บ้านตุลาไทย
20 พฤศจิกายน 2017, 22:21:54 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศึกษาธรรมะจากนิทานเซน  (อ่าน 36191 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2008, 09:06:49 AM »

คัดจาก http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=2389 

๒. ตัวรู้


ครั้งหนึ่ง ท่านเว่ยหล่างไปพักค้างแรมที่บ้านหลังหนึ่ง ขณะที่กำลังจะนอนพักผ่อนในช่วงบ่าย ได้ยินเสียงคนกำลังสวดมนต์ เลยลุกขึ้นไปถามผู้นั้นว่า “เจ้าเข้าใจความหมายของบทที่สวดหรือเปล่า ”
“บางตอนเข้าใจยากจริงๆ” ท่านเว่ยหล่างเลยอธิบายให้ฟังบางตอนของบทสวดว่า

“เมื่อเราอยู่ในโลกแห่งมายาจอมปลอมนี้จนผมหงอกขาวหมดไปทั้งหัวแล้ว พวกเราต้องการอะไร? และเมื่อไฟแห่งชีวิตกำลังจะมอดลง ใจเต้นอ่อนลง และลมหายใจกำลังจะขาดรอนๆ อะไรคือสิ่งสุดท้ายที่เราหวัง? และเมื่อกายของเรากำลังเน่าเปื่อยอยู่ในสุสาน ธาตุกลับคืนสู่ธาตุ ธาตุดินสู่ดิน ชีวิตกลายเป็นสิ่งไร้ความรู้สึกในความว่างเปล่าแล้ว
เราอยู่ที่ไหน?”

คนที่สวดมนต์นั้นได้ชี้คำหลายคำในคัมภีร์ที่ไม่เข้าใจความหมายแล้วถาม ท่านเว่ยหล่างยิ้มๆแล้วตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือ ท่านถามมาเลยดีกว่า" คนๆนั้นรู้สึกแปลกใจแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านอ่านหนังสือไม่ออก ท่านจะเข้าใจความหมาย เข้าใจหลักธรรมได้อย่างไร?”

ท่านเว่ยหล่างตอบว่า “หลักธรรมของพุทธะ กับตัวหนังสือไม่เกี่ยวกัน ตัวหนังสือเป็นเพียงเครื่องมือที่จะเรียนรู้ สิ่งที่จะเข้าใจหลักธรรมคือจิต คือตัวรู้ ไม่ใช่ตัวหนังสือ

ท่านเว่ยหล่างรับตำแหน่งพระสังฆนายกโดยที่ยังไม่ได้บวช หลังรับตำแหน่งต้องหนีภัยจากพระที่เป็นศิษย์พี่ ไปอยู่ในป่ากับพรานป่า 15 ปี ถึงจะกลับมาในเมืองแล้วบวช

............................................


๓. อยู่กับปัจจุบัน


พระชิงหลวนแห่งญี่ปุ่น เมื่อตอนที่อายุ 9 ขวบ ก็คิดที่จะออกบวช จึงไปขอบวชกับพระอาจารย์ฉือเจิ้น พระอาจารย์บอกว่า “เจ้าอายุยังน้อย คิดจะบวชทำไม ?”

ชิงหลวนตอบว่า “แม้ข้าพเจ้าจะอายุยังน้อย แต่พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว และเพราะเหตุว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่า คนเราทำไมต้องตาย ทำไมต้องแยกจากพ่อแม่เพื่อที่จะสืบค้นหาต้นตอของสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงต้องบวช”

พระอาจารย์รู้สึกชมชอบอุดมการณ์อันดีนั้น จึงพูดว่า ”ดีแล้ว อาจารย์จะรับเจ้าเป็นศิษย์ แต่คืนนี้ก็ค่ำแล้ว ไว้พรุ่งนี้จะทำการบวชให้เจ้า” แต่ชิงหลวนพูดว่า “ข้าพเจ้าอายุยังน้อย ไม่ทราบว่าจะรักษาความคิดที่จะบวชจนถึงพรุ่งนี้ได้หรือเปล่า และท่านอาจารย์ก็อายุมากแล้ว ก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่า พรุ่งนี้เช้าอาจารย์จะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า” พระอาจารย์ฟังแล้วรู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก บอกว่า “ถูกต้อง เจ้าพูดไม่ผิดเลย ตอนนี้จะบวชให้เจ้าทันที”


ที่เมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ที่จะบวช จะต้องผ่านการสอบคัดเลือกก่อน พระถังซำจั๋งตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี สอบไม่ผ่าน รู้สึกเสียใจจนร้องไห้ผู้คุมสอบ เจิ้งซ่านกว่อ ถามว่า “ร้องไห้ทำไม” ซำจั๋งตอบว่า “อยากสืบทอดศาสนาของพระพุทธองค์ และให้เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะเป็นที่เลื่องลือไปทั่วปฐพี” ผู้คุมเห็นอุดมการณ์อันสูงส่งนั้น จึงอนุญาตให้บวช ซึ่งต่อมาทั้งสองท่านก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และทำคุณประโยชน์ให้กับศาสนามากจริงๆ

......................................................

๔. ปฏิบัติธรรมอย่างไร


พระอาจารย์ว้อหลุนหลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่หลายปี ก็นึกว่า ตนเองรู้แจ้งแล้ว จึงไปหาท่านเว่ยหล่างเพื่อทดสอบภูมิธรรม พร้อมกับเขียนโศลกว่า

ว้อหลุนมีเทคนิคและวิธี ที่จะสามารถดับร้อยความคิดได้
สิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิด ต้นโพธิ์เติบโตขึ้นทุกวัน
卧 轮 有 伎 俩 能 断 百 思 想
对 境 心 不 起 菩 提 日 日 长


(โศลกบทนี้ต้องกำกับภาษาจีนด้วยเพราะแตกต่างจากที่ท่านพุทธทาสแปลไว้เล็กน้อย)

ท่านเว่ยหล่างเมื่ออ่านแล้วได้พูดกับลูกศิษย์ว่า ว้อหลุนยังไม่ได้เข้าถึงหลักธรรมอย่างแท้จริง หากปฏิบัติธรรมลักษณะนี้ต้องตายแน่ คิดว่าสิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิดเป็นความสามารถอย่างสูง เป็นความเข้าใจที่ผิด เราปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพุทธะที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นพุทธะที่ตายแล้ว กลายเป็น ทองไม้ดินหรือหิน แล้วจะเป็นพุทธะอย่างไร ไม่สามารถฉุดช่วยผู้คน แล้วจะมีประโยชน์อะไร

ท่านเว่ยหล่างจึงแต่งโศลกตอบไปว่า

เว่ยหล่างไม่มีเทคนิคและวิธี ร้อยความคิดก่อเกิดไม่มีหยุด
สิ่งที่มากระทบจิตย่อมเกิด แล้วต้นโพธิ์จะเติบโตได้อย่างไร
慧 能 沒 伎 俩 不 断 百 思 想
对 境 心 数 起 菩 提 作 麼 长

เหล่าลูกศิษย์ไม่เข้าใจ ท่านเว่ยหล่างจึงอธิบายให้ฟังว่า ทุกสิ่งที่ต้องใช้เทคนิคและวิธีล้วนแต่ต้องใช้ความสามารถ จิตย่อมจดจ่ออยู่กับความสามารถในการกระทำนั้น ยังเป็นการยึดติดอยู่กับการกระทำ ยังใช้ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปดับความคิด ไม่มีความคิดแล้วจะไปทำอะไรได้ หากไม่มีความคิดก็เหมือนกับก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เหมือนกับเวลาที่เราแสดงธรรมหรือฟังธรรมต้องใช้ความคิดร่วมด้วย แม้มีความคิดแต่ไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์นั้น ก็เหมือนกับไม่มีความคิด ส่วนต้นโพธิ์นั้นแสดงถึงจิตเดิมแท้ของพุทธะ ไม่เพิ่มไม่ลด ไม่เกิดไม่ดับ แม้จะปฏิบัติธรรมจนเป็นพุทธะแล้ว ก็ไม่ได้เพิ่มอะไรแม้แต่นิดเดียว แล้วจะมีอะไรเติบโตได้อย่างไร

.........................................................





บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2008, 09:09:21 AM »

๕. ไม่เหลือจิตปกติธรรมดา


ลูกศิษย์คนหนึ่งมาถามพระอาจารย์ว่า “ ศิษย์นั่งสมาธิทุกวัน สวดมนต์บ่อยๆ นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่เช้า จิตไม่คิดฟุ้งซ่าน ในสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ รู้สึกจะไม่มีใครขยันไปกว่าข้าพเจ้า แล้วทำไมถึงยังไม่รู้แจ้งสักที “

พระอาจารย์นำน้ำเต้า และเกลือหยาบให้ลูกศิษย์ แล้วบอกว่า “ เจ้านำน้ำเต้านี้ไปใส่น้ำให้เต็ม แล้วใส่เกลือเข้าไป ถ้าหากมันละลายทันที เจ้าจะรู้แจ้งทันที “

ลูกศิษย์ทำตามวิธีที่อาจารย์บอก สักครู่ก็กลับมาบอกว่า
“ ปากน้ำเต้าเล็กไป ใส่เกลือลงไปมันไม่ละลาย เอาตะเกียบลงไปก็คนไม่สะดวก ดูแล้วศิษย์คงจะไม่สามารถรู้แจ้งได้แล้ว “

พระอาจารย์เลยเทน้ำออกไปบางส่วน ใส่เกลือลงไปแล้วเขย่า สักประเดี๋ยวเกลือก็ละลาย พระอาจารย์พูดต่อว่า “ ขยันทั้งวัน ไม่เหลือจิตปกติไว้บ้าง ก็เหมือนกับน้ำเต้าที่ใส่น้ำจนเต็มแล้วเขย่าไม่ได้ คนไม่ได้ จะละลายเกลือได้อย่างไร แล้วจะรู้แจ้งได้อย่างไร? “

“หรือว่าไม่ขยันแล้วจะรู้แจ้งได้ “ ลูกศิษย์ถาม “ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนการดีดพิณ สายพิณตึงเกินไป ย่อมขาดง่าย สายพิณที่อ่อนเกินไปก็ไม่เกิดเสียง ทางสายกลาง จิตปกติธรรมดา ถึงจะเป็นฐานที่ทำให้เกิดการรู้แจ้ง “

........................................



๖. นกที่บินหลงทาง



ที่ภูเขาต้าเยี่ยน มีพระรูปหนึ่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ท่านเป็นพระที่เทศน์เก่งมาก ท่านมักจะใช้สิ่งที่มีชีวิตรอบตัวสอดแทรกธรรมะ จากนั้นก็ใช้คำง่ายๆแต่งเป็นโศลก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อุบาสกท่านหนึ่งถามท่านว่า

“ มีคนพูดกันว่า การบูชาใดๆต่อพระพุทธเจ้าทั้งปวงในสากลโลก ก็ไม่เท่ากับการบูชาต่อผู้ที่ดำเนินตามทางแห่งมรรคเพียงคนเดียว ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นอย่างไร ? คนเดินตามทางเดินแห่งมรรคมีบุญกุศลใด “

พระรูปนั้นพูดเป็นโศลก ว่า

“ เพียงแค่มีเมฆหมอกมาบดบัง นกก็ยังหลงทางบินกลับรัง "

" เป็นเพราะว่ามีเมฆหมอกมาปิดทางกลับรังของนก นกจึงหาทางกลับรังไม่ถูก ถ้าเรามัวแต่บูชาพระพุทธองค์ จิตย่อมจดจ่อและยึดติดอยู่กับองค์พระ ทำให้ตัวเองกลับเดินหลงทาง ผู้ที่เดินตามทางแห่งมรรคย่อมทำให้จิตตัวเอง สะอาด และสว่างกลับมารู้จักตัวเอง จิตจึงไม่หลงทาง “

อุบาสกคนนั้นถามต่อว่า โบสถ์วิหารเป็นดินแดนแห่งความสงบ
และสะอาด ทำไมถึงต้องตีกลองและเคาะ “ ปลาไม้ ”

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า

“ เพื่อตีให้เสียงก้องกังวานไป เพื่อมิให้เหล่ามังกรนั่งคำนับ “

วัดที่เงียบสงบต้องตีกลองและเคาะ “ ปลาไม้ ”มีความหมายที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้น ธรรมดาปลาอยู่ในน้ำ ไม่เคยปิดตา ดังนั้นการเคาะ ”ปลาไม้” จึงเป็นการแสดงถึงความขยันฝึกฝน ไม่เกียจคร้าน การตีกลองก็เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คน เลิกทำบาป และสร้างกุศล

อุบาสกท่านนั้นถามต่ออีกว่า

“ เมื่อปฏิบัติธรรมอยู่กับบ้านก็ได้ ทำไมถึงต้องออกบวชอีก “

พระรูปนั้นตอบเป็นโศลกว่า

“ นกยูงแม้จะมีปีกที่สวยงาม แต่ก็บินได้ไม่สูงเฉกเช่นนกอื่น “

" การปฏิบัติธรรมที่บ้านเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อบวชแล้วย่อมจะตั้งมั่น และแน่วแน่กว่า ย่อมจะไปได้ไกลกว่า “
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2008, 09:11:26 AM »



๘. นายพลจะออกบวช


นายพลท่านหนึ่งทำสงครามป้องกันชายแดนอยู่แถบทะเลทรายเป็นเวลาถึงสิบกว่าปี ตอนนี้เมื่อนึกถึง คมหอกศาสตราวุธและสภาพสงครามที่มีเลือดไหลนองดั่งสายน้ำ จิตก็ยากที่จะสงบลงได้ เลยมาหาพระอาจารย์เพื่อจะขอออกบวช

