Old Board
กรกฎาคม 29, 2014, 03:29:08 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทาน ศีล ภาวนา คืออะไรครับ  (อ่าน 11677 ครั้ง)
makok
Sr. Member
****
กระทู้: 1094


อยู่ไฟลัมโปรโตซัวครับ

10097091
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: ตุลาคม 17, 2003, 11:32:57 AM »

อยู่ๆก็นึกถึงคำกลุ่มนี้   "ทาน ศีล  ภาวนา"
เคยได้ยินสมัยเรียนศีลธรรมมั้งครับ
หรือหมายถึง
ควรมีทาน  ควรมีศีล  ควรมีการภาวนา  ใช่ไหมครับ  ฮืม
บันทึกการเข้า
STUV
Jr. Member
**
กระทู้: 100


ไ ม่ เ อ า เ ห ลี่ ย ม


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2003, 01:08:18 PM »

   บุญกุศลมีมากมายหลายชนิด  เป็นสิ่งที่ควรทำทุกชนิด  
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้เป็นพวกใหญ่ๆ  ๓  พวก  คือ  ทาน  ศีล  ภาวนา
   ๑.  ทาน  หมายถึงการให้  การให้สิ่งของที่สมควรและจำเป็นแก่ผู้รับ  เพื่ออนุเคราะห์ให้เกิด
ความสุขก็ดี  ให้เพื่อบรรเทามัจฉริยะ  ความตระหนี่ที่มีอยู่ในใจก็ดี  ให้เพื่อให้จิตใจอ่อนโยนเป็นบาทแก่
การเจริญสมถะและวิปัสสนาก็ดี  ล้วนแต่ได้ชื่อว่าทานทั้งสิ้น  แต่ทานประการหลังมีผลมากที่สุด
   อภัยทาน  การให้อภัยกันและกัน  ไม่ถือโทษกัน  ไม่พยาบาทปองร้ายกัน  ก็เป็นทาน
   ธรรมทาน  หารให้ธรรมะด้วยประสงค์ที่จะให้ผู้อื่นเกิดปัญญา  ก็เป็นทาน  และเป็นทานที่
พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เลิศกว่าทานทั้งปวง
   ปัตติทาน  การให้ส่วนบุญ  การที่เราทำบุญแล้วอุทิศหรือแบ่งบุญให้ผู้อื่นโดยไม่หวงแหน  
เป็นการสละมัจฉริยะ  ความตระหนี่ออกจากใจ  ก็เป็นทาน
   ปัตตานุโมทนา  การพลอยยินดีในบุญที่ผู้อื่นทำแล้ว  เป็นการกำจัดความริษยาในใจ  ก็เป็นทาน
   และศีล  ๕  ท่านก็เรียกว่า  มหาทาน  เพราะให้ความไม่มีเวร  ไม่มีภัยแก่สัตว์ทั้งหลาย
   ๒.  ศีล  หมายถึง  การมีปกติเว้นจากกายทุจริต  คือความประพฤติชั่วทางกาย ๓  มีการฆ่าสัตว์  
การถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้  การประพฤติผิดในกาม และเว้นจากวจีทุจริต คือความประพฤติชั่วทางวาจา ๔  
มีการพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดหยาบคาย  และพูดเพ้อเจ้อ
   อปจายนะ  การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม  ก็สงเคราะห์ลงในศีล
   เวยยาวัจจะ  การขวยขวายช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ไม่มีโทษ  ก็สงเคราะห์ลงในศีล
   อปจายนะและเวยยาวัจจะทั้งสองนี้  สงเคราะห์ลงเป็นศีลในส่วนที่เป็นจารีตศีล  คือเป็นการกระทำ
ตามจารีตประเพณีตามปกติของคนดี
   ๓.  ภาวนา  หมายถึงการอบรมเจริญให้เกิดมีขึ้นได้แก่  การอบรมให้เกิดความสงบใจ  ที่เรียกว่า
สมาธิ หรือ สมถะภวนาอย่างหนึ่ง  และได้แก่การอบรมให้เกิดปัญญา  รู้เท่าทันสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามความ
เป็นจริงว่า  ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ที่เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา อีกอย่าง
หนึ่ง  ในสองอย่างนี้  วิปัสสนาเป็นเลิศ
บันทึกการเข้า
KiLiN
Full Member
***
กระทู้: 224


ฅนธรรมดา


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2003, 04:34:45 PM »

ทาน ศีล ภาวนา   ยังเปรียบเสมือนลำดับขั้นของการทำบุญ

ลำดับอย่างไร
                 กล่าวคือ  คนไม่เคยทำบุญ  ก็จะให้เริ่มต้นด้วยการทำทาน  จากทำทานก็จะขยับไปรักษาศีล   แล้วก็ไปเจริญสติ  ทำสมาธิภาวนา
                 การทำภาวนา  ได้บุญมากกว่าการรักษาศีล   การรักษาศีลก็ได้บุญมากกว่าการทำทาน  ทั้งนี้เพราะ
                 การทำทาน  ใครๆ ก็ทำกันได้  โจรที่เพิ่งลักขโมยมาก็ยังทำทานได้   แต่โจรรักษาศีลไม่ได้  
                 คุณสมบัติที่สำคัญที่จะรักษาศีลได้  คือต้องสามารถเอาชนะใจตนเองได้  คนทำผิดจึงมีสาเหตุหลัก 2 อย่าง หนึ่งไม่รู้  สองแพ้ภัยตนเอง
                 แล้วสุดท้ายจึงทำภาวนา

                 ด้วยลำดับขั้นอย่างนี้   และด้วยความเคยชินกับการเรียนแต่ในตำรา   จึงมีคนจับใจความผิดๆ  เห็นว่าทำภาวนาทำสมาธิได้บุญมากที่สุด   ก็เลยกระโดดไปทำสมาธิ   ไม่สนใจทำทาน  ไม่รักษาศีล   ก็เลยเป็นสมาธิแบบพราหมณ์   เห็นแต่นิมิตวุ่นวาย  ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของพุทธ   สมาธิของพุทธต้องผ่านการรักษาศีล
บันทึกการเข้า

รื้อขยะเก่า...ไม่เพิ่มขยะใหม่...ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส
next
Newbie
*
กระทู้: 25


สวัสดีครับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2003, 04:36:08 PM »

      พี่ครับ เขาว่า(ไม่ใช่ผมว่า) ทำทาน ถือศีล บำเพ็ญภาวนา แล้วจะได้บุญ....

