บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:30:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกเมื่อกึ่งศตวรรษ  (อ่าน 17009 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 24 มีนาคม 2008, 22:09:39 PM »

ขนาดยกการ์ดสูงมันยังแหวกการ์ดเข้าครึ่งปากครึ่งตะหมูก   ยิ้มกว้างๆ

งานนี้หนักแน่

คนมีภาระต่างกับคนไม่มีภาระนะครับ 

พวกไม่มีลูกไม่เมีย และยังไม่แก่ ก็คงออกอาวุธได้เป็นจังหวะ

แต่คนวัยเกินบ่าย 3 โมง  ไม่ใช่จะออกอาวุธเต้นฟุตเวิร์คได้รอบเวทีโดยไม่ต้องลงมาก่อไฟ หุงข้าว หาตังค์ให้ลูกไปโรงเรียน

ออกอาวุธไหวก็ออกไปก่อนเหอะครับ  คนแก่เต้นไม่ไหวเอาใจช่วย

พูดถึงภาวะตอนนี้ ผมว่าหนักกว่าปี 40 แน่ 

ที่จริงมันก็หนักมาตลอดนั่นแหละ  อย่างราคาน้ำมัน มันก็แย่มาตลอด  แต่ช่วงนั้นมีการเอาเงินไปอุดเพื่อหวังเอาใจคน  แต่ก็ไปไม่รอด เพราะประเมินผิด ไม่ใช่ของจริง เลยต้องจ่ายหนี้กองทุนน้ำมันกันอ่วม    พอจ่ายหนี้หมด ก็พอดีน้ำมันขึ้นระเบิดเถิดเทิง  ..สาเหตุหลักอยู่ตรงนี้

นักการเมืองสุนัขหน้าไหนก็เข้ามาแก้ไม่ได้  เพราะมันไม่ได้เตรียมการไว้เมื่อ 5 ปี ก่อน   มันเตรียมการเฉพาะผลประโยชน์ของมัน  และที่สำคัญมันซ้ำเติมปัญหาก็อีตรงแปรรูปรัฐวิสาหกิจ สูบเอากำไรไปปรนเปรอคนจำนวนน้อย    และกอบโกยเข้ากระเป๋าพวกมัน  แล้วสร้างวาทกรรมหลอกคนจนกับคนโง่ว่าพวกมันคือพวกที่มากระจายรายได้สู่ประชาชน เอาเงินมาให้ชนบท ฯลฯ

แต่คราวนี้รับรองว่าหมุนไม่ออก  มันเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก  ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาพลังงาน พวกมันไม่มีปัญญาแก้ และเข้ามามิใช่เพื่อมาแก้ปัญหา แต่มันคือตัวปัญหา  พวกมันคือไวรัส  ตัวที่เป็นปัญหาของประเทศนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กกต.  ไอ้พวกที่จะแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นที่กฏหมายกำลังรัดคอมัน  มีแต่พวกมันที่รู้สึกว่าแย่     แต่คนทั่วไปเห็นว่าดีแล้ว กฏหมายแบบนี้ ถึงจะแก้ความจัญไรของนักการเมืองได้   ..

เอาเหอะ จะทำอะไรก็ทำ  จะแก้กฏหมายให้การลัก วิ่ง ชิง ปล้น เป็นการชอบด้วยกฏหมายก็ช่างแม่มมัน..  ยังไงประเทศไทยมันก็จบแค่นี้แล้ว

ใครมีปัญญาไปอยู่เมืองนอกก็ไปเหอะ  ลุงE  - เตี้ย  ลุงTio อย่าเพิ่งคิดกลับเมืองไทยเลย อยู่เมืองนอกน่ะดีแล้ว  อย่างน้อย ก็ไม่ต้องมาทนฟังตรรกะจัญไรๆ ของนักการเมืองจัญไร  ต้นตอของปัญหาความยากลำบากทั้งมวลของประชาชน  สบายตัวกว่าเยอะ

พูดไปพูดมาก็หนีไม่พ้นต้องพูดถึงพวกเลวนี่อีก  ..ว่าจะไม่พูดแล้วนะ เสียเวลาเปล่า  ไปสวมหมวกกันน๊อคกันดีกว่า ยกการ์ดสูงไม่พอแล้ว.. แลบลิ้น 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 มีนาคม 2008, 22:12:01 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 มีนาคม 2008, 07:07:21 AM »

 โกรธ โกรธ
ท่านลุงเฒ่า...ก็ยังนี้อิฉันถึงได้เป็นฟืนเป็นไฟ(แต่สนุกสานทางความคิดมาก....)..เพราะอิฉันต้องอยู่ติดแผ่นดินอ่ะ...ไม่มีปันยาไปอยู่แผ่นดินไหนได้..จึงโกรธได้พวกรุ่นพี่ๆ....ที่นำความจัดเจนทางการเมืองซีกซ้ายไปสร้างพรรคจางไรทำการเมืองของปรนะเทดจนป่นปี้.....เสร็จแล้วก็เออ...พวกมันไม่เดือดร้อนอะไร...เพราะหนีแผ่นดินนี้ไปหาแผ่นดินอื่นอยู่กันได้....สามานยบ์จริงๆ
บันทึกการเข้า
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 25 มีนาคม 2008, 09:03:47 AM »

เมื่อโจรเข้ามาปกครองหมู่บ้าน

มันทั้งปล้นทั้งข่มขืนใจชาวบ้าน

วันก่อน โฆษกโจร 'จะตูดลน' ก็รีบออกมาสนับสนุนให้โจรแก้กฏหมาย

เมื่อวาน นักวิชาการสามานย์หน้าเดิม ท่าพระจันทร์

ก็ออกมาประโคมสนับสนุนให้โจรแก้กฏหมาย

เพื่อให้โจรหลุดจากคดี

ทั้งๆที่โจรถูกจับได้คาหนังคาเขา 3 คน

ศาลหมู่บ้านกำลังจะตัดสินพิพากษาความผิด

แทนที่จะช่วยกันออกมาจับโจร

กลับออกมาช่วยคนผิด นี่มันนักกฏหมาย หรือ นักกฏหมา กันแน่

วันนี้พวกโจรรีบชิงกันออกมาแก้กฏหมายให้ตัวเองพ้นผิด

ไม่ให้ชาวบ้านตั้งตัวติด

แถมยังไปชวนคนอื่นๆมาร่วมแก้ด้วย

ไอ้คนอื่นๆก็เกี่ยงว่า ไปแก้กฏหมายให้โจรแล้วตัวเองไม่ได้อะไร

ไอ้พวกโจรก็รีบเสนอให้ผลประโยชน์ทันที

เดี๋ยวจะพ่วงแก้กฏหมาย 111 ซากศพให้ด้วย

หรืออะไรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันก็ยินดี

งานนี้ชาวบ้านได้แต่มองตากันปริบๆ

มันปล้นชาวบ้านแล้ว มันยังจะฟอกตัวให้บริสุทธิ์อีก


บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: 25 มีนาคม 2008, 13:20:24 PM »