“ พระอาจารย์ ข้าพเจ้าเบื่อสงครามเหลือเกิน ตอนนี้รู้สึกปลงไปหมดแล้ว ขอให้พระอาจารย์เมตตา รับข้าพเจ้าเป็นศิษย์เถอะ ”

“ เจ้าทำสงครามมาเป็นแรมปี กลิ่นอายแห่งการฆ่ายังมีอยู่เยอะ และยังมีครอบครัวให้เป็นห่วง ไม่เหมาะที่จะบวชตอนนี้ไว้รออีกสักระยะก่อน “ พระอาจารย์ตอบ

“ ข้าพเจ้าแม้จะอยู่ในสงครามมานาน นั่นเป็นเพราะความจำเป็นบังคับ ข้าพเจ้าเกลียดสงครามเป็นที่สุด ตอนนี้ข้าพเจ้าวางทุกอย่างลงได้หมดแล้ว ลูกและภรรยาครอบครัวก็ไม่เป็นปัญหา บวชให้ข้าพเจ้าเถอะ “

“ รออีกสักระยะหนึ่งก่อน “ พระอาจารย์พูดแล้วก็เดินกลับเข้าวัด ท่านนายพลเลยจำใจต้องกลับบ้านไป

รุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ ท่านนายพลก็มาที่วัดอีก พระอาจารย์เลยทักว่า
“ ท่านนายพลทำไมถึงตื่นมาไหว้พระแต่เช้า “
“เพื่อดับไฟอันร้อนรุ่มในหัวอก เลยตื่นเช้ามาไหว้พระพุทธองค์ “

พระอาจารย์เลยเหย้าแหย่กลับไปว่า “ตื่นแต่เช้ามาอย่างนี้ ไม่กลัวเมียมีชู้หรือ ? “

ท่านนายพลรู้สึกโกรธจัด จึงร้องด่าออกมาตามความเคยชินที่อยู่ในสงคราม ว่า
“ !!!!! เจ้าทำไมพูดจาทำร้ายคนขนาดนี้ “

พระอาจารย์หัวเราะเบาๆ พูดมาเป็นโศลก ว่า
โบกพัดเพียงเบาๆ ไฟในอกก็ คุ กรุ่น
มุทะลุอย่างนี้หรือ คือการวางลงได้แล้ว

ท่านนายพลฟังแล้วหน้าแดงกล่ำ ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้อีก

................................





๑๕. รสแห่งเซน



เรื่องราวในโลกล้วนเป็นทุกข์
ไม่เหมือนอยู่ในป่าเขา
เอนกายใต้ต้นหวาย
ใช้ก้อนหินมาหนุนนอน

ไม่อยากเป็นพระราชา
หรือจะอยากเป็นอำมาตย์
เกิดตายไม่กังวล
หรือจะกลัวการเปลี่ยนแปลง




พระอาจารย์ท่านหนึ่งเขียนบทกลอนด้านบนนี้ไว้ ฮ่องเต้ถังเต๋อจงเมื่อได้อ่านบทกลอนนี้แล้ว อยากจะพบและสนทนาธรรมกับพระท่านนี้ ว่าเป็นอย่างไร? จึงให้ท่านเสนาออกไปเชิญพระอาจารย์มาเข้าเฝ้า

เสนาท่านนั้นนำพระราชโองการมาถึงปากถ้ำที่พระอาจารย์ท่านนี้อยู่ ก็เห็นพระอาจารย์กำลังก่อไฟอยู่ในถ้ำ จึงตะโกนเข้าไปว่า

“พระราชโองการมาถึง รีบมาคุกเข่ารับพระราชโองการ”

แต่พระท่านนั้นทำเป็นคนหูหนวกไม่รู้ไม่ชี้

เสนานั้นเห็นพระอาจารย์เอาขี้วัวมาก่อไฟ บนเตานั้นกำลังเผาแตงชนิดหนึ่งอยู่ ไฟยิ่งมายิ่งลุกโชน ควันไฟลอยคละคลุ้งออกมาทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ ควันไฟนั้นทำให้น้ำมูกของพระอาจารย์ไหลออกมาเป็นทางยาวเฟื้อยจนหยดติ๋งๆ เสนานั้นเห็นสภาพอย่างนั้น จึงพูดขึ้นว่า

“พระอาจารย์ น้ำมูกของท่านไหลออกมาอย่างนี้ ทำไมไม่เช็ดเสียเล่า?”

“ข้าไม่มีเวลาว่างจะมาเช็ดน้ำมูกให้กับชาวโลกหรอก” พระอาจารย์ตอบ พูดพลางก็คีบแตงร้อนๆนั้นเข้าปากพลาง “อร่อยจริงๆ! อร่อยจริงๆ!”

แล้วก็ยื่นแตงนั้นให้เสนา แล้วพูดว่า


“รีบกินตอนที่ยังร้อนๆอยู่!
สามโลกก็มีแค่จิต ธรรมทั้งหลายก็อาศัยรู้
รวยหรือจน สูงหรือต่ำ ดิบหรือสุก อ่อนหรือแข็ง
จิตรู้อยู่แต่ตรงกลาง อย่าแบ่งแยกมันออกเป็นสองฝั่ง”



เสนานั้นเห็นพระอาจารย์ทำอะไรแปลกๆ พูดธัมมะที่ฟังไม่รู้เรื่อง เลยรีบกลับไป ทูลฮ่องเต้

ฮ่องเต้ตรัสว่า “ประเทศของเรามีพระอาจารย์อย่างนี้ เป็นบุญกุศลของทุกคนจริงๆ”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กรกฎาคม 2008, 09:18:18 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2008, 09:26:06 AM »



๑๖. สวยเพียบพูนด้วยเสน่ห์


มีอุบาสิกาหญิงคนหนึ่ง เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรืออำนาจวาสนา หรือความสวยงามภายนอก เรียกได้ว่า หาคนเปรียบเทียบได้ยาก แต่ก็ยังไม่มีใครมารักมาชอบ ไม่มีแม้แต่คนที่มาคุยถูกคอ จึงไปขอคำชี้แนะจากพระอาจารย์ ว่าทำยังไงถึงจะมีเสน่ห์ให้คนมารักมาชอบ

พระอาจารย์เลยตอบว่า ถ้าเจ้าสามารถร่วมงานกับผู้อื่น ด้วยจิตที่มีเมตตา พูดจาด้วยคำเซน ฟังเสียงของเซน ทำเรื่องราวเกี่ยวกับเซน ใช้จิตของเซน เจ้าจะกลายเป็นผู้มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนมากที่สุด

“คำของเซน พูดยังไงเจ้าคะ?” อุบาสิกานั้นถาม

“คำของเซน คือพูดแต่เรื่องเรื่องดีๆ พูดแต่ความจริง พูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน พูดแต่เรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น”

“แล้วเสียงของเซน ฟังยังไงเจ้าคะ?”

“เสียงของเซนคือทำเสียงทั้งหมดให้เป็นเสียงละเอียดอ่อน ทำเสียงด่าทอเป็นเสียงที่มีเมตตา ทำเสียงดูถูกเหยียดหยามเป็นเสียงที่คิดจะช่วยเหลือ และถ้าเจ้าฟังเสียงร้องไห้ เสียงวุ่นวาย เสียงหยาบ เสียงน่าเกลียด โดยที่เจ้าก็ไม่ถือสา นั่นคือเสียงของเซน”

“แล้วเรื่องราวของเซนทำยังไงเจ้าคะ”

“เรื่องของเซนคือ ทำบุญบริจาค ช่วยเหลือ งานกุศล ช่วยบรรเทาสาธารณภัย ทำสิ่งที่ถูกต้องตามศีลธรรม”

“แล้วจิตของเซนใช้ยังไงเจ้าคะ”

จิตของเซนคือ จิตของเจ้า ของข้าพเจ้า ของปุถุชน ของอริยะชน ล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นจิตที่ห่อหุ้มสรรพสิ่ง เป็นประโยชน์ให้กับสรรพสิ่ง

หลังจากที่อุบาสิกาท่านนั้นได้ฟังคำชี้แนะจากพระอาจารย์ จึงเปลี่ยน ความเย่อหยิ่งจองหองที่มีอยู่เดิม ไม่คุยโวโอ้อวดถึงฐานะตนเองต่อหน้าผู้อื่น ไม่ยกยอตัวเองว่าสวยเลอเลิศกว่าคนอื่น และมักจะอ่อนน้อมและมีมรรยาทต่อผู้อื่น เป็นห่วงเป็นใยและดูแลเอาใจใส่ต่อคนในปกครอง เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ไปนานเข้า อุบาสิกาท่านนั้นก็ได้รับฉายาจากผู้อื่นว่า

“เป็นอุบาสิกาที่มีเสน่ห์มากที่สุด”

.......................................................



๑๗. อุทิศส่วนกุศล


มีชาวนาคนหนึ่งได้เชิญพระอาจารย์ท่านหนึ่งไปที่บ้าน เพื่อสวดอภิธรรมให้กับศพของภรรยาที่เสียชีวิต หลังจากที่สวดเสร็จแล้ว ชาวนานั้นถามว่า

“ท่านคิดว่า ภรรยาของผมจะได้ส่วนกุศลจากการสวดนี้สักเท่าไหร่”

“พระธรรมเหมือนยานแห่งความเมตตา เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสง ไม่แต่ภรรยาของเจ้าจะได้ คนอื่นๆยังพลอยได้รับส่วนกุศลไปด้วย”

ชาวนานั้นรู้สึกไม่พอใจ พูดว่า “ภรรยาของข้าพเจ้าอ่อนแอมาก คนอื่นๆ ย่อมจะมาเอาเปรียบ แย่งเอาส่วนกุศลไป ขอให้ท่านสวดอุทิศส่วนกุศลให้เขาโดยเฉพาะ อย่าอุทิศให้กับผู้อื่น”

พระอาจารย์พูดต่อไปว่า “การแผ่ส่วนกุศลของตัวเองให้กับผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นได้รับส่วนกุศลโดยทั่วกัน เป็นสิ่งที่ดีที่เราชาวพุทธควรรักษาไว้

หลักการของการแผ่ส่วนกุศลเป็นการอุทิศจากเหตุไปหาผล จากส่วนน้อยไปหาส่วนใหญ่ ก็เหมือนกับ แสงสว่างไม่ได้เจาะจงจะส่องสว่างให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ แสงสว่างสามารถส่องให้กับคนได้ทั้งหมด เหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเดียว ส่องสว่างให้กับคนทั้งโลก เหมือนเมล็ดพันธุ์ 1 เม็ด สามารถให้ผลผลิตได้นับไม่ถ้วน

เจ้าควรจะใช้จิตของเจ้า จุดสว่าง เทียนในใจให้กับตัวเอง แล้วไปจุดต่อให้กับเทียนเล่มอื่นๆ เพื่อทำให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ตัวของเทียนเองต้องสูญเสียแสงสว่างแต่อย่างใด

ถ้าหากทุกคนมีจิตสำนึกอย่างนี้ จากจุดเล็กๆที่ตัวเรา รวมกันเป็นกลุ่มชนเป็นมหาชน จะดีสักแค่ไหน พุทธศาสนิกชนทุกคน ควรจะมองผู้คนอย่างเสมอภาคเหมือนกันหมด”

ชาวนานั้นยังมีทิฐิอีก พูดต่อไปอีกว่า “คำสอนนี้ดีมาก แต่ก็ยังอยากมีข้อยกเว้นอีกอย่าง คือคนข้างบ้านของข้าพเจ้า มักจะชอบกลั่นแกล้งและรังแกข้าพเจ้า ยกเว้นเขาสักคน ไม่ให้มารวมกลุ่มอยู่ในกลุ่มชนทั้งปวงได้ก็ดี”

“อยู่ใต้หล้าเดียวกัน มีอะไรต้องยกเว้น” พระอาจารย์ตอบ

.......................................




๑๘. ใครคือขี้วัว


ซูตงพอเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เซนท่านหนึ่ง ซูตงพอเป็นทั้งอำมาตย์และเป็นนักกวีชื่อดังแห่งยุค (พ.ศ. 1580 -1644) บ้านของเขาอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำกับวัด แต่ก็ไปมาหาสู่พระอาจารย์เป็นประจำ เพื่อมาต่อกลอนและมาภาวนาร่วมกัน

วันหนึ่งขณะที่นั่งสมาธิด้วยกัน พระอาจารย์นั่งนิ่งอยู่ในสมาธิ แต่ซูตงพอ นั่งได้ประเดี๋ยวเดียว ก็นั่งไม่ได้แล้ว เที่ยวมองไปก็มองมา เขานึกเอาเองว่าตัวเองนั่งสมาธิได้ไม่เลว จึงพูดกับพระอาจารย์ว่า

“ท่านเห็นลักษณะการนั่งของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร?”

“เหมือนพระพุทธรูปองค์หนึ่ง”

“แล้วท่านนักประพันธ์ใหญ่เห็นอาตมาเหมือนอะไร”

“เหมือนขี้วัวหนึ่งกอง”ซูตงพอตอบ

พระอาจารย์ยิ้มๆ ไม่ว่าอะไรแล้วนั่งสมาธิต่อ ซูตงพออิ่มอกอิ่มใจที่สามารถพูดอำพระอาจารย์ได้ จึงกลับไปเล่าให้ คนที่บ้านฟัง คิดว่าคนที่บ้านต้องชมว่า ตนโต้ตอบได้ยอดเยี่ยมแน่ แต่น้องสาวของเขารู้สึกขำแล้วพูดว่า

“พี่โง่จ๋า ยังจะนึกสะใจอยู่อีกพี่แพ้พระอาจารย์แล้ว”

“เป็นไปได้ยังไง? พี่แพ้ยังไง?”

