเข้า

thaiindy ข่าวทางเลือก: http://www.thaiindy.org/
widebase โลกไอที: http://www.widebase.net/
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 27 มกราคม 2009, 10:50:09 AM »

เห็นสภาพวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ซึ่งน่าจะยาวนานกว่าห้าปีขึ้นไป
ภาคประชาชนคงต้องหันมารวมตัวระดมทุนเป็นเครือข่ายทั้งรูปแบบสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน(รูปแบบบริษัทที่กำหนดให้ถือหุ้นสูงสุดได้ไปไม่เกิน 5 % ต่อคน)น่าจะเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการสร้างงานด้านวัฒนธรรมและอื่น ๆ ที่คิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด

ถึงเวลาวางแผนโครงการและวิ่งระดมทุนกันได้แล้ว !
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 27 มกราคม 2009, 10:53:01 AM »

รูปแบบร้านสะดวกซื้อในเครือข่ายพันธมิตรน่าจะทำได้
หากระดมทุนกันจริง ๆ จัง ๆ
รวมทั้งงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะทำออกมาทั้งในรูปภาพยนตร์,ละครเป็นตอน ๆ ,สารคดี,ดนตรี ฯลฯ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 28 มกราคม 2009, 07:36:59 AM »

จากผู้จัดการรายวัน

PAD Directory หน่วยรบทางธุรกิจครอบครัวพันธมิตรฯ !

โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
   27 มกราคม 2552 14:55 น.


หลังการชุมนุมอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์การเมืองไทยถึง 193 วันได้ผ่านไป มีประชาชนในหลายจังหวัดได้สอบถามมาอย่างมากว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยจะเดินหน้าไปสู่การเมืองใหม่ได้อย่างไร?
       
       เพราะการเสียสละที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากประชาชนด้วยแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ เสียสละแม้กระทั่งอวัยวะและชีวิตตลอดระยะเวลา 193 วันเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2550 และการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดได้สำเร็จก็เพราะมีความหวังว่าจะได้การเมืองใหม่ สะสางความอยุติธรรมในสังคมไทยเพื่อนำความยุติธรรมกลับคืนมา
       
       แล้วอะไรคือการเมืองใหม่?
       
       การเมืองใหม่ คือ คำในเชิงเปรียบเทียบสิ่งที่ตรงกันข้ามการเมืองในระบบเก่าที่ล้มเหลวอย่าง สิ้นเชิง และจากการศึกษาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพบว่า การเมืองใหม่มีเป้าหมายสรุปรวบยอดเป็นธงธรรม 4 ผืนคือ
       
       1. พิทักษ์รักษา ปกป้อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
       
       2. ส่งเสริมให้คนดีปกครองบ้านเมือง ป้องกันมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ
       
       3. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการตัดสินใจทางการเมืองในทุกระดับอย่างแท้จริง
       
       4. ทำให้พลบ้านกลายเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งทั้งในด้าน เศรษฐกิจ การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งศีลธรรม
       
       อำนาจรัฐและพรรคการเมืองที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายการเมืองใหม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ “เสียสละ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ” ซึ่งกำลังเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าจะสามารถทำให้เกิดการเมืองใหม่ได้หรือไม่?
       
      ช่วงเวลาที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้โอกาสรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำงานเพื่อสะสางปัญหาเก่า ฟื้นฟูสภาพปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างการเมืองใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเข้าร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องบ่มเพาะและขยายเครือข่ายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการต้องการการเมืองใหม่ หรือเตรียมสร้างการเมืองใหม่ด้วยมือประชาชนเองด้วยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 ด้านคือ
       
