บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:34 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าพ่อท่านตายคนเดียว แต่ให้ ประเทศไทย อยู่รอดปลอดภัย จากการนองเลือด มันก็คุ้ม ..  (อ่าน 4751 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 30 ธันวาคม 2007, 17:21:38 PM »




    ส่งท้ายปีเก่า๒๕๕๐...ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๑


    Hot News, Monday to Sunday, 3.30 am - 24.00 pm.

ในวาระส่งท้ายปีเก่า พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้
ท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโร ฝากข้อคิดดังนี้ค่ะ

 สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้
มีญาติธรรมค่อนข้างเป็นห่วงพ่อท่านว่า
จะเกิดอันตราย จะมีวิธีวางใจ อย่างไรคะ?


 พ่อท่านบอกพวกเราว่า
ถ้าจะเกิดอันตรายจริงๆ จากการที่มีคนมาลอบทำร้าย
น่าจะเกิดตั้งแต่ ตอนที่ อำนาจเก่า เขายังมีอำนาจอยู่
 แต่เหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวมันก็ผ่านไปแล้ว ท่านบอกว่า

ถ้าท่านตายคนเดียว
แต่ให้ ประเทศไทย อยู่รอดปลอดภัย
จากการนองเลือดกัน มันก็คุ้ม
ท่านยอมเปลืองตัว
เพื่ออุทิศตัว ให้กับสังคม


 ซึ่งงานนี้ แม้แต่พันธมิตรของเรา ก็ยังมาทักท้วงพ่อท่านว่า
พ่อท่านไม่น่า จะเปลืองตัว เพราะอย่างไรๆ มันก็ไป ช่วยอะไร ไม่ได้หรอก
ยังไงอำนาจเก่า เขาก็ต้อง กลับคืนมาอยู่แล้ว แต่พ่อท่าน ก็ให้คำอธิบายว่า
ท่านไม่ได้ห่วง ในเรื่องที่ท่าน จะเปลืองตัว เพราะเท่าที่ท่าน ทำงานมา
ถ้าจะว่าเสีย ท่านก็เสีย มาตลอด ยอมเปลืองตัว มาตลอด
เพื่อให้สังคม ประเทศชาติ เกิดความถูกต้องดีขึ้น

ท่านไม่ได้ทำงาน ด้วยกำรเอาความจะเปลืองตัวหรือไม่เปลืองตัวเป็นที่ตั้ง
แต่ท่านมุ่งหวัง ที่จะให้สังคม ประเทศชาติ และมนุษยชาติ ดีขึ้นเป็นหลัก
 อยากให้พวกเรา ได้มีความเชื่อมั่น ในสิ่งที่พ่อท่าน พานำ พาทำ

พ่อท่านเอง เป็นโพธิสัตว์ ที่จะมาสืบทอด อายุของศาสนา ให้ยืนยาว ให้ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี
ยังไงๆ ท่านก็ต้อง มาบำเพ็ญ อุทิศตน เพื่อช่วยเหลือ มนุษยชาติ และสร้าง สิ่งที่ดีงาม ให้เกิดขึ้นกับสังคม และศาสนา

แน่นอน ปัญหาของสังคมในขณะนี้ก็คือ
ผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนฝ่ายดีๆ ต่างคนก็ต่างเก็บตัว กลัวเปลืองตัว
 แล้วไม่มีใคร ออกมาช่วย แก้ปัญหาบ้านเมือง เลยปล่อย ให้คนชั่ว ผงาดฟ้า
แต่คนดี พากันก้มหน้า มุดดิน

ยังโชคดี ที่ในท่ามกลาง ทะเลทรายขณะนี้ ก็ยังมีหยาดน้ำ ที่มาช่วยประคอง
ทำให้ความแห้งแล้ง มีความชุ่มชื่น ได้บ้าง