วันนี้นั่งคุยกับพนักงานที่มาจากจีน   เล่าให้เขาฟังว่าตอนนี้ที่แชงกรีลาก็กำลังตึงเครียด  ทางการจีนส่งทหารเข้าไปคุมแล้ว    ที่เนปาลผู้ประท้วงชาวทิเบตก็เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่จนถูกจับไปร้อยกว่าคน   และกำลังมีคนเดินธรรมยาตราจากธรรมศาลาในอินเดียมุ่งหน้าไปยังทิเบต

เขาบอกว่าถ้าไฟที่ทิเบตถูกจุดขึ้นได้   ก็จะเป็นตัวอย่างให้กับที่อื่นๆ  ให้เกิดการลุกฮือขึ้นเช่นนี้ได้เหมือนกัน   ไม่ต้องนับชาวอิสลามในซินเกียง    แต่คนฮั่นที่เป็นชาวนานี่แหละ

เขาเล่าว่าชาวนาจีนกำลังถูกเบียดขับขึ้นทุกที    ที่ผ่านมาที่ดินถือว่าเป็นของรัฐ   ให้ชาวนาเช่าทำหรือเหมาทำ 20 ปีมั่ง 30 ปีมั่ง   แต่เวลานี้กำลังครบกำหนดกันหลายที่   รัฐท้องถิ่นก็ถือโอกาสนี้ขายช่วงต่อให้บริษัทใหญ่ๆ  เพื่อทำการพัฒนาเป็นโรงงานบ้าง  เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษบ้าง  เป็นแหล่งท่องเที่ยวบ้าง    ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ชาวนาไฉนจะไม่รู้ว่าที่ดินที่ตนเองทำกินนั้นเมื่อถูกนำไปขายช่วงต่อให้บริษัทใหญ่ๆ นั้นมีราคาสูงเพียงใด    อีกทั้งพวกเขาก็มีความรู้สึกว่า  "จีนไม่ใช่ระบอบสังคมนิยมอีกแล้ว   เศรษฐกิจจีนได้กลับกลายเป็นของปัจเจกแล้ว"  เช่นนี้เหตุใดพวกเขาจึงจะไม่มีสิทธิทำมาหากินในที่ดินที่เขาเคยอยู่มาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวดต่อไป    พวกเขาจึงเริ่มเรียกร้องสิทธิในการครอบครองที่ดิน    เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามไปทั่วแผ่นดินจีนต่อไป
บันทึกการเข้า
old clumsy
Hero Member
*****
กระทู้: 1769

ดุลยภาพคือทางรอด


ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 25 มีนาคม 2008, 17:30:21 PM »

เพิ่งรับโทรศัพท์จากพวกทางใต้  เสียงบ่นอุบว่า  "...ต้องยอมเสียเงินติดยูบีซี ดูสารคดีดีกว่าดูฟรีทีวี ..ที่บ้านห้ามเปิดข่าวดู..เพราะได้ยินเสียงไอ้พวกเวรแล้วเดี๋ยวจะอดใจถีบโทรทัศน์ไม่ไหว....ทำไมประเทศไทยเป็นงี้วะ..ku ไม่อยากเสียภาษีแล้ว  ..แอ้งเอาภาษีku ไปละเลงอีกแล้ว ให้พวกราก(  ขอโทษ ตกคำว่า ..หญ้า)ทางเหนือทางอีสาน ....ไอ้ห่....แยกประเทศกันดีกว่า ku ไปอยู่กะแขกดีกว่า.ทีแรก.ku ทำใจแล้ว แต่พวกแอ้งเลวสุดๆเลย ...แอ้ง..มารครองเมืองจริงๆเลย...  ฯลฯ 

  ฟังซะหูชา เลยบอกมันว่า  ใจเย็นๆ  ..พวกในเมืองต้องทนกว่าเมิง..จะไปไหนก็ไปไม่ได้   แถมได้ยินตรรกกะควายๆของพวกมันแล้งอยากจะอ้วก...ไม่รู้ทำไง   อยู่บ้านนอกดีกว่าตั้งเยอะ ..ยังไงก็ไม่รอดเชื่อกรูเหอะ... รูดซิบปาก

สรุปว่า  คนมีปัญญาทั่วประเทศ คนในเมืองใหญ่ๆ คนชั้นกลาง รู้สึกคล้ายกัน  ..รัฐบาลนี้แต่ละตัวเหลือรับจริงๆ....

 แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 มีนาคม 2008, 20:19:53 PM โดย old clumsy » บันทึกการเข้า

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์เสมอ...จงอย่าสำคัญตัวผิด ยิ้มเท่ห์
arunprapa_w
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #20 เมื่อ: 25 มีนาคม 2008, 20:02:08 PM »


เพิ่งรับโทรศัพท์จากพวกทางใต้  เสียงบ่นอุบว่า  "...ต้องยอมเสียเงินติดยูบีซี ดูสารคดีดีกว่าดูฟรีทีวี ..ที่บ้านห้ามเปิดข่าวดู..เพราะได้ยินเสียงไอ้พวกเวรแล้วเดี๋ยวจะอดใจถีบโทรทัศน์ไม่ไหว....ทำไมประเทศไทยเป็นงี้วะ..ku ไม่อยากเสียภาษีแล้ว  ..แอ้งเอาภาษีku ไปละเลงอีกแล้ว ให้พวกรากทางเหนือทางอีสาน ....ไอ้ห่....แยกประเทศกันดีกว่า ku ไปอยู่กะแขกดีกว่า.ทีแรก.ku ทำใจแล้ว แต่พวกแอ้งเลวสุดๆเลย ...แอ้ง..มารครองเมืองจริงๆเลย...  ฯลฯ 

  ฟังซะหูชา เลยบอกมันว่า  ใจเย็นๆ  ..พวกในเมืองต้องทนกว่าเมิง..จะไปไหนก็ไปไม่ได้   แถมได้ยินตรรกกะควายๆของพวกมันแล้งอยากจะอ้วก...ไม่รู้ทำไง   อยู่บ้านนอกดีกว่าตั้งเยอะ ..ยังไงก็ไม่รอดเชื่อกรูเหอะ... รูดซิบปาก

สรุปว่า  คนมีปัญญาทั่วประเทศ คนในเมืองใหญ่ๆ คนชั้นกลาง รู้สึกคล้ายกัน  ..รัฐบาลนี้แต่ละตัวเหลือรับจริงๆ....
แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น

โกรธ  x



บันทึกการเข้า
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 02:12:11 AM »

อุเหม่..ชิชะ..ไอ้ยักษ์หมัก - มารเหิมเกริม!
 
