บ้านตุลาไทย
24 พฤศจิกายน 2017, 10:30:22 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใต้ฟ้าตุลาคม......ล้อมวงคุยกันรอบกองไฟ  (อ่าน 6806 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 16 มกราคม 2008, 23:01:00 PM »



คืนเดือนมืดท่ามกลางแรงศรัทธาที่เริ่มอ่อนแรง
การต่อสู้ที่ดูยืดเยื้อยาวนาน
สงครามที่ยังไม่จบ
หลายครั้งอยากปลีกวิเวก....และเลิกยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทุกอย่างที่เคยผ่านมา
แต่สถานการณ์บ้านเมืองมันกลับเลวร้ายลง
นับจากปี 2540มาจนถึงปัจจุบัน
ไม่มีอะไรเป็นที่ให้ดูชุ่มชื่นในหัวใจให้เห็นบ้างเลย

ยิ่งภายหลังการรัฐประหารกันยายน  2549
คงไม่มีอีกแล้วกับคำว่า  "คนเดือนตุลา"
เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันได้ทำให้ความสัมพันธ์ของมิตรร่วมรบ
ที่เคยร่วมต่อสู้กันมา  ได้มลายสูญสิ้นไป

ทุนเก่า  ทุนใหม่  ทุนสามานย์
ต่างช่วงชิงผลประโยชน์
โดยอาศัยประชาชนเป็นเหยื่อ
ทิ้งไว้ด้วยปัญหาของประเทศชาติที่หมักหมมไว้
รอเพียงวันระเบิดใหญ่ของสถานการณ์ที่รุนแรง  !!!
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2008, 00:01:07 AM »



ในยามนี้เหมือนการจุดไฟลงกลางใจ
กับผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
อยากจะลืมและให้อภัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
แต่สถานการณ์บ้านเมืองดูไม่เป็นใจเลย

แม้สงครามยังไม่มีการประกาศ
แต่การศึกนี้คงจะยืดเยื้อ
และไม่รู้ว่าจะมีการสูญเสีย
ของชีวิตผู้คนอีกหรือไม่?

บ้านเมืองนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์
ขอผองเพื่อนมิตรผู้รักชาติรักประชาธิปไตย
จงประสานมือประสานใจ
สงบจิตใจเตรียมรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้

ขอดวงวิญญาณวีรชนหกตุลาทุกท่าน
จงรับรู้ไว้ด้วยว่า

"การเสียสละของพวกท่านจะต้องไม่สูญเปล่า
ภารกิจการต่อสู้ที่รักชาติรักประชาธิปไตย
จักได้รับการสืบทอดต่อไปอย่างแน่นอน"
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
vc2002
Sr. Member
****
กระทู้: 975


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 เมษายน 2008, 21:58:07 PM »

