บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:14:52 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เสริมสร้างปัญญา รักษาสุขภาพ  (อ่าน 11052 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 439



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 08:17:14 AM »

เมื่อวานนี้มีโอกาสได้พบปะสนทนากับมิตรสหายเก่า ได้ความรู้อย่างมาก สุดท้ายลุง Red Sun เชิญไปทานข้าวกล้องและอาหารมังสะวิรัติปรุงเอง หิวอยู่แล้วเลยตามต้อยไปอย่างว่าง่าย ไปชะเง้อหาลุงสมเห็นไฟมืด ม้าสีนิลที่ผูกไว้ในคอกก็ไม่มี คาดว่าน่าจะไปฝึกวิทยายุทธที่สำนักราชบุรี

ลุง Red Sun กะแม่บ้าน และสาวน้อยเจนอยู่กับเด็กๆหลายตัวเต็มบ้าน แล้วเริ่มอบขนมปังหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย มีเห็ดปิ้ง หนูเจนคั่วข้าวโพดให้กินกันท้องร้อง ที่ขาดไม่ได้คือกาแฟหอมกรุ่น

ระหว่างคอยอาหารด้วยใจจดจ่อนั่งคุยกันเรื่องอาหารสุขภาพหลายอย่าง ป้าผีเสื้อเลยเผยเดล็ดลับการกินอย่างนกที่ทำให้ผมดำเป็นเงางามโดยไม่ต้องย้อม การทำนมโยเกิต ขนมปัง นำเคล็ดวิธีทำอาหารมาแลกเปลี่ยนกัน ไม่ยากเลย น่าทึ่งมากที่อาหารเหล่านั้นบำรุงสุขภาพโดยหาและปรุงไม่ยาก ป้าบลูฮาวายจดยิกได้หลายสูตรทีเดียว

อยากให้ป้าๆนำรายละเอียดอาหารต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมสรรพคุณ เล่าวันละอย่าง เป็นอาทิตย์ไม่หมด นี่ยังไม่นับถึงเรื่องเพลงและดนตรีที่ลุงกาจและลุง Red Sun จะเล่าให้ฟังระหว่างอาหาร

เอาเลยครับ จะคอยควัง ...

บันทึกการเข้า

เส้นทางน้ำมันปตท.สิ่งที่ควรรู้
Red Sun
Hero Member
*****
กระทู้: 1453



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2008, 11:33:57 AM »

Until the time that time stands still.........Until our wounds are healed....

ไม่รู้ใครพูดเอาไว้  เพราะจังเลย



เวลาดูเหมือนละลายไปอย่างรวดเร็ว  เมื่อเราได้อยู่กับเพื่อนเก่า  จะคิดต่างกันอย่างไร ยังไงก็เพื่อน

ค่ำวันวานเป็นค่ำคืนที่หอมหวาน  ที่ควรค่ากับความทรงจำ

หอม  หอมกาแฟ จากดอยแม่กำปอง

หวาน  หวานแยมผลไม้ ป้ายทา ทับบนขนมปังเพิ่งออกจากเตา

หู  ยินแต่เสียงไวโอลิน  พริ้วหวาน  สอดประสานเสียงหัวเราะจากผองมิตร

ใช่แล้ว! เมื่อคืนเรามีความสุข

 ยิ้มกว้างๆ

บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2009, 13:10:08 PM »

จากกรุงเทพธุรกิจ

ข้าวกล้องงอก..เป็นเงิน

โดย : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา



ข้าวกล้อง
ภาพประกอบข่าว


นัก วิจัยพบข้าวกล้องงอกมีสาร "กาบา" เสริมระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยให้หลับดี กันแก่ก่อนวัย เอกชนสนกระแสสุขภาพ เร่งทำตลาดใน-ต่างประเทศ

มัน เกิดอะไรขึ้น หันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คนพูดถึง ข้าวกล้องงอก ข้าวกล้องงอก...ลองรึยัง ของเขาดีนะ ไม่เฉพาะแต่เอสแอนด์พีที่เปิดเมนูข้าวกล้องงอก มาบุญครองก็งอกข้าวกล้องเหมือนกัน หรือนี่คือพลังของ Viral Marketing

บอกตามตรง ต่อให้รักสุขภาพแค่ไหน ถ้าใจไม่แข็งจริง มือใหม่หัดกินข้าวกล้องมักทนรสชาติฝืดกระเดือกลงคอลำบากได้ไม่นาน ถ้าไม่เซย์กู๊ดบายไปเลยก็ยึดแนวเกษตรผสมผสาน คือหุงข้าวหอมมะลิหนึ่งส่วน ข้าวกล้องหนึ่งส่วนผสมกันให้พอยืดอกบอกกับพวกคลั่งรักสุขภาพได้อยู่ว่า "ฉันกินข้าวกล้องนะ"

จะว่าไป นับตั้งแต่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใช้ คนไทยน่าจะมีสุขภาพดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว สมัยก่อนหุงข้าวเตาแก๊ส หรือเตาถ่าน ต้องนั่งเฝ้าอยู่หน้าเตาคอยคนข้าว และใช้ศิลปะขั้นสูงเพื่อดู 'ข้าวบาน' พอบานได้ที่แล้วเอาฝามาปิด และอุปกรณ์ที่มีทุกบ้าน คือ ไม้ขัดฝาหม้อสำหรับเทน้ำข้าว มีใครเคยซดน้ำข้าวโรยเกลือป่นบ้างไหม พ.ศ.นี้

รินน้ำข้าวใส่จานเสร็จแล้ว คีบถ่านออกจากเตาราไฟ หรือหรี่แก๊สก็ตามที ค่อยยกหม้อข้าวมาตั้งเตาใหม่ แม่เรียกว่า 'ดง' ไล่ไอน้ำบางส่วนออกไปตะแคงซ้ายตะแคงขวา พร้อมตั้งโต๊ะ

พอมีหม้อหุงข้าว ไม่ต้องเทน้ำข้าวทิ้งให้หมาซด มันก็ปนอยู่ในข้าวนั่นแหละเราก็เลยได้วิตามินจากน้ำข้าวไม่รู้ตัว

ดูเหมือนแค่นั้นยังไม่พอ เพราะข้าวขาวที่รับประทานกันอยู่ทุกวี่วันมันถูกสีจนขาวจั๊วน่าเจี๊ยะ แต่เสียดายวิตามินและสารอาหารพลอยถูกขัดสีฉวีวรรณออกไปด้วย คนยุคใหม่เลยหันกลับไปหาข้าวกล้อง หรือซ้อมมือ (แปลกดี ทั้งที่ใช้เท้าเหยียบครกกระเดื่องน่าจะเรียกข้าวซ้อมตีนมากกว่า) เพราะยังคงสารอาหาร และสารพัดวิตามินกินแล้วสมบูรณ์แทน
 ข้าวกล้อง มีประโยชน์ไม่มีใครเถียง แต่ต้องขอขัดคอ (ตามความหมายตรงตัวเป๊ะ) เสียหน่อยว่า 'มันฝืด' กินอร่อยสู้ข้าวหอมมะลิไม่ได้ แต่เพื่อสุขภาพต้องยอมทนกินไปบ่นไปจนหมดจาน

แต่ใครก็ไม่รู้หัวใส เอาข้าวกล้องไปแช่น้ำให้มันนุ่มก่อนเอาไปหุง แล้วเห็นมีอะไรบางอย่างงอกออกมา ส่วนที่งอกโผล่ออกมาจากปลายข้าวนักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า 'สารกาบา' ที่พูดกันปากต่อปากว่าช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน และที่โดนมากสำหรับผู้หญิงคือ การควบคุมนํ้าหนักตัวได้ด้วย

พัชรี ตั้งตระกูล อาจารย์จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนา ผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ข้าวกล้องงอกถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลบจุดอ่อนของข้าวกล้องในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งไม่เหมาะต่อการบริโภคเพราะเนื้อแข็ง กินไม่อร่อย

จุดอ่อนของข้าวกล้องธรรมดาอีกอย่างคือ หลังกะเทาะเปลือกแล้วจะเก็บรักษาไว้ได้ไม่นาน เนื่องจากกรดไขมันในข้าวกล้องเสื่อมสภาพทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน และก่ออนุมูลอิสระ กินแล้วแทนที่ร่างกายจะแข็งแรงอาจป่วยไม่สบายได้

ต่างจาก ข้าวกล้องงอก หรือ Germinated Brown Rice หรือ GABA-rice ซึ่ง เป็นข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการงอกตามปกติ ง่ายมากแค่เอาไปแช่น้ำเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม แต่กลับได้สารอาหารเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินซี วิตามินอี และ สารกาบา คุยว่าป้องกันได้หลายโรค ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกยังมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รับประทานได้ง่ายกว่าข้าวกล้องธรรมดา จึงง่ายแก่การหุงรับประทาน

กำเนิดที่ญี่ปุ่น

งานวิจัยข้าวกล้องงอกเริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้วิจัยและพัฒนาคุณประโยชน์ของข้าวกล้อง จนกระทั่งนำมาผลิตในระดับอุตสาหกรรม ในประเทศไทยก็มีการศึกษาเช่นเดียวกัน โดยนักวิจัยไทยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่คิดค้นข้าวกล้องงอกกาบาไรท์ โดยมีผลงานวิจัยรองรับ

ตลาดข้าวกล้องงอก ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับตลาดประเทศญี่ปุ่น โดยมีบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริมรายใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ ผลิตและจำหน่ายภายในประเทศและส่งออก รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและตรวจสอบคุณภาพของข้าวกล้องงอกด้วย

ในส่วนของงานวิจัยที่ทำในประเทศไทย ทีมงานได้ทำการศึกษาหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและสภาพการผลิตข้าวกล้องงอกที่มีประสิทธิภาพ โดยพบว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำมาเพาะเป็นข้าวกล้องงอกจะมีสาร GABA สูงกว่าข้าวกล้องปกติ เมื่อ นำข้าวกล้องไปหุงในหม้อ ควบคุมสภาวะที่เหมาะสม ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอกชนให้ความสนใจร่วมพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ ข้าวกล้องงอกเพื่อทำการตลาดมากขึ้น