โดย เชี่ยวชวนะ 25 มีนาคม 2551 15:35 น.
 
 
       “อุเหม่...ชิชะ..ไอ้ยักษ์มาร..”
       
        คำตวาดกำราบ-กระทืบเท้า-ชี้หน้ายักษ์ทศกัณฐ์ผู้ร้ายในโขนเรื่อง“รามเกียรติ์”ของหนุมานนั้นช่างตรงใจผมทีเดียว เพราะวันนี้..ผมอยากกระทืบเท้า-ชี้หน้า-ตวาดว่า...
       
        “อุเหม่..ชิชะ..ไอ้พวกยักษ์หมัก นี่มึงเหิมเกริมขนาดกล้าเอาพรรคการเมืองสั่วๆ มาเทียบกับประเทศไทยกันแล้วหรือนี่?”
       
       โถ..ไอ้พวกสมองกลวง-ปากไม่มีหูรูด วันๆเอาแต่พล่าม..พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย พูดอย่างทำอย่างพูดไม่เป็นโล้เป็นพาย พูดแบบแกว่งเท้าหาเสี้ยน ด่ากราดผู้คนทั่วไปหมดทำให้ความแตกแยกที่ยากจะประสานอยู่แล้วในประเทศนี้ กลับยิ่งร้าวฉานสาหัสสากรรจ์ยิ่งขึ้นไปอีก..
       
        เฮ้อ..ไม่น่าเชื่อว่า นั่นเป็นพฤติกรรมสามัญประจำปากของ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีนอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร ครับ
       
        ว่าไปแล้ว..ผมขายขี้หน้าจริงๆ ที่คนไทยและประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีพูดจาเลอะเทอะไร้วุฒิภาวะระดับผู้นำชาติ จนชาวบ้านวิจารณ์กันทั่วไปหมดว่า สมัคร-สุนฯ น่ะ “พูดจาหมา (สุนัขไม่รับประทาน) ไม่แดก” ครับ
       
       แถมนายกฯ สมัคร-สุนฯ จมูกชมพู่มะเหมี่ยวคนนี้ ยังเถียงคำไม่ตกฟากกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง ใครหน้าไหนจะพูดติงพูดเตือนอะไรคนชื่อสมัคร-สุนฯ น่ะ ต้องขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ไร้ประโยชน์..เปรียบเสมือนสีซอให้ควายฟัง สมัคร-สุนฯ คนนี้จะไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ในสิ่งที่ตนกระทำผิดพลาดเลยครับ..
       
        โอ้..เหลือเชื่อครับ..พระเจ้าจอร์จ ตอนนี้..สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีนอมินีของคนหน้าเหลี่ยม ได้กลายเป็น “เทพเจ้าแห่งความถูกต้อง” แต่เพียงผู้เดียวของประเทศไทยไปแล้วครับ!!!
       
        ผมต้องขอบอกความถึง สมัคร สุนทรเวช และพวกลูกกะโล่ไว้ ณ ที่นี้ว่า
       
        ดินแดนแห่งราชอาณาจักรชาติไทย อันหมายรวมถึงผองชนชาวไทย และสถาบันสำคัญๆของชาตินั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ที่ผ่านการรักษาไว้ได้นับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของบรรพบุรุษสุดคณานับ
       
        แต่พรรคการเมืองห่วยๆ ของพวกเอ็งน่ะ เป็นแค่หน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งของประเทศนี้เท่านั้น
       
        แถมพรรคการเมืองของพวกเอ็งก็เส็งเคร็งสิ้นดี เพราะเป็นเพียงแค่ศูนย์รวมของกลุ่มคนไม่กี่คน ที่เข้ามารักษาและหาผลประโยชน์จากธุรกิจการเมือง มิใช่พรรคการเมืองของมวลมหาประชาชนคนไทยแต่ประการใดเลย
       
        ที่สำคัญพรรคการเมืองเฮงซวยของพวกเอ็ง ชอบทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง มีพฤติกรรมซื้อสิทธิขายเสียง อันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างร้ายแรง
       
        ทั้งๆ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ความชั่วจากการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น เป็นบ่อเกิดสำคัญที่สุดของการได้มาซึ่งนักการเมืองเลวๆ เข้าสู่รัฐสภาฯ และรัฐบาลเต็มไปหมด พวกนักการเมืองเหล่านั้นจะมัวเมาในอำนาจ ฉ้อราษฎร์บังหลวงในโครงการต่างๆ รวมทั้งเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้งข้าราชการฯลฯ ทำให้ชาติและประชาชนเสียหายอย่างร้ายแรงมาโดยตลอด
       
        วันก่อนและวันนี้..บรรดาพวกนักการเมืองสั่วๆ ทั้งหลาย ได้รวมหัวกันอยู่ในพรรคการเมืองเส็งเคร็งบางพรรค สุมหัวกันกระทำทุกอย่างเพื่อตนและพวกพ้องไม่กี่คน โดยละเลยและไม่แยแสกับการทำดีเพื่อคนไทยทั้งชาติครับ!
       
        พรรคการเมืองแสนเส็งเคร็งเหล่านี้แหละ ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยอย่างรุนแรง ด้วยการแต่งตั้งคนเลวๆ ขึ้นเถลิงอำนาจรัฐในตอนนี้ไงล่ะครับ
       
        ฆ่า-พรรคการเมืองเส็งเคร็งแบบนี้น่ะหรือ ที่นายสมัครบอกว่า เท่ากับ ฆ่า-ประเทศไทย!
       