       1. ขยายมวลชนและขยายเครือข่ายสื่อของพันธมิตรฯ
       
       2. สร้างเครือข่ายธุรกิจในหมู่พันธมิตรฯให้เข้มแข็ง
       
       3. ขยายแนวรบทางวัฒนธรรม
       
       4.แสวงหาพรรคการเมืองที่สนองตอบการเมืองใหม่

       
       วันนี้จะขอกล่าวเฉพาะยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายธุรกิจในหมู่ พันธมิตรฯ ให้เข้มแข็ง เพราะการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึง 193 วัน นั้นได้เกิดความมหัศจรรย์ในสังคมของพันธมิตรฯ ที่ยากจะหาได้ในสังคมไทยส่วนใหญ่ นั่นก็คือการเสียสละผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวเพื่อทำให้อนาคตชาติบ้าน เมืองดีขึ้น
       
       ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ จำนวนมากได้เสียสละเวลาทำมาหากิน เสียสละทรัพย์สมบัติ เสียสละแรงกายแรงใจ เพื่อเข้าร่วมกับการต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างหาญกล้า และทุ่มสรรพกำลังเพื่อโอบอุ้มสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
       
       พลังอำนาจทางเศรษฐกิจของประชาชนที่โอบอุ้ม ASTV นั้น สามารถจ่ายเงินเดือน และอยู่รอดได้ตลอดช่วงเวลา 193 วันโดยไม่มีโฆษณา ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับสังคมไทยและสังคมโลก
       
       พลังอำนาจทางเศรษฐกิจของพันธมิตรฯ หากปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรมโดยไม่มีการจัดการ ก็อาจจะหายไปเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
       
       เพราะ กลุ่มธุรกิจที่เสียสละเพื่อส่วนรวมเหล่านี้ สมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวพันธมิตรฯ จะต้องช่วยกันสนับสนุน เกื้อกูลซึ่งกันและกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
       
       เพราะเมื่อธุรกิจเหล่านี้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ศักยภาพในการเสียสละเพื่อส่วนรวมก็จะมีมากขึ้น เมื่อนั้นประเทศชาติก็ย่อมจะดีขึ้น
       
       ภายหลังจากการต่อสู้อย่างยาวนาน 193 วัน ได้เกิดปรากฏการณ์ในกลุ่มธุรกิจของพันธมิตรฯ ที่ได้ให้ข้อมูลมายังหนังสือพิมพ์ ASTV-ผู้จัดการ ที่น่าสนใจหลายประการ
       
       ประการแรก ประชาชน ในหมู่พันธมิตรฯ มีความสัมพันธ์กับธุรกิจของพันธมิตรฯ เปรียบเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน อยากสนับสนุนธุรกิจในหมู่พันธมิตรฯ ด้วยกันมากขึ้น ประชาชนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ต่อรองราคา ไม่ต้องการส่วนลด และบางครั้งอยากสนับสนุนซื้อเพิ่มมากขึ้น หรือถ้าเป็นธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหารพันธมิตรฯ หรือแท็กซี่พันธมิตรฯ ก็อยากให้ค่าทิปเพิ่มมากขึ้น
       
       ประการที่สอง กลุ่ม ธุรกิจพันธมิตรฯ เมื่อรู้ว่าลูกค้าเป็นพันธมิตรฯ เหมือนกัน ก็อยากจะให้ผลตอบแทนลูกค้าที่เป็นพันธมิตรฯ มากกว่าลูกค้าทั่วไป บ้างก็ให้ส่วนลด บ้างก็ไม่ยอมเก็บเงิน บ้างก็แจกของแถม บ้างก็ให้บริการลูกค้าพันธมิตรฯ เป็นกรณีพิเศษ
       
       ประการที่สาม กลุ่มธุรกิจที่เป็นพันธมิตรฯ ด้วยกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้น ถ้าจะซื้อหรือจ้างก็จะคิดถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ก่อน และมีความเชื่อมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม
       
       ประการที่สี่ ประชาชนที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ยังมีข้อเสนออยากซื้อผลิตภัณฑ์ ที่มีตราพันธมิตรฯ หรือ ASTV และยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยอยากเห็นร้านค้าของพันธมิตรฯ PAD Shop ในรูปแบบของสหกรณ์ ที่มีสินค้าของพันธมิตรฯ ขายอยู่ หรือมีร้านกาแฟของพันธมิตรฯ ที่ติดตั้งจอ ASTV เพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชนชาวพันธมิตรฯ
       
