บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 08:53:02 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 90 91 [92] 93 94   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: <<บนเส้นทางภูบรรทัด/ความหลังสหายเก่า>>  (อ่าน 432110 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 7 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1365 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2011, 09:28:22 AM »

09/08/2554 ผืนป่า คือ ชีวิต ตอนที่ 3.โดยกลุ่มบัว ลอย แจ๋วเลยเมื่อ 9 สิงหาคม 2011 เวลา 20:46 น.

                                                     ผืนป่า คือ ชีวิต(เทือกเขาบรรทัด) ตอนที่3

            เราเรียนรู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ เราทราบถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในท้องที่ อีกทั้งการก่อร่างสร้างองค์กรความร่วมมือในปัญหาที่ทำกินร่วมกันระหว่างองค์กร และ ช่วยกันดำเนินกิจกรรมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ในการแก้ไขปัญหาการดำเนินคดี ที่ผู้มีอำนาจปกครองกล่าวหาเกษตรเป็นอาชญากรที่ทำให้โลกร้อนโลกร้อนขึ้น ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมีการเรียกเก็บค่าเสียหายที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม  ก็สุดแล้วแต่ที่เหล่าท่านผู้ล้นฟ้า และ นักวิชาการลายจุด จะสรรหามากล่าวหาเพื่อตอบสนองแก่ผลกำไรของตนเอง “ป่าก็คือป่า”วันยังค่ำ แม้ท่านผู้มีอำนาจล้นฟ้าหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐอันมีสติปัญญาอันเขลาขลาด จะรู้อยู่เต็มดวงตาทั้งคู่ที่พล่ามัวว่า ป่าทุกป่าย่อมมีชุมชนและวิถีชีวิตอย่างเป็นแบบแผน เป็นระบบการส่งต่ออย่างมีประวัติศาสตร์ในตัวของมัน

ท้ายที่สุดการออกกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มเขาเหล่านั้นก็ยังคงดำเนินไปอย่างชนิดที่ใครหลายคนไม่แม้แต่เพียงสงสัยถึงที่มาที่ไปของมัน นักวิชาการ ระดับสูงส่งตามสถาบัน การสร้างขบวนการไต้ดินหรือบนดินต่างๆ ก็พลอยกระโดดเกาะรถไถ่เพื่อแผ้วถางป่าไม้ เหยียบย่ำวัฒนธรรมวีถีชุมชน ทำลายความชอบธรรมในสิ่งที่ชุมชนพึงมี หรือ แม้แต่การก้าวข้ามเรื่องสิทธิชุมชนไปเสียด้วยซ้ำสหายเอย.

กำเนิดภูมิปัญญาท้องถิ่น


เรามาร่วมหาคำตอบกันว่า “เราทุกท่าน จะทราบได้อย่างไรว่าชุมชนนั้นมีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน ในผืนแผ่นดินของเขาเหล่านั้น” ง่ายนิดเดียว แม้จะเป็นเพียงนักวิชาการปริญญาประถม4. ยังทราบเลย ว่าต้องดูจากการค้นคว้าประวัติศาสตร์ แผนที่โบราน ร่องรอยอารยธรรม วัด ศิลปะพระพุทธรูปในชุมชน พื้นที่ประกอบพิธีทางศาสนา หรือ แม้แต่วิธีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนเช่น สวนยางเก่าแก่ การปรับตัวให้อยู่ได้กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน การรู้จักการใช้เครื่องไม้เครืองมือในชีวิตประจำวัน และรู้จักวิธีเอาตัวรอดในป่าอย่างไร เรื่องง่ายนิดเดียวที่จะสืบเสาะและหาความจริงที่ว่าจริงๆแล้ว ชุมชนนั้นเข้ามาบุกรุกป่าอันเป็นสมบัติของชาติ หรือ กลุ่มบุคคลภายนอกเข้ามาเสาะแสวงหาทรัพยากรอันมหาศาลเพื่อมาเป็นสมบัติของตนเองในเรื่องของที่ดิน หรือการเข้ามาแสวงหาทรัพยากรทางธรรมชาติ เช่น การสัมปทานและสร้างอสังหาริมทรัพย์  หรือ การเข้าจับจองพื้นที่ป่าสงวนของนายทุนผู้กระหายอำนาจเงินตรา และ บารมี เท่านั้นไม่มีเท่านี้

หากมองในปัจจุบัน ว่าชุมชนมีการส่งต่อภูมิปัญญาชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นนั้นหรือไม่ แล้วนั้นหมายความว่า ชุมชนนั้นมีแบบแผนวิธีปฏิบัติ  ผ่านวิธีคิด การสังเกต การเลียนแบบ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราต้องการเอาชนะความกลัว และความไม่รู้กับสิ่งต่างๆของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ผ่านการกลั่นกรองและตกผนึกทางภูมิปัญญา กลายเป็น ตำนาน เรื่องเรา พงศาวดาร ก็เพราะว่าต้องการให้ลูกหลานรุ่นต่อๆไปอยู่รอดและมีชีวิตที่ดีอย่างมีระเบียบแบบแผน และ อยู่ร่วมกันในสังคมที่ดีงามต่อไป

ด้วยเส้นทางการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางบกและทางน้ำ สร้างความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ ในช่วงของการเกิดอาณาจักรต่างๆในช่วงยุคก่อนรัตนโกสินทร์ เกิดชุมชนเริ่มมีการก่อตัวของสังคม การอยู่ให้รอดปลอดภัยด้วยสภาพภูมิศาสตร์ด้านต่างๆ การรบพุ่งกันระหว่างเผ่า ชุมชน มากมายหลายครั้งหลายโอกาส ทั้งหมดทั้งปวงผ่านเวลานับศตวรรษ บางนักรบที่เบื่อหน่ายสงครามจึงลงหลักแปลงบ้านแปลงเมือง ทำมาหากินบนเทือกเขาสูง เกิดชุมชนน้อยใหญ่มากมาย สร้างวัฒนธรรม หลากหลายความเชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างความสามัคคี และความยำเกรงต่อธรรมชาติ อยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เรื่องเล่าท้องถิ่น และหลากหลายความเชื่อ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากมูลความข้อเท็จจริง ในเรื่องราวของชุมชนแต่ละชุมชนเช่น บางเรื่องราวที่จะขอยกมาเป็นประเด็นให้ได้ทราบว่าชุมชนต่างๆที่อยู่ตามแนวเทือกเขาบรรทัด ทั้งน้อยและใหญ่ ล้วนมีประวัติศาสตร์ในตัวของมัน หาใช่การบุกรุกป่าสงวนตามแต่การกล่าวหาโดยกฎหมายพวกพร้องน้องท่านผู้มีอำนาจล้นฟ้าจะกำหนดว่าเรา(ชุมชนดั่งเดิมตามเทือกเขาบรรทัด)เป็นผู้ผิดเสียนี่ไป.

ป่าหลังทวด (ป่าตำนานทวดตาหมอช่อง) เรื่องราวที่เล่าขานของชุมชน


ป่าหลังทวดมีเนื้อที่ประมาณ699ไร่ ป่าหลังทวดเป็นป่าต้นน้ำและสันปันน้ำ ตรัง-พัทลุงที่เป็นแหล่งน้ำหล่อเลียงชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมูป่าหลังทวดเป็นป่าที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าว่า ป่าบริเวณนี้เป็นที่สิงสถิตของทวดหมอช่อง ซึ่งมีกายทิพย์เป็นเสือ ตาหมอช่องพื้นเพเดิมอยู่บ้านช่องน้อย จังหวัดตรัง ไม่ปรากฏตามคำเล่าขานว่าท่านเกิดในสมัยใด ตาหมอช่องเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมเก่งกล้า  เมื่อท่านมีอายุมากขึ้น ได้กลายร่างเป็นเสือ ก่อนที่ท่านจะกลายร่างเต็มตัว ท่านได้ออกจากบ้านและได้เข้ามาอยู่ป่าในบริเวณดังกล่าว หลังจากนั้นท่านมาสิงสถิตที่ป่านี้ ผู้คนที่เดินป่าผ่านไปมา จะเห็นตาหมอช่องที่มีร่างเป็นเสือ เป็นประจำในสมัยนั้นถนน ตรัง-พัทลุง เป็นแค่เส้นทางเดินเท่านั้น ต่อมาในปี2528มีการตัดถนนเขาพับผ้าใหม่ และได้ขยายให้ใหญ่ขึ้น จึงมีการสร้างศาลให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่ชาวชุมชนเคารพ นับถือไว้เป็นที่ยึดเหนียวจิตใจต่อการดำรงให้อยู่ได้กับป่า

