บ้านตุลาไทย
21 พฤศจิกายน 2017, 19:11:55 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศึกษาธรรมะจากนิทานเซน  (อ่าน 36200 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2008, 09:13:48 AM »



สติ-ที่พึ่งอันปลอดภัย



"เพราะไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆ พอความคิดเกิดขึ้นก็ตั้งตัวไม่ติด
พลัดตกลงไปในกระแสแห่งความคิด"


"................"

ประโยคในอัญประกาศข้างบนนั้น คงจะเป็นประโยคที่ถูกต้องที่สุดในการอธิบายถึงเรื่องของสติ ในทางโลกและทางธรรม บางทีเราเข้าใจไม่ตรงกันในความหมายของคำว่า "สติ" คนที่ขี้หลงขี้ลืม ทางโลกเราก็มักเรียกกันว่าเป็นคนที่ไม่มีสติ และคนที่เสียสติก็คือคนที่เราเรียกว่า "วิกลจริต" หรือบ้านั่นเอง ตรงกับคำว่าสติฟั่นเฟือนคือจิตใจเลอะเลือน และคำว่า "สติไม่ดี" คือจิตใจและอารมณ์ผิดปกติ บ้าๆ บ้อๆ และแม้แต่คนที่จิตใจเลื่อนลอย เราก็เรียกว่าสติไม่อยู่กับตัว
แต่ในทางธรรม สติจะมุ่งหมายถึง ความรู้สึกตัว เป็นสำคัญ เป็นความระลึกได้ในตัวของตัว (ใกล้เคียงกับคำว่า สัมปชัญญะ ซึ่งหมายถึงความรู้ตัว)


ความสำคัญของสติ อยู่ที่ตรงไหน?

พระอรหันต์ คือผู้ที่สิ้นทุกข์ สิ้นกรรม พ้นจากสังสารวัฏสิ้นเชิง เป็นผู้ที่จิตพ้นวิเศษ และข้อสำคัญ ท่านเป็นผู้ที่มีสติอันบริบูรณ์เต็มเปี่ยม ความสำคัญของสติ อยู่ที่ตรงนี้

คนสามัญธรรมดา สติจะกะพร่องกะแพร่ง แต่สติจะบริบูรณ์มากขึ้นโดยลำดับเมื่อบรรลุธรรมแม้ขั้นต้นๆ และสติจะสมบูรณ์ที่สุดเมื่อจิตวิมุตติหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ คนที่ไม่มีสติ คือคนที่ลืมตัว ไม่รู้สึกตัว พอมีอะไร เกิดขึ้นก็พลัดเข้าไปในสิ่งนั้นๆ ไหลไปตามกระแส ตั้งตัวไม่ติด มีความคิดเกิดขึ้นในจิตก็พลัดเข้าไปในความคิด ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์ไปจนกว่าความคิดนั้นๆ จะดับลง ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกเรื่องปรากฏขึ้นเพราะความคิด (เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่คิด มันก็ไม่เป็นเรื่องขึ้นมาให้ต้องทุกข์ต้องโศก แต่เพราะไม่รู้ตัวอยู่เสมอๆ พอความคิดเกิดขึ้นก็ตั้งตัวไม่ติด พลัดตกลงไปในกระแสแห่งความคิด เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทีเดียว) ที่จะไม่ให้คิดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าความคิดมันเป็นธรรมชาติของจิตของเรา แต่เราป้องกันมิให้ตกเข้าไปในกระแสแห่งความคิดได้ หรือเมื่อตกลงไปในกระแสของความคิดแล้ว หากรู้สึกตัวได้ทันก็ออกจากความคิดได้เหมือนกันยังนับว่า "ทันท่วงที"


บางคนนั่งอยู่ดีๆ พอคิดวูบขึ้น โกรธทันที ตกเข้าไปในกระแสความคิด (โกรธ) ทันที เพราะมัวเหม่อลอยไม่รู้สึกตัวว่ากำลังคิด หรือบางคนไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว พอมีคนพูดว่าร้าย โกรธขึ้นมาทันที พลัดเข้าไปในความโกรธทันที ไม่ทันได้ตั้งสติรู้สึกตัวว่าความโกรธคืออะไร กำลังก่อตัวอย่างไร ฯลฯ ไม่ได้เห็นพอความคิด (ความโกรธ) พลุ่งขึ้นก็กระโจนผลุงเข้าไปในความคิดนั้นทันที แล้วก็ต้องเร่งร้อน ร้อนอกร้อนใจไม่หยุดหยุ่น

วิธีที่ปลอดภัยคือ ต้องมีสติตลอดเวลา ต้องรู้สึกตัวตลอดเวลา คอยสังเกตดูความคิดว่ามันก่อตัวขึ้นอย่างไร สำแดงอิทธิพลออกมาอย่างไร และจบลงอย่างไร ดูให้รู้ จะเริ่มเท่าทันมันมากยิ่งขึ้นทุกที หรือเมื่อพลัดเข้าไปในความคิดแล้ว ก็ต้องรีบสลัดตัวเองออกมาให้ได้ ออกจากความคิดให้ได้อย่าไปหมกจมเหม่อลอยหรือฝังตัวอยู่กับความคิด ทำได้ดี ทำได้เร็วก็เรียกว่าสติมั่นคงดีขึ้น

อุบายในการออกจากความคิด หรือการป้องกันมิให้พลัดตกเข้าไปในความคิดนานา พระพุทธองค์ทรงวางระบบไว้ให้ดีแล้ว คือสติปัฏฐานสี่ อันได้แก่ธรรมหรือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสติ 4 อย่าง หมายความว่า ถ้าเอาสติตั้งมั่นไว้ที่กาย เวทนา จิต และธรรม ในที่สุดจะพ้นทุกข์ได้สิ้นเชิง


สติอยู่ในกาย คือเมื่อกายไหว กายเคลื่อนก็ให้รู้สึกตัว รู้สึกในการไหวการเคลื่อนนั้น อยู่กับความรู้สึกของกายที่เคลื่อนไหวนั้นให้ต่อเนื่อง ต่อจากนั้นเมื่อประณีตหรือต่อเนื่องได้ดีแล้ว มันจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา จิตใจมี "อาการ" คือเกิดมีความโลภ โกรธ หลง (รวบเข้า ผลักออก งุนงง) ก็จะรู้สึกตัวตลอดเวลา เห็นอาหารเหล่านั้นชัดเจนตลอดเวลา และในที่สุดจะเลื่อนระดับไปเห็น "ธรรม" คือเห็นกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงใจหยั่งลงถึงความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง จิตวิมุตติหลุดพ้นได้อย่างถึงที่สุดในขั้นนี้



ในชั้นแรก หากมีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอ ตลอดเวลา จะทำให้มีความทรงจำดีโดยไม่ต้องไปกำหนดจดจำเป็นพิเศษ จิตจะหลุดจากความฟุ้งซ่านของความคิด จะนิ่งสงบไม่พุ่งพล่าน มีเรื่องอะไรก็ถอยกลับมาตั้งต้นที่สติ-ความรู้สึกตัวใหม่เสมอ คือรู้สึกอยู่ที่เนื้อที่ตัวที่กายในการไหวในการเคลื่อน รับประกันได้ว่า ไม่มีทางที่จะเสียสติหรือสติวิปลาสอย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม ในการรักษาผู้ที่เป็นโรคจิต โรคประสาท อุบายวิธีที่ดีที่สุด ก็คือหาทางให้คนไข้ทำงานออกแรงกายให้มากที่สุด จนเหนื่อยล้าและอ่อนล้า ชนิดที่จิตก็ขี้เกียจจะคิดอะไรอีกแล้ว พอพักก็อยากจะพักนิ่งสงบอย่างเดียว (นอน?) ไม่นานจิตจะฟื้นคืนตัวได้ดังเดิมอีก (เคยมีคนวิกลจริตไปหายไข้ได้ที่สวนโมกข์หลายราย หลังจากทำงานทางกายอย่างหนักชนิดที่ใครๆ ก็คิดไม่ถึง) แต่กรณีเช่นนี้คงต้องเป็นวิกลจริตอย่างอ่อน และวิกลจริต เพราะควบคุมความคิดไม่ได้ คิดฟุ้งซ่านหรือกลัดกลุ้มจนเป็นบ้า-มากกว่าจะวิกลจริตเพราะอวัยวะในสมองบางส่วนบกพร่องหรือพิการ ซึ่งต้องแก้ไขไปตามวิทยาการทางกายภาพนั้นๆ


นักศึกษาเซนทั้งหลาย จะต้องอยู่กับอาจารย์อย่างน้อย 10 ปีก่อนที่จะตั้งตนเป็นผู้สอนคนอื่นได้ วันหนึ่งเทนโน ซึ่งเป็นครูสอนเซนคนหนึ่งที่ได้ผ่านขั้นฝึกหัดปฏิบัติเซนเรียบร้อยแล้ว ได้ไปแวะเยี่ยมท่านอาจารย์หนัน-อิน วันนั้นเกิดฝนตกลงมา เทนโนจึงต้องสวมรองเท้าไม้มา และกางร่มมาด้วย

หลังจากทักทายปฏิสันถารกันแล้วท่านหนัน-อิน ก็ได้กล่าวขึ้นว่า

"ผมคิดว่าท่านคงจะถอดรองเท้าไม้ (และร่ม) ของท่านไว้ในห้องพักหน้าห้องโถงนี้ ผมอยากทราบว่าท่านวางร่มของท่านไว้ที่ข้างขวาหรือข้างซ้ายของรองเท้าของท่าน "

เทนโน สับสน และไม่อาจจะตอบขึ้นได้ในทันใด ท่านตระหนักแน่แก่ใจรู้สึกตัวขึ้นมาในขณะนั้นว่า ท่านไม่อาจจะมีเซนได้ทุกนาที ท่านจึงกลับสมัครเข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์หนัง-อิน และศึกษาอยู่เป็นเวลา 6 ปี จึงได้ลุถึงซึ่งเซนทุกนาทีในที่สุด

อย่าว่าแต่ลืมร่มเลย บางคนแม้การกะพริบตาของตนก็ยังลืม ไม่รู้สึกถึงการกะพริบตาของตน มันเคยชินมากไปหรืออย่างไร? บางคนกำลังหายใจอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงการหายใจของตนเลยก็ยังมี มัวเอาสติไปจดจ่อใจกับอะไรก็ไม่รู้ เพลินไปตามสิ่งต่างๆ เสียจนไม่รู้สึกตัว

----------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2008, 09:16:33 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2008, 09:25:57 AM »



สมาธิ-ทางรอดของชีวิต

"สมาธิทำให้เกิดความสุขในการปฏิบัติ"

พวกเราคงเคยได้ยินบ่อยๆ ถึงคำว่าปฏิบัติธรรม เช่นคนสมัยนี้ไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนคนสมัยก่อน เราก็คงสงสัยว่า การปฏิบัติธรรม ทำอย่างไร ยิ่งอ่านพบในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชา ไม่สรรเสริญอามิสบูชา (การบูชาด้วยวัตถุเครื่องหอม เช่น ธูปเทียน เป็นต้น) เราก็ยิ่งอยากรู้ว่าปฏิบัติบูชาน่ะทำอย่างไร และอย่างไรเป็นการปฏิบัติธรรม

อะไรคือการปฏิบัติธรรม เดินจงกรมหรือ? หรือการเดินธุดงค์? การสวดมนต์หรือ? การนั่งสมาธิหรือ? ฯลฯ ลองศึกษาแบบถอยหลังคงจะได้อะไรดีๆ... ลองมาดูก่อนว่าเราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร ให้ได้อะไร คำตอบก็คือ เพื่อความหลุดพ้น เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อความสุขนิรันดร์ ฯลฯ


ดังนั้น อะไรก็ตามที่ทำให้ไปสู่จุดหมายนั้น ได้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ทั้งนี้ให้ยึดหลักตรวจสอบ 8 ประการไว้เสมอ (ในโคตมีสูตร) เช่นต้องไม่เป็นไปเพื่อความโลภ เพื่อความอยากใหญ่ เพื่อสะสมกิเลส เพื่อเป็นคนเลี้ยงยาก ฯลฯ (ทำบุญ 1 บาท จบแล้วจบอีกขอให้ได้เกิดใหม่ร่ำรวยหรือต่ายไปให้ได้ขึ้นสวรรค์ น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะเป็นไปเพื่อการสะสมกิเลส โลภมากไปหน่อย ค้ากำไรเกินควร น่าจะทำบุญเพื่อสละออกซึ่งความเห็นแก่ตัวมากกว่า)

การเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ต้องมีศีลบริบูรณ์ ปัญญาเต็มรอบ สมาธิบริบรูณ์และผู้หลุดพ้นจะเ็น้นผู้มีสติบริบูรณ์ การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น ผลที่สำคัญคือทำให้มีสติบริบูรณ์ เพราะแต่ละลำดับของการเจริญสมาธิ เป็นการสะสมสติให้บริบูรณ์แล้ว ใช้ปัญญาแทงตลอดซึ่งธรรมทั้งหลายจนแจ่มแจ้ง


สมาธิคืออะไร? สมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต ความแน่วแน่แห่งจิต หรือการสำรวมใจให้แน่วแน่ การมีจิตเพ่งเล็งแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ หรือแม้แต่การตรึกตรองอย่างเคร่งเครียดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ทำให้เกิดสมาธิได้

วิธีปฏิบัติที่นิยมกันคือ การกำหนดลมหายใจ คือรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลมหายใจเข้า-ออกของเรา หรือรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา ซึ่งอาจเป็นการนั่งหรือยืนหรือเดิน หรือนอนทำก็ได้ (พวกเซนมีการวิ่งสมาธิด้วย!)

