บ้านตุลาไทย
24 สิงหาคม 2014, 02:48:29 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เลีง-ภนม-สวาย  (อ่าน 2341 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นายทวารบาล
Sr. Member
****
กระทู้: 649


โซรฺซไดยฺ บองปะโอน.!


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 29 มีนาคม 2008, 19:48:19 PM »




            เลีงภนมสวาย

  โดย.   ปแฎงมหาบุญเรือง  คัชมาย์

            จะส์ตุม,กัมเลาะ,กระม็อม กะเมงกะมาง  (ผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาว ตัวเล็กเด็กแดง)   ชาวบ้านร้านถิ่น   ในเขตพื้นที่  อำเภอเมือง อำเภอปราสาท และอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดสุรินทร์ต่างรู้ว่า  วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน เมษายน หรือที่แขมร เรียกว่า  แขแจตร (ไจตระ) ของทุก ๆปี ในทางจันทรคติประติทิน เป็นวันสำคัญของพวกเขา   นั่นคือวันขึ้นเขาสวาย    (เลียงภนมสวาย)


        สาระแห่งภนมสวาย   

เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพในบริเวณกว้าง ของภูเขาสวาย ใคร่ขอแยกกล่าวดังนี้

๑.                เรื่องเล่าเขาสวายและเทศกาลขึ้นเขาสวาย
๒.               โคกเมือง ร่องรอยอารยธรรมทวารวดี
๓.               ไปขึ้นเขาสวาย  ได้อะไร
๔.               ข้อเสนอ



ข้อ ๑  เรื่องเล่าเขาสวาย และเทศกาลขึ้นเขาสวาย   



            ข้าพเจ้าในฐานะคนชาวบ้าน ตะลวก  ตำบลสวาย  ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากภูเขาสวายไม่เกินห้ากิโลเมตร   ครั้งเป็นเด็ก ๗-๘  ขวบรู้ความ  ครั้นถึง วันขึ้น ๑ ค่ำ  แขแจตร    พี่สาวจะเพื่อนบ้านต่างกระวีกระวาด  นำเสื้อผ้าชุดที่เรียกว่า เสื้อผ้าไว้ไปวัดหรือไปงานที่พับเก็บไว้ พึงศึกษาว่า สมัยก่อน ๆ ชาวบ้านนอกเรา ไม่มีเสื้อผ้าใช้ฟุ่มเฟือย  มีเพียง ๒-๓ ชุดเท่านั้น  โดยเสื้อผ้าชุดหนึ่งไว้ไปไร่นา  และอีกชุดหนึ่งซักเก็บไว้นุ่งเฉพาะไปวัดหรืองานบุญเท่านั้น  เมื่อถึงวันนี้ต่างนำมา แต่งเนื้อแต่งตัว เตรียมฉัตรตันยู  คือร่ม  แต่เช้าเพื่อเดินทางไปขึ้นเขา     วันนี้ตามถนนหนทางทุกสายจากหมู่บ้านต่าง ๆไปยังเขาสวายจะคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวเดินเป็นกลุ่มๆ   ได้ยินเสียงคุยกันสนุกสนาน ดวงใจอยู่ที่ภูเขาที่มองเห็นลิบ ๆ  ข้าพเจ้าก็เดินต้อย ๆตามพี่ ๆ และเพื่อน ๆชาวบ้านไปตามประสาเด็ก  โดยผ่านโรงเรียนเวือดราง (โรงเรียนวัดร้าง และวัดอันโทง (วัดแสงบูรพา) ซึ่งมีประวัติความเป็นมาน่ากลัวมาก  จากหมู่บ้านสวายไปยังภูเขา  ในสมัยนั้น   พ.ศ. ๒๔๙๕   ไม่มีทางรถยนต์  มีแต่ทางเดินท้าว หรือทางเกวียนเท่านั้น   สภาพทางเดินจากบ้านสวายไป  จะเป็นทางเดินป่าละเมาะ มีก้อนหินลาวาเล็กใหญ่ระเกะระกะทั่วไป  ประมาณ  ชั่วโมงเศษก็ถึงภูเขา

