บ้านตุลาไทย
22 กันยายน 2014, 07:09:29 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จับตารัฐบาลพลังประชาชั่ว  (อ่าน 20625 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2008, 03:55:11 AM »

ประเทศไทยโชคดีหรือโชคดีประเทศไทย (1)
 
โดย ว.ร.ฤทธาคนี 31 มกราคม 2551 16:00 น.
 
 
       จากการที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนนำพรรคชนะการเลือกตั้งอย่างมีข้อกังขาตามวัฒนธรรมการเมืองไทย เพราะสมาชิกพรรคผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วชนะการเลือกตั้งในหลายเขตเลือกตั้งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่ง กกต.ได้ให้ ใบเหลือง ใบแดงบ้าง ตามข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง
       
       แม้กระทั่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ อานิสงส์จากการชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ตำแหน่งนี้ ก็ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเลือกตั้ง แต่เกิดประเด็นร้ายแรงอาจนำสู่วิกฤตการเมืองขั้นร้ายแรงเพราะถ้าถูก กกต.ตัดสินว่าผิดและได้รับใบแดงมีโทษร้ายแรงถึงยุบพรรคพลังประชาชน
       
       ในช่วงนั้นนายยงยุทธ ติยะไพรัชได้ออกมาแถลงการณ์แก้ข้อกล่าวหาทำให้กระบวนการสอบสวนของฝ่ายสอบสวนตั้งอยู่บนความเสี่ยง เพราะมีพลังกดดันมากถึงขนาดอาจจะเกิดจลาจลทางการเมืองได้ เพราะฝ่ายพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า เป็นการวางแผนสมรู้ร่วมคิดทำลายพรรคพลังประชาชน ทำให้หลักฐานพยานบุคคลเบื้องต้นเกิดความลังเล ขาดความมั่นใจ เพราะอาจจะต้องรับภาระในการรับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดตามมาในการเมืองไทยระบอบประชาธิปไตยหากพรรคการเมืองชนะการเลือกตั้งถูกยุบพรรค จึงเปลี่ยนท่าที เรื่องการกล่าวหานายยงยุทธ จึงสงบลง
       
        ดังนั้น ชัยชนะนี้ทำให้พรรคพลังประชาชนสามารถยึดอำนาจนิติบัญญัติไว้ได้ ซึ่งมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นอาณัติของพรรคตามระบอบประชาธิปไตย และทำหน้าที่จัดการสรรหาตัวนายกรัฐมนตรี และก็เป็นไปตามระบอบเสียงข้างมากในสภาจัดตั้งรัฐบาล บุคคลที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง
       
       และด้วยความต้องการหลักประกันเสียงสนับสนุนในสภาฯ เพื่อความเด็ดขาดทำให้พรรคพลังประชาชนต้องเชิญพรรคอื่นที่ต้องการอำนาจรัฐเข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสมตามหลักนิยมเกมการเมือง แต่อาจจะวิจารณ์ได้ว่า การร่วมรัฐบาลเพื่อต้องการอำนาจรัฐนั้น ไม่ใช่อุดมการณ์การเมืองที่บริสุทธิ์
       
        อนุสนธินี้เองที่นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับการเสนอชื่อ และสภาฯ มีการลงมติให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 310เสียง ขณะที่พรรคฝ่ายเสนอชื่อนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกให้โดดเดี่ยวทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นยุทธวิธีปกติทางการเมืองได้รับคะแนนสนับสนุน 163 เสียง
       
        ประเด็นแรกที่ต้องการแสดงความคิดเห็นได้แก่ แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนมีสิทธิเลือกใครก็ได้เป็นทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องยึดติดกับมติของพรรค แต่ก็เป็นที่ประจักษ์ว่า ในวันเลือกประธานสภาฯ ก็มีการตรวจสอบว่าสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลคนใดไม่สนับสนุนบ้าง และถึงกับมีการตรวจสอบยืนยันกันว่า สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลทุกคนจะต้องยึดมติพรรคเป็นสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้สามารถวิเคราะห์เบื้องต้นว่า “เงาเผด็จการรัฐสภาก็ยังปรากฏให้เห็นเด่นชัด และเข้มแข็งไม่เปลี่ยนแปลง”
       
        รวมถึงการใช้กลยุทธ์สภาผู้แทนราษฎรในการสกัดกั้นการเสนอข้อคิดต่อสภาฯ ในเรื่องพฤติกรรมบุคคล บุคลิกภาพ ความสามารถ จริยธรรม คุณธรรม และความเป็น “คน” ที่สังคมปัญญาชนคนไทยที่ปกติทั่วไปยอมรับบุคคลทั้งในแง่บวกและลบ แต่ที่สำคัญมีข้อเท็จจริงปรากฏในโลกไซเบอร์ ใครๆก็สามารถอ่านประวัติของบุคคลสำคัญในสังคมไทยได้ในอินเทอร์เน็ต เช่นในวิกิพีเดีย ก็จะพบว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลไม่สมบูรณ์ไปประกอบแผนบุกโจมตีถล่มราษฎรไทยวัยคุณปู่ คุณย่าที่อยุธยาเกือบเสียชีวิต แต่รอดมาได้เพราะ “ตู้เย็น” เป็นโล่กำบังไว้ให้จึงเป็นเหตุให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยได้รับฉายาว่า “ยุทธตู้เย็น” ซึ่งในอดีต 2 ปีที่แล้วเป็นเรื่องแค่ระดับภูมิภาค แต่บัดนี้เป็นระดับนานาชาติไปเรียบร้อยแล้ว
       
       ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช ที่เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 แห่งประเทศไทย ซึ่งต้องคำพิพากษาร่วมกับนายดุสิต ศิริวรรณ จัดรายการโทรทัศน์ “เช้าวันนี้ที่ช่อง 5” และ “สมัคร-ดุสิตคิดตามวัน” ทางช่อง 9 ถูกนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ขณะเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณาโดยทั้งสองกล่าวหาว่า นายสามารถ ทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม.ทางโทรทัศน์ ซึ่งศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของทั้งคู่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจริง
       
       ทั้งนี้นายสมัคร สุนทรเวช ได้เคยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายครั้ง โดยศาลปรานีให้รอลงโทษไว้เพื่อให้ปรับตัวเป็นคนดี แต่นายสมัคร สุนทรเวช กลับกระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมอีก ศาลมีคำสั่งจำคุกนายสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ รวม 4 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
       
        แต่ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช และพลพรรคพลังประชาชนกำลังชื่นมื่นกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเอง ซึ่งในวันเดียวกัน นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ป.ป.ช.ว่าที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการกล่าวหานายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้อหามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่า ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในโครงการจ้างเหมาเอกชนขนขยะมูลฝอยไปทำลาย 3 โครงการ วงเงิน 9,589 ล้านบาท ตามที่ สตง.ร้องเรียนมาโดยมีนายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ ซึ่งกรณีดังกล่าว สตง.ได้สรุปผลการสอบสวนว่านายสมัคร สุนทรเวช ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานในการดำเนินการโครงการดังกล่าว
       
        ซึ่ง ป.ป.ช.แถลงว่า วาระการประชุมของ ป.ป.ช.เป็นแผนงานที่มีปฏิทินงานอย่างชัดเจนมิได้จัดฉากเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง หรือเป็นเกมการเมือง คงเป็นงานปกติของ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใคร ดำเนินการตามแผนงานการสอบสวนไม่ขึ้นต่อครรลองการเมือง ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก และโครงการที่ว่านี้คือ โรงงานกำจัดมูลฝอยอ่อนนุช สถานีขนถ่ายมูลฝอยท่าแร้ง และโรงงานกำจัดมูลฝอยหนองแขม
       
       ทำให้ในขณะนี้นายกรัฐมนตรีไทยมีคดีความถึงสองคดีที่ ต้องแก้ต่างเอาตัวรอด โดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทก็รออีกสองศาลว่าผู้พิพากษาท่านจะมีคำพิพากษาอย่างไรถ้ายืนคำพิพากษาของศาลชั้นต้น นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยก็ต้องเข้าคุก


ฟฟฟฟ
แม้แต่..........ก็ซื้อไว้แล้ว?ฮืม?
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2008, 05:14:50 AM »

ขุนคลัง"เลี้ยบ"ช่วย"แม้ว"ก่อนแก้ ศก. ล้วงคดีชินฯ-เมินวิกฤตซับไพรม์
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 3 กุมภาพันธ์ 2551 23:22 น.
 
 
 
เปิดเป้าหมายหลักภาระกิจ "น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ขุนคลังคนใหม่ แก้ต่างวิกฤตคดีตระกูลชินวัตรที่ถูก คตส.กล่าวหา แทนที่จะแก้วิกฤตเศรษฐกิจประเทศ จับตาใช้อำนาจในมือล้วงลูกกรมสรรพากร สรรพสามิตและแบงก์ชาติต่อสู้คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ภาษีโทรคมนาคมและคดีที่ดินรัชดา ระบุแม้แจกจ่ายสำนวนไปแล้ว แต่ รมว.คลังอาจกดดันพยานจากกองทุนฟื้นฟู ธปท.กลับคำให้การ
       
       การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลสมัคร 1 ของ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นที่น่าจับตามองว่าจะเข้ามากู้วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่กำลังปั่นป่วนจากวิกฤติเศรษฐกิจเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังเผชิญกับปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ (ซับไพรม์) หรือเข้ามาช่วยเหลือตระกูลชินวัตรของอดีตนายกรัฐมนตรีในการต่อสู้คดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ได้กล่าวหา เนื่องจากปูมหลังของ น.พ.สุรพงษ์และโผรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งตัวแทนและต่างตอบแทนทั้งสิ้น
       
       "ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบทั่วโลกจนกระทั่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องประกาศลดดอกเบี้ยถึง 0.75% ถือว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์ ประเทศไทยเองก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประสบกับปัญหานี้ แต่การเข้ามาของ นายแพทย์สุรพงษ์ในตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง กำลังถูกท้าทายว่าเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายแพทย์สุรพงษ์มีความใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร" แหล่งข่าวกระทรวงการคลังกล่าว
       
       จากความไว้วางใจของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อ น.พ.สุรพงษ์ ทำให้การจัดโผ ครม.ครั้งนี้ ไม่สนใจในฝีมือบริหารและประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ทั้งๆ ที่มีภาคเอกชนทักท้วงมาโดยตลอด การให้อำนาจในการกำกับดูแลกรมสรรพากรจึงมองเป็นอื่นไปไม่ได้
       
       หากเป็นเช่นนั้น กรณีเร่งด่วนที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นการเข้าไปจัดการกับคดีการเรียกเก็บภาษีและเงินค่าปรับจากการซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) SHIN หรือชินคอร์ป ของนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี คดีนี้มีการหลีกเลี่ยงภาษีรวม 3.3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ยังมีการประชุมวันที่ 4 ก.พ.นี้ เพื่อทำหนังสือไปยังกรมสรรพากร ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ปี 2548 ของบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ในส่วนของภาษีเงินได้จากเงินค่าสินไหมทดแทนความเสียหายของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 33,082,960 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ที่บริษัทได้รับจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
       
       อนุกรรมการได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าเงินค่าสินไหมดังกล่าว เป็นรายได้พึงประเมินตามมาตรา 65 ของประมวลรัษฎากร โดยการตอบข้อหารือของกรมสรรพากรมีความคลาดเคลื่อน คตส.จึงยื่นหนังสือให้ทบทวนการประเมินภาษีใหม่
       
       "ปัญหาเรื่องภาษีชินคอร์ป นั้นกรมสรรพากรจะต้องถูกการเมืองยุคสมัคร1 เข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน"
       
       ยังมีกรณีออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทในเครือชินคอร์ปไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับรัฐแต่ให้จ่ายภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมในอัตรา 11% ของรายได้แทนซึ่งทำให้รัฐบาลเป็นผู้เสียประโยชน์จากส่วนต่างของรายได้ที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ น.พ.สุรพงษ์มีส่วนในการผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานในสมัยที่นั่งในตำแหน่ง รมว.ไอซีที เมื่อปี 2546 และน.พ.สุรพงษ์เคยเข้าชี้แจงต่อ คตส.ว่า สาเหตุที่มีการออกพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต เพราะช่วงนั้นกำลังที่จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานของรัฐได้มีความพยายามในการเจรจาเพื่อแปรสัญญาสัมปทานกับบริษัทเอกชนมาตลอด แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงมีแนวคิดที่จะนำมาตรการทางภาษีมาใช้แทนการแปลงสัญญาสัมปทาน เนื่องจากรัฐไม่ต้องการให้ส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนจ่ายให้กับรัฐวิสาหกิจติดเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเงินของประเทศเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ดังนั้นจึงมีแนวคิดว่ารายได้ที่เกิดจากส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนให้กับรัฐวิสาหกิจต้องกลับเข้ามาสู่กระทรวงการคลังก่อนที่รัฐวิสาหกิจจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ พอมีแนวคิดออกมาจึงมีการเลือกใช้แนวทางภาษีสรรพสามิตแทน
       
       ส่วนที่มองกันว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโดยให้เอกชนสามารถนำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) TOT และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) CAT ทำให้ทีโอทีและกสท เสียหาย น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดว่าขณะนี้รัฐวิสาหกิจได้พ้นจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้ให้บริการ เพราะฉะนั้นในเรื่องของขาดทุนหรือกำไรต้องเกิดจากการให้บริการ ไม่ใช่เกิดจากส่วนแบ่งรายได้ และหลังจากที่มีภาษีสรรพสามิต กระทรวงการคลังได้เงินทันทีทุกเดือน และรัฐวิสาหกิจจึงไม่สามารถนำเงินที่ได้ในส่วนนี้ไปคิดเป็นกำไรจากการดำเนินการได้อีกต่อไป ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจทราบผลการทำงาน
       
       **คดีที่ดินรัชดา ภาระกิจด่วน
       
       คดีการซื้อขายที่ดินระหว่างคุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน บริเวณถนนเทียมร่วมมิตร ย่านรัชดาภิเษก ที่อัยการส่งฟ้องต่อศาลและแจกจ่ายสำนวนแล้วนั้น น.พ.สุรพงษ์อาจใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะที่กำกับดูแลธนาคารแห่งประเทศไทยแทรกแซงในเรื่องของพยานเมื่อศาลมีการเรียกไต่สวนคดีนี้ได้
       
       ซึ่งคดีนี้คุณหญิงพจมาน ถึงกับลงทุนเดินทางมาให้การในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตนเอง ตำแหน่งเก้าอี้ รมว.คลังของ น.พ.สุรพงษ์ย่อมมีผลไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อคดีนี้อย่างแน่นอน
       
       "น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งสำหรับอนาคตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคที่มีรมว.คลัง ชื่อน.พ.สุรพงษ์คนนี้ปัญหาด้านเศรษฐกิจการเงินที่ถาโถมเข้ามาจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยส่งสัญญาณรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากเงินทุนที่เคลื่อนย้ายจากสหรัฐฯ เข้ามาสูประเทศแถบเอเชียรวมทั้งประเทศไทยในปริมาณมหาศาลได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทกดดันให้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกที่ต้องรับกรรมจากวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้" แหล่งข่าวระบุ
       
       ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาในหลายๆ รัฐบาล แม้จะมีการระมัดระวังและเลือกเฟ้นรมว.คลังที่มีพื้นความรู้การเงินการคลังเป็นอย่างดี ทั้งนายแบงก์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เป็นหัวกะทิของประเทศ แต่ก็ยังเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สถาบันการเงินแทบจะเอาตัวไม่รอดหลายครั้ง การเดิมพันอนาคตของประเทศในครั้งนี้ท่ามกลางเศรษฐกิจของโลกที่อยู่ในขาลงและการเงินโลกมีปัญหาหนัก สมควรหรือไม่ที่จะนำคนใกล้ตัวหรือสนิทสนมในครอบครัวมาบริหารการเงินของประเทศ ประเทศไทยยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการเงินการคลังอีกมากที่จะดึงตัวมาทำงาน แต่กลับทำเสมือนประเทศไทยเป็นบริษัทส่วนตัวแต่งตั้งคนที่ใครบางคนไว้ใจเข้ามาแก้ปัญหาส่วนตัว ประเทศไทยก็คงจะมีอันตรายและเผชิญกับความเสี่ยงสูงเกินไป
       
       แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองเศรษฐกิจไทยอยู่ รัฐบาลควรแสดงให้นักลงทุนเห็นถึงเสถียรภาพของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการชูนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรมและชัดเจน เพื่อคลายความกังวลที่มีต่อการลงทุนและภาคธุรกิจไทย เนื่องจากสัญญาณการฟื้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขับเคลื่อนและฟื้นตัวดีขึ้น
       
       ประเทศไทยในขณะนี้ต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงเข้ามาแก้ปัญหา การแต่งตั้งมือสมัครเล่นหรือ "ลูกแหง่" ที่นักวิชาการให้ฉายา เข้ามาเป็น รมว.คลัง อาจเป็นการเปิดประตูนำพาเศรษฐกิจของประเทศไทยเข้าสู่หายนะอย่างรวดเร็วมากขึ้น.