 การเป็นคนมีศีลมีธรรมก่อนปฏิบัติสมาธิ ก็เพื่อมิให้มีเรื่องรบกวนจิตใจ ในขณะจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว เพราะขณะนั้นจิตจะมีพลังมาก และจะสร้างภาพนิมิตขึ้นมาต่างๆ นานาจากความทรงจำ ซึ่งบางเรื่องที่ร้ายๆ อาจทำให้เราเกิดความกลัว จึงต้องเป็นคนดีรักษาศีลก่อนมาทำสมาธิ "ปลอดภัยไว้ก่อน" แต่ไม่ใช่ว่าต้องรักษาศีลเสียก่อนจึงจะมาปฏิบัติสมาธิได้ ไม่จำเป็น จะเริ่มที่สมาธิทันทีเลยก็ย่อมได้

และเมื่อจิตเป็นสมาธิ เป็นหนึ่งแน่วแล้ว จิตจะมีกำลังมาก เหมือนน้ำที่ถูกกักเก็บปิดล้อมไว้ เจาะช่องทางออกให้ช่องทางเดียว จึงมีกำลังแรงมากเมื่อนำมาเพ่ง (ฌาน) ในข้อธรรมะต่างๆ ก็จะเกิดปัญญาได้โดยง่าย เพ่งความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งก็จะเห็นกฎแห่งอนิจจังได้โดยง่าย



คุณของสมาธิมีกล่าวไว้ในคัมภีร์มากมาย แต่ที่แน่ๆ (ไม่นับเรื่องการได้อำนาจจิตพิเศษ หูทิพย์ ตาทิพย์?) การทำสมาธิจะทำให้ได้รับความสุขในปัจจุบันจริงๆ เพราะจิตจะสงบนิ่งมาก ไม่ไหวกระเพื่อมไปตามกระแสโลก "สุขอื่นใดนอกจากความสงบเป็นไม่มี" และที่สำคัญได้กล่าวแล้วว่า สมาธิทำให้สติบริบูรณ์ได้โดยง่าย เมื่อสติสมบูรณ์ก็จะรู้เท่าทันชีวิต ปัญหาต่างๆ ก็จะสิ้นสุดลง


ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเน้นที่ศีล ไม่ว่าใครจะเน้นที่ปัญญา ฯลฯ แต่ก็ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน คือสมาธิทำให้เกิดความสุขในการปฏิบัติ เยือกเย็น มีพลังจิตสูง และทำให้จิตสมบูรณ์ เป็นแนวทางที่นำปฏิบัติอย่างยิ่ง

จิอุน เป็นอาจารย์พุทธศาสนานิกายชิงอน ซึ่งมีชื่อเสียงเด่นมากในความรู้ทางภาษาสันสกฤต แห่งสมัยโตกุกาวะ เมื่อท่านยังหนุ่มๆ อยู่นั้น ท่านเคยบรรยายะรรมให้นักศึกษารุ่นน้องๆ ฟัง มารดาของท่านได้ยินเรื่องนี้เข้าก็เขียนจดหมายมาถึงท่านทันที

"ลูกรัก, แม่ไม่คิดว่าลูกจะเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธะ เพียงเพราะเหตุที่ลูกปรารถนาที่จะเป็นพจนานุกรมที่เดินได้สำหรับคนอื่นๆ เท่านั้น มันไม่มีที่สิ้นสุดดอก สำหรับข่าวสารข้อมูลและอรรถาธิบาย อีกทั้งความรุ่งโรจน์และเกียรติยศด้วย แม่อยากจะให้ลูกเลิกธุรกิจการบรรยายนั้นเสีย เก็บตัวเองเงียบอยู่ในวัดเล็กๆ ในภูเขาที่ไกลโพ้น อุทิศเวลาทั้งหมดของลูกเพื่อสมาธิภาวนา ด้วยวิธีนี้ลูกจึงจะลุถึงได้ซึ่งการประจักษ์แจ้งอย่างแท้จริง"

นักศึกษานิกายเทนได (เทียน ไท้) อันเป็นสำนักศึกษาพระพุทธศาสนาที่เก่งทางปรัชญาสำนักหนึ่ง ได้มายังวัดของอาจารย์เซนชื่อกาซาน เพื่อมาขอเป็นศิษย์ศึกษาเซนด้วย เมื่อเขามาลาจากไปในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 ท่านกาซานก็ได้เตือนเขาว่า

"การศึกษาสัจจะโดยการคิดคำนึงคำนวณเอา เป็นวิธีที่มีประโยชน์สำหรับการสะสมรวบรวมวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเทศน์การสอน แต่จงจำไว้ว่า คุณจะต้องปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แสงแห่งสัจจะของคุณจึงจะส่องออกมา"

--------------------
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2008, 09:33:28 AM »



ปัญญา-ศาสตราวุธ

"ใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้"

ศาสตราวุธ คือ ของมีคมที่ใช้เป็นอาวุธสำหรับ "ตัด"

ปัญญา คือ ศาสตราวุธ หมายถึงปัญญาดุจของมีคมเพื่อใช้สำหรับตัดปัญหา เพื่อความสิ้นทุกข์

ปัญญาไม่ใช่ "ความรู้" ต้องกำหนดแยกแยะให้ชัด



ในทางพระพุทธศาสนา ปัญญามี 3 ประเภทคือ
สุตมยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการฟัง ฟังมากๆ ก็รอบรู้มาก เกิดปัญญามาก
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาได้จากการขบคิด ตรึกตรองมากๆ ก็เกิดปัญญา
ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการเพ่งภาวนา อบรมให้มีขึ้น

 
ได้ยินได้ฟังเรื่องโลกไม่เที่ยง เปลี่ยนแปรเป็นนิจ ก็นำมาพินิจพิจารณาว่า ไม่เที่ยงในอาการอย่างไร ฯลฯ แล้วกำหนดหมายให้แม่ยำประทับแน่นชัดเจนในดวงจิต เข้าถึงกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ในที่สัด ปัญญาในทางพระพุทธศาสนานั้นเน้นที่รู้อริยสัจสี่ เป็นสำคัญรู้อะไรมากมาย แต่ไม่รู้อริยสัจสี่ก็เท่ากับล้มเหลว เท่ากับไม่รู้อะไรเลยในทางศาสนา

ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคต้องเจริญให้มาก ทำให้ได้ครบทั้งสี่ประการนี้ จึงจะได้ชื่อว่า "รู้" อริยสัจสี่! และรู้อริยสัจสี่เมื่อใดก็สิ้นทุกข์เมื่อนั้น จะตั้งต้นจากเห็นโลกไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ (อนิจจัง) หรือเห็นโลกนี้ไร้ตัวตน (อนัตตา) เอาจริงเอาจังไม่ได้ มีแต่ความว่าง (สุญตา) ก็ได้ตามถนัด ที่สุดของมันเสมอกัน


วิธีการเข้าสู่วิมุตติก็๋มีได้หลายทาง ตามถนัดของแต่ละบุคคล ไม่มีข้อจำกัดแคบๆ เพราะในวิมุตตายตนนะ ก็มีระบุทางแห่งความหลุดพ้นได้ถึง 5 วิธี หรือ 5 แนวทางด้วยกัน

บางคนได้ฟังธรรมก็เห็นอรรถเห็นธรรม เกิดปิติปราโมทย์ มีกายสงบ เสยสุข มีจิตตั้งมั่น, บางคนแสดงธรรม แล้วเกิดเห็นธรรมเอง, บางคนสาธยาย (ท่องบ่น) ธรรมที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้ว ก็เกิดเห็นอรรถเห็นธรรม, บางคนตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมที่ได้ฟังแล้วเรียนแล้วก็เกิดเห็นธรรม, และบางคนก็ทำสมาธิ ถือเอาสมาธินิมิตอันใดอันหนึ่งไว้ด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ทางธรรมด้วยดี แทงทะลุด้วยปัญญา เห็นอรรถเห็นธรรมมีจิตตั้งมั่น เมื่อเห็นอรรถเห็นธรรมแล้วจะเกิดความสงบรำงับ เกิดปิติและสุขจนที่สุดจะเกิดสมาธิจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ และว่องไวต่อการงานรู้แจ้ง จากนั้นก็จะเกิดยถาภูตญาณทัศนะ คือเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง เกิดความรู้สึกว่าไม่ควรยึดมั่น แล้วจะเกิดนิพพิทา ความหน่ายต่อสิ่งที่เป็นทุกข์ และเกิดวิราคะ ความคลายกำหนัดแล้วท้ายสุดจะเกิดวิมุตติ คือหลุดพ้นจากกิเลสได้ในที่สุด




ปัญญาต้องรู้ชัดว่า โลกนี้ยึดมั่นเข้าแล้วเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรได้ดังใจเรา ทุกสิ่งมีแต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นกฎหลักเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเที่ยงแท้ของเรา ไม่มีอะไรอยู่ในังคับของเรา ทุกสิ่งว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน ฯลฯ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแต่อย่าให้ฝุ่นของโลกเกาะติดได้ เหมือนดอกบัวเกิดในโคลนตม แต่ไม่ติดโคลนตมฉันนั้น ที่สุดของชีวิตอยู่ที่ตรงนี้ อย่าไปห่วงอย่างอื่นจนเสียการ

ในระหว่างสมัยกามากุระ ชินกัน ได้ศึกษาเทนได (เทียน-ไห้) อยู่ 6 ปี และศึกษาเซนอีก 7 ปี จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาเซนในประเทศจีนอีก 13 ปี เมื่อกลับมายังประเทศญี่ปุ่น คนจำนวนมากก็อยากจะสัมภาษณ์ท่าน อยากจะถามปัญหาที่มืดมนต่อท่าน แต่เมื่อท่านชินกันออกรับแขกที่มาเยี่ยม (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องบ่อยนัก) ท่านก็ไม่ใครจะตอบคำถามของพวกเขาเลย

วันหนึ่งนักศึกษาผู้มุ่งตรัสรู้คนหนึ่งอายุ 50 ปี ได้มาเยี่ยมและกล่าวแก่ท่านชินกันว่า

 "ผมได้ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาเทนไดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่เข้าใจก็คือ สำนักศึกษาเทนไดอ้างว่า แม้แต่ต้นหญ้าและต้นไม้ก็อาจจะบรรลุธรรมได้ อาจจะตรัสรู้ได้ ซึ่งสำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องแปลกมาก"

"มันมีประโยชน์อะไรที่จะมาอภิปรายถกเถียงกันว่า ต้นหญ้าและต้นไม้สามารถตรัสรู้ได้อย่างไร?"

 ท่านชินกันถามขึ้น "ปัญหาก็คือว่าตัวของคุณจะสามารถตรัสรู้ได้อย่างไรมากกว่า คุณเคยคิดเรื่องนี้ไหม?"

"ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยครับ" นักศึกษาเฒ่าตอบด้วยความพิศวง

"ถ้าอย่างนั้น กลับไปบ้านแล้วก็คิดเสีย" ท่านชินกันสรุป

--------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2008, 09:42:48 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2008, 10:00:44 AM »



โกอาน-ปริศนาธรรม

"ปริศนาธรรมาของเซนนั้น ว่ากันว่าหากขบแตกแล้ว ก็จะตรัสรู้หรือบรรลุธรรมได้ในที่สุด"


ในการปฏิบัติธรรมอย่างเซน เขามีวิธีการสำคัญอยู่ 3 วิธี คือ ม็อนโด (การสนทนาธรรม) การขบโกอาน (ปริศนาธรรม) และการทำซาเซน (ทำสมาธิภาวนา) ทั้ง 3 วิธี มีประวัติการทำให้บรรลุธรรมได้โดยฉับพลันมาแล้วทั้งสิ้น เฉพาะซาเซนนั้นมีรายละเอียดมากคล้ายการทำสมาธิของฝ่ายเถรวาทเรา จึงขอผ่านไปจะนำมาเสนอเฉพาะม็อนโดและโกอานเท่านั้น

ตัวอย่างของม็อนโด
พระองค์หนึ่งได้กล่าวกับท่านโจชูว่า "ผมเพิ่งเข้ามาอยู่ในวัด, ท่านโปรดช่วยสอนผมด้วย"
ท่านโจชูถามขึ้น "เธอกินข้าวต้มของเธอหรือยัง?"
"กินแล้วครับ" พระตอบ
ท่านโจชูจึงกล่าวขึ้นว่า "ถ้าเช่นนั้นเธอก็ควรจะล้างชามของเธอเสีย"
ในวินาทีนั้นเองพระก็ตรัสรู้ (บรรลุธรรม)
ตัวอย่างม็อนโด มีอีกมากมายในประวัติศาสตร์ของเซน...

ทีนี้จะลองมาดูโกอานหรือปริศนาธรรมของเซนกันบ้าง

โกอานหรือปริศนาธรรมของเซนนั้นว่ากันว่า หากขอบแตกแล้วก็จะตรัสรู้หรือบรรลุธรรมได้ในที่สุด ปริศนาก็มีทั้งลึกและตื้น เช่น "ต้นสนเฒ่าแสดงธรรม" หรือ "ธรรมชาติสอนดีกว่าพระพุทธเจ้าสอน" "มูของโจชู" และ "เสียงของมือข้างเดียว" เป็นต้น
ในประวัติของเซน โกอานบท "มูของโจชู" ได้ช่วยเปิดดวงตาแห่งธรรมให้แก่สานุศิษย์แห่งเซนมานับไม่ถ้วนแล้ว แต่ในที่นี้จะนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับ "เสียงของมือข้างเดียว" และ "คำตอบของคนตาย" มาเล่าให้ฟัง
จากนิทานเรื่อง "เสียงของมือข้างเดียว"
อาจารย์เซนแห่งวันเคนนินคือท่านโมกุไร ซึ่งชื่อของท่านก็มีความหมายว่า "เสียงฟ้าร้องอันเงียบเชียบ" ท่านมีเด็กน้อยอายุเพียง 12 ปี คนหนึ่งชื่อ โตโย เป็นลูกศิษย์ที่อยู่ในความาดูแลของท่าน โตโยเห็นศิษย์รุ่นพี่ๆ เข้ามาเยี่ยมอาจารย์ที่ห้องทุกเช้าและเย็นเพื่อรับคำสั่งสอนเกี่ยวกับซาเซน (สมาธิภาวนาแบบเซน) หรือไม่ก็มาขอรับคำแนะนำในการขบโกอานที่ได้รับไป (ซึ่งจะใช้มันหยุดพฤติกรรมของจิตที่ชอบท่องเที่ยวเพลิดเพลินไปต่างๆ นานาของพวกเขา)

โตโยน้อยก็ปรารถนาที่จะทำซาเซนกับเขาบ้าง
"รอก่อน" ท่านโมกุไรกล่าวขึ้น "เธอยังเด็กนัก"
แต่เด็กน้อยก็ยืนกรานอยู่เช่นเดิม ดังนั้น ในที่สุดท่านอาจารย์เฒ่าก็ยินยอม

พอถึงตอนเย็นเจ้าโตโยน้อยก็หาโอกาสไปยังธรณีประตูห้องซาเซนของท่านโมกุไร เขาเคาะฆ้องเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมาของเขา โค้งคำนับอย่างคารวะยิ่ง 3 ครั้งที่ข้างนอกประตู แล้วก็เข้าไปนั่งข้างหน้าอาจารย์อย่างเงียบๆ ด้วยความคารวะ


"เธอคงเคยได้ยินเสียงของมือ 2 ข้างที่ผู้คนเขาใช้ตบมือกัน" ท่านโมกุไรกล่าวขึ้น "ทีนี้ลองแสดงเสียงของมือข้างเดียวให้ฉันฟังซิ"

โตโยโค้งคารวะแล้วลาออกมายังห้องพักของเขา เพื่อมาขบคิดปัญหานี้ให้แตกให้จงได้ จากหน้าต่างห้องพักของเขา เขาได้ยินเสียงดนตรีของพวกเกอิชา "อา, ฉันได้มันแล้ว!" เขาประกาศก้อง

ค่ำวันต่อมา เมื่ออาจารย์ของเขาขอให้เขาแสดงเสียงของมือข้างเดียวให้ฟัง โตโยก็เริ่มต้นทำเพลงของเกอิชาขึ้นทันที
"ไม่ใช่ ไม่ใช่" อาจารย์โมกุไรกล่าวขึ้น "นั่นมันไม่ใช่ดอก นั่นไม่ใช่เสียงของมือข้างเดียว เธอยังไม่รู้จักมันเลย"
ด้วยความคิดว่าเสียงดนตรีดังกล่าอาจจะขัดขวางการเสาะหาของเขา โตโยจึงได้ย้ายไปพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่เงียบสงัดกว่าเก่า และเริ่มทำสมาธิภาวนาอีกครั้งหนึ่ง "เสียงของมือข้างเดียวนี่มันเป็นอย่างไรกันน่ะ?" และก็บังเอิญเขาก็ได้ยินเสียงน้ำหยดลงสู่พื้น "ได้แล้ว ฉันได้มันแล้ว" โตโยคิด

เมื่อเขาได้มาอยู่ต่อหน้าอาจารย์เฒ่าอีก โตโยก็ทำเสียงเลียนเสียน้ำหยดให้อาจารย์ฟัง
"อะไรน่ะ?" ท่านโมกุไรถามขึ้น "นั่นมันเสียงน้ำหยดนี่ ไม่ใช่เสียงของมือข้างเดียว ลองดูใหม่อีกที"
โตโยกลับมาปฏิบัติสมาธิฟังเสียงของมือข้างเดียวอย่างไร้ผล เขาได้ยินเสียงของลมที่พัดวูบไป แต่นั่นก็ถูกอาจารย์ปฏิเสธอีก เขาได้ยินเสียงร้องของนกเค้าแมว แต่อาจารย์ก็สั่นหน้าอีก และเสียงของมือข้างเดียวก็ไม่ใช่เสียงของตั๊กแตนอีกด้วยเช่นกัน

มากกว่า 10 ครั้งที่โตโยเข้าไปพบอาจารย์โมกุไรด้วยเสียงที่แปลกๆ แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี ที่เขาเพ่งพินิจอยู่ตลอดเวลาว่าเสียงของมือข้างเดียวมันควรจะเป็นอย่างไร
ในที่สุด โตโยน้อยก็ได้ลุถึงสมาธิภาวนาที่แท้ และข้ามพ้นเสียงนานาไปเสียได้ "ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว" เขาอธิบายในเวลาต่อมา "ดังนั้น ฉันจึงได้ยินเสียงที่ไร้เสียงได้ในที่สุด" โตโยได้ประจักษ์แล้วต่อเสียงของมือข้างเดียว




อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง "คำตอบของคนตาย"

เมื่อมานิยา (ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาจะได้เป็นครูผู้สอนเซนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง) ได้เข้าไปขอคำแนะนำเป็นการส่วนตัวจากอาจารย์ เขาได้รับการขอร้องให้อธิบายถึงเสียงของมือข้างเดียให้อาจารย์ฟัง
มานิยาเพ่งอยู่กับปัญหาที่ว่า เสียงของมือข้างเดียวควรจะเป็นอย่างไร แต่ "เธอยังไม่ปฏิบัติให้อุกฤษฎ์ (หนัก) มากพอ" อาจารย์ของเขากล่าวเตือน

 "เธอยึดติดในอาหารมากเกินไป ในความมั่งคั่ง ในสิ่งของต่างๆ นานา และยึดติดในเสียงด้วย มันอาจจะเป็นการดีกว่านี้ หากเธอตายไปเสีย นั่นมันจะช่วยให้เธอแก้ปัญหาได้"

ในเวลาต่อมา มามิยาได้มาอยู่ต่อหน้าของอาจารย์ ชื่ออาจารย์ก็ได้ขอให้เขาแสดงเสียงของมือข้างเดียวกัน แต่มามิยาก็แกล้งล้มลงทำเป็นตายทันที

"เอาละ เธอก็ตายไปแล้ว" อาจารย์กล่าวขึ้น "แล้วไหนล่ะเสียงของมือข้างเดียวน่ะ?"
"ผมยังไขไม่ออกเลยครับ" มามิยากล่าวตอบพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์
"คนตายเขาไม่พูดดอก" อาจารย์กล่าวสวนทันควัน "ออกไป!

------------
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 05 กันยายน 2008, 08:42:40 AM »



เปิดใจให้กว้างเอาไว้

"ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคลจะลดลงได้มา หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้"


สังคมเจริญขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น โลกที่เราอาศัยอยู่ดูจะเล็กลง แต่โลกแห่งการรับรู้ของเรากว้างขึ้น ทุกๆ วัน เราจะได้ยินได้ฟังได้พบได้เห็นอะไรๆ แปลกๆ ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นทุกทีๆ ถ้าเราไม่เปิดใจให้กว้างเอาไว้ ความขัดแย้งจะต้องเกิดมีขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสิ่งที่เราได้พบได้เห็นนั้นเกิดมาขัดกับทิฐิ หรือทฤษฎี หรือความคิด ความเชื่อของเราที่มีอยู่ก่อนนั้นเข้า

ยิ่งเทคโนโลยีก้าวไกลเท่าใด เราก็ต้องยิ่งเปิดใจให้กว้างมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะมนุษย์จะมีความคิดความอ่านหลากหลายยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน


สิ่งอื่นนอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจนอกเหนือจากที่เรารู้จัก อาจจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่เราได้เคยยึดถือเอาไว้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าของใหม่หรือคนอื่นจะผิดหมดแล้วของเราถูกอยู่แต่ผู้เดียว!

ปัญหาของสังคมและของปัจเจกบุคคลแต่ละคนจะลดลงได้มาก หากแต่ละคนเปิดใจให้กว้างไว้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ไม่เอาแต่ทิฐิของตนเองเป็นศูนย์กลาง


นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้หนึ่งได้ไปเยี่ยมทานกาซัน และถามว่า "ท่านเคยอ่านพระคริสต์ธรรมคัมภีร์บ้างไหม?"
"ไม่เคยเลย อ่านให้ฉันฟังซิ" ท่านกาซันกล่าวตอบ



นักศึกษาผู้นั้นเปิดพระคัมภีร์ และอ่านจากท่อนของเซนต์แมทธิว "และทำไมท่านจึงคิดถึงเสื้อผ้า? จงคิดถึงต้นลิลลี่ในสนามซิ มันเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร มันไม่ได้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ อีกทั้งยังไม่ได้ปั่นฝ้ายอีกด้วย และกระนั้นข้าพเจ้าก็จะบอกแก่ท่านว่า แม้แต่กษัตริย์โซโลมอน ในระยะที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด ก็ยังไม่ได้รับการตกแต่งประดับประดางดงามเหมือนอย่างพวกมันเหล่านี้เหลย... เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะคิดถึงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเอง"
กาซันกล่าวขึ้นว่า "ใครก็ตามที่เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ฉันคิดว่า เขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้แล้วคนหนึ่งทีเดียว"


นักศึกษาผู้นั้นอ่านต่อไปอีก "จงร้องขอแล้วมันจะถูกนำมาให้ท่าน จงแสวงหาแล้วท่านจะพบ จงเคาะแล้ว(ประตู) จะเปิดให้ท่าน เพราะทุกๆ คนที่ร้องขอจะได้รับ และผู้ที่แสวงหาจะได้พบ และสำหรับผู้ที่เคาะ (ประตู) มันก็จะเปิดออก


กาซันกล่าวเสริมอีกว่า "นี่ยอดเยี่ยมมาก ใครก็ตามที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้อยู่ไกลไปจากพุทธภาวะเลย"



-----------
__________________




สปิริตแห่งเซน

"ชีวิตเซนเป็นชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีอยู่แต่วันนี้"


สปิริตหรือจิตใจของเซน มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร คำว่า "ไม่ถอย-ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี" เป็นคำอธิบายขยายความสปิริตแห่งเซนได้ดี (แต่อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร?)