อย่างเรา มีคนอย่าง ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งก็พยายาม นำเสนอที่ว่า
ทำอย่างไร จะเลื่อนการเลือกตั้ง ออกไปก่อน ได้ไหม ซึ่งความเห็นแบบนี้ ท่านก็รู้ว่า สังคมรับไม่ได้
 ไปถามใครดู ใครก็บอกว่า ไปคิดบ้าๆ อย่างนี้ ได้อย่างไร

 แต่ท่านก็มองเห็นว่า อันตรายจะเกิดขึ้น กับบ้านเมืองจริงๆ
 แม้จะทำไปโดย คนเขาจะตราหน้า ว่าบ้า แต่ก็พยายาม ที่จะทำ
 นี่ก็เป็นตัวอย่าง ของคนที่ยอมทำ ยอมเปลืองตัว เพื่อให้บ้านเมือง มันพ้นวิกฤติ

หรือ ตัวอย่าง อย่าง คุณหมอ มงคล ณ สงขลา
ที่ท่านพยายามต่อสู้ เพื่อคนที่ป่วย เป็นโลกเอดส์
คนที่ป่วยมากมาย ต้องอาศัย ใช้ยา จากต่างประเทศ
ท่านจะต้องไปต่อสู้ กับบริษัทยา ของประเทศยักษ์ใหญ่ อย่างอเมริกา

 แม้จะมีเสียงทักท้วง มากมาย ว่าอย่าไปเอาหัว ชนภูเขา
 เราเป็นประเทศเล็กนิดเดียว จะไปสู้ประเทศใหญ่ๆ เขาได้อย่างไร
 แต่ท่าน ก็สามารถ ต่อสู้ได้สำเร็จ
จนทำให้ ประเทศเล็กๆ ที่เขามีปัญหา เรื่องโรคเอดส์ โรคอื่นๆ
 ที่ต้องใช้ยา จากบริษัทยา อเมริกัน เขาพลอยได้ ผลประโยชน์ขึ้นมาด้วย
คนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อุปมาเหมือน นกตัวน้อยๆ
ที่พยายามบิน ป่าวร้องไปบอก ให้สัตว์ร่วมโลกนี้ ให้รู้ว่า
 มีมหันตภัย ไฟกำลัง จะลุกไหม้ ในโลกนี้
จงออกมา ช่วยกัน... จงออกมาช่วยกัน...

แต่ก่อนนี้สัตว์โลก ก็พากันอยู่ ด้วยความหวาดกลัว
 เพราะ สัญชาตญาณ ก็รู้อยู่แล้วว่า
ไฟบรรลัยกัลป์ ที่เกิดขึ้น มันไม่มีใคร สามารถหยุดยั้ง ได้หรอก
แต่พอมี นกกล้า ขึ้นมา แม้ตัวเดียว สองตัว สามตัวก็ตาม
 ก็ทำให้สัตว์ในโลกนี้ ได้ฮึดสู้ขึ้นมา ช่วยกันเอาน้ำ เอาโคลน มาดับ คนละทีสองที

 สุดท้าย ไฟบรรลัยกัลป์ ที่มันจะลุกไหม้ ก็สามารถ หยุดยั้งได้
จากการที่มีคนกล้า ร่วมมือ ร่วมใจกันขึ้นมา
ล การที่พวกเราห่วงพ่อท่านว่า จะอันตราย
พ่อท่านเอง ก็คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า
ดังนั้น เราจะต้อง รักษา ธรรมะ ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ที่ตัวเราให้ได้
และให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น อันนี้จึงจะเป็น การรักษาพ่อท่าน
ที่แท้จริง แล้วก็สิ่งที่อยาก