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ถ่ายทอดงานวิจัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวในโครงการข้าวกล้องงอกเพื่อสุขภาพ ให้กับกลุ่มธุรกิจข้าวรายใหญ่ของประเทศจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ปทุมไรซ์มิลล์ แอนด์ แกรนารี จำกัด บริษัท เจียเม้ง จำกัด และ บริษัท ธวัทชัย อินเตอร์ไรซ์ จำกัด ทั้ง ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมข้าวกล้องงอกสำหรับรับประทาน และการพัฒนาสายการผลิตต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกด้วย

“ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทอินโนฟู้ด นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาข้าวกล้องงอกหอมมะลิเพื่อสุขภาพกล้องงอก Nutra GABA Rice ออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ มาบุญครอง พลัส 'นูทรา กาบาไรซ์'  โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย ให้มีคุณสมบัติและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น” สมเกียรติ มรรคยาธร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด หนึ่งใน 3 บริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ลงทุนต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้างกล้องงอก กล่าว

จุดเด่นของสารกาบา ในข้าวกล้องงอกหอมมะลิ เน้นใช้เป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางช่วยให้ผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับได้ดี รักษาสมดุลในสมอง ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

สัดส่วนของการบริโภคข้าวกล้องงอก ให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรบริโภคอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 8 สัปดาห์ ในปริมาณวันละอย่างน้อย 150 กรัม  สามารถรับประทานได้ตามปกติโดยไม่ต้องผสมกับข้าวขาว

“ด้วยคุณประโยชน์ของข้าวกล้องงอก ปัจจุบันนักวิจัยได้ทดลองนำสารกาบา มาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โดยผลการวิจัยส่วนหนึ่งระบุว่าข้าวกล้องงอกมีส่วนช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้ในระดับที่มีงานวิจัยรองรับ” นักวิจัยเสริม

ไม่เฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เดียว ถึงตอนนี้มีมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยอื่นๆ สนใจศึกษาประโยชน์ของข้าวกล้องงอกมากขึ้น โดยเชื่อว่าในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากข้าวกล้องงอก รวมถึงเกิดนวัตกรรมข้าวรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นในอนาคต

โอกาสของข้าวไทย

“ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารสุขภาพได้มากมาย เช่น อาหารว่าง ซุป และเครื่องดื่ม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกดังกล่าวมีคุณประโยชน์จากสารอาหารจํานวนมาก เช่น ใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินบี วิตามินอี และสารกาบา ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน ตลอดจน ช่วยในการควบคุมนํ้าหนักได้อีกด้วย” ชาญวิทย์ รัตนราศรี ผู้ประสานงานโครงการงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ให้ข้อมูล

ไทยเป็นผู้ส่งออก 'ข้าว' เป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมากว่า 20 ปี แต่ชาวนายังจนเหมือนร้อยปีที่แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มูลค่าการส่งออกสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ปี พ.ศ. 2548 มีมูลค่าสูงถึง 98,777 ล้านบาท จำนวนนี้เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์ในรูปของ 'ข้าวสาร' ที่ไม่ได้มีการแปรรูปถึงร้อยละ 95 หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 92,919 ล้านบาท ของมูลค่าการส่งออกของผลิตภัณฑ์ข้าวทั้งหมด

ขณะที่การส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวที่มาจากอุตสาหกรรมข้าวไทยมี เพียง ร้อยละ 5 หรือคิดเป็นมูลค่า 5,858 ล้านบาท หากเพิ่มมูลค่าจากข้าวสารธรรมดาให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มโภชนาการจะช่วยให้ไทย ครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับหนึ่งในตลาดโลกยาวนาน

“อุตสาหกรรมข้าว น่าจะขับเคลื่อนไปในอนาคตข้างหน้าคือ การแสวงหารูปแบบธุรกิจใหม่ ไม่ควรตามความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียว ต้องมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์สามารถปรับเปลี่ยนตามสภาวะเงื่อนไขของลูกค้าได้ และต้องมีข้อมูลวิชาการรองรับ” ผู้ประสานงานโครงการนวัตกรรม เพิ่มเติม

สามปีที่ผ่านมาสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้ผลักดันให้กลุ่มอุตสาหกรรมข้าวพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 10 โครงการ ทั้งในระดับต้นแบบและลงทุนในเชิงพาณิชย์ เช่น โครงการข้าวกล้องงอก กาบาไรซ์ โครงการข้าวกล้องสด 'ไวทาไรซ์'  โครงการข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ 'โอไรซ์' โครงการข้าวหุงสุกเร็ว

ยังมีผลิตภัณฑ์ข้าวเพิ่มมูลค่าอื่นๆ อีก เช่น โครงการเส้นอูด้งสดจากแป้งข้าวเจ้า โครงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพอลิแซคคาไรด์เปปไทด์จากข้าว โครงการน้ำมันรำข้าวชนิดออริซานอลสูง โครงการแป้งฝุ่นจากแป้งข้าวเจ้า โครงการสารเพิ่มปริมาณเม็ดยาจากข้าว โครงการสุราหอม 'สีเวย' และการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวอินทรีย์

ชาญวิทย์มั่นใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในด้านการผลิตข้าวมาอย่างยาวนาน เมื่อข้าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก ข้าวกล้องธรรมดามาเป็นข้าวกล้องสดและข้าวกล้องงอก ทำให้เก็บรักษาข้าวกล้องไว้ได้นาน แถมยังได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้น

ช่วงนี้กำลังน้ำขึ้น เสียงเพรียกหาข้าวกาบา ข้าวกล้องงอกดังระงม แต่สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยขอกินข้าวแกงจานละ 20 บาท 25 บาทก่อนแล้วกัน ส่วนข้าวกาบาที่ขายกิโลกรัมละ 200 บาท หนึ่งถังราคา 3,000 บาท เดือนหนึ่งกินสักครั้งคงพอแล้ว

    * มาหุงข้าวกล้องงอกกันเถอะ

วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกอย่างง่ายๆ มีขั้นตอนดังนี้

เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม หรือ 1 ขีด ซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชม. พอให้สังเกตเห็นตุ่มงอกสีขาวที่ปลายเมล็ดข้าว จากนั้นผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบาจะถูกทำลายมาก หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารกาบาจะยังอยู่ในข้าวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบาง หรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกเค็มเล็กน้อย พออร่อยลิ้น

ถ้าอยากได้ข้าวอ่อนละมุนลิ้นให้นำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง รอเมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยหุงได้ทันที จะ ทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบาถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2009, 08:29:52 AM »

จากฐานเศรษฐกิจ

หวัดนรกพันธุ์ใหม่ แรงกว่าซาร์ส-ซ่ากว่าหวัดนก?


    สถานการณ์ การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ที่มีต้นกำเนิดมาจากเม็กซิโกได้เริ่มขยายวงกว้าง จนองค์การอนามัยโลก (WHO)เตรียมประกาศให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก โดยการแพร่ระบาดนั้นเริ่มมาตั้งแต่ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2552 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตในเม็กซิโกแล้ว 149 ราย และมีผู้ป่วยทั้งสิ้นเกือบ 2,000 ราย

        การแพร่เชื้อที่เร็วที่สุดก็มาจากการสัญจรทางอากาศ ทุกภูมิภาคของโลกมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อโรคนี้ แบบเดียวกับเหตุการณ์ระบาดหนักของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส และโรคไข้หวัดนกในเอเชียช่วงก่อนหน้านี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดการระบาดใหญ่ขยายตัวไป ประเทศอื่นๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

        *หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่

        ศ.น.พ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายถึงอุบัติการณ์ของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคนที่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัด ใหญ่ในหมูผสมอยู่ในขณะนี้ว่า จริงๆแล้ว มิใช่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มาจากหมูแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่เคยแยกตัวไวรัสนี้ได้จากหมูมาก่อน แต่เกิดขึ้นจากเมื่อถอดรหัสพันธุกรรมหรือสารพันธุกรรมแล้ว

        โดยย้อนไปดูตั้งแต่บรรพบุรุษ หรือจากสถิติที่เคยบันทึกเอาไว้ พบว่า มีหลายยีนส์คล้ายคลึงกับหมู ทั้งในอเมริกาเหนือ ในยุโรป และบางชิ้นส่วนก็เหมือนกับหมูในเอเชีย เช่น ที่เกาหลี เป็นต้น ขณะที่บางชิ้นส่วนเหมือนกับนก โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ และบางชิ้นส่วนก็เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ของคน เชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็น "ไวรัสลูกผสม" เป็น "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่" ที่เพิ่งถูกค้นพบขึ้น

        ด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่มีใครรู้จักกับเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มาก่อน ระบบภูมิต้านทานของมนุษย์ก็ไม่เคยรู้จัก ดังนั้น ทุกคนจึงมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อและมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้ แต่จะมีอัตราความรุนแรงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้นด้วย ซึ่งก็ยังไม่มีใครระบุได้ชัด ดังเช่น ผู้ที่เป็นอีสุกอีใส บางคนอาจขึ้นตุ่มน้อย ขณะที่บางคนก็ขึ้นตุ่มมาก

        ทั้งนี้ ในเม็กซิโกที่มีผู้ป่วยแล้วกว่า 2,000 คน เสียชีวิตไปแล้ว 149 คนภายในระยะเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นอัตราการเสียชีวิตจากความไม่รู้อยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งเมื่อเทียบกับไข้หวัดนก ที่ใช้เวลาประมาณ 4 ปีมีผู้ป่วยกว่า 400 คน เสียชีวิตประมาณ 256 คน หรือประมาณ 60% ซึ่งเป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มาก