ชีวิตเซนเป็นชีวิตที่ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีอยู่แต่วันนี้ หรือพูดให้ลึก ชีวิตเซนคือชีวิตที่ดำรงอยู่ขณะเดียว ทีละขณะ ที่ละขณะ เริ่มและจบในจุดเดียว (่ท่านเขมานันทะเคยกล่าวว่า "ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว" ใครที่ชอบโกอาน หรือปริศนาธรรม เอาไปขบให้แตกว่า ท่านหมายความว่าอะไร)


เมื่อทุกข์จงทุกข์ เมื่อสุขจงสุข มีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา (อดีตเมื่อ 10 ปี 5 ปี ฯลฯ จนอดีตเมื่อวินาทีที่แล้วต่างก็ผ่านเลยไปแล้วไม่หวนกลับ, และอนาคตเมื่อ10 ปีข้างหน้า 5 ปีข้างหน้า ฯลฯ จนอนาคต "อีก 1 วินาทีข้างหน้า" ก็ยังไม่มา จงใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้ (ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้) ทำขณะนี้ให้ดี วันพรุ่งนี้มันจะดูแลตัวของมันเองได้อย่ากังวลไปเลย... จนแม้แต่ความเป็นความตายก็ไม่สำคัญสำหรับเซน อยู่ที่จิตอันวิมุตติหลุดพ้น ปล่อยว่างวางธรรมทั้งปวงได้เป็นพอ



พระพุทธะ ได้ตรัสสาธกนิยายในพระสูตรให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง...


ชายคนหนึ่ง ขณะกำลังเดินทางข้ามท้องทุ่ง ก็ประจันหน้าเข้ากับเสือใหญ่ตัวหนึ่ง เขารีบวิ่งหนึโดยทันใด และเสือก็วิ่งไล่กวดตามเขาไป พอมาถึงหน้าผา เขาก็โหนรากเถาวัลย์ป่าลงไปห้อยต่องแต่ง อยู่ตรงขอบหน้าผานั้น ส่วนเสือก็วิ่งมาดมกลิ่นตามล่าเขาอยู่ข้างบนหน้าผานั่นเอง และเมื่อชายคนนั้นมองลงไปข้างล่าง เขาก็ต้องสั่นสะท้านด้วยความกลัวโน่น เสืออีกตัวหนึ่งกำลังรอกินเขาอยู่หากเขาหล่นลงไป มีเพียงเถาวัลย์ป่าเส้นนี้เท่านั้น ที่ช่วยต่อชีวิตของเขาเอาไว้ หนู 2 ตัว ตัวหนึ่งขาว ตัวหนึ่งดำ เริ่มแทะเถาวัลย์ป่าที่เขาโหนอยู่ทีละน้อยๆ ชายคนนั้น (ในขณะที่กำลังโหนอยู่นั้น) ก็เห็นลูกสตรอเบอรี่หวานฉ่ำห้อยอยู่ใกล้เขา เขาจึงโหนเถาวัลย์ป่าด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็เอื้อมไปเด็ดลูกสตรอเบอรี่ส่งเข้าปาก โอ มันช่าวหวานอะไรเช่นนี้!

ชีวิตคุณมีอยู่เพียงขณะเดียว อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด "ไม่ถอย-ไม่สู้, ไม่อยู่-ไม่หนี"

-------------
__________________
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กันยายน 2008, 10:55:12 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: 07 กันยายน 2008, 11:06:23 AM »




ปลงให้ตก

"การปลง เป็นการยุติเรื่องนั้นให้หยุดอยู่แต่นั้น"



ภาษาไทยมีที่ใช้กว้างขวางลุ่มลึกมากในทางศาสนา คำบางคำช่วยบรรเทาทุกข์ได้ระดับหนึ่งทีเดียว (ไม่นับคำยุ สู้-สู้-สู้ หรือ ราวี-ราวี-ราวี) เมื่อมีเรื่องผิดคาด "มันเป็นเช่นนั้นเอง" มันเป็นของมันพรรค์นั้นแหละ" "รู้จักยอม-หยุด-เย็นเสียบ้างซิ" "จะไปยึดมั่นอะไรกันนักหนา" "สุดแต่บุญแต่กรรมเถอะ" "ปลงเสียเถอะแม่จำเนียร" ฯลฯ
การ "ปลง" เป็นการยุติเรื่องนั้นให้อยู่แต่นั้น ไม่ให้ลูกลามเผาลนจิตใจของเราอีกต่อไป พระภิกษุเมื่อทำผิดวินัยก็มีการ "ปลงอาบัติ คือการมาสารภาพความผิดต่อพระภิกษุผู้อาวุโส แล้วก็เป็นอันหมดข้อข้องจิตที่จะติดเป็นปมด้อยอีกต่อไป

ในกรณีทีเราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำงานดีไม่มีเส้นสายเลยถูกกีดกัน ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งกับเขาเสียที ก็ต้องปลง (ปลงให้ตกแล้วสู้ต่อไป อย่างชนิดที่ไม่มีความทุกข์ค้างอยู่ในจิต) ทำดีแทบตายแม่สามีไม่เห็นคุณความดีก็ต้องปลงให้ตก ท่านอาจจะเป็นคนเช่นนั้นมักก็ต้องเป็นเช่นนั้น จะไปทุกข์อะไรกับเรื่องนี้ แต่เราก็ต้องทำดีต่อไป (เพราะเรื่องดี-ไม่ดีในการกระทำของเรามันกระทบผูกพันที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวกับคนอื่นว่าจะต้องมารับรองหรือไม่)

ทำอะไรดีๆ แล้วคนไม่เข้าใจ เราก็ต้องปลง ต้องอดทน บางทีเราก็พูดอธิบายไม่ได้เสียด้วย มันก็ต้องปล่อยไปอย่างนั้น แต่ทว่าเราจะยังคงแน่แน่ของเราต่อไป เราหวังทำเพื่อความถูกต้องถูกธรรมมิใช่หรือ เรามิได้ทำเพื่อหวังจะให้ถูกใจใครมิใช่หรือ?

เก็สเส็น เป็นพระจิตรกรที่มีชื่อมากรูปหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะเริ่มเขียนรูปหรือวาดรูป ท่านมักจะยืนกราน ให้มีการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าเสมอๆ และค่าจ้างของท่านก็สูงเสียด้วย ผู้คนรู้จักท่านในนามของ "จิตรกรขี้เหนียว"
เกอิชา (หญิงบริการประเภทหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น) คนหนึ่งได้ให้ค่าเหนื่อยในการวาดภาพแก่ท่าน "คุณจะจ่ายให้ได้มากเท่าไร?" เก็สเส็นถามขึ้น
"ท่านคิดมาก็แล้วกัน เท่าไรก็ได้" หญิงสาวตอบ "แต่ดิฉันต้องการให้ท่านวาดอยู่ต่อหน้าฉันนี่แหละ"



ดังนั้น วันต่อมาเก็สเส็น ก็ถูกเกอิชาคนนั้นตามตัวให้มาวาดภาพให้เธอขณะที่เธอกำลังจัดเลี้ยงรับรองแขกของเธออยู่ เก็สเส็นจัดการวาดภาพด้วยฝีมืออันงดงาม เมื่องานสำเร็จลง ท่านก็เรียกราคาค่าจ้างเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดเท่าที่ว่าจ้างกันในเวลานั้น

ท่านได้รับค่าจ้งของท่าน แต่แล้วเกอิชาก็หันไปหาลูกค้าของเธอและกล่าวว่า "ทั้งหมดที่จิตรกรท่านนี้ต้องการก็คือเงิน ภาพของเขางามมาก แต่จิตของเขาสกปรก เงินทำให้จิตของเขามืดมัว ด้วยการวาดชนิดที่จิตเต็มไปด้วยความโสโครก เช่นนั้น งานของเขาจึงไม่เหมาะที่จะเอาไปอวดแสดงให้ใครๆ ดูได้ มันคงจะเหมาะแก่เพททิโคท (กระโปรงชั้นในของผู้หญิง) ของฉันมากกว่า"

เธอกล่าวแล้วก็เลิกกระโปรงชั้นนอกของเธอขึ้น และขอให้เก็สเส็นวาดภาพอีกภาพหนึ่ง ลงที่ด้านหลังของเพททิโคทของเธอ
"คุณจะจ่ายเท่าไร?" เก็สเส็นถาม
"โอ. เท่าไรก็ได้" หญิงสาวตอบ
เก็สเส็นเรียกราคาสูงลิ่ว แล้ววาดภาพอีกภาพหนึ่งตามที่เธอร้องขอ จากนั้นก็จากไป ทราบกันในเวลาต่อมาว่า เก็สเส็นมีเหตุผลบางประการในการต้องการเงินมาใช้จ่าย (คือ)

ทุพภิกขภัยอันร้ายกาจได้เข้าไปเยือนจังหวัดของท่าน คนรวยไม่ยอมช่วยเหลือคนจน ดังนั้น เก็สเส็นจึงตั้งโกดังลับๆ แห่งหนึ่งขึ้น ซึ่งไม่มีใครทราบ และเก็บเมล็ดธัญพืชไว้เต็ม โกดังเพื่อเตรียมรับความขาดแคลนฉุกเฉินเหล่า
จากหมู่บ้านของท่านไปยังสถูปแห่งชาติ ถนนอยู่ในสภาพที่แย่มาก และผู้เดินทางต่างก็ประสบความลำบากมาก เมื่อใช้เส้นทางสายนี้ ท่านปรารถนาที่จะสร้างถนนที่ดีขึ้นกว่านี้อีกสัก 1 สาย
ครูของท่านได้จากไป โดยไม่สามารถที่จะทำให้ความปรารถนาของตัวเองสำเร็จผลขึ้นมาได้ คือครูของท่านต้องการสร้างวัดขึ้นมาสักหลังหนึ่งให้ได้ ดังนั้น เก็สเส็นจึงปรารถนาที่จะสร้างวัดให้สำเร็จ เพื่อครูของท่าน
หลังจากที่เก็สเส็นได้สำเร็จผลในความปรารถนาทั้ง 3 ประการนี้แล้ว ท่านก็ขว้างพู่กันและอุปกรณ์ของจิตรกรทิ้ง และหลีกเร้นไปพำนักในภูเขา ไม่วาดภาพใดๆ อีกเลย


---------------

__________________
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กันยายน 2008, 11:10:20 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 07 กันยายน 2008, 11:27:05 AM »




ผู้หญิงกับเซน

"ในเซนไม่มีหญิงไม่มีชาย มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ"



ในสังคมทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ค่านิยมที่กดขี่ผู้หญิงหรือเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง มีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา น่าอเนจอนาถใจจริงๆ แทนที่จะเห็นว่าเธอเป็นน้องสาวกลับไปคิดว่าเธอเป็นข้าทาสบริวารผู้รับใช้ ทำไมไม่คิดว่า เธอคือผู้เสริมชีวิตในโลกให้บริบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติที่สำคัญส่วนหนึ่ง อันจะขาดเสียมิได้
แต่นั่นแหละ เมื่อยังคิดว่ามีหญิง ก็ต้องเกิดการกดหญิงเชิดชายกันอยู่ตลอดเวลา ...แต่ เซน ไปพ้นจากของคู่ต่างๆ เลยไปพ้นจากการยึดติดในเรื่อง หญิง - ชาย เป็นเพียงการกำหนดหมายเพื่อสื่อความกันให้รู้เรื่อง เป็นการแบ่งหน้าที่ของมนุษยชาติเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายแฝงที่จะเอารัดเอาเปรียบสตรีเพศเลยแม้แต่น้อย และการปฏิบัติศาสนกิจของชาวเซนก็เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเท่าๆ กับผู้ชายด้วย