“พระอาจารย์ในสายตาของพี่ มองเหมือนกับขี้วัว แต่ที่แท้คือพุทธะ แต่พี่ดูเหมือนพุทธะ แต่ในจิตใจ บรรจุขี้วัวไว้เต็มไปหมด”

ซูตงพอยังเหมือนกับไม่เข้าใจอยู่อีก น้องสาวเขาเลยอธิบายให้ฟังว่า

“เพราะในจิตของพระอาจารย์มีแต่พุทธะ ดังนั้นในมุมมองของท่าน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จึงเป็นพุทธะ แต่พี่ยังภาวนาไปไม่ถึงไหน ในจิตย่อมมีแต่สิ่งสกปรก จึงเห็นพระอาจารย์เป็นขี้วัว”

ซูตงพอฟังแล้วถึงได้เข้าใจ และรู้ว่าตัวเองเรื่องที่จะไปให้ถึงนั้นยังอยู่อีกไกล
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 กรกฎาคม 2008, 09:34:32 AM »




๑๙. นรก


มีคนๆหนึ่งเมื่อตายแล้ว วิญญาณล่องลอยไปในที่แห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังจะเข้าประตู คนเฝ้าประตูถามว่า

“เจ้าชอบกินหรือเปล่า? ที่นี่มีแต่ของกินที่วิเศษสุด
เจ้าชอบนอนหรือเปล่า? ที่นี่จะนอนนานแค่ไหนก็ไม่มีใครรบกวน
เจ้าชอบเล่นสนุกไหม? ที่นี่มีของเล่นทุกอย่างให้เลือก
เจ้าเบื่อทำงานใช่ไหม? ที่นี่รับรองว่าไม่ต้องทำอะไร และไม่มีใครบังคับเจ้า”

วิญญาณนั้นรู้สึกดีใจที่ได้อยู่ที่นี่ อิ่มแล้วก็นอน นอนพอแล้วก็เล่น เล่นไปกินไป พอผ่านไป 3 เดือน รู้สึกเริ่มจะเบื่อ จึงไปหาคนเฝ้าประตูนั้น

“ใช้ชีวิตทุกวันอย่างนี้ ไม่เห็นจะดีตรงไหน
เล่นมากจนเกินไป ก็ไม่เห็นจะสนุกอะไร
กินอิ่มเกินไป ก็ทำให้อ้วนขึ้นเรื่อยๆ
นอนมากเกินไป ก็ทำให้ความรู้สึกเฉื่อยชา
ของานให้ข้าทำหน่อยได้มั้ย?”
วิญญาณนั้นถาม

“ขอโทษ ที่นี่ไม่มีงานให้ทำ” ยามเฝ้าประตูตอบ

ผ่านไปอีก 3 เดือน วิญญาณนั้นทนไม่ได้แล้วจริงๆ พูดกับยามอีกว่า

“ข้าทนอยู่อย่างนี้ไม่ไหวอีกแล้ว ถ้าหากไม่ให้งานข้าทำ ข้ายอมตกนรกดีกว่า”

ยามตอบว่า “เจ้านึกว่าที่นี่เป็นสวรรค์หรือ?
ตรงนี้คือนรกต่างหาก มันทำให้เจ้าไม่ต้องใช้ความคิด
ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ค่อยๆหลอมละลาย
การทรมานลักษณะนี้ ทรมานยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับขึ้นภูเขามีด ลงกระทะทองแดง ซึ่งเป็นความทรมานทางกาย

.......................................




๒๐. ตะขาบ


กบตัวหนึ่งเห็นตะขาบเดินมา เลยมองขาตะขาบแล้วคิดจนเครียดว่า ตัวเรามี 4 ขา ยังเดินอย่างยากลำบาก แต่ตะขาบมีขานับไม่ถ้วน แล้วจะเดินยังไง เป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ ตะขาบจะกำหนดยังไงว่าให้ขาไหนก้าวไปก่อนขาไหนขยับตาม แล้วเคลื่อนไหวขาไหนอีก

กบตัวนั้นดักตะขาบไว้แล้วจึงถามว่า
“ข้าคิดจนสับสนหมดแล้ว มีปัญหาที่ข้าตอบตัวเองไม่ได้ว่า เจ้าเดินยังไง ใช้ขาเยอะแยะอย่างนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

“ข้าก็เดินของข้าอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ไหนๆก็ถามมาแล้ว ขอให้ข้าคิดก่อนแล้วกัน” ตะขาบตอบ

ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดครั้งแรกที่เข้ามาสู่ความคิดคำนึงของตะขาบ ตะขาบยืนคิดอยู่หลายนาทีว่า ขาไหนขยับยังไง คิดจนวุ่น ไม่รู้ขยับขาไหนต่อขาไหนก่อน ที่สุดก็ขยับขาไม่ได้ เดินเป๋ไปหลายก้าว จึงหมอบลงไปแล้วพูดกับกบว่า

“ขออย่าได้ถามปัญหาอย่างนี้กับตะขาบตัวอื่นเลย ข้าเดินของข้าอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่ว่าตอนนี้เจ้าทำให้ข้าลำบากเสียแล้ว ข้าขยับไม่ได้แล้ว ขาของข้าทุกขาไม่รู้จะขยับขาไหนแล้ว ข้าจะทำยังไงดี”

...............................




๒๑. ( ๑๘ อรหันต์ทองคำ )


ที่เชิงเขาผู่ถอ มีชายหาฟืนและครอบครัวอาศัยอยู่หลังหนึ่ง ครอบครัวนี้เลี้ยงชีพด้วยการหาฟืนมาหลายชั่วคนแล้ว ทุกๆเช้าชายคนนี้จะออกไปหาฟืนแต่เช้า กว่าจะกลับก็ค่ำมืด ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก หากินมาไม่พอเลี้ยงปากท้อง ภรรยาของเขาเมื่อไปวัด จึงมักจะวิงวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก

เหมือนสวรรค์มีตา วันหนึ่งโชคลาภก็มาถึง ชายหาฟืนคนนั้น ขุดพบรูปปั้นอรหันต์ทองคำมา 1 องค์ ชั่วพริบตานั้นเขาก็กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทันที เลยไปซื้อบ้านและไร่นา พร้อมกับจัดงานเลี้ยงฉลองกินกับญาติสนิทมิตรสหายกันอย่างครึกครื้น

ตามความเป็นจริงแล้วชายคนนั้นน่าจะรู้จักพอแล้ว น่าจะรู้จักรสชาติของเศรษฐีแล้ว แต่ก็อิ่มอกอิ่มใจได้ไม่นาน ความทุกข์กังวล ก็เริ่มมาแล้ว ถึงกับกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่งทั้งวัน

ภรรยาของเขาจึงเตือนว่า “ตอนนี้บ้านเราเรื่องกินเรื่องอยู่ก็ไม่ขาด อะไร ทั้งยังมีเรือกสวนไร่นา บ้านหลังงาม เจ้ายังจะทุกข์กังวลอะไรอีก ? แม้จะมีขโมย ชั่วเวลาประเดี๋ยวประด๋าว ก็คงจะขโมยอะไรได้ไม่หมด เจ้าคนผีเฮงซวย เจ้าคนเกิดมาเพื่อจะจนตลอดชีวิต “

ชายหาฟืนได้ยินภรรยาพูดอย่างนั้น จึงพูดอย่างรำคาญว่า “ แม่บ้านอย่างเจ้าจะรู้อะไร ? กลัวคนขโมยนั้นเรื่องเล็ก แต่เรื่องของ 18 อรหันต์ทองคำนี่ซี ข้าเพิ่งจะได้มาองค์เดียว อีก 17 องค์ ข้ายังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ? แล้วข้าจะสบายใจได้อย่างไร ? ที่สุดชายตัดฟืนซึ่งคิดกังวลแต่เรื่องอยากได้ 17 อรหันต์ทองคำที่เหลือ ก็ล้มป่วยลง ป่วยได้ไม่นานก็ตายไป

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2008, 08:28:44 AM »



๓๑. ผีเสื้อในฝัน


ช่วงเย็นของวันหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาตามลำพังอยู่ที่สนามหญ้าชานเมืองแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้เดินปล่อยอารมณ์อย่างนี้มานานแล้ว เพราะว่าไม่มีใครที่เข้าใจจิตใจจริงๆของเขาสักคน เขาจำเป็นต้องกดข่มอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน เพราะว่าวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะไม่ให้เขาจมปรักคิดถึงแต่เรื่องต่างๆของตัวเอง

เขานอนลงกับพื้นหญ้าและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางสูดดมความหอมของไอดินกลิ่นหญ้า แล้วปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ ไม่นานเขาก็เผลอหลับแล้วฝัน ในความฝัน เขาได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่ง ที่มีปีกสีสวยงามตระการตา บินวนเวียนอยู่อย่างมีความสุขอยู่กลางสวนดอกไม้ ที่มีท้องฟ้าสีครามและมีเมฆขาวอยู่เบื้องบน และมีพื้นหญ้าที่นุ่มและเขียวชอุ่มอยู่เบื้องล่าง และมีสายลมพัดเอื่อยๆผ่านใบหลิว มวลดอกไม้ต่างๆ ต่างแย่งกันอวดชูช่อและสีสัน คลื่นน้ำในสระพลิ้วไหวเป็นระลอกๆ ยามต้องลม ชายหนุ่มนั้นดื่มด่ำมีความสุขอยู่กับความฝันนั้นจนลืมโลกลืมตัวเองไปจนหมดสิ้น

ฉับพลันนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา เขาแบ่งแยกไม่ออกจริงๆว่าเมื่อกี้นั้นเป็นความจริงหรือความฝัน และเมื่อเขารู้ตัวแล้วว่าเป็นความฝัน จึงพูดว่า “ข้าก็ยังคือข้า ผีเสื้อก็ยังคือผีเสื้อ”

กาลเวลาผ่านไป ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า ที่แท้ผีเสื้อที่มีปีกสีสวยงาม และบินวนเวียนอย่างมีความสุขนั้นคือตัวเขาเอง และในขณะนี้เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิม กับความเป็นตัวตนของตัวเองยังเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ที่แตกต่างก็คือ ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไปจากเดิมทุกอย่างแล้ว

เขาได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะไม่ได้ดั่งใจแค่ไหน จะทุกข์สักเพียงไหน หากใจของเราไม่ไปทุกข์ด้วย เราก็มีความสุขได้ และตัวเองก็สามารถจะทำจิตของตัวเองให้มีความสุขได้

............................................................



๓๔. หาร่มด้วยตัวเอง


มีอุบาสกท่านหนึ่ง ยืนหลบฝนอยู่ในชายคาบ้าน เห็นพระอาจารย์ท่านหนึ่งเดินกางร่มผ่านมา
อุบาสก : พระอาจารย์ โปรดฉุดช่วยผู้คน พาข้าพเจ้าไปฝั่งนั้นด้วยเถอะ ( พ้นจากวัฏสงสาร )

 พระอาจารย์ : อาตมาอยู่กลางฝน เจ้าอยู่ในชายคา ในชายคาไม่มีฝน เจ้าไม่จำเป็นต้องให้อาตมาฉุดช่วย


อุบาสกนั้นรีบออกมาจากชายคา มายืนอยู่กลางฝน

อุบาสก : ตอนนี้ข้าพเจ้าก็อยู่กลางฝนแล้ว ควรจะช่วยได้แล้วกระมัง?

 พระอาจารย์ : อาตมาก็อยู่กลางฝน เจ้าก็อยู่กลางฝน
อาตมาไม่โดนฝน เพราะมีร่มกันฝน
แต่เจ้าโดนฝน เพราะไม่มีร่ม
ดังนั้นไม่ใช่อาตมาฉุดช่วยเจ้า
แต่เป็นร่มช่วยอาตมา ถ้าเจ้าต้องการมีคนมาฉุดช่วย
ไม่จำเป็นต้องหาอาตมา โปรดหาร่มด้วยตัวเอง

........................................................