        แสดงให้เห็นว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีอำนาจในการระบาดและการกระจายของโรครวดเร็วกว่าไข้หวัดนก แต่มีอัตราการตายที่ต่ำกว่า แต่สูงกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าช่วงแรกนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากยังไม่มีใครรู้จักกับโรคนี้มาก่อน แต่เมื่อได้รู้จักและมีมาตรการในการป้องกัน การดูแลรักษา ทุกอย่างเป็นระบบดีขึ้น อัตราการเสียชีวิตย่อมลดลงอย่างแน่นอน

        ที่ผ่านมาไทยเคยมีบทเรียนจากการตรวจไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งสามารถใช้วิธีการดำเนินการแบบเดียวกันนี้ โดยผลของการตรวจสามารถทราบได้ภายใน 4-6 ชั่วโมง โดยใช้การรายงานผลแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีแนวทางการรักษาของแพทย์สมัยใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านระบบทางเดินหายใจได้ดี ทำให้มีความเชื่อมั่นว่า อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้จะไม่เหมือนกับเชื้อไวรัสสแปนิชฟูล ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตกว่า 20 ล้านคนอย่างแน่นอน หลายฝ่ายจึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจกับเรื่องนี้มากนัก

        หากถามว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีไข้หวัดหมูเกิดขึ้นหรือไม่ ตอบว่ามีแต่ไม่รุนแรงและไม่ทำให้สุกรถึงกับตาย สุกรมีอาการอ่อนเพลีย กินอาหารได้น้อย แต่ส่วนใหญ่จะหาย และติดมาสู่คนได้ยากมาก ทั้งนี้ จากการศึกษาที่ทำร่วมกับกรมปศุสัตว์ พบว่า ไข้หวัดหมูมี 3 ชนิดด้วยกัน คือ H1N1, H1N2 และ H3N2 ขณะที่เชื้อไวรัสที่มีอยู่ในคนมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ H1N1 และ H3N2 ซึ่งแม้ว่าจะเป็น H1N1 เหมือนกันและมีชื่อคล้ายกันก็ตาม แต่เป็นไข้หวัดใหญ่คนละตัวกัน และโอกาสที่จะข้ามสายพันธุ์ได้ก็มีน้อยมาก และในเมืองไทยก็ยังไม่เคยปรากฏว่า เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่มาจากหมูเข้าสู่คน ขณะที่จากคนสู่คนมีความเป็นไปได้สูงมาก

        อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ยังมิได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า "มีการติดต่อจากคนไปสู่คนแต่อย่างใด เพียงแต่เบื้องต้นหากดูจากหลักฐานต่างๆของโรคนี้แล้ว มีความเป็นไปได้ว่า โรคนี้จะติดต่อจากคนสู่คน เป็นผลให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็วในเวลานี้"

        *แนวทางรักษา

        สำหรับแนวทางการรักษาใช้แนวทางเดียวกันกับการรักษาไข้หวัดใหญ่ คือ รักษาตามอาการ ซึ่งจากการศึกษาพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในเม็กซิโกนั้น สามารถตอบสนองได้ดีกับ ยาโอเซตามิเวียร์ หรือ ไดรม์มีฟูล ซึ่งเป็นตัวยาที่ใช้ในการรักษาและป้องกันไข้หวัดนก โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมี โอเซตามีเวียร์ อยู่ในสต๊อกประมาณ 3 ล้านเม็ด สามารถใช้ได้ไม่น้อยกว่า 3 แสนคน

        นอกจากนี้องค์การเภสัชกรรม สามารถที่จะผลิตยาตัวนี้ออกมาได้อีก 1 ล้านเม็ดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะใช้ในกรณีการรักษาเท่านั้น ไม่ควรนำมาเพื่อการป้องกันเนื่องจากจะทำให้เกิดการดื้อยาได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ยาดังกล่าวอาจเกิดอาการข้างเคียงได้ อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนศีรษะ เป็นต้น

        อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้ก็คือ การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว เนื่องจากอาการของโรคเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่(เม็กซิโก)นี้ ไม่แตกต่างกับอาการของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ที่จะมีอาการตั้งแต่น้อยถึงมาก โดยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ปอดบวมในกรณีที่รุนแรง และส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการไข้ประมาณ 1 อาทิตย์ มีระยะการฟักตัวประมาณ 3-4 วันซึ่งเป็นช่วงที่สามารถแพร่เชื้อได้ ด้วยการไอ และจาม

        ดังนั้น หากสังเกตจากลักษณะอาการของโรคจึงไม่สามารถที่จะแยกแยะได้เด่นชัดว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล การตรวจที่ดีที่สุดก็คือ ต้องนำเสมหะ น้ำมูก ส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ ที่น่าสนใจพบว่า ในอุณหภูมิหรือความร้อนแค่ 60 องศาเซลเซียล สามารถที่จะทำลายไวรัสตัวนี้ได้

        อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาระบุได้ว่า เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ มีจุดเริ่มมาจากไหน กลายพันธุ์ไปในรูปแบบใด เพียงแต่เพิ่งจะมารู้เมื่อเกิดการระบาดมาถึงคนแล้วเท่านั้น ซึ่งขณะนี้องค์กรอนามัยโลก WHO ได้ให้ความสนใจส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบแล้ว โดยโรคดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการรับประทานหมู รวมถึงการเลี้ยงหมู ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูก็มิได้มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นแต่อย่างใด

        ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและทบวงมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ทำการเฝ้าระวังเรื่องไข้หวัดใหญ่ในคนที่มีการสำรวจตรวจสอบกันอยู่แล้ว ทั้งใช้วิธีโทรโมสแกน ซักประวัติ เพื่อดูถิ่นฐานที่อยู่ที่มีความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งหากมีการระบาดและเข้าสู่ประเทศไทยจริง ภาครัฐได้วางมาตรการไว้หลายระดับ อาทิ การป้องกัน เช่น ลดการแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นให้มากที่สุด โดยผู้ป่วยควรพักอยู่แต่ในบ้าน หรือหากมีอาการหนักต้องนอนในโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะมีการแยกห้อง เพื่อป้องกันไปสู่ผู้อื่น



        ** มาตรการรับมือ

        สำหรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของไทยต่อเชื้อดังกล่าว นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกมายืนยันว่า ขณะนี้ได้มีการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมโรค จากหน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ,ศูนย์ความร่วมมือการควบคุมป้องกันโรคไทย-สหรัฐอเมริกา ศูนย์สุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์พันธุวิศวกรรมแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลศิริราช เพื่อติดตามสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดที่เม็กซิโก ผ่านทางระบบดาวเทียมเชื่อมโยงกับสำนักควบคุมป้องกันโรคประจำ 12 เขตทั่วประเทศท

        ให้ผู้บริหารในภูมิภาครับทราบมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของไทยต่อเชื้อดังกล่าวพร้อมกัน และอยู่ในทิศทางเดียวกัน

        นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการของสธ.ที่กรมควบ

        คุมโรค ซึ่งจะมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกวัน เพื่อประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงเชื้อกระจายเข้าสู่ประเทศ และปรับปรุงเร่งรัดมาตรการป้องกันและแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยสธ.มีมาตรการหลัก คือ

        1. การเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มแข็ง เพื่อตรวจค้นหาผู้ป่วยได้อย่างครบถ้วน และไวที่สุดเพื่อควบคุมให้ได้อย่างรวดเร็ว โดยมีทีมเฝ้าระวังและสอบสวนเคลื่อนที่เร็วกว่า 1,000 ทีม ครอบคลุมทุกจังหวัดและอำเภอ

        2. การตรวจยืนยันเชื้อจากทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้ทั่วประเทศสามารถตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ และรายงานผลยืนยันภายใน 4 ชั่วโมงจำนวน 14 แห่ง ทั้งยังร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ อาทิ โรงพยาบาลจุฬา ที่จะเชื่อมโยงกับเครือข่ายทั้งหมดได้มีรถตรวจยืนยันเชื้อเคลื่อนที่ 6 คัน ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเชื่อมโยงเครือข่ายการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการกับทางมหาวิทยาลัยต่างๆ

        3.การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ต้องวินิจฉัยเร็ว รักษาได้อย่างทันท่วงที โดยกรมการแพทย์ได้จัดทำคู่มือการคัดกรอง เพื่อการรักษาผู้ป่วยรายสงสัยให้โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศแล้ว และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีห้องแยกการดูแลผู้ป่วยทุกแห่ง

        4. การเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งไทยมีสต๊อกยา ขณะนี้มียาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ซึ่งยังไม่มีปัญหาการดื้อยา สำรองไว้จำนวน 3.2 ล้านเม็ด พอเพียงเพื่อการควบคุมการระบาดจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ณ จุดเกิดเหตุ และหากจำเป็นต้องใช้เพิ่มสามารถให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยา GPO-A-Flu ได้อีกอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดหากเกิดการระบาดใหญ่ ทั้งยังมีหน้ากากอนามัยชนิดเอ็น 95 กว่า 5 แสนชิ้น หน้ากากอนามัยทั่วไปเกือบ 3 ล้านชิ้น จะสั่งซื้อยาและอุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มเติม

        และ 5. คือ การให้ข้อมูลประชาชนให้รู้สถานการณ์ที่ถูกต้องและรู้วิธีในการป้องกัน โรคอย่างครบถ้วน โดยกรมควบคุมโรคจะออกประกาศคำแนะนำประชาชนในการดูแลสุขภาพ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.moph.go.th และ http://blid.ddc.moph.go.th ทั้งยังตั้งศูนย์บริการข่าวสารทาง 0-2590-3333 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอครม.ให้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อให้มีการประสานงานกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน

        รวมทั้งยังได้ตั้งจุดตรวจผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยกรมควบคุมโรคได้ติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ(Thermo Scan) ที่สนามบินนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และที่สุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมที่จะใช้งานเมื่อมีความจำเป็นโดยจะดูแลผู้เดินทางให้ได้รับผล กระทบน้อยที่สุด เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้และสร้างความมั่นใจต่อประชาชนคนไทย ทั้งยังมีการประสานงานกับองค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิดด้วย

        ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากการสอบสวนโรคบ่งชี้ว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในเม็กซิโกนี้ เป็นการติดต่อจากคนสู่คนและทำให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาให้คำแนะนำเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศ

        ดังนั้น ผู้ที่มีแผนการเดินทางไปยังประเทศเม็กซิโก รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิดต่อไป

        อุบัติภัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จากเม็กซิโกที่กระพือไปทั่วโลก แม้กระแสจะแรงแต่ก็ไม่ควรจะตื่นตระหนกจนไปกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ดีก็ไม่ควรประมาทในการรับมือป้องกันเช่นกัน



        ฤทธิ์ไวรัสลูกผสม H1N1 สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่ร้ายแรงเกินเยียวยา
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 03 พฤษภาคม 2009, 07:04:50 AM »

 สัญญาณ 10 ประการเมื่อกินอาหารไม่เหมาะสม


วัน เสาร์สบายๆวันนี้ท่ามกลาง โรคไข้หวัดหมูเม็กซิโก ที่กำลังระบาดร้ายแรงระดับ 5 เรามาคุยกันเรื่อง "การดูแลสุขภาพร่างกาย" กันดีกว่านะครับ "สัญญาณ 10 ประการ เมื่อร่างกายประท้วงว่า คุณกินอาหารไม่เหมาะสม" ซึ่งมีท่านที่เคารพกรุณาส่งต่อมาให้ทางอีเมล์ ผมเห็นว่ามีประโยชน์ก็เลยย่อเอามาลงให้ อ่านกันตรงนี้

เมื่อ อ่านแล้วก็รู้สึกว่า ความเจ็บป่วยของเราทุกวันนี้ ร่างกายได้ส่งซิกเตือนเราตลอดเวลา เพียงแต่เราไม่รู้หรือไม่ใส่ใจเท่านั้น มาอ่านกันดูครับว่า สัญญาณ 10 ประการที่ร่างกายส่งซิกให้เรารู้ว่ากำลังกินอาหารที่ไม่เหมาะสมมีอะไรบ้าง

1. ผิวหนังมีปัญหา เช่น มีอาการคัน ลอกเป็นขุย แม้ไม่อยู่ในหน้าหนาว อาการนี้แสดงว่า ขาดวิตามิน A ควรรับประทานผักผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม หรือสีเขียวเข้มที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณกลับมาเป็นปกติ ไม่ควรทานวิตามินเอในรูปเม็ด การรับโดยตรงมากเกินไปจะเป็นอันตรายได้

2. ผมไม่เงางาม เป็นผลมาจากการ ขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะการทานมังสวิรัติหรือจำกัดอาหาร ไม่ควรอดอาหารมากเกินไป ควรทานอาหารที่มีส่วนผสมของธาตุอาหารอย่างเหมาะสม ผู้ทานมังสวิรัติต้องได้สารอาหารจากพืชผัก ข้าว และถั่วในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อได้โปรตีนไปทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ จะเพิ่มด้วยดอกกะหล่ำ ผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขก ถั่วเหลืองก็ได้

3. ท้องผูก เป็นอาการที่บอกถึงการทานอาหารอย่างไม่เหมาะสม ต้องได้สารอาหารพวกไฟเบอร์ อาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้น

4. ผายลมบ่อย แม้ไฟเบอร์จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไป เช่น ถั่ว หรือไม้จำพวกมีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายจะผลิตแก๊สออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ วิธีแก้ คือ ค่อยๆเพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้าๆถ้าเคยกินวันละ 10 กรัม ก็อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัม ในวันรุ่งขึ้น ให้เพิ่มทีละ 5 กรัม

5. ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ อาจเป็นไปได้ว่า คุณกินปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ที่พบมากในปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ช่วย ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ

6. สเปิร์มน้อย ถ้าคุณกำลังอยากจะมีลูก และมีปัญหาสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่า คุณขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย จากการศึกษาพบว่า วิตามินซียังช่วยรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของสเปิร์มด้วย ดร.ดอว์สัน ผู้วิจัยแนะนำว่า ผู้ชายควรดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน เพื่อป้องกันสเปิร์มจากอันตรายทุกด้าน

7. หัวใจเต้นผิดปกติ ถ้าไปพบแพทย์แล้ว แพทย์บอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ยังมีการเต้นผิดปกติในบางครั้ง อาจเป็นได้ว่าคุณขาดสารอาหารพวกแมกนีเซียมหรือโปแตสเซียม การเพิ่มโปแตสเซียมก็ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าเพิ่มกล้วยไปอีกลูก ส่วนแมกนีเซียมก็ทานพวกมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน ผักโขม เป็นต้น

ข้อ 8 เป็นเรื่อง ปวดเหงือก และ ข้อ 9 เป็นเรื่อง กระดูกแตก ผมขอข้ามไปข้อสุดท้ายก็แล้วกัน ซึ่งสำคัญกว่าเพราะเนื้อที่ไม่พอเสียแล้ว

10. ขี้ลืม อาจเป็นไปได้ว่า คุณขาดวิตามิน B จากการวิจัยของยูเอสดีเอพบว่า ผู้ชายที่มีระดับวิตามิน B6 B12 และ B Folate ในเลือดสูง จะมีความจำดีกว่า จากการทดสอบพบว่า สารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานเต็มที่ และช่วยคุม Homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ขัดขวางเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน B6 และโฟเลตมากที่สุด ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดวิตามิน B12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

Bon Appetit ขอให้ทุกท่านเจริญอาหาร มีสุขภาพแข็งแรงครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
E -- เตี้ย
Newbie
*
กระทู้: 71



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2009, 00:38:34 AM »

Subject: FW: ล้างไต
Date: Sun, 7 Jun 2009 11:01:02 +0100

ตำราไม่ล้างไต   

ถ้าข้าพเจ้าได้รับตำรานี้เมื่อ 25 ปีก่อน ลูก ๆ คงไม่ต้องมาร้องเพลงชื่อ  “คนอื่นมีแม่ฉันไม่มี”
การที่จะเอาเมล็ดลิ้นจี่มาทำยานั้นง่ายมากสำหรับข้าพเจ้าเพราะที่บ้านปลูกต้นลิ้นจี่กว่า  50 ปีแล้ว 

 แต่ไม่รู้ว่า   ลิ้นจี่   มันคือยาวิเศษในการรักษาโรคไต คู่ชีวิตจะต้องทรมานเสียเวลา 14 ปีในการฟอกไต 

 และในที่สุดก็ต้องจากไป  ในไต้หวันมีผู้คนป่วยเป็นโรคไตจำนวนมากที่ต้องทำการฟอกไต 

 การที่ต้องไปฟอกไตเพราะไตเสื่อมลงจนไม่มาสามารถขัยถ่ายของเสียออก บางทีญาติหรือ

 เพื่อนของท่านบางคนกำลังฟอกไตอยู่ จึงอยากให้ท่านช่วยเผยแพร่ตำราวิเศษออกไปให้ทั่วจะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง

   คนที่นำไปทดลองใช้จะมีแต่ได้ไม่มีเสียอย่างแน่นอน ช่วยได้ 1 คนเท่ากับช่วยทั้งครอบครัว
ข้าพเจ้าเป็นโรคไตเพราะเป็นโรคเบาหวานนาน 20 ปี  ความเป็นทุกข์ทรมานนี้ทำให้ข้าพเจ้าเบื่อต่อชีวิตและ

 คิดจะจบชีวิตตนเองหลายครั้ง แต่มาคิดได้ว่าถ้าเราพ้นทุกข์แล้วทำให้หลายคนต้องรับทุกข์ต่อลูกหลายคน

 ยังเรียนไม่จบยังตั้งตัวไม่ได้ จึงจำต้องรับกรรมไปฟอกไตต่อไปมีคนเสนอตำราลับตำราวิเศษให้แต่ไม่เคยเชื่อ

   ข้าพเจ้าเชื่อแต่แพทย์ปัจจุบันเดินจึงเข้าห้องฟอกไต  ขอสู้กับยมราชต่อไป
ข้าพเจ้าเกิดนึกถึงคำพังเพยจีนว่า “ม้าตายแล้วให้นึกว่ารักษาม้าเป็น”  บางทีชีวิตนี้อาจมีความ  หวังจึงขอทดลอง 

 หลังฟอกไตครั้งที่ 2 แล้วคุณน้ามาเยี่ยมถามว่าอยากลองตำราวิเศษไหม รับรองไม่ต้องฟอกไตอีกต่อไป   

 ข้าพเจ้าก็ตกลงทันที ตอนบ่ายคุณน้านำซุปเส้งจี้มา 1 หม้อแบ่ง ดื่ม 2 ครั้ง วันที่ 2 นำมาอีก 1 หม้อ (ราว ชามครึ่ง) 

 พร้อมให้กินเส้งจี้อีก ครึ่งลูก ในวันนั้น ปรากฏว่าการถ่ายปัสสวะดีขึ้น พอวันที่ 3 ซึ่งจะต้องฟอกไต แต่หมอตรวจแล้วว่าวันนี้