กิโช ได้ออกบวชเป็นแม่ชีเมื่ออายุได้ 10 ขวบ เธอได้รับการฝึกฝนดุจเดียวกันกับที่เด็กผู้ชายได้รับ เมื่อเธออายุได้ 16 ปี เธอได้เดินทางไปศึกษาธรรมกับอาจารย์หลายท่าน จากอาจารย์องค์นี้ไปสู่อาจารย์องค์นั้น เธอไปศึกษาอยู่กับอาจารย์อุนซัน 3 ปี ไปอยู่กับอาจารย์กุเคอิ 6 ปี แต่ก็ยังไม่อาจจะได้รับความเข้าใจที่ชัดเจน (เกี่ยวกับเซนหรือธรรม) ในที่สุด เธอก็ได้ไปหาอาจารย์อิซาน



ท่านอาจารย์อิซานไม่ได้แสดงให้เธอเห็นถึงความแตกต่างอะไรเลยเกี่ยวกับเพศของเธอ (สตรีเพศ) ในการสั่งสอน ท่านด่าเธอด้วยเสียงอันดังลั่นดุจเสียงฟ้าคำราม ท่านเคยฟาดเธอด้วยมือ เพื่อปลุกเเธอให้ตื่นขึ้นสู่ธรรมชาติในด้านในของเธออีกด้วย

กิโซ ได้ศึกษาอยู่กับอาจารย์อิซาน 13 ปี และในที่สุดเธอก็ได้พบกับสิ่งที่เธอเสาะแสวงหา! อาจารย์อิซานได้เขียนบทกวีสรรเสริญเธอไว้ดังนี้ "แม่ชีคนนี้ศึกษาอยู่ 13 ปี ภายใต้การชี้แนะของฉัน. ตอนเย็นเธอขบโกอานบทที่ลึกซึ้งที่สุด, ตอนเช้าเธอก็หมกตัวอยู่กับโกอานอีกบทหนึ่ง. แม่ชีชาวจีนชื่อเตจีมะซึ่งเก่งกว่าเธอ, และนับตั้งแต่มูจาขุมาทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นคนจริงยิ่งกว่าเธอ-กิโชคนนี้! แต่นั่นก็ยังมีอีกหลายประตูที่เธอจะต้องผ่านไปให้ได้ตลอด. เธอยังคงน่าจะได้รับกำปั้นเหล็กของฉันเพิ่มเติมอีก."
หลังจากกิโชได้บรรลุธรรมแล้ว เธอได้เดินทางไปยังจังหวัดบังชู และสร้างวัดเซนของเธอเองขึ้นที่นั่น เธอสั่งสอนชีศิษย์อยู่ 200 คน และจากไปในปีหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: 21 กันยายน 2008, 17:40:21 PM »

นิทานเซน......จากหนังสือ ปัญญาเซน โดย สิน วิภาวสุ

--------------------------------------------------------------------------------






เรื่อง พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ กับท่านฝาหยง

วันหนึ่งพระสังฆปรินายกองค์ที่สี่แห่งนิกายเซนคือพระอาจารย์เต้าซิ่น ได้เดินทางผ่านภูเขาหนิวโถวซาน ได้ทราบว่าท่านฝาหยงมาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่จึงได้แวะไปเยี่ยม

ฝาหยงเห็นพระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ ก็มิได้มีความตื่นเต้นแต่อย่างใด คงปฏิบัติเหมือนอย่างนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป โดยมิได้ทำการต้อนรับหรือให้ความสนใจแต่ประการใจ

พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ก็มิได้ใส่ใจ ถามว่า “ท่านมาอยู่ที่นี่ทำอะไร?”
ท่านฝาหยงตอบว่า “มองดูจิต!”
พระสังฆปรินายกอคงค์ที่สี่ถามต่อไปอีกว่า“ใครที่มองดูจิต และมองดูจิตอะไร?” ฝาหยงไม่มีคำตอบ มีความรู้สึกว่าผู้ถามนั้นไม่ธรรมดา

ฝาหยงจึงได้ขอคำชี้แนะจากพระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ พระสังฆปรินายกจึงกล่าวว่า “ต้องการบำเพ็ญเพียรจนได้จิตที่เป็นพุทธนั้น ไม่ต้องไปตั้งใจพิจารณาเป็นพิเศษแต่อย่างใด ทั้งไม่ต้องไปกดข่มมันด้วย เพียงแต่ปล่อยให้จิตเป็นอิสระเป็นไปตามธรรมชาติ”

ฝาหยงถามว่า “ไม่ต้องไปตั้งใจพิจารณา ถ้าหากจิตมันกวัดแกว่งฟุ้งซ่าน จะทำอย่างไร”
พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ตอบว่า “สภาวธรรมทั้งหลายไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีสวย ไม่มีไม่สวย ถ้าหากจะแบ่งออกเป็นดีและชั่ว สวยและไม่สวย นั่นแสดงว่าจิตนั้นยังไม่สะอาด แม้จะนั่งทำความเพียรอยู่ทุกๆวันก็ไม่ได้มรรคผลแต่อย่างใด ถ้าหากสามารถประจัญหน้า กับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยที่จิตใจของเราไม่ยึดถือผูกพัน ข้ามพ้นสิ่งนอกกายได้ ท่านก็จะได้ จิตที่เป็นพุทธ”

ขณะนั้นเอง มีเสือโคร่งตัวหนึ่งเดินเข้ามาแล้วไปหมอบอยู่ข้างตัวท่านฝาหยง พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่เห็นเสือเดินเข้ามาก็ให้รู้สึกตกใจ

ฝาหยงยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านยังมีสิ่งนี้อยู่อีกหรือ?”

พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่เงียบไม่พูดอะไร ครั้นแล้วก็เขียนคำว่า “พุทธ” ลงไปที่เสื่อปูนั่งของท่านฝาหยง แล้วเชิญให้ท่านฝาหยงนั่ง ฝาหยงเกิดความลังเลไม่กล้านั่ง พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ จึงพูดว่า “ท่านยังมีสิ่งนี้อยู่อีกหรือ ?” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม

พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่กับท่านฝาหยงคุยกันอย่างถูกอัธยาศัย จนกระทั่งฟ้ามืดลงอย่างไม่ทันรู้ตัว ฝาหยงได้อาราธนาให้พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่พักแรมด้วย แต่เนื่องจากมีเตียงไม้ไผ่อยู่เพียงเตียงเดียว ฉะนั้นฝาหยงจึงได้ให้พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่จำวัดบนเตียง ส่วนท่านเองนั่งทำสมาธิอยู่ที่อาสนปูนั่งอีกมุมหนึ่ง ตกกลางคืนปรากฎว่าเสียงกรนของพระสังฆปรินายกดังมาก ทำให้ฝาหยงนั่งสมาธิไม่สะดวก

เช้าวันรุ่งขึ้นฝาหยงได้ต่อว่าพระสังฆปรินายกว่า "เมื่อคืนเสียงกรนของท่านดังมาก ทำให้กระผมไม่สามารถเป็นสมาธิได้" พระสังฆปรินายกองค์ที่สี่พูดขึ้นบ้าง "เมื่อคืนท่านได้จับหมัดตัวหนึ่งขว้างลงมาที่พื้น ทำให้ขามันหักไปหนึ่งขา มันร้องทั้งคืน รบกวนการพักผ่อนของอาตมามาก" ฝาหยงฟังแล้วไม่รู้จะโต้ตอบว่าอย่างไรดี จากนั้นมาฝาหยงก็ได้ให้ความเคารพนับถือพระสังฆปรินายกองค์ที่สี่ขึ้นอีกหลายเท่า

.................................................
ข้อคิดจากเซน

จากการสนทนาโต้ตอบระหว่างพระสังฆปรินายกองค์ที่สี่กับท่านฝาหยง เราอาจจะมองเห็นภูมิปัญญาของเซนว่ามีอยู่ในทุกคำพูดทุกอริยาบถก็ว่าได้ ในระหว่างการสนทนาก็อาจจะมีปริศนาธรรมเกิดขึ้นโดยมิได้ตั้งใจ ซึ่งทำให้ผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรมสามารถนำมาแก้นำมาคิดพิจารณาถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้อย่างดี



____________________________________


http://www.watkaosala.com
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 21 กันยายน 2008, 17:49:36 PM »

เรื่อง : ธรรมทั้งหลายอยู่ที่ใจ




ในสมัยก่อนยังมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ปฏิปทาของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคนทั่วไป มีพระภิกษุทั้งใกล้และไกลได้เดินทางมาขอศึกษาธรรมปฏิบัติจากท่านเป็นอันมาก แต่ท่านไม่พูดจากับใครทั้งสิ้น เพียงแต่ชี้มือไปที่ประตูวัด หน้าต่างและกำแพงซึ่งจุดที่ท่านชี้ให้ดูนั้น ล้วนเขียนคำว่า "ใจ" อยู่เพียงคำเดียว พระภิกษุทั้งหลายล้วนเข้าใจว่า ใจเป็นบ่อเกิดของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นที่ใจ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ท่านที่มาขอคำแนะนำเห็นแจ้งในธรรมแต่อย่างใด มีอยู่ไม่น้อยที่ถูกคำว่า “ใจ” นี้ต่อต้านอยู่นอกประตูวัด

วันหนึ่งพระอาจารย์เหวินอี้เดินทางผ่านมาทางวัดนี้ ได้ยินชาวบ้านพูดกันถึงเรื่องที่กล่าวมานี้ ก็ให้รู้สึกดีใจ จึงพร้อมด้วยลูกศิษย์สองสามคนกับพระภิกษุในท้องที่นั้น พากันไปหาพระภิกษุชรารูปนั้น พระภิกษุทั้งหลายต่างรู้สึกดีใจ ในที่สุดก็มีผู้มาช่วยแก้ปริศนาธรรมที่มืดมนอยู่นั้นให้เห็นแจ้งในวันนี้

เห็นพระภิกษุเหวินอี้เดินทางไกลมาถึงนี่ และพาพระภิกษุมาด้วยจำนวนมาก พระภิกษุชรายังคงไม่พูดจาตามเคย ท่านได้ชี้ไปที่ประตูหน้าต่างและกำแพงเหมือนเดิม ครั้นแล้วก็เดินเข้าข้างใน เหวินอี้เห็นท่านกำลังจะเดินเข้าข้างใน จึงขอให้ท่านหยุดก่อน แล้วบอกให้ลูกศิษย์แก้ห่อผ้าออก ในห่อนั้นมีพู่กันและหมึก ทุกคนต่างพากันมองดูพระอาจารย์เหวินอี้อย่างไม่เข้าใจ หวังว่าคงจะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น

ภิกษุชราทำปากขมุบขมิบคล้ายกับว่าจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ไม่มีเสียงพูดแต่อย่างไร พระอาจารย์เหวินอี้เอาพู่กันจุ่มหมึกจนชุ่มแล้วเดินไปที่ประตูเขียนคำว่า “ประตู” จากนั้นก็เขียนคำว่า “หน้าต่าง” ที่บานหน้าต่าง และเขียนคำว่า “กำแพง” ที่บนกำแพงเป็นลำดับ ตัวหนังสือดังกล่าวได้เขียนไว้เคียงข้างกับคำว่า “ใจ” ที่มีอยู่แต่เดิมนั้น

ขณะที่ทุกคนกำลังคิดพิจารณากันอยู่นั้น ก็เห็นภิกษุชรารูปนั้น เดินไปหาพระอาจารย์เหวินอี้ แสดงความคารวะด้วยความนับถือ “อาตมาคอยมาหลายสิบปี คิดไม่ถึงว่าพระโพธิสัตว์ได้มาปรากฏต่อหน้าในวันนี้ ต้องขออภัย ต้องขออภัย..” ทุกคนเหมือนกับกำลังตีความหมายในปริศนาธรรมนั้นอยู่ และเข้าใจในเหตุผลว่านั่นคืออะไร

......................................................