ฟฟฟฟฟฟฟ
เหมือนที่ส่งขี้ข้าก้นห้อง...เข้าไปแปลง ปตท. เป็นสมบัติกรูและพวก แปลงเสร็จก็ยุบกระทรวงเอวังประเทศไทย
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 กุมภาพันธ์ 2008, 05:17:05 AM โดย ตะกวดรีเทิร์น » บันทึกการเข้า
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 05 กุมภาพันธ์ 2008, 13:57:05 PM »

เราเป็นประชาชนชั้น 2 หรือจึงต้องยอมรับครม.เกรดB-

คุณสมัคร สุนทรเวช บอกวันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศว่าท่านผ่านการเมืองมามาก และรู้เส้นสนกลในของการเมืองไทยอย่างยิ่ง...

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : วันที่นายกฯ คนนี้บอกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ "ไม่ค่อยสวย ขี้เหร่นิดหน่อย" นั่นคือการแสดงความ "เก๋า" ทางการเมืองให้ได้เห็นกันฉับพลัน

เพราะเท่ากับเป็นการลดแรงกดดันจากเสียงวิจารณ์ที่กำลังจะดัง "ยี้ๆๆๆๆๆ" พร้อมกันจากผู้คนที่รับรู้ว่าคนที่จะมาบริหารประเทศนั้นจำนวนหนึ่งจะเป็นคนที่นักการเมืองที่ถูกห้ามเล่นการเมืองส่งลูก เมีย พี่ น้อง และคนสนิทของตัวเองมารับตำแหน่ง

ไม่เกี่ยวกับความสามารถ ไม่คำนึงถึงประสบการณ์ และไม่เคารพในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน

การที่คุณสมัคร ออกมาบอกกล่าวตั้งแต่ต้นว่าคณะรัฐมนตรีเองเขาจะ "ขี้เหร่นิดหน่อย" นั้นคงไม่ได้ต้องการให้เกิดความ "เอ็นดู" หรือ "เห็นอกเห็นใจ" หากแต่เป็นการ "บริหารความคาดหวัง" ของสาธารณชนเสียตั้งแต่ก่อนที่จะได้เห็นหน้าเห็นตารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป

คนไทยพร้อมจะยอมรับไหมว่ามาตรฐานของคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต่ำกว่าปกติ...จะประเมินกันที่คะแนนเต็ม 100 ไม่ได้ ต้องให้ handicap กัน หรือคะแนนเต็มที่ 80 ฉะนั้น ถ้าสอบได้แค่ 30 หรือ 40 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าสอบผ่านกระนั้นหรือ?

ฝรั่งเรียกว่าเป็นการ manage public's expectations ซึ่งแปลว่าถ้าหากชาวบ้านคาดหวังจากรัฐบาลหรือนายกฯ คนใหม่สูง เสียงเรียกร้องคุณภาพ และผลงานก็จะสูง แต่ถ้าหากหัวหน้ารัฐบาลออกมาออกตัวเสียก่อนว่าคนที่เขาได้มานั้นอาจจะไม่สมหวังของคนทั้งหลาย ก็จะทำให้แรงเสียดทานน้อยลง

ถึงขั้นที่ยอมพูดให้ตัวเองในฐานะนายกฯ ดูเหมือนไม่มีอำนาจต่อรองในการตั้งรัฐมนตรีเท่าไร...เช่น ยกหนึ่งตัวอย่างว่า

"อย่างกระทรวงการคลัง เขาก็บอกว่าต้องเป็นภรรยาของคุณไพโรจน์ (สุวรรณฉวี) ก็ใส่ไว้อย่างนั้น...ผมก็บอกว่าผมอยากได้น้องชายคุณจาตุรนต์ (ฉายแสง) เพราะว่าพี่ชายเขาเก่งเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ เรื่องการเงินการคลัง ผมว่าอันนี้น่าจะให้โอกาสผม เขาบอกว่าไม่ได้ มันไม่ได้อย่างนี้ จนถึงป่านนี้แล้วผมก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างอันเดียวเท่านั้น..."

หากเป็นไปตามวิธีการ "บริหารความคาดหวังประชาชนให้ต่ำเอาไว้" คุณสมัคร ก็อาจจะหวังว่าถ้าหากคณะรัฐมนตรี "สมัคร 1" เป็น "เกรด B" ก็อย่าได้ต่อว่าต่อขานกันเลย เพราะนายกฯ คนนี้อยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้ตามใจตัวเองอย่างนี้

แต่พอฟังเหตุผลของนักการเมืองที่ยื้อแย่งจะส่งญาติของตัวเองเป็น "นอมินี" เข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญแล้ว ความรู้สึกของคนไทยไม่น้อยคงจะ "เหลือทน" เพราะเริ่มจะเห็นแล้วว่า "นักเลือกตั้ง" ทั้งหลายเหล่านี้เห็นอำนาจการเมืองเป็นเรื่อง "แบ่งเค้ก" จริงๆ

อ้างกันหน้าด้านๆ ว่า เพราะผัวเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว เมียที่บ้านก็ย่อมจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของผัว...ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมาเป็นรัฐมนตรีได้

หรืออ้างกันเหมือนเหยียบย่ำความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั้งชาติว่าถ้าลูกมีอำนาจ พ่อก็ต้องเป็นใหญ่ด้วย...หรือถ้าพี่เก่งเรื่องงบประมาณ น้องชายก็ควรจะเป็นรัฐมนตรีช่วยคลังได้เหมือนกัน


เขาแบ่งสรรอำนาจในการปกครองประเทศตาม "โควตา" ของที่นั่ง ส.ส. และเงินที่บริจาคให้พรรคการเมืองโดยไม่คำนึงว่าคนที่จะมาบริหารประเทศในยามบ้านเมืองกำลังเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงเช่นนี้ อย่างนี้หรือ?

"ผู้มีอุปการคุณ" ของนักการเมืองมีความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อผู้ที่ลงคะแนนเลือกพวกเขาเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างนั้นหรือ?

เมื่อความจงรักภักดีส่วนบุคคล เมื่อเงินสำคัญกว่าความชอบธรรม เมื่อคนส่วนใหญ่ในคณะรัฐมนตรีเป็นเพียง "นอมินี" หรือ "ร่างทรง" ของอำนาจ เงิน บารมี และอิทธิพล

เมื่อความสามารถ ประสิทธิภาพ และความเคารพในกระแสเสียงของประชาชนกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงมาในสายตาของพรรคร่วมรัฐบาล ก็เตรียมรับกับความหายนะของบ้านเมืองได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งไข่ได้เลย

ประชาชนวิเวกวังเวงท่ามกลางเสียงเอะอะมะเทิ่งของ "กระสือการเมือง" เช่นนี้ สวดมนต์ไหว้พระภาวนาให้กับประเทศชาติกันเยอะๆ เถอะครับ

จาก http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/05/WW12_1238_news.php?newsid=226671
โดย กาแฟดำ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 00:00:00
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2008, 22:08:31 PM »

คลังอุ้ม 111 ซาก ทรท.คุม รสก. 
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2551 22:43 น.
 
 
       ผู้จัดการรายวัน - ตามคาด "สมคิด-พงษ์ศักดิ์-สุวัจน์" พร้อมเพื่อร่วมชะตากรรม 111 ซากกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นั่งคุมบอร์ด รสก. ขุนคลังเลี้ยบส่งสัญญาณชัดเจน อ้างได้คนมีความสามารถเข้ามาพัฒนารัฐวิสาหกิจไทยในภาวะที่ประเทศขาดคนมีความสามารถและไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาล ผู้อำนวยการ สคร.ขานรับ บอกไม่ขัด พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจปี 50
       
       นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยกรณีที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จำนวน 111 คน จะเข้ามานั่งตำแหน่งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่สำคัญๆ ว่า จะพิจารณาในประเด็นที่สำคัญว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีข้อห้ามรัฐมนตรีที่เป็นผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ก็สามารถแต่งตั้งเข้ามาเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งหากบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเหล่านั้นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพให้ทางรัฐวิสาหกิจก็สามารถเข้ามานั่งในบอร์ดได้
       
       "การที่อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความรู้ความสามารถ ถ้าไม่มีข้อห้าม รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็มีสิทธิที่จะเสนอรายชื่อเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับรัฐวิสาหกิจเอง เพราะในวันนี้ประเทศไทยขาดผู้มีความรู้ความสามารถ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะให้เข้ามาร่วมพัฒนารัฐวิสาหกิจ แต่ก็ต้องดูความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ว่า ทั้ง 111 คนจะเป็นได้หมด" นพ.สุรพงษ์กล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตำแหน่งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่างๆ นั้นเป็นอำนาจการตัดสินใจของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง โดยไม่ได้เป็นข้อต่อรองทางการเมืองในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค ร่วมทั้ง 6 พรรค
       
       ทั้งนี้ กรอบเป้าหมายของรัฐบาลในการดูแลรัฐวิสาหกิจนั้น คือต้องการพัฒนาประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างของรัฐวิสาหกิจที่สามารถบริหารจัดการได้ดีแล้ว เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดังนั้น จึงต้องการเห็นรัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมให้การสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดทุน เพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นมืออาชีพของรัฐวิสาหกิจ
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่มีข่าวว่าจะถูกแต่งตั้งให้คุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลักๆ ในเร็วนี้ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เป็นต้น เนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นๆ
       
       ***บิ๊ก สคร.เด้งรับไม่ขัดกฎหมาย
       นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 ระบุคุณสมบัติของกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้เพียง 1.ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย 2. ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 3. ไม่เป็นข้าราชการการเมือง เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งกรรมการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และ 4.ไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง ดังนั้นการที่บุคคลทั้ง 111 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไม่ถือเป็นอุปสรรคในการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายดังกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจดังกล่าวต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยกฎหมายระบุว่า ต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจนั้นหรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นถือหุ้นอยู่ และ ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นผู้ถือหุ้น เว้นแต่คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้นมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นผู้ถือหุ้นรวมถึง ไม่เป็นกรรมการ หรือผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานผู้ร่วมทุน หรือมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น เว้นแต่เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้บริหารโดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น
       
       ***ชง ครม.ตั้งทีมที่ปรึกษา-เลขาฯ
       นพ.สุรพงษ์เปิดเผยด้วยว่า ได้เสนอรายชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการประจำกระทรวงการคลัง ไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อรอเสนอเข้าสู้วาระประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยในส่วนของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เบื้องต้น 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1. นายปานปรีย์ พหิทานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี 2. นายไชยยง รัตนอังกูร อดีตผู้อำนวยการ TCDC เป็นเลขานุการรองนายกรัฐมนตรี 3.นายสำราญ ภูอนันตานนท์ อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ4. นางสาวภูวนิดา คุนผลิน อดีต ส.ส.กทม. เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
       
       นอกจากนี้ ยังจะเสนอชื่อนายเกษมสันต์ วีระกุล เป็นเลขาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ด้วย ส่วนเรื่องการแบ่งงานภายในกระทรวงการคลังจะมีการหารือร่วมกันในวันนี้ (14 ก.พ.).

 
 
 
 
 ข่าวล่าสุด ในหมวด
 
 ‘เพ็ญ’กร่างแทรกแซงสื่อเชือด ‘เจิมศักดิ์’ พ้นคลื่น105
 TPBS โต้รัฐย้ำข่าวสมดุลฟอร์มทีมเจาะลึกภาคใต้
 แก้ปัญหารันเวย์ชำรุดผุดเส้นที่ 3 ขยายเฟส 2
 คลังอุ้ม 111 ซาก ทรท.คุม รสก.
 ย้อนเส้นทางเขต ปค.พิเศษหวังดับไฟใต้
 
 
 
 
   
 
   
 
 
 
เครื่องมือจัดการเว็บ
 
 
 
 
 
 
 
 ส่งบทความนี้ต่อ
 
 
 พิมพ์หน้านี้
 
 
 ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด
 
 
 
 
 
 
 
จำนวนคนอ่าน 432 คน จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
 
ควรปรับปรุง      ดีมาก
  1 2 3 4 5   
 
 
 
 
 
     
1 2 3 4 5
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 4 
 
 แร้งสามานย์ฝูงเดิมกลับมาแล้ว คงได้ทึ้งกันอย่างสนุกสนาน แต่อย่ามูมมามกันนัก เดี๋ยวคนที่เชียร์จะตกใจและตาสว่าง เลิกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
สุภาพ
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 3 
 
 นี่หรือประเทศไทย ตัวหะ เอี้ย คลานเต็มสภา
เน่าสนิท
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 2 
 
 ความรู้ความสามารถมากนี่สิ ..น่ากลัว..วิธีการฉกสมบัติชาติ เข้าพกเข้าห่อของตัวเอง กับพรรคพวก จะแค่ไหน ตัวอย่างในอดีต มีให้เห็น..ทำไมไม่หาคนที่ซื่อสัตย์ และทำเพื่อส่วนรวม...บอกได้คำเดียวว่า.....หนาว....
แล้วแต่กรรมแต่เวร..
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 1 
 
 กรูอยากจะระเบิดโรงไฟฟ้า เสาไฟฟ้าทิ้งให้หมด ดูซิมันยังอยากแปรรูปอยู่มั๊ย อยากได้ให้สร้างเอง
รัฐบาลเหื้ย
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2008, 16:14:39 PM »

ถกใบแดงยุทธตู้เย็น 19 ก.พ. หมักขู่ยุบพรรคกลับสู่กลียุค
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 16 กุมภาพันธ์ 2551 02:31 น.
 
 
 
กกต.เตรียมนำสำนวนใบแดง "ยุทธ ตู้เย็น"เข้าสู่การพิจารณา 19 ก.พ. มั่นใจสรุปความเห็นส่งศาลฎีกาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้ ยันอนุฯสอบสวนมีสิทธิ์ให้ข่าว ไม่มีสำนวนรั่ว ด้านกำนันเชียงราย บุก กกต. แจงไม่เคยรับเงิน 2 หมื่นจาก"ทั่นยุทธ" แถมเอ่ยปากขอโทษที่ทำให้เสื่อมเสีย "สดศรี"โวย อนุฯออกข่าวบีบกกต. "หมัก" บอกเรื่องนี้สุดแต่เวรแต่กรรม หากถึงขั้นยุบพรรค ก็ต้องอาวสาน บ้านเมืองอาจกลับเข้าสู่กลียุค
       
       เมื่อวานนี้ (15ก.พ.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. กล่าวถึง กรณีคณะอนุกรรมการสอบกรณีทุจริตเชียงราย สรุปผลว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ว่า ทราบว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนอยู่ระหว่างการเขียนรายงานสำนวนเพื่อส่งให้กกต.พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยที่ประชุม กกต.อาจบรรจุวาระให้พิจารณาในช่วงบ่าย วันที่ 19 ก.พ.นี้ เบื้องต้น กกต.อาจต้องฟังคณะกรรมการสอบสวนก่อน เพราะยังไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถพิจารณาเสร็จภายในวันเดียว แต่คาดว่าจะเสร็จทันภายในเดือน ก.พ.นี้
       
       ทั้งนี้ กกต.คงจะไม่สอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกแล้ว เพราะได้ให้เวลาคณะอนุกรรมการสอบสวนมานานแล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ก็ได้มาให้การด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการนำพยานหลายปากมาสอบสวนเพิ่มเติมในชั้นสอบสวน ดังนั้น คิดว่า พยานคงหมดแล้ว และเหลือเพียงการพิจารณาในชั้นกกต.เท่านั้น หาก กกต.เห็นว่า สำนวนไม่มีมูล เรื่องก็จบ แต่หากมีมูล ก็จะส่งให้ศาลฎีกาต่อไป
       
       ที่ผ่านมาสำนวนที่ กกต.พิจารณาให้ใบแดง ก็จะส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อศาลรับเรื่องแล้ว นายยงยุทธ ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ทันที ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว กกต. แค่พิจารณาเพียงความผิดส่วนบุคคล ยังไม่พิจารณาในขั้นยุบพรรคพลังประชาชน เพราะต้องรอศาลฎีกาก่อน
       
       "กกต.ไม่ได้หนักใจเรื่องตำแหน่งของนายยงยุทธ ที่เป็นประธานสภาฯ เพราะเราต้องพิจารณาให้รอบคอบ หลักฐานต้องมีครบ และชี้ชัดว่า มีมูลหรือไม่" นายประพันธ์ กล่าว
       
       **ชี้อนุฯสอบสวนมีสิทธิ์ให้ข่าว
       
       นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า หากได้รับสำนวนเรื่องนี้ ก็จะเร่งนำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาทันที ในวันอังคารที่ 19 ก.พ. นี้
       
       "เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เราต้องทำโดยรอบคอบ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า จะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไร เราต้องให้ที่ประชุมพิจารณา แต่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้าแน่นอน และคงไม่ต้องเชิญ นายยงยุทธมาสอบเพิ่มเติม เนื่องจากได้คณะกรรมการได้สอบสวนอย่างรอบคอบแล้ว"
       
       ส่วนที่นายยงยุทธ บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการจัดฉากนั้น ตนคิดว่า เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว นายอภิชาต กล่าวว่า การที่มีข่าวนี้ออกมาก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องสำนวนรั่ว เพราะประธานคณะอนุกรรมการ มีสิทธิ์ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนได้ แต่ก็มีเสียงบ่นจากอนุฯ สอบสวนบางคน บอกว่าไม่ควรปรากฏออกมา เพราะจะเป็นการกดดัน กกต. อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าไม่เป็นการกดดัน เพราะเราทำหน้าที่เหมือนศาลสูง สามารถตัดสินเรื่องดังกล่าวได้เอง เราไม่ได้กังวลในเรื่องนี้
       
       เมื่อถามว่า หากมีการให้ใบแดง จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อสอบยุบพรรคหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า ยังไม่มีแนวคิดจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมายุบพรรคพลังประชาชน เพราะที่ผ่านมาเราก็จะวินิจฉัยก่อนว่า ตัวบุคคลมีความผิด จากนั้นก็ต้องดูว่าการกระทำผิดมีผลกระทบไปถึงพรรคหรือไม่
       
       นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วมกล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงในเรื่องบรรยากาศทางการเมืองจะเกิดความวุ่นวาย หากเรื่องบานปลายถึงขั้นยุบพรรค ว่า เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. เพราะกกต.มีหน้าที่พิจารณาสำนวนร้องคัดค้าน ส่วนฝ่ายการเมืองก็มีหน้าที่ทำงานของฝ่ายการเมืองไป รัฐก็ทำงานของรัฐ ฝ่ายตรวจสอบก็ทำงานไป เพราะฉะนั้นกกต.ก็ต้องทำงานของกกต.ต่อไป ดังนั้นบรรยากาศของการเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวกับกกต.
       