       ประการที่ห้า กลุ่มนักธุรกิจ นักการตลาด นักบริหาร นักวิชาการ ที่ต่อสู้กับพันธมิตรฯ อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้า เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการในหมู่ธุรกิจพันธมิตรฯ ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
       
       ด้วยวิวัฒนาการดังกล่าวข้างต้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้เริ่มต้นจัดโครงการธุรกิจเข้มแข็งใน เครือข่ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD Directory) เพื่อให้กลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ ได้ลงทะเบียนเป็นฐานข้อมูล เพื่อรวบรวมจัดพิมพ์เป็นสมุดปกเหลืองของพันธมิตรฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
       
       1. เพื่อจำหน่ายหรือแจกให้กับประชาชนในหมู่พันธมิตรฯ ได้ช่วยกันเกื้อกูล สนับสนุนธุรกิจของพันธมิตรฯ ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยหลักการที่ว่า “ธุรกิจพันธมิตรฯ เข้มแข็ง ชาติเข้มแข็ง” เพราะถือว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่เสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อผล ประโยชน์ของชาติ
       
       2. เพื่อให้ได้ทราบโครงข่ายและฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจของพันธมิตรฯ เพื่อที่จะนำไปสู่การสนับสนุนเกื้อกูลในธุรกิจที่มีสายการผลิตหรือสายการ บริการเชื่อมโยงกัน
       
       3. เพื่อให้ทราบคลื่นวิทยุชุมชนที่ถ่ายทอดเสียง ASTV ในแต่ละพื้นที่ เพื่อที่จะนำไปสู่การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ในอนาคตจากธุรกิจของพันธมิตรฯ
       
      4. เพื่อนำฐานข้อมูลของธุรกิจพันธมิตรฯ ไปสู่การขยายกระจายสินค้า ทั้งในรูปแบบสินค้าติดตราพันธมิตรฯ หรือการตั้งร้านค้าของพันธมิตรฯ ในอนาคต
       
       5. เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรวมกลุ่มช่วยเหลือหรือพัฒนาธุรกิจของพันธมิตรฯ ด้วยกัน ทั้งในด้านการตลาด กฎหมาย การเงิน และการบริหารจัดการ ตลอดจนกดดันต่อฝ่ายการเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มธุรกิจของพันธมิตรฯ ในแต่ละภาคส่วน
       
       6. เป็นฐานข้อมูลให้กับประชาชนชาวพันธมิตรฯ ที่มีความรักชาติ สามารถสมัครงานในองค์กรธุรกิจที่มีอุดมการณ์เสียสละเพื่อชาติเหมือนกัน ซึ่งองค์กรนั้นก็จะได้คนดีมีศีลธรรมมาร่วมทำงาน

       
       ผู้ที่จะลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล อาจจะเป็นพ่อค้า แม่ค้าในตลาดสด เกษตรกร หรือธุรกิจคนไทยในต่างประเทศ ก็สามารถลงทะเบียนในแบบฟอร์มนี้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
       
       สังคมพันธมิตรฯ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรวมตัวช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่สะพานมัฆวาน รังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล หรือสนามบินอีกต่อไป แต่จะขยายและกระจายการเกื้อกูลกันไปทั่วประเทศทุกสารทิศ ก่อกำเนิดเป็นหน่วยธุรกิจที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่การเมืองใหม่อย่างแท้จริง
       
       ถ้าโครงการนี้เดินหน้าได้สำเร็จ จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในหมู่พันธมิตรฯ ด้วยกัน
       
       คอนเสิร์ตการเมืองไปที่จังหวัดไหน ก็เกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้ร้านอาหาร สถานท่องเที่ยว และสินค้าขายดิบขายดีในหมู่ธุรกิจของพันธมิตรฯ
       
       ในชีวิตประจำวันจะกินร้านอาหาร ตัดผม ซื้อบ้าน ก่อสร้าง ซื้อรถ ซื้อยา หาหมอ ดูหนัง ฟังเพลง ซ่อมรถ ขึ้นแท็กซี่ พักโรงแรม ฝึกอบรม เราสามารถสนับสนุนธุรกิจของพันธมิตรฯ กันได้ทั้งสิ้น
       