            ที่ตั้งของภูเขาสวาย   ตั้งอยู่ในพื้นที่ทิศตะวันออกของหมู่บ้านสวาย ประมาณ ๔ กิโลเมตรปัจจุบันขึ้นอยู่กับตำบลนาบัว  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์  สำหรับทางขึ้นนั้นสามารถขึ้นได้ทั้งสองทางคือ  ทางขึ้นลงทางทิศตะวันตก  คือเส้นทางจากบ้านสวายและบ้านพนมหรือสรุกพนม  จะพบกับวัดพนมและ ภูเขาหญิง (ภนมแสร็ยก่อน)  ขึ้นไปอีกหน่อยก็จะถึงภนมปรอ๊ส หรือเขาชาย   สำหรับท่านที่นำรถไป  ขับอ้อมไปยังทิศตะวันออก เพื่อเข้าประตูทางทิศตะวันออก  ท่านจะพบสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างตามรายทาง 

        ณ เบื้องหน้าของท่าน  ท่านจะเห็นประตูซุ้มขนาดใหญ่  ก่อด้วยอิฐ ประดับประดาด้วยรุจิเรขลวดลายแกะสลักฉลักฉลุภาพเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นศิลปะร่วมสมัยเขมรโบราณ อันเป็นฝีมือของทีมงานท่านอาจารย์   วุฒิกร นโรปกรณ์   ซึ่งผู้เขียนประสงค์เรียกชื่อประตูนี้ว่า “โคปุระ”     จะมีเสานางเรียงตั้งเรียงรายทั้งสองข้างทาง ตลอดเส้นทาง   เมื่อท่านผ่านโคปุระไปเล็กน้อยก็จะเห็นเจติยสถานรูปทรงปิรมิคสีทองสูงตระหง่าน  ทางซ้ายมือ นั่นคือเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล พระนักปฎิบัติ ที่เราเชื่อว่า  ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในโลก ถ้าไม่ด่วนนักโปรดอย่าผ่านไปโดยมิได้ จอดรถไปทำสักกระท่าน   และรับศีลรับพรจากพระคุณท่าน ครั้นแล้วก็เดินทางต่อ ไม่นานนักก็จะถึงเป้าหมายคือภูเขาสามลูกได้แก่  ภนมกรอล,  ภนมปรอ๊ส  และผ่านไปยังภนมแสร็ย, ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุด  ตามเส้นทางจนถึง “พญาเต่าศักดิ์สิทธิ์”  ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหนองพนมสวาย หรือตระเปียงพนม 