 ยังไม่ต้องฟอกก่อน ข้าพเจ้าได้ดื่มสุปเส้งจี้ประมาณ 1 อาทิตย์ไปตรวจอีก คราวนี้หมอประหลาดใจมาก  แจ้งว่าไตปกติแล้วไม่ต้องฟอกแล้ว
ตำราวิเศษดังนี้.-- เมล็ดลิ้นจี่สด 7 เม็ดทุบให้แตกแล้วใช้ผ้าขาวอย่างบาง ๆ ห่อไว้ ซื้อเส้งจี้หมู 1 ลูก หั่นเป็นแผ่นบางล้างให้สะอาดตัดเอาเอ็นสีขาวออก เอาน้ำเซาข้าวครั้งที่ 2 จำนวน 2 ชาม นำเข้าใส่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าทำการนึ้งเป็นเวลา 30 นาทีเสร็จแล้วให้ดื่มหมดครั้งเดียวก็จะได้ผล

ข้าพเจ้าได้พ้นจากฟอกไตเพราะตำรานี้ จึงขอความกรุณาทุกท่านช่วยเผยแพร่ตำรานี่แด่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตรักษาพ้นจากการฟอกไตด้วย จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง
 
 
 
 
 

 


บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2010, 00:27:41 AM »



   วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 04:46:43 น.  มติชนออนไลน์

"ดร.สาทิส"แนะคนไทยอย่าแบกความเครียด ใช้"ชีวจิต" ดูแลสุขภาพกาย-ใจ

โดย ตุลยย์


ชีวจิตคืออะไร "ชีว" ก็คือ "กาย" และจิต ก็คือ "ใจ" ชีวจิตจึงมีองค์ประกอบหลักๆ 2 ส่วน คือ ฝ่ายกายกับฝ่ายใจ แต่"ชีวจิต"ถือว่าทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ร่างกายมีผลต่อจิตใจ จิตใจก็มีผลต่อร่างกาย.. นี่คือความหมายคำว่าชีวจิตของ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ผู้ได้รับรางวัล"ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์" ครั้งที่ 7


ดร.สาทิส เล่าว่าได้ทำนิตยสารชีวจิตเป็นปีที่ 12 ย่างเข้าปีที่ 13 แล้ว ที่ริเริ่มในการนำชีวจิตเข้ามา เพราะคิดว่ามันจะช่วยคนได้ จึงนำเอาเรื่องชีวิต จิต มารวมกับเรื่องของการแพทย์และสุขภาพ วิถีชีวิต หลายอย่างเอามารวมกัน มองว่าน่าจะเกิดประโยชน์ หลายคนที่มาลองปฏิบัติแล้วได้ผล ก็รู้สึกดีใจ เลยคิดว่าถ้ามันเป็นของที่ดีที่ถูกต้องก็น่าจะอยู่ต่อไปได้ ขณะนี้ก็ยังคงทำงานต่อไป จะทำเท่าที่อยากทำ เป็นห่วงแค่ว่าในระยะเวลาอีก 4-5 ปี จะมีผู้สนับสนุนหรือไม่ ถ้ามีก็คงสบายใจ


"ผมคิดว่างานที่ทำมา ถ้าอยู่ตัวแล้วก็คงไปได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะว่าผมให้ความรู้ ผู้ปฏิบัติถ้าทำได้ดีก็น่าจะทำได้ ชีวจิต ในช่วงแรก ผมเป็นคนที่เอาเข้ามา โดยนำการแพทย์ทางเลือกมาใช้ จนถึงอีกขั้นที่การแพทย์ทางเลือกเท่านั้น ยังไม่พอ เราต้องช่วยให้ได้ในวงกว้าง โรคหลายอย่างต้องช่วยได้ ไม่ใช่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมก็เลยทำเป็นการแพทย์ผสม นำทุกอย่างมาผสมเพื่อให้คนไข้มีทางเลือกมากขึ้น"


ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตในโลกที่มีมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น ดร.สาทิส บอกว่า ตัวต้นเหตุที่จะทำให้อาหารดีหรือไม่ดี เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของชีวิตคนทั้งโลก ถ้าจะแก้คนในโลกก็ต้องช่วยกัน แต่หากเขาป่วย สุขภาพไม่ดีก็นำชีวจิตเข้าไปแก้ เพราะชีวจิตไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่ดี ชีวจิตถึงจะไปดีได้


ทั้งนี้ เป้าหมายชีวจิตทั้งเรื่องสุขภาพ การแพทย์ การเจ็บไข้นั้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือภูมิชีวิต (Immune System) ถ้าอยากเป็นชีวจิตก็ต้องเข้าใจหลักการก่อน การทำความเข้าใจถ้าไม่มีความรู้หรือพื้นฐานก็คงเป็นเรื่องที่ยาก เราจึงต้องทำให้เป็นเรื่องง่าย โดยที่ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องภูมิชีวิต แต่ทำของง่ายๆ 5 อย่าง คือ "หลักปัญจกิจ" 1.กินให้ถูก 2.นอนให้ถูก 3.พักผ่อนให้ถูก 4.ออกกำลังกายให้ถูก 5.ทำงานให้ถูก แล้วเราก็นำสูตรเหล่านี้มาให้


"ชีวจิต เป็นเรื่องของตัวเอง ค่อนข้างเป็นเรื่องทางวิชาการ หากทำแบบนี้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ สิ่งที่ควรปฏิบัติในแนวทางการเริ่มต้น คือทำตาม"หลักปัญจกิจ"ก่อน แล้วหากเจ็บป่วยค่อยแก้ไป เช่น ทานยาหรือการปฏิบัติตัว แต่หากบอกทั่วๆ ไป อย่างคุณปวดหลังให้กินอย่างนี้ แค่นั้นไม่พอ ต้องมาดูเป็นตัวคน ต้องดูว่าต้นเหตุเป็นเพราะอะไร"


ดร.สาทิส ยังฝากข้อคิดถึงคนไทยที่กำลังเคร่งเครียดจากผลกระทบทางการเมืองว่า ถ้าเรื่องที่ยุ่งเหยิงอยู่ขณะนี้เป็นต้นเหตุ คนก็เครียด ถ้าจะแก้ความเครียด จริงๆ ต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อน ถ้าไม่มี เราก็ไม่เครียด แต่ขณะเดียวกัน ถ้าต้นเหตุมันมี แล้วเราไปแบกจนกระทั่งเครียด และความเครียดเป็นตัวทำลายตัวเรา อันนี้ต้องคิดแล้วว่าเราจะแก้ไขตัวเองอย่างไร ถ้ามันมีแล้วเราแก้ไม่ได้ แต่เราต้องแบกมันไว้ ก็ต้องดูว่า เราจะแก้อย่างไรต้องคิดดูให้ดี ถ้าจะถามว่าชีวจิตช่วยได้หรือไม่ ก็ช่วยได้ถ้ารู้วิธีแก้แล้วทำตามนั้น

 

***

 

ภูมิชีวิต แรกเริ่มเป็นที่รู้จักกันในรูปของภูมิต้านทานหมายถึง ระบบป้องกันทั้งหมดของร่างกาย โดยมีหน้าที่ 1.ป้องกันไม่ให้สารหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายและอยู่นอกร่างกายเข้าไปใน ร่างกายได้ 2.ทำลายหรือไล่สิ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายให้หมดไป แต่แท้ที่จริงแล้วต้องประกอบด้วย ภูมิต้านทาน+ระบบต่างๆ+จิตใจและฮอร์โมน จึงเท่ากับภูมิชีวิตที่สมบูรณ์ ถ้าเรียกตามภาษาชาวบ้านคือ "พลังที่มีอยู่ในตัวตั้งแต่เราเริ่มเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา"


ปกติแล้วเราจะป่วยหรือไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับภูมิชีวิต หลักการที่ว่า "เราแข็งแรง สุขภาพดี ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับภูมิชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต" ที่แต่ละคนมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน ดังนั้น คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวตามแนวทางชีวจิตจึงเป็นคำแนะนำเพื่อการปรับปรุง วิถีชีวิต ซึ่งหมายถึงปรับปรุงภูมิชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งการกินอาหาร ออกกำลังกาย ผ่อนคลายความตึงเครียด ล้างพิษ การมองโลกในทางสร้างสรรค์ การมีความรักต่อกัน และการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ เมื่อแต่ละคน "เข้า ใจความเป็นตัวเอง" จะสามารถนำหลักการและข้อปฏิบัติไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละคน


อาหารชีวจิต เป็นแนวทางการกินอาหารที่ดร.สาทิส ศึกษาและปรับปรุงจากหลักการของแมคโครไบโอติกส์ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคน ไทย โดยห้ามหรืองด เนื้อสัตว์ย่อย ยาก (เนื้อ หมู ไก่) ไข่และนม แป้งขัดขาวและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด ไขมันเลว (ไขมันอิ่มตัว) ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ

 

แนะนำให้กินอาหารให้สมดุล 1.อาหารประเภทแป้งไม่ ขัดขาว 50 เปอร์เซ็นต์ หรือครึ่งหนึ่งของอาหารแต่ละมื้อ เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพดจะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก ถ้าเป็นแป้งขนมปังจะเป็นโฮลวีต หรือแป้งกลุ่มคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรต (คือแป้งหลายชั้นที่มีโปรตีนปนอยู่) ก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง เผือก หรือฟักทองลงไป 2.ผักหนึ่งในสี่หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ ใช้ผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ถ้าปลูกเองไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด หรือเลือกผักปลอดสารพิษล้างผ่านน้ำและแช่น้ำด่างทับทิมหรือน้ำส้มสายชูเจือ จางสัก 1-2 ชั่วโมง

 

3.ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน 15 เปอร์เซ็นต์ เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือใช้โปรตีนจากสัตว์ คือ ไข่ ปลา และอาหารทะเล สัปดาห์ละ 1-2 มื้อ 4.เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์ ประเภทแกง เช่น แกงจืด แกงเลียง ประเภทซุป เช่น ซุปมิโซะ ประเภทของขบเคี้ยว เช่น งาสดและงาคั่ว (ใช้ปรุงอาหารต่างๆ) ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน ผลไม้สด ต้องเป็นผลไม้ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง สับปะรด มะละกอ มะม่วงดิบ หรือพุทรา

 