     แล้ว บุญ เนี่ย มันคืออะไร

     แล้วมันเก็บสะสมได้เหมือนหยอดตังส์ในกระปุกไหมครับ?ฮืมฮืม?

 
 ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม ฮืม
บันทึกการเข้า
KiLiN
Full Member
***
กระทู้: 224


ฅนธรรมดา


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2003, 06:59:01 PM »

บุญคือความอิ่มเอมใจ  ปิติ ความเต็ม  ความพอดี ไม่พร่อง
ตรงข้ามกับบาป  ความเศร้าหมอง  

ทั้งบุญกับบาป  เป็นนามธรรม  เป็นเพียง 2 สิ่งเท่านั้นที่ติดตัวไปหลังความตาย
บันทึกการเข้า

รื้อขยะเก่า...ไม่เพิ่มขยะใหม่...ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส
next
Newbie
*
กระทู้: 25


สวัสดีครับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2003, 12:49:31 AM »

        พี่ครับ ไม่รู้ว่าผมวุ่นวายช่างสงสัยไปหรือเปล่าครับ เพราะผมสงสัยไปอีกว่า

        ถ้าบุญ-บาปเกิดจากกระบวนการสร้างของความคิด(ใจ)  คนจะเรามีกระบวนการอิ่มเอิบใจ ปิติ สบายใจ ในมาตรฐานเดียวกันทุกคนไม เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ลักธิการเมือง การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี เชื้อชาติ หรือศาสนาหรือไม่  ถ้าเกี่ยวข้องบุญในมาตรฐานหนึ่ง อาจเป็นบาปในอีกมาตรฐานหนึ่งหรือไม่ครับ

        และมีชีวิตหลังความตายหรือครับ???

       *ขออภัยในความวุ่นวายสงสัย  ขอให้พี่ๆอดโทษ ช่วยเฉลยแก้สงสัยน้องโง่นี้หน่อยเถิด............
บันทึกการเข้า
KiLiN
Full Member
***
กระทู้: 224


ฅนธรรมดา


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2003, 11:26:34 AM »

บุญกับบาป   เป็นผลจากการกระทำ  ที่เรียกว่าทำกรรม
กรรมเป็นคำกลางๆ   ทำกรรมดี  ก็ได้บุญ    ทำกรรมชั่วก็ได้บาป
กรรมเกิดจากกระบวนการทั้งการ ทำ พูด คิด
ฉะนั้นทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน  เกี่ยวข้องกับการทำกรรม
และไม่ว่าสังคมใดๆ  จะมีลัทธิ มีความเชื่อ มีศาสนาอย่างไร  ขนบธรรมเนียมอย่างไร  เชื้อชาติไหน   ที่สุดแล้วทุกคนทุกชีวิตต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน   นั่นคือกฏของธรรมชาติ

อ่านชีวิตหลังความตายที่นี่ =>http://www.thummada.com/cgi-bin/iB3/ikonboard.cgi?s=3f929be6548bffff;act=ST;f=4;t=1115
บันทึกการเข้า

รื้อขยะเก่า...ไม่เพิ่มขยะใหม่...ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส
next
Newbie
*
กระทู้: 25


สวัสดีครับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2003, 02:13:42 PM »

         อ่านเรื่องชีวิตหลังความตายแล้วครับ   มีความคิดในสมองน้อยๆของผมว่า

         เชื่อ............................................................?

        ไม่เชื่อ.........................................................?

        ไม่คิดล่ะ......................................................?

        สรุป เพราะไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ประจักษ์ขึ้นตรงหน้าตน ก็เลยอยู่ในขอบเขตของความเชื่อหรือไม่เชื่อ
        ถ้าหากวันข้างหน้าหากรู้ เห็น ประจักษ์แจ้งแก่ตน คำตอบคงเป็น ใช่หรือไม่ใช่
        เชื่อ,ไม่เชื่อ    กับ    ใช่,ไม่ใช่  มันเป็นคนละเรื่องกัน

       *(เข้าชมเว็บบ้่านคนธรรมดาแล้วเว็บสวยงามพิสดารดุจราชรถอันวิจิตร) รูดซิบปาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2003, 06:54:27 PM โดย next » บันทึกการเข้า
KiLiN
Full Member
***
กระทู้: 224


ฅนธรรมดา


ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2003, 09:51:41 PM »

เชื่อ,ไม่เชื่อ    กับ    ใช่,ไม่ใช่  
ก็ยังเป็นคำตอบที่เน้นผลลัพธ์   ทำไมคุณไม่ตั้งคำถามว่า "ทำไม" แทน  แล้วค้นหาคำตอบ  จะดีกว่าหรือไม่
บันทึกการเข้า

รื้อขยะเก่า...ไม่เพิ่มขยะใหม่...ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส
next
Newbie
*
กระทู้: 25


สวัสดีครับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2003, 03:51:02 PM »

 รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC3 | SMF © 2001-2006, Lewis Media | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!