๓๕. ก้าวพ้น

ทุกๆคืนพระอาจารย์ท่านหนึ่งจะไปที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง เพื่อไปนั่งสมาธิวิปัสสนา
มีวัยรุ่นเกเรกลุ่มหนึ่งแอบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามทางที่พระอาจารย์จะต้องผ่าน
เมื่อพระอาจารย์เดินผ่านจึงยื่นมือลงมา แล้วจับหัวของพระอาจารย์ไว้

วัยรุ่นนั้นนึกว่าพระอาจารย์ท่านนั้นจะต้องตกใจกลัวจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง
แต่พระอาจารย์กลับอยู่นิ่งๆไม่ขยับตัว ปล่อยให้วัยรุ่นนั้นจับตามสบาย
แต่วัยรุ่นนั้นกลับตกใจเสียเอง นึกว่าเป็นผี เพราะเห็นไม่เคลื่อนไหว
รีบหดมือกลับไป พระอาจารย์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินจากไป

รุ่งเช้าวัยรุ่นกลุ่มนั้นได้ไปหาพระอาจารย์ท่านนั้นที่วัด แล้วพูดกับพระอาจารย์ว่า
“ได้ข่าวว่า เมื่อคืนนี้มีผีอาละวาดอยู่แถวๆละแวกนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องเช่นนี้
เกิดขึ้นจริงหรือเปล่าครับ?” “ไม่เห็นมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเลย”พระอาจารย์ตอบ
“ใช่หรือ? แต่พวกเราได้ข่าวว่า มีคนเดินผ่านแถวนี้แล้วโดนผีจับหัวไว้”

“นั่นไม่ใช่ผี แต่เป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านนี่เอง”
“ทำไมท่านพูดอย่างนั้นล่ะ”
“เพราะว่า ผีไม่มีมือที่หนาและอุ่นอย่างนั้น”พระอาจารย์พูดต่ออีกว่า

“เมื่อจวนจะออกสนามรบแล้วไม่กลัวตาย เป็นความกล้าหาญของท่านนายพล
เมื่อจะเข้าป่าแล้วไม่กลัวเสือ เป็นความกล้าของนายพราน
เมื่อจะลงน้ำไม่กลัวมังกร เป็นความกล้าของชาวประมง”

แล้วความกล้าของพระภิกษุคืออะไร? กลุ่มวัยรุ่นนั้นถาม

"คือ “รู้” คำเดียวเท่านั้น
แม้แต่ความเกิดตายยังก้าวพ้นไปได้ แล้วยังจะมีความกลัวอยู่อีกหรือ?”
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2008, 08:35:39 AM »



๓๙. หอมกลิ่นเบญจมาศทั้งหมู่บ้าน

พระอาจารย์ท่านหนึ่งปลูกต้นเบญจมาศไว้หนึ่งกอภายในวัด
เมื่อผ่านไปสามปีภายในบริเวณวัดก็มีต้นเบญจมาศบานสะพรั่งทั่วไปหมด
และกลิ่นหอมของดอกเหล่านี้หอมอบอวลไปจนถึงหมู่บ้านใกล้ๆ

ผู้คนที่มาวัดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นดอกไม้ที่สวยจริงๆ”

วันหนึ่งมีผู้มาขอพระอาจารย์เพื่อนำไปปลูกที่บ้าน พระอาจารย์อนุญาตพร้อมกับ
แยกหน่อที่สมบูรณ์ให้ด้วยตัวเอง เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็มีผู้มาขอไปไม่
ขาดสาย พระอาจารย์รู้สึกว่าผู้ที่มาขอ ล้วนแต่มาขอด้วยใจรักต้นไม้และชมชอบ
ดอกไม้ทั้งนั้น ไม่นานดอกในบริเวณวัดก็ถูกขอไปจนหมดสิ้น

เมื่อไม่มีดอกไม้บริเวณวัดก็เงียบเหงาดั่งขาดแสงอาทิตย์ เหล่าลูกศิษย์ต่างพูดว่า
“เสียดายจริงๆ ปกติบริเวณนี้จะมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว”
พระอาจารย์บอกว่า “พวกเจ้าลองคิดดูซิ เมื่อสามปีผ่านไปทั้งหมู่บ้านใกล้ๆนี้จะ
มีกลิ่นหอมของดอกเบญจมาศอบอวลไปทั้งหมู่บ้านมิเป็นการดีหรอกหรือ?”

“หอมอบอวลไปทั้งหมู่บ้าน” เหล่าลูกศิษย์อุทาน พร้อมกับเกิดความรู้สึกอบอุ่น
ขึ้นมาในจิต และเห็นรอยยิ้มของพระอาจารย์ที่ดูสว่างไสวยิ่งกว่าดอกเบญจมาศ
ทั้งปวง

พระอาจารย์พูดต่อว่า “พวกเราควรแบ่งปันสิ่งดีๆให้ผู้อื่นได้มีได้ใช้เหมือนๆกับเรา
ให้ทุกคนได้มีความสุขเหมือนๆกับเรา แม้ว่าตัวเองจะไม่เหลืออะไรอีกเลย
แต่ในจิตของเราก็มีความสุขได้เหมือนกัน นี่คือความสุขที่เราควรจะมีอย่างแท้จริง

................................................



๔๐. งอกงามกับแห้งเหี่ยว

พระอาจารย์ท่านหนึ่งมีลูกศิษย์สองคน วันหนึ่งขณะที่ศิษย์และอาจารย์
เดินขึ้นเขาเพื่อไปนั่งสมาธิวิปัสสนา พระอาจารย์เหลือบไปเห็นต้นไม้
ต้นหนึ่งเจริญเติบโตงอกงามเป็นต้นใหญ่โตมีใบดกเป็นพุ่มหนา
ส่วนอีกต้นหนึ่ง กลับยืนแห้งตายซากอยู่ข้างๆ พระอาจารย์จึงถามว่า

“ต้นที่งอกงามดี ? หรือว่า ต้นที่แห้งตายซากดี?”
“ต้นที่ใบดกหนาเป็นพุ่มดีกว่า” ศิษย์คนหนึ่งตอบ
“ต้นที่แห้งตายซากดีกว่า” ศิษย์อีกคนตอบ

บังเอิญขณะนั้น เณรน้อยเดินขึ้นมาสมทบพอดี พระอาจารย์จึงถามว่า
“เจ้าว่าต้นที่ใบดกหนาดี หรือว่า ต้นที่ตายซากดี”
“ต้นที่มีใบดกหนาก็ปล่อยให้ดกหนาไป ต้นที่ตายซากก็ปล่อยให้มันตายซากไป”

พระอาจารย์กล่าวต่อว่า “ต้นที่มีใบดกหนาก็ย่อมจะมีที่มาและเหตุปัจจัยของมัน
ต้นที่ตายซากก็ย่อมจะมีเหตุปัจจัยเช่นกัน

ปกติสิ่งที่พวกเราเห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้เช่น ถูกหรือผิด บุญกุศลอกุศล
และอะไรอีกต่างๆนานาก็เป็นการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการหยุดอยู่แค่ในขอบเขตของการแบ่งแยก
แต่เณรน้อยสามารถจะมองเห็นสิ่งที่แปลกแยกกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีการแบ่งแยก

...................................................




๔๑. ตลอดทั้งตัวก็เป็นตา

พระศิษย์น้องท่านหนึ่งถามพระศิษย์พี่ว่า “พระโพธิสัตว์กวนอิมมีพันมือ
พันตา ตาดวงไหนเป็นตาที่แท้จริง?”

“เหมือนกับในเวลากลางคืนที่ท่านนอนหลับอยู่แล้วหมอนตกลงไปที่พื้น
แล้วท่านไม่ได้ลืมตาขึ้นมา แล้วยื่นมือลงไปหยิบหมอนก็หยิบขึ้นมาได้
แล้วก็นอนหลับต่อไป ขอถามหน่อยท่านใช้ตาอะไรไปหยิบ?”

พระรูปนั้นตอบว่า “โอ้ ศิษย์พี่ ข้าเข้าใจแล้ว”
“เจ้าเข้าใจอะไร?”
“ทั่วทั้งตัวก็เป็นตา”
“เจ้าเข้าใจเพียงแปดส่วน”
“แล้วควรจะพูดอย่างไร?”
“ ทั่วทั้งตัวก็เป็นตา”เป็นการใช้ความแปลกแยกไปเรียนรู้

“ตลอดตั้งตัวก็เป็นตา”เป็นการใช้ความรู้สึกไปแบ่งแยก ปัญญาก็จะแสดงออกมา
พวกเรามีจิตที่เป็นตาตลอดทั่วลำตัว ทำไมไม่ใช่ความรู้ทั่วนี้ไปมองดูสิ่งต่างๆ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 09 สิงหาคม 2008, 08:39:20 AM »



ผู้เปิดประตูนั้นยังเหมือนเป็นผู้ปิดประตู]/b]

หวางหยังหมิง (1472-1529) เป็นนักปรัชญาและนักการศึกษา
ครั้งหนึ่งได้ไปที่วัด จินซานเพื่อไปไหว้พระ รู้สึกว่า คุ้นเคยกับสถานที่
และสภาพแวดล้อมภายในวัดเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ต้นไม้และต้นหญ้าก็
เหมือนกับเคยรู้จักกันมาก่อน

ขณะที่เดินผ่านห้องๆหนึ่งเห็นมีกระดาษปิดหน้าห้องไว้เหมือนกับบอกให้รู้ว่า
ห้องนี้ปิดตาย เขามองซ้ายมองขวาไปมาก็เหมือนกับเคยอยู่ที่นี่มาก่อน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ข้างในมีอะไรบ้าง จึงขอให้ท่านเจ้าอาวาส
ช่วยเปิดห้องให้ดู แต่ท่านเจ้าอาวาสปฏิเสธแล้วพูดว่า
“ต้องขออภัย ห้องนี้เป็นห้องที่พระอาจารย์ท่านหนึ่งมรณภาพเมื่อห้าสิบปีก่อน
ข้างในเป็นที่เก็บศพของท่าน ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านสั่งไว้ว่า ให้ปิดตายห้องนี้
ต้องขออภัยท่านจริงๆ เปิดให้ท่านดูไม่ได้”

“ห้องนี้มีทั้งประตูและหน้าต่าง ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบอกว่าเปิดไม่ได้ตลอดไป
วันนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้ท่านเมตตาช่วยเปิดให้ดูสักครั้งเถิด”

หวางหยางหมิงวิงวอนร้องขออยู่นาน จนท่านเจ้าอาวาสทนรบเร้าไม่ไหว
จึงเปิดให้อย่างฝืนทนเต็มที ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเย็น แสงอาทิตย์สาดส่อง
ไปที่ศพพระอาจารย์ที่ยังนั่งสมาธิอยู่ โดยที่ร่างยังไม่เน่าเปื่อย

หวังหยางหมิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่หน้าตาของพระอาจารย์ท่านนั้น
คล้ายกับตัวเองไม่มีผิด มองเลยขึ้นไปที่กำแพง ยังเห็นบทกลอนเขียนไว้ว่า

ห้าสิบปีผ่านไปหวังหยางหมิง
ผู้เปิดประตูยังเหมือนเป็นผู้ปิดประตู
จิตวิญญาณลับแล้วย้อนหวนคืน
ยังเชื่อว่าชาวเซนนี้ร่างไม่เน่า

ที่แท้ชาติก่อนของหวางหยังหมิงคือพระอาจารย์ที่นั่งสมาธิแล้ว
มรณภาพแล้วนั่นเอง ในกาลก่อนเป็นผู้ปิดประตู วันนี้ยังเป็นผู้มาเปิดประตู
ด้วยตนเอง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันให้กับชนรุ่นหลัง
และหวังหยางหมิงยังได้เขียนบทกลอนไว้ที่วัดจินซาน ซึ่งยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

.....................................................




หมั่นนึกถึงส่วนดีไว้

มีคำพังเพยบทหนึ่งกล่าวว่า
“เรื่องราวไม่สมหวังในชีวิตคนเรา มีมากถึงแปดถึงเก้าในสิบส่วน”
ในชีวิตของคนเรามีเรื่องราวที่ไม่สมหวัง มากเกินกว่าครึ่งของความสมหวัง
ด้วยเหตุนี้ การมีชีวิตอยู่จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเจ็บปวด แต่เมื่อหักความไม่
สมหวังออกแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีอีกหนึ่งหรือสองส่วนซึ่งเป็นความสมหวัง
เป็นความสุข เป็นความปลาบปลื้ม

หากเราอยากมีความสุข ก็ต้องหมั่นนึกถึงเรื่องดีๆของหนึ่งหรือสองส่วนนั้น
คิดอย่างนั้นจะรู้สึกความโชคดี และรู้จักถนอมสองส่วนนั้นไว้
ไม่ถูกแปดหรือเก้าส่วนนั้น โค่นจนล้มลง

เมื่อผ่านความเจ็บปวดและอุปสรรคในชีวิตไปแล้ว
ผ่านความรู้สึกของการพบแล้วพรากแล้ว
ก็ค่อยๆแสวงหาสิ่งที่เคยขวนขวายมาในชีวิต
สิ่งที่เป็นความสุข เป็นความคิดอ่านที่ถูกต้อง

ความคิดลักษณะนี้คือ
ความคิดหนึ่งกับสองส่วนที่ดีที่ต้องคิดบ่อยๆ

ความคิดหนึ่งกับสองที่ต้องคิดบ่อยๆ เป็นแสงสว่างลำเดียวที่จะแสวงหาได้
ในเมฆหมอกที่หนาทึบ และยังเป็นสิ่งที่เงียบสงบในห้วงกิเลสใหญ่น้อยทั้งหลาย
และยามเมื่อลมหายใจติดขัด จะได้หายใจยาวๆสักครั้ง

ชีวิตก็ทุกข์แสนสาหัสอยู่แล้ว หากเราเรานำสิ่งที่ไม่สมหวังที่ผ่านมาเป็นสิบปีมา
รวมกัน ย่อมจะนำความเป็นอยู่และความรู้สึกเข้าไปอยู่ในห้วงทุกข์
เป็นการเพิ่มทุกข์เข้าไปในทุกข์อีก

เรือชีวิตที่เดินไปท่ามกลางคลื่นที่ถาโถมเข้ามา
ต้องรู้จักวิธีที่จะเผชิญกับความทุกข์
ยามเมื่อความทุกข์เข้ามาเยือน หากยังคงดำรงไว้ซึ่งความคิดที่ถูกต้อง
หมั่นนึกถึงส่วนดีหนึ่งและสอง ก็จะสามารถผ่านพ้นทุกข์ไปได้
ความทุกข์ยากจะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงชีวิตที่ดีที่สุด
และปัญญาย่อมจะบังเกิดในที่สุด
__________________




ยืนหยัดอยู่ในคุณค่าของตัวเอง

มีลูกศิษย์คนหนึ่งมักจะคอยถามพระอาจารย์ด้วยคำถามเดิมๆทุกวัน
“อาจารย์ครับ อะไรคือคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงครับ?”
วันหนึ่งพระอาจารย์นำก้อนหินก้อนหนึ่ง แล้วพูดกับศิษย์ว่า
“เจ้าจงนำก้อนหินก้อนนี้ไปขายที่ตลาด แต่ไม่ต้องขายจริงๆหรอกนะ
เพียงแต่ให้คนตีราคาก็พอ แล้วคอยดูว่า แต่ละคนจะตีราคาก้อนหิน
ก้อนนี้สักเท่าไร?”