         เบื้องแรก  จะผ่านม่อนเขาไม่สูงนักตั้งอยู่ทางขวามือ  เรียกขานกันว่า  “ภนมกรอล=  ภูเขาคอก จากเขาคอกหรือภนมกรอล  ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า  เมื่อเจ้าเมืองจากสุรินทร์ไปเคารพสักการะสิ่งศักดิ์บนเขาสวาย ก็จะนำช้างม้าไปพักที่นี่
มีอะไรที่พนมกรอล   (ภนอมกรอล)  วัดจากระดับพื้นราบสูงประมาณ  ๑๘๐  เมตร  ปัจจุบันพุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์  ได้สร้างศาลา อัฎฐมุข (ศาลาแปดเหลี่ยม)  เป็นอนุสรณ์ ฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์  เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ที่พุทธศาสนิกชนสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑
 จากภนมกรอลไปอีก  ประมาณ ๓๐๐  เมตร   มียอดเขาสูงทางซ้ายมือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า  ภนมปรอ๊ส  (ภูเขาชาย) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภนมกรอล  สูงจากพื้นราบประมาณ   ๒๒๐  เมตร    ปัจจุบัน ได้รับการพัฒนา  ทางจังหวัดสร้างทางขึ้นเป็นชั้น ๆ  แขวนระฆังเรียงรายถึง   ๑๐๘๐  ใบ  ตัวเลขเป็นนิมิตมงคล  เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงเจริญพระชนมายุ  ๘๐ พรรษา   ซึ่งได้รับการบริจาคจากความร่วมมือของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์และทางหน่วยราชการจังหวัดสุรินทร์  และบนภูเขาลูกนี้ เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธปฏิมากรขนาดใหญ่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระพุทธทินนามว่า “พระพุทธสุรินทรมงคล”  เมื่อท่านขึ้นเขาลูกนี้แล้ว  เบื้องแรกท่านจะรู้สึกเหนื่อย  แต่เมื่อได้ยินเสียงระฆังวิเวกวังเวง  ที่ผู้ไปชมต่างตีด้วยความศรัทธา  ประกอบกับลมพัดโชยแม้ท่ามกลางแดดร้อนระอุอบอ้าวก็ตาม  ท่านจะรู้สึกสดชื่น ประหนึ่งว่า ความทุกข์ระทมขนขื่น ใด ๆที่ยังเหลืออยู่ได้ล่องลอยไปตามกระแสลมสิ้นแล้ว  อนึ่งเล่า  เมื่อท่านขึ้นไป ถึงศาลาพักชั้นที่หนึ่ง   รู้สึกเพลียหิวน้ำ   ให้ท่านเดินลงไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑๐  เมตร  จะพบกับ  ต้นไม้ชนิดหนึ่ง  มีลูกกลม ๆสีดำคล้ำ  โตกว่ามะนาวเล็กน้อย  ชาวบ้านเรียกตามภาษาเขมรว่า “ตุมอัจม์จรูก” /แปลตรงตัวว่า  ลูกขี้หมู/   ไม่ทราบชื่อภาษาไทย  ท่านกินดูสักครึ่งลูก  จะรู้สึกชุ่มคอ  อาการกระหายน้ำจะหายไป     ข้าพเจ้ามีความคิดว่า   ‘น่าจะเอาต้นอัจม์จรูก  เป็นอัตลักษณ์ แห่งขุนเขาลูกนี้    ไหน ๆอยากเรียนอยากเรียนอยากรู้   เบื้องทิศตะวันออก   ประมาณอัก ๒๐  เมตรจะเป็นเนินเขามีลักษณะคล้ายมีอะไรสักอย่าง  ครั้นแล้ว  คุณมนต์ หรือพัทธนันท์  โอฏฐเจษฎา  ทีมงานของเรา  ชี้ไปที่หลุมคันหินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๘ เมตรเศษ ๆ มีร่องรอยการขุดค้นหาของมีค่า  พร้อมกับตั้งคำถามว่า  เป็นไปได้ไหมอาจารย์ตรงนี้จะเป็นที่ตั้งเจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าเมืองคนแรก   แน่นอนเราตั้งสมมุตฐานไว้ เพื่อศึกษาค้นคว้าต่อไป   ยังไม่จบครับ   คุณมนต์ อีกนั่นแหละ  ชี้ไปที่เชิงเขาพร้อมบอกว่า  ท่านอาจารย์  ที่เชิงเขาตรงนี้มีสระโบราณ ๓ แห่ง จะไปดูไหมค่ะ    แหม /ขอให้บอก     เดินลงไปตามร่องรอยเส้นทางโบราณ ประมาณ  ๔๐ เมตร ก็จะถึงสระน้ำโบราณแห่งแรก  หน้าแล้งน้ำแห้งขอดหมดแล้ว   มองเห็นร่องรอยสระเด่นชัด เนื้อที่ประมาณ   ๒๕x ๑๕  เมตร  ได้พบร่องรอยการขุดลึกประมาณ ๑ เมตรข้างสระเพื่อศึกษาข้อมูลบางอย่างของเจ้าหน้าที่   มันเป็นโชคดีเหลือเกินครับ    คุณมนต์  หยิบเศษไห ๒-๓  ชิ้นมาให้ข้าพเจ้าดู   พร้อมเอ่ยขึ้นว่า   นี่เศษไหโบราณใช่ไหมค่ะอาจารย์     แน่แล้ว  เศษไหที่พบอยู่ลึกประมาณ ๑ เมตร  จากพิเคราะห์ในเบื้องต้นทั้งที่มีเคลือบและไม่เคลือบ  ประมาณว่า  มีอายุประมาณ ๑๕๐๐ ปี ขึ้นไป   อาจจะอยู่รุ่นราวเดียวกันกับเตาเผาที่บ้านกรวด  อำเภอโคกกรวด  จังหวัดบุรีรัมย์   (ข้าพเจ้าเคยพบเศษไหลักษณะดังกล่าวที่ปราสาทสด็กกอ็กธม ถูกฝังลึกใต้ระเบียงคต)  เรื่องดังกล่าวนี้   ผู้เขียนใคร่ขอให้เจ้าหน้าที่ทางจังหวัดประสานงานกับกรมศิลปกร  มาทำการสำรวจขุดหาข้อมูลที่ถูกต้อง  นั่นเป็นการเพิ่มคุณค่าแก่เขาพนมสวายยิ่งขึ้นครับ   มักคุเทศก์น้อย พากลับที่เดิม