        ทุด..สำหรับผมตรงกันข้ามครับ พรรคการเมืองสั่วๆ และนักการเมืองชั่วๆ แบบนั้นต่างหากที่สร้างกรรมเวรให้กับบ้านเมืองนี้ ทำให้เมืองไทยซวย..หรือโคตรซวยอยู่ในขณะนี้ หากพรรคห่วยๆ เหล่านี้ จะล้มหายตายจากประเทศไทยในวันนี้-พรุ่งนี้-มะรืนนี้ ฯลฯ
       
       บอกตรงๆ เลยว่า..แผ่นดินไทยจะสูงขึ้นอีกพะเรอเกวียนทันที!
       
       ผมขอเตือน สมัคร สุนทรเวช กับพวกด้วยความหวังดีว่า อย่าเหิมเกริมหรือจองหองพองขนให้มันมากนัก โตและแก่จนจวนจะเข้าโลงอยู่แล้ว บันยะบันยังความโอหัง ระมัดระวังอะไรควร-อะไรไม่ควรพูดไว้บ้าง
       
       อย่าคิดว่า..การเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะใหญ่คับฟ้า!
       
       อย่าคิดว่าคนไทยจะกลัวนายกรัฐมนตรีเส็งเคร็งแบบนี้!!
       
       พฤติกรรมไม่งามในอดีต กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดเหตุไทยฆ่าไทยอย่างหฤโหดกลางกรุงน่ะ คนไทยยังจำคนชื่อ สมัคร สุนทรเวช ได้ว่า..มีส่วนทำให้เกิดกรณีชั่วร้ายนี้ ไม่มากก็น้อย-ไม่ตรงก็อ้อม และคนไทยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไม่มีวันให้อภัย...
       
       ที่สำคัญรัฐบาลสมัครและพลพรรค “ไข่แม้ว” จงเลิกทำตัวยอมรับเฉพาะข้อกฎหมาย ที่ให้ประโยชน์และตรงกับความต้องการของตนเท่านั้น ส่วนกฎหมายใดที่ขัดกับผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก ก็จะประณามและใช้เสียงมากลากกฎหมาย ไปแก้กันในสภาฯ อย่างเหิมเกริม ดังเช่นกำลังจะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อคนเพียงไม่กี่คน โดยไม่แยแสต่อความถูกต้องและความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศเด็ดขาด
       
       ผู้คนในประเทศนี้ล้วนรู้ความจริงแล้วว่า พวกนักการเมืองโหลยโท้ยในพรรคการเมืองสั่วๆ ที่ทำการทุจริตการเลือกตั้งจนถูกจับได้ จนถูก กกต.ให้ใบแดงและนำคดีความเข้าสู่ชั้นศาลฯ นั่นต่างหากที่ทำให้บรรดานักการเมืองทั้งหัวหงอกหัวดำ อดรนทนไม่ไหวถึงขนาดออกมาเต้นแร้งเต้นกาประณาม กกต.บางคน ด่าทอกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกอื่นๆ กันอย่างสาดเสียเทเสีย
       
       แถมยังตีหน้าเซ่อโบ้ยความผิดว่ามี “ไอ้ปื้ด-มือที่มองไม่เห็น” กำลังเดินแผนยุบพรรคการเมืองของพวกตน ทั้งๆ ที่ความผิดนี้ตนและพวกเป็นผู้ก่อ จนกรรมชั่วติดจรวดตามทัน..ทำให้พรรคการเมืองสั่วๆ เหล่านั้น อาจโดนลงโทษยุบพรรคตามกฎหมายได้ในอนาคต
       
       ต้องยอมรับความจริงว่า แม้นรัฐธรรมนูญนี้จะไม่ดีเด่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้อำนาจและสิทธิกับประชาชนมากเป็นพิเศษ รวมทั้งควบคุมพรรคการเมืองให้โปร่งใสเป็นหลัก ดังนั้นหากพรรคการเมืองไหนดี-โปร่งใสล่ะก็..ไม่ต้องห่วงอะไรเลย มีแต่พรรคการเมืองที่มีนักการเมืองชั่วๆ ชอบซื้อสิทธิขายเสียงเท่านั้นที่จะเดือดร้อนจนนั่งไม่ติด
       
       รัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายทำให้พรรคการเมืองดี-แข็งแรง และทำให้พรรคการเมืองชั่ว-อ่อนแอ นั่นย่อมเป็นเรื่องดีต่อชาติบ้านเมืองมิใช่หรือ?
       
        แต่แน่นอนครับ..สำหรับพวกนอมินี ทักษิณ ชินวัตร นั้น พวกเขาต้องพยายามอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งผ่านการลงมติเป็นครั้งแรกจากคนไทยทั่วประเทศให้ล้มคว่ำคะมำหงายลง เพียงเพื่อคนหน้าเหลี่ยมและพวกจะได้พ้นผิดอย่างมักง่าย และเพื่อบรรดานักการเมืองชั่วๆ จะได้ซื้อเสียงกันอย่างสะดวกดาย โดยกฎหมายเอื้อมมือไปลงโทษไม่ถึงนั่นเอง
       
       พวกนักการเมืองเส็งเคร็งเหล่านี้ นึกหรือว่าคนไทยไม่รู้เท่าทันการทำชั่วครั้งนี้?
       
        ดังนั้น..เพียงแค่พันธมิตรฯจัดให้มีการสัมมนาธรรมดาๆ ตามกรอบสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ในวันที่ 28 มีนาคม 2551 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกนักการเมืองวัวสันหลังหวะในพรรคพลังประชาชน ก็มีอันอยู่ไม่สุข-นั่งไม่ติด-นอนไม่หลับ จนต้องยกฝูงออกมาด่าทอ-ให้ร้ายป้ายสี-บิดเบน-บิดเบือน-ข่มขู่บรรดาพันธมิตรฯ อย่างสามานย์สารพัด ฯลฯ
       
        เพราะอะไรน่ะหรือ? ตอบตรงๆ ได้เลยว่า เพราะบรรดาฝูงนักการเมืองวัวสันหลังหวะเหล่านี้ กลัวพวกพันธมิตรฯ จะเปิดแผลเหวอะหวะบนสันหลังให้ใหญ่ขึ้น และสุดท้ายแผลจะติดเชื้อเน่าเฟะล้มตายยกฝูงครับ
       
       การให้ความรู้และข้อเท็จจริงกับประชาชนทั้งประเทศ โดยผ่านการสัมมนาของแกนนำพันธมิตรฯ นั้น แน่นอน..ย่อมทำให้พวกนักการเมืองสามานย์เหล่านั้นเสียประโยชน์ เพราะไม่อาจลุแก่อำนาจและฉ้อฉลโกงกินบ้านเมืองได้ตามอำเภอใจ
       
        ดังนั้น..ผมจึงขอกระทืบเท้า-ชี้หน้า-ตวาดสุดเสียงส่งท้ายว่า..
       