* ข้อคิดจากเซน

จิตใจกับวัตถุรวมเป็นหนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนอยู่ที่ใจ
เมื่อเข้าใจความหมายดังกล่าวนี้แล้ว เราท่านทั้งหลายก็จะทราบได้ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นที่แท้คืออะไร มันมิดได้อยู่ที่ไหนอื่น หากอยู่ที่เราจะไปปฏิบัติต่อมันอย่างไรต่างหาก ดีใจอาจจะมองเป็นทุกข์ได้ ความทุกข์ก็สามารถจะมองเป็นสิ่งที่น่ายินดีก็ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไร เมื่อรับไว้ได้ และปล่อยวางมันได้ ท่านก็จะพบว่าความสุขอยู่ที่ไหน
__________________
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: 28 กันยายน 2008, 12:46:08 PM »




" ตราบใดที่ยังยึดติดอยู่กับการเกิดการตาย ย่อมไม่มีทาง
รู้แจ้งได้ การจะรู้แจ้งได้นั้น ผู้นั้นต้อง เห็นแจ้ง ใน ธาตุแท้
ของตัวเองให้ได้ก่อน การไม่เห็นแจ้งใน ธรรมชาติที่แท้แห่งตน
แล้วพูดพล่ามเรื่องธรรมะ เรื่องกฎแห่งกรรมจึงเป็นสิ่งไร้สาระ
พุทธะย่อมไม่ฝึกอะไรที่ไร้ประโยชน์ พุทธะไม่ยึดติดในกรรม
และผลของกรรม การพูดว่าพุทธะได้บรรลุอะไรบางอย่าง
เป็นการดูแคลนพุทธะโดยแท้ "



- ตั๊กม้อ -





ศาสนาพุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนก่อนตั๊กม้อเดินทางมาถึงประเทศจีน เป็นเวลา
หลายร้อยปี มีการแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนออก
มามากมาย แต่เซนก็ไม่เคยถือกำเนิดก่อนหน้าตั๊กม้อนั่นอาจเป็นเพราะมี ความ
แตกต่างทางวัฒนธรรมจิตวิญญาณ ค่อนข้างมาก ระหว่าง จิตลักษณะแบบจีน
กับ จิตลักษณะแบบอินเดีย จึงทำให้ก่อนหน้าตั๊กม้อ ศาสนาพุทธยังเป็นแค่
ศาสนาต่างชาติ สำหรับสังคมจีนอยู่ดี แม้จะมีคำสอนอันล้ำลึกและน่าสนใจ
อยู่มากก็ตาม




จะว่าไปแล้วเซนบังเกิดขึ้นมาได้เพราะเป็นผลลัพธ์ของการหลอมรวม กันระหว่าง
ศาสนาพุทธของอินเดียกับวัฒนธรรมจีน หรือเป็นผลที่ได้มาจากการหลอม รวมกัน
ระหว่างจิตลักษณะแบบจีนกับจิตลักษณะแบบอินเดียนั่นเอง ซึ่งกลายออก มาเป็น
ผลงานอันล้ำเลิศ ซึ่งรวมปมเด่นของสองวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
อย่างที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นมาตุภูมิของศาสนาพุทธแท้ ๆ ก็ยังให้ กำเนิดนิกายอย่าง
เซนออกมาไม่ได้โดยตรง อย่างดีก็ให้กำเนิดยอดคนและยอดครู อย่างท่านนาคารชุน
ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นมหาบุรุษของ ศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หลังการเสด็จ
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเท่านั้น




ถัดจากท่านนาคารชุนลงมา ท่านโพธิธรรม ตั๊กม้อ ถือว่า เป็นยอดคนรุ่นหลัง
ที่โดดเด่นที่สุด ตามตำนานว่ากันว่า ท่านเป็นโอรสของกษัตริย์เมืองหนึ่งทาง
อินเดียตอนใต้ ความที่ท่านมีสติปัญญาล้ำเลิศเหนือคนธรรมดา ทำให้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
ท่านก็สามารถมองทะลุถึงความจริงทางโลก ว่าไม่มีใครรอดพ้นความตายไปได้
ต่อให้ ยิ่งใหญ่หรือร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงหันมาสนใจเรื่องศาสนา
หรือเรื่อง จิตวิญญาณตั้งแต่วัย หนุ่มจนถึงกับตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาหนทาง
ในการหลุดพ้น




ว่ากันว่า คุรุของเจ้าชายโพธิธรรมที่ช่วยให้พระองค์ทรงมีดวงตาเห็นธรรม ได้
มิใช่บุรุษ แต่เป็นสตรีใช่ภิกษุ แต่เป็นภิกษุณีรูปหนึ่ง และนางเองเป็นคนสั่ง
ให้ศิษย์ของนางหรือพระโพธิธรรมออกไปเผยแพร่ธรรมที่ประเทศจีน เพราะแม้ศาสนา
พุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในจีนอยู่ก่อนแล้วกว่าหกร้อยปีก่อนที่ตั๊กม้อหรือท่านโพธิธรรม
จะไปถึง แต่สิ่งที่เข้ามานำมาเผยแพร่นั้น มันเป็นแค่ พุทธศาสตร์ เท่านั้น ยังหาใช่
พุทธธรรมไม่ เนื่องเพราะผู้ที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในจีนก่อนหน้าตั๊กม้อนั้น
แม้เป็นผู้รอบรู้ในพระไตรปิฎกก็จริง เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เปี่ยมไปด้วยความ
เมตตาก็จริง แต่ก็ยังมิใช่บุคคลที่สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมของพุทธะได้




ตอนที่พระโพธิธรรม หรือตั๊กม้อเดินทางไปถึงประเทศจีนนั้น ทั่วประเทศ จีนมีวัด
ของศาสนาพุทธอยู่แล้วถึงสามหมื่นกว่าแห่ง และมีจำนวนพระสงฆ์ที่บวชแล้ว
อยู่ถึงสองล้านรูป ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลย แม้พิจารณาจากมาตรฐานของยุคนี้อาจ
กล่าวได้ว่า ตั๊กม้อมาถึงเมืองจีนในช่วงเวลาที่พอเหมาะที่มีเงื่อนไขรองรับการ
ก่อกำเนิด ศาสนาพุทธนิกายเซนก็ว่าได้




คน ๆ หนึ่งที่อยู่ในเงื่อนไขที่สามารถเลือกคุรุที่เป็นภิกษุผู้บรรลุธรรมที่มี อยู่หลายรูป
แต่กลับเจาะจง เลือกคุรุที่เป็นภิกษุณีแทน และตัวเองก็สามารถบรรลุ ธรรมได้ด้วยเช่นกัน
การกระทำของคนผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร ? ใช่หรือไม่ว่า เขา คนนี้เป็นยิ่งกว่าสาวก
ของพระพุทธองค์ที่มีความกล้า มีความเป็นตัวของตัวเองสมกับเป็นปรมาจารย์แห่ง
เซนอันเป็นศาสนาพุทธที่ปรับเข้ากับวัฒนธรรมของจีน และ ซึมซับส่วนที่เป็นแก่นเป็น
หัวใจของวัฒนธรรมจีน ซึ่งก็คือ เต๋า เข้ามาไว้ในตนได้อย่าง กลมกลืน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #25 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2008, 08:22:15 AM »



สงบท่ามกลาง
 
ความสงบในความเงียบ หาใช่ความสงบที่แท้จริงไม่
เมื่อท่านสามารถทำใจให้สงบได้
ท่ามกลางกิจกรรมต่าง ๆ
นั่นจึงเป็นสภาวะสงบที่แท้จริงของธรรมชาติ

เฉกเช่นเดียวกับความสุขจากความสะดวกสบาย
ย่อมไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

หากแต่เมื่อท่านสามารถมีความสุข
ท่ามกลางความยากลำบาก
นั่นแหละคือท่านได้เข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของจิตแล้ว



- หวนชู เดาเร็น



ท่านควรเรียนรู้การปฏิบัติธรรมท่ามกลางสิ่งต่างๆ
ท่านควรเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติของท่าน

ขณะกำลังกิน พูด และ ทำกิจกรรมทุกชนิด
โดยไม่เหนื่อยหน่าย ............

เมื่อสภาวะจิตของท่านมีสติสมบูรณ์เต็มที่
การปฏิบัติธรรมของท่านจะกลาย
เป็นหนึ่งเดียวกับกิจกรรมต่างๆเหล่านั้น.


""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


อย่าตีความ


ถ้าท่านใช้จิตของท่านศึกษาสัจธรรม
ท่านจะไม่เข้าใจทั้งเรื่องจิตและสัจธรรม

ต่อเมื่อท่านศึกษาสัจธรรมโดยไม่ใช้จิต
เมื่อนั้นท่านจะเข้าใจทั้งสองสิ่ง

ผู้ที่มีปัญญาที่แท้จริงรู้ว่า จิตเดิมนั้นว่างเปล่า

.........................................




ต่อให้

ต่อให้อ่านหนังสือมากมาย
หากอ่านใจตัวเองไม่ออก ก็ไม่มีประโยชน์ .....
ต่อให้มีความรู้ท่วมหัว
ถ้าไม่รู้ใจตัวเอง ก็ไม่มีความหมาย ......
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 ตุลาคม 2008, 08:33:25 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #26 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2008, 08:31:09 AM »




เมื่อท่านมุ่งหาหนทาง
ในทันใดนั้นเจตนารมณ์ก็แปรเปลี่ยน
เป็นการค้นหาบางสิ่งในตัวของท่านเอง
เมื่อสิ่งที่เห็นกลายเป็น "ไม่มีสิ่งที่เห็น"

เมื่อนั้นท่านจะได้ครอบครองอัญมณีล้ำค่า
แต่กระนั้นท่านก็ยังไม่ได้หยั่งถึงแก่นแท้ของมัน

ต่อมาวันหนึ่งทุกอย่างกลายเป็นความว่าง
เสมือนหนึ่งอวกาศที่ไม่มีข้างในหรือข้างนอก
ไม่มีต่ำสุดหรือสูงสุด และท่านได้ประจักษ์ถึงหลักการ
ที่สามารถครอบคลุมของได้หมื่นสิ่ง
เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่าจิตท่านนั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนยากที่จะวัดได้

- ไดคากุ


When you set out to look for the way,
at once itchanges to something that is to be sought in your self.
When sight becomes no-sight,
you come to possess the jewel,
but you have not yet fully penetrated into it.
Suddenly one day everything is empty
like space that has no inside or outside,
no bottom or top,and you are aware of
one principle pervading all the ten thousand things.
You know then that your heart is so vast that
it can never be measured.

- Daikaku

.............................................................



ฉันจะสอนแต่ผู้ที่แสดงความกระตือรือร้น
ฉันจะชี้ทางสว่างแก่ผู้ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความตื่นตัว

อุปมาเช่นหากว่าฉันถือมุมหนึ่งของสี่เหลี่ยมไว้
แล้วเธอไม่กลับมาหาฉันพร้อมกับมุมที่เหลืออีกสามมุม
ฉันย่อมไม่ต่อวิชาแก่เธอ .....

- ขงจื๊อ


Only one who bursts withEnthusiasm do I instruct;
Only one who bubbles withExcitement do I enlighten.
If I hold up one corner
And you do not come back to me with the other three,
I do not continue the lesson.-Confucious

..........................................................



ความลี้ลับแห่งศิลป์ที่แท้จริงคือ
การทำตัวเป็นผู้เริ่มเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

เพราะในใจของผู้เริ่มเรียนรู้
จะไม่มีความคิดที่ว่า "ฉันได้บรรลุบางอย่าง"
เมื่อนั้นเราจึงสามารถเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างได้จริงๆ
ต่อเมื่อเรารักษาความคิดข้างต้นไว้ ธรรมะก็จักคงอยู่

- ชุนริว ซูซุกิ


This is the real secret of the arts:
always be a beginner.
Then we can really learn something.
In the Beginner's mind,
There is no thought, "I have attained something".
If you keep your original mind,
The precepts will keep themselves.

- Shunryu Suzuki

......................................................




จงปล่อยวางพันธนาการภายนอก
อย่าปลุกเร้าปรุงแต่งจิตภายใน
จงทำจิตของท่านให้เหมือนดั่งกำแพง
เมื่อนั้น ท่านจะดำเนินสู่หนทางที่เรียกว่า มรรควิถี

- พระโพธิธรรม


By putting to rest all external entangling objects,
And not agitating your inner mind,
And making your mind like a wall,
You can enter the Path.