เพราะฉะนั้นป่าตาหมอช่อง จึงเป็นป่าที่ชุมชนให้ความเคารพศรัทธา หวงแหนและดูแลรักษาไว้เป็นแหล่งน้ำ แหล่งความหลากหลายเป็นฐานมั่นคงของชุมชน และเป็นศูนย์รวมร้อยชุมชนตามความเชื่อ นอกจากเรื่องของภูมิปัญญาชุมชนแล้ว ลองมองดูเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนาชุมชนดั่งเดิมว่า ความรุ่งเรืองของการค้าขายในอาณาจักรโบรานแถบเทือกเขาบรรทัดอันเป็นเส้นทางการค้าอันเจริญรุ่งเรืองนั้นก่อร้างสร้างชุมชนผ่านสงคราม เหตุการณ์ต่างๆมากมายและทิ้งไว้ซึ่งหลักฐาน ทางศาสนา ทางสังคม รวมถึงคำบอกเล่าต่างๆ

จากคำบอกเล่า ถึง คอมมิวนิสต์ และ ถังแดง

                เมื่อเข้าสู่ยุค คอมมิวนิสต์ในปี 2505 แพร่ขยายเข้ามา และ สามารถขยายออกเป็นวงกว้างเป็นอย่างที่น่าพอใจ ด้วยการเป็นมิตรต่อชาวบ้าน พูดจาดี ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านด้านแรงงาน รวมทั้งมีนโยบายปราบชุมโจรต่างๆตามที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาด้วยการยื่นข้อเสนอให้กลุ่มโจร ยอมรับและยกเลิกการซ่องสุมกำลังด้วยความเด็ดขาด ในช่วงนี้เองเสียงประกาศดังกึกก้องทั่วทั้งป่าว่า “ไม่รบนาย ไม่หายจน”  เพราะนายท่านผู้มีอำนาจปกครองได้ทำการเข่นฆ่าประชาชนครั้งใหญ่ในกรณี “ถังแดง” และกล่าวหาว่าหลายชุมชนเป็นคอมมิวนิสต์ ทำไห้ชาวบ้านหวาดกลัวและเกลียดชัง โดยเฉพาะญาติพี่น้องผู้ถูกกระทำ หันมาเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่อง ด้วยความคับแค้นใจจากการถูกกดขี่ และ ข่มเหง จากพวกนายท่านผู้มีอำนาจปกครองทั้งหลาย บ้างก็มาเข้าร่วมทั้งครอบครัว กลายเป็นการจัดตั้งกองกำลังปลดแอกประชาชนในเขตเทือกเขาบรรทัดหลายพันคน  ด้วยวลีอันทรงพลังแห่งความเป็นจริงในข้างต้นนั้น การต่อต้าน “นาย” จึงกลายเป็นการต่อสู้เพื่อนำความยุติธรรม และ ศักดิ์ศรี แห่งความชอบธรรม ตามสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน กลับคืนสู่ความถูกต้องและโปร่งใส

เป็นที่น่าสังเกตว่าจากอดีตจนปัจจุบันนั้นท่านทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟัง ข้อมูลฝ่ายเดียวจากสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ และ ช่องทางการรับข่าวสารที่มีความคลาดเคลื่อนความเป็นจริงมาโดยตลอด หรือแม้แต่ช่องเคเบิลที่ให้ความรู้ก็เป็นเพียงความรู้ที่ตอบสนองประโยชน์ต่อคนชั้นสูงเท่านั้น นั้นแสดงว่าอำนาจรัฐที่อยู่ในมือผู้สกปรกโสมมและเป็นผู้บริโภคในกามจนเกินควร สามารถทำให้เกิดความแตกแยก และ บิดเบือนข่าวสาร ซึ่งเป็นเครื่องมือการติดต่อประสาน อันทรงพลังรูปแบบหนึ่ง ชนิดอย่างครอบงำ และ สะกดจิตให้คนไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีได้ ด้วยวาทะกรรมอันเต็มไปด้วย ลับ ลวง พราง ท้ายที่สุดก็เพื่อการแสวงประโยชน์ทุกรูปแบบ อย่างชนิด เศรษฐกิจแบบกูเลยทีเดียว ปล่อยให้ประชาชนหันมาแข่งขันห้ำหันกันเองโดยเกิดการประนีประนอมระหว่างกันน้อย สังคมก็เริ่มเข้าสู่ภาวะสงครามทุกคนต่างอยู่ด้วยความหวาดระแวงกัน จนเกิดการปะทะทางความคิด นำไปสู่ความรุนแรงดั่งเช่นกรณี 6ตุลา 2519 เป็นรูปธรรมอย่างชัดแจ้งที่สุด ผลสุดท้ายผู้มีอำนาจต่างๆทุกรูปแบบในมือก็เข้ามาโอบอุ้มประชาชนให้นับหนึ่งใหม่ ให้กลุ่มพ่อค้านายทุน ข้าราชการรัฐที่ไม่ซื่อสัตย์ หน้าเลือดได้ดำเนินงานกันอย่างอิสระ และ แอบแฝงแทรกซึมมานำเอาอำนาจของประชาชนที่มอบให้มาเป็นตัวประกัน หรือแม้แต่แข่งขันกันสร้างบารมีในกลุ่มชนชั้นกลาง เพื่อจะสร้างอำนาจทางการเมืองต่อไป ช่างน่าเศร้าที่มวลชนดอกไม้ที่สวยสดงดงามกลับถูกทำลายลง เพียงเพื่อให้เขาผู้ล้นฟ้าเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการสานต่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องน้องท่าน เท่านั้นหรือ มวลชนดอกไม้เทียม ที่ท่านเอาอกเอาใจ หว่านเงินซื้อใจ สะสมบารมีเพื่อจะเบ่งบานเป็นนายใหญ่ แม้นายท่านจะมีการเดินและสร้างมวลชนอย่างไร ท่านก็ยังคงทำลายความจริงใจของมวลชนอันบริสุทธิ์ ด้วยการมีวาระซ่อนเร้นที่นายท่านและพวกพ้อง คนชั้นนำ พ่อค้านายทุนหน้าเลือดอย่างท่านที่เกิดมาในช่วงนี้มากมาย กลุ่มนายทุนอย่างท่านปีนป่ายไปหาอำนาจของประชาชนและพยายามผูกขาดทางการค้ากับรัฐแต่เพียงผู้เดียวและแย่งชิงความเป็นเจ้าของท้องถิ่นที่คิดว่าเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ท้ายที่สุดก็นำไปสู่สงครามเจ้าพ่อก็เกิดขึ้น ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่ว ด้วยการแสวงหาความสัมพันธ์ระดับพิศวาสกับนักการเมืองระบบอุปถัมภ์ค้ำพญามารที่ลึกซึ้งสร้างความร่ำรวย ใครจน ใคร่ค้า ได้ตาย ออกสื่อไปก็ไร้วี่แวว เพราะ คนถ่ายรูปกับหมาน่าสนใจกว่าเยอะ คิดว่าชาวเราไม่รู้ทัน สิ่งต่างๆมากมายดั่งที่เป็นประเด็นหลากหลายในปัจจุบันที่เห็นกันอยู่ นี่ก็เป็นอีกมหกรรมหนึ่งของการหลอกลวงประชาชนระดับชาติ อีกอย่าง แม้มวลชนจะมีความศรัทธาในตัวท่านก็ตามแต่ ท่านก็ไม่มีทางเทียบเคียงผู้นำที่นำมวลประชาทำงานเพื่อปากท้องของพี่น้องอย่างจริงจัง ดั่งเช่น ออง ซาน ซูจี หรือ เนลสัน แมนเดลา แม้แต่ อดีตผู้นำหลากหลายประเทศที่ท่านคิดว่าจะสามารถ สะกดจิตมวลชนให้มวลชนเชื่อว่าท่านมีอุดมการณ์เพื่อมวลชนอย่างเขาเหล่านั้น เราไม่โง่ที่จะเชื่อลมปากอันหวานเยิ้มของท่านผู้ล้นฟ้าได้เพราะหลักฐาน วาทกรรมอันซ่อนเร้นมันมีอย่างมหึมาของความลวงหลอก แม้แต่การศึกษาก็ยังถูกครองงำตั้งแต่จำความได้ ประชานิยม ความรีบเร่ง เพื่อการผลิต ทุกปัจจัย การตอบสนองต่อกระแสนิยมบริโภคอันเกินควรกระตุ้นให้คนเร่งทำงานใช้หนี้นายท่าน นำสู่การแทรกแซงกลไกการตลาด ไร้ซึ่งความยุติธรรม และ ยางอาย