        “อุเหม่..ชิชะ..ไอ้ยักษ์หมัก มารจมูกชมพู่มะเหมี่ยวกับพวก เอ็งจงหยุดปากมอม-หยุดเหิมเกริม-หยุดบ้าอำนาจโดยพลัน ไม่งั้น..พวกมึงจะไม่มีแผ่นดินอยู่นะโว้ยเฮ้ย..”
 
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: 26 มีนาคม 2008, 08:32:01 AM »

ระยะนี้มีกิจกรรมที่ต้องพาลูกชายเข้าๆ ออกๆ โรงเรียน   เพราะเปลี่ยนช่วงชั้นใหม่   โรงเรียนจึงจัดอบรมเสียเอาจริงเอาจัง    อีกอย่างก็อยากไปฟังดูว่าระดับครูบาอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์ไปมากมาย   จนมีคนหนึ่งได้เป็นถึงอัครเสนาบดีที่มีทั้งคนรักและคนเกลียดมากที่สุดคนหนึ่งนั้น    ในเวลานี้เหล่าครูบาอาจารย์เหล่านั้นจะมีทรรศนะอย่างไร

หลังจากนั่งฟังอธิการและบราเดอร์พูดจับความได้สองประเด็นคือ

1.  ระหว่าง "ความถูกใจ"  กับ "ความถูกต้อง"
     อธิการกล่าวว่า  ปัญหาในสังคมของเราในทุกวันนี้คือเรามักจะตัดสินอะไรด้วยความชอบหรือไม่ชอบ     ตัดสินด้วยความพอใจหรือไม่พอใจในส่วนตัว   จึงก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย     ความชอบความพอใจมีทั้งจากสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ส่วนตัว    บางคนก็ยึดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง  ยึดเป็นสรณะ    แต่เราลืมไปว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราควรยึดไว้ให้มั่นคือ "ความถูกต้อง" ต่างหาก
     เหมือนกับผู้ปกครองมาส่งบุตรหลาน   เดิมถนนที่ลงจากสะพานเปิดให้เลี้ยวให้เข้าโรงเรียนได้ทันที   ทุกคนก็ว่าดีเพราะสะดวก   แต่วันหนึ่งต้องปิดเพราะทางลาดลงจากสะพานลอยเป็นทางลาดชัน    ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย    ตอนนี้ผู้ปกครองต้องวิ่งไปกลับรถที่ใต้สะพานลอยแล้วยูเทิร์นกลับมาอีกที  เสียเวลาไปจากเดิมอีก 5 นาที    หลายคนก็มาด่าโรงเรียนว่าไม่ให้ความสะดวก   บางคนก็ลามปามด่าไปถึงตำรวจจราจร   ไปถึงคณะกรรมการจัดการจราจรของจังหวัด   ไปจนถึงผู้ว่า   
     เช่นนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าเราจะเอาความพอใจหรือไม่พอใจ  ความชอบหรือไม่ชอบของตนเองมาตัดสินเรื่องต่างๆ ทางสังคมได้หรือ ?
     เพราะสิ่งที่ต้องยึดถือคือ "ความถูกต้องและเหมาะสม" ต่างหาก
     หากเอาแต่ความพอใจ ชอบใจ  สังคมก็ต้องวุ่นวาย   ความคิดก็สับสนเหมือนดังเช่นทุกวันนี้

2. ระหว่าง "ความเก่ง" กับ "ความดี"
     โรงเรียนได้ผลิตคนเก่ง กระทั่งเก่งมากไปจำนวนไม่น้อยแล้ว    แต่ถูกสังคมตั้งคำถามว่าโรงเรียนผลิตแค่คนเก่งแล้วละเลยความดีหรือไม่     โรงเรียนมีความตั้งใจว่าเราไม่ได้ต้องการคนเก่ง  เรามีคนเก่งมากพอแล้ว   แต่เราต้องการผลิตคนดีให้กับสังคมต่อไป

ฟังจากครูบาอาจารย์ปัจจุบันแล้ว   ผมจึงเห็นว่าแม้เราอาจเป็นคนดีไม่ได้มาก   แต่อย่างน้อยก็จะขอลุกขึ้นมาปกป้องคนดีก็แล้วกัน

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 มีนาคม 2008, 10:29:43 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 02 เมษายน 2008, 08:18:25 AM »