 เมื่อขึ้นไปถึงพุทธสถานที่ประดิษฐาน พระพุทธสุรินทร์มงคล  หลังจากที่ท่านกระทำสักการะสวดมนต์ขอพรแล้ว    ให้ท่านมองไปทางทิศเหนือที่เชิงเขา   จะเห็นสระน้ำแห่งหนึ่ง  นั่นแหละครับ  คือปล่องภูเขาไฟ  ที่ระเบิดมาหลายล้านปีมาแล้ว  ในเชิงธรณีวิทยาภูเขาสวายเป็นหนึ่งภูเขาไฟที่ ระเบิดมาหลายร้อยล้านปีแล้ว         คาดว่าระเบิดไล่เลี่ยกันกับเขาพนมรุ้ง (ภนมรูง)  เพราะลักษณะหินเป็นหินประเภทบะซอลท์  (Basalt)  เป็นหินอัคนีสีเข้มเนื้อละเอียด ซึ่งเกิดจากปะทุของหินหนืด  ที่มีการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว หรือเกิดในลักษณะที่ภูเขาไฟลูกนี้ได้ปะทุขึ้นระหว่างยุคเทอรเซียซี่ถึงยุคไพลโตซีนตอนปลาย  (Tertiasy-last Plaitoecene)  /รศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยาวุฒิ สุขสวัสดิ์/.

        หลังจากที่ท่านรับน้ำพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ที่นั่งคอยให้ศีลให้พรบนยอดเขาชายแล้ว  ก็เดินลงไปด้านล่าง   รู้สึกว่า จะลงเร็วมากและไม่เหนื่อยด้วย  เมื่อถึงเชิงเขาที่มีถนนตัดผ่าน   เมื่อนั่งพักนิดหนึ่งแล้ว  เดินไปข้างหน้าด้านทิศตะวันตกประมาณ  ๑๐๐  เมตร  ท่านจะพบป้ายบอกว่า ‘ปราสาทพนมสวาย’   พนมสวายมีปราสาทด้วยหรือ  อาจตั้งคำถาม   ตอบว่า  มีครับ  แต่ปรักหักพังไปสิ้นแล้ว  คงเหลือแต่ฐาน  ที่นี่เราได้พบฐานที่ตั้งของปราสาทเล็ก ๆก่อด้วยศิลาแลง   ครั้งสร้างถนนตัดผ่าน   ได้สร้างถนนทับฐานปราสาทหมดแล้ว  จึงเหลือแต่ร่องรอย  เศษศิลาแลงเหลืออยู่   ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่ามีรูปลักษณ์อย่างไร   

จากฐานปราสาทไป จะเป็นทางลาดลงไปแนวตะวันตก    ประมาณ  ๓๐๐  เมตร  ก็จะถึงที่ตั้งของวัดพนมสวาย   เบื้องซ้ายพื้นราบ  มีสระโบราณขนาดประมาณ  ๒๕x ๑๘  เมตร   แม้จะอยู่ขนภูเขาก็มีน้ำใสขังอยู่  ในสมัยผู้เขียนเป็นเด็กเมื่อมาขึ้นเขาสวายก็ได้กินน้ำสระนี้  ด้านขวามีศาลาใหญ่บนยอดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ   ในเบื้องทิศพายัพหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  จะเป็นยอดเขาอีกลูกหนึ่ง  เรียกขานตามตำนานชาวบ้านว่า ‘ภนมแสร็ย  /เขาหญิง/   นัยว่าสูงกว่า เขาชาย   คือสูงประมาณ  ๒๘๐  เมตร  ที่ภูเขาลูกนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากร ประทับยืนสง่างาม



        อนึ่งในช่วงพื้นเนินราบระหว่างเขาทั้งสองลูกนี้เอง 

 เมื่อประมาณ  ปีพุทธศักราช  ๒๔๘๐   หลวงพ่อสอ็ก  (สุข) สีลวัณโณ  วัดอันโณงเจราะ (วัดนารายณ์บุรินทร์)  ตำบลสวาย ได้ไปสร้างกระท่อมปฎิบัติธรรมอยู่  เมื่อสิ้นหลวงพ่อสุขแล้ว  พระวัดนารายณ์บุรินทร์ไม่มีใครสืบต่อ  ต่อมามีพระจากเมืองงเขมรมาจำพรรษาอยู่    เมื่อท่านมรณภาพแล้ว  หลวงปู่ดุลย์ อตุโล     สมัยนั้นท่านยังจำพรรษาที่วัดนาสาม (ก่อนที่ท่านจะมาจำพรรษาที่วัดบูรพาราม  ในเมืองสุรินทร์)     ตำบลนาบัว  อำเภอเมือง  ได้ไปปักกรดปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ๆ และต่อมาได้ดำเนินการก่อสร้างสำนักสงฆ์ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ดังปรากฏในปัจจุบัน. (ข้อมูลเกี่ยวกับวัดยังไม่ชัดจะศึกษาเพิ่มเติมภายหลัง)
ภูเขาหญิงภูเขาชายเป็นไฉน