       **"สดศรี"โวยออกข่าวบีบกกต.
       
       ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านบริหารพรรคการเมือง กล่าวว่า รู้สึกอึดอัดต่อการวินิจฉัยคำร้องคัดค้านดังกล่าวต่อไปของกกต. เพราะเมื่อข่าวออกสู่สาธารณะแล้วจะทำให้เกิดการวิ่งเต้นต่อกระบวนการวินิจฉัย และ กกต. ก็จะถูกสังคมเพ่งเล็งให้ต้องทำตามผลการวินิจฉัย อนุกรรมการฯ ซึ่งหาก กกต.ไม่ทำตามมตินั้น ก็จะถูกกล่าวหาว่า เข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากนั้นการเปิดเผยดังกล่าวก็อาจจะเป็นการข่มขู่ผู้ที่ได้รับผลจากการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ ด้วย
       
       "วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ ก็คิดว่า ตายแล้ว ข่าวเป็นตุเป็นตะว่า มีมติอย่างนั้น ถ้านายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์อย่างนั้นจริง ทั้งที่เป็นตุลาการเก่า ก็เป็นเรื่องไม่สมควร น่าจะรู้มารยาทการทำงานดี ว่าถ้าอนุกรรมการฯ เปิดเผยผลก่อน จะเป็นการกดดันข่มขู่ผู้ที่ได้รับผลจากการวินิจฉัยของอนุกรรมการฯ แล้วตอนที่อนุฯ ชุดสอบเอกสารลับ ก็มีการเปิดเผยกันใหญ่ ว่าใครลงมติอย่างไร เราเห็นแล้วรู้สึกตกใจว่าข่าวออกมาได้อย่างไร ถ้าอนุกรรมการฯทุกชุดเปิดเผยก่อน กกต. อย่างนี้ก็ตายกันเลย แสดงว่าอนุกรรมการฯ มีอำนาจมากกว่า กกต. เพราะเปิดเผยผลการพิจารณาได้ตั้งแต่สำนวนยังไม่ถึง กกต. ถ้าอย่างนั้นกกต. ก็ควรมีมติให้อนุกรรมการฯ วินิจฉัยและลงมติแทน กกต.ไปเลยเอาไหม ถ้ากกต. ต้องลงมติตามที่อนุกรรมการฯสรุปก็เท่ากับเป็นการถูกบงการ แต่ถ้าไม่ทำตาม ก็จะถูกหาว่า กกต.ไปกินเงินใคร จึงขอให้อนุกรรมการฯ อย่าเพิ่งพูดอะไร จนกว่า กกต.จะลงมติเสียก่อน ถ้าพูดออกมาจะทำให้คนมาวิ่งเต้นกับเรา เราถือว่าเรายึดมั่นจรรยาบรรณตุลาการมาตลอด ส่วนสำนวนอื่นก็ไม่เคยมีใครทำอย่างนี้ แล้วนี่ยิ่งสำนวนระดับประธานสภา ยิ่งต้องปิดเป็นความลับ การที่อนุกรรมการฯ เปิดเผย ยิ่งเป็นตัวเร่งให้สังคม,มองกกต.อีกทาง
       
       นางสดศรี ยังกล่าวอีกว่า กล่าวว่า จะเสนอให้มีการตั้งกรรมการสอบอนุกรรมการชุดที่มีนายสุวิทย์ เป็นประธาน เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า ใครเป็นผู้เปิดเผยผลการวินิจฉัย เพราะข้อห้ามของตุลาการต้องไม่เปิดเผยความลับของทางราชการ ซึ่งเท่าที่ตนทราบตอนนี้สำนวนยังไม่เสร็จ และยังไม่พิมพ์ด้วยซ้ำ และถ้าสำนวนพิมพ์เสร็จแล้วก็ต้องส่งมาที่เลขาธิการกกต.ก่อน นำเข้าที่ประชุมกกต.
       
       **10 กำนันเชียงรายปฏิเสธรับเงิน"ทั่นยุทธ"
       
       เวลา 16.00 น. วันเดียวกันนี้ กำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.แม่จัน อ.เชียงราย จำนวน 9 คน ในนามชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.แม่จัน ซึ่งเคยให้ปากคำในสำนวนคดีทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ของนายยงยุทธ ได้เดินทางมาชี้แจงกับผู้สื่อข่าวที่ กกต. ถึงกรณีที่มีข่าวระบุว่า กำนันทั้ง10 คน ให้การยอมรับว่า ได้รับเงินจาก นายยงยุทธ โดยนายอดิศร เรือนคำ กำนัน ต.ศรีคำ อ.แม่จัน กล่าวว่า จากที่ได้เห็นข่าวหนังสือพิมพ์ ระบุว่าบรรดากำนันทั้ง 10 คน ได้ให้ปากคำต่อ คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน โดยยอมรับว่าได้รับเงินจากนายยงยุทธ จำนวน 2 หมื่นบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน เราทั้ง 10 คน ขอปฏิเสธว่า ไม่เคยได้รับเงินจากนายยงยุทธ และไม่เคยให้ปากคำกับทางคณะกรรมการสอบสวนชุดใดๆ ของกกต.ทั้งสิ้น ว่าได้รับเงิน
       
       " ข่าวดังกล่าวที่ออกมาทำให้พวกผมไม่สบายใจ เพราะชาวบ้านก็แสดงความไม่พอใจพวกผมว่าทำไมต้องมารับเงินที่กรุงเทพฯ ซึ่งนำความเสื่อมเสียมายังพวกผม และอยากขอโทษ นายยงยุทธ ผ่านสื่อด้วย ที่มีข่าวออกมาเช่นนี้ทำให้นายยงยุทธ ต้องเสื่อมเสีย"
       
       สำหรับกำนันทั้ง 9 คนที่เดินทางประกอบด้วย นายอดิศร เรือนคำ นายจรินทร์ วงศ์ธานี นายประสิทธิ์ จินดาธรรม นายสมบูรณ์ อรินต๊ะทราย นายดวงแสง มูลกาศ นายชด บุตรทา นายพรชาติ สุวรรณรัตน์ นายพัฒน์ ก้างออนตา และนายบุญธรรม คำคะ
       
       **"หมัก"ปลงบอกสุดแต่เวรกรรม
       
       นายสมัคร สุนทรเวช กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ก็สุดแต่เวรแต่กรรม แต่เรื่องยังอยู่อีกหลายขั้นตอน และถึงแม้ว่ายังอีกไกล แต่เราก็ไม่ประมาท ตนได้ฟังข่าวจากทีวีเมื่อเช้า พิธีกรได้ให้ข้อคิดเห็นที่ดี โดยยกกรณีเอกสารลับมาเปรียบเทียบ ซึ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบแล้วยืนยันว่าผิด แต่พอส่งเรื่องมาถึง กกต.ชุดใหญ่พิจารณาแล้วบอกว่า ไม่ผิด ซึ่งเรื่องนี้แม้จะต่างกัน แต่ก็มีเค้าความเป็นไปได้
       
       เมื่อถามว่า หากคดีนี้โยงใยไปถึงขั้นยุบพรรค จะเตรียมรับมืออย่างไร นายสมัคร กล่าวว่า "ถ้าถึงตรงนั้น มันก็ถึงกาลอวสาน ผมก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร มันทำอะไรไม่ได้หรอก ซึ่งเขาก็มีกรรมวิธีอยู่ คือต้องไปหาพรรคอื่น ตั้งพรรคใหม่ การยุบพรรคคือ ยุบแต่ชื่อพรรคเฉยๆ เพียงแต่กรรมการบริหารโดนฆ่าตายไปด้วยตามระเบียบ นอกนั้นคนส่วนใหญ่ยังอยู่ ก็คงปั่นป่วนกันไปพักหนึ่ง ถ้าถึงขนาดนั้น"
       
       เมื่อถามว่า เท่าที่ได้หารือกับนายยงยุทธ ดูเหมือนจะมั่นใจว่า นายยงยุทธไม่ผิด นายสมัคร กล่าวว่า "ผมจะบอกให้ฟังว่า ผมเป็นคนพรรคพลังประชาชน เริ่มมาเกี่ยวข้องกับเขาตั้งแต่เดือน ก.ค. นายยงยุทธ กลับจากต่างประเทศก็เจอกัน ก็เล่าให้ฟังแล้วว่าอาการมันแย่ ทางเหนือ อีสาน ก็เล่าให้ฟัง เขามีการเตรียมการจะถล่ม รู้ล่วงหน้าตั้งหลายเดือน อย่างเรื่องของนายยงยุทธ เตรียมการจะจัดการกันไว้ล่วงหน้า 5 เดือน จะเอาให้ได้ ถ้ารู้จักกันมา 5 เดือน รู้หัวรู้หาง ก็ต้องเชื่อกันไว้ ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่เสียรังวัด ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วไม่เป็นอย่างที่ว่าก็ไม่เป็นไร ไม่ใช้เพราะพวกพ้อง ผมเชื่อด้วยเหตุผลว่า มันมีเค้าอย่างนั้น ผมไม่ใช่หมอดู ไม่ใช่ กกต. และไม่ได้เป็นอนุกรรมการฯ ผมเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด"
       
       เมื่อถามว่า เมื่อรู้ว่านายยงยุทธ กำลังแย่ เหตุใดพรรคจึงยังส่งไปเป็นประธานสภาฯ นายสมัครกล่าวว่า เพราะแน่ใจว่าคนอย่างนายยงยุทธ จะทำประโยชน์ให้พรรค ให้บ้านเมืองได้ เราแน่ใจว่า เขาทำงานได้ คัดเลือกกันแล้ว ไม่เป็นปัญหาเรื่องอย่างนี้ ระบบของการเมืองมันสร้างไว้อย่างนี้ บางอย่างมีคนคาดว่าจะเป็น แต่ก็ไม่เป็น มีคนคาดว่าพลังประชาชนจะโดนใบเหลืองใบแดง 60 ใบ ก็ไม่เป็นอย่างนั้น มีแค่ 18+4 มากกว่าคนอื่นหน่อย
       
       **ขู่ยุบ พปช.กลับสู่กลียุค
       
       เมื่อถามว่า อยากให้การตัดสินออกมาแล้วเกิดความสมานฉันท์ นายสมัคร กล่าวว่า พูดอย่างนั้นไม่ได้ ไม่มีเหตุผล เมื่อถามว่า การให้เป็นประธานสภา เพื่อเอาตำแหน่งมาค้ำนายยงยุทธไว้ นายสมัคร กล่าวว่า พูดอย่างนั้นได้อย่างไร ขายหน้าเขา การเมืองมันกำหนดเกณฑ์ไว้อย่างนี้ เหมือนอย่างที่เขากำหนดว่า ทำไมจะต้องส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน ใครไม่โดนแบบนี้บ้างไม่รู้สึก เขากำหนดเส้นทางเดิน เราก็เดินไป บ้านเมืองมาได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว ถ้าเวรกรรมกรรมของบ้านเมืองยังมี จะต้องกลับไปสู่กลียุคอีก ก็ให้เป็นไปตามนั้น
       
       **"ยุทธ์ตู้เย็น"ออกแถลงการณ์แก้ตัว
       
       ด้านนายยงยุทธ์ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยให้ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานชี้แจงคดีข้อกล่าวหาของนายยงยุทธ เป็นผู้ออกมาแถลงข่าว ซึ่งเนื้อหาของแถลงการณ์ ก็ยังคงยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการจัดฉาก โดยมี นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ เป็นนกต่อ ชักจูงกำนันเหล่านั้นมา นอกจากนี้ยังเห็นว่า การให้ข่าวของอนุฯ สอบสวน เป็นการวางแผนเพื่อกดดันกกต. ให้ตัดสินไปตามที่คนกลุ่มนี้ต้องการ และในวันที่ 18 ก.พ. ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล นายยงยุทธ จะยังคงขึ้นทำหน้าที่ประธานสภาตามปกติ

 ฟฟฟฟ

เดอะเน็กเจเนอเรชั่น.....ย่างก้าวสู่การสืบทอดแบบศักดินายุคดิจิตอลในระบอบทุนนายหน้าประชาธิปไตยสามานย์ใหม่...ฮิฮิ


 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2008, 11:38:35 AM »

บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 07:47:25 AM »

นายกฯ ยึดสื่อรัฐป้ายสี "มือที่มองไม่เห็น" หวังโค่นเก้าอี้-ทำลายพรรคพลังประชาชน ลั่น "ไอ้พวกนี้เล่นไม่จบ-ยังเอากันอยู่" มีพยานบอกคอยสั่งการหน่วยราชการ-แทรกแซง กกต.


ขู่กลางอากาศระวังตัวให้ดีไม่รอด  คราวนี้ได้ตัวโดนเอาคืนแน่!  "หมัก" เล่นเป็นยกก้น  กกต.ทำงานดีสุดยอด บอกข่าวใบแดงไม่จริง  แต่ลับหลังเอาข่าวลึกไปบอกลูกพรรค  "ยุทธ" ไม่โดนแดง ทั่นประธานฯ มีสิทธิ์รอดหลัง  "ประพันธ์"  แบะท่า 5 กกต.ไม่จำเป็นต้องยึดผลสอบอนุกรรมการฯ  "สิงห์เหลิม"  ฮุบสองรัฐวิสาหกิจกินรวบไฟฟ้า  ไม่พลิกเด็กวัฒนาคว้า  มท.3  ได้กรมที่ดิน พปช.เปิดศึกเพื่อแผ่นดินอัดยับดัน "ชนม์สวัสดิ์" นั่งเลขาฯ ทั้งที่โดนคดีโกงเลือกตั้ง

"มือที่มองไม่เห็น"  ได้กลายเป็นคำกล่าวขานที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงอย่างเป็นทางการผ่านสื่อสาธารณะ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง  11  กรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ในรายการ  "สนทนาประสาสมัคร"  ว่าเป็นพวกที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ   โดยเฉพาะ กกต.ในคดีทุจริตการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย  ที่นายยงยุทธ  ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กำลังถูก กกต.พิจารณาว่าจะเอาผิดหรือไม่ในสัปดาห์นี้

หัวหน้าพรรคพลังประชาชนกล่าวอ้างว่า   คดีของนายยงยุทธได้มีการออกข่าวกันเอิกเกริกว่า อนุกรรมการ กกต.(นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) เป็นประธานและได้ตัดสินให้ใบแดงนายยงยุทธ  ติยะไพรัช   มีการโยนลูกกันทั้งเมืองตั้งแต่นางสดศรี  สัตยธรรม  จะตั้งกรรมการสอบข่าวที่เกิดขึ้น  ทั้งที่อนุกรรมการฯ ยังไม่ได้บอกว่าผลสรุปการสอบสวนเป็นเช่นใด   เรื่องนี้มันมีวิธีการที่จะทำลายล้างกัน  ทำลายล้างกับรัฐบาลนี้  กับพรรคพลังประชาชน ก็เอาเรื่องนี้มาเล่น ทำเหมือนกับข่าวรั่ว ปล่อยข่าวออกมาให้แล้วใบแดงวิจารณ์กันทั้งบ้านทั้งเมือง  ดีที่นายยงยุทธเป็นมวยหลักตั้งหลักได้ทัน ข่าวออกมาว่าหน้าถอดสี  โธ่! ทำไมไม่เอากล้องไปด้วย ถ่ายให้ดูหน่อยสิว่าหน้าถอดสีเป็นอย่างไร หน้าเข้มและหน้าซีดเป็นอย่างไร ไม่ถอดสีหรอก  มีคนเอาข่าวพรรค์อย่างนี้มาทำสกปรก ให้มันเสียหาย เสียหายแก่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกข่าวอย่างนี้เพื่อต้องการกระทบกับ กกต.

