บ้านตุลาไทย
19 พฤศจิกายน 2017, 02:14:00 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกเมื่อกึ่งศตวรรษ  (อ่าน 16985 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 08 มีนาคม 2008, 21:36:09 PM »

ตั้งชื่อไปโก้ๆ อย่างนั้นล่ะครับ
ความจริงจะตั้งว่า  "บันทึกเมื่ออายุย่างเข้าเลข 5"  แต่ก็ดูธรรมดาๆ ไปหน่อย   
เลข 5 นำหน้าส่วนใหญ่ลุงๆ ป้าๆ แถวนี้คงนำหน้าไปแล้ว (จุ จุ อย่าพูดเรื่องอายุดัง  ยิงฟันยิ้ม )
แต่ผมเพิ่งจะเข้า   ความจริงถ้านับตามเดือนยังอีกหลายเดือน  ตอนนี้ยังเกาะเลข 4 อยู่อย่างเหนียวแน่น
แต่เรื่องที่อยากบันทึกก็เพราะช่วงนี้มีหลายเรื่องทั้งใหม่และเก่าที่พิมพ์ซ้ำเข้ามา   ก็อยากเขียนๆ เอาไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวบ้าง   เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวบ้าง 
ส่วนท่านใดจะแจมด้วยก็เชิญตามสบายนะครับ

เริ่มเรื่องคือผมไปเจอเพื่อนหมอคนหนึ่ง  ที่สมัย 6 ตุลาก็เป็นนักไฮปาร์คของปี 1 ตัวยง   เรียกว่าเป็นดาวรุ่ง   นี่ถ้าไม่เกิด 6 ตุลาเสียก่อนเพื่อนผมคนนี้ต้องได้เป็นนายกองค์นักศึกษาแน่ๆ เลย   แต่พอเจอแล้วก็ต้องสะอึก  เมื่อถามเขาว่า "ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่"   เขาตอบผมอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "กำลังเตรียมตัวเกษียณ" !!!

ฟังเขาเล่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ   ทุกวันเขาจะออกบ้านแต่เช้ามืด  ขับรถไปต่างอำเภอที่ห่างออกไปราว 1 ชั่วโมงเพื่อไปเปิดคลินิกให้ทันตลาดเช้า   หลังจากนั้นก็ทำงานๆ จน 4 โมงเย็น ปิดคลินิกกลับบ้าน   สองคนผัวเมียก็ไปตีเทนนิส   เขาบอกว่าตียังกะควาย  จนถึง 3 ทุ่ม  แล้วกลับบ้านนอน    ชีวิตเป็นอย่างนี้ทุกวัน  ยิ่งตอนนี้ลูกสาวเอ็นท์ติดคณะแพทย์สมใจคุณพ่อคุณแม่แล้ว   ก็ยิ่งไม่มีใครอยู่ด้วย  เพราะลูกสาวต้องไปเรียนและไปอยู่หอเสีย

มานึกเปรียบเทียบดูว่า  เอ หรือเราจะต้องเตรียมเกษียณแล้วเหมือนกัน   แต่มองดูสิ่งรอบๆ ตัวหลายอย่างเพิ่มจะเริ่มต้น   ทั้งจะไปเป็นชาวสวนยางปลูกพืชไร่   ทั้งจะเป็นนักอุตสาหกรรมทำการผลิต    ดูท่าหนทางเกษียณยังอีกยาวไกล
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 08 มีนาคม 2008, 21:45:45 PM »

วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งที่เคยบุกเบิกแม่น้ำโขงด้วยกันยุคแรกๆ   หลังจากหนีภัยพายุทางเศรษฐกิจไปเป็นโรบินฮู้ดที่อเมริกากว่า 10 ปี   ตอนนี้คงจะตั้งตัวได้แล้ว   โทรมาคุยยาวเป็นชั่วโมงถามถึงคนนั้นคนนี้สมัยบุกเบิกแม่น้ำโขง

ผู้จัดการใหญ่หวางของบริษัทเรือก็ถูกปลดไปนานแล้ว   ลูกชายก็ถูกยิงเป้า  เพราะถือปืนไปยิงรองผู้จัดการที่ล้วนแต่เป็นคนรู้จักตายในสำนักงานบริษัทเรือที่เมืองเชียงรุ่ง   หลังจากนั้นพ่อก็เสียคิด   จากเป็นนักขับเรือมือหนึ่งก็ขับเรือชนแก่งหินล่มที่แม่น้ำโขงจึงถูกปลด   ทางฝั่งไทยอ้ายอุ่นที่ช่วยขับเรือหางยาวที่สามเหลี่ยมทองคำก็ติดคุกพร้อมกับถูกยึดทรัพย์หลายสิบล้าน  เพราะเรื่องยาบ้า   ส่วนพี่ชายหนีไปอเมริกาสำเร็จ   สารวัตรท้องถิ่นก็ถูกออกจากราชการไปนานแล้วด้วยเรื่องเดียวกัน    ตึกบริษัทเอ็มพีที่เคยทำตอนนี้จีนมาเช่าทำท่าเรือ  หลังจากร้างไปสิบปี   