จะฝากเป็นข้อคิด ก็คือว่า
ในขณะที่พ่อท่าน ยังมีชีวิตอยู่ พ่อท่านเอง ก็เหมือน เถ้าแก่ ร้านขายของ
ที่สืบทอดกิจการ มาจากต้นตำรับ ขนานแท้ ช่วงนี้ เจ้าของกิจการ มาเอง
แล้วเรา ก็ยัง ประมาทอยู่ เอาชีวิต ไปจมอยู่กับ สมบัติบ้า ก็น่าเป็นห่วงว่า
 ถ้าเกิด ตัวเถ้าแก่ ไม่อยู่ พอไปถึงยุค รุ่นลูก ของเถ้าแก่ รุ่นหลาน ของเถ้าแก่
 ยิ่งห่างออกไป เท่าไหร่ ก็ต้องยอมรับ ความจริงว่า
 หัวเชื้อ ก็ต้องอ่อนแรง ลงไป ตามลำดับ

ในขณะนี้ เถ้าแก่ยังอยู่ ในขณะที่โลก กำลังลุกเป็นไฟ
อยู่อย่างนี้ เราก็น่า จะทุ่มเท ที่จะเอา หัวยา เอาไว้กันให้ได้ สุดแรง
 เท่าที่บุรุษ จะพึงขวนขวาย ได้ดีกว่า
 แล้วเราก็จะได้ ไม่ห่วงว่า พ่อท่าน จะอยู่ หรือจะไป


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ธันวาคม 2007, 17:46:20 PM โดย เนียงอัปสรา » บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
เนียงอัปสรา
Full Member
***
กระทู้: 493


จูงกะ..บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 30 ธันวาคม 2007, 17:45:28 PM »





ทำงานอย่างไรให้สนุกคะ?



 การจะทำงานให้สนุกนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราทำงานอย่าง "สร้างอัตตา"หรือ "ล้างอัตตา"
ทำงานเพื่อ พัฒนา ไปเป็น "พระเจ้า" หรือทำงานเพื่อให้หมด แม้แต่ความเป็น "ข้าพเจ้า"

 ปัญหาในการอยู่ร่วมกัน ของชาวอโศก ทุกวันนี้
เกิดจาก ต่างคนต่างถูก เพราะเราได้รับการอบรม สัมมาทิฏฐิ
เรามีความเข้าใจ ที่ถูกต้อง กันเกือบ ทุกคน นั่นแหละ
แต่ว่าสิ่งที่ เป็นปัญหา ก็คือ
ต้องมานั่ง ตัดสินกันว่า มันมีดี ..ดีกว่า... และดีที่สุด

ระหว่าง ดีกว่า และ ดีที่สุดนี่
บางทีก็ตัดสิน ได้ยากมาก
และบางที กว่าจะตัดสินได้ว่า
 อะไรดีกว่า หรือดีที่สุด
 สุดท้าย กลายเป็น ดีแตก เสียก่อน
คือ อยู่รวมกันไม่ได้

เราคงต้องมาตั้งหลักคิดกันใหม่ว่า
 ชิ้นงานต่าง ๆ บางทีมันอาจจะไม่ต้อง ให้ดีที่สุด ก็ได้
ซึ่งสิ่งที่น่า จะดีที่สุด จริงๆ อยู่ที่ ความรัก ความสามัคคี กันต่างหาก

 แต่สิ่งที่ต่างคนต่างคิดว่า ดีที่สุด
 อาจจะเป็น ภาพลวงตา ของ อรูปอัตตา อาจจะไม่มีจริง ในโลกนี้ก็ได้
บางทีเราก็อยากได้ สมณะที่เก่งๆ มาอยู่ด้วย
 แต่ว่าของจริง ก็คือ ก็มีแต่ สมณะ ที่ป่วยๆ นี่แหละ มาอยู่กับเรา

อย่างนี้ ก็ดีที่สุดแล้ว นอกนั้น ก็ไม่มีแล้ว
งั้นเราก็ต้องหาทาง ที่จะอยู่ กับท่าน ได้อย่าง ยั่งยืน ยาวนาน
ซึ่งพระพุทธเจ้า ก็ได้ตรัสไว้ว่า
การดูแล สมฌะ ที่อาพาธ มีบุญเท่ากับ การปฏิบัติ ต่อพระองค์
 อย่างนี้น่าจะเป็นของจริง ที่ดีที่สุด ที่เกิดขึ้นจริง ๆ
ไม่ใช่คิดเอาตาม อรูปอัตตา