"เลือกตั้งเสร็จ  ทั่วโลกก็ชมเชยว่าประเทศไทยเลือกตั้งดี  ก็เพราะ กกต.เขาทำงาน มีคนไปแทรกแซง กกต.อยู่ข้างหลัง ผมแสดงให้เห็นเลยว่ามีจริงไหม และลาออกไปจริงไหม เข้ามาจริงไหม คนเข้ามาแล้วไม่ได้ใช้เงินจริงไหม   จริงทั้งนั้นครับ  แต่พวกเสนอข่าวไม่ชอบเสนอความจริงตรงนั้น ไม่เสนอครับ กกต.ชุดนี้ได้ทำคุณให้บ้านเมืองนี้ คือมีการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ใครจะขอมาแทรกมาแซงต่างๆ  ไม่มีข่าวอื้อฉาว  ไอ้พวกเล่นไม่จบนะครับ  ยังมีนะครับ  หัวหน้าหน่วยงานได้ส่งคนออกไป  ยังตามไปขู่ไปเข็น  ยังทำอยู่ครับ มือที่มองไม่เห็นยังดำเนินการอยู่ แต่ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของผมเองครับ ไม่เลิกครับ   มีรัฐบาลแล้วจนถึงบัดนี้ยังไม่เลิก   ไม่เลิกเรื่องไหนครับ  เรื่องรังควานเรื่องการเลือกตั้ง ยังดำเนินการอยู่ เอาละ-ใครเป็นหัวโจกดำเนินการ คุณก็ระมัดระวังตัวคุณให้ดีแล้วกัน ต่อไปนี้ต้องใช้มาตรการถามว่า  คุณทำทำไม คุณจะเอาอะไร คุณต้องการจะทำลายล้างพรรคการเมืองนี้  ใครสั่งต้องได้ตัวแน่นอนครับไม่มีปัญหา ต่อไปนี้ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ทำอะไรให้ขุ่นมัวนะครับ แต่ถ้าไม่พูดให้รู้อย่างนี้  ไม่เลิกครับยังไม่เลิก  ยังเอากันอยู่ ยังพยายามกันอยู่ ผมไม่อยากจะพูดแล้วไอ้มือที่มองไม่เห็นเนี่ย  ต้องได้ตัวแน่นอนไม่มีปัญหา   ถ้าไม่พูดให้รู้เสียอย่างนี่ไม่เลิกครับ ยังไม่เลิก ยังเอากันอยู่ ยังเอากันอยู่ ยังสั่งกันอยู่ ผมนะไม่อยากจะพูดแล้วไอ้มือที่มองไม่เห็น แล้วจะต้องพูดให้รู้ซะ เพราะว่ายังดำเนินการอยู่" นายสมัครระบุ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า  เขาได้รับรายงานจากต่างจังหวัดว่าความสกปรกยังแพร่ไปข่มขู่อยู่ ไม่น่าเชื่อทั้งๆ  ที่มีรัฐบาลแล้ว คณะอนุกรรมการฯ ก็โดนคนทำสกปรกเพื่อให้ กกต. 5 คนเดือดร้อนอีก เสียหายถ้ามันไม่มีอะไรก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ มันจะออกหัวออกก้อยก็ตามธรรมชาติ

'หมัก' เตือนลูกพรรคอย่าประมาท

หลังเสร็จสิ้นการออกรายการ  นายสมัคร สุนทรเวช ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการถึงเรื่อง "มือที่มองไม่เห็น" อีกครั้งว่ามีการไปรังควานราษฎร  จะไปหาหลักฐานมาเอาใบเหลืองเพิ่มเติมให้ได้  เมื่อถามว่าถือเป็นการยั่วยุให้นายสมัครตบะแตกหรือไม่  นายสมัครกล่าวปฏิเสธว่าไม่หรอก นี่เป็นข่าววงใน แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นกลุ่มไหนเดี๋ยวจะเสียหาย

เมื่อถามว่าจะเอาบุคคลดังกล่าวมาลงโทษได้หรือไม่  นายสมัครกล่าวว่าก็ต้องเก็บหลักฐานมา มันทำผิดนี่   อย่างนี้ไม่ถูกต้องข่มขู่ราษฎร  เมื่อถามอีกว่านาทีนี้ยังยืนยันหรือไม่ว่ามีคนพยายามทำลายพรรคพลังประชาชน นายสมัครกล่าวว่าแน่นอน และกลุ่มคนดังกล่าวพยายามดำเนินการอยู่ ถามว่าใครสั่งให้มันเป็นมือที่มองไม่เห็น  มีคนปฏิบัติการแต่มันหาคนสั่งไม่ได้ว่าใครมันสั่ง และทำไมต้องยอมรับคำสั่งอยู่ ขอยืนยันว่ามือที่มองไม่เห็นมีเป้าหมายทางการเมืองโดยตรง   มันอยู่ที่ราษฎรที่จะมาให้ปากคำ เพราะราษฎรเขาได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้ เขาไปร้องทุกข์มา แล้วจะจะมาพูดได้อย่างไร

ต่อมานายสมัครได้เดินทางไปร่วมประชุมพรรคพลังประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล   โดย ร.ท.กุเทพ  ใสกระจ่าง โฆษกพรรค แถลงผลการประชุมว่ากรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เรื่องนี้นายสมัครย้ำกับที่ประชุมว่าไม่มีข่าวรั่ว แต่เป็นการปล่อยข่าวที่มีเจตนาดักทางให้เกิดความเสียหายกับพรรค   หาก กกต.ไม่ตัดสินใจแบบที่มีข่าวออกมานั้น  ก็จะมีการกล่าวหาตามมาว่ามีการให้สินบนหรือแทรกแซง กกต.  พรรครู้ว่ามีความพยายามแบบนี้   แต่นายสมัครขอให้ ส.ส.ของพรรคอย่าร้อนใจ ทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า  ทำไมนายสมัครมั่นใจว่าข้อมูลไม่ได้รั่วจากอนุกรรมการสอบสวน กกต.  ร.ท.กุเทพกล่าวว่า    นายสมัครยืนยันว่านายสุวิทย์   ธีรพงษ์  ประธานอนุกรรมการสอบสวน กกต. ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องชอบธรรมและไม่มีการปล่อยข่าว  ข่าวที่รั่วไปนั้นฝ่ายที่โดนกล่าวหาก็ต้องตรวจสอบ  ข่าวแบบนี้มันเคยเกิดในบางยุคบางสมัยเพื่อเป็นตัวนำทางให้เกิดผลทางการเมืองที่ต้องการ  เช่น  การยุบพรรคไทยรักไทย ก็เคยมีข่าวแบบนี้ปล่อยออกมา โดยกรรมการและนักการเมืองบางคนนำข่าวออกมา และในครั้งนี้ก็น่าจะมีการทำแบบนั้นหากผลการตัดสินของ  กกต.ไม่เป็นไปตามข่าว  ก็จะกล่าวหาว่ามีการเข้าไปแทรกแซงการทำงาน  กกต. และคนที่ดำเนินการหวังให้เกิดทิศทางและผลเสียแบบนั้นกับพลังประชาชน

"นายสมัครบอกว่า การกระทำของบางฝ่ายที่จะสกัดกั้นรัฐบาลและพรรคยังมีอยู่  แต่พยายามสกัดกั้นหยุดยั้งไม่ให้การกระทำเช่นนั้นเกิดขึ้น   แต่ต้องใช้เวลาสักระยะ  แต่ ส.ส.อย่าหลงระเริงและประมาท ต้องระวังตัวทุกก้าวย่างทางการเมือง   นายสมัครยกคำกล่าวของปราชญ์ชาวจีนคนหนึ่งว่า   ต้นข้าวที่ไม่มีรวงหรือเมล็ดมักจะชูสูง  แต่ต้นข้าวที่มีรวงมากจะโน้มต่ำลง เป็นการให้คติกับ ส.ส.ว่าอำนาจที่ได้มาก็ไปรับใช้ประชาชน  ไม่ใช่อวดเบ่ง  หัวหน้าพรรคบอกว่าวันนี้มันมีขวากหนามอีกมาก  มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในขณะที่ก้าวเดินต้องระวัง" ร.ท.กุเทพกล่าว

กกต.แบะท่าปล่อยผี 'ยุทธ'

นายประพันธ์  นัยโกวิท กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าคดีนี้อาจนำเข้าที่ประชุม  กกต.ในช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 19  ก.พ. ส่วนการพิจารณาของ กกต.จะเสร็จภายในวันเดียวหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่ามีความละเอียดแค่ไหน ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แต่หากสำนวนไม่ละเอียดก็ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาออกไป  กกต.จะพิจารณาอย่างรอบคอบไม่ทำตามกระแส แต่ถ้าหลักฐานอ่อนเราก็ยกสำนวน  แต่หากหลักฐานมีมูลเราก็ต้องยื่นเรื่องให้ศาล  ในส่วนของความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ก็รับฟัง แต่ไม่ต้องเห็นตามทุกเรื่องก็ได้  แม้ส่วนใหญ่  กกต.จะเห็นเช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการฯ ก็ตาม  ทั้งนี้  คาดว่าจะพิจารณาเรื่องสำนวนของนายยงยุทธให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะไม่อยากให้เรื่องค้างคา และอยากให้  ส.ส.ที่มีปัญหาได้มีเวลาไปสู้คดีในชั้นศาล  ในส่วนของนายยงยุทธที่เป็นประธานสภาฯ  หากได้ใบแดงเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่   ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมายไม่มีอะไรมากดดัน   การพิจารณาทุกครั้งเป็นไปอย่างรอบคอบและไม่ตามกระแสการเมือง ยอมรับว่าคดีต่างๆ ที่มีประชาชนให้ความสนใจเยอะ กกต.ก็กดดันเป็นเรื่องธรรมดา

นายสุริยะใส  กตะศิลา  เลขาธิการ ครป.กล่าวถึงกรณีที่นายสมัครกล่าวในรายการ พูดจาประสาสมัคร ถึงเรื่องมือที่มองไม่เห็น ว่าเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่พยายามปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับข้อบกพร่องตัวเอง และมักโยนความผิดให้คนอื่นรับผิดชอบแทน  และสะท้อนปัญหาภาวะความเป็นผู้นำ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพูดให้ชัดเจนว่ามือที่มองไม่เห็นเป็นใคร  และหากทำผิดกฎหมาย  รัฐบาลก็ต้องดำเนินการจัดการตามกฎหมาย  อย่าพยายามสร้างความสับสนให้กับประชาชน เมื่อพรรคพลังประชาชนได้อำนาจและได้โอกาสจากสังคมให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล   ก็ควรเร่งพิสูจน์ผลงานและความตั้งใจให้เป็นที่ประจักษ์   นายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่า ปัญหาความตะกุกตะกักในการทำงานของรัฐบาลในขณะนี้ เป็นปัญหาที่เกิดจากภายในพรรคพลังประชาชนเอง    โดยเฉพาะการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ไม่ใช่ปัญหาจากคนนอกพรรค เพราะทุกฝ่ายยอมรับการเลือกตั้งและให้โอกาสรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่

นอกจากเรื่อง "มือที่มองไม่เห็น" แล้ว  นายสมัครยังได้กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ถึงเรื่องที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะดึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองบางคน มาร่วมเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ไม่ใช่ต้นตอของข่าว แต่ถูกยุใส่ปาก แบบนี้เขาเรียกว่าเต้า-เสียหาย จะไปเอา 111 คนมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นไปไม่ได้ ไม่เห็นด้วย

พปช.อัด พผ.ดัน "ชนม์สวัสดิ์"

สำหรับความคืบหน้าการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งการเมือง ในเก้าอี้เลขานุการรัฐมนตรี,  ที่ปรึกษารัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการแก่งแย่งกันภายในพรรคพลังประชาชนอย่างรุนแรงนั้น

นายนพดล   ปัทมะ  รมว.การต่างประเทศและรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังการประชุมพรรคว่า   มั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้เกิดความแตกแยกกันภายในพรรค พรรคต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นหลัก เน้นงานมากกว่าตำแหน่ง   เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการเสนอคนของกลุ่มตัวเองเข้าไปรับตำแหน่ง แต่สุดท้ายต้องเป็นมติพรรคและมติ ครม.

อย่างไรก็ดี นายประชา   ประสพดี  ส.ส.สมุทรปราการ  พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มพังพอนปากน้ำ    กล่าวโต้ว่า หากมีการแต่งตั้งนายชนม์สวัสดิ์   อัศวเหม  อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสมุทรปราการ บุตรชายนายวัฒนา   อัศวเหม   ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย (มท.3) ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ เพราะจะถูกกระแสสังคมจับตามอง เนื่องจากที่ผ่านมานายชนม์สวัสดิ์ยังมีเรื่องคดีความโกงเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา  รวมถึงเรื่องส่วนตัวที่มีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยควรคำนึงถึงความเหมาะสมเพราะเป็นกระทรวงใหญ่ ควรหาคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมมาทำหน้าที่ ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชาชนเองยังยอมสละในบางตำแหน่งที่จะไม่ให้เกิดกระสังคมต่อต้าน  แต่พรรคเพื่อแผ่นกลับสวนกระแส  ซึ่งตนอยากถามว่าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ละอายใจบ้างหรือ เกรงว่าผลเสียจะตกอยู่กับตัวรัฐมนตรีและรัฐบาล

'เหลิม' ฮุบไฟฟ้า-เด็กวัฒนาได้กรมที่ดิน

ม.ล.ปนัดดา   ดิศกุล   โฆษกกระทรวงมหาดไทย  เปิดเผยว่า ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งมอบหมายงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งและปฏิบัติราชการแล้ว โดย ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สั่งราชการ   สำนักงานรัฐมนตรีฯ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง  เรื่องที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีและการบริหารงานบุคคล 2.นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย  (มท.2)  สั่งและปฏิบัติราชการแทน  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน  กรมโยธาธิการและผังเมือง   การประปาส่วนภูมิภาค 3.นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ (มท.3) สั่งและปฏิบัติราชการแทน กรมที่ดิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง องค์การตลาด

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้รับผิดชอบหน่วยงานสำคัญของกระทรวงมหาดไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยที่มากถึง 2 แห่ง คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง   นอกเหนือจากที่รับผิดชอบกรมการปกครองฯ และกรุงเทพมหานคร   ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ มท.1 จะดูแลหน่วยงานทั้งคู่

ขณะที่นายสิทธิชัย  ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจากพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีนายวัฒนา อัศวเหม   ประธานพรรคเพื่อแผ่นดินและอดีต รมช.มหาดไทยหลายสมัย เป็นนายทุนคนสำคัญของพรรค และขณะนี้มีปัญหาตกเป็นจำเลยในคดีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ในการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   ปรากฏว่านายสิทธิชัยได้รับผิดชอบกรมที่ดินตามความคาดหมายของหลายฝาย รวมทั้งยังน่าจับตาด้วยว่า นายสิทธิชัยกำลังจะเสนอชื่อนายชนม์สวัสดิ์  อัศวเหม บุตรชายนายวัฒนา ให้มาเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ช่วย มท.3) ด้วย.

qqqqq


นายประพันธ์  นัยโกวิท กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าคดีนี้อาจนำเข้าที่ประชุม  กกต.ในช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 19  ก.พ. ส่วนการพิจารณาของ กกต.จะเสร็จภายในวันเดียวหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่ามีความละเอียดแค่ไหน ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แต่หากสำนวนไม่ละเอียดก็ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาออกไป  กกต.จะพิจารณาอย่างรอบคอบไม่ทำตามกระแส แต่ถ้าหลักฐานอ่อนเราก็ยกสำนวน  แต่หากหลักฐานมีมูลเราก็ต้องยื่นเรื่องให้ศาล  ในส่วนของความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ก็รับฟัง แต่ไม่ต้องเห็นตามทุกเรื่องก็ได้  แม้ส่วนใหญ่  กกต.จะเห็นเช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการฯ ก็ตาม  ทั้งนี้  คาดว่าจะพิจารณาเรื่องสำนวนของนายยงยุทธให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะไม่อยากให้เรื่องค้างคา และอยากให้  ส.ส.ที่มีปัญหาได้มีเวลาไปสู้คดีในชั้นศาล  ในส่วนของนายยงยุทธที่เป็นประธานสภาฯ  หากได้ใบแดงเมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่   ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมายไม่มีอะไรมากดดัน   การพิจารณาทุกครั้งเป็นไปอย่างรอบคอบและไม่ตามกระแสการเมือง ยอมรับว่าคดีต่างๆ ที่มีประชาชนให้ความสนใจเยอะ กกต.ก็กดดันเป็นเรื่องธรรมดา

aaaaa


กกต. ชุดนี้..ชัว.....อย่าลืมใส่ไม้เอกนะ.....กว่าทุกชุด

และรัดทะบานชุดนี้...ก็ ชัวว่าชั่วและอัปลักษณ์กว่าทุกชุด เท่าที่ประเทดนี้เคยมีรัดทะบานมา.......สมเป็นรัดทะบานที่เข้ามาด้วยพลังประชาชั่วอีหลี.....หากไม่มีเงินชั่วๆ (เงินของทุนนายหน้า......) ประเทดนี้จะมีรัดทะบานที่อัปลักษณ์ชั่วช้าสามานย์อย่างถึงขนาดอย่างนี้ไหมโนะ......และถ้าไม่มีทิดสะดีสามานย์...."ทุนก้าวหน้าดีกว่าศักดินาล้าหลัง"  ประเทศนี้คงไม่มีสภาพที่สุดทุเรศทุรังกาทางการเมืองอย่างนี้......ว่ามะ?
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 14:06:45 PM »

“ทักษิณ”บินตีกอล์ฟ “ฮุนเซน”วันเดียวกับสมัครเยือนเขมร
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2551 08:33 น.
 