- Bodhidharma


บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #27 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2008, 08:42:03 AM »




จิตแห่งความเชื่อมั่น

หนทางอันยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากลำบากอะไร
สำหรับบุคคลผู้ไม่มีความรู้สึกเปรียบเทียบ
เมื่อรักและชังไม่มีอยู่
ทุกสิ่งทุกอย่างก็แจ่มแจ้งและเปิดเผยตัวเองออก
แต่ถ้ามีการแยกความแตกต่างแม้เพียงเล็กน้อยที่สุด
ฟ้าและดินจะถูกแยกห่างกันอย่างหาประมาณมิได้
ถ้าเธอปราถนาจะเห็นความจริง
จงอย่ายึดถือความเห็นที่คล้อยตามหรือขัดแย้ง
การดิ้นรนระว่างสิ่งที่ตนชอบและสิ่งที่ตนไม่ชอบ
เป็นเชื้อโรคร้ายแห่งจิตใจ
เมื่อไม่เข้าใจความหมายอันลึกล้ำของสรรพสิ่ง
สันติสุขแท้จริงของจิตใจก็ถูกรบกวนไม่ให้มีอยู่
เมื่อเธอพยายามหยุดการกระทำ
เพื่อจะได้ถึงความหยุดนิ่ง
ความพยายามของเธอนั่นแหละ
ที่ทำให้เธอเต็มไปด้วยการกระทำ
ตราบใดที่เธอยังอยู่ในภาวะสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง
เธอจะไม่มีวันรู้จักภาวะแห่งความเป็นหนึ่ง
ผู้ที่มิได้อยู่บนหนทางแห่งความเป็นหนึ่ง
ย่อมตกไปสู่การกระทำและความหยุดนิ่ง
ทั้งการยืนยันและปฎิเสธ
การปฎิเสธความจริงของสรรพสิ่ง
เป็นการพลาดไปจากความจริงนั้นฅ
การยืนยันถึงความว่างของสรรพสิ่ง
ก็เป็นการพลาดไปจากความจริงนั้น
ยิ่งเธอพูดคิดมากเท่าใด
เธอยิ่งห่างไกลจากความจริงมากเท่านั้น
จงหยุดการพูดและการคิด
และจะไม่มีสิ่งใดที่เธอจะไม่รู้
การกลับคืนสู่รากเหง้าคือการค้นพบความหมาย
แต่การเดินตามสิ่งปรากฎภายนอก
เป็นการพลาดไปจากต้นตอ
ในช่วงขณะแห่งความแจ้งภายใน
มีการข้ามพ้นสิ่งภายนอกและความว่าง
ความเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเกิดขึ้นในโลกที่ว่างนี้
เราบอกว่าเป็นจริงเพราะอวิชชาของเรานั่นเอง
อย่าได้ค้นหาสัจธรรม
ให้เพียงแต่หยุดถือความเห็นต่างๆเท่านั้น
เมื่อปราศจากความคิดแบ่งแยก
จิตก็ไม่มี
เมื่อความคิดหายไป ตัวที่ทำหน้าที่คิดก็หายไป
เช่นเดียวกับเมื่อจิตหายไป วัตถุก็หายไปด้วย
สิ่งทั้งหลายมีอยู่เพราะว่ามีตัวรับรู้
จิตมีอยู่ก็เพราะว่าสิ่งทั้งหลายมีอยู่
ขอจงได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งสองนี้
และความจริงพื้นฐาน
นั่นคือความเป็นหนึ่งแห่งความว่าง
ถ้าดวงตาไม่เคยหลับใหล
ความฝันทั้งหมดก็หยุดลงโดยธรรมชาติ
ถ้าจิตไม่สร้างความแบ่งแยก
สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นเช่นที่มันเป็น
อันมีสาระดั้งเดิมแต่เพียงอย่างเดียว
ชั่วขณะแห่งความเห็นแจ้ง
เราเป็นอิสระจากเครื่องจองจำ
ไม่มีสิ่งใดมายึดเกาะเรา
และเราก็ไม่ยึดเกาะต่อสิ่งใด
ทุกสิ่งว่าง ชัดเจน และแจ่มแจ้งในตัวของมันเอง
โดยที่จิตไม่ต้องใช้พลกำลังแต่อย่างใด
ณ ที่นี้ ความคิด ความรู้สึก ความรู้และจินตนาการ
ไร้คุณค่าโดยสิ้นเชิง

จาก : หนังสือบทเพลงแห่งเซน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 08:36:01 AM »

http://www.dhammajak.net/zen/49.html

เรื่อง ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละจะยิ่งช้า
นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ
...

นิทานเรื่องที่ ๙  เรื่อง  "ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มาก สำหรับ ครูบาอาจารย์ อาตมา จึงเลือกนำมาเล่า ให้ฟัง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ ถึงท่านจะ ไม่เรียก ตนเองว่า ครู ก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟัง ในฐานะที่ว่า จะเป็นปัจจัย เกื้อกูล แก่การ เข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม เรื่องเล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็น นักฟันดาบ ที่เก่งกาจ เขาไปหา อาจารย์สอนฟันดาบ ให้ช่วยสอนเขา ให้เป็นนักฟันดาบ เขาถาม อาจารย์ว่า จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ ตอบว่า ประมาณ ๗ ปี เขาชักจะรวนเร เพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลา มิใช่น้อย ฉะนั้น เขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายาม ให้สุดฝีมือ สุดความสามารถ ในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกาย กำลังใจ ทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลา สักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น ต้องใช้เวลา สัก ๑๔ ปี" แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ฟังดู

หนุ่มคนนั้น ก็โอดครวญ ขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตาย อยู่รอมร่อแล้ว เขาจะ พยายาม อย่างยิ่ง ให้บิดา ของเขา ได้ทันเห็น ฝีมือ ฟันดาบของเขา ก่อนตาย เขาจะแสดง ฝีมือฟันดาบ ของเขา ให้บิดา ของเขา ชม ให้เป็นที่ชื่นใจ แก่บิดา เขาจะพยายาม อย่างยิ่ง ที่จะแสดง ความสามารถ ให้ทันสนองคุณ ของบิดา จะต้องใช้เวลา สักเท่าไร ขอให้อาจารย์ ช่วยคิดดูให้ดีๆ

ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี" นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู แทนที่จะ ลดลงมา มันกลายเป็น เพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ปี หนุ่มคนนั้น จะเล่นงาน อาจารย์ อย่างไร ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่น ก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใคร จะเป็นอาจารย์ สอนฟันดาบ ให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็น อาจารย์ ของประเทศ ดังนั้น เขาก็ ซังกะตาย อยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดีนั่นเอง

หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้ คนคนนี้ แทนที่จะเรียก ไปสอน ให้ใช้ดาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่า ต้องทำงานในครัว

หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลัน เข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุต เป็นการใหญ่ เขาก็ต้องต่อสู้ ไปตามเรื่อง ตามราว ของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ โดยใช้อะไร แทนดาบ หรือ ด้วยมือ เปล่าๆ หรืออะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจ แล้วก็เลิกกัน อาจารย์ ก็กลับไป แล้วต่อมา อีกหลายวัน เขาก็ถูกเข้า โดยวิธีนี้อีก และมีบ่อยๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง เขาก็กลายเป็น นักฟันดาบ ขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่ง อาจารย์บอกว่า กลับบ้านได้ คือจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาหนุ่มคนนี้ ก็เป็น นักดาบ ลือชื่อ ของประเทศญี่ปุ่นไป นิทานของเขาก็จบ.

ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้นๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไร ด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวตน ว่าของ ของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็น ผลดีเลย คือ ถ้าหนุ่มคนนี้ ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่น อยู่ละก็ มีตัวกู เข้ามาฝึก เป็นตัวกู ที่ใหญ่เอาการ อยู่เหมือนกัน ทีนี้ ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกู มันยิ่งขยาย โตออกไปอีก ถ้ายิ่งจะให้ทัน บิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกู มันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อน ออกไปอีก อย่างนี้ จิตไม่เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญา อยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิต ออกมาได้ เพราะมัน กลัดกลุ้ม อยู่ด้วยอุปาทาน ว่า ตัวกูของกู หรือ ความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด ฉะนั้น ถ้าขืนทำไปอย่างนี้ จริงๆ แล้ว จะต้องใช้เวลา ๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือว่า ๒๑ ปีจริงๆ

ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู กูจะเอาใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ ถึงแม้ว่า อาจารย์จะผลุนผลัน เข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือ จิตเดิมแท้นี้ ก็มีมากพอ ที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ มันเป็นการ เรียกร้องขึ้นมา หรือ ปลุกขึ้นมา จากหลับ ปลุกจิตอันนี้ ขึ้นมาจากหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ มาเป็นจิตที่ เบิกบานเต็มที่ ซึ่งต่อไป ก็เอาไปใช้ได้เลย เขาจึงเป็น ผู้สำเร็จหลักสูตร โดยวิธี ประหลาด นั้น ภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือ ภายในไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น

เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่าน ครูบาอาจารย์ สนใจที่จะนึกดูว่า ความรู้สึกที่เป็น ตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่า เราจะยิงปืน หรือ ยิงธนู หรือว่า ขว้างแม่น ในการกีฬาขว้างแม่น ถ้าจิตของผู้ขว้าง มีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียง ของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัยของกู  รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะ ขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ มันสั่นระรัว อยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น ที่ถูกนั้น เมื่อมีความตั้งใจ ถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ของโรงเรียน หรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนของกู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และ สติสัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วย อำนาจสมาธิ เท่านั้น คือพูดตรงๆ ก็ว่า ขณะนั้น มีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ตัวกู ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไรๆ ไม่สั่น ปรกติ เป็น active ถึงที่สุดแล้ว เขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะ ปาฏิหาริย์ นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้

หรือว่า ในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ว่าง จากความเห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะ ของกู เสียก่อนแล้ว เสียบดอกไม้ ไปด้วยจิตว่าง จิตบริสุทธิ์ นั่นแหละ คือ สติปัญญา ล้วนๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้ แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏ มาแต่ก่อน นี่เขาถือเป็นหลัก ของนิกายเซ็น ฉะนั้น ขอให้สนใจ ในการที่จะทำอะไร หรือมีชีวิตอยู่ ด้วยความ ไม่มีตัวกู ของกู มันยิ่งจำเป็นมาก สำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็ก ให้ทำงาน ฝีมือดี ด้วยจิตใจ ที่ปรกติ ไม่สั่น ในระบบประสาท ไม่สั่น ในระบบของ ความคิดนึก หรือว่า เมื่อเด็กๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัว อยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้แล้ว จะไปมัวห่วง กลัวจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้ จะไปโดดน้ำตาย เป็นต้น จะต้องไปนึกทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู เด็กคนนั้น จะต้อง ลืมสิ่งเหล่านั้น หมด และลืม แม้แต่กระทั่ง ตัวเอง คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ถ้าฟังไม่ดีแล้ว ก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียง แย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จริง เราลืมตัวเราเอง นี้ได้ ในลักษณะ หรือกรณีเช่น:

เด็กๆ ในขณะสอบไล่นั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจ แต่ว่า ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร ถ้าจิตใจ ว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ ต่างๆ ที่เคยสะสม มาตั้งแต่แรก เรียนนั้น จะมาหา พรู มาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่า อย่างนั้น อย่างนี้ และถูกต้องที่สุด แต่ถ้าเขากลัดกลุ้ม อยู่ด้วยตัวกู ของกู แล้ว แม้เขาจะเคยเรียน มามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการ เหมือนกับ ลืม นึกไม่ออก นั่นแหละ แล้วมันจะ ระส่ำระสาย กระสับกระส่าย รวนเรไปหมด ก็เลยตอบ ไม่ได้ดี ถ้าสอบไล่ ด้วยจิตว่างนี้ จะได้ที่หนึ่ง หรือ ยิ่งกว่า ที่หนึ่ง เสียอีก ฉะนั้น เขาจึงมีการ สอนมาก ในเรื่องที่ว่า อย่าทำจิต ที่สั่นระรัว ด้วยตัวกู ของกู เพราะว่า การทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็ว มันจะ ยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็ว มันยิ่งช้า" หรือ ที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย หรือว่า จะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะ ได้มาหมด คือ ไม่มีตัวเรา ที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด

 