วันนี้คณะแรลลี่จากจีนผ่านลำปางจะผ่านกรุงเทพไปมาเลเซีย   พวกเขาออกจากคุนหมิงเมื่อเช้าวาน   เย็นนี้มาถึงลำปางแล้ว   เพื่อประกาศต่อไปว่าทางหลวงสายคุนหมิง-กรุงเทพใกล้จะเปิดเป็นทางการแล้ว  ต่อไปจะมีรถทัวร์คุนหมิง-กรุงเทพ  วิ่งผ่านลำปาง-เชียงของ-บ่อแก้ว-หลวงน้ำทา-เมืองล่า-ซือเหมา-คุนหมิง    ใครอยากไปก็เตรียมตัวได้   ถ้าไม่ติดขัดพิธิการที่ล่าช้าที่ลาว  สองวันน่าจะถึงคุนหมิงได้   หรืออย่างน้อยก็ต้องถึงชายแดนที่เมืองล่าที่เคยเป็นสำนักเด็กน้อยแนวหลัง

แต่อีกสองวันกลับไม่ได้เดินทางไปทางนี้  เที่ยวกลับต้องกระโดดข้ามไปที่เมืองเซี่ยเหมิน เมืองแต้จิ๋ว  กวางเจา เซินเจิ้น  ไปดูงานทางการแพทย์และผลิตยากับกองประกอบโรคศิลป์     คงจะมีเรื่องราวมารายงานให้ฟังต่อไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 มีนาคม 2008, 21:48:15 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
arunprapa_w
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: 08 มีนาคม 2008, 21:47:52 PM »

อ้าว!ลุงแสนคะ เจอลุงปีก่อนโน้นน(เสียงสูง) นึกว่าเกษียณแล้วซะอีก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม (ล้อเล่น)
ลุงจะเกษียณมิได้ร้อก ยางในสวนเพิ่งวัยรุ่น

แหม พูดถึงตารางชีวิตหมอ ราวกับหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 08 มีนาคม 2008, 21:57:48 PM »

ผมก็ว่าอย่างนั้น   ยังเผลออยู่บ่อยๆ  ว่าเป็นพวกปี 1 อยู่   ยิ้มกว้างๆ
ยังคิดในใจถ้าผมเป็นเพื่อนหมอคนนั้น ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีกในชีวิตก็น่าจะมาลุยงานนิเวศประชาธรรมเสียให้รู้แล้วรู้รอด  ยิงฟันยิ้ม  (เอ นี่เขียนเปิดทางให้ตัวเองหรือเปล่านะเนี่ยว่าเป็นคนไม่ค่อยว่าง  ยิ้มเท่ห์  )
ทุกวันนี้บางคนก็ยังทำหน้ากับผมแปลกๆ   ว่าเอทำไมจะมาเริ่มอะไรใหม่ๆ ตอนนี้   เขาว่าอายุถึงเลข 5 แล้วก็ควรจะนิ่งๆ แล้วไม่ควรทำอะไรใหม่   แต่นี่บุกไปทำหลายอย่าง   แถมยังหาเรื่องจะไปเรียนต่อที่เมืองจีนอีก   เพื่อนๆ พากันหัวเราะว่าอะไรคิดจะมาเรียนอีกตอนนี้    เพราะคนที่เรียนตอนแก่ก็มีแต่คนที่เตรียมตัวจะไปเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นต่างๆ เท่านั้น   แต่สาขาที่คิดจะไปยิ่งทีก็ยิ่งห่างจากเรื่องการเมือง (เปิดทางหนีให้ตัวเองอีกแล้ว  ยิ้มเท่ห์ )

เกล็ดเลข 5
วันหนึ่งในงานเลี้ยงศิษย์เก่าที่โรงเรียน  เพื่อนคนหนึ่งหัวเสียเข้ามาบอกว่าอยากเตะยามที่หน้าโรงเรียน   เพื่อนๆ ถามว่าทำไมเหรอ    เขาตอบว่าก็มันตะโกนบอกเราว่า  "ลุง ลุง จอดรถตรงนั้นไม่ได้  ลุงต้องมาจอดตรงนี้"     เพื่อนเลยหัวเสียบอกว่า "อะไรวะพออายุขึ้นเลข 5 แล้วมันดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือ"   

สู้ในบ้านนี้ไม่ได้   เตรียมตัวให้เป็นลุงเป็นป้ากันตั้งแต่ไก่โห่แล้ว   ยกเว้นแต่ท่านอรุณประภายังหลบเอาตัวรอดไปได้หลายที  ไม่โดนใครเรียกว่าป้ารุณ   ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 08 มีนาคม 2008, 22:12:59 PM »