ลูกศิษย์นั้นจึงนำก้อนหินไปขายที่ตลาด บางคนก็บอกว่าก้อนหินก้อนนี้
ใหญ่ดี สวยดีให้ราคาสองบาท บางคนก็บอกว่าก้อนหินก้อนนี้มาทำเป็น
ลูกตุ้มชั่งน้ำหนักได้ ก็ตีราคาให้สิบบาท ที่สุดแต่ละคนก็ตีราคาไปต่างๆ
นานา แต่ราคาที่ให้สูงสุดคือสิบบาท ลูกศิษย์รู้สึกดีใจ กลับไปบอกอาจารย์ว่า
“ก้อนหินที่ไม่มีประโยชน์อะไรนี้ ยังขายได้ถึงสิบบาท น่าจะขายออกไปจริงๆ”
อาจารย์พูดขึ้นว่า“อย่าเพิ่งรีบขายก่อน ลองพาไปขายในตลาดทองคำดู
แต่ก็อย่าขายออกไปจริงๆ”

ลูกศิษย์จึงนำก้อนหินก้อนนั้นไปขายในตลาดทองคำ เริ่มต้นมีคนตีราคาให้
หนึ่งพันบาท คนที่สองตีราคาให้หนึ่งหมื่นบาท สุดท้ายมีคนให้ถึงหนึ่งแสนบาท
ลูกศิษย์รู้สึกดีใจ รีบกลับไปรายงานพระอาจารย์ถึงผลพลอยได้ที่นึกไม่ถึง

พระอาจารย์กล่าวต่อไปอีกว่า “นำก้อนหินนี้ไปตีราคาที่ตลาดเพชร”
ลูกศิษย์จึงนำไปที่ตลาดค้าเพชร คนแรกให้ราคาหนึ่งแสน สองแสน
สามแสน ไปเรื่อยๆ เมื่อพ่อค้าเห็นไม่ยอมขายสักที จึงให้เขาตีราคาเอง
แต่ลูกศิษย์นั้นกล่าวว่า “พระอาจารย์ไม่ให้ขาย” จึงนำก้อนหินนั้นกลับไป
พูดกับพระอาจารย์ว่า “ก้อนหินก้อนนี้คนให้ราคาถึงเรือนแสนแล้ว”

“ใช่แล้ว ตอนนี้อาจารย์ไม่อาจสอนเจ้าถึงเรื่องคุณค่าของชีวิตเพราะ
เพราะเจ้ามองชีวิตของเจ้าเหมือนกับการตีราคาของตลาด คุณค่าของชีวิต
คนเรา ควรจะอยู่ในจิตใจของตนเอง ต้องมีสายตาของนักค้าเพชรที่เก่งที่สุด
เสียก่อน จึงจะมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตคนเรา”

คุณค่าของคนเรา ไม่ได้อยู่ที่ราคาที่อยู่ข้างนอก แต่อยู่ที่เราให้ราคาของตัวเอง
ราคาของเราทุกคนเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบ ยอมรับตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง
ให้ช่องว่างกับตัวเองได้เติบโต พวกเราก็จะกลายเป็น “สิ่งที่มีค่าจนประเมินไม่ได้” อุปสรรคทุกอย่างที่เกิดขึ้น ความปวดร้าวที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ความทุกข์ที่โหม
กระหน่ำ ก็มีความหมายอยู่ในตัวของมัน

ที่มา จากอินเตอร์เน็ต
__________________

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 09 สิงหาคม 2008, 09:06:43 AM »




เทพเจ้าแห่งกอบัว

มีชายคนหนึ่งมักจะไปบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่า รักษาศีลอย่างบริสุทธิ์
และมีพลังศรัทธาเชื่อมั่นมาก ทุกวันจะต้องไปนั่งนั่งกรรมฐานวิปัสสนาที่ป่าแห่งนี้

วันหนึ่งนั่งสมาธิจนรู้สึกมึนหัว เลยลุกขึ้นมาเดินเล่น บังเอิญเดินผ่านสระบัวแห่งหนึ่ง
เห็นดอกบัวกำลังออกดอกบานสะพรั่ง ดูงามตายิ่งนัก
ชายคนนั้นคิดว่า ดอกบัวงามอย่างนี้ หากเด็ดมาสักดอกแล้ววางไว้ข้างตัว
ดมกลิ่นหอมอ่อนๆของบัวไปด้วย คงจะทำให้สดชื่นขึ้น
ดังนั้น เขาจึงเอี้ยวตัวไปเก็บมาหนึ่งดอก ขณะที่กำลังจะจากไป ได้ยินเสียงต่ำๆ
แต่แฝงไว้ด้วยพลัง ถามมาว่า “ใคร? โอหังยังไงถึงมาขโมยดอกบัวของข้า?”
ชายคนนั้นมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นมีอะไร เลยถามไปว่า

“ท่านเป็นใคร? แล้วจะบอกได้ยังไงว่าดอกบัวนี้เป็นของท่าน”

“ข้าเป็นเจ้าที่ดูแลสระบัวแห่งนี้ ดอกบัวทั้งสระนี้ก็เป็นของข้า เสียแรงที่เป็นนักภาวนา
ขโมยเด็ดดอกบัวของข้า เกิดความโลภขึ้นมาในใจ ยังไม่รู้ตัว
ยังไม่รู้สึกสำนึกผิด ยังจะกล้ามาถามอีกว่าดอกบัวนี้เป็นของข้าหรือเปล่า”

ชายนั้นรู้สึกละอายใจและอดสูยิ่งนัก นั่งคุกเข่าแล้วคำนับขอขมาพูดว่า
“ท่านเทพแห่งดอกบัว ข้าสำนึกผิดแล้ว จะแก้ตัวใหม่กับความผิดที่ผ่านๆมา
จะไม่กล้าโลภอยากได้สิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเอง”

ขณะที่เขาสำนึกผิดอยู่นั้น มีคนๆหนึ่งเดินผ่านมาข้างสระพอดี พลางพูดกับ
ตัวเองว่า ดอกบัวนี้บานได้อย่างอวบอิ่มยิ่งนัก เด็ดไปขายในเมืองดีกว่า
ได้เงินมาแล้ว ดูซิเงินที่เล่นไพ่แพ้แล้วจะเอากลับคืนมาได้หรือเปล่า?

ว่าแล้วก็กระโดดลงไปในสระ เก็บดอกบัวทุกดอกในสระไปหมด ทั้งยังเหยียบย่ำใบ
จนจมโคลนไปหมด แม้กระทั่งโคลนยังถูกพลิกขึ้นมา แล้วก็หอบเอาบัวกำใหญ่
หัวเราะอย่างถูกใจแล้วจากไป

ชายคนนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เทพเจ้าแห่งกอบัวจะออกมาห้าม ดุด่าและลงโทษคนๆนั้น แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

เขาเต็มไปด้วยความสงสัยเลยถามออกมาลอยๆว่า “ท่านเทพ ข้าเพียงแต่เด็ด
ดอกบัวไปเพียงดอกเดียว แต่ท่านกลับดุด่าว่าข้าอย่างรุนแรง แต่คนเมื่อกี้เด็ดดอก
บัวไปทั้งหมด ทั้งทำลายสระจนเละไปหมด ท่านทำไมถึงไม่พูดสักคำ?”

ท่านเทพตอบมาว่า “ท่านเป็นนักภาวนา ก็เหมือนผ้าขาวผืนหนึ่ง แม้มีเพียง
รอยสกปรกเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นข้าจึงเตือนเจ้า
ให้รีบขจัดสิ่งที่ทำให้มัวหมอง กลับกลายเป็นบริสุทธิ์ดังเดิม

แต่คนๆนั้นเป็นคนหยาบช้ามาแต่เดิม เหมือนดังผ้าขี้ริ้ว ถึงจะสกปรกถึงจะดำอีก
ก็ไม่เป็นไร ข้าก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้เขาเป็นไปตามกรรมที่เขาก่อไว้เอง
ถึงไม่ได้พูดอะไร

เจ้าก็อย่าน้อยใจไปเลย ควรจะดีใจมากกว่า ที่ข้อผิดพลาดของเจ้ามีคนเห็น
และคนที่เห็นแล้วยังมาชี้แนะให้เจ้าเดินไปในทางที่ถูกที่ควร แสดงว่าผ้าของเจ้ายังขาวอยู่
ควรที่จะได้รับการชำระให้สะอาด นี่ควรจะเป็นเรื่องที่น่าดีใจไม่ใช่หรือ?”

ที่มา จากอินเตอร์เน็ต
__________________
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Jedi
Hero Member
*****
กระทู้: 1013


ไม่ต้องรอโลกหน้า วันเวลาไม่รอใคร


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: 09 สิงหาคม 2008, 18:25:58 PM »


       
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2008, 08:00:18 AM »




ก้อนหินในใจ

อาจารย์เซนเชื้อจีนรูปหนึ่งนามว่า โฮเคน
พำนักอยู่องค์เดียวเงียบๆ ณ วัดเล็กๆต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง
วันหนึ่งมีภิกษุอาคันตุกะสี่รูปเดินทางมาขอพำนักอยู่ด้วย
ตกกลางคืนพระอาคันตุกะเหล่านั้นขออนุญาตก่อกองไฟผิงกันหนาวที่ลานวัด

โฮเคนได้ยินพระเหล่านั้นก่อไฟพลางโต้ถียงกันล้งเล้งๆ
ถึงเรื่องอายตนะภายใน อายตนะภายนอก
ด้วยความอดรนทนไม่ได้ จึงออกมาร่วมวงด้วย

โฮเคนหยิบก้อนหินมาก้อนหนึ่งแล้วถามว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกคุณคิดว่า ก้อนหินก้อนนี้อยู่ในใจหรือนอกใจ”

พระรูปหนึ่งตอบว่า “ตามมติทางพุทธศาสนา ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอารมณ์ของใจ
เพราะฉะนั้น ผมจึงพูดได้ว่า ก้อนหินก้อนนั้นอยู่ภายในใจ”

โฮเคนบอกว่า “ถ้าคุณแบกก้อนหินชนิดนั้นไว้ในใจทุกเวลาแล้วไซร้
มันคงหนักเอาการซินะ”

สิ่งที่เห็น สิ่งที่ประสบทุกอย่าง หากเราเอามาแบกรับไว้ในใจอยู่ตลอดเวลา
ใจเราก็คงหนักอยู่ตลอดไป และในชีวิตของเรายังต้องพบเจอกับเรื่องราวอีกมากมาย
หากเราไม่วางมันเอาไว้นอกใจบ้าง เราก็ต้องดำรงชีวิตต่อไปอย่างกดดันหนักอึ้ง

ที่มา หนังสือแม็ค ม.ปลาย ฉบับวันที่ 10 มีนาคม 2549

..............................................................




แสวงหาปัญญา

มักจะได้ยินคนพูดอยู่เสมอว่า มีคนแสวงหาปัญญา
แต่แท้ที่จริงแล้วปัญญามาจากการเรียนรู้โดยสัญชาติญาณ
และมุมมองก่อให้เกิดขึ้นมา แสวงหายังไงก็หาไม่เจอ
และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแสวงหา
ลองมองย้อนกลับมาที่ใจของตัวเอง หากในจิตเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจ
ถ้าเป็นอย่างนั้น ปัญญาที่บริสุทธิ์สะอาดก็จะไม่มีทางก่อเกิดขึ้นมาได้

มีบางคนนำปัญญามานึกว่าเป็น ความฉลาด
นึกว่าการพูดคล่องหรือถนัดในการใช้คำ หรือคนที่มีประสบการณ์มารอบด้าน
คือคนที่มีปัญญา แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง “ประสบการณ์ทางโลกที่ทำให้ฉลาด”

คนส่วนใหญ่ถูก “ประสบการณ์ทางโลกที่ทำให้ฉลาด” มาบดบังปัญญาที่สะอาด
บริสุทธิ์และดีงามจนมืดมิด โดยไม่รู้ว่า การรู้ซื่อๆถึงจะเป็นความล้ำค่าทางปัญญา

หากอยากได้ปัญญาที่บริสุทธิ์แท้ จำเป็นจะต้องเตรียมพื้นฐานทางจิตที่ดีงามไว้
คนที่ฉลาด เพียงแค่ได้ยินทำที่ผิดหูสักหน่อยก็เอาสีข้างเข้าถู

คนมีปัญญา จะรู้จักนำถูกผิดมาเป็นบทเรียน ไม่ว่าจะพบกับคำพูดที่เสียดสีเย้ยหยัน
อย่างไร หรือเจอกับสถานการณ์ที่ทุกข์ยากอย่างไร ก็จะรู้จักนำอุปสรรคมาเป็นตัว
ผลักดันให้มุ่งไปข้างหน้า และยังรู้สึกถึงความสำนึกในบุญคุณ นี่แหละคือปัญญา

ในขณะเดียวกัน ทั้งคำพูดและการกระทำยังรู้จักระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อจะได้ไม่ต้องไปกระทบกระทั่งถูกผู้อื่น ซึ่งสุดท้ายอาจจะย้อนกลับมา
ทำให้ตัวเองรำคาญใจไปเปล่าๆ

ทำอย่างไรถึงจะขจัดความวุ่นวายกังวลฟุ้งซ่านในจิตได้?
จำต้องอาศัยการแสวงหายามาแก้ด้วยตัวเอง เปรียบดังกับชาวนาต้องเริ่ม
ทำตั้งแต่ ลงต้นกล้า ดูแลพืชผล จนกระทั่งเมื่อเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องอาศัย
การลงทุนลงแรงของตัวเอง การทำนาก็มีเทคนิคเฉพาะตน เช่นเมื่อช่วงเก็บเกี่ยว
จะต้องจับต้นข้าวให้มั่นด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งจับเคียว สองมือประสาน
อย่างเหมาะเจาะ ถึงจะเก็บเกี่ยวได้อย่างรวดเร็ว

การขจัดความวุ่นวายทางจิตก็เช่นกัน จำต้องให้ภายในภายนอกขับเคลื่อนไป
พร้อมกัน ภายในจิตตื่นรู้ด้วยตัวเอง ผสานกับการเรียนรู้จากโลกภายนอก

บทกลอนและคัมภีร์ของนักปราชญ์เมธีและปรมาจารย์
ที่สืบทอดต่อกันมาล้วนแต่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าด้วยปัญญาอันดีงาม
พวกเราจะต้องนำจิตน้อมรับมาพิจารณา เพื่อขจัดสิ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายใจ
ปัญญาที่ดีงามถึงจะก่อเกิดและนำไปใช้ประโยชน์ได้


ที่มา สมาชิกเว็บบอร์ดชาวเซน ของไต้หวัน

..........................................