แม้รัฐในช่วงยุคการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม รัฐดำเนินการพัฒนา สาธารณูปโภค ถนน ไฟฟ้า  ประปา การศึกษา อนามัย แต่ก็ขัดกับหลักการ อณุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างที่รู้ทราบกันในยุค “น้ำไหล ไฟสว่าง” ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี หากว่าไม่มีวาระอันซ่อนเร้นถึงผลประโยชน์ การพัฒนา การลงทุนของภาคธุรกิจ โดยกลุ่มคนชั้นกลาง และ ชั้นสู้  โดยแม้ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ดีแต่ ชาวบ้าน ชุมชนดั่งเดิม ตามเส้นทางการพัฒนา ก็ไม่ได้รับการมีส่วนร่วมของการพัฒนาในครั้งนี้ นี่ก็แสดงว่าการปิดประตูตีแมว เกิดขึ้นแล้วกับชาวบ้านที่กำลังจะโดนยึดบ้านและที่ดินของตนเอง นั่นซินะ เรามันแค่ปริญญา ป.4 นายท่านมีการศึกษาจากสถาบันอันทรงศักดิ์ นายท่านจะฟังเราเพื่ออะไร ปะสา ตามีกับยายมา “ฟังเสียงพ่อแม่พี่น้องประชาชนบ้างนายท่าน”

ท้ายที่สุดด้วยการปลุกระดมมวลชนแบบบังตาและบีบเร้าทางสังคมทุกรูปแบบเพื่อให้เกิดความไม่ปกติและรักษาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มบุคคลต่างๆ จึงทำให้การเมืองภาคประชาชนในยุคดอกไม้บาน จำต้องล่มสลายลง ชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นใดนัก หลังจากการถอนตัวของ คอมมิวนิสต์ จึงจำยอมต่อกฎหมายที่ “นาย” กำหนดขึ้น เทือกเขาบรรทัดในยามนี้ มีเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด และ ก่อร่างสร้างวัฒนธรรม ร่วมกันในเครือข่าย เพราะหากรอและรับแผนงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกิน และ คดีโลกร้อนแล้ว ชาวบ้านจะได้รับผลกระทบถึงประตูหน้าบ้านทันที ดั่งเหตุและปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาในข้าง ต้นรวมทั้งการไม่มีความจริงใจ ของเจ้าหน้าที่รัฐอันเขลาขลาด ก็มีส่วนร่วมกับการกระทำในครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้วท่านทั้งหลายที่ต้องการทำการค้าการขาย เป็นการสร้างขบวนการทางสังคมรูปแบบต่างๆ ก็ย่อมทำได้แต่เราขอให้ท่านเหล่านั้นทำอย่างมี ธรรมาภิบาล เพื่อส่งผลประโยชน์แก่มวลชนในวงกว้างอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ทั้งแก่มวลมนุษย์ และ สิ่งแวดล้อม

เรายังคงอยู่ที่นี่

จากประวัติศาสตร์ผืนป่าอันกว้างใหญ่  เกิดชุมชนน้อยใหญ่ ที่มีความหลากหลายทางภูมิปัญญา สู่ความรุ่งโรจและจุดดับตามวิถีวัตจักรสงสาร ผ่านการขัดเกลาทางปัญญา ผ่านการลองผิดลองถูก จึงเกิดชุมชน นำไปสู่สังคมแห่งเทือกเขาบรรทัด และเหตุการณ์อันมีผลต่อวีถีชีวิตอย่างเชื่อมโยงกัน นักรบมือเปล่าที่มีอาวุธ เพียงมีดดายหญ้าและถังใส่ปุ๋ยยังคงเรียกร้องความชอบธรรมต่อผืนแผ่นดินอันเป็นสมบัติ ที่มีค่ามากกว่าเงินทองนั้นคือ ความรู้ ปัญญาที่สะสมมาสู่รุ่นแล้วรุ่นเล่า  อันเป็นเหตุที่ชาวบ้านจำต้องระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ ที่สร้างสมมาให้ อันจะส่งต่อไปสู่เรื่องในบทต่อไปนั้นก็คือ การทำสวนสมรม หรือ เกษตรสี่ชั้น

การทำสวนสมรม หรือ เกษตรสี่ชั้น ที่แสดงถึงการเคารพการอยู่ร่วมกันระหว่างป่ากับคน ให้มีความยั่งยืนและมันคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน ส่งผลต่อการสร้างชุมชนที่เข็มแข่งต่อไป พร้อมทั้งการจัดทำ “โฉนดชุมชน” อันจะเป็นวิธี และ เครื่องมือในการต่อสู้กับผู้มีอิทธิพล ล้นฟ้า ต่อไปแล้วคอยติดตามกันนะครับว่า ชุมชนมีการจัดการ และ การจัดรูปแบบสังคมในรูปแบบที่มีการรักษาสมดุลระหว่างคนและธรรมชาติได้อย่างไร รวมทั้งการเสนอการจัดระเบียบสังคมเพื่อเสริมสร้างชุมชนให้ปกครองกันเองได้

ในบทนี้เมื่อพูดถึงการต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์2ฝ่ายใหญ่รวมทั้งบรรยากาศระหว่างการลงพื้นที่ศึกษาปัญหานั้น ผู้เขียนพลันให้หวนนึกถึงบทกวี บทหนึ่งที่กล่าวถึงความรู้สึกอัดอันที่ต้องเก็บความขมขื่นไว้ใน ของการต้องยอมรับความจริงของผู้ที่เขียนขึ้นมาขณะนั้น  

 

“กวี จิ้งหรีดดง”

จิ้งหรีดดง

โอ้......เสียงเจื้อยแจ้วแว้วกังวาน ของจิ้งหรีดดง

คล้ายมันชงบทกวี จากน้ำค้างบนยอดหญ้า ให้ฉันฟัง.........

ขับเปล่งท่วงทำนองขับข่านเว้าวอนพรรณนา ถึง ความยิ่งใหญ่ของขุนเขาที่อยู่รอบตัวมัน

ภายไต้ความมหัศจรรย์เกินบรรยาย

          มันอาบอุ่นด้วยปุยหมอก......ที่ลอยกระทบกับแสงแดดอ่อน.....บนพื้นชื้นของผืนดินป่า

          ฉันนั่งฟัง....................

ห้วงความคิดคำนึงถึงผู้บ่าวสาว ที่ร่วมขับร้องบทกวีแห่งเสรีภาพ ดังกึกก้องออกจากแนวป่าสู่ฟากฟ้าไม่ขาดสาย

กลิ่นคาวเลือดฟุ้ง

ปรุงด้วยดินปืน

สั่นสำเนียงแห่งมัจจุราช

          ทั้งผิวปาก ตีเกาะ ตบมือ

          ร่วมกันก่อร่างความหมายแห่งชีวิต.................ภายใต้ปีกแห่งพระยาถังแดง  ผู้กระหายพรหมจรรย์ บนบันลังที่สร้างด้วยประชาชน

ฉันนั่งฟัง.........ฉันนั่งฟัง..........ด้วยความอดสู

และคิดอย่างเดียวดาย  บทกวีจิ้งหลีดดงตัวน้อย แม้ชีวิตมันสั้น

แต่เสียงนั้นไม่เคยหายไปจากห้วงอารมณ์..............