ไม่เห็นใครก็อปกลอนของพี่เนาว์มาลง  (แกคงดีใจ  เพราะแถวๆ ผมเรียกแก่ว่าพี่เนาว์ตลอด)  ก็ขอเอามาแปะในบันทึกวันนี้ก็แล้วกัน



วิกฤตวิกล
Posted by เนาวรัตน์_พงษ์ไพบูลย์ , ผู้อ่าน : 80 , 14:47:05 น.   | หมวดหมู่ : ข้างคลองคันนายาว   



๏ ฤๅโลกถึงกาละ 
จะวินาศวิบัติประลัย 
จึ่งระร้าวผะผ่าวกระไอ 
แลวิกฤตฤดูกาล 

๏ สังคมก็สั่งสม 
ทั้งโสมมและสามานย์ 
ปลงปราชญ์ ปัญญาญาณ 
ก็วิปริตและปรวนแปร 

๏ เจ้ากูไม่อยู่วัด 
มาซัดส่ายไปตามกระแส 
หลงโลกย์แลหลงแล 
ตะลึงงาม อธรรมวิถี 

๏ ยักษ์ใหญ่ คือชิวหา 
มาแลบลิ้นอันกาลี 
คลุมเมืองให้มืดมี 
แต่มายามายียำ 

๏ เห็นแต่ประชาไทย 
ที่เป็นไทแลเป็นธรรม 
ลุกขึ้นหยัดยืนนำ 
เข้าต้านต่อเหล่าทรชน 

๏ กำราบมารที่พาลผยอง 
อันครองเมืองมาเป่ามนต์ 
ขจัดฤทธิ์วิกฤตวิกล 
เถิดคนไทย ที่เป็นไท ! 

---------------------------------------   
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 

 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 09 มีนาคม 2008, 07:40:18 AM »

2-3 วันนี้หมอกควันเริ่มจะกลับมาปกคลุม    ระดับอากาศเป็นพิษเริ่มทะลุระดับมาตรฐาน 
แต่เช้ามืดนี้ฝนกลับตกลงมาโครมใหญ่    แล้วตอนนี้ก็ตกลงมาสลับปรอยๆ   ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศเย็นสบาย  ช่วยชำระหมอกควันไปได้มากทีเดียว 
ตอนนี้จะเข้ากลางมีนาแล้ว   แต่สภาพอากาศยังเป็นปลายฤดูหนาว  แถมมีฝนสลับฉากเป็นระยะๆ   ถามชาวสวนทุกคนก็ว่าดีไม่ต้องออกแรงรดน้ำ   สวนยางนั้นดีแน่ๆ  เจอฝนทีก็แตกช่อที  จนต้องสูงชลูดไม่แตกเป็นฉัตรไปแล้ว    ส่วนพวกลำไย มะม่วงก็ว่าน่าจะดีเหมือนกัน  เพราะหากรากได้น้ำปีนี้ผลผลิตก็จะเยอะ   แต่จะได้ราคาเท่าไหร่ก็ไม่รู้
ที่แน่ๆ หมูขึ้นราคานำไปแล้วไม่มีทางลง  หลายวันนี้ไปนั่งกินข้าวร้านไหนเจ้าของร้านก็พากันบ่นไปหมด   ข้าวซอยอุตส่าห์ขึ้นราคานำหน้าไปที่ชามละ 30 บาทแล้ว   ดูท่าจะทานไม่ไหวต้องปรับราคาไปที่ 35 บาทแน่นอน   เป็นอันว่ามาตรฐานค่าครองชีพปีที่แล้วเงิน 30 บาทออกไปกินอาหารเที่ยงยังได้ 1 อิ่ม  แต่ตอนนี้ต้องพกไป 50 บาท  คิดดูว่าค่าของเงินในกระเป๋าเราหายไปเท่าไร

วันอาทิตย์นี้เป็นวันเลือกตั้ง สท.อีกครั้ง    ก็มีเรื่องที่พัลวันพัลเกกันไปหมด  เมื่อ 7 เดือนก่อนเลือกนายกเล็ก   ได้คนใหม่เพราะคนเบื่อกลุ่มที่อยู่มาแต่เดิมเรียกกลุ่มอำนาจเก่าก็ได้  คนชั้นกลางจึงเทคะแนนให้คนใหม่   แต่ผ่านไป 7 เดือนไม่ทำอะไรเลย   แถมยังเป็นเด็กหน่อมแน้มแม้จะมีคำนำหน้าว่า ดร.    ไม่สร้างฐานมวลชนรุ่นใหม่อย่างที่ควรจะเป็น    พอจะมีเลือกตั้งก็ไปคว้าสท.เดิมๆ ที่แก่อายุ 60-70 มาลงกลุ่มตน     ทั้งที่พวกนี้ก็ สท.คงกลุ่มเก่า    เท่านั้นไม่พอแทนที่จะหาเสียงหาคะแนนแบบคนรุ่นใหม่เสียหน่อย   กลับหันไปใช้วิธีเดิมๆ นั่นคือจัดตั้งหัวคะแนนยิงกระสุนอย่างเดียว    พอสถานการณ์ชักเป็นรอง  ก็เที่ยวโทรศัพท์บ้าง  ฝากข้อความบ้าง มาขอชนชั้นกลางไปลงคะแนนให้   แต่ก็ถูกย้อนว่าที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง   ใครจะไปลงคะแนนให้