 เล่าขานตามมุขปาฐะ  ท่านกล่าวว่า  “ในกาละครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตาพรหม (พระพรหม)   
หาบหินไปสร้างบ้านแปงเมือง  สร้างปราสาทราชฐาน  ในขณะที่หาบโดยเหตุที่ก้อนหินหนักมาก  สาแหรกที่ใส่หินขาดกลางทาง  จึงทำให้ก้อนหินกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน  และตาพรหมก็ทิ้งไม้คาน  คือภูเขาดองแหรก ไว้  ดังนั้นชาวแขมรจึงเรียกเทือกเขานี้ว่า “ภนมดองแหรก” /ดองแหรก = ไม้คาน  ปัจจุบันผลักคำเป็นดงรัก  ก็ว่ากันไป. (นายหมวก  คัชมาย์)

 ครั้นกาลล่วงมา  มนุษย์ระหว่างหญิงชายแย่งความเป็นใหญ่กัน  กลุ่มผู้ชายก็ว่า 
ผู้ชายควรเป็นใหญ่ เพราะเป็นพ่อ ฝ่ายหญิงก็อ้างว่า  เขาเป็นแม่ ต้องใหญ่กว่าชาย  ไม่เป็นที่ยุติ    จึงตกลงให้สร้างภูเขาโดยนำก้อนหินที่ตาพรหมทิ้งไว้มาสร้างแข่งกัน  ฝ่ายใดสร้างได้สูงกว่า  ก่อนผกายพรึกขึ้น  (ดาวประกายพรึก)  ฝ่ายนั้นชนะ  ดังนั้นงานแข่งขันกันก็เริ่มขึ้น   ในขณะที่กำลังพากันขนก้อนหินสร้างภูเขาอยู่นั้น   ฝ่ายหญิงเล่นฉลาด แกล้งทำเสื้อผ้าหลุดดลุ่ยจากหน้าอกบ้าง  จากเอวบ้าง    ผู้ชายสิงห์ถ้ำมองมัวแต่แอบดูผู้หญิง และบางพวกสิงห์ขี้คุยถูกผู้หญิงบางพวกชวนคุยบ้าง ไม่ได้รีบเร่งขนก้อนหินของฝ่ายตน  ส่วนฝ่ายหญิงได้โอกาสก็รีบเร่งขนหินก่อภูเขาโดยไม่สนใจฝ่ายชาย  ครั้นดาวประกายพรึกขึ้น   ภูเขาฝ่ายหญิงได้สูงตระหง่านกว่า  ภูเขาฝ่ายชายเตี้ยกระแทะแระ ฝ่ายหญิงก็ประกาศชัยชนะ  ได้เป็นใหญ่กว่าฝ่ายชาย   ตั้งแต่นั้นมา   คติแห่งอารยธรรมดองแหรก   (Dongreak  Civilization)   จึงยึดถือให้ผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชาย     แม้แต่ภาษาพูดเช่น   มีเตือบ  (แม่ทัพ),  มีไฎ  (หัวแม่มือ)   ฯลฯ    ดังนั้นแล  สังคมในครอบครัวแขมร  จึงยืดถือว่า  ฝ่ายแม่เป็นใหญ่กว่าพ่อ  เอวัง   ดังสดับมา ด้วยประการะฉะนี้.  (ผู้อ่านสดับมาอย่างไรครับ)
ในเบื้องต้นได้กล่าวถึงโรงเรียนเวือดราง (วัดร้าง)  ว่า
มีประวัติที่น่ากลัว   เรื่องราวเล่าขานสืบ ๆ มาว่า  เมื่อก่อนนี้ตำบลบ้านสวายมีวัดอยู่แห่งเดียวเท่านั้น  คือ เวือดตาตอ็ม (วัดตาตอ็ม)  คือที่ตั้งของวัดจอมสุรินทร์ปัจจุบัน    ในวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำวันหนึ่งเกิดอาเพท  มีเปรตหรือเทวะตนหนึ่งใหญ่สูงมาก  ยืนถ่างขาคร่อมวัดตาตอ็ม  โดยขาข้างหนึ่งไปอยู่ที่ที่ตั้งวัดจอมมุนีศรีสว่างอารมณ์ (นาแห้ว)  และขาอีกข้างหนึ่งไปอยู่ที่ตั้งวัดแสงบูรพา (เวือดอันโทง) ปัจจุบัน จากวันนั้นมา พระในวัดมีแต่เหตุให้เดือดร้อนอยู่ไม่ได้  จึงพากันไปสร้างวัดใหม่  ตามที่ตั้งของขาเทวดา  จากนั้นมาวัดตาตอ็มก็ร้าง    เมื่อตำบลบ้านสวายสร้างโรงเรียนก็ไปสร้างที่นั่น  จึงเรียกติดปากว่า “โรงเรียนเวือดราง”  โรงเรียนวัดร้าง   (ผู้เขียนเรียนจบประถมสี่ที่โรงเรียนนี้)  ก่อนที่จะย้ายโรงเรียนไปตั้งอยู่ที่โคกสวายธม   ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านตาต็อม  และภายหลังคุณพินันทร์ พิชนาหรี ได้มาสร้างวัดนี้ขึ้นใหม่  โดยให้ชื่อว่า ‘วัดจอมสุรินทร์’    กระนั้นพื้นที่ตรงนี้ก็ยังมีอาถรรพณ์อยู่  คือในวันฉลองโบสถ์  ในเวลาเที่ยงตรงวันนั้น  เกิดอาเพศอีก   ฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ที่ใจกลางโบสถ์  นี่แหละครับ  ความเร้นลับอาถรรพณ์มีจริง   ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่มีปัญญาพิสูจน์  ก็ว่าไม่จริง แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อย่าไปคิด  มีเรื่องที่จะต้องคิดต้องทำ เพื่อชีวิตนี้มาก”