 
       จับตา “แม้ว” บินตีกอล์ฟ “ฮุนเซน” วันเดียวกับ “สมัคร” เยือนกัมพูชา 3 มี.ค. เชื่อจ่อกลับไทย ขณะที่ “แก๊งคนรักทักษิณ” เชียงราย-เชียงใหม่ เคลื่อนไหวคักคัก จัดงาน “วันคิดถึงทักษิณ” 23 ก.พ.นี้ ที่สวนตุงฯ พร้อมขายและแจกเสื้อชมรมฯ นัดใส่พร้อมกันวันรับ “ทักษิณกลับบ้าน”
       
       นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 มี.ค.นี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเดินทางเยือนกัมพูชาเพื่อหารือ ข้อราชการในหลายกรณี โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
       
       ส่วนที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตี จะเดินทางไปตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตีกัมพูชา ในวันที่ 3 มี.ค.นั้น นายนพดล กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็น
       
       แหล่งข่าวใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือน มกราคมที่ผ่านมา สมเด็จฮุนเซน ได้โทรศัพท์ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะพักอยู่ที่ฮ่องกง เพื่อชวนให้ร่วมออกรอบตีกอล์ฟที่ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 3 มี.ค.นี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณได้รับปากที่จะไปร่วมออกรอบตีกอล์ฟด้วย เพราะมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ โดยอาจหารือเรื่องการเดินทางกลับประเทศไทยกับ นายสมัครด้วย
       
       ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดการที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อซ้อมขี่ม้า และซ้อมตีกอล์ฟ
       
       รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงรายแจ้งว่า ตลอด 1 สัปดาห์เศษที่ผ่านมา กลุ่มสาวก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า "ชมรมคนรักทักษิณ จ.เชียงราย" ในพื้นที่ จ.เชียงราย ได้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการประชาสัมพันธ์เพื่อระดมมวลชนคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ในพื้นที่ จ.เชียงราย ให้มารวมตัวกันที่ลาน สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ เขตเทศบาลนครเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง จ.เชียงราย ในวันที่ 23 ก.พ.51 ตั้งแต่ 18.00 น. ภายใต้ใช้ชื่องาน “วันคิดถึงทักษิณ” มีนายสุรชัย แซ่ด่าน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง - อดีตแกนนำ นปก.บางคนจะมาร่วมในงานและจะมีการแสดงดนตรีเพื่อชีวิต
       
       การจัดงานครั้งนี้มีนางมติ แซ่อั้ง เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยม ร้านเจ้าประจำของ พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำกลุ่มรักษ์ทักษิณเชียงราย เป็นโต้โผที่สนับสนุนเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยมฟรีตลอดงาน โดยผู้ที่จะเข้าร่วมในงาน ได้ทยอยไปรับคูปองที่ร้านก๋วยเตี๋ยวรสเยี่ยม ทำให้บรรยากาศที่ร้านแน่นขนัดไปด้วยแฟนคลับ พ.ต.ท.ทักษิณ
       
       นอกจากนี้ ภายในร้านมีการนำเสื้อยืด “ชมรมคนรักทักษิณ” มาจำหน่ายตัวละ 50 บาทและมีการติดสติ๊กเกอร์คิดถึงทักษิณ ไว้รอบร้านด้วย
       
       ในงานวันดังกล่าวทางผู้ประสานงานพรรคพลังประชาชน จ.เชียงราย ระบุว่า จะมีเซอร์ไพรส์ จนมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะมาปรากฏตัวในวันดังกล่าว หรืออาจจะเป็นนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะมาปรากฏตัวแทนก็เป็นได้
       
       บุตรชายของนางมติ กล่าวว่า ช่วงนี้เสื้อยืดที่ด้านหลังสกรีนว่า “ชมรมคนรักทักษิณ” ด้านหน้า สกรีนว่า “รสเยี่ยม” ขายดีมาก แต่ถ้าใครจะซื้อ ทางร้านก็จะถามคนซื้อ ก่อนว่า รัก พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเปล่า หากรักจึงจะขายให้ คาดว่าในงานนี้จะมีประชาชนมาร่วมกันมากทีเดียว เพราะสวนตุงและโคมเชียงราย จุคนได้หลายพันคน
       
       ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสข่าว เครือข่ายคนรัก ทักษิณ เคลื่อนไหวแจกเสื้อ “ชมรมคนรักทักษิณ” ในลักษณะเดียวกัน โดยมีการระดมแกนนำ-หัวคะแนนพรรคพลังประชาชนในพื้นที่ อ.สันกำแพง - กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ หาร่วมกันแล้วไม่น้อยกว่า 2-3 ครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งได้หารือกันที่บ้านบวกค้าง ชุมชนที่เคยทำงานกับโรงงานผ้าไหมของตระกูล “ชินวัตร” มาอย่างยาวนาน
       
       มีรายงานข่าวระบุว่า การแจกเสื้อ “ชมรมคนรักทักษิณ” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น มีการระบุด้วยว่า ให้เตรียมใส่ในวันเดินทางไปรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดโดยบินตรงมาลงจังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนเมษายน 2551 ที่จะถึงนี้

ฟฟฟฟ

ต้องได้ปูพรมแดง.......แล้วโรยกลีบกุหลาบด้วย.......สงกะสัย.......เขมอนมีสมเด็ดฮุน.......เมืองไทในอนาคตอันไม่ไกลจะตามก้นเขมอนกันไหมนิ......แล้วไอ้พวกนปก. มันจะว่าไง? มีคำว่าทุนใหม่แล้วจะมีคำว่า ....ศักดิน...............ใหม่ด้วยกะมังนิ?




 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 14:25:37 PM »

มันบอกนักข่าวต่างชาติว่า ถ้ามันเลว พรรรคมันเลว ทำไมถึงได้รับเลือกตั้ง 233 คน ในขณะที่พรรคมือขาวสะอาด ทำไมได้แค่ 165 คน พี่น้องจาว่าอย่างไร................. ถึงแม้เร็ว ๆนี้จะมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคนี้ก็กลับมาอยู่ดี....เราจะทำอย่างไรดี..............
KOKO

aaaa

นี่คือ.....โจทย์......ว่าไงการเมืองภาคพลเมือง??(ซีกไม่สามานย์ชั่วช้า)รวมทั้ง(ไม่จางไรด้วย)
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 14:45:05 PM »

เมื่อเชื่อวัน ไอ้ที่ดีก็เสียงข้างน้อยและหน่อมแน้มเสียจนตะกวดขึ้นไปเหยียบไปอยู่บนหัวกะบาน...ก็ก้มหน้าห้มตาสู้ทนกันไป.......


ฟฟฟฟฟฟฟ


 
นาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) 

  “นาม” สุดหน่ายหลัง “คดีรถดับเพลิงฉาว” ส่อเค้าลากยาวเสร็จไม่ทันอายุ คตส. เปรยคดีวนเหมือนเครื่องบินหาทางลงไม่เจอ ด้าน “แก้วสรร” ฉุนขาดโดนตีกลับบ้านเอื้อฯ เตรียมเข็นทุจริตรังสิตคลอง 9 จัดซื้อที่ดินแพงเกินเหตุ เข้า คตส.ชุดใหญ่ 25 ก.พ.นี้
       
       วานนี้ ( 19 ก.พ.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. โดยมีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นประธาน โดยภายหลังการประชุม นายนาม เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับภาพรวมการตรวจสอบใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสัญญาว่าเป็นอย่างไร ใครเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ถือเป็นการดำเนินการตามมติของ คตส.ชุดใหญ่ที่มอบหมายมาให้
       
       เมื่อถามว่า การดำเนินงานดังกล่าวจะส่งผลทำให้การไต่สวนคดีนี้มีความล่าช้าหรือไม่ นายนาม กล่าวว่า ไม่สามารถบอกได้ เพราะคดีนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และถ้าทำแล้วไม่เสร็จสิ้นในกรอบอายุเวลาของ คตส. ก็คงต้องส่งมอบให้ ป.ป.ช.รับหน้าที่ตรวจสอบคดีนี้ต่อไป
       
       “คดีนี้ทำไปทำมาเหมือนกับวนๆ อยู่ คล้ายกับเครื่องบินที่บินอยู่บนอากาศแล้วหาทางลงไม่ได้ เพราะรายละเอียดมันเยอะ มันยุ่ง แต่เราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนเหตุผลว่าทำไมตรวจสอบคดีนี้มานานแล้ว เพิ่งจะมีการเข้าไปตรวจสอบเพิ่มอีกนั้น เพราะในการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดเก่าไม่ได้ดูรายละเอียดในภาพรวมทั้งหมด อนุกรรมการชุดนี้จึงต้องเข้ามาดูภาพรวม”นายนาม กล่าว
       
       ประธาน คตส. กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 3 ราย คือ คุณหญิงณฐนนท ทวีศิลป์ อดีตปลัด กทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. และนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่ ซึ่งยอมรับว่ามีการพิจารณาบางคนไปแล้ว แต่บางคนยังพิจารณาไม่เสร็จ
       
       ส่วนการเข้าให้ปากคำของนายวัฒนา เกี่ยวกับการแลกไก่ต้มสุกกับรถดับเพลิง ในฐานะพยานที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาอ้างถึงนั้น นายนาม กล่าวว่า เบื้องต้นนายวัฒนา ยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็น เพราะการดำเนินการเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศที่รับผิดชอบดูแลอยู่
       
       ประธาน คตส. กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเด็นที่ว่า เหตุใดสินค้าจึงต้องเป็นไก่ต้มสุกเท่านั้น นายวัฒนา ได้อ้างว่า เป็นความเห็นจากที่ประชุม ครม. ที่ต้องการจะให้ใช้ไก่ต้มสุก เนื่องจากช่วงนั้นเกิดปัญหาไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่ใครจะเป็นผู้เสนอแนวคิดในที่ประชุมนั้น ไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากรายงานบันทึกการประชุม ครม. มีการระบุเพียงรายชื่อผู้เข้าประชุม แต่ได้บันทึกว่าใครเสนอความเห็นนี้ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป
       
       ด้าน นายสัก กอแสงเรือง คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการปล่อยเงินกู้ให้กับทางการพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงค์ เปิดเผยความคืบหน้าของการไต่สวนว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสรุปผลการไต่สวน ซึ่งในคดีนี้มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพียงรายเดียว และจากการพิจารณาคำชี้แจงข้อกล่าวหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่พบว่ามีเรื่องอะไรใหม่ เป็นข้อมูลที่รับทราบกันอยู่แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเสนอผลการไต่สวนคดีดังกล่าวให้ที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่พิจารณาได้ช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้
       
       “อย่างไรก็ตาม การไต่สวนคดีต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ คตส. ได้มีการพูดคุยกัน และมีความเห็นว่าจะพยายามเร่งรัดการทำงานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”นายสัก กล่าว
       
       ขณะที่ นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนคดีโครงการบ้านเอื้ออาทร กล่าวถึงความคืบหน้าของการไต่สวนคดีนี้ ว่า ในการประชุม คตส.ชุดใหญ่ วันที่ 25 ก.พ.นี้ จะเสนอผลการตรวจสอบคดีบ้านเอื้ออาทร ในส่วนของโครงการรังสิตคลอง 9 ให้ที่ประชุมพิจารณา ซึ่งผลการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมือง
       
       ส่วนความคืบหน้าในการไต่สวนคดีบ้านเอื้ออาทร โครงการร่มเกล้าบางพลีนั้น นายแก้วสรร กล่าวว่า ได้เสนอในที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่ไปแล้ว แต่ที่ประชุมให้กลับไปปรับปรุงสำนวนการไต่สวนคดีนี้ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกครั้ง ตามความเห็นของที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้บรรทัดที่ต้องทำตาม เนื่องจากไม่ต้องการให้มีปัญหาขัดแย้งในการทำงาน
       
       รายงานข่าวจาก คตส. แจ้งว่า สำหรับการตรวจสอบคดีบ้านเอื้ออาทร รังสิตคลอง 9 เป็นผลมาจากการการร้องเรียนว่ามีการจัดซื้อที่ดินเพื่อจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรในราคาสูงเกินจริง ซึ่งเบื้องต้น คณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ได้ตรวจสอบ และพบข้อเท็จจริงว่า การเคหะแห่งชาติได้ซื้อที่ดินขนาด 99 ไร่ จากบริษัทผู้ประกอบการ โดยจัดซื้อที่ดินในราคาสูงเกินจริงเป็นเงินประมาณ 39 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ยังพบว่า มีการร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ของการเคหะฯ และบริษัทผู้ประกอบการ โดยพบการปลอมแปลงเอกสารการประเมินราคาที่ดินทำให้การเคหะฯ รับซื้อที่ดินในราคาที่ผิดปกติ

 ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
 ความคิดเห็นที่ 39 
 
 ต้องมีบางคนโดนซื้อแน่เลย
เพราะขนาด คตส ด้วยกันเองยังไม่ให้ผ่าน
แล้วถ้าไป ที่ อสส จะผ่านได้อย่างไร
งง สอบสวนกันมาเป็นปีแล้วไม่มีอะไรคืบหน้า
ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ตกลงเกิดอะไรขึ้น บอกหน่อย
โดนซื้ออีกแล้ว
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 38 
 
 ก็ใช้ปากพูดมากกว่าทำงาน อัยการสั่งสอบเพิ่มไม่ทำแต่เอาเงินหลวงไปจ้างให้ทนายอ่อนฝีมือรวย เล่นเกมสร้างภาพ เห่ากับสื่อทุกวัน เห็นธาตุแท้ยังครับ
นามแค้นทักษิน
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 37 
 
 ว่าแล้วเชียวว่าทำอะไรไม่ได้ เข้ามาทำเป็นจัดการได้ สุดท้ายก็ บัวแล้งน้ำ ตามเดิม ยุบไปให้หมดเลยดีกว่า คตส อะไรพวกเนียอะ จิงๆๆก็ไม่เห็นทำอะไรได้อย่างที่พูดเลย ประชาชนก็หวังว่าจะเห็นคนทำผิดโดนลงโทษ แต่ก็ลอยนวลตามเคย
เซ็ง
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 36 
 
 ไหนตอนเข้ามาใหม่ๆ บอกจะจัดการได้เลย เอกสาร

มีหมดแล้ว แสดงว่าไอ้ที่พูดๆมาตอแหลหลอกคนอื่น

เหรอ เวลาปีกว่าฟ้องได้แค่ที่ดินรัชดา กลับไปเลี้ยง

หลานเหอะปู่
ก๊าก
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 35 
 
 มีหลักฐานเยอะแยะทำไมเอาผิดคนเลวไม่ได้ งง
คนไทย
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 34 
 
 ใจเย็นๆกันหน่อย อย่าเพิ่งแต่ว่าทางคตส.

ทุกท่านต้องรู้อยู่ว่ารัฐบาลหน้าเหลี่ยมเขาโกงเป็น เรียกว่าโกงอย่างถูกต้องตามกฏหมวย เช่น ออกฏหมาย กฏระเบียบให้ถูกต้องก่อน ไม่เคยทำบันทึกประชุม ไม่มีลายเซ็นต์ หลักฐานให้สาวถึงได้ง่ายๆ - ขรก. ก็ได้แต่ปัดว่าไม่มี ไม่รู้

ในความเป็นจริงเราก็อาจจะพอรู้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครอยู่เบื้องหลัง ... แต่ว่าจะจับผิดโดยมีหลักฐานชัดเจนชนิดฟ้องศาลเดียว (ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) แล้วจอดสนิทได้นั้น ไม่ง่ายเลย ไม่สามารถทำได้อย่างเร็วๆด้วย เช่น การเรียกมาให้ปากคำ ก็ต้องให้โอกาศเขาเลื่อนได้ถึง ๓ ครั้ง.. หากไม่ยอมก็จะเข้าทางก๊วนหน้าเหลี่ยมอีก ได้กล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ...
ขอให้ใจเย็นๆกันครับ
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 33 
 
 สุดท้ายคดีนี้ต้องล้มแน่ๆ มันได้เป็นใหญ่ในรัฐบาลแล้วนี่ ใครจะทำไรมันได้ล่ะ กม.ยังไงก็แพ้อำนาจเงิน ไม่เชื่อคอยดูเหอะ
เบื่อเมืองไทยมีแต่คนโกง
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 32 
 
 เคเบิลที่วีที่ภูเก็ตทุกช่องชัดแจ๋วทั้งภาพและสียง ยกเว้นช่องASTV สงสัยถูกพวกพลังมารก่อกวนสัญญาณตลอดเวลา อย่างในขณะที่กำลังโพสทอยู่นี้ เวลา 10:43 น.
คนดู ASTV
คนดู ASTV
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 31 
 
 คตส.ไร้ฝีมือเองรึเปล่า
คดีรถดับเพลิง ถ้ามองในภาพรวมใครๆก็รู้ว่า คนที่ผิดคือ
1.โภคิน
2.ประชา
3.วัฒนา เขยซีพี ที่สวมโควต้าเอาไก่พ่อตาไปขายก่อนที่จะขาดทุนเพราะไข้หวัดนก
4.สมัคร ในฐานะผู้ว่าฯที่ดูแลโครงการสั่งซื้อ
5.ประธานและเจ้าหน้าที่จัดซื้อที่เกี่ยวข้องในการล็อกสเปครถ และแก้ไขภาคผนวก
ให้สามารถนำรถที่ผลิตในประเทศไทยกลับเข้ามาแหกตาขายได้
ประเด็นมันอยู่ที่ ใครออกนโยบายที่ผิดหลัก ใครสวมโควต้าสินค้าเกษตร
ใครเปลี่ยนสเปครถในท้ายบทผนวกของสัญญา
ถ้าดูอย่างนี้ก็น่าจะหาตัวคนผิดได้ไม่ยาก
ส่วนคดีบ้านเอื้ออาทร ได้ยินมาว่าตัวเป้งๆที่ผิดคือ วัฒนา เพราะมีหลักฐานการรับเงินจากบริษัทรับเหมาอยู่
ทำไมไม่ฟ้องซะที จะรอให้เขาวิ่งคดีเอาเงินมาให้หรือไง
มีขนมจีนแต่ไร้น้ำยา
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 30 
 