ส่วน สท.เก่าอีกกลุ่มที่ไม่ถูกดึงไปก็รวมตัวกันใหม่ที่แน่นหนาเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่แต่เดิม   พรรคพวกที่เป็นน้ำดีส่วนหนึ่งก็ต้องไปเข้ากับกลุ่มนี้ด้วยเพราะกลุ่มแรกไม่ได้มาชวน    สุดท้ายกลุ่มนี้น่าจะเข้าวิน   เพราะมีทั้งฐานเดิม  มีทั้งฐานใหม่ที่มีคนออกแรงเข้าหาชาวบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ส่วนกลุ่มใหม่จริงๆ เป็นเด็กอายุ 30 บวกลบ  ช่วยกันลงเขตแถวๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   ดูหน้าตาสดใส      อีกสมัยน่าจะสร้างตัวเป็นกลุ่มพลังใหม่ได้จริงๆ   แต่ก็มีภาพของผู้สมัคร สส.ปชป. หนุนหลัง     แถวนี้คะแนนสนับสนุนของปชป. ประเภทปชป.แฟนคลับมีอยู่จำนวนหนึ่ง   แต่ไม่มากพอมาทุกสมัย   แถมคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบปชป.กัน

ผลจะเป็นอย่างไรเย็นๆ จะมารายงาน   
แต่ภาพที่มองเห็นคือตอนนี้ไม่มีอีกแล้วสายไหนเป็นสายไหน   เพราะสับสนวุ่นวาย  พัลวันพัลเกกันหมด     จนยากจะฟันธงว่าใครเป็นใคร
คงจะเป็นยุคสมัยแห่งความสับสนเช่นเดียวกับการเมืองระดับชาติเช่นกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 มีนาคม 2008, 07:42:05 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 มีนาคม 2008, 08:03:11 AM »

ผลการเลือกตั้งสนามเล็กเมื่อวาน   ทีมที่นายกเทศมนตรีสนับสนันพ่ายหมดทั้ง 4 เขต 24 ที่นั่ง   ก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านต่อไป    เพราะทีมบริหารของนายกไม่มี สท.ในสภาที่จะสนับสนุนแม้แต่คนเดียว    แล้วจะบริหารต่อไปอย่างไร    มีวิธีหนึ่งที่เขาเรียกว่าดื้อตาใส  เพราะกฏหมายไม่ได้กำหนดว่าถ้ามี สส.ในสภาสนับสนุนไม่ถึงครึ่งให้ลาออก   นั่นคือหากงบประมาณไม่ผ่าน 2-3 ครั้งก็ไปเสนอต่อผู้ว่าให้ผู้ว่าอนุมัติ   แบบนี้สภาก็ว่าไป   ผู้บริหารก็บริหารไป   สนุกดีเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
ด.ช. Viscount
Sr. Member
****
กระทู้: 684


ประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรยาครอบจักรวาล...นะจ๊ะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มีนาคม 2008, 17:11:26 PM »

ขออนุญาตแจมครับ

อ้าว คุณอาแสนไชยเป็นคนเชียงใหม่หรือครับ เพิ่งทราบนะครับนี่ ผมอยู่เชียงใหม่เหมือนกันครับ โอ รู้สึกเป็นปลื้ม ใคร่ขอคารวะคุณอาสักจอก (น้ำชา)

ที่คุณอาเล่ามานั้น เป็นภาพการเมืองที่ชัดเจนมากครับในเทศบาลนครเชียงใหม่ ยอมรับจากใจจริงแบบลูกผู้ชายคือ ใจหนึ่งก็อดห่วงเมืองเชียงใหม่ไม่ได้ เพราะดูท่านายกเทศฯ ผู้เอาแบรนด์ลูกช้าง มช. มาจีบปากจีบคอเป็นจุดขายจะเดินหน้าบริหารงานไม่ได้เลย อีกใจหนึ่งก็อดสมน้ำหน้ามิได้ ด้วยวิธีคิดและการดำเนินงานของนายกเทศฯ ท่าน "อนุรักษนิยม" สิ้นดี

แต่ก็นั่นแหละครับ ผมก็ว่าไปเรื่อย เอาเข้าจริงแล้ว กลุ่มตระกูลบูรณุปกรณ์ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่น่าอภิรมย์เลย อนาคตเชียงใหม่จะเป็นอย่างไรหนอ??
บันทึกการเข้า

จิตกับวัตถุไม่แยกออกจากกัน
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 16:43:54 PM »