อนึ่งที่วัดนี้มีพระพุทธปฎิมากรองค์หนึ่ง  สร้างด้วยอิฐแดงขนาดใหญ่  คาดว่าสร้างตั้งแต่ชุมชนบ้านสวายมาตั้งรกรากอยู่  จะศึกษาข้อมูลต่อไป
ผู้เขียนเป็นนักเรียน เมื่อดินสอดำทู่ก็พากันไปเหลาดินสอที่ฐานพระองค์ท่าน   ท่านใจดีมีเมตตาไม่ว่าอะไร.   เรื่องเวือดรางมีอีกมากครับ  มีเพลาจะเล่าสู่ท่านฟังอีก.




ข้อ     ๒.   ได้เกริ่น  ในเบื้องต้นว่า  ตำบลบ้านสวาย  มีร่องรอยแห่งงอารยธรรมทวารวดีเหลืออยู่   จากหมู่บ้านสวายไปทางทิศตะวันตก ประมาณ  ๔ กิโลเมตรเศษ  เป็นที่ตั้งของ หมู่บ้านหนึ่งเรียกว่า “สรุกโคกเมือง” บ้านโคกเมือง  ซึ่งรุ่งเรือง ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓  (ตามบันทึกของหลวงจีน  อี้ จิง  I- Ching, และท่านซวน ต่าง  (Shuan Tsang   ที่เดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย  เมื่อประมาณ  พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ )   นั่นก็คือ มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  ๘๐๐  เมตร เป็นลักษณะวงรี หรือที่นักโบราณคดีแขมรเรียกว่า “สันฐานปวงกระพือ” / ลักษณะไข่จรเข้/  ซึ่งมีอายุรุ่นราวเดียวกันกับ บันทายสมันต์ หรือ เมืองสุรินทร์โบราณ,  หมู่บ้านยะวึก และหมู่บ้านพระปืด  ตำบลแร่อุดม อำเภอเขวาสินรินทร์  และที่อื่น ๆ

            ข้อ ๓.     ขึ้นเขาสวายได้อะไร

จารีตประเพณี  คำสอนคำสั่งหรือตระณอม /น/ (ข้อห้าม) หรือขลำ ในภาษาลาวล้วนเป็นธรรมปรัชญาปฏิปทาปฏิบัติ  เพื่อความเจริญความรุ่งเรืองแห่งการดำรงอยู่ทั้งสิ้นทั้งนั้น
โดยวัฒนธรรมของงชาวเขมร   ที่ผู้เขียนให้คำนิยามว่า “อารยธรรมดองแหรก” /Dongreak Civization/  ถือว่า  วันขึ้น  ๑ ค่ำของเดือนเมษายน /แขแจตร/  เป็นวันขึ้นปีใหม่  จากวันขึ้น ๑ ค่ำถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  ให้ถือว่า เป็นวัน “ตอม /กริยา/  = ห้าม,  ห้ามทำกิจการใด ๆทั้งปวง   ตั้งแต่ห้ามไปทำไร่ไถนา ห้ามทอผ้า ฯลฯ 
ผลที่ได้รับก็คือ  จากที่ได้ตรากตรำทำงานมาปีหนึ่งแล้ว ก็มีเวลาได้พักผ่อน อาจแยกได้เคร่า ๆดังนี้