                                                                                    เขียนที่บ้านตุลาไทย
                                                                            วันที่  3    เมษายน    2551
เรียนพี่ พรหมมินทร์  เลิศสุริยเดช
          สุรพงษ์  สืบวงลี
          สุธรรม  แสงปทุม
          ภูมิธรรม   เวชยชัย
          เหวง-ธิดา   โตจิราการ       
          และพี่ๆทุกท่านที่เกี่ยวข้อง
                            พี่ครับผมไม่ได้อยู่ในขบวนการฯทั้งส่วนของนักเรียนหรือนักศึกษา ในช่วงปี  2516-2519  แต่หลังปี16 ผมมีแอบไปดูการชุมนุมของพี่ๆที่สนามหลวงและที่อื่นๆอีกหลายที่ ผมจดจำสิ่งที่พี่ๆพูด   ผมตามอ่านการเคลื่อนไหวของพี่ๆผ่าน  นสพ.รายวัน  ผมรับรู้ถึงการตายอย่างไม่เป็นธรรมของพี่ แสง(หน้าโรงงานยาสูบฯ)    การตายของพี่นิสิต การตายของพ่อหลวงอินถา การตายของดร.บุญสนอง  การตายของพี่ๆที่สยามสแควร์   การบุกเผามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   สุดท้ายการตายของพี่ๆการไฟฟ้าที่นครปฐม……….พี่ครับในวันเวลานั้นผมกลัวมาก  ไม่กล้าพูดกับใครว่าผมเห็นด้วยกับแนวทางการเมืองของผู้ตายและพวกพี่ๆ   ผมมารู้ในภายหลังว่าไม่ได้มีผมคนเดียว  เพื่อนบางคน  ญาติบางคน  ก็คิดแบบผมเห็นด้วยกับผู้ถูกทำร้ายแต่ไม่กล้าพูด ……..ในวันเวลานั้นผมอยากบอกกับผู้กุมอำนาจรัฐเวลานั้นว่า  " หยุดเถอะเราคนไทยด้วยกัน” แต่ผมเด็กเกินไป ไม่รู้จะไปบอกใคร แล้วที่สุดของความกลัวก็มาถึง เช้าวันนั้น  " วันฆ่านกพิราบ” ผมสัญญากับตัวเองว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิด “ความรุนแรง”แบบนั้นอีกในรุ่นลูกผม  แล้วผมก็ลงใต้ดินพบกับพรรคฯ ผมพบกับเพื่อนๆอีกมากมายที่คิดเหมือนกัน ผมและเพื่อนๆไม่ได้ยอมรับแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรค  แต่ก็ทำงานในส่วนที่บอกเล่าความเลวร้ายของการใช้กำลัง  การทารุณฯให้กับผู้คนโดยมีพรรคฯ สนับสนุน
                           ในวันนี้ผมมีความรู้สึกคล้ายกับวันนั้นไม่ว่าจะเป็น  เจริญ วัดอักษร  ทนายสมชาย  ชิปปิ้งหมู  การทำร้ายคนที่ห้างพารากอน ห้างเวิล์ดเทรด  การบุกเผาตึกรามฯที่สี่เสาเทเวศน์  การหายตัวของ กมล  เหล่าโสภาพันธ์  การบุกไปแจกนิ้วกลางหน้าหอใหญ่  ล่าสุดการกระโดดถีบคนที่รัฐสภาฯ…พี่ครับเค้ารางของความรุนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ………..ในฐานะผู้มีส่วนกุมอำนาจรัฐ  ผมกราบละครับพี่ๆทำอะไรซักอย่าง  ผมรู้ว่าพี่ๆอึดอัด มีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่แอื้ออำนายให้หยุดความรุนแรงได้ง่ายๆอย่างใจคิด  ขอเถอะครับพี่ พยายามให้ถึงที่สุด  เสียสละให้เต็มที่หยุดความรุนแรงนี้ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเพื่อนๆพี่ที่ “เอาร่างพลี”ในเช้าวั้นนั้น……ผมกราบขอร้องพี่ๆในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐฯ  อย่าให้คนรุ่นลูกเราต้องเจ็บปวดกับผลของ”ความรุนแรง”  แบบที่คนรุ่นเราๆได้รับมา                                                                 
                                                                ด้วยรักและศรัทธา
                                                                     คนหลังหกฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 เมษายน 2008, 22:44:37 PM โดย vc2002 » บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 29 มกราคม 2009, 09:03:27 AM »

จากประชาชาติธุรกิจ

เรื่องของกฎ 80/20

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไป สไตล์คอลซัลต์

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com


วัน ก่อนผมไปคุยงานกับองค์กร แห่งหนึ่ง เกี่ยวกับหลักสูตรที่เขาต้องการให้ผมไปสอนพอพูดคุยกันจบเจ้าหน้าที่ระดับหัว หน้าก็เดินออกไป เหลือผมกับน้องใหม่ขององค์กรคนหนึ่งที่คอยต้อนรับผมในขณะที่ผมกำลังเก็บ ของอยู่ เขาทำท่าลังเลเหมือนจะถามอะไรบางอย่างแต่ก็ ไม่กล้าถามเสียที

จน ผมเก็บของเสร็จ เขาจึงเอ่ยปากถามแบบอายๆ ว่า เคยได้ยินเกี่ยวกับกฎ 80/20 ไหม ผมบอกว่า เคย เขาทำหน้าสบายใจขึ้น คือเรื่องของเรื่องเขากลัวตัวเองจะปล่อยไก่ เพราะเขาไม่แน่ใจว่า ไอ้กฎ 80/20 นี้เป็นกฎสากลหรือเป็นกฎที่ใช้กันเองภายในองค์กรของเขาเท่านั้น

ปัญหา ของเขาก็คือ ในองค์กรโดยเฉพาะหัวหน้าของเขาชอบพูดเรื่องของ กฎ 80/20 กันมาก เขาเข้ามาใหม่ เลยไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไร และมันมีประโยชน์อย่างไร ก่อนอื่นผมบอกได้เลยว่า กฎ 80/20 นี้เป็นทฤษฎีสากลอย่างหนึ่ง ดังนั้นไม่ต้องอายที่จะถาม

ที่มาของกฎ 80/20

กฎ 80/20 หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกกันว่า Pareto"s Principle เป็นกฎที่เกิดขึ้นมาจากความบังเอิญก็เกือบจะว่าได้ ผมขอ เท้าความถึงความเป็นมาของทฤษฎีนี้นิดหนึ่ง เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากในปี 1906 Vitfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ ชาวอิตาลีได้สร้างสมการตัวเลขเกี่ยวกับความร่ำรวยของคนภายในประเทศของเขา โดยจากการสังเกตการณ์ได้ค้นพบว่า 20% ของคนในประเทศเป็นเจ้าของความมั่งคั่ง ถึง 80% !!