พาไปเที่ยวที่ไกลก่อนนะครับ  เดี๋ยวค่อยมาว่าเรื่องใกล้ตัวต่อ
ขอยกที่ไปโพสต์ที่หัวข้อโน้นกลับมาไว้ที่นี่   

กลับมาแล้ว  หลังจากลมร้อนของเมืองจีนไล่หลังมาพบกับความร้อนรุ่มของเมืองไทย
มานั่งอ่านที่ลุงครัมซี่โพสต์แล้วถึงกับอึ้ง 
อึ้ง เพราะมันคือความจริง

ประเด็นเหล่านี้หากไม่ทำความเข้าใจหรือยอมรับตามพัฒนาการของประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงแล้ว   ก็ไม่อาจเข้าใจเรื่องที่ละเอียดอ่อนบางเรื่องได้

อย่างเช่น เรานิยมชมชอบเหล่าทหารแดง บอลเชวิค  แต่พอดูเรื่อง ดร.ชิวาโกทีไรก็น้ำตาซึม  ลึกๆ ก็พยายามบอกว่าก็หนังมันสร้างโดยฮอลีวู้ดนี่  มันก็ต้องขยายผลเรื่องบาดแผลต่างๆ เป็นธรรมดา

แต่นั่นก็เป็นความจริง

อย่างเรื่องฮอตที่สุดเกี่ยวกับจีนขณะนี้คือเรื่องธิเบต

เรื่องธิเบตไม่อาจปฏิเสธว่าสมัยพวกพระลามะปกครองธิเบตอยู่นั้น    ได้กดขี่ขูดรีดชาวธิเบตเพียงไร    พระลามะไม่เป็นแต่เพียงผู้ปกครองทางศาสนาแต่หากยังเป็นผู้ปกครองทางโลกด้วย    ในยุคสมัยนั้นประชาชนคนธรรมดาชาวธิเบตมีความเป็นอยู่ที่ยากแค้นแสนสาหัสเพียงใด    ในขณะที่ศาสนจักรสูบเอาความสมบูรณ์พูนสุขไปไว้ในปริมณฑลของตนเองเสียสิ้น  จนชาวธิเบตเวลานั้นถูกกล่าวว่าเป็นเพียง "ทาสกสิกรรม" ในดินแดนของตนเท่านั้น

ภายใต้สภาพเช่นนี้  ชาวธิเบตที่ทุกข์ยากจึงเปิดประตูรับกองทัพแดงจากแผ่นดินใหญ่ให้กรีธาทัพเข้าปลดปล่อยพวกตนอย่างเต็มใจ   (กรณีนี้เทียบเคียงได้กับเนปาลในปัจจุบัน)   และบรรดาพระชั้นสูงจึงถูกขับให้ลี้ภัยออกนอกประเทศ   แต่ก็ได้นำพาผู้ที่ยังศรัทธาอยู่ตามไปด้วยจำนวนมาก (เหมือนกรณีรัสเซียขาว)

นี่คือฉากหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

แต่ฉากต่อมาเมื่อเหตุการณ์ผ่านมากว่า 50 ปี   ทั้งที่จีนสามารถกุมอำนาจทางการเมืองและการทหารอยู่เหนือแผ่นดินธิเบตได้อย่างเบ็ดเสร็จ    แต่เหตุใดจึงไม่อาจอาศัย "ความล้ำเลิศของสังคมนิยม" มาจัดการปัญหานี้ให้ดีได้ ?

เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้ผู้คนมีอิสระที่จะยึดถือศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อของตนเองได้อย่างเต็มที่ 

หากจีนที่มีกำลังเกรียงไกรยอมให้ประชาชนชาวธิเบตได้ปฏิบัติตามแนวคิดของตน   เลิกความคิดที่จะเข้ายึดครองธิเบตในทุกๆ ปริมณฑล   ปัญหาการลุกฮือขึ้นสู้เช่นนี้คงจะไม่เกิด   อีกทั้งคนธิเบตยังอาจนิยมชมชอบชาวฮั่นต่อไปเสียด้วยซ้ำ

แต่เมื่อเลือกจะปฏิบัติว่าใครหือไม่ได้   ใครหือก็ต้องปราบ  แบบจิ๋นซีฮ่องเต้   

เช่นนี้แผ่นดินใหญ่ของจีนอย่าหวังว่าจะได้สงบสุขเช่นกัน

บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 22 มีนาคม 2008, 16:45:17 PM »

บางครั้งเมื่อเรามานึกถึงการลุกขึ้นสู้แต่ละครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ของเราเองหรือของประเทศต่างๆ    เมื่อหันกลับไปมองบางทีก็รู้สึกเหมือนกับว่าถ้าเลี่ยงได้ก็อยากจะเลี่ยง   หรือหากจะเป็นคนรุ่นต่อไปเราก็มักจะรู้สึกว่าไม่อยากให้เดินทางนั้นอีก

นั่นเป็นเพราะเรามองจากปัจจุบันไปข้างหลัง

แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ขณะนั้นทรรศนะอาจไม่เป็นเช่นนั้น   หรือหากเราร่วมอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงทรรศนะก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง

อย่างบางครั้งเรามองภาพของทหารหญิงเด็กๆ ชาวเนปาล  หรือทหารหญิงเด็กๆ ชาวอเมริกาใต้   ในขณะที่เราชื่นชมในวีรภาพเหล่านั้น   แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าเขาและเธอเหล่านั้นไม่น่าจะทิ้งชีวิตในวัยเยาว์ไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น

บางครั้งเราทอดถอนหายใจกับภาพทหารเด็ก    แต่วัยของเราที่ผ่านมาก็ล้วนแต่เคยเป็นทหารเด็กด้วยกันทั้งนั้น   

ทำไมคนในเวลานั้นจึงคิดสู้   ทำไมเด็กๆ เหล่านั้น  หญิงสาวเหล่านั้นจึงกล้าลุกขึ้นสู้

คำตอบก็เพราะสถานการณ์บีบบังคับ    จนเป็นวลีที่เราจำได้ติดปากว่า "ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่อสู้"

นั่นคือหากการปกครองไม่เป็นธรรม   ใช้อำนาจบาตรใหญ่   ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่คนจะต้องลุกขึ้นสู้

เรื่องนี้ไม่เข้าใครออกใคร   ไม่ว่าผู้ปกครองจะมาจากข้างขวาหรือซ้าย

หัวใจของเรื่องก็คือ "ความไม่เป็นธรรม"   เมื่อมีความไม่เป็นธรรมคนก็ต้องลุกขึ้นสู้    เรื่องนี้ไม่เข้าใครออกใคร (ไม่ว่าจะอยู่ใต้ร่มธงทุนนิยมหรือสังคมนิยมก็ตาม)   และไม่ขึ้นกับเจตจำนงของผู้ใด    กล่าวคือเมื่อสถานการณ์พาไปการต่อสู้ก็ต้องเกิดแน่นอน

และต้องย้ำว่าการปกครองที่ไม่เป็นธรรมและก่อให้เกิดการต่อสู้นั้นมาได้ทั้งจากปีกขวาและซ้ายได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาจึงไม่ใช่ทุนนิยมหรือสังคมนิยม   หากแต่คือ "ความเป็นธรรม" 


 เป็นเรื่องที่ "โชคร้าย"  ที่การลุกขึ้นสู้เพื่อความเป็นธรรมแต่ละครั้งจำต้องมีผู้นำ

ผู้นำมีความจำเป็นเพราะหากไม่มีการต่อสู้ก็จะไม่เข้มแข็ง  ไม่อาจรวมความคิดรวมพลังให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้   

อีกทั้งในการต่อสู้ที่เป็นความรุนแรงจำเป็นต้องได้ผู้นำที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด  ไม่เช่นนั้นก็จะพ่ายแพ้แก่ศัตรูได้

แต่ที่กล่าวว่า "โชคร้าย"  ก็เพราะผู้นำคนแล้วคนเล่าเมื่อได้รับชัยชนะแล้วกลับเป็น "ผู้กดขี่รายใหม่"

อย่างการรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่นของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ได้มาด้วยการปราบปรามชนเผ่าอื่นๆ อย่างโหดร้ายทารุณ   จนหากจะนับพฤติกรรมด้านนี้จิ๋นซีฮ่องเต้ก็นับได้ว่าเป็นทรราชองค์หนึ่งเลยทีเดียว   และประวัติศาสตร์ก็เป็นเช่นนั้นเมื่อหัวหน้าชาวนาคนหนึ่งก่อการลุกขึ้นสู้ซ้อน  และนำทัพไปจนได้รับชัยชนะ   ทำลายสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้จนราบเรียบ  นำร่างของจิ๋นซีฮ่องเต้มาสับเป็นชิ้นๆ   แต่แล้วผู้นำคนนี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นต้นราชวงศ์ใหม่อันยิ่งใหญ่กว่าเดิม

จวบจนมาถึงยุคของชนชั้นกรรมาชีพ   ก็คิดกันว่าถึงคราวที่ประชาชนผู้ถูกกดขี่และลุกขึ้นสู้จะได้สลัดพ้นจากวัฎจักรเดิมๆ   ที่ตามผู้นำต่อสู้แล้วผู้นำก็กลับมากดขี่คนของตนเองอีกทีกันเสียที

แต่วัฏจักรก็ยังคงหมุนไปแบบเดิม   การลุกขึ้นสู้ของประชาชนแต่ละครั้งก็ต้องยอมมอบอำนาจให้ผู้นำที่กลายมาเป็นผู้กดขี่คนใหม่เสียทุกครั้ง     จนแทบจะมองไม่เห็นว่าจะหลุดพ้นจากวังวนเช่นนี้ได้อย่างไร    เพราะไม่สู้ก็ไม่ได้   ไม่มีผู้นำก็ไม่ได้   แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเฉกนี้เสมอมา   และอาจเสมอไป

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ?