ข้อคิดจากนก

1. เมื่อนกเริ่มกระพือปีกที่จะบิน พวกที่ต่อแถวตามมาจะมีอากัปกิริยาดัง
เหมือนมีกลองที่ดังบรรเลงขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนให้รู้ว่าเริ่มมีการแสดงแล้ว
เมื่อฝูงนกเรียงแถวเป็นรูปตัว V จะมีพละกำลังเพิ่มจากการบินเดี่ยวถึง
เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ข้อคิด หากเราร่วมเดินทางกับผู้ที่มีอุดมการณ์ในแนวเดียวกัน ก็จะสามารถ
ไปได้เร็วขึ้น และถึงจุดหมายปลายทางได้ง่ายขึ้น เพราะเราสามารถช่วยเหลือ
จุนเจือซึ่งกันและกันได้

2. ไม่ว่าเวลาไหน เมื่อนกตัวใดตัวหนึ่งพลัดหลงไปจากฝูง มันจะรับรู้ได้ทันทีว่า
มีพลังต่อต้านอย่างหนึ่งไม่ให้จากฝูงไป และอาศัยแรงประคองที่ส่งมาจากนกอีกตัว
มันจะกลับมาเข้ากลุ่มได้อย่างรวดเร็ว

ข้อคิด หากเราฉลาดได้เหมือนนก เราก็จะยินดีที่จะอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่มี
อุดมการณ์เดียวกับตนเอง พร้อมกับยินดีรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น
และก็ยินดีจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเช่นกัน

3. เมื่อนกที่เป็นหัวหน้าเหนื่อยแล้ว มันจะถอยกลับไปรวมกลุ่ม
แล้วให้นกตัวอื่นนำหน้าแทน

ข้อคิด เมื่อประสบปัญหาในการทำงาน ผลัดเปลี่ยนและแบ่งปันการ
เป็นผู้นำบ้างก็เป็นสิ่งที่จะทำได้ เพราะเรายังมีความจำเป็นในการพึ่งพา
อาศัยซึ่งกันและกัน

4. นกตัวที่อยู่ด้านหลัง จะร้องส่งเสียงเป็นแรงเชียร์ให้ตัวที่อยู่ข้างหน้า
มุ่งหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

ข้อคิด เราจำเป็นต้องคิดว่าเสียงเบื้องหลังที่ส่งเสียงมา เป็นเสียงที่เชียร์
ให้มุ่งมั่นไปข้าง และไม่คิดว่าเป็นเสียงอื่นใด

5 . เมื่อนกในกลุ่มเป็นไข้หรือได้รับบาดเจ็บ จะมีนกสองตัวมาช่วยเหลือและคุ้มครอง
นกสองตัวนี้จะอยู่เคียงข้างตลอดเวลา จนมันแข็งแรงหรือตายไป หลังจากนั้นนกสอง
ตัวนั้นจะบินพร้อมกันไปเป็นกลุ่มย่อย หรือตามไปให้ทันกับกลุ่มเดิม

ข้อคิด หาเราฉลาดเหมือนนก เราก็จะรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความลำบากหรือช่วงที่ยังแข็งแรงอยู่

ที่มา จากอินเตอร์เน็ต
__________________

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2008, 09:01:48 AM »

คัดจาก  http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=4831&page=2

ทุ่มชีวิตตามเจตจำนง

"เป้าหมายของใคร ก็เป้าหมายของคนนั้น"




ชีวิตของเรามีองค์ประกอบอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ ชีวิตในทางกายภาพ ชีวิตในทางจิต และชีวิตในทางจิตวิญญาณ ดุลยภาพของชีวิต คือ การใช้ชีวิตให้สัดส่วนทั้ง 3 นี้ ได้ดุลกัน ไม่หนักไปในทางด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ ตั้งเป้าหมายไว้ทั้ง 3 หมวดแล้วตรวจสอบให้ดีว่า แต่ละหมวดนั้นเหมาะสมพอที่จะนำเอาไปเป็นอุดมคติ กำหนดแนวทางชีวิตได้หรือไม่

เป้าหมายทางกายหรือทางกายภาพ เราจะตั้งว่าอย่างไรดี บางคนมุ่งที่ความงาม บางคนมุ่งที่อายุยืน บางคนมุ่งที่ปัจจัย 4 อุดมสมบูรณ์ และก็มีบางคนมุ่งหมายเกินเลยออกไปกว่าปัจจัย 4 มีถึงปัจจัยที่ 5, 6, 7 ฯลฯ ลองกำหนดขึ้นมาเองก็แล้วกันว่า ทางวัตถุและกายภาพนั้น เราต้องการอะไร แค่ไหน กี่อย่าง

เป้าหมายทางจิต เราจะยกระดับจิตไปถึงไหน ต้องการเพียงไม่เป็นโรคจิตโรคประสาทเท่านั้นหรือ หรือว่าต้องการมีสุขภาพจิตดี มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีมนุษยสัมพันธ์ดี มองโลกในแง่ดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจสงบ ฯลฯ

เป้าหมายทางจิตวิญญาณ  เราจะวางไว้ลึกล้ำเพียงใด จะมุ่งหลุดพ้น หรือหวังเพียงแค่ได้บุญกุศลทั่วๆ ไป มุ่งขจัดความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มุ่งกำจัดตัวตนอันเป็นมายาพิสดาร ซึ่งเป็นที่มาแห่งปัญหาทั้งปวง หรือเพียงหวังแค่เป็นคนดีมีตัวตนที่ดี (บางคนอาจจะมุ่งหลุดพ้น ละความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง ปล่อยวางสิ้นเชิงก็เป็นได้ ฯลฯ)

ทุกคนควรจะลองร่างความต้องการหรือเป้าหมาย 3 ประการนี้ดูด้วยตนเอง และตรวจสอบตรวจทานให้ดี นำไปเป็นกรอบการดำเนินชีวิตได้ ทั้ง 3 ประการควรจะสอดคล้องต้องกันไปโดยตลอด ประสานกันให้ดี อย่างน้อยนึกถึงปัญหาให้ชัด เช่น หากเกิดโรคทางกาย เราไปหาหมอที่โรงพยาบาล โรคทางจิตก็ต้องไปหาจิตแพทย์ หรือหมอทางโรคประสาท โรงทางกาย และทางติตต้องมี "เงิน" สื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนไปด้วยนะ และโรคทางจิตวิญญาณ ก็ต้องพึ่งหมอสูงสุด คือ พระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาทั้งหลาย (ฟรี) ชีวิตของเราก็ต้องบรรลุเป้าหมายทั้ง 3 ประเภทนี้อย่างสอดคล้องต้องกันไปด้วย


เป้าหมายของใครก็เป้าหมายของคนนั้น ไม่มีการดีกว่าหรือแย่กว่ากัน "คนอื่นไม่เกี่ยว" ที่นอกเหนือไปจากการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ทั้ง 3 ระดับนั้นแล้ว ต่อแต่นี้ไปก็เหลืออยู่แต่การลงมือกระทำ หรือปฏิบัติตามเป้าหมายของเราที่ได้วางเอาไว้ให้สัมฤทธิ์ผลเท่านั้น เหมือนเดินเรือไปตามทิศทางที่เราได้ตกลงขีดเส้นลากเป็นอุดมคติไว้บนแผนที่เดินเรือแล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องถึงจุดหมายแน่นอน

แต่ทว่า เรามีความบากบั่นหนักแน่นเพียงพอกับภาระธุระนี้หรือไม่? เราจะยอมทุ่มชีวิตตามเจตจำนงที่ได้ตั้งเอาไว้อย่างดีแล้วนั้นหรือไม่?

แม่ชีในพระพุทธศาสนาคนหนึ่งชื่อ เรียวเนน เกิดเมื่อ ค.ศ.1797 เป็นหลานสาวของท่านชิเงน ผู้เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอมีความสามารถในเชิงกวีเป็นอย่างมาก ประกอบกับความงามอันน่าหลงใหลของเธอด้วย ทำให้ในวัยเพียง 17 ปี เธอก็ได้เข้าไปถวายการรับใช้พระจักรพรรดินีในพระราชวังหลวง และแม้แต่ในวัยอันเยาว์เช่นนั้น ชื่อเสียงก็รอคอยเธออยู่แล้ว ต่อมาพระจักรพรรดินีผู้เป็นที่รักได้สิ้นพระชนม์ลงโดยฉับพลัน ทำให้ความฝันอันงดงามและเต็มไปด้วยความหวังของเธอต้องมลายลงไปด้วย เธอเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่เที่ยงถาวรของชีวิตในโลกนี้อย่างรุนแรง และปรารถนาที่จะศึกษาเซน
อย่างไรก็ตาม บรรดาญาติของเธอก็ไม่เห็นด้วย และได้บังคับเธอให้เข้าสู่วิวาห์ โดยให้คำมั่นสัญญาว่า เธอจะออกบวชเป็นแม่ชีได้ หลังจากได้ให้กำเนิดบุตรอย่างน้อย 3 คนแล้วเท่านั้น ซึ่งเธอก็ยินยอมตกลงตามนั้น ไม่ทันถึงอายุ 25 ปี เธอก็สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ครบถ้วน ดังนั้น สามีและบรรดาญาติพี่น้องของเธอก็ไม่สามารถกีดกันเธอจากความปรารถนาอันเข้มแข็งของเธอได้ เธอจึงได้โกนศีรษะและใช้นามว่า เรียวเนน ซึ่งหมายถึง การประจักษ์แจ้งอย่างแจ่มชัด แล้วเริ่มต้นออกธุดงค์

เธอได้มาถึงเมืองเอโด และขอให้ท่าน เตจิกิว รับเธอไว้เป็นศิษย์ แต่ด้วยการเหลียวมองดูเธอเพียงแวบเดียว ท่านอาจารย์ก็ปฏิเสธที่จะรับเธอไว้ เพราะว่าเธอมีความสวยมากเกินไป เรียวเนนจึงเดินทางไปหาอาจารย์ท่านอื่นอีกท่านหนึ่ง คือท่านฮะกูโอะ ซึ่งท่านฮะกูโอะก็ปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลเดียวกันนั้นเอง โดยกล่าวว่า ความงามของเธอมีแต่จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้น

เรียวเนนจึงได้นำเอาเหล็กร้อนมาวางนาบลงบนใบหน้าของเธอ และในชั่วพริบตาเดียว ความงามของเธอก็สูญหายไปตลอดกาล ท่านฮะกูโอะ จึงรับเธอไว้เป็นศิษย์ เพื่อระลึกโอกาสนี้ เรียวเนนจึงเขียนบทกวีขึ้นบทหนึ่ง บนด้านหลังของกระจกส่องหน้าเล็กๆ ว่า

"ในการรับใช้พระจักรพรรดินีของฉัน ฉันเผาธูปหอมเพื่ออบเสื้อผ้าของฉันให้หอมหวน
เดี๋ยวนี้ในฐานะของนักบวช (ผู้ภิกขาจาร) ที่ไร้บ้าน ฉันเผาใบหน้าของฉันเพื่อสู่วัดเซน"


เมื่อเธอกำลังจะจากโลกนี้ไป เธอได้เขียนบทกวีขึ้นอีกบทหนึ่ง

"หกสิบหกครั้งแล้วที่ดวงตาคู่นี้ได้เห็นการแปรเปลี่ยนไปของฉากภาพแห่งฤดูใบไม้ร่วง.
ฉันมีแสงจันทร์มากพอแล้ว. ไม่ขออะไรอีก. แต่ขอเพียงให้ได้ยินเสียงของต้นสนและต้นสีดาเมื่อยามลมสงบเท่านั้น"



-----------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 สิงหาคม 2008, 09:15:12 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 19 สิงหาคม 2008, 09:12:55 AM »