ในการทำวัตรเช้าบางทีพวกเราก็ตกลงกันไม่ได้
บางคน จะฟังพ่อท่านเทศน์จาก เอฟเอ็มทีวี
 บางคน จะนั่ง เจโตสมถะ
ความจริงแล้ว ก็มีเหตุผล มาสนับสนุนดีทั้งคู่
แต่ประเด็นของปัญหา มันอยู่ที่ว่า
 ถ้าไปยึดมั่น ถือมั่น ว่าจะต้อง เอาอย่างที่ตูคิด ให้ได้
แล้วกวาดความคิด คนอื่นทิ้งไป ในที่สุด

กลายเป็นดีแตก อยู่ทำวัตร ร่วมกัน ไม่ได้

อย่างเรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
คนดูแล ห้องเครื่องมือ อยากเอาคนที่ ไม่คืนเครื่องมือ สมควรเอาไป ประหารชีวิต ทีเดียว
คนดูแลโรงครัว ก็อยากจะเล่นงาน คนที่ไม่ได้วางถ้วยจาน ให้เรียบร้อย
จนลืมไปว่า จริงๆ แล้ว เราควรจะ "วาง-ใจ"ของเรา ให้เรียบร้อยก่อน
ก่อนที่จะไปบังคับ ให้คนอื่น "วาง-จาน" ให้เรียบร้อย

สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน
มันก็จะเป็น การทำงานที่ ทำงานไป สร้างอัตตาไป
 หลงไปในงาน จนลืม ความเป็นพี่ เป็นน้อง
จนตัวเรา กลายเป็นพระเจ้า ที่ยึดแรง แข็งโป๊ก
 แล้วก็อยู่ ร่วมกันไม่ได้
 แต่ถ้าทำงาน เพื่อให้หมด ความเป็นข้าพเจ้า (ล้างอรูปอัตตา )
ทำงานในฐานะ เป็นผู้รับใช้
มีความเป็นพี่ เป็นน้อง มีความอบอุ่น ประสาน สามัคคี
ทำงานแบบนี้ ก็จะเป็น การทำงาน ที่สนุก
เพราะได้ล้างอัตตา ไปด้วยในตัว

ท่านมีอะไรเป็นของฝากปีใหม่ ปี ๒๕๕๑ บ้างคะ?

ปีใหม่ปีหนึ่งชีวิตเราก็ใกล้ความตายเข้าไปอีกปีหนึ่ง ก็ขอฝากโอวาทของพ่อท่านให้ เป็นข้อคิดว่า
จะเตรียม ทำใจของเรา ให้ดีที่สุด ก่อนตาย เพื่อเราจะเดินทาง ไปสู่โลกหน้า ที่พิสูจน์ได้ ในปัจจุบัน กันได้อย่างไร ?
 โอวาทของพ่อท่าน ในรายการ เจาะลึก ฝึกธรรม มีคำถาม ดังต่อไปนี้....

 ถาม :คราวที่แล้วพ่อท่านเทศน์เรื่องสภาวะ สลบ- เข้าภวังค์- หลังตาย
ผมสงสัยว่า เมื่อตาย พลังงานจิต ต้องไปชดใช้ วิบากกรรม นานแค่ไหนครับ
จึงจะไปสังเคราะห์ กับสสารมาเกิดอีก และที่กล่าวว่า จิตพอตายปุ๊บ ไปเกิดปั๊บนั้น เป็นอย่างไรครับ
ฟังแล้วเหมือน หรือต่างกัน ตรงไหนอย่างไร ?