ก็เป็นเพราะผู้นำ "ขาดความมั่นใจที่จะมอบอำนาจในการตัดสินใจให้กับประชาชน" ของตน  ในตอนเริ่มแรกแล้วพัฒนาไปสู่การมองว่าประชาชนของตนนั้นโง่    จะถูกศัตรูแทรกแซงเข้ามาดึงกลับไปได้ง่ายๆ    ด้วยเหตุนี้จึงต้องผูกขาดสิทธิอัตวินิจฉัยไว้กับตนเพียงผู้เดียว   หรือในกรณีที่เป็นพรรคแล้วก็คือการผูกขาดสิทธิอัตวินิจฉัยไว้กับผู้นำและพรรคแต่เพียงอย่างเดียว


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มีนาคม 2008, 16:48:06 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 12:03:31 PM »

คนรู้จักหลายคนถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไร  จะทำอย่างไรกันต่อไป
ผมได้แต่ตอบว่าเรื่องการเมืองก็ไม่ต้องอินกับมันมากนักหรอก   เดี๋ยวมันก็เกลี่ยๆ กลบๆ กันไป ทิ้งให้เราเจ็บใจที่ไปเข้าข้างโน้นข้างนี้อีก    หันกลับมาเป็นเพื่อนกันดีกว่า   ทำไมเราจะต้องเสียความเป็นเพื่อนไปให้กับพวกนักการเมืองที่เราไม่ได้อะไรกับพวกเขาเลยด้วยเล่า

แต่ที่แน่ๆ สำหรับตอนนี้ที่ทุกคนต้องเตรียมตัว  ต้องตั้งการ์ดให้สูงไว้   คือเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจ

ไม่มีครั้งใดที่ผมจะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเท่าครั้งนี้

บางคนถามว่าแล้วตอนปี 40 ไม่เป็นอย่างนี้หรือ   

ผมตอบว่าต่างกันมาก

ต่างกันเพราะตอนปี 40   ส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพวกระดับบนหรือพวกสถาบันการเงินต่างๆ   ที่ลงมาต่อคือคนที่อยู่กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  พวกซื้อขายหุ้น   ส่วนพวกระดับล่างลงมาหรือพวกงานบริการต่างๆ กลับได้รับอานิสงฆ์จากค่าเงินบาทที่ลดในครั้งนั้น     เพราะการที่เงินบาทลดค่ากลับทำให้ของที่ส่งออกขายได้มากขึ้น    ชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยกล้าจับจ่ายซื้อของมาก  และอยู่นานขึ้น   ที่เสียก็มีแต่คนไทยที่ชอบเที่ยวเมืองนอกเท่านั้นที่ไปได้น้อยลงและต้องจ่ายมากขึ้น

แต่ครั้งนี้กลับกัน    ปัญหาทางเศรษฐกิจลุกลามไปถึงระดับรากหญ้าทั่วไปหมด

น้ำมันขึ้นราคาแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด    ราคาก๊วยเตี๋ยวบ้านผมแปรผมตามราคาน้ำมันมานานแล้ว    ตอนนี้ราคาพากันขึ้นไปที่ชามละ 35   บางแห่งขึ้นไปรอที่ 40      คาดการณ์ได้ว่าน้ำมันจะทะลุไปถึงระดับที่ 40 แน่นอน

ราคาน้ำมันพืช  ราคาหมูก็ขึ้นระเบิดเถิดเทิงไปนานแล้ว

วันนี้ปุ๋ยก็ขึ้นอีก   ถ้าปุ๋ยขึ้นแล้วราคาพืชผลเกษตรกรรมจะไม่ขึ้นตามไปยังไงไหว

ข้าวก็ขายได้ราคาดีเพราะประเทศคู่แข่งผลผลิตไม่ดี    แต่ก็เป็นข่าวร้าย  เพราะเมื่อของมีคนต้องการ   ข้าวก็ต้องราคาสูงขึ้น

ไม่ว่าจะคิดไปทางไหน   ไม่ว่าจะมาอย่างไร   เป็นอันว่าข้าวของเป็นอันต้องขึ้นราคากันทุกรายการ  จะหวังว่าตลาดต่างชาติโดยเฉพาะอเมริกาให้มาช็อปของของเราก็คงยากเพราะลำพังเศรษฐกิจของประเทศตัวเองจะเอาให้รอดได้อย่างไรก็ยังไม่รู้     เรื่องนักท่องเที่ยวจะเข้ามาจับจ่ายทีละเยอะๆ แบบปี 40 ก็คงไม่ได้เพราะทุกคนก็ต้องรัดเข็มขัดตัวเองเหมือนกัน

ในปีนี้และปีหน้าเราจะเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงที่ต้องเผชิญกันทุนคน

จะผ่านกันได้อย่างไร

ก็มีแต่ยกการ์ดให้สูงไว้เพื่อนเอ๋ย



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มีนาคม 2008, 13:51:01 PM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
บุญถึก
Full Member
***
กระทู้: 338