๑.              เป็นการสืบต่อวัฒนธรรม  เช่น ประเพณีโลดอันเร  (รำสาก), เรือมโตรด (รำละเล่นตรุด)  หรือตรุดสงกรานต์และประเพณีอื่น ๆ
๒.             ได้มีเวลาไปเยี่ยมเยือนบุพการีญาติสนิทมิตรสหาย  ได้ไปทำบุญกุศล และโอกาส
นี้ชาวบ้านสวาย และชาวบ้านใกล้เคียงก็ได้ไปขึ้นเขาเพื่อทั้งทำบุญกุศลและพักผ่อนหย่อนใจไปในตัว   
            ๓.     เป็นโอกาสแห่งหนุ่มสาว   พึงศึกษาว่า  ประเพณีแขมรแต่โบราณนั้น  หนุ่มสาวจะได้พบปะกัน แต่งงานกันนั้นยากนัก ต้องเป็นไปตามแบบบทแห่งประเพณี   พ่อแม่จะไม่ปล่อยให้ลูกสาวของตนไปพูดคุยกับหนุ่ม ๆได้ง่ายนัก  หนุ่มสาวจะพบปะกันก็ที่วัด หรือที่มีงานเทศกาลต่าง ๆเท่านั้น   ดังนั้นงานขึ้นเขาสวายก็เป็นโอกาสหนึ่งที่บรรดาหนุ่มๆ จะมีโอกาสแสดงความรักความรักความสัมพันธ์ต่อสาว ๆ

 
ข้อ ๔  ข้อเสนอ

            โดยที่ปัจจุบัน  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน  ต่างให้ความสำคัญของเขาสวาย  เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้เขียนใคร่ถือโอกาสนี้  ยื่นข้อเสนอแด่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ดังนี้

๑.                คืนเปร็จ (ผักหว่าน)  เห็ด,ป่าไม้ให้เขาสวายเถิด
ชาวบ้านรอบ ๆ เขาสวายและแม้พื้นที่อื่น ๆ  มักพากันไปเก็บผักหว่าน เก็บเห็ด
และตัดไม้ที่ภูเขาสวายเสมอ ๆ  ความจริงก็โทษกันไม่ได้  เพราะมีป่าแห่งเดียว กระทั่งปัจจุบันโล่งเตียนไปมาก  จึงขอวิงวอนให้องค์กรทางจังหวัด  วางแผนนโยบาย คืนป่าให้เขาสวาย  ทั้งนี้เพียงโดย  ในช่วงก่อนเข้าพรรษา  ให้สามองค์กรหลักที่ตั้งยู่ใกล้เขาสวาย หรือที่ได้รับประโยชน์จากเขาสวายมากที่สุด  คือ วัด, ชาวบ้านและโรงเรียน  ร่วมมือกันเลือกวันใดวันหนึ่งก่อนเข้าพรรษาเป็นวัน  หรือขอเสนอให้ทางจังหวัด  กำหนดวันที่แน่นอน   เรียกวันนี้ว่า “วันคืนป่าให้เขาสวาย”  ให้พระท่านได้ทำงานสังคมบ้างปะไร  โดยนำต้นไม้ตามธรรมชาติของภูเขาไปปลูกแซม อาจมีทั้งต้นผักหว่าน  ต้นผักอีนูน  เชื้อเห็ด ฯลฯ ทั้งนี้ควรให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเกษตรป่าไม้จังหวัดอำเภอ  เป็นผู้อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับกล้าไม้ต่าง ๆ เท่านี้แหละครับ   และกล้าไม้ที่จะไปปลูก  ต้องคัดเลือก  ให้เหมาะสมกับสภาพป่าเหมือนเดิม และยิ่งกว่านั้น ควรคัดเลือก ต้นไม้ที่  มีลูกมีดอก  สัตว์หรือนกกินได้  คนกินดี  ขอห้ามนำต้นไม้ทะเลทรายสีเขียว  คือยูคาลิบตัส  ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใหม่หรือพันธุ์เก่า  แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นต้นกระดาษเพื่อหลอกชาวโลก  มันก็คือ “ยูคาลิปตัส ศัตรูฉกาจของแผ่นดินนั่นเทียว” ถ้าทำได้เช่นนี้   เขาสวายก็จะเป็นเขาสวายชุ่มชื้นเหมือนเดิม       (ถ้าท่านชาววัดชาวบ้านโรงเรียนไม่ทำ  ใครจะทำครับ)