...........
http://www.buddhadasa.com

นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5984


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #29 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 08:45:39 AM »

http://www.dhammajak.net/zen/42.html

เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม

เรื่องที่สอง เรื่อง เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม อาตมา ต้องขอใช้คำอย่างนี้ เพราะไม่ทราบว่า จะใช้คำอย่างไรดี ที่จะให้รวดเร็ว และสั้นๆ ท่านจะรู้สึกอย่างไร ก็ตามใจ ที่จะต้อง ใช้คำอย่างนี้ "เพชรที่หาพบจากโคลนในถิ่นสลัม" เรื่องนี้ก็เล่าว่า อาจารย แห่ง นิกายเซ็น ชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ ของพระจักรพรรดิ แห่งประเทศญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์องค์นี้ ชอบเที่ยว ไปไหนคนเดียวโดดๆ อย่างนักบวชเร่ร่อน แบบปริพพชก ไม่ค่อยได้อยู่ กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่ง ท่านเดินทาง ไปยัง ตำบลอีโด เพื่อประโยชน์ อย่างใด อย่างหนึ่ง ของท่าน ที่จะมีแก่คนอื่น ท่านได้ผ่านตำบลๆ หนึ่ง เย็นวันนั้น ฝนก็ตกมา ท่านจึงเปียกปอน ไปหมด และรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้า ทำด้วยฟาง เพราะ นักบวชนิกายเซ็น ใช้รองเท้าฟางถัก ทั้งนั้น เมื่อฝนตก ตลอดวัน รองเท้าก็ ขาดยุ่ย ไปหมด ท่านจึงเหลียวดูว่า จะมีอะไรที่ไหน จะแก้ปัญหา เหล่านี้ ได้บ้าง ก็พบกระท่อมน้อยๆ แห่งหนึ่ง ในถิ่นใกล้ๆ นั้น เห็นรองเท้าฟาง มีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อ สักคู่หนึ่ง เอาแห้งๆ มาใส่ เพื่อเดินทาง ต่อไป หญิงเจ้าของบ้านนั้น เขาถวาย เลยไม่ต้องซื้อ และเมื่อเห็นว่า เปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ ให้หยุดอยู่ก่อน เพราะ ฝนตกจนค่ำ ท่านก็เลยต้องพัก อยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำของร้อง ของหญิงเจ้าของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้าน เรียกเด็กๆ และญาติๆ มาสนทนาด้วยท่านอาจารย์; ท่านได้สังเกตเห็นว่า สกุลนี้ เป็นอยู่ ด้วยความข้นแค้น ที่สุด ก็เลยขอร้อง ให้บอกเล่าตรงๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า "สามีของดิฉัน เป็นนักการพนัน แล้วก็ดื่มจัด ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ดื่มมัน จนไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่น เล่นอีก เพิ่มหนี้สิน ให้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน หรือหลายวัน หลายคืน ก็ยังมี ดิฉันไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดี"

ท่านอาจารย์กูโด ว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่า นี่ ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยให้ซื้อเหล้าองุ่น มาให้เหยือกใหญ่ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไรๆ ที่ดีๆ ที่น่ากิน เอามาให้ เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางที่นี่ แล้วก็กลับไปทำงาน ตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่ ตรงหน้า ที่บูชา ข้อนี้ หมายความว่า บ้านนั้น ก็มีหิ้งบูชาพระ เมื่อผู้ชายคนนั้น กลับมาบ้าน เวลาดึก เขาก็เมา เขาก็พูด ตามประสาคนเมา นี่คำนี้ จะแปลว่ายังไง Hey! wife; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย! มาบ้านแล้วโว้ย; มีอะไรกินบ้างโว้ย ตัวหนังสือ เขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ เหมือนๆกับ ในเมืองไทยเรา นี้เอง นี่ลองคิดดูว่า คนๆ นี้ จะเป็นอย่างไร ฉะนั้น กูโด ท่านอาจารย์ ที่นั่ง ที่หน้าหิ้งพระ ก็ออกรับหน้า บอกว่า ฉันได้มีทุกอย่าง สำหรับท่าน เผอิญ ฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่าน เขาขอร้องให้ฉันพัก ค้างฝน ที่นี่ตลอดคืนนี้ ฉันก็ควรจะมีส่วนตอบแทน ท่านบ้าง ฉะนั้น ขอให้ท่านบริโภค สิ่งเหล่านี้ ตามชอบใจ ชายคนนั้น ดีใจใหญ่ มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้งอาหารต่างๆ เขาก็ดื่มและรับประทาน จนนอนหลับไป ไม่รู้สึกตัว อยู่ตรงข้างๆ เข่าของท่านอาจารย์ กูโด ที่นั่งสมาธิ ตลอดคืนนั้น เหมือนกัน ทีนี้ พอตื่นขึ้นมา ตอนเข้า ชายคนนั้น ก็ลืมหมด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนนี้เขาเมาเต็มที่ และถามว่า ท่านเป็นใคร และจะไปข้างไหน ท่านอาจารย์ ก็ตอบว่า อ๋อ! อาตมาคือ กูโด แห่งนคร กโยโต(Kyoto เกียวโต) กำลังจะไปธุระ ที่ตำบล อิโด ตามเรื่องที่ว่ามาแล้ว เมื่อกี้นี้ ถ้อยคำอย่างนี้ มันประหลาดที่ว่า บางครั้ง ก็มีอิทธิพล มากมาย คือว่า ชายคนนั้น ละอายจนเหลือที่จะรู้ว่า จะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดิน หนีไปที่ไหน ก็ทำไม่ไหว แทรกไปไม่ได้ มันละอาย ถึงขนาดอย่างนั้นแล้ว ก็ขอโทษขอโพย ขอแล้ว ขออีก จนไม่รู้จะขออย่างไร ต่ออาจารย์ ของพระจักรพรรดิ ซึ่งจับพลัดจับผลู เข้ามาอยู่ที่บ้านเขา ท่านกูโด ก็ยิ้มละไมอยู่เรื่อย แล้วก็พูดขึ้นช้าๆ บอกว่า "ทุกอย่างในชีวิตนี้ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแสไหลเชี่ยว ไปทีเดียว และทั้งชีวิตนี้ มันก็ สั้นเหลือเกินด้วย ถ้ายังเล่นการพนัน และดื่ม อยู่ดังนี้ ก็หมดเวลา ที่จะทำอะไรอื่น ให้เกิดขึ้น หรือ สำเร็จได้ นอกจาก ทำตัวเอง ให้เป็นทุกข์ แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัว พลอย ตกนรก ทั้งเป็น กันไปด้วย" ความรู้สึก อันนี้ ได้ประทับใจ นายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมา ในโลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมา จากความฝัน ในที่สุด ก็พูดกับท่านอาจารย์ว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้น มันถูกหมดเลย มันถูกอย่างยิ่ง ถ้าอย่างไร ก็ขอให้กระผม ได้สนอง พระคุณอาจารย์ ในคำสั่งสอน ที่ประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้น ของให้กระผม ออกติดตาม ท่านอาจารย์ ไปส่งท่านอาจารย์ ในการเดินทางนี้ สักระยะหนึ่ง ท่านอาจารย์กูโด ก็บอกว่า ตามใจ สองคน ก็ออกเดินทาง ไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า กลับเถอะ นายคนนี้ก็บอก ขออีกสัก ๕ ไมล์ อาจารย์ขยั้นขยอ ให้กลับอีก ว่าถึงคราวที่ต้องกลับแล้ว นายคนนั้น ก็บอกว่า ขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ ในที่สุดก็ต้องยอม พอถึง ๑๐ ไมล์ ท่านอาจารย์ ขยั้นขยอให้กลับ เขาก็ว่า ขอตลอดชีวิตของผมเถอะ นี่ก็เป็นอันว่า ไปกับท่านอาจารย์ ไปเป็น นักบวชแห่งนิกายเซ็น ซึ่งต่อมา ก็เป็น ปรมาจารย์พุทธศาสนา แห่งนิกายเซ็นในญี่ปุ่น นิกายเซ็นทุกสาขา ที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่น ในทุกวันนี้ ออกมาจาก อาจารย์องค์นี้ องค์เดียวเท่านั้น ล้วนแต่เป็น ลูกศิษย์ที่สืบมาจาก อาจารย์องค์นี้ องค์เดียว ท่านกลับตัว ชนิดที่เราเรียกกันว่า เพชรที่พบจากโคลนในถิ่นสลัม นี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองคิดดู ในประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีบางคน ก็มาจาก เด็กที่ขายเต้าหู้ หาบหนังสือพิมพ์ ก็เป็น นักเขียนหนังสือพิมพ์น้อยๆ สั้นๆ และเขื่องขึ้นๆ จนเป็นบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ที่มีชื่อเสียง และไปเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยหนึ่งในที่สุด นี่เราจะบอกเด็กๆ ตาดำๆ ของเราว่า สิ่งต่างๆ นั้นเปลี่ยนแปลง ได้ถึงอย่างนี้ กันสักทีจะได้ไหม เด็กๆ เขาจะมี ความรู้สึกอย่างไร ในฐานะของเขา เขาจะทำตัว ให้เป็นเหมือนกับ "เพชรที่พบในโคลนจากถิ่นสลัม" ได้อย่างไร โดยมาก เขามักจะขายตนเอง เสียถูกๆ จนเป็นเหตุให้ เขา วกไปหา ความสุข ทางเนื้อทางหนัง ต่ำๆ เตี้ยๆ ไม่น่าดูนั้น ก็เพราะว่า เขาเป็นคน ที่ไม่เคารพตัวเอง ท้อถอย ต่อการที่จะคิดว่า มันจะเป็นได้มากอย่างนี้

พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังตรัสว่า เกิดมาเป็นคน นี่ ไม่ควรให้ตัวเอง "อตฺตานํ น ทเทยฺยโปโส" แปลว่า เป็นลูกผู้ชาย เป็นบุรุษ ไม่ควรให้ซึ่งตน ให้ซึ่งตน นี้ หมายความว่า ยกตนให้เสียแก่กิเลส หรือ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้คิด ที่จะมีอะไร ที่ใหญ่โตมั่นคง ที่จะเป็นนั่น เป็นนี่ ให้จริงจังได้ ข้อนี้ เรียกว่า เราควรจะถือ เป็นหลักจริยธรรม ข้อหนึ่งด้วย เหมือนกัน

*********************

นิทานเซ็น เล่าโดย .. ท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""



เพื่อจิตใจงดงาม 

ดึกสงัด ขโมยคนหนึ่ง ถือมีดย่องเข้าไปในอาราม ข่มขู่อาจารย์เซ็นชีหลี่ว่า
"เอาเงินออกมาเสียดี ๆ ไม่อย่างนั้นจะฆ่าเสีย"

อาจารย์เซ็นชีหลี่กล่าวว่า "อย่ามารบกวนอาตมาทำสมาธิภาวนา เงินอยู่ในลิ้นชัก
ไปหยิบเอง!"

ขโมยคนนั้นรีบไปค้นที่ลิ้นชัก เก็บเอาเงินไปหมด
ขณะที่จะจากไปอาจารย์เซ็นชีหลี่กล่าวว่า "อย่าเอาไปหมดนะ
เหลือไว้หน่อยให้อาตมาซื้อดอกไม้ไหว้พระพรุ่งนี้"

ขโมยจึงทิ้งเงินเล็กน้อยไว้ในลิ้นชัก
พอหันหลังจะจากไปอาจารย์เซ็นชีหลี่ก็กล่าวอีกว่า "ไม่ขอบคุณสักคำหรือ?"

ขโมยจึงกล่าวขอบคุณก่อนสาวเท้าจากไป

หลังจากนั้น ขโมยผู้นี้ได้ก่อคดีขึ้นอีก กระทั่งถูกมือปราบจับตัวไว้ได้
ขโมยให้การว่าเคยปล้นเงินของอาจารย์เซ็นชีหลี่
ขณะที่มือปราบเรียกตัวอาจารย์เซ็นชีหลี่ไปให้การชี้ตัวจำเลย
อาจารย์ชีหลี่กลับให้การว่า "เขาไม่ใช่ขโมย เขาไม่ได้ปล้นอาตมา
อาตมาให้เงินเขาเอง เขาขอบคุณอาตมาแล้ว"

คำให้การของอาจารย์เซ็นชีหลี่ช่วยให้ขโมยผู้นี้ได้ลดหย่อนผ่อนโทษ
เมื่อขโมยผู้นี้พ้นโทษจึงปลงผมออกบวชขอเป็นศิษย์จากอาจารย์เซ็นชีหลี่อย่างซาบซึ้งตื้นตันและยินยอมพร้อมใจ

เห็นได้ชัดว่าอาจารย์เซ็นชีหลี่เป็นอาจารย์เซนที่แท้จริง ท่านมิเพียงละกิเลส
บำเพ็ญธรรม เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสังสารวัฏเท่านั้น
ยังชักนำผู้อื่นสู่หนทางหลุดพ้นด้วยจิตใจเมตตาการุณย์
เปี่ยมด้วยปฏิภาณและสติปัญญาอันเฉียบแหลม

คนเราถ้าช่วยตัวเองให้อยู่สุขสบายได้แล้ว ควรจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
เพราะการช่วยเหลือผู้อื่นก็เท่ากับสร้างบุญกุศลให้ตัวเอง
ถึงไม่ได้หวังผลตอบแทนก็ตาม


บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 [2] 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.20 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!