 ก็ตอนมีเวลามัวทำอะไรอยู่เล่า
อนุพงษ์
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 29 
 
 ถ้าเมืองไทยมีคนดีมากกว่าคนเลว
และคนดีได้ปกครองบ้านเมือง
ไม่มีนักการเมืองเลว ป่านนี้บ้านเราสุขสบายยิ่งกว่าสวิตเซอร์แลนด์อีก
ไพร่ฟ้าหน้าใส ไม่ต้องหน้าแห้งและใจแห้งแบบนี้
แม้แต่ลุงนามยังถอดใจ ชาวบ้านโง่ๆ อย่างเราจะเหลือหรือ
หาดใหญ่
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 27 
 
 เห็นด้วยกับ23ครับ คคห.12 จะมาข้างๆคูๆว่าไม่ผิด ชม.นี้คงไม่ได้หรอกครับ
แดน
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 26 
 
 ฟังแล้วเซ็งกว่าครับ

เลยจัดการไอ้จมูกลำโพงไม่ได้
เฮ้อ
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 25 
 
 เห็นใจการทำงาน คตส. เป็นที่สุด ท่านอย่าลืมนะค๊ะว่า ชาติไทยตอนนี้ ต้องการคนอย่างท่าน เป็นที่สุด สู้ต่อไปนะคี เพื่อในหลวงของเรา
สู้ต่อไป
 
 
 
 
 ความคิดเห็นที่ 24 
 
 เห็นใจ คตส มากๆเพราะมีอุปสรรคทุกด้าน
ตั้งแต่เริ่มต้นจนเวลาจะหมดแล้ว
ไหนจะต้องผจญกับการไม่ให้ความร่วมมือจากรัฐบาลเฒ่าทารก และพวกข้าราชการในสังก้ด
ไหจะถูกขัดขาจากมือ เท้า ที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น
แถมมือเก่า(ทรท)ที่สรวมถุงมือมาในตัวอักษรใหม่(พปช)ได้กลับเข้ามาเป็น รบ นอมีนี ตามคาด (เพราะ รบ เฒ่าทารกดลบันดาลให้มันเป็นไป)
ความร่วมมือก็ต่ำกว่าศูนย์ คือติดลบ
ขอให้กำลังใจ คตส ทุกท่าน
โปรดอย่าทัอใจ โปรดอย่าท้อถอย
ทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ในเวลาที่เหลืออยู่
ไม่ต้องไปฟังเสียงเยาะเย้ย ด่าทอ เพราะคนพวกนี้ใช้ปากทำแต่ไม่ได้ลงมือทำ
เผลอๆเป็นพวกอีแอบเข้ามาตัดกำลังใจไม่ให้ คตส ทำงานได้โดยปลอดโปร่ง
พวกท่านทำดีที่สุดแล้ว
ถ้าไม่ทัน ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องที่เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องมาช่วยแล้ว
เทใจให้ คตส
 
 ฟฟฟฟ

เฒ่าทารกลูกชายสหายคำตัน.......แนวร่วมซ้ายมมิฬ.....และพวกนักวิชาเกินเจ้าทฤษฎี......ทุนก้าวหน้าดีกว่าสักดินาล้าหลัง......แน่ๆ...นิ

แล้วไอ้พวกเจ้าทิดสะดีมันจะมีทัดสานะอย่างไร...กะระบอศักดินาใหม่การสืบทอดอำนาจ.....โดยสายเลือดในทางพฤตินัย.....แม้ไม่ระบุ..เป็นลายลักษณ์อักษร.....ก็นี่ไง...สภาผัวเมียลูกหลาน-เดอะเน็กเจเนอเรชั่น....อ้อ รัดทะบานผัวเมียแลลิ่วล้อขี้ข้ามา้าใช้ฯ.......ด้วย...เอ้า.....บรรดาด๊อกกก...ทั้งหลายปล่อยวาทะกรรมออกมาอีกเร็วววว.......
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 14:54:14 PM โดย ตะกวดรีเทิร์น » บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2008, 17:28:16 PM »

'เทมาเส็ก' สูบเงินกลับอื้อ! สั่ง AIS ปันผล-รับเละ 8 พันล.
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2551 06:21 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 

 
 
 
  "เทมาเส็ก" สูบปันผลถอนทุนคืนไม่หยุด สั่งแอดวานซ์ฯจ่ายปันผลงวดปี 50 ในอัตรา 6.30 บาท ในขณะที่มีกำไรจริงแค่ 5.51 บาทต่อหุ้น รับเละอีก 4,170.25 ล้านบาทโดยทั้งปีรับทรัพย์เกือบ 8 พันล้านบาท ขณะที่ 2 ปีหลังทุ่ม 1.5 แสนล้านฮุบชินคอร์ปรับปันผลแล้ว 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่บอร์ดไฟเขียวอนุมัติขายหุ้นกู้ได้วงเงินไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท
       
       นายวิกรม ศรีประทักษ์ กรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แจ้งผลการดำเนินงานของบริษัทงวดปี 2550 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 16,290.46 ล้านบาท หรือ 5.51 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากงวดปีที่ผ่านมา 34.45 ล้านบาท หรือ 0.2% จาก 16,256 ล้านบาทในปี 2549 โดยในกรณีที่ไม่รวมผลกระทบจากการบันทึกค่า IC นั้น บริษัทจะกำไรสุทธิ 14,879 ล้านบาท ลดลง 8.5% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น
       
       ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวด 6 เดือนหลังปี 2550 ในอัตราหุ้นละ 3.30 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับที่เคยอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 3 บาท ทำให้การจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานปี 2550 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 6.30 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผลในวันที่ 21 เม.ย. และกำหนดวันจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พ.ค.นี้
       
       นอกจากนี้มีมติเสนอแต่งตั้งกรรมการ 3 คนที่พ้นตำแหน่งตามวาระให้ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง ประกอบด้วย นายไพบูลย์ ลิมปพยอม นายวาสุกรี กล้าไพรี และนายวิกรม ศรีประทักษ์ ขณะที่ นางสาวนิจจนันท์ แสนทวีสุข ซึ่งพ้นตำแหน่งในวาระเดียวกันไม่ประสงค์จะรับตำแหน่งต่อจึงเสนอนายฮิวเบิร์ท อึ้ง ชิง-วาห์ เป็นกรรมการแทน
       
       พร้อมกันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทเป็นนายสมประสงค์ บุญยะชัย นายวิกรม ศรีประทักษ์ นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ สองในสามคนนี้ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท รวมทั้งได้พิจารณาค่าตอบแทน เสนอให้กำหนดค่าตอบแทนกรรมการสำหรับปี 2551 ภายในวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท
       
       นายวิกรม กล่าวอีกว่า คณะกรรมการบริษัทยังมีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญอนุมัติโครงการออกและเสนอขายตราสารหนี้ของบริษัท โดยบริษัทสามารถออกและเสนอขายตราสารหนี้ดังกล่าวเพิ่มเติมได้ในวงเงินไม่เกิน 14,000 ล้านบาทซึ่งการออกและเสนอขายตราสารหนี้ดังกล่าวข้างต้นเมื่อรวมกับจำนวนเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ประเภทอื่นๆ (ถ้ามี) ในแต่ละปีแล้ว จะต้องไม่เกินวงเงินสำหรับการจัดหาแหล่งเงินกู้ของบริษัทฯ ที่กำหนด
       
       ทั้งนี้ ในปี 51 คณะกรรมการมีแผนที่จะออกและเสนอขายตราสารหนี้ภายใต้โปรแกรมดังกล่าว และ/หรือ กู้เงินจากแหล่งเงินกู้ประเภทอื่นๆ ในวงเงินจำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถเสนอขายตราสารหนี้ดังกล่าวทั้งในประเทศ และ/หรือ ต่างประเทศให้แก่ ผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าทั้งจำนวนหรือเพียงบางส่วน โดยจะออกและเสนอขายเป็นชุดเดียวหรือหลายชุดและจะออกและเสนอขายในคราวเดียวหรือหลายคราวก็ได้
       
       นอกจากนี้ได้อนุมัติจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท จากจำนวนหุ้นสามัญที่ยังมิได้นำมาจัดสรรทั้งสิ้น 2,010,993,609 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามโครงการ ESOP
       
       ในส่วนของกำไรสะสมของบริษัท ในส่วนของกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรงวดปี 2550 อยู่ที่ 49,998.65 ล้านบาท ขณะที่ในงวดปี 2549 บริษัทมีกำไรสะสมอยู่ที่ 52,330.15 ล้านบาท
       
       แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การจัดสรรอนุมัติเงินปันผลในครั้งนี้หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานของบริษัทจะพบว่าในช่วง2-3ปีหลังการเข้ามาถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SHIN ผู้ถือหุ้นใหญ่บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จะพบว่าคณะกรรมการบริษัทมักจะมีการอนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงเกินกว่าผลการดำเนินงานที่บริษัททำได้เสมอ
       
       ทั้งนี้ หากพิจารณาการถือหุ้นของบมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่นในบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำนวน 1,263,712,000 หุ้น หรือ 42.73% ทำให้บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น จะได้รับเงินปันผลจากการเข้าไปถือหุ้นในรอบนี้ถึง 4,170.25 ล้านบาท จากเงินปันผลที่บริษัทต้องจ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 9,763.35 ล้านบาท โดยหากพิจารณาจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายทั้งปีในอัตรา 6.30 บาทต่อหุ้น จะทำให้บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลงวดปี 50 จากการถือหุ้นรวม 7,961.38 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้หากพิจารณาถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นบมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 1,742,407,239 หุ้น หรือ 54.51% และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 1,334,354,825 หุ้น หรือ 41.75% ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นแทนของกลุ่มเทมาเส็ก กองทุนจากสิงคโปร์
       
       "หลังการเข้ามาถือหุ้นของเทมาเส็กผ่าน 2 บริษัท นโยบายในการจ่ายเงินปันผลก็เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยมักจะมีการจ่ายเงินปันผลสูงเกินกว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในงวดนั้นๆ ทั้งบมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น และบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งอาจจะสะท้อนได้ว่าเป็นการถอนทุนคืนหลังต้องใช้เงินกว่า 1.5 แสนล้านบาทให้การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น"แหล่งข่าวกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูการจ่ายเงินปันผลของในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่าเมื่อปี 49 บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น มีการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทจากกำไรจริงจากการดำเนินงานซึ่งมีกำไรอยู่ที่ 1.09 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทจ่ายปันผลทั้งสิ้น 7,989.55 ล้านบาทจากกำไรสุทธิจริงอยู่ที่ 3,409 ล้านบาท ขณะที่บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ในงวดปี 49 มีการจ่ายเงินปันผล 6.30 บาท จากกำไรจริง 5.50 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทจ่ายปันผลทั้งสิ้น 18,608 ล้านบาทจากกำไรจริงอยู่ที่ 16,256 ล้านบาท ทำให้มูลค่าเงินปันผลที่เทมาเส็กได้รับจากการถือหุ้นในบมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น อยู่ที่ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท
       
       สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น ADVANC วานนี้ (19 ก.พ.) ราคาปิดที่ 104 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 0.97% มูลค่าการซื้อขาย 516.98 ล้านบาท ขณะที่หุ้น SHIN ราคาปิดที่ 29.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.83% มูลค่าการซื้อขาย 118.19 ล้านบาท
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2008, 08:39:37 AM »

"แม้ว"ต้องรีบมาตัดเกม ก่อนลุกลามเอาไม่อยู่ 
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2551 20:40 น.
 
 
       เวลานี้ถ้าใครสามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจของคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว น่าจะเห็นอาการ “เต้นแรง” หรือเต้นไม่เป็นส่ำแน่นอน หลังจากพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่างมาปะติดปะต่อกัน มันเริ่มส่อสัญญาณ “แปร่งๆ” เกิดขึ้นทั้งจากภายใน ภายนอก ประดังถี่เข้ามาเรื่อยๆ
       
       หากปล่อยทิ้งเนิ่นนานต่อไป รับรองไม่เป็นผลดีแน่
       
       ดีไม่ดีอาจพังครืนเร็วกว่ากำหนด ทุกอย่างที่เคยลงทุนลงแรงเอาไว้อาจต้องเข้าเนื้อ ทำนองทุนหายกำไรหด ก็เป็นได้
       
       อย่างไรก็ดี เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ ก็ต้องลำดับเรื่องราว และโฟกัสไปในจุดสำคัญให้รู้ที่มาที่ไปเสียก่อน
       
       และถ้าให้เดาสุ่มน่าจะเริ่มต้นมาจากหลายเรื่องไม่ได้ดั่งใจ ชี้นิ้วสั่งการไม่ค่อยได้ผลเหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะกับคนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ที่นับวันทั้งคำพูดและท่าที ตอกย้ำอยู่หลายครั้งว่า “สลัดทิ้ง” ความเป็น “หุ่นเชิด” อย่างไม่ใยดี
       
       คิดแข็งข้อจะสร้างอนาคตด้วยตัวเอง
       
       แม้ว่าอีกมุมหนึ่งยังพยายามรักษาระยะความสัมพันธ์เอาไว้ อาจเป็นเพราะยังไม่พร้อมเปิดศึก หรือต้องการยื้อให้อยู่ยาวที่สุด สร้างเกียรติประวัติในชีวิตก่อนปิดฉากรูดม่านกลับไปเลี้ยงหลาน-เลี้ยงแมวในบั้นปลาย
       
       สังคมมองออก รับรู้ในประเด็นนี้กันไปแล้ว
       
       แต่สำหรับในมุมของ “เฮียแม้ว” ท่าทีแบบนี้มันไม่น่าปลื้ม เพราะยิ่งต้องการสลัดภาพหุ่นเชิดมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลร้ายต่อตัวเองในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องลุ้นหลายคดีที่ต้องสรุป และอาจทยอยขึ้นสู่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ใช้เวลาในการพิจารณาไม่นานก็รู้ผล
       
       ถ้าเกิดซวย “ป๊อกเดียวจอด” จะยุ่งไปกันใหญ่
       
       ดังนั้นหากต้องการตัดไฟแต่ต้นลมก็ต้องรีบกลับเข้ามา “คุมเกม” ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
       
       อย่างไรก็ดี คนระดับ “ขาใหญ่” จะเคลื่อนไหวทั้งทีมันก็ต้องมีพิธีรีตองให้ดูอลังการ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี กันหน่วย
       
       และที่สำคัญมองข้ามเรื่อง “ความปลอดภัย” ในชีวิตและทรัพย์สิน ไปไม่ได้เป็นอันขาด ยิ่งอยู่ในช่วงเพิ่งผ่านสถานการณ์เปลี่ยนผ่านได้ไม่นาน ก็ยิ่งละเลยไม่ได้
       
       แม้ในภาพรวมสามารถยึดคืนอำนาจรัฐกลับมาในมือแล้วก็ตาม แต่เมื่อทุกอย่างยังไม่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดเอาไว้บ้าง
       
       ในช่วงเวลาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบความเคลื่อนไหวผิดปกติหลายอย่างคลอดคล้องกัน
       
       ในทำนองเคลียร์เส้นทางให้ “นายใหญ่” เดินกลับมาอย่างปลอดภัย สมเกียรติ ทุกอย่างสอดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
       
       เริ่มในแง่พิธีการก่อน จะเห็นการเดินทางเข้าออกประเทศโน้น ประเทศนี้เป็นว่าเล่นของอดีตทนายความหน้าหอ "นพดล ปัทมะ" ที่ได้ดิบได้ดีคุมกระทรวง “บัวแก้ว” เริ่มจากการเยือนเมืองลอดช่อง สิงคโปร์ก่อนเป็นอันดับต้นๆ
       
       แม้ว่าในทางสาธารณะภาพออกมาในลักษณะของการไปฟื้นฟู เสริมสร้างความสัมพันธ์กันขึ้นมาให้แนบแน่นเหมือนเมื่อครั้งยุครัฐบาลทักษิณ
       
       แต่ช่วยไม่ได้ที่มีเสียงซุบซิบเล็ดลอดออกมาตามหลังว่า มีรายการ “เคลียร์” กรุยทางกันล่วงหน้าปะปนมาด้วย
       
       ทั้งบังเอิญยังมีระดับบิ๊กในกองทัพหลายคนบินไปป้วนเปี้ยนแถวนั้นพอดี ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรักษาการประธาน คมช.
       