1 เดือนที่ผ่านมาส่งพนักงานที่มาทำงานบ้านกลับไปเยี่ยมบ้าน
คนทำงานบ้านมาอยู่ด้วยเกือบ 5 ปีมาแล้ว  ถิ่นฐานแถบๆ เมืองต่วน   เหนืออำเภอปางมะผ้าแม่ฮ่องสอนขึ้นไปไม่มาก    หรือหากใครอ่านเรื่องรถเที่ยวสุดท้ายจากตองยีของสมบูรณ์ วรพงษ์  หากข้ามดอยผ้าห่มปก (ใต้อ่างขางทุกวันนี้) มุ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเมืองใหญ่เมืองแรกที่เจอก็คือเมืองต่วน
5 ปีก่อน  พวกเขาต้องรอนแรมข้ามน้ำข้ามดอยเป็นเดือนๆ กว่าจะได้ข้ามชายแดนไทย  แล้วต้องมาหาจุดพักที่แม่ฮ่องสอน   รอจังหวะดีๆ   จึงจะได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อหางานทำ
แต่กึ่งศตวรรษนี้พวกเขาไม่ต้องผจญภัยกลับทางเดิมอีกแล้ว   ทุกวันนี้ข้ามไปท่าขี้เหล็ก  หาคนรับรองว่าเป็นคนฝั่งโน้นแค่นี้ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินไปตองกีได้แล้ว    จากตองกีนั่งรถ 3 ชั่วโมงก็ถึงบ้านที่เมืองต่วน  สะดวกโยธิน
คนทำงานบ้านเห็นเจ้านายชอบเครื่องเขิน    อุตส่าห์หอบหิ้วของยายเป็นเครื่องเขินเก่าแก่สองชิ้นจะเอากลับมาด้วย   ปรากฏว่าถูกสั่งให้ทิ้งที่สนามบิน   แบบว่าเจ้าหน้าที่สนามบิน "ห้ามพูด  ฟังอย่างเดียว"   ให้ทิ้งเครื่องเขินไว้ที่นั่น   แล้วไม่ได้บอกว่าจะให้ไปรับได้เมื่อไร   หรือพวกจะเอาไปขายเข้าตลาดมืดเอง
รูปถ่ายในเมืองไทยก็ถูกยึดหมด   ด้วยคำสั่งเดียวกัน "ไม่ต้องพูด ฟังอย่างเดียว"
ก็แปลกดี   ใครๆ ก็รู้ว่าคนพม่า คนไทยใหญ่ คนมอญเข้ามาทำงานในเมืองไทยจะเป็นล้านแล้วมั้ง   แต่ยังทำเป็นปิดข่าวไปได้
ระหว่างนั่งรถจากแม่สายกลับเชียงใหม่   ถามน้องที่ไปรับกลับมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง   เขาบอกว่ามีด่านสามสี่ด่าน   ทุกด่านเพียงชะโงกหน้าเข้ามาถามว่า "ไปไหนมาคร้าบ"  แล้วก็โบกให้ผ่านไป
แบบนี้จะไม่ให้คนไทยใหญ่รักเมืองไทยมากกว่าเมืองพม่าอย่างไร
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2008, 21:01:34 PM »

ถ้าไม่มีข่าวการเมือง  ข่าวนี้ต้องเป็นข่าวใหญ่สำหรับวันนี้แน่  ก็เรื่อง "นางกลับเป็นนางสาว" นั่แหละครับ

แม่บ้านไปถกกับเพื่อนๆ มาเล่าให้ฟัง   บอกให้โพสต์เองก็ไม่โพสต์   จึงต้องรับหน้าเสื่อมาเล่าแทน    ก่อนที่จะถามแม่บ้านก่อนว่า "แล้วตกลงว่าเธอจะเปลี่ยนกลับเป็นนางสาวกับเขาหรือเปล่า"

เรื่องก็มีอยู่ว่าเพื่อนของแม่บ้านที่เป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ แม่บ้าน และภรรยานักการเมืองแวะมาเยี่ยม   เพราะคุยกันแล้วมีแง่มุมไม่เหมือนกัน

นักวิชาการบอกว่า  "สตรีเราถึงเวลาปลดแอกจากบุรษเพศเสียที   กดขี่เรามานานแล้ว  มีอย่างที่ไหนแต่งงานแล้วบังคับให้เราเปลี่ยนเป็นนางข้างเดียว   แต่พวกผู้ชายไม่ยอมเปลี่ยนสรรพนามตามเลย"

แต่นักธุรกิจบอกว่า "ของฉันไม่ได้ใช้นางสาวเพราะกลัวถูกกดขี่อะไรหรอก   แต่ฉันเปลี่ยนเพราะกลัวว่าสามีตัวดีไปทำธุรกิจโน่นนี่แล้วถ้าพลาดพลั้งไปยังไงก็จะได้ไม่มาถึงตัวฉัน"

เพื่อนที่เป็นภรรยานักการเมืองก็บอกว่า  "ฉันก็ใช้นามสกุลเดิมของฉันมานานแล้ว   เอาไว้ให้เขาเอาสมบัติมาซ่อนไว้ที่ฉัน   ไม่งั้นเจ้าสามีตัวดีจะอ้างว่าเอามาไว้ที่ฉันไม่ได้ต้องเอาไว้ที่คนอื่น  แบบนี้แย่แน่ๆ"

"ตกลงไม่มีใครเปลี่ยนเพราะเหตุผลเรื่องความเสมอภาคเลยหรือ"  แม่บ้านถาม

"ฉันนี่แหละ  ฉันเปลี่ยนกลับไปเป็นนางสาวแน่"   นักวิชาการตอบด้วยความมั่นใจ

แต่คนที่เป็นแม่บ้านอีกคนตั้งคำถามว่า  "เช้านี้มีคนเปิดประเด็นว่า   การเปลี่ยนกลับไปเป็นนางสาวจะทำให้ชีวิตครอบครัวอบอุ่นขึ้นหรือเปล่า"

"เป็นยังไงเหรอ"  ทุกคนหันขวับไปมอง

"ตอนแรกฉันก็ว่าดี   แต่พอจะไปเปลี่ยนจริงๆ  ฉันรู้สึกใจมันหวิวๆ    มันรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป......เหมือนกับขาดออกไปจากความอบอุ่นของครอบครัวอย่างนั้น"   แม่บ้านคนนี้ตอบ

"เฮ่ย เธอมันพวกทาสปลดปล่อยไม่ไป   อะไรกันเขาปลดปล่อยแล้วยังไม่รู้จักไป   เหมือนพวกทาสศักดินาเลย"  นักวิชาการขึ้นเสียงสูง

เท่านั้นวงสนทนาก็เต็มไปด้วยเสียงโต้เถียงระงม 

"เธอมาว่าฉันอย่างนี้ได้ยังไง   ก็ฉันไม่อยากเปลี่ยน   ฉันชอบแบบเดิมเพราะมันอบอุ่น   เธอจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป    แล้วเธอมาว่าฉันได้อย่างไรว่าฉันเป็นพวกทาสปลดปล่อยไม่ไป    มาว่าฉันได้อย่างไรว่าฉันเป็นทาสศักดินา"   แม่บ้านคนนั้นไม่ยอมแพ้

ก่อนที่วงจะแตก   เหล่านาง-นางสาวทั้งหลายก็ยกมาวิวาทะกันต่อที่บ้าน

"แล้วเธอว่ายังไง"   ผมถามแม่บ้านของตนเองบ้าง

เธอยิ้มแล้วตอบว่า "ตรรกะมันเหมือนกับการเถียงกันทางการเมืองตอนนี้เลย"

จอ บอ  จบ
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #25 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2008, 21:10:06 PM »