เถรตรง-ดื้อรั้น/เชื่อมั่น-ตรงแน่ว

"คนตรงคือคนที่รอบรู้สถานการณ์ต่างๆ ดี มีความยืดหยุ่นในตัวเองสูง"




เส้นเขตแดนจำแนกความแตกต่างระหว่าง การเป็นคนตรง (ตรงแน่ว) กับการเป็นคนเถรตรงนั้น ดูไปแล้วไม่น่ามีปัญหา แต่มันก็เป็นปัญหาขึ้น เพราะพวกเราเข้าใจไขว้เขว... รวมไปถึงคำว่า "ดื้อรั้นและเชื่อมั่น" ด้วย คำว่า "เถรตรง" นี้มีที่มาเป็นนิทานของไทยโบราณเรื่องเกี่ยวกับตาเถร ยายชี อะไรทำนองนั้นแหละ

ตาเถรคนหนึ่งแกถือความตรงเป็นสาระสำคัญของชีวิตแกอย่างยิ่ง ทำอะไรก็ทำตรงๆ ไม่อ้อมค้อม พูดก็พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เดินไปไหนแกก็เดินไปตรงๆ ไม่ยอมอ้อมเช่นกัน วันหนึ่งแกก็เดินผ่านไปกลางนา ก็ไปเจอเข้ากับต้นตาลต้นหนึ่งขวางทางอยู่ แกก็ไม่ยอมหลบ ด้วยวิสัยความเป็นคนตรงของแกนั่นแหละ แทนที่จะเดินอ้อมไปสักหน่อยแกก็ไม่ยอม แกกลับปีนขึ้นต้นตาลตรงไปถึงยอด แล้วข้ามยอดตาลไปอีกซีกหนึ่งของลำต้น แล้วไต่ลงไป แต่แทนที่จะหันหน้าเข้าต้นตาล แกก็หันหน้าไปข้างหน้าและหันหลังให้ลำต้น (ด้วยความเป็นคนตรงของแกนั่นเอง) ฝ่ายยายชีมาเห็นเข้าก็ร้องตือนว่า ทำไมไม่ไต่ลงมาโดยหันหน้าเข้าลำต้นละ หันหลังให้ลำต้นจะตกลงมาตายเสียเปล่าๆ ตาเถรก็เถียงว่า ไม่ได้ ฉันเป็นคนตรง ฉันจะเดินไปข้างหน้า ดังนั้น ฉันจะไม่หันกลับเด็ดขาด ว่าแล้วแกก็ไต่ลงมาจากต้นตาล โดยหันหลังให้ลำต้นอย่างนั้น และแกก็หล่นลงมาคอหักตายในที่สุด


เถรตรงจึงเป็นอันตรายเช่นนี้ และเมื่อพูดถึงคนที่เป็นเถรตรงก็มักจะหมายถึง คนที่ทำอะไรตรงๆ แล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายเช่นนี้นั่นเอง ส่วนการเป็นคนตรง หรือที่เราใช้ว่า ตรงแน่ว นั้นเป็นคนละเรื่อง เพราะในตัวอย่างของเถรตรงนั้น ถ้าเป็นคนตรง เขาจะอ้อมต้นตาลไปหน่อย แล้วเดินต่อไปจนถึงจุดหมายได้ โดยไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นแก่ตัวเองเลย หมายความว่า คนตรง คือ คนที่รอบรู้สถานการณ์ต่างๆ ดี มีความยืดหยุ่นในตัวเองสูง แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า เขาจะทอดทิ้งเป้าหมายหรืออุดมคติอะไรของเขาไปเสีย หากแต่ในบางสถานการณ์ต้องดำรงตนอย่างหนึ่งและในอีกสถานการณ์หนึ่ง ก็ต้องปรับแปรไปบ้างเป็นธรรมดา เพราะโดยหลักการเดิมนั้นเอง เมื่อเผชิญกับคนต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องปรับวิธีการไปบ้างให้เหมาะสม จะทำตนเป็นคนตรงชนิดยอมหักไม่ยอมงอ (เหล็ก?) บางทีก็เลยหักไปจริงๆ เลย

ในเรื่องของความดื้อรั้นและความเชื่อมั่นก็เช่นกัน บางคนกล่าวว่า ความดื้อรั้นคือความเชื่อมั่นของเราที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ชอบใจ และตำหนิว่า เราดื้อรั้นไมยอมเปลี่ยนใจ ฯลฯ และความเชื่อมั่น ก็คือความดื้อรั้นที่ถูกทางนั่นเอง! ที่จริง ความเชื่อมั่น จะมาจากความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในสถานการณ์ที่แวดล้อม มีความพึงพอใจในตัวเอง แล้วจากนั้นจึงจะเกิดมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมาลอยๆ หรือคิดๆ นึกๆ เอา

แต่ความดื้อรั้นนั้นไม่ขึ้นอยู่กับอะไรเลย นอกจากความพอใจของตนเอง นึกอยากเอาอย่างนั้นก็มุ่งมั่นอย่างนั้นไม่พึ่งใคร ยืนยันเด็ดเดี่ยวอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และมั่นอกมั่นใจในแนวทางของตนนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ดูไปก็คล้ายเชื่อมั่นในตัวเองมาก แต่ที่แท้เป็นความดื้อรั้นดึงดันเอาตามทิฐิมานะของตน ไม่เหมือนความเชื่อมั่นในตัวเองที่จะมีการปรับแปรหรือยืดหยุ่นได้ ไม่แข็งกระด้างและตายซากดุจความดื้อรั้น

ฉะนั้น ต้องคอยตรวจสอบตัวเองบ่อยๆ ว่า ความเชื่อมั่นในตัวเองในเรื่องต่างๆ นั้นไม่ได้กลายเป็นความดื้อรั้นไป และความตรงแน่วหรือการยึดมั่นในหลักการหรือวิธีการต่างๆ นั้น อย่าให้กลายเป็นควาเถรตรง ชนิดยอมหักไม่ยอมงอ เพราะจะมีแต่ผลเสียแต่ประการเดียว เราลองมาดูกันว่า เซนที่ตรงต่ออุดมการณ์เป็นอย่างไร


กิตาโน เก็บโป เป็นสมภารแห่งวัดเออิเฮอิ ในประเทศญี่ปุ่น ท่านจากไปในปี ค.ศ.1933 ด้วยอายุ 92 ปี ตลอดชีวิตของทาน ท่านพากเพียรอย่างยิ่งที่จะไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ เลย ในฐานะของนักบวชผู้ภิกขาจารไปทั่ว ขณะเมื่อท่านอายุได้ 20 ปี ท่านก็ได้พบเข้ากับนักเดินทางผู้หนึ่งซึ่งชอบสูบยาเส้นเป็นประจำ ขณะที่เดินทางไปด้วยกันตามถนนในหุบเขา พวกเขาทั้งสองก็ได้หยุดแวะพักที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง และนักเดินทางคนนั้นก็ได้ให้ยาเส้นแก่กิตาโนได้ลองสูบดู ซึ่งทานก็รับมาสูบ เพราะขณะนั้นท่านหิวข้าวมากจริงๆ "การสูบบุหรี่นี่มันช่างเพลิดเพลินดีจริงๆ " ท่านกล่าวแสดงความเห็นขึ้น นักเดินทางคนนั้น จึงได้ให้กล้องยาสูบและยาเส้นแก่ท่านอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนจะแยกเดินทางไปตามทางของเขา

กิตาโน รู้สึกขึ้นมาว่า "สิ่งที่น่าเพลิดเพลินเช่นนี้อาจจะรบกวนสมาธิภาวนาของเราได้ ดังนั้น ก่อนที่มันจะไปไกลเกินกว่านี้ เราจะต้องหยุดมันเสียก่อน" คิดดังนั้นแล้ว ท่านก็ขว้างเครื่องเคราและอุปกรณ์การสูบยาเส้นทิ้งไปเสียในทันที

เมื่อท่านอายุได้ 23 ปี ท่านก็ศึกษา อี้-จิง อันเป็นคัมภีร์แสดงหลักทฤษฎีของจักรวาลที่ลึกซึ้งที่สุดเล่มหนึ่ง ในขณะนั้นเป็นฤดูหนาว และบังเอิญท่านก็ต้องการเสื้อผ้าหนาๆ ไว้กันหนาว ท่านจึงได้เขียนจดหมายไปถึงครูท่าน ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ไกลออกไปนับเป็นร้อยๆ ไมล์ บอกให้ทราบถึงความต้องการของท่าน และมอบจดหมายนั้นให้ผู้เดินทางที่ผ่านมาเป็นผู้นำไปส่งให้
จวบจนฤดูหนาวได้ผ่านไปจนจะพ้นอยู่แล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบ และไม่มีเสื้อผ้าจากอาจารย์ส่งกลับมา ดังนั้น กิตาโนจึงหันไปพึ่งตาทิพย์หรืออำนาจการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าของอี้-จิง ซึ่งสามารถนำมันมาใช้เป็นเครื่องมือทำนายทายทักได้ด้วย ท่านใช้ค้นคว้าหาคำตอบว่า จดหมายของท่านได้ส่งไปผิดหรือไม่ และคำตอบจากอี้-จิง ก็เป็นเช่นนั้น ต่อมาก็มีจดหมายมาจากครูของท่าน ซึ่งก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องเสื้อผ้าอะไรเลย


"ถ้าฉันทำการวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตรงเผงด้วย อี้-จิง เช่นนี้ บางทีฉันอาจจะละเลยต่อการปฏิบัติสมาธิภาวนาของฉันเสียก็ได้" กิตาโนเริ่มรู้สึกดังนั้น เหตุนี้เอง ท่านจึงได้ทิ้งคำสอนอันมหัศจรรย์นี้เสีย และไม่เคยพึ่งอำนาจการพยากรณ์ของอี้-จิง อีกเลย
เมื่อท่านอายุได้ 28 ปี ท่านได้ศึกษาบทกวีและการเขียนลายสือจีนอันงดงาม ซึ่งท่านก็มีความเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงนี้เป็นอย่างยิ่ง จนแม้แต่อาจารย์ผู้สอนท่านก็ยังชมเชยยกย่อง แต่กิตาโนใคร่ครวญดูแล้ว "ถ้าฉันไม่หยุดเสียเดี๋ยวนี้ ฉันก็จะกลายเป็นกวีไป ไม่ใช่อาจารย์เซน" ดังนั้น ท่านจึงไม่เขียนบทกวีอีกเลย นับแต่นั้นมา


นี่เป็นความตรงแน่วทั้งในอุดมการณ์และวิธีการ อย่างน่าสรรเสริญยิ่งทีเดียว จะทำอะไรก็ทำให้จริง จะเป็นอะไรก็เป็นให้จริง อย่าทำล่อหลุบ ผลุบเข้า ผลุบออก ดุจ "หัวเต่า" ให้เสีย "ธรรม" ไม่เลย!

---------------
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2008, 17:54:56 PM »

จากลิ้งค์นี้  http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=4831

ไหวพริบ - สิ่งอันเป็นที่ต้องการในทุกกรณี

"เราต้องไม่เข้าจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์"



ในการเผชิญปัญหา ไม่ว่าปัญหาใดๆ การเดินหน้าเข้าใส่อย่างตรงๆ บางทีนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังต้องเจ็บตัวฟรีอีกด้วย ในบางกรณีหรือส่วนมากแล้ว การใช้ไหวพริบเข้าจัดการอย่างมียุทธวิธีที่ดี จะอำนวยผลเป็นที่น่าพอใจเสมอๆ

 แต่ที่แน่ๆ เราต้องไม่เข้าจัดการกับปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์ ด้วยอำนาจของโทสะ ต้องละมุนละม่อมและแยบคาย ดังประสบการณ์ของของอาจารย์บังเกอิเป็นตัวอย่างที่ตัวอย่างหนึ่ง

การเทศนาของอาจารย์บังเกอิมีผู้เข้ามาฟังมากมาย ไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเซนเท่านั้น หากแต่มีผู้ฟังมาจากทุกระดับชั้นยศและทุกนิกาย ท่านไม่เคยยกเอาข้อความในพระสูตรมาอ้าง อีกทั้งไม่ยอมถกเถียงเชิงวิชาการอะไรกับใครด้วย ตรงกันข้าม ถ้อยคำของท่านพูดออกมาตรงๆ จากใจของท่านสู่ใจของผู้ฟังทั้งหลายโดยตรง

การที่อาจารย์บังเกอิมีผู้มาฟังมากๆ เช่นนี้ ทำให้พระนิกายนิชิเรนโกรธมาก เพราะบรรดาโยมอุปัฏฐากเขาได้หนีมาฟังคำสอนเซนกันหมด พระนิชิเรนผู้สำคัญตน (คิดถึงแต่ตนเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง จึงได้มาที่วัดของอาจารย์บังเกอิ ตั้งใจจะมาโต้วาทะกับอาจารย์บังเกอิให้จงได้

"เฮ้ อาจารย์เซน! เขาตะโกนเรียก "รอเดี๋ยว คนที่เขาเลื่อมใสแกเขาจะเชื่อฟังแกทุกอย่าง แต่คนอย่างฉันไม่เลื่อมใสแกเลย แกจะทำให้ฉันเชื่อฟังแกได้ไหม?"
"เข้ามาที่ข้างๆ ฉันซิ แล้วฉันจะแสดงให้ท่านดู" อาจารย์บังเกอิกล่าวขึ้น" พระรูปนั้นก้าวเดินผ่านฝูงชนอย่างกระหยิ่มใจ เข้ามายืนข้างๆ ท่านอาจารย์บังเกอิ อาจารย์บังเกอิยิ้มแล้วพูดขึ้น