       ในชีวิตธุรกิจเราสามารถทำมาค้าขายกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และมีความเอื้ออาทรต่อกัน และสามารถต่อยอดเป็นสายการผลิต และสายการบริการที่เกื้อกูลกันอย่างเข้มแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีสำนึกดีต่อชาติบ้านเมือง
       
       ในยามที่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกกลั่นแกล้งจากฝ่ายรัฐ ก็สามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกลับคืนมา ทั้งในทางกฎหมายและการกดดันทางสังคม
       
       ในยามที่ถูกรุกรานอธิปไตยทางเศรษฐกิจจากทุนข้ามชาติ ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยกลไกของ ASTV และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       สำหรับท่านผู้ที่สนใจสามารถ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ผู้จัดการ www.manager.co.th หรือสามารถรับแบบฟอร์มลงทะเบียนได้ที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์
       
       สำหรับประชาชนที่เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเห็นว่าธุรกิจร้านค้า หรือเกษตรกรรายใดเป็นพันธมิตรฯ ขอให้ช่วยกันสนับสนุนด้วยการช่วยกันสำเนาแบบฟอร์มการลงทะเบียน PAD Directory นี้ให้ธุรกิจเหล่านั้นได้กรอกลงทะเบียน เพื่อเป็นการช่วยเหลือธุรกิจของพันธมิตรฯ รายนั้นไม่ให้ตกหล่นในบัญชีรายชื่อเครือข่ายของพันธมิตรฯ ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้
       
       โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “พลเมืองเข้มแข็ง” ในด้านเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 28 มกราคม 2009, 09:24:56 AM »

"ร้านค้าชุมชน” เกราะป้องกันเงินไหลออกนอกชุมชน ที่ตำบลศิลาลอย"  คลิก --->

http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1758&Itemid=2 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 09 กันยายน 2010, 07:36:32 AM »



จากลิ้งค์นี้---->http://www.siamrath.co.th/?q=node/71873  


สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด สุดยอดสหกรณ์ด้านบริหารงาน

จังหวัด น่าน เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือที่มีภูมิประเทศสวยงาม โอบรอบไปด้วยแนวภูเขาเรียงราย แบ่งพื้นที่ปกครองเป็น 15 อำเภอ พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร 780,890 ไร่ เป็นการปลูกข้าว พืชไร่ พืชสวน

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ของอำเภอท่าวังผา ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดน่าน เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ มีพื้นที่ราว499,375 ไร่ สามารถทำการเกษตรได้  62,306 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 12.48 ของพื้นที่ทั้งหมด ราษฎรมีรายได้หลักจากภาคเกษตรกรรม พืชผลการเกษตรที่สำคัญคือ พืชผัก ต่าง ๆ  ข้าว   ข้าวโพด  ยาสูบ พริก ถั่วต่าง ๆ และผลไม้ ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน  มะขามหวาน และมะม่วง  

     ต่อมาเกษตรกรในเขตพื้นที่อำเภอท่าวังผาได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2516  สมาชิกแรกตั้ง 242  คน ดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน ปีที่ 37 มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น    5,721  คน ได้แก่ สมาชิกสามัญ  3,886  คน  และสมาชิกสมทบซึ่งเป็นผู้สมัครเพื่อขอใช้บริการจากสหกรณ์อีก 1,835  คน ซึ่งทางสหกรณ์ได้มีการจัดกลุ่มสมาชิกสหกรณ์เป็น  38  กลุ่ม  สังกัดหมู่บ้านต่าง ๆ   59  หมู่บ้าน เพื่อง่ายต่อการดูแล โดยแต่ละกลุ่มจะมีการคัดเลือกผู้นำกลุ่ม เพื่อคอยประสานงานและชี้แจงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสหกรณ์

     สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด ได้กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ของสหกรณ์ คือ  “ เป็นผู้นำทางด้านธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกพร้อมชุมชน  เน้นบุคลากรก้าวทันเทคโนโลยี  และมีความเป็นเลิศด้านผู้นำสหกรณ์ ” และมีคำขวัญประจำสหกรณ์ คือ บริการดี มีน้ำใจ กำไรคืน ธุรกิจหลักของสหกรณ์ ได้แก่  ธุรกิจรับฝากเงิน  เปิดบริการรับฝาก – ถอน ให้แก่สมาชิก  2 ประเภท  คือ เงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  1.00  ต่อปี  และเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ  1.25 – 3.75  ต่อปี



     ธุรกิจสินเชื่อ เป็นการให้บริการเงินกู้แก่สมาชิก เพื่อนำไปลงทุนด้านการเกษตร  ธุรกิจการซื้อ  จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก และบุคคลทั่วไป อาทิ เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชเมล็ดพันธุ์พืช วัสดุอุปกรณ์การเกษตร วัสดุก่อสร้าง และเครื่องอุปโภคบริโภค ไว้คอยบริการที่ร้านค้าศูนย์กลางของสหกรณ์เอง และผ่านร้านค้าสาขาของ สหกรณ์ที่อยู่ตามกลุ่มสมาชิก  จำนวน  7  สาขา

     ธุรกิจขาย  รวบรวมผลิตผลจากสมาชิกเพื่อจัดการขาย เพื่อให้ได้ ราคาที่เป็นธรรม  ป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง  ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสถานีบริการขนาด 4 ตู้ (8 มือจ่าย) จำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 3, น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5, เบนซินอ๊อกเทน 91,  แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเครื่องฯ  ให้บริการแก่สมาชิก บุคคลทั่วไป และมีการตั้งปั๊มหลอดอยู่ตามร้านค้าสาขาหมู่บ้าน ในกลุ่มของสมาชิก จำนวน   37  ปั๊ม

     ธุรกิจแปรรูป – โรงดอง  ได้ก่อสร้างโรงดองแปรรูปผลิตผลการเกษตร โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนเงินทุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการก่อสร้าง จำนวน 60 บ่อ  การแปรรูปผลผลิตที่สำคัญของสหกรณ์  คือ  การแปรรูปลำไยอบแห้งบรรจุกล่องขนาด 10 กิโลกรัม ส่งออกจำหน่ายยังตลาดในประเทศ และต่างประเทศ  และมีโรงอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช ขนาด 30 ตัน/วัน

     นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองและช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพให้ แก่สมาชิกแล้ว ทางสหกรณ์ยังมีแผนกสวัสดิการสังคม   โดยจัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการสังคมให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก และการส่งเสริมอาชีพ โดยจัดตั้งในรูปของกลุ่มอาชีพภายใต้สังกัดสหกรณ์ จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านท่าค้ำ,กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านนาหนุน, กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหนอบัว3,กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านท่าค้ำ 2, กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านท่าค้ำ 3   และกลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านคัวะ

     จากการที่สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร  ทางสหกรณ์จึงมีแนวคิดในการจัดทำโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการหนึ่งสหกรณ์ หนึ่งโรงปุ๋ย  ซึ่งตัวแทนของสหกรณ์ได้มีโอกาสไปประชุมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานที่สหกรณ์การเกษตรคงสามัคคี จำกัด ซึ่ง ถือเป็นสหกรณ์ต้นแบบระดับประเทศในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และประสบความสำเร็จมาก ที่สุด เพื่อลดการใช้สารเคมีและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ในอนาคต ทางสหกรณ์มีแผนจะผลิตน้ำหมักชีวภาพ และปรับปรุงโรงงานผลิตปุ๋ยให้สามารถรองรับความต้องการของเกษตรกรได้มากยิ่ง ขึ้น