๒.               งดสัมปทานบดหิน
ปัจจุบัน  ทางจังหวัดเปิดโอกาสให้ทำสัมปะทานหิน  เพื่อบดสร้างถนน  โอ/   เขา
สวายใกล้ล่มสลายแล้วครับ  นอกจากหินจะหมดจากบริเวณเขาแล้วนะครับ  ช่างเวทนาเหลือเกิน ฝุ่นละอองหินจากโรงโม่หิน  ยิ่งเป็นพิษเป็นภัยต่อชาวบ้านแม้สัตว์เลี้ยงวัวควาย  ในพื้นที่ใกล้เคียง  เป็นบ่อเกิดแห่งโรคหลายโรค   จึงใคร่ขอวอนมายังทั้งทางเจ้าหน้าที่จังหวัดและท่านเจ้าของโรงโม่หิน  ช่วยหาทางแก้ไขในทางที่พอจะเป็นไปได้ด้วยเถิดครับ   ช่วงผู้เขียนไปหาข้อมูลเขียนเรื่องนี้  ชาวบ้านใกล้เคียงมาบอกช่วยร้องเรียนเล่าให้ผู้ใหญ่บ้านเมืองฟังด้วยเถิด  มิเช่นนั้นชาวบ้านแถนนี้สักวันหนึ่งจะขายที่หนีตายไปอยู่ที่อื่นหมด   และยิ่งกว่านั้นสักวันจะไม่มีภูเขาจะขึ้น เมื่อหินหมดแล้ว  อีกกี่ร้อยล้านปีตาพรหมจะหาบหินมาให้อีกครับท่าน. 

๓.               สร้างปราสาทหิน เพิ่มคุณค่าให้เขาสวาย
เนื่องด้วยผู้เขียน เชื่อมั่นตนเองว่า  “สามารถสร้างปราสาทหินได้”  ถ้ามีทุนรอนพอ  ทั้งนี้เพราะผู้เขียนได้รับการศึกษาโดยตรงจากมหาวิทยาลัยศิลปากร  และประสบการณ์จาก การสร้างประตูเมืองด้วยศิลาที่อำเภอตาพระยา กับท่านอาจารย์ ดร.สรเชต  วรคามวิชัย (ผู้ชำนาญการสร้างปราสาทหิน)  และการมีส่วนบูรณะปราสาท สด็กก็อกธม ที่จังหวัดสระแก้ว  ผู้เขียนใคร่เสนอของบจากจังหวัดเพียง ๑๐-๑๕ ล้านบาท   ก็จะสร้างปราสาทหินขนาดเล็ก โดยย่อส่วนจากอโรคยศาลา หรือปราสาทใดก็ได้  หรือสถาปัตยกรรมแบบใหม่ก็ได้แล้วแต่ทางราชการจะเห็นควร  ทั้งนี้  ลวดลายฉลุฉลัก ทับหลังหรือตามกำแพง อาจนำพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอยู่มาแกะสลักหรือ  นำทฤษฎีว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแกะสลัก  และหรือ อาจสามารถแกะสลักภาพจารีตประเพณีไทยเขมร เช่น ทำไร่ไถนา รำอันเร เป็นต้น  (หินที่จะสร้าง  มีแหล่งที่ไปเอามาได้ครับ  ไม่ใช่เอาหินเขาสวายมาสร้าง)  ขอเวลาเบื้องต้น ๓ ปี ก็คงเสร็จ.

            หากมีงบประมาณนะครับ   จะลือลั่นไปทั่วแผ่นดินว่า “คนสุรินทร์สร้างปราสาทหินได้”
แหละนั่น  เขาสวายจักเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยั่งยืนแห่งใหม่ของจังหวัดสุรินทร์     ชาวบ้านชาวเมืองที่มาเที่ยวงานช้างก็จะถือโอกาสไปชมปราสาทหินที่เขาสวายอีก  ก็จักก่อให้เกิดการสร้างงาน
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 มีนาคม 2008, 19:50:51 PM โดย นายทวารบาล » บันทึกการเข้า

ไม่มีแล้ว สงคราม  ความลุ่มหลง    มีแต่องค์ ปราสาทใหญ่ ให้ศึกษา

จารึกความ ยิ่งใหญ่ อลังการ์          ให้สืบทอด เจตนา นิรันดร.
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!