       แถมยังมี “รองบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้นำ คมช. ยังไปเดินลอยชายเลียบๆ เคียงๆ อยู่ด้วย
       
       เท่านั้นยังไม่พอ ยังบังเอิญอีกว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมี"เฮียแม้ว"ไปโผล่สมทบอีกคน บรรยากาศก็ยิ่งครึกครื้นผิดปกติ
       
       แม้ทุกฝ่ายพยายามออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เพียงแค่ไปดูงานโชว์เครื่องบินตามคำเชิญ ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น
       
       แต่ในสถานการณ์ “สมานฉันท์” ยอดฮิต มีแต่ข่าวบิ๊กคนโน้นต่อสายเคลียร์กับคนโน้นผ่านทางบิ๊กคนนี้ เชื่อมโยงกันจนเวียนหัว มันก็อดไม่ได้ที่มีคนตั้งข้อสังเกตให้เห็นภาพการ “เกี้ยะเซียะ” จูบปากกันกับคนในกองทัพแบบพี่แบบน้องมันยิ่งสงสัย
       
       ขณะเดียวกัน เมื่อเอ่ยถึงสิงคโปร์ก็ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์เก่าๆ ผุดขึ้นมาอีก ภาพของ “เทมาเส็ก” การดำเนินธุรกิจในลักษณะ “นอมินี” ประเภทซับซ้อนซ่อนเงื่อนลอยกลับเข้ามาเป็นฉากๆ
       
       ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งยังมีความเคลื่อนไหว มีคิวจับเข่าคุยกับ “ลุงหมัก” ในช่วงเดินทางเยือนเขมรในราวต้นเดือนหน้า ผสมโรงเข้าไปอีก
       
       ล่าสุดมีเสียงคำพูดยืนยันจาก “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ว่าพ่อกลับมาในเดือนมีนาคม
       
       ประกอบกับมีการเคลื่อนไหวทางด้านมวลชนในภาคเหนือ ทางเชียงใหม่-เชียงราย กันอย่างคึกคัก ทั้งชมรมคนรักทักษิณ เพื่อนพ้องน้องพี่ ระดมคน เช่ารถตู้ รถบัส เตรียมเข้ากรุงกันแล้ว
       
       รอแต่เสียงนกหวีดให้สัญญาณเท่านั้น
       
       ทุกอย่างมันเข้าเค้า และช่วยไม่ได้ที่มีหลายคนเชื่อมโยงปะติดปะต่อกันแบบนี้
       
       อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมองมุมไหนฟันธงได้ตรงกันแน่นอนว่า “แม้ว” มาแน่ และมาก่อนกำหนดเสียด้วย จากเดิมที่ส่งสัญญาณกันล่วงหน้าว่าจะถึงไทยอย่างเร็วเดือนเมษายน และอย่างช้าไม่เกินพฤษภาคม เพราะได้รับปากกับศาลเอาไว้แล้ว
       
       แต่ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์กันก็คือ ทำไมต้องกลับเร็วก่อนกำหนด ตรงนี้ต่างหาก !!
       
       อย่างที่ได้ตั้งข้อสังเกตกันไปตอนต้นแล้วว่า ทุกอย่างมันเริ่มประดังเข้ามาทุกทิศทาง ไว้ใจใครไม่ได้
       
       ต้องเข้ามาคุมเกมเอง เพื่อประกันความชัวร์
       
       จะสั่งผ่านตัวแทนแบบเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้ผล แถมยังมีรายการ “แปลงสาร” หาเศษหาเลยกันหลายครั้ง จนเริ่มเกิดเสียงโวยวายเจี๊ยวจ๊าวกันในพรรค เป็นที่น่ารำคาญ
       
       สังเกตได้จากการแบ่งโควตารัฐมนตรี ไล่เรียงมาจนถึงเก้าอี้เลขานุการ-ที่ปรึกษา เกิดความขัดแย้งในกลุ่มก๊วน รวมทั้งสมาชิกที่เข้ามาสมทบภายหลัง
       
       เปิดศึกวิจารณ์เสียๆ หายๆ ทำนองมาทีหลัง แต่ “ชุบมือเปิบ” ไม่ต้องลงทุนซักบาท ชี้หน้าด่า "เฉลิม อยู่บำรุง" กระทบชิ่งไปถึง"สมัคร" โดนเข้าไปเต็มๆ เมื่อเก็บอารมณ์ไม่อยู่ก็ตอบโต้ ขู่ใช้อำนาจรัฐในมือจัดการกับ “เว็บไฮ-ทักษิณ” ที่เป็นต้นตอจาบจ้วง
       
       เพราะถ้าพูดถึงเว็บดังกล่าวในวงการรู้ดีว่ามี “แบ็ก” ดี ว่ากันว่าบ้านอยู่แถวบุรีรัมย์ สามารถสายตรง “นายใหญ่” ได้ตลอดเวลา เจ๋งไม่เจ๋ง คิดเอาเองก็แล้วกัน
       
       ดังนั้น ถ้าพิจารณาอย่างรอบด้านจนถึงนาทีนี้ ฟันธงได้เลยว่า ทักษิณ ร่นเวลากลับมาแน่ ไม่เกินมีนาคม เนื่องจากทุกเรื่องประดังเข้ามา ต้องเข้ามาคุมเกมเอง จะต่อสายสั่งการอยู่หลังม่านคงไม่ทันการณ์แล้ว
 
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 18:48:47 PM »

รัฐบาลขนมสมน้ำยา : ใหญ่โต มโหฬาร ผลาญงบ จบที่เจ๊ากับเจ๊ง
 
โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 24 กุมภาพันธ์ 2551 14:30 น.
 
 
 
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
 
President George W. Bush stands with members of his Cabinet in Cross Hall at the White House.

 
Cabinet of PM Fukuda 17 February 2008

 
 
 
  ท่านผู้อ่านที่เคารพ โปรดดูภาพคณะรัฐมนตรีประเทศผู้นำโลกด้านแสนยานุภาพและเศรษฐกิจ คือสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ประชากรของสหรัฐฯ คือ 301 ล้านคน ญี่ปุ่น 127 ล้านคน ลองเทียบกับของไทยเราดูเอาเองเถิด
       
        ผมเคยพูด เขียน และวิเคราะห์ให้ฟังอยู่เสมอว่า ลักษณะของระบบการเมืองที่ด้อยพัฒนาล้าหลังอันมีหลายลักษณะนั้น ตัวบ่งชี้อันหนึ่ง ก็คือ ความใหญ่โตมโหฬารและผลาญงบของรัฐบาลและระบบราชการ ซึ่งของไทยเราติดอันดับท็อปไม่มีผู้ใดเทียมทาน ทีแรกก็พอจะเทียบได้บ้างกับประเทศคอมมิวนิสต์ เช่น จีน ลาวและเวียดนาม ที่เขามีคณะรัฐมนตรีขนาดใหญ่ มีรองนายกรัฐมนตรีแทบจะนับไม่ถ้วน แต่เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาหนีพ้นเราไปแล้ว
       
        คณะรัฐมนตรีไทย หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาไทย ใหญ่โตที่สุดในโลก ทั้งจำนวนจริง และเปรียบเทียบอัตราส่วนกับจำนวนประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ผมนึกไม่ออกว่าประเทศประชาธิปไตยที่ไหนเขามีเกิน 1 คน ขณะนี้อังกฤษและญี่ปุ่นเขาไม่มีรองนายกรัฐมนตรีเลย อเมริกาเขามิใช่ระบบรัฐสภา แต่เขาก็มีรองประธานาธิบดีคนเดียว เลือกตั้งติดก้นประธานาธิบดีมา
       
        ท่านผู้อ่านอาจจะนึกไม่ถึงว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก มีคณะรัฐมนตรีที่เรียกว่า cabinet เพียง 15 คนเท่านั้น ที่เหลืออีก 5-6 คนรวมทั้งรองประธานาธิบดีถือว่าเทียบเท่าและให้เข้าประชุมด้วยเป็นเรื่องๆ
       
        ส่วนของอังกฤษ ที่เราคุยโม้นักหนาว่าเป็นแม่แบบให้เราลอกเอามา เขามี Cabinet Ministers กินเงินเดือนตามตำแหน่งและเข้าประชุมเป็นทางการ 23 คนเท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นผู้แทนราษฎร 21 คน เป็นสมาชิกสภาขุนนาง 2 คน นอกนั้นเป็นรัฐมนตรีเฉยๆ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เข้าร่วมประชุม เมื่อมีวาระที่เกี่ยวกับงานที่ตนรับผิดชอบ
       
        ของญี่ปุ่น Cabinet Ministers หรือ ครม.เขามีเพียง 22 คน ทั้ง 3 ประเทศที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างนี้ เป็นสมาชิกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหรือ G7 ของโลก ทั้ง 7 ประเทศก็คล้ายกันหมด ส่วน G8 คือ รัสเซียซึ่งเพิ่งผนวกเข้าไปไม่นานมานี้ ผมยังมิได้สำรวจ
       
        ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมจำนวนคณะรัฐมนตรีเขาจึงน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับของเรา รัฐบาลของเขามีงานและความรับผิดชอบน้อยกว่าของเรากระนั้นหรือ หามิได้ ของเขามีความสำคัญ มีเกียรติยศและมีภารกิจมหาศาลเราเทียบไม่ติด แต่เขามีความลงตัวในระบบการเมือง ไม่ต้องเอาเสือสิงห์กระทิงแรดที่ไหนเข้ามาเป็นโขยง เพราะความจำเป็นในการต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งผันแปรไปแต่ละสมัยเลือกตั้ง ไม่มีความตายตัวหรือลงตัว การออกแบบในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้งของไทยจึงแกว่งไปมามิได้ยึดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นคณาธิปไตยผูกขาด นับวันก็จะยิ่งหนักหนาไปเรื่อยๆ อยากที่จะแก้ไขได้
       
        หากผมจะพูดว่า มาตรฐานของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี พรรคการเมือง และรัฐสภา ในปัจจุบันเลวและต่ำลงเรื่อยๆ สู้ในอดีตไม่ได้ ท่านผู้อ่านก็คงไม่อยากเชื่อ ก็เห็นจะต้องโทษความล้าหลังทางวิชาการ การศึกษา และสื่อ ไปพร้อมๆ กันที่ไม่สามารถให้ข้อมูลและความคิดที่ถูกต้องแก่สังคมได้
       
        ที่ผมพูดอย่างนั้นเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัด หากจะตอบเป็นวิชาการก็ต้องบอกว่า เอาระบบและระบบมาตรฐานเป็นเครื่องวัด พูดแบบนี้หลายคนก็อาจจะไม่เข้าใจอยู่ดี จึงจำเป็นต้องพูดแบบชาวบ้านว่าเอาผลงานมาวัด คือดูว่าประเทศชาติก้าวหน้าขึ้นทัดเทียมเขาหรือไม่ ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุขขึ้นมากกว่าเดิมหรือไม่ พฤติกรรมของนักการเมืองทั้งการอภิปรายและประชุมในสภา การจัดตั้งรัฐบาล การตรวจสอบและการบริหารเป็นอย่างไร อย่างเช่นรัฐบาลปัจจุบันนี้ เพียงไม่กี่วัน ก็จะเห็นได้ว่ามันขี้เหร่กว่าเดิมอย่างชัดเจน แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังยอมรับถึงความขี้เหร่ดังกล่าว
       
        ทำไมจึงเป็นเช่นนี้เล่า เราไม่มีปัญญาจะทำให้ดีขึ้นกว่าเก่าหรือ คิดอะไรให้มันดีขึ้นกว่าเก่าบ้างไม่ได้หรือ คิดนะคิดได้ แต่หากจะทำตามที่คิดนะซีมันไม่ได้ ที่ไม่ได้ก็เพราะโครงสร้างมันไม่เอื้ออำนวย มันบีบบังคับ มันขัดขืน
       
        โอ้โฮ ไอ้โครงสร้างนี่มันเก่งยังงั้นเชียวหรือ มันคืออะไรกันแน่ ขอตอบว่าโครงสร้างนี่มันเก่งกว่าตัวบุคคลและมันมีอายุยืนยาวน้องๆ มหาอมตะนิรันดรทีเดียว เพราะโครงสร้างคือระบบพฤติกรรมในสังคมหรือสถาบันที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ โดยมีระบบหรือองค์ความคิด (รวมทั้งผลประโยชน์) องค์บุคคล และองค์ประกอบ เป็นเครื่องค้ำยันเกื้อหนุน
       
        ถามว่าโครงสร้างอะไรที่มันขึงพืดหรือค้ำคอนายสมัครจนเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งตั้ง ครม.ขี้เหร่ก็ดี พ่อเนวินเป็นประธานวิปก็ดี หรือลูกเฉลิมเป็นเลขานุการรัฐมนตรีก็ดี ทั้งๆ ที่เขาแสดงให้รู้ว่าถ้าเขามีอำนาจหรือเลือกได้เขาไม่เอาพวกนี้แน่ เอามาทำไมพวกยี้ ทำให้บั่นทอนชื่อเสียงหรือการทำงานของเขาเปล่าๆ
       
        ตอบกว้างๆ อุปสรรคของประเทศไทยหรืออุปสรรคของสมัครก็คือ โครงสร้างทางการเมืองของระบบการเมืองไทย อันประกอบด้วยองค์ความคิดของชนชั้นปกครอง+ชนชั้นกลาง+รากหญ้า+องค์ความรู้หรือวิชาการของสังคม องค์บุคคลก็คือประชาชนกับนักการเมือง และองค์ประกอบก็คือตัวจริงและตัวตนของสถาบันต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างแท้จริง ถ้าจะกล่าวให้แคบลงไปก็คือโครงสร้างหรือระบบพรรคการเมือง กับการเลือกตั้งและผลของการเลือกตั้งที่ครอบสมัครอยู่ ถึงสมัครจะเก่งอย่างไรหรือต้องการอิสระหรือปฏิรูปอย่างจริงจังแค่ไหน เขาก็ไม่มีปัญญาทำได้ นอกจากเขาจะต้องประกาศอิสรภาพจากโครงสร้างเสียก่อน แล้วระดมองค์ความคิด องค์บุคคลและองค์ประกอบที่สอดคล้องกับเขาให้เกิดขึ้นและมีพลัง ขณะนี้สมัครก็เหมือนนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ก็คือเป็นตัวหมากชั่วคราวในโครงสร้างถาวรของการเมืองไทยเท่านั้น
       
        ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจคำว่าขนมผสมน้ำยาดี คำนี้ค่อนข้างจะมีความหมายกลางๆ ไม่เหมือนกับฝนตกขี้หมูไหล ซึ่งเป็นคำสรุปเยาะเย้ยว่า คนจัญไรมาพบกัน ขนมผสมน้ำยาในการเมืองไทยนี้ อาจจะอธิบายได้ว่า เมื่อผู้เลือกตั้งเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องได้ผู้แทนหรือรัฐบาลอย่างนี้ จะให้มันวิเศษไปกว่านี้ก็จะฝืนธรรมชาติไป การคิดเช่นนี้ค่อนข้างจะหมดอาลัยตายอยากไปสักนิด เพราะแท้จริงแล้วการเมืองก็เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ตกอยู่ภายใต้กฎความเป็นอนิจจังทั้งสิ้น
       
        ภาษาฝรั่งเขาอธิบายได้ดีกว่าเราหน่อย เขาบอกว่า People deserve their government แปลความได้ว่า ราษฎรเป็นอย่างไรก็ (สมควร) จะได้รัฐบาลอย่างนั้น หรือแปลโหดๆ ว่า สมน้ำหน้า พวกแกโง่ก็ต้องได้ประธานาธิบดีโง่ๆ อย่างบุชนี่แหละ หรือว่าสมน้ำหน้า อยากพากันขายเสียงดีนัก ก็ต้องได้ผู้แทนขายตัวอย่างนี้หละ เป็นต้น
       
        แต่ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เขาถือว่าเสียงของประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ เขาต้องมีวิธีป้องกันมิให้ผู้แทนของประชาชนเอานรกมาให้ วิธีป้องกันดังกล่าวก็คือต้องให้มีเสรีภาพอย่างแท้จริงในเรื่องข้อมูลข่าวสาร และต้องส่งเสริมให้อำนาจกับความรู้และการมีส่วนร่วมหรือการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง
       
        ในประเทศที่เจริญเขารู้แล้วว่าอำนาจมากก็คอร์รัปชันมาก รัฐบาลใหญ่มากก็หมดเปลืองมากและประสิทธิภาพน้อยลง เขาจึงมีรัฐบาลที่มีขนาดพอตัวและลงตัว ต่างกับของเราที่ไปลอกเขามาแบบเก่งกว่าครูหรือขี้ก้อนใหญ่กว่าช้า เพราะสังคมไทยหลงผิดว่ารัฐบาลหรือตำแหน่งหน้าที่เป็นอำนาจแบบ “สมบัติผลัดกันชม” จึงต่อสู้แก่งแย่งกันทุกวิถีทาง ไม่คำนึงถึงความพอเพียงและเหมาะสมที่ลงตัว เราจึงพัฒนาระบบการเมืองแบบชนะไหนเข้าด้วยช่วยกระพือ หรือแบบด้านได้อายอด ผู้นำรัฐบาลถ้าหากอยากเป็นก็จำต้องยื่นหมูยื่นแมวกันเสียก่อน นั่นก็คือคำตอบว่าทำไมเราจึงต้องมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 6 คน และมีคณะรัฐมนตรีใหญ่กว่าของมหาประเทศทุกประเทศถึง 2 เท่า
       
        รัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐบาลที่ได้ประยุกต์ศิลปะแห่งการต่อรองอย่างสูงสุด เป็นรัฐบาลขนมผสมน้ำยา ซึ่งมีลักษณะใหญ่โตมโหฬาร ผลาญงบอย่างสมบูรณ์
       
        อนาคตของรัฐบาลนี้จะจบลงอย่างที่ผมทำนายรัฐบาล คมช.ไว้ว่า ถ้าไม่เจ๊าก็เจ๊งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าขนมจะผสมน้ำยา ตามโครงสร้างของการเมืองไทยอย่างเดิมหรือไม่ หรือว่าจะขึ้นกับฝีมือของนายสมัครและการตัดสินของการเมืองภาคประชาชนซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามกฎแห่งความเป็นอนิจจังแห่งสังคม.

 
 aaaaa

เรียกว่าเสียข้าวสุก......เอาไอ้พวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมและขี้ข้าม้าใช้ขี้,,,,,,ไอ้พวกขี้คอกที่ห้อยโหนสถานการณ์มาเป็นที่ปรึกษามาเป็นรัดมนตรี.....ไม่อับอายกันบ้างเลยนิ.....ดูมันอย่างไอ้จตุรพิษอะไรนั่น...อ้างเหมาด้วยวุ้ย...."ผู้ลงแรงต้องกินอิ่ม"....อะไรทำนอนองนี้...5555 นับได้ว่า..เอาศัพย์แสงแถลงไข....มาเวิร์ดดิ้งได้เข้ากะสถานการณ์ที่ชั่วช้าสามานย์เป็นที่สุดได้เป็นอย่างชั่ว.....มิเสียแรงที่เอาทิดสะดีซ้ายๆออกเครือข่ายอินเตอร์.....ให้ไฟนารกมันลุกลามาเผาผาน..ประเทดไป..มันดี....สะใจพวกนั่งอยู่บนภู(เพราะถูกวาทกรรมสามานย์เขาหลอกให้อยู่เฉยๆๆ......)
....งงงง...เออ...พวกม.......อยู่เฉยๆ ...พวกก.....จะได้ยำประเทดช่วยนายใหญ่นายหญิงได้บริดวกหน่อย....
 
บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 21:29:27 PM »

size=5]ผีดิบกลับมาคืนชีพ! เดือนเดียวก็แผลงฤทธิ์ แม้วกับสัมพันธ์3ชาติ ล้วนมีรากจาก'คอมฯ'[/size]
Monday, 25 February 2008

จับตาปีเศษ...ทักษิณไปพบปะใครบ้าง เพราะ 3 ประเทศ “จีน-รัสเซีย-เขมร” ที่มีสัมพันธ์อันดีนั้น ล้วนมีรากฐานมาจาก “คอมมิวนิสต์” ทั้งสิ้น เชื่อการต่อสู้รอบนี้ หวังถึงขั้นเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะ “ซาก” ของศูนย์อำนาจเก่า กลับมาเป็น “ผีดิบคืนชีพ” แล้ว


แค่เดือนเดียวก็แผลงฤทธิ์ ประเดิมเช็คบิน “อธิบดีดีเอสไอ” คาดเม.ย.นี้ ขรก.หนาวๆ ร้อนๆ แน่

นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ .. เปิดเผยว่า... ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการหยิบประเด็นเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับไทย โดยมีการปล่อยข่าวโยนหินถามทางจากกลุ่มที่คอยช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหยั่งดูกระแสการเมือง ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ก็ยังทำหน้าที่เป็น “ทนายส่วนตัว” ให้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ถึงขั้นบินไปพบที่กรุงปักกิ่งพร้อมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า พรรคการเมืองนี้ต้องการนำพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาแก้ข้อกล่าวหา โดยไม่สนใจว่าจะด้วยวิธีการใด

นายเอกยุทธ กล่าวด้วยว่า จะเห็นว่า การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ นั้นค่อนข้างยาก เห็นชัดจากกรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ถูกย้ายไปแล้ว แม้รมว.ยุติธรรม (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องการล้างแค้น แต่อย่างที่รู้กันว่า ประชาชนไม่ได้กินแกลบถึงโง่ไม่รู้เรื่อง การกล้าทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกของประชาชนเช่นนี้เป็นสิ่งที่อันตราย การย้ายครั้งนี้เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู คนที่ร่วมปฏิวัติกันมาให้เตรียมตัวได้เลยว่า เดือนเม.ย.โดนย้ายแน่นอน อันสะท้อนได้ดีถึงการที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ บอกว่า จะสมานฉันท์กับโจร ก็พิสูจน์ได้ชัดว่า เมื่อ “เขา” มีอำนาจ ก็กล้าจัดการและทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันแตกต่างอย่างมากกับรัฐบาลสุรยุทธ์

“เข้ามามีอำนาจเพียงเดือนเดียวก็แผลงฤทธิ์แล้ว ย้ายคนนั้น-คนนี้ ยื่นดาบให้มีการฆ่าตัดตอน ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คิดว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่สงครามแบ่งแยก อยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะตั้ง-หลอกลวง-มีทุนหนากว่า นักธุรกิจการเมืองในคราบเผด็จการก็อ้างประชาธิปไตย ใช้เงินเพียงหมื่นกว่าล้านบาทก็เข้ามามีอำนาจได้แล้ว ทักษิณเองอาจเป็นคนที่อยู่ต่างประเทศในห้วงปีเศษ แต่เราไม่รู้ว่า เขาไปพบปะใครบ้าง ไปเคลื่อนไหวอะไรบ้าง และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพียงใด เพราะทั้งจีน-รัสเซีย-เขมร ที่ทักษิณมีสายสัมพันธ์อันดี ล้วนแต่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น”นายเอกยุทธกล่าวและว่า การคืนพาสปอร์ตแดงให้พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของกระทรวงต่างประเทศเลย

ส่วนกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่พยายามปลุกผีตัวเองขึ้นมานั้น นายเอกยุทธ กล่าวว่า มี “บางคน” ในกลุ่มพันธมิตรฯ ขอย้ำว่า “บางคน” อาศัยชื่อของประชาชนไปหากินและสร้างความแตกแยกให้กับสังคม การอ้างประชาชนไปทำมาหากินก็เรื่องหนึ่ง การออกมาต่อสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกแยะให้ชัดเจน รอบที่แล้วมีการสร้างซีดี-ขายของที่ระลึกต่างๆ ได้ประโยชน์เข้าตัวมากมาย จึงอยากให้ติดตามว่า พวกนี้จะออกมาหลอกลวงเงินบริจาคใครอีก และที่สำคัญรอบนี้ไม่มี “นายทุน” ใหญ่คอยจ่ายอีกแล้ว

นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า การต่อสู้รอบนี้ เป็นการต่อสู้สำหรับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพื่อหวังเปลี่ยนแปลง “สถาบัน” หากประชาชนไม่มีความรู้ และถูกครอบงำทางความคิดก็อาจเกิดปัญหาได้ ซากของศูนย์อำนาจเก่าที่กลับมาเป็นผีดิบคืนชีพนั้น อันตรายยิ่งนัก เพราะเขากล้าใช้อำนาจมากขึ้น ยิ่งมีข้าราชการที่มักโอนอ่อนไปตามนักการเมือง ก็ยิ่งทำให้ประเทศชาติเสียหาย

“ยุคทักษิณเราเห็นว่ามีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ ในเรื่องประชานิยม พอถึงยุคสุรยุทธ์ก็ยกเลิกไป พอมายุคสมัครก็นำกลับมาใช้อีก ขณะนี้สังคมมาถึงจุดที่ประชาชนได้เรียนรู้แล้วว่า นักเลือกตั้งที่อ้างประชาธิปไตยทั้งหลาย ประชาชนส่วนหนึ่งก็รู้ดี เชื่อว่าอีกไม่นานคงมีการแตกหัก อยู่ที่ว่าใครจะจุดชนวนขึ้นมาเท่านั้น”นายเอกยุทธกล่าว





    โดย : ข้อมูลเชิงลึก      (58.9.25""""เมื่อ : 25/02/2008 06:16 PM
 
http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=12937

เมือง ขณะที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ก็ยังทำหน้าที่เป็น “ทนายส่วนตัว” ให้พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ถึงขั้นบินไปพบที่กรุงปักกิ่งพร้อมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า พรรคการเมืองนี้ต้องการนำพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาแก้ข้อกล่าวหา โดยไม่สนใจว่าจะด้วยวิธีการใด

aaaa
ประเทศไทยยามนี้ตกต่ำสุดๆ....มีกระทั่ง รมต. กระทรวงต่างประเทศเป็นขี้ข้าทุนนายหน้าฯ เจ้าของพรรคการเมือง......

อ้างถึง
ส่วนกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่พยายามปลุกผีตัวเองขึ้นมานั้น นายเอกยุทธ กล่าวว่า มี “บางคน” ในกลุ่มพันธมิตรฯ ขอย้ำว่า “บางคน” อาศัยชื่อของประชาชนไปหากินและสร้างความแตกแยกให้กับสังคม การอ้างประชาชนไปทำมาหากินก็เรื่องหนึ่ง การออกมาต่อสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกแยะให้ชัดเจน รอบที่แล้วมีการสร้างซีดี-ขายของที่ระลึกต่างๆ ได้ประโยชน์เข้าตัวมากมาย จึงอยากให้ติดตามว่า พวกนี้จะออกมาหลอกลวงเงินบริจาคใครอีก และที่สำคัญรอบนี้ไม่มี “นายทุน” ใหญ่คอยจ่ายอีกแล้ว

หีหึหึ..ไอ้ชั่วเอ้ย...แล้วม.....จะให้เอาเงินที่ไหนมาเป็นปัจจัยเคลื่อนไหว...ไม่ได้ทำแชร์ลูกโซ่เหมือนม.......นี่...รึก็ไม่ได้งาบหรือผันเอางบประมาณแผ่นดินและเงินหวยมาเข้าพกเข้าได้เหมือนบักฟักแม........นิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กุมภาพันธ์ 2008, 21:36:59 PM โดย ตะกวดรีเทิร์น » บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #29 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2008, 10:46:36 AM »

วาระเร่งด่วน
 
โดย สุวิชชา เพียราษฎร์ 26 กุมภาพันธ์ 2551 20:59 น.
 
 
 
ห่างจากการแถลงนโยบายต่อสภาฯ ไม่กี่วัน รัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลหุ่นเชิดก็กุลีกุจอเริ่ม ‘วาระเร่งด่วน’ ของตนเหมือนที่หลายคนคาดคิดเอาไว้โดยทันที
       
        วาระเร่งด่วนย่อมไม่ใช่นโยบายเพื่อชาติและประชาชนตามที่พูดไปในสภาฯ แต่อย่างใด แต่เป็นวาระเร่งด่วนเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง!!
       
        สองกรณีที่เห็นกันชัดๆ ว่า รัฐมนตรีนอมินีทำผลงานแบบเย้ยฟ้าท้าดิน
       
        การสั่งย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมส่งเสริมคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งกุมคดีสำคัญๆ ของอดีตนายกฯ ไว้ ไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) คือ ตัวอย่างของวาระที่อื้อฉาว โฉ่งฉ่างที่สุดของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
       
        สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีรัฐมนตรีที่ขี้เหร่แค่เพียงหน้าตาหรือด้านคุณสมบัติเท่านั้น หากยังแสดงออกถึงสติปัญญาที่อัปลักษณ์น่าชิงชัง ทำราวกับประชาชนยังอยู่ในยุคสมัยที่ข่าวสารไม่ได้พัฒนา
       
        ปกติ การใช้อำนาจหน้าที่โยกย้ายข้าราชการประจำของนักการเมืองไม่ว่ายุคสมัยใด เป็นอำนาจหน้าที่รับผิดชอบที่ทำได้ หากการย้ายนั้นตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภาฯ และ ข้าราชการที่ถูกโยกย้ายก็ต่างต้องก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเองไป
       
        แม้จะทราบโดยนัยว่า ข้าราชการประจำคนใดไม่ตอบสนอง หรือขัดแย้งกับรัฐมนตรีในเวลาต่อมา การสั่งย้ายก็จะมีเหตุผลรองรับที่พอฟังได้ ทิ้งระยะเวลาให้สุกงอมเพื่อหาคนที่เหมาะสมต่อหน้าที่-การงานแล้วค่อยลงมือปฏิบัติ
       
        ยิ่งบางตำแหน่งที่มีความสำคัญ ข้าราชการหากไม่กระทำผิดร้ายแรงก็ควรที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ แม้จะไม่ถึงขึ้นออกกฎหมายพิเศษห้ามไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงก็ตาม นักการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ-ประชาชนจริงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการโยกย้าย
       
        แต่รัฐบาลหุ่นเชิดเพียงเพื่อเร่งเคลียร์คดีให้กับ ‘นายใหญ่’ กลับไม่สงวนท่าทีใดๆ มีอำนาจ ใช้อำนาจ ลงมืออย่างเร่งด่วน
       
        นายสมพงษ์ พูดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “เรื่องเอื้อประโยชน์ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปไม่ได้ ขอให้ไปตรวจสอบเลยว่า ขณะนี้คดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯ อยู่ในชั้นอัยการแล้ว โชคดีที่พ้นไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะโดนข้อหานี้อีก ผมยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย จะไปบังคับหรือบิดพลิ้วได้อย่างไร รัฐมนตรีมีอำนาจถึงขนาดนั้นเลยหรือ เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาก็ต้องอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง แต่ผมจะให้ความสะดวกสบายเหมือนอดีตนายกฯ คนอื่นๆ”
       
        ก่อนพูดเข้าใจว่า นายสมพงษ์ คงไม่ถามน้องชาย พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ รอง ผบ.ตร.อดีตอธิบดีดีเอสไอ ขอข้อมูลเพื่อความน่าเชื่อถือกว่านี้ ที่ว่า คดีของพ.ต.ท.ทักษิณโดยเฉพาะคดีซุกหุ้นภาค 2 เอสซีแอสเซท ที่หลักฐานว่ากันว่า หนาแน่นมากถึงชั้นอัยการนั้น หากอัยการสั่งสอบเพิ่มเติม และส่งสำนวนคดีคืนให้ดีเอสไอ ประกันได้หรือไม่การเปลี่ยนตัวอธิบดีจะไม่ส่งผลต่อรูปคดี?
       
        ง่ายเกินไปหรือไม่ที่นายสมพงษ์ ซึ่งนั่งเก้าอี้สำคัญอย่าง รมว.ยุติธรรมจะอธิบายแบบ 50-50 เช่นนี้
       
        กรณี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าตัวเองบินไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จีนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก็เช่นกัน
       
        นายนพดล แสดงออกให้สังคมเห็นว่า เขาเหมาะสมกับอาชีพทนายความว่าความให้พ.ต.ท.ทักษิณ รับเงินค่าจ้างจากบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องหาของแผ่นดินหลายคดีไปวันๆ มากกว่าที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกินเงินเดือนภาษีของประชาชนหลายล้านคน
       
        นายนพดล ให้สัมภาษณ์เต็มปากเต็มคำเหมือนครั้งยังทำหน้าที่โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท. ทักษิณไม่ผิดเพี้ยน
       
        “ขณะนี้ไม่มีอะไรติดขัดแล้ว ทุกอย่างได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเมืองไทยเพื่อมาต่อสู้คดี กลับมาก็เลิกยุ่งการเมืองโดยเด็ดขาด ท่านใช้คำว่า หน่อมแน้ม กลับมาก็เป็นคนปกติธรรมดา ไม่ได้ไปยุ่งการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน จะอยู่อย่างเงียบๆ ไปกินกวยเตี๋ยว พบสื่อมวลชนบ้าง และ ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และ จะไม่มีการเตรียมตำแหน่งใดๆ ไว้รองรับ
       
        ย้ำอีกทีว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ก็พูดจริงทำจริง ท่านก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ท่านบอกว่าพอแล้ว ก็เป็นคนปกติธรรมดา” (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 26 ก.พ.)
       
        พร้อมกันนี้ นายนพดล ยอมรับอีกเช่นกันว่า ข้าราชการกระทรวงได้เช็กข้อมูลระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกฤษฎีกาและอัยการสูงสุดแล้วก็ได้คืนพาสปอร์ตเล่มแดงให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนนี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่วาระเร่งด่วนมาตลอด
       
        นี่เพียงวาระเร่งด่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่บรรดารัฐมนตรีนอมินีต่างเร่งลงมือกระทำเพื่อต้อนรับ ‘นาย’ ซึ่งไม่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับไทยมาเมื่อไหร่ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือเลื่อนออกไปเพราะผิดแผนที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช โดนใบแดง คาดว่าน่าจะมีวาระเร่งด่วนจากรัฐมนตรีนอมินีเหล่านี้อีกหลายชุดใหญ่
       
        วาระเหล่านี้แม้จะมีมาก แต่หากรัฐมนตรีปากกล้าทั้งหลายยังช่วยกันเร่งทำโดยไม่ต้องปิด ไม่ต้องซ่อนเร้น ไม่ต้องเกรงใจประชาชนเช่นนี้ มองอีกมุมก็ดีไปอย่าง ‘วาระสุดท้าย’ ของรัฐบาลชุดนี้คงมาถึงเร็วขึ้น
       
        ท่านผู้อ่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่ เอ็มบล็อก http://mblog.manager.co.th/suwitcha67 หรือ E-mail suwitcha@manager.co.th

 
 ๆๆๆๆๆๆๆ

รัดทะบานขี้ข้าม้าคอกลาล่อและสุนัขรับใช้ทุนนายหน้าฯ ก็จะอี้แหละ....ทนได้ก็ทนไปทนไม่ได้....ก็......ต้องทนให้สฟ่ะ ก็เสียงข้างมาก(แม้จะชั่วช้าสามานย์อย่างไร)เขาจะเอาจะอี้....ต้องยอมรับสิฟ่ะ.....ถ้าเสียงข้างมากของประเทดนี้เขามีมติให้การขายตัวการเป็นกิ๊กกะผัวเขาเมียเพื่อน พวกเอง(ไอ้พวกเสียงข้างมากขาดธาตุไอโอดีน...)ก้ต้องให้พวกข้าฯยอมรับเลอะ?? ไอ้พวกประชาชั่วเอ้ยย.....ไทที่ไน๊
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!