                                                                                                                                                     กลุ่ม บัวลอย

http://www.facebook.com/#!/notes/&agrave;&cedil;&agrave;&cedil;&yen;&agrave;&cedil;&cedil;&agrave;&sup1;ˆ&agrave;&cedil;&iexcl;&agrave;&cedil;š&agrave;&cedil;&plusmn;&agrave;&cedil;&sect;-&agrave;&cedil;&yen;&agrave;&cedil;&shy;&agrave;&cedil;&cent;-&agrave;&sup1;&agrave;&cedil;ˆ&agrave;&sup1;‹&agrave;&cedil;&sect;&agrave;&sup1;€&agrave;&cedil;&yen;&agrave;&cedil;&cent;/09082554-&agrave;&cedil;œ&agrave;&cedil;&middot;&agrave;&cedil;™&agrave;&cedil;›&agrave;&sup1;ˆ&agrave;&cedil;&sup2;-&agrave;&cedil;„&agrave;&cedil;&middot;&agrave;&cedil;&shy;-&agrave;&cedil;Š&agrave;&cedil;&micro;&agrave;&cedil;&sect;&agrave;&cedil;&acute;&agrave;&cedil;•-&agrave;&cedil;•&agrave;&cedil;&shy;&agrave;&cedil;™&agrave;&cedil;—&agrave;&cedil;&micro;&agrave;&sup1;ˆ-3/121718767924955

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 สิงหาคม 2011, 09:37:38 AM โดย บัวตูม » บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1366 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2011, 13:54:20 PM »

ติดตามอยู่ครับ

ขอบคุณลุงบัวตูม

อ้างถึง
ชาวไร่....รู้แต่สิ่งที่ตัวเองปลูก

ชาวป่า....รู้ในสิ่งที่มีในธรรมชาติ

ชาวไร่....กำจัดสิ่งแปลกปลอมด้วยสารเคมี

ชาวป่า....ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการกันเอง

ชาวไร่....ถางป่า เผ่าป่า เพื่อทำไร่ ส่งขายให้นายทุน

ชาวป่า....เก็บของป่า ปลูกผัก รักษาป่า  เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้กับป่า

แต่ ภูมิปัญญาป่า กลายเป็นปัญญาเถื่อน?

วิทยาการชาวป่า กลายเป็นวิทยาการเถื่อน
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1367 เมื่อ: 18 สิงหาคม 2011, 21:11:42 PM »

ต้องขอขอบคุณลุงๆ ป้าๆที่เข้ามาติดตามอ่าน ..

บทความเป็นตอนๆนี้นำมาจากงานเขียนของ นศ.กลุ่มหนึ่งที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านในเขตเทิอกเขาบรรทัดในโครงการ "ซับน้ำตา ฟ้าหลังฝน" ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทีทำมาหากินและได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบ้ติทั้งจากธรรมชาติและข้อกล่าวหาว่าทำให้โลกร้อน

นศ.ได้ซึมซับบรรยากาศและสิ่งที่เกิดขึ้นจึงได้นำมาเขียนเป็นบันทึกจากการเดินทางครั้งนั้น

ในคราวต่อไปโครงการ "ซับน้ำตา ฟ้าหล้งฝน" จะเดินทางไปยังบ้านตระ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง อันเป็นป่าใหญ่เป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าซาไก และจะผ่าน "ถ้าภูผาเพชร" ที่เหล่ามิตรสหายหลายท่านเคยพำนักที่นั้น โปรดติดตาม ..

http://www.facebook.com/#!/note.php?note_id=122601794503319

...................................................................................................

11/08/2554 ผืนป่า คือ ชีวิต (เศรษฐกิจ เงินตรา สวนสมรม) ตอนที4. "คุณต้องบอกต่อแน่นอน"
.by กลุ่มบัว ลอย แจ๋วเลย on Thursday, August 11, 2011 at 4:20pm.                                         

ผืนป่า คือ ชีวิต (เศรษฐกิจ เงินตรา สวนสมรม) ตอนที่4.

                    “เราดื่มน้ำห้วย ไม่ได้ดื่มน้ำขวด” วลีที่คอยตอกย้ำถึงการใช้ชีวิตแบบวิถีป่าของชุมชนตามแนวเทือกเขาบรรทัด ถึงแม้ว่าการเข้ากลืนกินของวัฒนธรรมจากภายนอกโดยโลกของวัตถุนิยม ก็ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าชุมชนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบทั้งที่เป็นประโยชน์ นำมาประยุกต์ใช้ เช่น แผงโซล่าเซลล์ ท่อประปาเพื่อมาทำประปาภูเขา และ อื่นๆที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่ถึงกระไรก็แล้วแต่ชุมชนที่อยู่ตามป่าเขานั้นยังรักษา ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อที่จะอยู่และใช้ชีวิตร่วมกับป่าอย่างยั่งยืนได้ ไม่แตกต่างอะไรเลยกับการใช้วิถีพอเพียง

เมื่อพูดถึงเรื่องวิถีชีวิตย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของปากและท้อง ที่ชาวเราทุกท่านต้องกินต้องอยู่อันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้เราทุกท่านดำรงชีวิตต่อไปได้ เมื่อพลวัตรทางสังคมขับเคลื่อนตัวไป อย่างช้าๆ มีวิธีการคิด กระบวนการแบ่งงานในสังคม การเพิ่มจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ท้ายที่สุดนำมาสู่ความต้องการในทรัพยากรเพิ่มขึ้นตามมาเป็นดั่งเงาที่เดินตามตัว เพราะฉะนั้นการจำกัด และ จัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดความเสมอภาคของสังคมจึงเกิดขึ้นด้วยเครื่องมือทางทฤษฎีที่นักคิด นักวิชาการเหล่านั้น สำนักนี้ คิดกันมา จนมีหลายครั้งหลายคราวที่เกิดการประทะกันทางอุดมการณ์ทางความคิด อันมีผลจากรากฐานการวางโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แทบทั้งสิ้น

 

วิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจไทย

                   ในสมัยสุโขทัยมีลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูก  ระบบเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มไปในด้านระบบเศรษฐกิจแบบเสรี   ซึ่งมีการพูดถึงอยู่เสมอว่า  ในยุคนั้น ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า               ต่อมา ในสมัยอยุธยานั้นมักมีการกล่าวกันว่า  ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบเจ้าขุนมูลนาย  เนื่องจากในสมัยอยุธยาพลเมืองมากขึ้น  การดูแลของพระมหากษัตริย์ไม่ทั่วจึงต้องมีขุนนางคอยดูแลประชาชน โดย ทั่วไป        สมัยรัตนโกสินทร์นั้น  ประเทศไทยเริ่มมีระบบเศรษฐกิจที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากพลเมืองมีมากขึ้น  และที่สำคัญก็คืออิทธิพลของต่างชาติที่มาติดต่อทำการค้าขายมีมากขึ้น  การแทรกแซงต่อกระบวนการ การทำงานก็เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล ดั่งที่รู้ทราบกันในขณะนี้ว่าเรามีการถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจ ด้วยองค์กรเหนือรัฐ เช่น WTO IMF เป็นต้น เราเป็นเพียงประเทศเล็กประเทศน้อยย่อมเสียเปรียบในการเจรจาอยู่เสมอ การเข้ามาครอบงำ และ กลืนกิน วัฒนธรรม และ ทรัพยากรทุกรูปแบบ ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามแบบฉบับของโลกทุนนิยมเสรี และ การเมืองแบบไทยไทย ท้ายที่สุดวัฒนธรรมแปลกปลอม คำพูดติดปากแปลกๆก็เข้ามาจนเกินควร ถึงกระผมก็ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการตอบรับแบบก้าวกระโดด แต่กระผมนั้นมองเห็น การเข้ามานั้นเพื่อที่จะแสวงประโยชน์อันใด เราจะพัฒนาไปสู่อารยะ หรือ จะพัฒนาไปสู่ความหดหู่ของสังคมไทยอันเกิดจากช่องว่างของความไม่เท่าเทียม และ ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่สภาวะสงคราม ดั่งการต่อสู้ทางชนชั้น และ ปากท้อง ที่พี่น้องหลากหลายกลุ่มออกมาเรียกร้องกันจนนำไปสู่ความรุนแรง โดยแกนนำที่นำเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมืออย่างแอบแฝงซ่อนเร้น เป็นเรื่องที่หลายท่านรับทราบกันดี ว่ามวลชนนั้นเราไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากเรื่องของปากและท้อง และ ต้องการสังคมที่เป็นธรรม

 