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีการดีท็อกซ์ ออกกำลังกายแบบรำกระบอง การผ่อนคลายการและใจ รวมทั้งการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำอาร์ซี เรื่องต่างๆ เหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ แต่ต้องหมั่นทำเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายและจิตใจสมดุลกันตามแนวทางของ"ชี วจิต" 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2010, 07:56:11 AM »

สุขภาพแข็งแรงได้ด้วยอาหาร-ชี่กง

โดย : หัวเฉียวแพทย์จีน 


http://bit.ly/cg0miA 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
jokerzero
Newbie
*
กระทู้: 17


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2010, 18:42:22 PM »

อาหารจำพวกแป้งอันตรายต่อหัวใจผู้หญิง


มีรายงานน่าสนใจจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในประเทศอิตาลีว่า การบริโภคอาหารประเภทแป้งเป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในสตรี โดยความเสี่ยงที่ว่านี้จะไม่เกิดกับเพศชาย
ทีมวิจัยระบุว่า แม้ผู้ชายจะกินแป้งเท่ากับผู้หญิง แต่ไม่มีอันตราย เพราะร่างกายของผู้ชายดูดซึมแป้งได้ช้ากว่า ใน ขณะที่ผู้หญิงกินเท่าไหร่ก็ได้รับไปเท่านั้น เมื่อแป้งเข้าสู่ร่างกายของผู้หญิงและผ่านการย่อยจนเป็นน้ำตาล โมเลกุลของน้ำตาลจะเข้าสู่เส้นเลือดยิ่งกินแป้งมากยิ่งได้รับน้ำตาลเข้าสู่ เส้นเลือดมากไปด้วย นำไปสู่อันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด

ตามสถิติพบว่า ผู้หญิงที่บริโภคอาหารประเภทแป้งมากกว่าประเภทอื่นๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากกว่า ปกติถึง 2 เท่า ยิ่งหากชอบกินขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย เป็นข้อมูลและคำเตือนที่ดี สำหรับสาวๆ ผู้ชื่นชอบอาหารประเภทแป้งนะคะ
 
คำที่เกี่ยวข้อง : สุขภาพ   โรคภัยไข้เจ็บ   อาหารจำพวกแป้ง   ขนมปัง   แป้ง   อาหารอันตรายต่อสุขภาพ   
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2010, 06:14:48 AM »





เทคนิคป้องกันโรคกระดูกพรุน "เลือก"และ"เลี่ยง"อาหารอย่างถูกวิธี (สกู๊ปแนวหน้า)

กระดูกของคนเรามีการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงอายุประมาณ 25 - 30 ปี จากนั้นจะเป็นการเสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยการสะสมมวลกระดูก จนถึงระยะมวลกระดูกสูงสุด เมื่ออายุ 35 ปี หลังจากนั้น มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ หากละเลยไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างร่างกาย อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน

ข้อมูลจาก มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย เผยว่า สถานการณ์โรคกระดูกพรุนกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ในพ.ศ.2593 มีแนวโน้มจํานวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยสถานการณ์กําลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งผู้ป่วย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 3 แสนบาท ต่อคนต่อปี

คุณจีระภา คล้ายเพ็ชร นักโภชนาการ ประจำไคโรเมด สหคลินิก อธิบายว่า "การรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้มีความแข็งแรง มีความสำคัญในการป้องกันภาวะกระดูกพรุนในอนาคตได้ และถึงแม้ว่าบางคนจะมีอายุที่เกินระยะมวลกระดูกสูงสุดไปแล้ว การรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก จะเป็นการช่วยรักษาไม่ให้มวลกระดูกที่มีอยู่เสื่อมถอยลงไปจนเกิดภาวะกระดูก พรุนได้ ดังนั้นเราจึงควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารต่างๆที่มีผลต่อการเจริญของกระดูก ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดปัญหาของการเกิดภาวะ กระดูกพรุนหรือกระดูกเปราะบางในอนาคต"

นอกจากนี้ คุณจีระภา ยังเผยถึงเทคนิคการ "เลือก" และ "เลี่ยง" บริโภคอาหารเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูกมาฝากกัน

"เลือก" อาหาร เสริมสร้างมวลกระดูก

-รับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกัน การสูญเสียเนื้อกระดูก อาทิ กลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว กลุ่มนม หรือผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ กลุ่มอาหารจำพวกถั่วและงา

- รับประทานอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี เนื่องจากฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับ แคลเชียม ในการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก แหล่งอาหาร ที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น

- รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมให้เพียงพอ แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้างวิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการ เสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

- รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดี ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น แหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนื้อปลาที่มีไขมัน ตับ และไข่แดง เป็นต้น

"เลี่ยง" อาหาร ลดมวลกระดูก

- เลี่ยงรับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

-เลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับ แคลเซียมตามออกมาด้วย

-เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ เนื่องจากมีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

- เลี่ยงหรือลดการดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง โดยฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้

- หลีกเลี่ยงหรืองดการดื่มสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

- หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง

- หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด

เทคนิคง่ายๆ ของการ "เลือก" และ "เลี่ยง" รับประทานอาหาร เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก ให้แข็งแรง ใส่ใจในการเลือกรับประทานสักนิดเพื่อเตรียมสร้างเกราะป้องกันไว้ ก่อนที่ภาวะกระดูกพรุน จะถามหาก่อนถึงวัยอันควร   
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2010, 23:10:26 PM »

อาหารเป็นยา : 'ถั่วเหลือง' สุดยอดอาหารป้องกันโรค

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
   4 ตุลาคม 2553 11:44 น.


      
ถั่วเหลืองเป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของมนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ถั่วเหลืองประกอบด้วยโปรตีน 35% ไขมัน 20% ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีใยอาหาร รวมทั้งแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และวิตามินบี 1
       
       ถั่วเหลืองลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
       
       อาหารและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ได้ นั่นคือ การได้รับอาหาร ที่มีแคลเซียมสูงเป็นประจำ และมีการออกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยชะลอการสลายของกระดูก และยังทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้อาหารบางอย่าง ยังอาจมีผลในการส่งเสริมการสูญเสียของเนื้อกระดูก ได้แก่ คาเฟอีน โซเดียม แอลกอฮอลล์ ยาบางอย่าง อาหารถั่วเหลืองอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนดังนี้
       
       1. ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหลายชนิดมีแคลเซียมสูง
       
       2. โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม ลดลง จากการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคโปรตีนจากถั่วเหลือง แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ จะมีการขับแคลเซียมในปัสสาวะ ลดลง
       
       3. สารประกอบในถั่วเหลืองอาจมีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ถั่วเหลืองมี daidzein และ genistein ซึ่งเป็น isoflavonoes ช่วยระงับการสลายของกระดูก
       
       ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
       
       อาหารถั่วเหลืองมี phytochemical คือ isoflavonoes ซึ่งจากหลายการศึกษาแสดงว่า อาหารถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ประชากรในแถบที่มีการบริโภคอาหารถั่วเหลืองเป็นประจำ พบว่าอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมต่ำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือชาวญี่ปุ่นในอเมริกา ซึ่งมีการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองน้อยกว่าชาวญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่นเอง แต่มีวิถีชีวิตอื่นๆเหมือนกัน พบว่ามีอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมสูงกว่า การบริโภคอาหารถั่วเหลืองเพียงวันละ 1 ครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม
       
       สารประกอบในถั่วเหลืองที่มีบทบาทในการเป็นสาร ต้านมะเร็ง ได้แก่ genistein ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการทำงาน ของเอนไซม์ที่เปลี่ยนเซลล์ปกติไปเป็นเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ genistein ยังช่วยยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนที่มีผลกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อ เยื่อ จึงช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก
       
       นอกจาก genistein ยังมีสารอื่นในถั่วเหลืองที่มีบท บาทยับยั้งการเกิดมะเร็ง ได้แก่ saponin, trypsin inhibitors และ phytate(inositol phosphate) โดยทำหน้าที่ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการเกิดมะเร็ง
       
       ถั่วเหลืองกับโรคเบาหวาน
       
       ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่มีบทบาทสำคัญในคนเป็นโรค เบาหวาน โดย
       
       * อาหารถั่วเหลืองลดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้ากระแสเลือด
       
       * โปรตีนจากถั่วเหลืองอาจช่วยยับยั้งการเกิดผลที่ตามมาของเบาหวาน คือ โรคหลอดเลือดอุดตันและโรคไต
       
       * ถั่วเหลืองมี gycemic index ต่ำ นั่นคือการบริโภคอาหารถั่วเหลือง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นได้ช้า ทั้งนี้เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไฟเตทและแทนนิน ซึ่งจะทำให้การย่อยและดูดซึมแป้งลดลง
       
       * ถั่วเหลืองมี soluble fiber ช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง
       
       ลดความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด
       
       อาหารถั่วเหลือง ไม่เฉพาะมีไขมันอิ่มตัว และไม่มีโคเลสเตอรอลเท่านั้น แต่โปรตีนในอาหารถั่วเหลือง ยังช่วยลดโคเลสเตอรอล การศึกษามากกว่า 40 แสดงว่า โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดลงได้ถึงร้อยละ 10-15 ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายได้ถึงร้อยละ 20
       
       ถั่วเหลืองมีธาตุเหล็กสูง
       
       การขาดธาตุเหล็กทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งพบมากในหญิงตั้งครรภ์และเด็ก ตลอดจนวัยรุ่น และอาจพบในผู้ที่รับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ ถ้ามีการบริโภคไม่ถูกต้อง
       
       ถั่วเหลืองมีธาตุเหล็กสูง ในขณะเดียวกันถั่วเหลือง ก็มีสารต้านการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย ได้แก่ ไฟเตทและแทนนิน
       
       การเสริมให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากถั่วเหลืองได้ดีขึ้น อาจทำได้หลายวิธี เช่น
       