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 12:21:28 PM »

การ์ดสูงไม่ว่า แต่อย่าลืมออกอาวุธด้วย  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 12:49:33 PM »

การ์ดสูงและต้องหารายได้เพิ่มด้วย
ช่วงนี้อยากจะทำกิจกรรมทางสังคม
แต่ถ้างานอาชีพที่จะเลี้ยงชีพตัวเองยังรัดตัวก็ลำบากนะครับ
ประหยัดอย่างไรก็ยังต้องทำงานแข่งกับเวลา

นี่คงเป็นบททดสอบที่สำคัญของนักกิจกรรมสังคมทุกท่าน
ที่จะก้าวเดินต่อไปในหนทางข้างหน้า
อย่าลืมว่าหากการเมืองยังย่ำอยู่กับที่
บางทีเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องก็กระทบถึงเราโดยตรง
หากทางข้างหน้าพอมองเห็นอนาคต  การเมืองเริ่มพัฒนาการไปในทิศทางที่ควรจะเป็น
ทุกอย่างก็น่าจะพัฒนาดีขึ้นครับ

เข้าไปเวบประชาไทมีแถลงการณ์ของนักวิชาการนิติศาสตร์ออกมา
ก็รู้สึกเห็นใจนะครับ
แต่ผมรู้สึกสงสารประเทศมากกว่า
ที่โดนเหลือบทั้งหลายโกงกินประเทศจนเหลือแต่กระดูก
แถมหลอกรากหญ้าไปวัน ๆด้วยเงินจากนโยบายประชานิยม
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 19:19:08 PM »

ที่ว่าพูดคุยกับเพื่อนข้างต้น  หมายถึงเพื่อนที่เอาการเอางานยิ่งในการทำเอกสารใต้ดินแจกเมื่อครั้งต่อต้าน "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"     

บางครั้งเขาก็รู้ว่าเราคิดอย่างไร    แต่เมื่อจะแยกจากกันเขาก็ไม่วายจะไปเปิดท้ายรถแจกเอกสารโรเนียวบ้าง   วีซีดีบ้าง   แถมยังมีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คปกสีสวยสดระดับมืออาชีพทำมาแจกอยู่บ่อยๆ 

เรียกว่าทำงานโฆษณาอย่างไม่รู้จักเหนื่อยหน่ายว่างั้นเถอะ

เคยถามเหมือนกันว่าใครเขียน   เขาบอกว่าไม่กี่คนเขียนหรอก   ถามว่าเอาเงินจากไหนมาพิมพ์   เขาบอกว่าไม่ต้องห่วงหรอก   ขอแต่มีคนเขียนก็มีคนพิมพ์  ไม่ก็คนเขียนนั่นแหละเขียนเองพิมพ์เอง  แล้วให้พรรคพวกแจกจ่าย

ดูที่เขาแจกหน่วยน่าจะเป็นหมื่นๆ ถึงแสนเล่มเลยทีเดียว

มาเปรียบเทียบกับของนิเวศประชาธรรมตอนนี้   คนเขียนก็ร่วม 20 คน   คนตรวจทานก็เยอะ  แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้ฤกษ์ตกลงปลงใจพิมพ์กันเมื่อไหร่    อีกทั้งยังไม่รู้ว่าเมื่อตกลงปลงใจว่าจะพิมพ์กันแล้วจะหาทุนที่ไหนมาพิมพ์   แล้วก็จะแจกจ่ายกันอย่างไร

เป็นภาพที่ตัดกันเยอะเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 21:36:56 PM »

อ้างถึง
เข้าไปเวบประชาไทมีแถลงการณ์ของนักวิชาการนิติศาสตร์ออกมา
ก็รู้สึกเห็นใจนะครับ
แต่ผมรู้สึกสงสารประเทศมากกว่า
ที่โดนเหลือบทั้งหลายโกงกินประเทศจนเหลือแต่กระดูก
แถมหลอกรากหญ้าไปวัน ๆด้วยเงินจากนโยบายประชานิยม

รู้สึกเห็นใจเหมือนกัน
ที่นายใหญ่ไม่เห็นผลงานวรเจตน์ซักที
ต้องกล้าๆออกมาให้เห็นเต็มตัวหน่อย
วันก่อน ปล่อยให้ วรพลกับพิชิต
โขว์ฟอร์มทำคะแนนนำไปก่อนแล้ว

อย่าลืมนะครับ นายใหญ่จ่ายจริง
ตามผลงาน และการทุ่มเทออกหน้า
เที่ยวที่แล้ว ได้ดีกันถ้วนหน้า
เหมือนอย่างพรรคพวก นรกป่วนกรุง
แถมโบนัสต่างหาก อย่างเช่น 'อีเพ็ญ ประตูผี'

อย่าลืม นายใหญ่จ่ายโบนัสตามผลงาน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!