ความหมายของเงิน

                   “เงินคือสิ่งที่คนในสังคมได้สมมุติขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปของสังคมขณะนั้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการใช้ในการชำระหนี้ และอื่นๆ ตามต้องการ”

ค่าของเงิน 

                     หากจะกล่าวถึงคำว่าค่าของเงินเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าค่าของเงินนั้นก็คือ ความสามารถ หรืออำนาจซื้อถ้าเงินมีอำนาจซื้อสูงก็จะทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าและบริการได้มาก แต่ถ้ามีอำนาจซื้อต่ำผลก็จะตรงข้างกัน โดยเราสามารถที่จะแบ่งค่าของเงินได้เป็นสองชนิดคือ ค่าของเงินภายใน ซึ่งหมายถึงอำนาจในการซื้อของเงินที่มีต่อสินค้าและบริการภายในประเทศ เช่น ค่าภายในของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือค่าภายในของเงินบาท เป็นต้น ซึ่งในการวัดค่าของเงินภายในนี้เราจะต้องเปรียบเทียบกับระดับราคาสินค้าโดยทั่วไป ทั้งนี้จะเลือกเอาอย่างได้อย่างหนึ่งไม่ได้เพราะว่าสินค้ามีหลายชนิด และที่สำคัญระดับราคานั้นเปลี่ยนแปลงไม่พร้อมกันโดยมีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาสมดุลของกลไกการตลาด สำหรับค่าของเงินอย่างที่สองคือ ค่าของเงินภายนอก คือ อำนาจการซื้อของเงินในการซื้อสินค้า และบริการจากต่างประเทศ ดังนั้นค่าของเงินภายนอกจึงมักจะถูกกำหนดไปด้วยอัตราการแลกเปลี่ยน ซึ่งจะเห็นภาพได้ง่ายจากปรากฎการณ์ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ที่ทางรัฐบาลไทยได้ประการปรับปรุงจากอัตราแลกเปลี่ยนในระบบคงที่แบบที่เรียกว่าตะกร้าเงินมาเป็นแบบลอยตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยนั้นลดลงเป็นอย่างมาก 

 

เศษฐกิจ และ เงินตรา และ การแทรกแซง

                ท้ายที่สุดเราจะเห็นภาพชัดเจนที่สุดว่าระบบเศรษฐกิจของไทยที่เป็นฐานรองรับการกระจายและส่งต่อผลผลิตทางปัจจัยการค้ารูปแบบต่าง หรือ แม้แต่การช่วยเหลือขององค์กรเหนือรัฐนอกประเทศก็ยังบทบาทในการควบคุมกลไกตรงจุดนี้อยู่ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรายังต้องพึ่งพอการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศในปัจจุบัน ในส่วนของระบบเศรษฐกิจและเรื่องระบบการลงปัจจัยทางการค้าจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เช่น ภาพรวมของกระบวนการการแลกเปลี่ยนสินค้า จนกระทั้ง นำไปสู่การสะสม และเกร็งกำไรสินค้า อันไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด เพื่ออะไร ก็เพื่อสะสมอำนาจการผลิต และ อำนาจการซื้อขาย และ ส่งต่ออำนาจสู่การผูกขาดจากการแทรกแซงกลไกเพื่อไม่ไห้เป็นไปตามระบบอย่างยุติธรรมอันพึงจะมีต่อการค้าอย่างเสรี ด้วยอำนาจรัฐที่ต้องการแสวงหาผลกำไรนะจุดนี้ 2540 เราทุกท่านจึงได้รับบทเรียนทางการเงินอย่างกว้างขวาง แม้จะมีเพียงกลุ่มบุคคลบางจำพวกที่ได้ประโยชน์จากการรู้เรื่องก่อนที่จะปล่อยค่าเงินบาทก็ตามแต่ เราทุกท่านทราบกันดีว่า ระบบทุกระบบมันมีดีในตัวของมันเอง แต่อยู่ที่วิธีการใช้ เครื่องมือนั้นให้มีประสิทธิภาพในวงกว้าง และ เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า แต่ไทยนั้นก้าวกระโดดไปรองรับการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และการให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มนักธุรกิจที่กำลังเติบโตจากฝักไข่ ไปเร็วเสียจนกระโดดตกเหว ใครล่ะกำลังเบิกบานซ่องสุมอำนาจบนความทุกข์เราๆท่านครอบครัวเราและท่านทั้งหลาย ด้วยการมีวาทะกรรมอันลึกล้ำและชวนเชื่อ เขาเหล่านั้นได้สิ่งที่เขาหมายปองแล้วนั้นคือ อำนาจเงินตรา ซึ่งต่อไปที่จะตามเก็บเกี่ยวก็คือ อำนาจมวลชนด้วยการสร้างบารมีให้ใหญ่คับฟ้าเทียบเท่า เทวดาเดินดินเลยทีเดียวเชียว

                แต่สิ่งที่คอยย้ำเตือนว่าประชาชนคนไทยทุกคนที่ทำการค้าขายในกลุ่มชนพ่อค้า นักธุรกิจลงสู่ภาคเกษตรนั้นเมื่อได้รับผลกระทบ เราทุกคนจะเห็นความมีน้ำใจช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี มีการเปิดท้ายขายของในยุคปี 2540  มีบ้างที่รัฐเข้ามาช่วยเหลือแต่ท้ายที่สุดด้วยความไม่จริงใจ หรือ ความชั่วร้ายของพวกกลุ่มบุคคลที่ต้องการแสวงหากำไรอย่างบ้าเลือด จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอีก เช่น เงินบริจาคที่ไม่มีความโปร่งใส  ข้าวของเน่าเสีย การไม่บรรเทาทุกข์อย่างจริงจังเป็นต้น ท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือชาวเราทุกๆท่านอีกตามเคย แลแล้วว่าเราจำต้องศึกษาปัญหาโครงสร้างอำนาจการปกครอง การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม เรื้อถอนคำพูด วาทะกรรมอันมีความซ่อนเร้นอยู่เพื่อศึกษาปัญหาและหาแนวทางแก้ปัญหาโดยภาคประชาชน ด้วยการส่งเสริมการเมืองภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็ง จากฐานล่างสู่ฐานบน อย่างค่อยเป็นค่อยไป เข้าใจถึงระบบสังคมไทยว่าเราเป็นสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อ เมตตา เป็นสังคมพุทธ และ เปิดกว้างให้ทุกศาสนา แต่แล้วอะไรล่ะที่ทำให้สิ่งข้างต้นพังทลายลง นอกเสียจากการส่งเสริมการพัฒนาโลกวัตถุ เสียจนเกิดความไม่สมดุลกัน กับจิตใจและสติปัญญา ในการแก้ไขปัญหา และมุมมองที่ทำให้เกิดการมองโลกในแง่ร้าย ท้ายที่สุดก็คล้อยตามสิ่งต่างที่ออกมาจากลมปากหวานๆ เพ้อฝันถึงสิ่งของที่ท่านผู้ล้นฟ้าจะมามอบให้ โดยที่ไม่มองว่าเอามาแล้วเราจะใช้ประโยชน์มันได้อย่างคุ้มค่าเพียงใด เราจะมีเงินมาซ่อมแซมสิ่งของเราหากมันพังได้อย่างไรนอกจากแบมือและกู้ เราต้องจัดระเบียบสังคมใหม่ร่วมกัน ประชาชนทั่วไปไม่มีใครผิดเพราะเขาให้เราได้ใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยไปแล้วในคูหา 4 วินาที

 