ตรรกะที่โต้แย้งกันคือ

ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนจากนางกลับไปเป็นนางสาวเท่ากับว่ายอมรับอำนาจการกดขี่ของผู้ชาย  เป็นพวกทาสศักดินา   เป็นพวกปลดปล่อยไม่ไป

แต่คำโต้คือ   การที่ผู้หญิงใช้นางและใช้นามสกุลของผู้ชายทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว    ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นครอบครัวเดียวกัน   แต่พอแยกใช้นางเป็นนางสาว  ยิ่งเปลี่ยนนามสกุลไปด้วยยิ่งทำให้รู้สึกว่าครอบครัวกำลังอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่ต่อความแตกแยก  คือพร้อมที่จะแยกกันไปได้ทุกเมื่อ    ดังนั้นเมื่อคนคิดจะใช้แบบเดิมอยู่ก็ไม่ควรได้รับการประนาม   เพราะอยู่ดีๆ กลายเป็นพวกยอมรับการกดขี่โดยดุษฎี   เป็นพวกทาสศักดินา  เป็นพวกปลดปล่อยไม่ไปเสียเฉยเลย 

อันนี้ไม่ได้ยกขึ้นมาเพื่อให้ถกเถียงกัน   แต่สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ของสภาวะความคิดที่ต่างกันนั้นมีอยู่จริง   ไม่ใช่มีเพียงเรื่องการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
atm
Hero Member
*****
กระทู้: 1562



ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2008, 21:43:18 PM »

ความจริงแต่เดิม ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร


เพราะเรื่องนี้ผมถามผู้รู้เขาบอกว่า  เรื่องนี้กฎหมายไม่มีบทลงโทษ

เปลี่ยนก็ได้ ไม่เปลี่ยนก็ไม่มีปัญหาครับ ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า
พนาธรรม
Full Member
***
กระทู้: 213



ดูรายละเอียด
« ตอบ #27 เมื่อ: 05 มิถุนายน 2008, 09:21:03 AM »

ผมว่า  อีนาง  นี่แหละน่าใช้ที่สุด  ลองเรียกดูซิครับ

อีนางแดง...เอ้ย...ไปไส

นางสาวแดง...เอ้ย...ไปไส

นางแดง...เอ้ย...ไปไส

อันแรกฟังดูดีที่สุดเลย....
 
บันทึกการเข้า
แสนไชย
Hero Member
*****
กระทู้: 4000


ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 04 กรกฎาคม 2008, 07:45:08 AM »

เมื่อกึ่งของกึ่งศตวรรษ
จับมืออำลากับผองเพื่อน   
คำสั่งเสียอย่าเสียใจ  อย่าหดหู่
เพื่อนจากไป   เหมือนกับให้ปลาได้กลับคืนสู่ทะเลใหญ่
ปลาจะได้แหวกว่ายกลางมหาชล   กลับคืนสู่มวลชนอีกครั้ง
ไม่เอาเหมา   แต่เอาแนวทางลุงโฮ
เป็นปลาที่อยู่กับน้ำ   เป็นพฤกษาที่กลมกลืนกับธรรมชาติ  เป็นมนุษย์ที่กลมกลืนกับสังคม
อยู่กับองค์กรของมวลชน   ร่วมต่อสู้กับองค์กรของมวลชน   
ไม่เอาแนวทางของตนเองไปยึดองค์กรของมวลชน  แต่ต่อสู้เพื่อมวลชนจนมวลชนสนิทใจว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเขา

เมื่อกึ่งศตวรรษ
ปลาแอบอยู่ตามซอกตามหลืบ
บางคนกลายเป็นปลาตีน  เดินขึ้นฝั่งกลายเป็นผู้ชมบนศาลาหลังงาม
เฮ้ย  อย่าออฟไซต์นะเพื่อน   
มากไปแล้วเพื่อน 
ปฏิเสธหลักการพื้นฐานประชาธิปไตยไปแล้วเพื่อน
พาสังคมถอยหลังแล้วเพื่อน
จะถอยไปยิ่งกว่า 2475 เสียแล้วเพื่อน

แล้วเพื่อนก็จิบไวน์  จิบเบียร์สรวญเสเฮฮาอยู่บนศาลาชมปลา
เปิดทีวีกลางดึกไม่ใช่ดูพันธมิตร  แต่ดูฟุตบอลล์ว่าวันนี้ทีมไหนจะชนะ
ไหนใครจะต่อเท่าไหร่  ต่อกี่ลูก
เฮ้ย ที่ไหนเขารับแทงบอลบ้าง
ก่อนตาลายแทบจะลุกไปทำงานไม่ไหวในวันรุ่งขึ้น

เฮ้ย  หัดฟังความเห็นของคนอื่นบ้างสิ....
เพื่อนตื่นขึ้นมาเสียงอ้อแอ้เพราะใจยังไม่อยากตื่น

เมื่อกึ่งศตวรรษ
นึกถึงเมื่อกึ่งของกึ่งศตวรรษ
ปลาที่บอกว่าอยากแหวกว่ายลงน้ำกลางคลื่นมหาชลอีกครั้ง
เวลานี้กลับเกรงกลัวการตื่นตัวของมหาชน
คำพูดอันสวยหรูว่าไม่เอาแนวทางเหมาแต่จะเอาแนวทางโฮหายไปหมดสิ้น
กลายเป็นความสับสนปนเป   เลอะเลือน   
ปากพร่ำว่าคนอื่นผิดแนวทาง   แต่ตนเองหามีแนวทางอะไรไม่
กลายเป็นผู้ประคองตัวให้ลื่นไหลไปกับสังคมอันเน่าเฟะ
แต่ทำอันตรายยิ่งกว่า  เพราะปากล้วนแต่ลัทธิมาร์กซเป็นไฟ

ไม่มองความเป็นจริง   ไม่คิดถึงผลที่มีต่อการปฏิบัติ
คือปลาที่บอกว่าอยากกลับไป  อยากกลับไปปฏิวัติใหญ่อีกสักครั้ง
แต่เมื่อเวลามาถึง  กลับเกรงกลัวความตื่นตัวของมวลมหาประชาชน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 กรกฎาคม 2008, 08:00:46 AM โดย แสนไชย » บันทึกการเข้า
ChildandMom
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #29 เมื่อ: 04 มีนาคม 2009, 07:56:44 AM »

 
History Mystery 
ความลี้ลับ ในประวัติศาสตร์
歷史的謎團




Have a history teacher explained this----- if they can.
ลองให้ครูสอนประวัติศาสตร์อธิบายเหตุการณ์ เหล่านี้หน่อยซิ ... ถ้าสามารถอธิบายได้นะ
如果能夠的話, 歷史 老師會解釋這些嗎?