ตอบ :
ถามมาดี คราวที่แล้วอาตมาได้อธิบายถึงสภาวะจิตที่อยู่ในภวังค์
หรือ ที่เรียกว่า ตกภวังค์ หรือ เข้าสู่ภวังค์นี่ คือ อยู่ในภพของจิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ตาหูจมูกลิ้น กายข้างนอก
ไม่รับรู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 ทวาร ข้างนอก ไม่รับรู้ แม้คุณจะนั่ง ลืมตาอยู่ ตาแข็งอยู่นี่ คุณก็ไม่รับเสียง ไม่ได้ยิน
บางที มาจับตัว เขย่า ก็ยังไม่รู้ตัว ยังตกภวังค์อยู่ก็มี ก็เป็นไปได้

จิตลักษณะนั้นแหละ อาตมา ได้ขยายความ ให้ฟังว่า
 จิตตกภวังค์ หรือ จิตอยู่ในภวังค์นั้น เป็นจิตลักษณะ เดียวกันเลยกับ จิตของคนนอนหลับ - คนสลบ - คนตาย
 เหมือนกันเลย อันเดียวกันเลย ของใครของมัน คุณตกภวังค์ จิตของคุณ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ
 คุณนอนหลับ จิตของคุณ ก็เป็นเหมือน ตกภวังค์นั้นแหละ ไม่รับรู้จาก ทวารกายข้างนอก
คุณนอนหลับ คุณก็ไม่รับรู้ ทวารกาย ข้างนอก คุณสลบ คุณก็ไม่รับรู้ ทวารกายข้างนอก
แต่จิตในภวังค์คุณ เป็นอย่างไร เหมือนกันหมด ในขณะนั้นๆ
มันจะปรุงแต่งอย่างไร มันจะมีเรื่องราวอย่างไร เหมือนกันหมด

คุณนอนแล้วคุณก็หลับฝัน แล้วคุณก็ฝันอย่างไร ตกภวังค์ยังไง ก็ฝันอย่างนั้น
ตกภวังค์นี่ มันไม่ได้ควบคุมนะ ตกภวังค์ แล้วคุณไม่ได้มีสติ ตกภวังค์นี่ มันไม่ค่อย รู้ตัวหรอก
ตกภวังค์ไปแล้ว ไปเที่ยวไหน ๆ อะไรของคุณ ก็ไปเลย อารมณ์จิต เป็นอย่างนั้น
หรือ คุณนอนหลับ ก็เหมือนกัน คุณไม่มีสติไปคุม
หรือ คุณสลบก็เหมือนกัน ไม่มีสติไปคุม หรือ คุณตายไป ก็เหมือนกัน

 สติ หรือว่าสิ่งที่เป็น อัตโนมัติ ของจิตคุณ อยู่ในลักษณะใด อันเดียวกัน
ถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้ คุณจะรู้เลยว่า เอ้อ คนตายแล้วนี่ จิตจะเป็นอย่างไร
นึกออกไหม ตายแล้ว จิตจะเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นแหละเออ

ทีนี้มีคำถาม แทรกมาว่า
 เมื่อตายแล้ว พลังงานจิต ต้องไปชดใช้ วิบากกรรม นานแค่ไหนครับ
จึงจะไป สังเคราะห์ กับสสาร เพื่อมาเกิดใหม่


ตอบ !
บอกไม่ได้ ว่านานแค่ไหน
ตาม "พลังวิบาก" ซึ่งเป็นอจินไตย
กรรมวิบาก เป็นอจินไตย เป็นสิ่งที่ คิดไม่ได้ คิดไม่ถึง คิดไม่ออกว่า.. นานแค่ไหน
 แล้วจะไปอยู่ ในลักษณะใด เพราะของใคร ก็ของมัน

ในขณะที่ คุณตกภวังค์ แล้วคุณไปคิดอะไรล่ะ
 คุณไปปรุงอะไร คุณไปวุ่นกับ เรื่องอะไรของคุณ
จริงๆ นั้นไม่ใช่คุณคิด ตกภวังค์นี่มันไปตามภพ ของอุปาทานจิต
อุปาทานจิตของคุณ มันจะสังขาร มันจะปรุงแต่ง มันจะเป็นอะไร ยังไง จิตของคุณ ก็ไปตามนั้นแหละ