เราคือสังคมเกษตร

                สังคมแต่ละสังคมมีวิธีการที่แตกต่างกันในการบรรลุหน้าที่หลักเกี่ยวกับการตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าและบริการชนิดใด จำนวนเท่าใด โดยกรรมวิธีใดและจัดสรรให้คนในสังคมมีการแบ่งงานและทำงานกันอย่างเป็นระบบ การพัฒนาการของระบบสังคมนั้นต้องทำความเข้าใจว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ทุกอย่างล้วนมาจากภาคเกษตรไทยซึ่งอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติมากมายอย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนที่1ของเรื่อง “ผืนป่า คือ ชีวิต” แล้วท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่าเรื่องปากท้องของพี่น้องส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยากโดยประชาชนอย่างเรามีสิทธิและส่วนร่วม กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจได้น้อย จนเป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องเหล่านี้นั้นเป็นเรื่องของกลุ่มนายท่านผู้มีอำนาจปกครอง และ กลุ่มพ่อค้าที่มีสายสัมพันธ์อย่างสุดสวาทกับนักการเมืองระดับท้องถิ่น จนกลายเป็นที่มาของเหล่าเจ้าพ่อที่สะสมบารมี สร้างเครดิตจากการทำมาค้าขายอย่างผูกขาดบริจาคเงินการกุศลด้วยการแอบแฝงการ โปรโมท หาเสียงเพื่อเข้าสู่การเมือง สร้างอำนาจผูกขาดยิ่งขึ้นด้วยการตัดตอนคู่แข่งทางธุรกิจ ถึงแม้เราจะมีสื่อโทรทัศ อินเตอร์เน็ต นักเขียน นักข่าวแต่สายไปเสียแล้ว แวดวงข่าวถูกหว่านเลียงดูปูเสื่ออย่างดีจากพวกเขาเหล่านั้น “ไม่มีเงินจ่ายกูก็ไม่ไปทำข่าวให้” น่าสมเพรชสิ้นดี ในการตีแผ่ เพราะสื่อสารต่างถูกเปิดขึ้นดูแต่เพียงเรื่องดารา เรื่องสินค้าแบรนดัง ซึ่งเขาผู้มีอำนาจการลงทุนสูงเหล่านั้นมองว่าเป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักใช้ของหรูหราเหล่านั้นแล้วจะทำให้รู้จักทันโลกและเปิดโลกกว้าง แต่ปิดกันความรู้ที่แท้จริงนั้นก็คือ เราต้องเอาชนะความไม่รู้ในสิ่งแวดล้อม และ แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง อย่างใร อันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน “เอาใหม๋ค่ะ ไอแพพพพพดดดด ฟรี พร้อมหนี้สิน ให้คุณกระตุ้นทำงานจนตัวเป็นเกลียวเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ไอ้แพต ผ่อนส่งตลอดชีพ หากไม่มีเงินเราสามารถจ่ายเงินให้ท่านกู้ได้ ครบชุดเลยคะ แม้เครื่องจะพังแล้ว”  “น่าสนจังว่ะ”

คำบอกเล่าของวิถีป่าสู่วิถีเมือง

              เกษตรกรและชนชั้นแรงงานทั้งในและนอกระบบเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่เหตุใดกลุ่มเหล่านี้ยังคงเป็นกลุ่มคนที่ลำบากที่สุด นี่คือคำถามถึง ความไม่ยุติธรรมที่ยังมีอยู่จริง หรือ เพียงว่า เจ้าของอำนาจการผลิตก็จ่ายค่าตอบแทนอย่างคุ้มค่าแล้ว จะมาโวยวายอย่างใร 

ผิดถนัด......เลยท่านผู้คุมอำนาจการผลิตได้ย่อมมีอำนาจในการต่อรอง แต่ปัจจัยการผลิตท่านสามารถ สร้างเองได้อย่างไรนอกจากพึ่งพาอาศัยภาคเกษตรและแรงงาน เราไม่ใช่กลไกหรือฟันเฟือง เราคือมนุษย์ ท่านต้องสร้างความโปร่งใส และมีการจัดองค์กรให้มีการใช้ ธรรมาภิบาล อย่างมีส่วนร่วมกันของทุกฝ่าย แต่นั้นเป็นเพียงแค่แนวทางที่เอาไว้ติดฝาผนังเพื่อมีไว้เท่หรือมีไว้บอกว่าเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมนี้จบสูงนะ เขา จะทำเพื่อส่วนรวมจริงๆนะ (CSR) นี้เท่านั้นหรือ แต่ตอนจบนั้นอุตสาหกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้สังคมมากที่สุดนั้นก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อม “แต่ใยท่านไม่โดนฟ้องร้อง เหมือน เช่น เกษตกรที่ทำมาหากินตามวิถีชุมชนดั่งเดิม” ด้วยเพราะอะไรไม่ต้องอาศัยความฉลาดมากเราๆท่านๆก็ตอบได้ไม่ยากเย็นเลย

 

ปรัชญาแห่งภูมิปัญญาชุมชน(เทือกเขาบรรทัด)เครื่องมือแห่งการอยู่รอด

                 จุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ แนวทางที่รักษาสมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ โดยปราศจากการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ และการอยู่รวมกันของทุกคนในสังคม อย่างมีแบบแผนที่ประนีประนอมกัน ด้วยการยอมรับและอยู่ร่วมกันระหว่างวัฒนธรรมอันหลากหลายของสังคม

สวนสมรม หรือสมลม เป็นคำภาษาถิ่น หมายถึง สวนขนาดเล็ก ที่ปลูกผสมปนเปกันของผลไม้นานาชนิด ไม่มีการแยกแปลงแยกชนิด อาศัยธรรมชาติให้เกื้อกูลกันเอง นับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะผลไม้แต่ละชนิดออกผลผลิตไม่พร้อมกัน ทำให้เจ้าของสวนสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ทั้งปี และช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดด้วย ในสวนสมรมจะมีผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ลางสาด จำปาดะ หมาก สะตอ ลูกเนียง ฯลฯ

จากลักษณะดังกล่าวทำให้ชาวบ้านสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกปี เพราะถ้าหากอย่างหนึ่งไม่ออกผล อีกอย่างหนึ่งจะให้ผลแทน เช่น ปีนี้มังคุดไม่เป็นลูก ก็ขายหมากแทน หรือมังคุดราคาถูก ก็ได้ขายจำปาดะในราคาดี ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ถ้าปลูกพืชชนิดเดียวกันทั้งหมดก็อาจไม่มีผลผลิตออกขายได้ เพราะการทำสวนของชาวชุมชนนั้นๆ ทำโดยอาศัยธรรมชาติ เป็นการทำกันมาตามบรรพบุรุษ ซึ่งนักเกษตรรุ่นใหม่เรียกว่า เกษตรแบบผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ หรือเกษตรธาตุสี่ แต่ชาวบ้านยังเรียกว่า “สวนสมรม”

การทำสวนสมรมในปัจจุบันก็เริ่มมีปัญหาเหมือนกัน เพราะชาวบ้านจะปลูกผลไม้กันแน่นจนเกินไป ต้นหนึ่งตายไปก็ปลูกแทนเสียสองต้น อีกอย่างหนึ่งคือมักปลูกตามกัน เช่น หากมังคุดราคาดี ก็เอามังคุดปลูกไว้ใต้ต้นตอ ไม่มีการวางแผน ทำให้การเจริญเติบโตช้า ผลผลิตต่ำ และที่สำคัญคือ ขาดการพัฒนา วิจัย อย่างถูกหลักวิชาการ ดังนั้น ผุ้ที่มีความสนใจเกษตรแบบผสมผสานนี้จำต้องอาศัย ความรู้และภูมิปัญญาที่ตกทอดเป็นความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

          “มันไม่ได้มีความจำเป็นเลยที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้”

           ประเทศของเราแม้จะมีความเชื่อมโยงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี จากภายนอก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะพึ่งตนเองไม่ได้ โดยการนำเอาความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบรรยากาศของการแข่งขันทางการค้าได้เช่นกัน

            ปราชญ์ชาวบ้าน   ปราชญ์หมายถึงสามัญชนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา อาศัยอยู่หมู่บ้านชนบท ได้รับการยอมรับยกย่องจากชาวบ้านทั่วไปว่าเป็นผู้มีภูมิปัญญา มีความรู้ความสามารถในการอธิบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นคนดีมีคุณธรรม เพราะภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่เป็นองค์รวมของชีวิต แม้ว่าปราชญ์ชาวบ้านบางคนจะมีความรู้เฉพาะเรื่องอย่างถ่องแท้ แต่ก็เป็นความรู้อันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งหมดเป็นความรู้ที่ทำให้ชีวิตโดยรวมเกิดความมั่นคง ทำให้อยู่เย็นเป็นสุขได้เช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น ถ้าประเทศของเราสามารถสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องมือในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนทุกระดับมีความเข้มแข็งจากการแทรกซึมของสิ่งแปลกปลอมทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ และ สร้างความมั่นคง อย่างยั่งยืนได้ พร้อมกับส่งเสริมคนให้มีสติในการใช้ชีวิต รวมทั้งมีปัญญาในการแก้ไขสิ่งที่เราพบเจอ ไม่ใช่ทำเป็นแค่รู้แล้วนิ่งเฉย เราจะต้องมีการรวมกลุ่มเพื่อผลักดันความต้องการขั้นพื้นฐานตามสิทธิของเราในสังคมอย่างเท่าเทียมร่วมกัน