Abraham Lincoln was elected to Congress in 1846.
อับราฮัน ลินคอน ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกในปี 1846
亞伯拉罕‧林肯在 1846 年當選美國國會議員進入國會
John F. Kennedy was elected to Congress in 1946.
จอห์น เอฟ เคนนาดี้ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกในปี 1946
約翰‧甘迺迪在 1946 年當選美國國會議員進入國會

Abraham Lincoln was elected President in 1860.
อับราฮัน ลินคอน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1860
亞伯拉罕‧林肯在 1860 年當選美國總統
John F. Kennedy was elected President in 1960.
จอห์น เอฟ เคนนาดี้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1960
約翰‧甘迺迪在 1960 年當選美國總統
 
Both were particularly concerned with civil rights.
ทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับสงครามกลางเมือง
他們二人都非常關注民權
Both wives lost their children while living in the White House.
ทั้งคู่เสียลูกไปในขณะที่อาศัยในทำเนียบขาว
他們二人的夫人都曾在入主白宮時期失去過她們的孩子

Both Presidents were shot on a Friday.
ประธานาธิบดีทั้งสองถูกยิงในวันศุกร์
兩位總統都在星期五遇刺
Both Presidents were shot in the head
ประธานาธิบดีทั้งสองถูกยิงที่หัว
兩位總統都在頭部中槍

Now it gets really weird.
และมันก็แปลกพิกล ที่ว่า
現在要說的才真不可思議

Lincoln 's secretary was named Kennedy.
เลขาของลินคอนชื่อ เคนนาดี้
林肯的秘書名字叫做甘迺迪
Kennedy's Secretary was named Lincoln .
เลขาของ เคนนาดี้ ชื่อลินคอน
甘迺迪的秘書名字叫做林肯

Both were assassinated by Southerners.
ทั้งคู่โดนลอบสังหารโดยชาวใต้
兩位總統都被美國南方人刺殺
Both were succeeded by Southerners named Johnson.
แต่ผู้รับตำแหน่งแทนทั้งคู่ก็เป็นชาวใต้ และชื่อ จอห์นสัน ทั้งคู่
兩人遇刺身亡後總統繼任者都是南方人而且都姓詹森

Andrew Johnson, who succeeded Lincoln , was born in 1808.
แอนดรู จอห์นสัน ผู้ขึ้นรับตำแหน่งแทนลินคอน เขาเกิดปี 1808
林肯的繼任者安德魯‧詹森出生於1808年
Lyndon Johnson, who succeeded Kennedy, was born in 1908.
ลินดอน บี จอห์นสัน ผู้ขึ้นรับตำแหน่งแทนเคนนาดี้ เขาเกิดปี 1908
甘迺迪的繼任者林登‧詹森出生於1908年



John Wilkes Booth, who assassinated Lincoln , was born in 1839.
จอห์น วิลค์ บู๊ธ ผู้ลอบสังหารลินคอน เกิดปี 1839
暗殺林肯的刺客約翰‧沃克斯‧布斯生於1839年
Lee Harvey Oswald, who assassinated Kennedy, was born in 1939.
ลี ฮาร์วี่ ออสวอล์ด ผู้ลอบสังหารเคนนาดี้ เกิดปี 1939
暗殺甘迺迪的刺客李‧哈維‧奧斯華生於1939年



Both assassins were known by their three names.
มือสังหารทั้งคู่ ใช้ชื่อต่างกัน 3 ชื่อ
廣為人知的是兩名刺客的名字都有三個字
Both names are composed of fifteen letters.
ชื่อทั้งคู่ประกอบด้วยตัวอักษร 15 ตัว
兩個人的名字都由十五個字母組成

Now hang on to your seat.
ทีนี้ นั่งให้กระชับก้นนะ ...
現在坐好你(妳)的椅子

Lincoln was shot at the theater named 'Ford.'
ลินคอนถูกสังหารในโรงละครชื่อ "ฟอร์ด"
林肯是在名字叫做′福特′的戲院被暗殺的
Kennedy was shot in a car called ' Lincoln ' made by 'Ford.'
เคนนาดี้ถูกลอบสังหารบนรถลินคอน ที่ผลิตโดย "ฟอร์ด"
甘迺迪是在′福特′汽車公司生產的′林肯′牌轎車上被暗殺的

Lincoln was shot in a theater and his assassin ran and hid in a warehouse.
ลินคอนถูกยิงในโรงละคร และมือสังหารหนีไปซ่อนตัวในโกดัง
刺客在戲院裡暗殺林肯後逃走躲進一間倉庫裡
Kennedy was shot from a warehouse and his assassin ran and hid in a theater.
เคนนาดี้ถูกยิงจากโกดัง และมือสังหารหนีไปซ่อนตัวในโรงละคร
刺客躲在倉庫裡暗殺甘迺迪後逃走躲進一間戲院裡


Booth and Oswald were assassinated before their trials.
มือสังหารทั้งคู่ - บู๊ธ และออสวอล์ด ถูกยิงทิ้งก่อนการพิจารณาคดี
兩名刺客都在審判前被刺殺

And here's the kicker...
และนี่ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่....
最厲害的是...

A week before Lincoln was shot, he was in Monroe , Maryland
หนึ่งสัปดาห์ก่อนลินคอนถูกยิงเขาอยู่ที่เมือง มอนโร รัฐแมรี่แลนด์
林肯在遇刺前一周曾待在馬里蘭州夢露市
A week before Kennedy was shot, he was with Marilyn Monroe.
หนึ่งสัปดาห์ก่อนเคนนาดี้ถูกยิงเขาอยู่กับมาราลีน มอนโร
甘迺迪在遇刺前一周曾和瑪莉蓮‧夢露在一起




Creepy huh? Send this to as many people as you can, cause:
Hey, this is one history lesson most people probably will not mind reading!

นี่คือบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ผู้คนจะต้องอ่าน
驚悚吧? 將此電子郵件儘量傳給朋友們!
這是一堂大多數人都不介意去讀的歷史課!
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!