       1. การเสริมเนื้อสัตว์ในอาหารถั่วเหลือง (สำหรับผู้ที่ไม่ใช่มังสวิรัติ)
       
       2. การเพิ่มวิตามินซีในมื้ออาหารที่มีถั่วเหลือง เช่น การรับประทานผลไม้ น้ำผลไม้ อาหาร หรือพืชผักที่มีวิตามินซีสูง เช่น กะหล่ำปลี บรอคโคลี พริกเขียว มันฝรั่ง ควบคู่ไปด้วย
       
       อาหารถั่วเหลืองกับสุขภาพของไต
       
       ผู้ที่เป็นโรคไตต้องจำกัดการบริโภคโปรตีน และโคเลสเตอรอล โปรตีน จากถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตได้รับการแนะนำ ให้ได้ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ เนื่องจากพบว่าการทำงานของไตดีขึ้น นอกจากนี้ยังลดโคเลเตอรอลในเลือดอีกด้วย
       
       มีการศึกษาพบว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองไม่ได้มีผลต่อ การขับแคลเซียมออกในปัสสาวะสูงเท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ดังนั้น การใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองแทนโปรตีนจาก เนื้อสัตว์ จึงอาจช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคนิ่วในไต
       
       วิธีการเพิ่มการบริโภคอาหารถั่วเหลืองในชีวิตประจำวัน
       
       1. ดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเช้า
       
       2. ใช้เนื้อเทียม/โปรตีนเกษตร เป็นส่วนประกอบของอาหารแทนเนื้อสัตว์
       
       3. ใช้ถั่วเหลืองฝักอ่อน/ถั่วแระ และถั่วงอกหัวโต เป็นส่วนประกอบของสลัดและอาหาร
       
       4. ใช้น้ำนมถั่วเหลืองในการปรุงอาหารและขนม
       
       5. ใช้แป้งถั่วเหลืองแทนแป้งสาลี
       
       6. ใช้ผลิตภัณฑ์เต้าหู้ในการปรุงอาหาร เช่น ผัดกับผัก แกงจืด เป็นต้น
       
       7. เนื้อถั่วเหลืองที่เหลือจากการทำนมถั่วเหลือง นำมาทำให้สุกสามารถปรุงอาหารได้
       
       (เรียบเรียงจากบทความเรื่องถั่วเหลืองกับสุขภาพ โดย ผศ.ดร.อาณดี นิติธรรมแสง และรศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล)
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 119 ตุลาคม 2553 โดย กองบรรณาธิการ) 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2010, 23:13:38 PM »

อาหารเป็นยา : 8 สารอาหารบำรุงสมอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
   3 กันยายน 2553 10:48 น.

      
   
   
      



      
สมองเป็นอวัยวะสำคัญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์สั่งการระบบต่างๆในร่างกาย การได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าต่อสมอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานของสมองเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้การสั่งการควบคุมส่วนต่างๆของร่างกายเป็นไปอย่างเต็มที่
       
       ดังนั้น การรู้จักเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารช่วยบำรุงสมอง จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ให้สารบำรุงสมอง ก็คือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งฝึกการใช้สมองในกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาความคิดอยู่เสมอ เหล่านี้จะช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้เป็นอย่างดี
       
       สารอาหารบำรุงสมองที่ได้จากอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองและร่างกายมีหลายชนิด ดังนี้
       
       1. โอเมก้า-3 (Omega-3) ที่มีอยู่ในปลาทะเลน้ำลึก เป็นสารอาหารบำรุงสมองตัวสำคัญที่เป็นรู้จักกันดี เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัวกลุ่มหนึ่งมีอยู่ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ฯลฯ ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า โอเมก้า-3 มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์กับสมองหลายอย่างโดยเฉพาะมีฤทธิ์ต่อจิตใจ ทำให้สมองกระฉับกระเฉงและมีสมาธิดีขึ้น จะกระตุ้นให้เซลล์สมองมีความไวต่อการรับสัญญาณประสาท
       
       2. เลซิทิน (Lecithin) เป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ สมอง พบได้มากในถั่วเหลือง ไข่แดง ตับ ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา เป็นต้น
       
       3. โคลีน เป็นสารที่ใช้ในการสร้างอะเซททิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญของระบบประสาท เชื่อว่าการมีอะเซททิลโคลีน ที่เพียงพอในสมองจะช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้ อาหารที่มีโคลีนมาก พบได้ทั้งจากพืชและสัตว์ ได้แก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี เนื้อสัตว์ ปลา ฯลฯ
       
       4. กรดโฟลิค เป็นสารอาหารสำคัญต่อระบบการเผาผลาญกรดไขมันโมเลกุลยาวในสมอง พบมากในอาหารจำพวก กล้วย ส้ม มะนาว ผักใบเขียว ถั่วเหลืองและธัญพืชต่างๆ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือถั่วลันเตา
       
       5. แมงกานีส เป็นสารอาหารบำรุงสมองอีกชนิดหนึ่งที่เป็นเกลือแร่ ช่วยควบคุมดูแลสุขภาพของสมองและระบบประสาท อาหารบำรุงสมองที่มีแมงกานีสมากได้แก่ อาหารทะเล ตับหมู ผักใบเขียวเข้ม นอกจากนี้ผลไม้ที่มีสารอาหารแมงกานีสได้แก่ แอปเปิ้ล มะม่วง เป็นต้น
       
       6. แมกนีเซียม โปแตสเซียม และแคลเซียม ล้วนเป็นสารอาหารที่มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท
       - แมกนีเซียม พบมากในอาหารจำพวกเมล็ด เช่น ธัญพืชต่าง ๆ ข้าว ผักชนิดที่มีฝัก ถั่ว และผักใบเขียว
       - โปแตสเซียม เช่น กล้วย ส้ม แคนตาลูป ลูกพรุน องุ่น สตรอเบอร์รี่ รวมทั้งมันฝรั่ง เนื้อวัว หมู และปลา
       - แคลเซียม พบในนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต รวมทั้งปลาตัวเล็กตัวน้อยที่รับประทานได้ทั้งกระดูก
       
       7. ธาตุเหล็ก ซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก อยู่ในเม็ดเลือดแดง พาออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมอง ถ้าขาดธาตุเหล็ก จะส่งผลให้ขาดสมาธิ การเรียนรู้ลดลง อ่อนเพลีย
       
       8. วิตามินบี เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งแยกออกได้หลายชนิดดังนี้
       - วิตามินบี 1 ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง มีมากในอาหารพวกเมล็ดธัญพืช และอาหารที่ปรุงขึ้นจากเมล็ดข้าว เช่น ขนมปัง ข้าว พาสต้า ธัญพืช รวมทั้งในเนื้อหมู
       - วิตามินบี 5 (กรดแพนโตธีนิค Pantothenic acid) ช่วยสร้างโคเอ็นไซม์ ที่ช่วยในการถ่ายทอดสัญญาณประสาทเมื่อถูกกระตุ้น มีอยู่ในเนื้อวัว เป็ด ไก่ ปลา เมล็ดธัญพืช และพืชผักประเภทที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว กระถิน นอกจากนี้ยังมีอยู่ในนมสด ผัก และผลไม้ต่างๆ
       - วิตามินบี 6 ให้สารอาหารที่มีความเกี่ยวพันกับ อารมณ์ความนึกคิดของคน พบได้ในอาหารประเภทไก่ ปลา เนื้อหมู เครื่องในสัตว์ และธัญพืช เมล็ดถั่ว ตลอดจนพืชผักชนิดที่เป็นฝัก เช่น ถั่ว หรือกระถิน เป็นต้น
       - วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ สร้างโปรตีน และบำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท พบในไข่ เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก นม และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ
       
       (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553 โดย กองบรรณาธิการ) 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน 2010, 07:26:15 AM »

พึ่งตนได้ด้วยสุขภาพดี

โดย : ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com



อาจารย์ตั๊กม้อ (พระโพธิธรรม) เป็นพระธรรมทูตชาวอินเดีย เดินทางเข้าประเทศจีนเมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 ทำการเผยแผ่ “นิกายเซน”

หลัง จากที่ทำธุดงควัตรอยู่ที่ภาคใต้ได้พักหนึ่ง อาจารย์ตั๊กม้อก็เปลี่ยนเข็มทิศขึ้นเหนือ จนไปพบวัดเส้าหลิน เมื่อได้ทำความรู้จักกับพระสงฆ์องค์เจ้าในวัดแล้ว ก็พบว่า แม้เหล่าบรรพชิตจะเข้มแข็งรอบรู้ในพระธรรม แต่ยังอ่อนแอทางกายภาพอยู่มาก คือ ขาดความบึกบึนสำหรับปฏิบัติกรรมฐานติดต่อกันนานๆ ตามบรรทัดฐานของเซน 
 

อาจารย์ท่านก็ออกแบบวิธีออกกำลังกายฝึกฝนบรรพชิตให้แข็งแรง ด้วยลีลากระบวนยุทธ์ต่างๆ ซึ่งได้พัฒนาเป็นศิลปะป้องกันตัวอันลือลั่นไปทั่วโลก เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ลีลามวยโหลหันเส้าหลิน” ปัจจุบันได้วิวัฒนาการเป็น “ลีลามวยกังฟู”
 

จริงอยู่ พระพุทธศาสนาสอนให้เราพึ่งพาตัวเราเอง ไม่พึ่งจิ้งจก ตุ๊กแก ต้นไม้ใบหญ้า ภูเขาไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์ รูปปั้นภาพเขียน บุคคลที่เราลุ่มหลง ฯลฯ แต่ก่อนที่จะพึ่งตัวเองได้ ร่างกายกับจิตใจตนจะต้องมีสุขภาพดี มีความสมดุลระหว่างหยิง (เย็น) กับหยาง (ร้อน) เป็นพื้นฐาน การรักษาสุขภาพจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่สนองตอบกฎแห่งธรรมชาติในตัวเรา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรมและหน้าที่สำคัญยิ่งของเราทุกคน
 