                ท้ายที่สุดถึงบทสุดท้าย ของเรื่องยาว “ผืนป่า คือ ชีวิต” เราหวังว่าทุกคนจะร่วมสร้างอำนาจเพื่อต่อรองกับอำนาจรัฐ จากข้อปัญหาที่เรายังแลเห็นอยู่นี้ นักศึกษาปัญญาชนผู้หลับใหลและหันหลังให้ประชาชน และ สังคมมาโดยตลอด ผู้ที่ถูกครอบงำสติปัญญาด้วยอำนาจเผด็จการของรัฐจนดวงตาแห่งปัญญามืดบอดและมองทุกเรื่องเป็นเพียงเรื่องปกติ “ถ้าฉันไม่ได้ผลประโยชน์ฉันก็ไม่ใส่ใจกับมัน” ก็ปล่อยให้เลยตามเลยคิดหลอกตัวเองเสียว่ามันก็เป็นไปตามกลไกของมัน มีความต้องการ ก็ต้องมีการสนอง แล้วแท้จริงนั้นหากคิดเพียงแค่นี้ อย่าหวังแต่จะมีชีวิตที่ดีเลย ในอนาคตนั้นก็จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากเสียด้วยซ้ำไป  คิดดูดีดีนะว่าเราเสียเปรียบทางการค้า และ ตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมแล้วหรือยัง ปัญญาชนจ๋า.

 

 

“ทำความดีท่านทำได้ ทุกวัน เริ่มที่ตัวเราก่อน แล้วเราจะมีมุมมองที่ดีต่อสังคม”

แม้มันจะเป็นเพียงไส้เดือนตัวน้อยแต่ทำคุณประโยชน์ได้มากกว่าผู้ที่มีอคติสูงส่ง

ไส้เดือน

“ดินที่ดี ดูหน้าดิน จะเห็นผง

เศษดินปน ถูกสร้างสรรค์ ด้วยขุดหา

ขุดแล้วพรวน พรวนแล้วมุด สุขอุรา

ช่วยนำพา ความสมบูรณ์ แร่ดินแซม

ช่วยนำพา แสงสว่าง โลกเดือนแรม”

                  กลุ่ม บัว ลอย
บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1368 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 02:55:15 AM »

ขอบคุณลุงบัวตูมที่นำเรื่องราวชีวิตคนในผืนดินแห่งนี้มาเล่าสู่กันฟัง

วันนี้ก็ไปเจอเอกสารของอาจารย์กมล กมลตระกูล
พูดถึงเรื่องราวของโลกภิวัฒน์เรื่อง

ถอดรหัสโลกาภิวัฒน์
(จากหนังสือ แสงสว่างปลายอุโมงค์ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น 2553)
กมล  กมลตระกูล

คำนิยามของยุคโลกาภิวัฒน์ ถ้าถามคน  10 คน ว่า โลกาภิวัฒน์ หรือ ยุคทุนครอบโลก คือ อะไร ก็จะได้ คำตอบ 10 อย่างที่ไม่เหมือนกัน   
ยุคโลกาภิวัฒน์ได้รับการขนานชื่อไว้หลายชื่อด้วยกัน เช่น ยุคเสรีนิยมใหม่ ยุคครอบโลก ยุคการแข่งขันเสรี ยุคการค้าเสรี ยุคตลาดเสรี ยุคโลกไร้พรมแดน เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าชื่ออะไร แก่นแท้ของโลกยุคนี้ คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกด้วยการสร้างกติกา นโยบาย และกรอบคิดของ “การล่าอาณานิคมยุคใหม่”

(การใช้อำนาจที่เหนือกว่าเข้าแย่งชิงทรัพยากรและทรัพย์สินจากประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งในยุคก่อนใช้เรือปืน

แต่ปัจจุบันใช้ กฎ  กติกา ข้อตกลงการค้าการเงินโลก  กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ ระบบอนุญาโตตุลาการ ข้อตกลงยูเอ็น )
โดยการสร้างและตั้งเครื่องมือใหม่ๆที่มีชื่อหรูๆ องค์การค้าโลก (WTO) องค์การเงินระหว่างประเทศ (IMF) สนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ (NATO)
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) องค์การสหประชาชาติ  (UN) ฯลฯ เป็นเครื่องมือในการปล้นสดมภ์ความมั่งคั่งจากประเทศที่รู้ไม่เท่าทัน หรือมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า 
แทนเรือปืนในยุคล่าเมืองขึ้น
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1369 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2011, 02:57:06 AM »

นโยบายหลักๆของยุคทุนครอบโลก หรือ โลกาภิวัฒน์ คือการนำเอา “กฎพงไพร( Jungle rule) มาใช้ในด้านเศรษฐกิจ คือ
“ปลาใหญ่กินปลาเล็กได้อย่างเสรี”  ด้วยนโยบาย  ดังนี้ คือ

บีบทุกประเทศให้เปิดประตูการค้าและการลงทุนเสรี (Free trade) โดยการเป็นสมาชิกองค์การค้าโลก (WTO) และปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งครัด

บีบทุกประเทศให้เปิดตลาดเงินและตลาดทุนเสรี ( Free financial flow ) โดยการเป็นสมาชิกองค์การเงินโลก (International Monetary Fund-IMF)

บีบให้ทุกประเทศแปรรูปรัฐวิสากิจ หรือ ถ่ายโอนทรัพย์สินของรัฐให้เป็นของเอกชน(Privatization) รวมทั้งระบบการศึกษา ปัดภาระค่าสาธารณูปโภคและการศึกษามาที่ประชาชนทุกหมู่เหล่า

บีบให้ทุกประเทศตัดลดงบประมาณสวัสดิการ การศึกษา การรักษาพยาบาล งบช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และคนยากคนจน  เพื่อให้มีงบเหลือไปสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Mega projects ท่าเรือ ถนน ระบบโทรคมนาคม ระบบขนส่ง มาอำนวยความสะดวกกับการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งไม่ต้องลงทุนเอง จึงดูดกำไรกลับประเทศได้มาก

ยุติการแทรกแซงภาคธุรกิจ ( Deregulation) ด้วยการยกเลิกกฎ ระเบียบ และกฎหมายที่ควบคุมการค้าการลงทุน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และชุมชน รวมทั้งยุติการสนับสหภาพแรงงานด้วย
Thomas Friedman กูรูของลัทธิเสรีนิยมใหม่ถึงกับประกาศอย่างอหังการ์ว่า “ทุนนิยมเสรี” ข้างต้นเป็นทงเลือกเดียวในการอยู่รอดของประเทศที่ยากจน ในยุคทุนครอบโลก            
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1370 เมื่อ: 08 มกราคม 2012, 17:46:27 PM »

คุณเสือ (คุณปรัช) ฝ่ายศิลป์ตะวันแดง เขต พัทลุง ตรัง สตูล
เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2555
ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน

ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวคุณเสือ และคุณเอกคู่ชีวิต

คัทเอ้าท์ใหญ่ๆที่เราเห็นทุกครั้งที่เดินขบวนตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 16
เรื่อยมาจนถึง 6 ตุลา 19 นั่นคือฝีมือของท่าน

รายละเอียดจะนำมาเสนอต่อไป
บันทึกการเข้า
Rocky
Full Member
***
กระทู้: 468


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1371 เมื่อ: 08 มกราคม 2012, 22:41:06 PM »

ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวของท่านด้วยครับ
บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1372 เมื่อ: 08 มกราคม 2012, 22:50:04 PM »

ขอเพิ่มเติมข่าวการเสียชีวิตของคุณปรัชญ์ (เสือ)
หรือขณะนี้ พวกเราเรียกว่า พี่สิงห์น้อย

คุณปรัชญ์ได้เข้ารับการรักษาโรคไตที่โรงพยาบาลศิริราชมาตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมเล็กน้อย
และเมื่อเดือนที่แล้วได้รับรักษาดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงมาพักกับญาตพี่น้องที่สุพรรณบุรี
ล่าสุดมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ญาติได้นำส่งโรงพยาบาล
ต่อมาเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งแพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
คุณปรัชญ์จึงได้จากไปอย่างสงบ

ขณะนี้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดใหม่สุวรรณภูมิ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเมือง
ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอังคารที่ 10 มกราคม 2555
และจะฌาปนกิจ ในวันพุธที่ 11 มกราคม 2555 เวลา 16.00 น.