 "เข้ามายืนทางข้างของฉันซิ" พระรูปนั้นก็ปฏิบัติตาม

"ไม่เอา" อาจารย์บังเกอิกล่าวขึ้น
"เราจะพูดคุยกันได้ดีกว่านี้ถ้าท่านอยู่ที่ด้านขวามือของฉัน ก้าวมายืนที่นี่ดีกว่า"
พระรูปนั้นก้าวเดินอ้อมมายืนที่ด้านขวามือของท่านอาจารย์อย่างกระหยิ่มใจ
"ท่านเห็นแล้วใช่ไหม" อาจารย์บังเกอิกล่าวสรุป
 "ท่านเชื่อฟังฉัน และฉันก็คิดว่าท่านเป็นคนสุภาพมากคนหนึ่ง เอาละ ทีนี้นั่งลงฟังฉันได้แล้ว"

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการทำงานอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปนั่นแหละ เวลาใดที่ใจเราตกลงเราก็ต้อง "ยก" ใจของเราขึ้นมาบ้าง และเวลาใดที่ใจเราฟุ้งซ่านมากเกินไป เราก็ต้องรู้จักข่มมันลงไปเสียบ้าง ท้งนี้ต้องด้วย "ไหวพริบ" เท่านั้น

-------------
__________________
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 สิงหาคม 2008, 18:00:06 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 21 สิงหาคม 2008, 18:10:40 PM »

ชีวิตประจำวันนั่นแหละคือเซน


"ชีวิตอย่างเซนก็คือชีวิตที่ธรรมดาๆ นั่นเอง"



พวกเรามีสัญชาตญาณอะไรบางอย่างที่ชอบสนใจเรื่องลึกลับๆ อะไรที่ดูง่ายๆ มักไม่ค่อยสนใจ เห็นไปว่าไร้ค่า ไม่น่านิยมยินดี พูดถึง "เซน " พวกเราก็มักนึกไปถึงอะไรบางอย่างที่ลึกลับๆ เข้าใจไม่ได้ พูดถึงการตรัสรู้ธรรม พวกเราก็นึกกันไปถึงอะไรบางอย่างที่เราจะได้รับมาจากการปฏิบัติท่าทางแปลกๆ รูปแบบพิสดารต่างๆ นานา และว่าเป็นสิ่งที่เร้นลับอย่างยิ่งยวด!
ถ้ามีใครมาบอกว่าชีวิตอย่างเซน ก็คือชีวิตที่ธรรมดาๆ นั่นเอง คิดว่าพวกเราไม่น้อยคงจะสงสัย และไม่ค่อยจะเชื่อ หรือบอกว่าการตรัสรู้มิใช่ว่ารู้สิ่งใดๆ หากแต่เป็นการรู้จักจิตของตนอย่างถ่องแท้นั่นเอง พวกเราก็ดูจะไม่สะใจ ต้องดูดกันด้วยศัพท์หรูๆ หรือใช้ถ้อยคำแปลกๆ ให้ฟังกันแล้วเวียนหัว จึงจะดูน่าศรัทธาน่าเลื่อมใสดี! เป็นกันเสียอย่างนั้น



มีคำคมจีนประโยคหนึ่งที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" หมายความว่า ในที่สุดความต่ำต้องนั่นแหละที่สูงส่งที่สุด ความหมายก็อยู่ในนัยเดียวกันกับที่เรากำลังพินิจพิจารณากันอยู่นี้



ชีวิตของเรามีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอน แบ่งอย่างง่ายๆ คือ ขั้นแรก เป็นชีวิตธรรมดาสามัญของพวกเราชาวบ้านทั่วๆ ไป ขั้นที่สอง เป็นขั้นที่ปลีกตัวแยกออกต่างหาก จากกลุ่มกลายเป็นพวกพิเศษออกไปอย่างโดดเด่น บางทีถึงกับเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิต ตามขั้นตอนแรกเสียด้วยซ้ำไป พอขั้นที่สาม ชีวิตจะเป็นไปในรูปแบบเดิมเหมือนขั้นหนึ่งอีก แต่เป็นขั้นเดิมที่ไม่เหมือนขั้นเดิม หรือเป็นขั้นที่หนึ่งที่ไม่เหมือนขั้นที่หนึ่ง


เปรียบเทียบกับนักร้องก็ได้ เมื่อเริ่มแรกร้องเพลงไม่เป็นก็ร้องไม่ได้จังหวะจะโคน ฟังกระโดกกระเดกชอบกล พอขั้นที่สองเริ่มฝึกฝนก็ร้องได้อย่างมีระบบมีแบบแผน แตกต่างจากการร้องในขั้นที่หนึ่งอย่างยิ่ง มีทฤษฎี มีการกำหนดจังหวะเคร่งครัด ฯลฯ พอถึงขั้นที่สามที่เรียกว่าบรรลุธรรมทางการร้องเพลง ตอนนี้ ก็จะร้องเพลงกระโดกกระเดกและไร้ทฤษฎีอีกเช่นเดิม แต่ทว่าไม่เหมือนเดิมในขั้นแรกอีกแล้ว เพราะเป็นขั้นที่อยู่พ้นไปจากทฤษฎีต่างๆ ไม่ถูกกักขังอยู่ในวังวนแห่งทฤษฎีเช่นในขั้นที่สอง แต่ก็ไม่ใช่ไร้ทฤษฎีส่งเดชเช่นขั้นที่หนึ่ง หากแต่เป็นการไร้ทฤษฎี เพราะเป็นตัวทฤษฎีเสียเอง พอจะร้องเพลงก็เป็นเพลงเสียเอง ที่เรียกว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพลง (เหมือนสำนวนนิยายกำลังภายในที่ว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดาบ ดาบคือใจ หรือดาบอยู่ที่ใจนั่นเอง)

อาจารย์เซนท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อแรกก่อนปฏิบัติเซนเห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำ พอปฏิบัติเซนก็เห็นภูเขาไม่ใช่ภูเขา แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ แต่พอบรรลุธรรมก็เห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำอีก หรือในพระไตรปิฎกก็มีคำกล่าว่า เด็กเป็นฉายาของพระอรหันต์ คือเด็กเล็กๆ กับพระอรหันต์นั้นเหมือนกัน แต่ทว่าก็ไม่เหมือนกัน (เหมือนกันตรงที่จิตสะอาดเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่พระอรหันต์ คือผู้ที่บรรลุแล้วจิตบริสุทธิ์ถาวรแล้ว ส่วนเด็กทารกยังไม่บรรลุธรรม จิตอันประภัสสรอาจจะถูกกิเลสจรเข้ามา ทำให้แปดเปื้อนเมื่อไรก็ได้)





และก็มาถึงบทสรุปว่าเซนก็อยู่ในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นชีวิตตามธรรมดาๆ นั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ธรรมดาตามธรรมดาที่เราเข้าใจกันอยู่โดยปกติทั่วไป ยิ่งเขียนยิ่งงง ดูเรื่องของเซนเขาดีกว่า
นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งในเมืองโตเกียว ชื่อว่า กุสุดะ ได้พบกับเพื่อนร่วมวิทยาลัยคนหนึ่ง ซึ่งกำลังศึกษาเซนอยู่ จึงได้ถามเพื่อนคนนั้นว่า เซนคืออะไร
"ผมไม่สามารถจะบอกคุณได้ว่ามันคืออะไร" เพื่อนคนนั้นกล่าวตอบ "แต่สิ่งที่แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคุณเข้าใจเซนคุณจะไม่กลัวตายเลย"
"ดีจริง" กุสุดะกล่าวขึ้น "ผมจะลองดู แล้วผมจะหาอาจารย์ได้ที่ไหน
"ไปหาอาจารย์หนัน อิน ซีครับ" เพื่อนผู้นั้นบอกกับหมอหนุ่ม


ดังนั้นกุสุดะจึงได้เดินทางไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน เขานำเอามีดสั้นยาว 9 นิ้วครึ่งติดไปด้วย อยากจะพิสูจน์ให้รู้แน่ว่า ตัวอาจารย์น่ะกลัวตายหรือไม่
เมื่อท่านหนัน อินเห็นกุสุดะท่านก็อุทานว่า "สวัสดีเพื่อน เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือ?" เราไม่ได้เจอกันนานแล้วนะ!"


เรื่องนี้ทำให้กุสุดะงุนงงมาก เขากล่าวตอบว่า "เราไม่ได้เคยพบกันมาก่อนเลยนะครับ"
"เออ จริง" ท่านอาจารย์หนัน อินกล่าวตอบ "ฉันเข้าใจเธอผิดคิดว่าเป็นหมออีกคนหนึ่ง เขาเคยมาฟังคำสอนที่นี่"


ด้วยการเริ่มต้นเช่นนั้น กุสุดะก็หมดโอกาสทดสอบอาจารย์ เขาจึงเรียนถามอาจารย์หนัน อินอย่างไม่สู้เต็มใจใจนักว่า เขาจะรับคำสอนเซนได้บ้างหรือไม่



ท่านหนัน อินกล่าวขึ้นว่า"เซนไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเธอเป็นหมอ เธอจงรักษาและปฏิบัติต่อคนไข้ของเธอด้วยความเมตตากรุณา นั่นแหละเซนละ"



กุสุดะแวะไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อิน 3 ครั้ง ทั้ง 3 ครั้งท่านหนัน อิน ก็บอกกับเขาเรื่องเดียวกันนั้นเอง "พวกหมดไม่ควรจะมาเสียเวลาที่นี่ เธอจงกลับไปบ้านและดูแลรักษาคนไข้ของเธอให้ดี"

กุสุดะไม่เข้าใจเลยว่าคำสอนเช่นนั้นจะช่วยขจัดความกลัวตายได้อย่างไร ดังนั้น ในการแวะเยี่ยมครั้งที่ 4 เขาจึงบ่นตออาจารย์ว่า "เพื่อนของผมบอกผมว่า ถ้าเราเรียนเซนเราก็จะหมดความกล้วตาย แต่ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ ทั้งหมดที่ท่านอาจารย์บอกผม ก็คือให้กลับไปดูแลรักษาคนไข้ของผมให้ดี ผมทราบเรื่งอนี้ดีอยู่แล้ว และถ้าท่านอาจารย์ว่านั่นเป็นเซนแล้วละก็ ผมจะไม่แวะมาเยี่ยมท่านอาจารย์อีก"



อาจารย์หนัน อิน ยิ้มและตบไหล่หมอเบาๆ "ฉันเข้มงวดต่อเธอมากเกินไปสักหน่อย เอาละ ฉันจะมอบโกอานให้แก่เธอสัก 1 บท" แล้วท่านก็มอบโกอาน "มู ของโจซู" ให้กุสุดะนำเอาไปเพ่งพินิจ โกอานบทนี้เป็นปัญหาสำหรับปลุกจิตบทแรก อยู่ในหนังสือรวมโกอานชื่อ "ประตูที่ไร้ประตู"




กุสุดะ ขบปัญหาเรื่องมู (ไม่มีอะไร, ว่าง) เป็นเวลา 2 ปี ในที่สุด เขาก็คิดว่าเขาได้ลุถึงซึ่งระดับจิตอันมั่นคงแล้ว แต่อาจารย์กลับตอบกลับมาว่า "เธอยังไม่ถึงๆ"

กุสุดะเพิ่งโกอ่านบทนั้นต่อไปอีก 1 ปีครึง จิตของเขาก็สงบเงียบลง ปัญหาต่างๆ สลายไป ความไม่มีอะไร (ความว่าง) กลายเป็นสัจจะสูงสุดสำหรับเขา เขาดูแลบริการคนไข้ของเขาอย่างดี และในที่สุดก็เป็นอิสระได้จากเรื่องตาย-เกิด (ชีวิตและความตาย) โดยไม่รู้ตัว เมื่อเขากลับไปเยี่ยมอาจารย์หนัน อินอีกครั้ง ท่านอาจารย์เฒ่าก็เพียงแต่ยิ้ม





โกอาน "มู ของโจซู" มีดังนี้ ในคัมภีร์แห่งมหายานกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยกันทั้งนั้น (หมายถึงมีโอกาสตรัสรู้ได้ด้วยกันทั้งสิ้น) วันหนึ่ง พระรูปหนึ่งก็สงสัยในเรื่องนี้มาก และได้ไปเรียนถามอาจารย์โจซูว่า "อาจารย์ครับ แล้วหมามันมีธรรมชาติแห่งพุทธะหรือไม่ครับ" "มู" อาจารย์ตอบ

เงื่อนต่อสำคัญคือ ถ้าหากหมามีธรรมชาติแห่งพุทธะด้วยแล้ว ด้วยเหตุที่หมาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย เช่นนี้หมาก็คงจะบรรลุธรรมได้ด้วยละซิ... อาจารย์ตอบความช่างสงสัยนั้นด้วย "มู" ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่าว่าง ไม่มีอะไร... พระรูปนั้นจะต้องขบปัญหานี้ให้แตกว่า "มู" ที่อาจารย์โจชูพูดนั้นหมายถึงอะไร ถ้าขบแตกก็จะบรรลุธรรม เห็นความหลอกลวงของปัญญาอย่างโลกๆ ที่อยู่ในวังวนแห่งอนิจลักษณะและอาตมลักษณะ (อัตตา) ฯลฯ และในเรื่องของกุสุดะ หมอหนุ่ม เขาก็เข้าใจเซนได้ในที่สุด

--------------
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!