     การดำเนินธุรกิจที่สหกรณ์ทำหลากหลายประเภทดังกล่าวข้างต้น ทำให้ปัจจุบันสหกรณ์มีทุนเรือนหุ้น 63,575,710.00 บาท ทุนสำรอง  16,440,674.95  บาท ปริมาณธุรกิจที่มียอดการดำเนินงานสูงสุดได้แก่  ธุรกิจรับฝากเงิน 147,188,054.71 บาท รองลงมาได้แก่ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจการซื้อ ธุรกิจแปรรูป  และธุรกิจการขาย ทำให้สหกรณ์มียอดกำไรสุทธิประจำปี 6,912,779.92  บาท

     ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกในการร่วมดำเนินธุรกิจและกิจกรรมต่าง ๆ กับสหกรณ์ บวกกับความเสียสละของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ ส่งผลให้สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด ได้รับการยกย่องเป็นสหกรณ์ดี เด่นแห่งชาติ 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2532 ครั้งที่ 2 ปี  2540   และครั้งที่ 3 ในปี 2550 และยังมีรางวัลเกียรติยศอื่น ๆ ที่ยืนยันความสำเร็จของสหกรณ์แห่งนี้อีกมากมาย อาทิ การได้รับคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรให้เป็น สหกรณ์ต้นแบบโครงการพัฒนาสหกรณ์เชิงธุรกิจฯ รางวัลกรรมการและผู้จัดการดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2539 รางวัลสหกรณ์ดีเด่นของภาคเหนือ รางวัล “สหกรณ์สามารถดำเนินการเป็นที่ยอมรับในขบวนการสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง” และโล่ประกาศเกียรติคุณ รางวัลชนะเลิศ  “คนดีศรีเกษตร”  ด้านสถาบันเกษตรกร จากคณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

     อนาคต สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด ได้ วางแผนที่จะดำเนินโครงการตลาดกลางสินค้าเกษตรบนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ การเปิดศูนย์บริการระบบเคาเตอร์เซอร์วิส การเปลี่ยนตู้จ่ายน้ำมันเป็นระบบอิเลคทรอนิค จำนวน 2 ตู้  รวมถึงการสร้างศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับดำเนินโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์

     ทั้งนี้ จากการดำเนินธุรกิจและโครงการต่าง ๆ นั้น สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด หวังเพียงจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์และคนใน ชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถยืดหยัดและประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กันยายน 2010, 07:59:45 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 14 กันยายน 2010, 18:10:09 PM »

จากเดลินิวส์

ยกเครื่องสหกรณ์ทั่วประเทศ




นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี เปิดเผยระหว่างปาฐกถาพิเศษ เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับความฝันของคนไทย ในงานสัมมนาพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ไทยว่า รัฐบาลมีแผนส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น โดยจะเข้า ไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน และใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย ผ่านระบบสหกรณ์ รวมถึงรัฐบาลจะช่วยเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค กฎหมาย กฎระเบียบในระบบสหกรณ์ให้คล่องตัวยิ่งขึ้น
   
“จุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยคือ ความสามารถการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนยังไม่ทั่วถึง มีการกระจุกตัว เพราะความสามารถการคิดค้นสร้างสรรค์ยังจำกัด จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องผลักดันเพื่อให้เกิดการเพิ่มรายได้และผลผลิต โดยเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาประเทศ และตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากสัดส่วน 10% จีดีพี เป็น 20% ในปี 55 ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ผลักดันให้อยู่ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปีงบ 53-55 และมีแผนพัฒนาโครงการต่าง ๆ ภายใต้งบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท”
   
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายสร้างสหกรณ์ต้นแบบในกลุ่มสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ร้านค้าสห กรณ์ประมงและสหกรณ์นิคม เพื่อให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนในการผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐ กิจไทยที่มีอยู่ถึง 6,860 แห่ง มีสมาชิกรวม   กันกว่า 10 ล้านคน และมีปริมาณเงินที่   เกิดขึ้นจากธุรกิจสหกรณ์ในปี 52 มูลค่าถึง 1,439,890.59 ล้านบาท คิดเป็น 7.89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 
   
“การช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับสหกรณ์ของไทย โดยใช้แนวคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของสหกรณ์ ซึ่งหากทำสำเร็จจะทำให้สหกรณ์เป็นกลจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!