ขอเรียนเชิญมิตรสหายทุกท่านเข้าร่วมการไว้อาลัยพี่สิงห์น้อยด้วยค่ะ

หมายเหตุ ได้พบกับหมอพจน์ที่มาร่วมงานเมื่อสักครู่นี้ สอบถามเรื่องเส้นทางกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี
แล้ว ได้ความว่า สะดวกตลอดเส้นทางค่ะ ขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็สะดวกค่ะ
หรือจะนัด ๆกันไปแล้วแต่สะดวกค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มกราคม 2012, 09:31:46 AM โดย ดวง » บันทึกการเข้า
ดวง
Hero Member
*****
กระทู้: 1098


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1373 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 09:11:23 AM »

ต้องขออภัยมิตรสหาย ที่กำลังมีความสุขกับการพบปะกันในวันปีใหม่
แต่ก็มีเรื่องนี้เข้ามาคั่นรายการ
เพราะเป็นเรื่องกระทันหัน...

คุณเสือได้ทุ่มเทความสามารถ เพื่อการรับใช้พี่น้องผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด
จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ว่าได้
ผลงานของคุณเสือบางครั้งก็มีคนรู้ บางครั้งก็ไม่รู้

หลังจากคุณเสือได้ย้ายครอบครัวไปทางใต้หลายปีแล้ว
ก็ขาดการติดต่อกันไปพักหนึ่ง
จนเมื่อประมาณเดือนตุลาคม ก่อนน้ำท่วม
คุณเสือได้มาเข้ารับการตรวจที่ศิริราช
และระหว่างที่รอพบหมออีกครั้งตามนัด
คุณเสือได้มาพักที่บ้าน จึงได้พูดคุยกันมากขึ้น
และรู้ว่าคุณเสือและภรรยา (คุณเอก) ได้มาทำสวนยาง
แถว ๆประจวบฯ
คุณเสือและคุณเอกชอบเลี้ยงหมา...
และตัวหนึ่งในสามของป้าก็เป็นหมาที่คุณเอกมอบให้ไว้ก่อนย้ายไปอยู่ใต้
นั่นคือ " เจ้าแฟนต้า "
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มกราคม 2012, 15:05:49 PM โดย ดวง » บันทึกการเข้า
butterfly
Full Member
***
กระทู้: 421



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1374 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 09:59:59 AM »

 ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
.....ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวของ...พี่สิงห์น้อย...และเป็นกำลังใจให้คุณเอกค่ะ... ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
.....พี่สิงห์น้อยเป็นคนน่ารัก เสมอต้นเสมอปลาย.....เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนรถไฟมุ่งสู่...ภูบรรทัด...เมื่อครั้งกระโน้น...
..................จดจำไว้ในใจตลอดกาล..........
บันทึกการเข้า
Mayom
Full Member
***
กระทู้: 256


อาสา...มาป่วน กวน'รมณ์ เล่น


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1375 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 10:37:56 AM »

 
    ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวคุณลุงสิงห์น้อยด้วยค่ะ  ร้องไห้
   

         แจ้งข่าวมาทางหน้าเพจ เฟซบุ๊กของ   Rattanaporn Taecharachkit


    คุณปรัชญ์เสียชีวิตแล้วนะคะ ตั้งศพที่สุพรรณบุรี เผาวันพุธที่ 11 รายละเอียดของวัดยังไม่ทราบ
         แจ้งมาก่อนให้มิตรสหายได้รับรู้ ใครมีรายละเอียดเพิ่มเติมช่วยแจ้งด้วย

              คุณปรัชญ์เป็นคนดีที่ทำงานเพื่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ ขอคารวะดวงวิญญาณอันงดงามค่ะ
บันทึกการเข้า

...ทุกสิ่งอยู่ที่ใจ...ใช่ใครอื่น...
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1376 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 10:49:08 AM »



ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวคุณปรัชญ์ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1377 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 13:53:20 PM »

เรามิตรสหายร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรม
วันอังคารที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕

เดินทางไปสุพรรณประมาณบ่ายสองโมง
มีลุงเรด ลุงธรรมบุญ ป้าดวง (ป้าผีเสื้อติดบันทึกเทป ฝากใจไป)

วันพุธ ลุงเรดฯ - ป้าผีเสื้อ อ่านประวัติและผลงานจิตรกรรม
และร่วมกันร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาส่งพี่ไปสู่สัมปรายภพ
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1378 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 15:50:28 PM »

สิงห์น้อย ฟูสวัสดิ์

เกิด ๒๔๙๓ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี  
การศึกษา  ประถมศึกษา,มัธยมศึกษา จ.สุพรรณบุรี.          
วิจิตรศิลป์  ร.ร. เพาะช่าง, คณะจิตรกรรม ฯ ม.ศิลปากร

พ.ศ. ๒๕๑๓(1970)

๗ มค. ร่วมแสดงผลงานศิลปะ ครบรอบ                    
วันเกิด ร.ร. เพาะช่าง.                                                        

พ.ศ. ๒๕๑๔(1971)

๗ มค. ร่วมแสดงผลงานศิลปะครบรอบวันเกิด          
ร.ร. เพาะช่าง ได้รับรางวัลการตัดสิน

เป็นกรรมการจัดทำหนังสือ วารสาร                      
“ดำแดงปริทัศน์”, หนังสืออนุสรณ์ร.ร.เพาะช่าง.                                                                                                                                                

พ.ศ. ๒๕๑๖(1973)                                                                                                                                                                
เป็นกรรมการจัดทำหนังสือรับน้องใหม่                      
คณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร.                                                                                                                                                                                          

พ.ศ. ๒๕๑๗(1974)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             ร่วมจัดทำวารสาร “ไทยไดเจสต์”                        
เป็นกรรมการทำสูจิบัตร “หอศิลป์พีระศรี”                  

พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙(1975-1976)
                          
เป็นสมาชิกแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย                
ออกแบบโปสเตอร์  “วันกรรมกร”                    
ตุลาฯ ร่วมจัดทำวาดภาพ โปสเตอร์            
(คัดเอาท์) การเมืองเดือนตุลาฯ  “โอกาสครบรอบ ๒ปี ๑๔ตุลาฯ๒๕๑๘.”
ณ เกาะกลาง ถนนราชดำเนินในฐานะแนวร่วมศิลปินแห่งประประเทศไทยร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและรัฐบาลมรว.คึกฤทธ์ ปราโมช.      

พ.ศ.๒๕๑๙(1976)                                                                  

สค.วาดโปสเตอร์ใหญ่ (คัดเอาท์) เวทีการชุมนุมขับไล่เผด็จการทหาร  พอ.ประภาส  จารุเสถียรติดตั้งที่สนามหลวง                                                                    

วาดโปสเตอร์ใหญ่ (คัดเอาท์)  เวทีการชุมนุมขับไล่เผด็จการทหารจอมพลถนอม  กิตติขจร ที่สนามหลวงและในธรรมศาสตร์.                                          


พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๕(1978-1982)                      

ร่วมทำวารสาร “ตะวันแดง” วารสารกองทัพ                
ปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยฯ จ.พัทลุง,ตรัง,สตูล.    


ผลงานหลังออกป่าอีกจำนวนมาก            
บันทึกการเข้า
Guard
Hero Member
*****
กระทู้: 1077



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1379 เมื่อ: 09 มกราคม 2012, 15:59:54 PM »



ชื่อภาพ “ร่วมสู้อุ้มชูเพื่อน” ขนาด ไม้อัด ๔ แผ่น,สีพลาสติก

รำลึกครบรอบ ๒ ปี สืบทอดจิตใจวีรชน ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๘

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มกราคม 2012, 16:24:50 PM โดย Guard » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 90 91 [92] 93 94   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!