นับแต่ที่มวลมนุษย์ได้ผลัดกันค้นพบและประดิษฐ์กระแสไฟฟ้าขึ้นมาใช้เมื่อ ราว 200 ปีก่อน โลกได้แปรเปลี่ยนไปเป็นโลกที่สามารถมีความสว่างไสวได้ตลอดคืน เมื่อมีไฟฟ้า หลอดไฟ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เราก็ไม่จำต้องเข้านอนหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอีกต่อไป
 

คาดกันว่า ราวร้อยละ 60 ของคนสมัยนี้ เข้านอนหลังเที่ยงคืน ในขณะที่ต้องตื่นเช้าตรู่ เพื่อประกอบภารกิจส่วนตัว ส่งผลให้มีเวลานอนหลับพักผ่อนร่างกายกับจิตใจไม่ครบ 7 ชั่วโมง
 

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ สหรัฐ พบว่า “ภาวะอดนอน” ซึ่งได้แก่การได้นอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน มีผลกระทบต่อสุขภาพกายมากมาย นายแพทย์โจเซฟ เมอร์โคล่า สรุปผลการอดนอนไว้ดังนี้
 

1. มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน คนอดนอนชอบอาหารเครื่องดื่มรสหวานและทำจากแป้งมากกว่าอาหารคุ้นเคยและผัก เพราะน้ำตาลกับกลูโคสในเลือดคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนการทำงานของสมอง ฉะนั้น อดนอนเมื่อใด เราจะแสวงหาแต่อาหารจำพวกน้ำตาลกับแป้ง ซึ่งกระตุ้นให้สมองทำงาน ส่งผลให้เราไม่รู้สึกง่วงได้ชั่วครู่ แต่ร่างกายจะตกอยู่ในสภาพเริ่มเป็นโรคเบาหวาน
 

2. มีน้ำหนักเพิ่ม เมื่ออดนอน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเล็ปตินน้อยลง ซึ่งบอกสมองว่าได้รับอาหารพอเพียงแล้ว ในขณะเดียวกัน จะเพิ่มฮอร์โมนเกรลิน ซึ่งทำให้รู้สึกหิว ฉะนั้น ภาวะอดนอนจะส่งผลให้เราขยันหาอาหารรับประทาน
 

3. แก่ก่อนวัยรวดเร็วเกินคาด
 

4. มีโรคความดันโลหิตสูง
 

5. เพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายขาดความสมดุล มะเร็งของสัตว์ในห้องทดลองที่ถูกบังคับให้อดนอนมากๆ มักเติบโตรวดเร็วกว่าปกติถึงสองหรือสามเท่า
 

ส่วนผลกระทบต่อสุขภาพจิตนั้น มีอยู่ไม่น้อย สลีบเด็กซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงหากำไร ได้เสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนหลับไว้มากมาย ดังนี้
 

ภาวะอดนอนกับภาวะติดสุราเหมือนกันตรงที่มีผลกระทบต่อการใช้สมองในการคิด และสร้างสรรค์ คนอดนอนตลอดคืนหนึ่งคืน จะมีอาการหงุดหงิดและงุ่มง่ามในวันถัดไป โดยจะเหนื่อยง่ายหรือเคลื่อนไหวฉับไวกว่าปกติ คนอดนอนสองคืนติดต่อกัน จะเพ่งความสนใจได้ไม่นาน และจะทำผิดพลาดในงานได้ง่ายๆ คนอดนอนสามคืนติดต่อกัน จะเริ่มมองเห็นภาพผิดจากความเป็นจริง และไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
 

คนที่หลับเพียงคืนละสี่ห้าชั่วโมง จะเป็น “หนี้นอนหลับ” และมีอาการต่างๆ ดังกล่าว การหลับชดเชยในวันหยุดอาจช่วยผ่อนหนี้ได้บ้าง แต่ไม่หมด
 

กองทัพบกสหรัฐวิจัยพบเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การอดนอนบั่นทอนความฉลาดทางอารมณ์ (ไม่สามารถรู้ทันอารมณ์ตัวเอง) และตัดทอนทักษะในการคิดเสริมสร้าง
 

นอนคืนละ 5.5 ชั่วโมง มีผลกระทบระยะสั้นดังนี้ คือ ความตื่นตัวลดลงถึงร้อยละ 32 ความจำเสื่อม การเรียนรู้ไม่คล่องแคล่วเท่าที่ควร ความสามารถในการใช้ความคิดและใช้ข้อมูลจะไม่ราบรื่น อุบัติเหตุในงานมีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นได้มากกว่าสองเท่า ผลกระทบระยะยาว มีอาทิ จิตซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน ความรู้สึกเฉื่อยชา ตลอดจนความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตย่ำแย่ลง
 

นอกจากนี้ การอดนอนยังก่อให้เกิดอันตรายบนท้องถนนอย่างมาก สำนักงานความปลอดภัยทางจราจรบนถนนความเร็วสูงแห่งชาติ สหรัฐ ประมาณการไว้ว่า ในปีเฉลี่ยหนึ่ง “ง่วงแล้วขับ” ได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง 100,000 ราย บาดเจ็บ 71,000 ราย ตาย 1,550 ราย
 

กระทรวงคมนาคม สหรัฐ รายงานว่า ร้อยละ 20 ของคนขับรถทั้งหมดเคยหลับคาพวงมาลัยอย่างน้อยหนึ่งครั้ง “ง่วงแล้วขับ” เป็นภัยที่น่ากลัวยิ่ง โดยมักเกิดขึ้นบนถนนใช้ความเร็วสูง เมื่อนัยน์ตาปิดสนิทลงด้วยความง่วงสุดขีด และไม่มีคนโดยสารคอยเตือนภัย คนขับจะปล่อยให้รถวิ่งด้วยความเร็วสูงไปเรื่อย จนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อนึ่ง คนขับรถบรรทุกขนาดใหญ่มักมีโอกาสนอนหลับเพียงสองถึงสี่ชั่วโมงต่อคืนเท่า นั้น
 

ในโรงงานอุตสาหกรรม พนักงานที่ทำงานกะหลังเที่ยงคืนมักประสบอุบัติเหตุในงานและบนท้องถนนในอัตรา ที่น่าเป็นห่วงมาก เหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันดิบเอ็กซ์ซอนวัลดีซ์ล่มลง และโรงไฟฟ้าปรมาณูทรีไมล์ไอแลนด์ร้าวรั่ว ล้วนมีสาเหตุมาจากพนักงานอดนอน
 

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเชื่อว่า การอดนอนจะไม่ก่อให้เกิดจิตเภท หรือจิตซึมเศร้า แม้ว่าคนอดนอนอาจเริ่มมองเห็นภาพผิดจากความเป็นจริง แต่อาการนี้ไม่เหมือนกับคนจิตเภทที่มองเห็นภาพหลอน ส่วนเสียงหลอกหลอนก็ยังไม่พบว่าเคยเกิดกับคนอดนอน
 

ในส่วนของเยาวชน วิจัยในสหรัฐพบว่า เด็กชั้นประถมเกือบร้อยละ 40 อยู่ในภาวะอดนอน ร้อยละ 15 ไม่ยอมเข้านอนเมื่อได้เวลา และร้อยละ 10 มีอาการง่วงเหงาหาวนอนตลอดวัน เด็กวัยรุ่นเกือบร้อยละ 13  เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังระดับรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ พฤติกรรม และผลการเรียน ส่วนเด็กอนุบาลที่อดนอน มักมีอาการซึมเศร้าและมองตัวเองในแง่ติดลบ คือ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
 

นักเรียนที่ได้คะแนนเกรดซี เกรดดี และเกรดเอฟ (สอบตก) มักเข้านอนโดยเฉลี่ยหลังนักเรียนเกรดเอราว 40 นาที และหลับน้อยกว่า 20 นาที เด็กอดนอนไม่สามารถเพ่งความตั้งใจได้นาน (จิตไม่นิ่ง) ตลอดจนมีทักษะในการสมาคมและการเรียนในระดับต่ำ ฉะนั้น ผู้ปกครองน่าจะสืบหาสาเหตุปัญหาการเรียนของลูกๆ ให้ถี่ถ้วนว่า เกิดจากการอดนอนหรือไม่ ก่อนที่จะลงมือเคี่ยวเข็ญลูกๆ ให้เหน็ดเหนื่อยกันเปล่าๆ
 

เห็นได้ว่า ไม่มีใครสามารถละเมิดกฎแห่งธรรมชาติในตัวเราเองได้ฟรีๆ ใครที่อดนอน เพื่อเบียดบังเวลาหลับไปทำการอื่น โดยไม่ได้หลับชดเชยภายหลัง เท่ากับก่อกรรมทำเข็ญกับตัวเอง กรรมจะตอบสนองลงโทษผู้นั้น ทั้งทางกายกับจิต อย่างแน่นอน
 

ทุกคนมีหน้าที่เบื้องต้นปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติในตัวเรา ด้วยการนอนหลับให้พอเพียง โดยงดใช้สารกาเฟอีนกดเก็บความง่วง หลังจากที่ได้หลับอย่างพอเพียง เราจะรู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย มีภูมิต้านทานโรคสูง ความไม่มีโรค ซึ่งเป็นลาภอันประเสริฐ ก็จะเป็นรางวัลอันล้ำค่า โดยเฉพาะเมื่อเรามีโภชนาการและการออกกำลังกายสม่ำเสมออยู่ด้วย
 

คนสมัยใหม่ในโลกแห่งเทคโนโลยี มักไม่บริหารเวลาให้มีเวลานอนหลับพักผ่อนพอเพียง ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพกายกับจิต
 

เมื่อสุขภาพตนย่ำแย่ลง เราจะพึ่งตัวเองได้อย่างไร? 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!