จริงๆ แล้วหลังจากการสังเกตการณ์ของ Pareto ในครั้งนั้นดูเหมือนว่าผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่า ในงานที่ตนเองทำอยู่แต่ละอย่างจะมีปรากฏการณ์ของกฎ 80/20 อยู่เป็นประจำ จนราวๆ ปี 1940 Dr.Joseph M. Juran จึงสรุปแนวคิด เรื่อง 80/20 ไว้ว่า สิ่งสำคัญจำนวนไม่ต้องมากกลับสามารถสร้างผลกระทบได้เยอะแต่สิ่งไม่สำคัญ จำนวนเยอะๆ กลับสร้างผลกระทบได้ไม่มาก (vital few and trivial many)

แล้ว Dr.Joseph จึงค่อยมาพบภายหลังว่า สิ่งที่เขาสรุปเป็นอะไรที่ Pareto ค้นพบมาก่อนหน้านี้ จึงใช้ชื่อทฤษฎีนี้ว่า Pareto"s Principle หรือที่เราเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า กฎ 80/20

กฎ 80/20 หมายถึงอะไร

กฎ 80/20 หมายถึงอะไรก็ตามที่ส่วนน้อย (ประมาณ 20%) เป็นสาระสำคัญของเรื่องนั้นๆ และอะไรก็ตามที่ส่วนมาก (ประมาณ 80%) ไม่ค่อยมีสาระสำคัญ อย่างในกรณีของ Pareto ที่ว่า 20% ของประชากรเป็นเจ้าของความมั่งคั่ง 80% ในประเทศ

ในขณะที่กรณีของ Dr.Joseph เขาพบว่า 20% ของปัญหาก่อให้เกิด ความเสียหายถึง 80% หรือตัวอย่างใกล้ๆ ตัวเรา เช่น ยอดขายประมาณ 80% ขององค์กรมาจากจำนวนลูกค้าประมาณ 20% เท่านั้น เป็นต้น

ดังนั้น คำถามต่อไปจึงเกิดขึ้นว่า แล้วกฎ 80/20 นี้สามารถใช้อธิบาย ปรากฏการณ์อื่นๆ ได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคน หรือไม่ ?

คำตอบ คือ ทฤษฎีหรือแนวคิดใดๆในโลกนี้คงไม่สามารถใช้อธิบายสถานการณ์ทุกๆ สถานการณ์ได้ 100% โดยไม่มีข้อยกเว้นหรอก เพียงแต่ถ้าทฤษฎีหรือแนวคิดนั้นๆ อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้สัก 80-90% ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้ได้แล้ว ซึ่งแนวคิดเรื่อง 80/20 ก็มีลักษณะคล้ายกับทฤษฎีความเชื่ออื่นๆ ทั่วไปเช่นกัน

เพราะฉะนั้น หากเราจะนำเอากฎ 80/20 มาอธิบายการบริหารจัดการให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยยกตัวอย่าง สัก 2-3 เรื่องก็น่าจะได้แก่ 20% (โดยประมาณ) ของคนในองค์กร ควบคุมอำนาจในการบริหารจัดการไว้ถึง 80% หรือเนื้องานเพียงประมาณ 20% ที่คุณทำ (เท่านั้น) ที่สร้างผลลัพธ์ได้ถึง 80% (หรืออีกนัยหนึ่ง งานที่คุณทำเกือบ 80% สร้าง impact ในเชิงบวกให้กับองค์กรเพียงแค่ 20% เพราะส่วนมากเป็นงาน routine หรือ paperwork ซึ่งมีคุณค่าน้อยต่อองค์กร) หรือคนสักประมาณ 20% ในองค์กร (เท่านั้น) ที่เป็น top performer, super talent หรือ future leaderในขณะที่คนอีก 80% ไม่ใช่ เป็นต้น

ดังนั้น สาระสำคัญของกฎ 80/20 นี้ จึงเป็นเครื่องมือที่คอยย้ำเตือนคุณเสมอ ให้มุ่งเน้นไปที่ 20% ของส่วนที่เป็นสาระสำคัญ

เพราะ ฉะนั้นในการทำงานทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ จงหาให้ได้ว่าใครหรืออะไรคือ 20% นั้นที่จะสร้างผลลัพธ์ ไห้ได้ถึง 80% แล้วจงใช้เวลา ทรัพยากร และความทุ่มเทของคุณ 80% ไปให้กับ 20% นั้น

และ จงถือว่า 20% นี้เป็นหัวใจของการทำงาน อย่าให้สิ่งอื่นใดมาทำให้คุณต้องพลาดหรือสูญเสีย 20% นี้ไปเป็นอันขาด เพราะมันจะทำให้ผลลัพธ์ของคุณสูญไปถึง 80% เลย... ทีเดียวเชียว !

ผม หวังว่ากฎ 80/20 นี้จะทำให้หลายๆ คนเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้น จงอย่าแค่ทำงานอย่างฉลาด (work smart) เพียงอย่างเดียว แต่จงทำงานอย่างฉลาดบนสิ่งที่สมควรต้องทำ (Work smart on the right things) ด้วยจึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!