คุณไม่รู้จักสังขาร เพราะคุณ อวิชชา
ปฏิจสมุปบาท ทั้งหมด 11-12 ขั้นตอนนี่
คุณอวิชชา มาตั้งแต่ต้นเลย

เพราะฉะนั้น คุณจะไม่รู้สังขาร และ ก็ไม่ได้ ศึกษาสังขาร
คุณก็ไม่รู้วิญญาณ คุณก็ไม่รู้ นาม-รูป คุณก็ไม่รู้จัก ผัสสะ
แล้วก็ไม่มีผัสสะ เพราะมัน อยู่ในจิต เท่านั้น
ตาหูจมูกลิ้นกายคุณ ไม่เกี่ยวแล้ว
มันจะมีผัสสะใน ที่เรียกว่า ผัสสะ
 เป็นธัมมารมณ์ ปรุงแต่ง ในจิตเอง ผัสสะกันเอง
 เป็นมโนสัมผัส ของคุณเอง

แล้วก็ปรุง จะมีตัณหา จะมีอุปาทาน
จะมีภพ มีชาติ มีโศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส ..... ฯลฯ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ใจของเรานี้ มีดวงเดียว
นรกสววรรค์ ตอนเป็น ๆ อย่างไร
ตายไป ก็เป็นอย่างนั้น

คนที่มีโลก ส่วนตั๊ว-ส่วนตัว อยู่ในภพ ของตัวเอง
จึงเสมือน คนรีบตาย ในขณะที่ ยังมีชีวิตอยู่

.............จากข่าวอโศกรายปักษ์ ธ.ค. 50..........
บันทึกการเข้า

ศีขรภูมิ วันนี้ มีหนุ่มสาว           ลูกหลานพระเจ้า ชัยวรมัน ท่านที่เจ็ด
สืบทอสาน ศิลปะ ประดุจเพชร    เจียระนัย ทีเด็ด  ละออตา.
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2008, 18:54:36 PM »

เจริญธรรม สำนึกดี ทุกท่าน

วันเข้าพรรษาที่ผ่านมา พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ได้แสดงธรรมอย่างพิสดาร เนื้อหาสาระมากมายน่าสนใจ

แต่ อย่าเชื่อ อย่าเพิ่งต่อต้านครับ มาชมกันจนจบดีกว่า ค่อยมาว่ากัน


http://video.google.com/videoplay?docid=9021067292798744564&hl=en


ขอความดีทั้งปวงที่เกิดขึ้น จงส่งผลต่อมวลมนุษยชาติ แต่ความไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่พอใจ ไม่ชื่นชอบ โดยท่านผู้ชม กระผม ขอรับผิดชอบเพียงผู้เดียว ในฐานะผู้ที่นำมาให้ชมกัน ครับผม

เจริญธรรมครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 กรกฎาคม 2008, 18:58:41 PM โดย ด.ช. Viscount » บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
vc2002
Sr. Member
****
กระทู้: 975


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 28 ธันวาคม 2009, 00:55:03 AM »

--ผ่านมาหลายปี...
ดวงตาเพิ่งเห็น ธรรม
--ผ่านมานานปี....
กว่าจะสงบจน พบพระ
--เพราะมัวแต่รบ และโกรธา
--เพราะมัวแต่บ้าจะแก้แค้น..เอาชนะ
ต่อนี้ไปจะรบด้วยสติ   ด้วยปัญญา
สืบทอดศรัทธา  "ชาวพรรคฯ" ที่ไม่เคยเป็น ย.เป็น ส. และเป็น "ตนของพรรคฯ"
....แต่ขอเป็น"ชาวพรรคฯ"ตลอดไป.......
มาปีนี้ขออวยพรปีใหม่  ลุงป้าฯบ้านตุลาไทย
ด้วยการขุดกระทู้เก่าๆขึ้นมาฝาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ธันวาคม 2009, 00:57:40 AM โดย vc2002 » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!